The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการดูแลเด็กโรคซนสมาธิสั้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by siriwimol.piansamer, 2021-02-21 01:51:52

คู่มือการดูแลเด็กโรคซนสมาธิสั้น

คู่มือการดูแลเด็กโรคซนสมาธิสั้น

คู่มือการดูแลเด็กโรคซนสมาธิส้ันสาหรับคณุ ครู

โรคสมาธิส้ัน เป็นโรคท่พี บไดม้ ากในปัจจบุ นั น้ี พบบอ่ ยมากในวยั เดก็ ตอนตน้ โดยจะมีการที่ไมใ่ ส่
ใจ ขาดสมาธิ และหรือมอี าการซนไมอ่ ยู่นิ่งหุนหนั พลนั แล่นซ่ึงเป็นรูปแบบท่มี ลี กั ษณะถาวร โรคน้ีถา้ ไดร้ บั
การดูแลรักษาระยะแรกๆ การพยากรณ์โรคจะดแี ละในบางรายสามารถหายจากโรคน้ีได้ แต่ในทางตรงกนั
ขา้ มหากไม่ไดร้ ับการดแู ลรักษาทถ่ี ูกตอ้ งกจ็ ะทาให้อาการต่างๆ คงอยู่และดาเนินต่อไปในวยั ผูใ้ หญ่ ซ่ึงจะ
ส่งผลกระทบอย่างมากตอ่ ในเรื่องของการเรียน การทางาน และการรกั ษาสัมพนั ธภาพกบั บคุ คลอน่ื

ความหมายโรคซนสมาธสิ ้ัน

โรคซนสมาธิส้นั (attention- deficit hyperactivity disorder: ADHD) จะเริ่มแสดงอาการต้งั แต่วยั เดก็
โดยมีลกั ษณะอาการไมใ่ ส่ใจขาดสมาธิ (inattention) ขาดความตอ่ เนื่องในการจดจอ่ อยู่กบั งานและไม่
สามารถให้ความสนใจเรื่องใดไดน้ าน และ/หรือ มีอาการชนไม่อยู่น่ิง (hyperactivity) หุนหันพลนั แลน่
(impulsivity) ไมม่ คี วามเป็นระเบียบ และไม่ใชเ่ กดิ จากการไมเ่ ช่ือฟังหรือไมเ่ ขา้ ใจ ซ่ึงการไม่ใส่ใจขาดสมาธิ
(inattention) และ/หรืออาการซนไมอ่ ยนู่ ิ่ง (hyperactivity) ทนุ หนั พลนั แล่น (impulsivity) ทมี่ เี ป็นรูปแบบที่มี
ลกั ษณะถาวร (persistent patter) ส่งผลต่อการทาหนา้ ท่ี พฒั นาการ

สาเหตุการเกดิ โรคซนสมาธิส้ัน

สาเหตขุ องโรคสมาธิส้ันยงั ไม่ทราบแน่ชดั แต่มีปัจจยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ งหลายปัจจยั ดงั น้ี

1) ปัจจัยทางชีวภาพ

- พนั ธกุ รรม โรคน้ีมกี ารถา่ ยทอดทางยีน สังเกตไดใ้ นครอบครัวของเด็กสมาธิส้นั อาจมพี ี่ หรือนอ้ ง
หรือญาตขิ องเดก็ มีอาการสมาธิส้ันดว้ ย

- กายวภิ าค พบว่าสมองบริเวณ frontal lobe มีความผดิ ปกติเกดิ hypofusion ของ striatum &
hyperfusion ของ sensorimotor area รวมท้งั บริเวณ corpus callosum มขี นาดเล็กกว่าปกติ

- สรีรวทิ ยาของระบบประสาท จากการตรวจคล่ืนสมอง (electroencephalogram: EEG) พบวา่ มี
การเพ่ิมข้ึนของ beta band หรือมกี ารลดลงของ delta band ซ่ึงทาใหเ้ ด็กถกู กระตุน้ จากส่ิงเร้าไดง้ า่ ย
ข้นึ และจากตรวจดว้ ย positron emission tomography (PET) พบว่ามกี ารลดลงของการไหลเวยี น
ของเลอื ดในสมองบริเวณ cerebral และมกี ารลดลงของอตั ราการเผาผลาญ (metabolic rates) บริเวณ
frontal lobe areas

- สารเคมใี นสมองหลงั่ ผดิ ปกติ เช่น โดปามนี เซโรโทนิน
- โรคความผดิ ปกตขิ องระบบประสาท เชน่ สมองอกั เสบ (encephalitis), มอี าการชกั

2)ปัจจยั ก่อนคลอด ขณะคลอด หลงั คลอด ลว้ นแลว้ แต่เป็นสาเหตทุ าให้เด็กมีอาการของ ADHD เชน่

การทห่ี ญงิ ต้งั ครรภ์ 3เดอื นแรก (first timester) มีการติดเช้ือ มกี ารเสพสุรา ยาเสพติด สูบบหุ ร่ี, การคลอด
ก่อนกาหนด (prematurity), การท่ีเดก็ ขาด oxygen ระหว่างคลอด

3) ปัจจยั ทางจติ สังคม การท่เี ด็กไมไ่ ดร้ ับความอบอนุ่ เป็นระยะเวลานานๆ (prolonged emotional

deprivation), เหตุการณท์ ที่ าใหเ้ ดก็ รู้สึกเครียด (stressful psychic events), การทค่ี รอบครัวของเดก็ ขาดความ

สมดลุ ในครอบครวั พ่อแมม่ ีปัญหาขดั แยง้ กันอยู่บ่อยๆหรือพ่อแมม่ ีความเครียดสูง, การทผี่ ูท้ เ่ี ล้ียงดูเดก็ ขาด
ทกั ษะในการจดั การพฤติกรรมเดก็ ท่เี ป็นปัญหา และการท่พี อ่ ไม่มสี ่วนเกี่ยวขอ้ งหรือไม่มีส่วนร่วมในการ
เล้ียงดลู ูก

4) ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม การศึกษาวจิ ยั ร้อยละ 5 พบว่า การไดร้ บั การสูดหายใจอากาศทีม่ มี ลภาวะเป็น

พิษ, การรับประทานสารตะกวั่ จากส่วนของพวกสีผสมอาหาร วสั ดทุ ใ่ี ชใ้ นการแตง่ กลน่ิ แตง่ สี หรือที่ใชใ้ น
การถนอมอาหาร อาจเป็นสาเหตุทีท่ าให้เกิดอาการของโรค ADHD

โรคซนสมาธิส้ันในวัยประถมศึกษา

เมอ่ื เขา้ วยั เรียน จะสังเกตไดว้ ่าเดก็ มสี มาธิส้ัน วอกแวกงา่ ย ไม่สามารถนงั่ ทางานหรือทาการบา้ นได้
จนเสร็จ ทาใหม้ ปี ัญหาการเรียนตามมา การควบคุมตนเองของเด็กไมค่ อ่ ยดี อาจมพี ฤติกรรมกา้ วร้าว
หงุดหงิดงา่ ย ทนต่อความคบั ขอ้ งใจไม่คอ่ ยได้ ทาใหเ้ กิดปัญหากบั เพือ่ นๆ เมอื่ อยใู่ นห้องเรียนกไ็ มส่ ามารถ
ใชช้ ีวิตไดเ้ หมอื นเพอ่ื นคนอน่ื ๆ มกั จะรบกวนช้นั เรียน ไมค่ อ่ ยให้ ความร่วมมือในการปฏบิ ตั ิตามกฎเกณฑ์
ของห้องเรียน

ปัญหาพฤตกิ รรมทพี่ บร่วม

โรคสมาธิส้นั เกิดจากความบกพร่องในการทางานของสมอง จึงสามารถพบร่วมกบั ความบกพร่องใน
ความสามารถอ่ืนร่วมดว้ ยกบั โรค เช่น

- ความบกพร่องในทกั ษะการเรียน ถือเป็นความบกพร่องทางการเรียนรู้ท่ีพบไดบ้ ่อยในเด็กวยั เรียนเดก็ ที่เป็น
โรคสมาธิส้นั จะพบภาวะน้ีร่วมดว้ ยร้อยละ 20-30 เด็กจะมลี กั ษณะอ่านหนงั สือ เขยี นหนงั สือ คานวณไม่ได้
หรือทาไดบ้ า้ ง แต่แตกต่างจากเดก็ อน่ื 2 ช้นั เรียนท้งั ท่ฉี ลาดเทา่ กนั

- การพดู และการส่ือความสื่อความหมายมกั มีประวตั พิ ูดชา้ ในวยั เด็ก เมื่อโตข้นึ จะพูดมากและพดู เร็ว แตจ่ ะมี
ความเขา้ ใจในสิ่งท่คี นอ่ืนพดู ดว้ ยตา่ กวา่ คนอื่น

-ใชม้ ือไมค่ ล่อง เด็กกลมุ่ หน่ึงจะใชม้ อื ง่มุ งา่ ม สับสนซ้ายขวาเขยี นหนงั สือชา้ โยเ้ ย้ ทางานไมท่ นั

- ปัสสาวะรดทน่ี อนหรืออ้นั ปัสสาวะไมค่ อ่ ยได้

-ปัญหาพฤตกิ รรมและอารมณ์ เด็กที่เป็นโรคสมาธิส้นั จะซ้ือ ไมเ่ ช่ือฟัง ชอบเถียง กา้ วร้าว โกรธเร็ว หลายคน
ไมท่ าตามกฎเกณฑข์ องโรงเรียน

- โรคกระตกุ อาจมกี ารกระตกุ ของกลา้ มเน้ือบริเวณคว้ิ แกม้ มมุ ปาก คาง คอ บางคนมเี สียงในลาคอ
การช่วยเหลอื เดก็ โรคซนสมาธิส้ัน

การช่วยเหลอื เดก็ ท่ีเป็นโรคสมาธิส้นั อยา่ งมปี ระสิทธิภาพน้นั ตอ้ งมกี ารช่วยเหลอื หลายดา้ น ประกอบดว้ ย

- การชว่ ยเหลือดา้ นจติ ใจ
- การปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรม
- การช่วยเหลอื ดา้ นการศกึ ษา
- การรักษาดว้ ยยา

การช่วยเหลอื เด็กโรคซนสมาธสิ ้ันในโรงเรียน

การชว่ ยเหลือเดก็ สมาธิส้ันในโรงเรียนน้ัน คุณครูสามารถชว่ ยเหลือไดต้ ามแนวทางดงั ต่อไปน้ี

1. การเรียน : เพิม่ ความสามารถในดา้ นการเรียนเพ่ือชว่ ยใหเ้ ดก็ สมาธิส้ันประสบผลสาเร็จดา้ นการเรียน (ตาม
ศกั ยภาพ) และเกดิ ความภาคภูมิใจในตนเอง

2.สังคม :เพ่มิ ทกั ษะทางสังคมที่จาเป็นต่อการปรบั ตวั อยู่ร่วมกบั ผอู้ ่ืนของเด็กสมาธิส้นั

3.พฤตกิ รรม: ลดพฤตกิ รรมปัญหาท่ีรบกวนการเรียนรู้ อนั เป็นผลจากอาการของโรคสมาธิส้นั

1.การช่วยเหลอื ด้านการเรียน

เดก็ สมาธิส้นั ควบคมุ ตนเอง จดั ระเบียบใหต้ นเองไดน้ อ้ ยหรือไมไ่ ดเ้ หมือนกบั เด็กทว่ั ไป คณุ ครูควรชว่ ยจดั
ระเบยี บการเรียนไม่ให้ซับซอ้ น ซ่ึงสามารถทาไดด้ งั น้ี

1.1การจดั กิจกรรมประจาวัน

1.1.1 กจิ กรรมในแต่ละวนั ตอ้ งมีลกั ษณะคงที่ มีตารางเรียนแน่นอน

1.1.2 บอกเดก็ ลว่ งหนา้ และเตอื นความจาทุกคร้ังก่อนมกี ารเปล่ยี นแปลง เชน่ เตอื นก่อนหมด
ชวั่ โมงเรียน 5 นาที เม่ือหมดชว่ั โมงเรียนเตือนเดก็ อีกคร้งั เพอ่ื เตรียมตวั เรียนชว่ั โมงต่อไป

1.1.3 ทาป้าย ขอ้ ความ สญั ลกั ษณ์ เพือ่ ช่วยเตอื นความจาเดก็ ในการทากจิ กรรมตา่ งๆ เชน่ ใหเ้ ด็ก
เขียนชื่อวนั ท่ีตอ้ งใชห้ นงั สือหรือสมดุ ลงบนปก เพื่อจดั ตารางเรียนใหส้ ะดวก
1.2 การจัดส่ิงแวดล้อมให้เหมาะสมกบั การเรียนรู้ของเด็ก

1.2.1 การจดั หอ้ งเรียน
• ช้นั เรียนท่ีเหมาะสมกบั เด็ก ควรมขี นาดเล็กทมี่ ีเดก็ ไม่มากเกินไป เช่น มีประมาณ 20 คน
• สร้างกฎระเบียบทช่ี ดั เจน และมีความสมา่ เสมอ คงเสน้ คงวาในการรักษากฎ ทบทวนขอ้ ตกลง
บ่อยๆ เชน่ ไม่ส่งเสียงดงั ในห้องเรียน ส่งการบา้ นเป็นท่ี เป็นตน้
• จดั หาทว่ี างของห้องเรียนในตาแหน่งเดิม เพื่อให้เดก็ จางา่ ยวางให้เป็นท่ีเป็นทาง
• หลีกเลย่ี งการตกแต่งห้องเรียนดว้ ยสีสนั สวยหรู เพราะจะทาใหเ้ ด็กสนใจส่ิงเร้าน้นั มากกว่าสนใจ
การสอนของครู
• จดั โตะ๊ เรียนให้เป็นระเบยี บ
• ให้มสี ิ่งของบนโต๊ะเรียนของเด็กใหน้ อ้ ยทส่ี ุด
1.2.2 การจดั ทนี่ ง่ั
• จดั ใหน้ งั่ ขา้ งหนา้ หรือแถวกลาง เป็นบริเวณที่อยู่ใกลค้ รู เพื่อจะไดด้ ูแลไดอ้ ย่างใกลช้ ิด
• ไมอ่ ย่ใู กลป้ ระตหู รือหนา้ ตา่ งท่มี องเห็นขา้ งนอกหอ้ งเรียน
• ไมใ่ ห้เพอ่ื นท่ีซุกซนนง่ั อยใู่ กลๆ้ จดั ใหม้ เี ดก็ เรียบรอ้ ยนง่ั ขนาบขา้ ง
จดั การเรียนการสอนใหเ้ หมาะสมกบั ความสามารถและช่วงความสนใจของเด็ก
1.3.1 การเตรียมการสอน
• เตรียมเอกสารที่มตี วั อกั ษรขนาดใหญ่ อา่ นง่าย พิมพด์ ว้ ยสีเขม้ มชี ่องไฟกวา้ ง

• งานที่ให้ทาตอ้ งเหมาะสมกบั ความสนใจและความสามารถของเด็ก เด็กในห้องอาจทางานทลี ะ 20
ขอ้ แต่เดก็ สมาธิส้ันอาจใหท้ างานทลี ะ 5 ขอ้ เมอ่ื ทาเสร็จ 5 ขอ้ กใ็ ห้เดก็ เปล่ยี นอริ ิยาบถ

• การเปลยี่ นอิริยาบถเป็นการปลดปล่อยพลงั งานในทางสรา้ งสรรค์ ชว่ ยลดความเบือ่ ของเด็ก ทาให้
เรียนไดน้ านข้ึน เช่น ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพอ่ื นในห้อง ชว่ ยลบกระดาน เป็นตน้

• เลอื กกิจกรรมการเรียนการสอนทตี่ อ้ งใชป้ ระสาทรบั รู้หลายดา้ น ท้งั ดา้ นการฟัง การใชส้ ายตาหรือ
การลงมือปฏบิ ตั ิ

• ใชส้ ื่อเป็นรูปภาพประกอบ เพ่ือใหเ้ ดก็ จบั ประเด็นไดง้ ่าย

1.3.2 ระหวา่ งการสอน

• เขยี นงานทเ่ี ดก็ ตอ้ งทาในช้นั เรียนใหช้ ดั เจนบนกระดาน (กระดานขาวดกี ว่ากระดานดา) อย่าเขยี น
จนแน่นเตม็ กระดาน

• พยายามส่ังงานดว้ ยวาจาใหน้ อ้ ยที่สุด หากตอ้ งสง่ั งานดว้ ยวาจาให้เด็กทบทวนคาสง่ั

• ตรวจสมดุ งานของเดก็ เพอื่ ให้แน่ใจวา่ เด็กจดงานไดค้ รบถว้ น

• ใหเ้ ด็กทางานตามเวลาท่กี าหนดให้ เมือ่ ครบเวลาที่กาหนดแลว้ งานยงั ไมเ่ สร็จคุณครูตอ้ งตรวจงาน

• ใชก้ ารสอนแบบตวั ตอ่ ตวั เพอ่ื ควบคุมใหเ้ ด็กมสี มาธิ

• ยดื หยุ่นการเรียนการสอนใหเ้ ขา้ กบั ความพร้อมของเดก็ โดยเฉพาะในรายวชิ าหลกั หรือวชิ าทยี่ าก
เช่นคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ เป็นตน้

• ฝึกใหเ้ ด็กตรวจสอบทบทวนผลงาน การจดบนั ทกึ

• ชว่ ยให้เดก็ สนใจบทเรียน โดยใชส้ ีระบายคาสาคญั ขอ้ ความสาคญั วงรอบหรือตกี รอบขอ้ ความ
สาคญั ท่ีครูเนน้

• ใชว้ ธิ ีเตือนหรือเรียกให้เดก็ กลบั มาสนใจบทเรียน โดยไมท่ าใหเ้ ดก็ เสียหนา้ เชน่ เคาะทโี่ ต๊ะเด็ก
หรือแตะไหลเ่ ดก็ เบาๆ

• ให้คาชมเชย หรือรางวลั เล็กๆ นอ้ ยๆ เม่ือเดก็ ปฏิบตั ติ วั ดหี รือทาส่ิงที่เป็นประโยชน์
• สนบั สนุนจุดเดน่ หรือขอ้ ดีในตวั เด็กใหแ้ สดงออกมา เพื่อใหเ้ ดก็ เกิดความภาคภูมใิ จในตนเอง

• หลกี เล่ยี งการใชว้ าจาตาหนิ ประจาน ประณามทจ่ี ะทาใหเ้ ดก็ รูส้ ึกอบั อาย และไมล่ งโทษเด็ก
รุนแรง เช่น การตี

• ใชว้ ิธีการตดั คะแนน งดเวลาพกั ทาเวร หรืออยตู่ อ่ หลงั เลกิ เรียน (เพอ่ื ทางานทคี่ า้ งอยูใ่ หเ้ สร็จ)

เมื่อเด็กทาความผิด

1.3.3 การมอบหมายงาน

• ควรพดู ชา้ ๆ ชดั เจน กระชบั ครอบคลมุ ไมใ่ ชค้ าสั่งคลุมเครือ ประชดประชนั บน่ ตาหนิตเิ ตยี นจน
เดก็ แยกไมถ่ ูกว่าครูใหท้ าอะไร

• ใหเ้ ด็กพดู ทบทวนทค่ี รูสง่ั หรืออธิบายกอ่ นลงมอื ทา เพ่ือใหแ้ น่ใจวา่ เขา้ ใจในส่ิงท่คี รูพดู

• ในกรณีทเี่ ด็กมสี มาธิส้ันมาก ควรแบ่งงานออกเป็นข้นั ตอนย่อยๆ ให้เดก็ ทาทีละข้นั ไม่มุง่ เนน้
คณุ ภาพของงานเป็นหลกั แตพ่ ยายามเนน้ ในเรื่องความรบั ผดิ ชอบทาางานให้เสร็จ

1.4 การช่วยเหลือด้านทกั ษะเฉพาะในการเรียน

1.4.1 ทกั ษะในการอ่านหนงั สือ คณุ ครูอาจเลอื กหนงั สือทีเ่ ดก็ ชอบมาให้เด็กอ่านเสริม โดยหนงั สือท่ี
อ่านไม่จาเป็นตอ้ งเป็นหนงั สือเรียน อาจเป็นหนงั สือผจญภยั หนงั สือสอบสวน หนงั สือชีวติ สัตว์ ชีวประวตั ิ
ประวตั ิศาสตร์ หรือวทิ ยาศาสตร์กไ็ ด้ จากน้นั ควรพดู คุยถงึ ส่ิงทีอ่ า่ นให้เล่าเร่ือง หรือใหส้ รุป

1.4.2 ทกั ษะการเขยี นหนงั สือ การฝึกใหเ้ ขยี นหนงั สือบอ่ ยๆ จะทาใหส้ ายตาและมอื ทางาน
ประสานกนั ไดด้ ขี ้นึ เชน่ ฝึกใหเ้ ขยี นสิ่งทีอ่ ยู่ในชีวิตประจาวนั เขยี นบรรยายความรู้สึกตอ่ พอ่ แม่ เขยี นแผนที่
คาดวา่ จะทาในชว่ งปิ ดภาคเรียน

1.4.3 ทกั ษะการฟังและจบั ประเด็น ฝึกเด็กใหส้ รุปสิ่งทไ่ี ดย้ ิน ไดเ้ ห็น ไดล้ องทาตาม จะเป็นรากฐาน
ทด่ี ีในการชว่ ยฝึกสมาธิ

1.4.4 ทกั ษะในการวางแผนทางาน คุณครูควรฝึกเด็กให้เรียงลาดับงานสาคญั กอ่ น-หลงั ต้งั สมาธิกบั
งานและลงมือทา

1.4.5 การทาการบา้ น

• จดั แบ่งการบา้ นออกเป็นส่วนๆ เพือ่ ใหเ้ ด็กสามารถลงมอื ทาจนสาเร็จไดใ้ นช่วงเวลาส้นั ๆ เมื่อเด็ก
ทางานเสร็จเองบ่อยๆ จะทาใหเ้ ดก็ อารมณด์ ี พอใจในตนเอง สถานการณ์เชน่ น้ี จะทาให้เดก็ มคี วามพยายาม
ในการทางานเพ่ิมข้ึน

• เรียงลาดบั ขอ้ ท่งี ่ายไวข้ อ้ แรกๆ เพ่อื ให้เด็กเร่ิมทาจากงานทีง่ ่ายแลว้ เสร็จเร็ว ไปสู่งานทซ่ี ับซ้อน
ย่งุ ยากหรือมปี ัญหาทต่ี อ้ งใชเ้ วลาแกน้ านข้ึน

• ใหเ้ ดก็ เร่ิมทางานท่ีมคี วามเร่งด่วน ทีต่ อ้ งส่งกอ่ น

• มอบหมายการบา้ นให้ฝึกอา่ นหนงั สือและทบทวนบทเรียนจนติดเป็นนิสยั

1.4.6 เทคนิคในการเรียน

• สอนใหเ้ ดก็ ใชเ้ ทคนิคชว่ ยจา เชน่ การใชแ้ ถบปากกาสี การขีดเส้นใตข้ อ้ ความทสี่ าคญั การย่อ
ประเด็นสาคญั การจดสูตร หรือคายากๆในสมดุ บนั ทึก

• การหัดคดิ เลขกลบั ไปกลบั มา

• ฝึกสอนเทคนิคในการทาขอ้ สอบ เช่น ขอ้ สอบท่ีจบั เวลา หรือ มเี วลาทาจากดั ขอ้ ที่ทาไมไ่ ดใ้ หข้ า้ ม
ไปก่อน อย่าลมื วงหนา้ ขอ้ เพื่อกลบั มาทาาซ้าหรือเพือ่ ไมใ่ หว้ งสลบั ขอ้ เป็นตน้

1.5ช่วยเดก็ จดั การเกี่ยวกับเวลา

เดก็ สมาธิส้นั รู้เก่ียวกบั เวลาวา่ ตอ้ งทาส่ิงใดบา้ ง แต่ปัญหาของเดก็ คอื “แบ่งเวลาไมเ่ ป็น” การต้งั เวลาและการ
เตือนจึงเป็นสิ่งทจี่ าเป็นสาหรับเดก็ อย่าคาดหวงั ให้เดก็ รู้จกั เวลาเอง ส่ิงทคี่ ุณครูสามารถชว่ ยไดค้ ือ

1.5.1 เตือนใหเ้ ดก็ ตรงตอ่ เวลา โดยส่งสญั ญาณเตอื นเมือ่ ใกลถ้ ึงเวลานดั หรือเวลาตอ้ งส่งงาน และ
บอกเด็กอกี คร้ังเม่ือถงึ เวลาส่งงาน

1.5.2 ชว่ ยเด็กจดั ทากาหนดเวลาหรือปฏิทนิ งาน ทาลงกระดาษตดิ ไวท้ โ่ี ต๊ะเรียน กระเป๋ า และหนา้
สมุดของเดก็

1.5.3 ใชน้ าฬกิ าเตือน โดยอาจใชน้ าฬิการะบบสน่ั สะเทอื น เพอื่ ป้องกนั การรบกวนเด็กอนื่

1.5.4 ใหแ้ รงเสริมทางบวก เช่น คาชม การสะสมดาวเพอื่ แลกของรางวลั เป็นตน้ เมื่อเด็กส่งงาน
ตามเวลา

2) การพัฒนาทกั ษะทางสังคม

ช่วยเด็กสมาธิส้นั ใหม้ เี พื่อน เดก็ สมาธิส้นั จานวนมากมปี ัญหากบั เพ่อื น ชอบกลนั่ แกลง้ หรือแหยเ่ พ่อื น บาง
คนอาจมีลกั ษณะกา้ วร้าว ท้งั น้ีเพราะเด็กสมาธิส้ันจะมีอารมณ์เสียง่าย และไม่คดิ กอ่ นทีจ่ ะทา บางรายอาจ
เรียกรอ้ งความสนใจแบบไมค่ ่อยเหมาะสม เช่น ทาเป็นตวั ตลกให้คนอื่นแหย่เล่น เป็นตน้ อกี ท้งั เด็กยงั มี
ปัญหาการแปลวิธีการส่ือสารท่ไี ม่ใชค่ าพดู ทาใหเ้ ด็กไม่สามารถรบั รู้อารมณ์ของผอู้ ่ืนจากการได้เหน็ เฉพาะสี
หนา้ ท่าทาง และแววตาของคนท่ีตนสมั พนั ธด์ ว้ ย ซ่ึงคุณครูสามารถชว่ ยเหลือเดก็ ไดด้ งั น้ี

2.1 คน้ หาวา่ ปัญหาการเขา้ สงั คมกบั เพื่อนอยู่ที่ไหน โดยอาศยั การสงั เกต การเลน่ ของเดก็ ทกั ษะตา่ งๆ ท่เี ดก็
ใชเ้ วลาเขา้ กลุ่มกบั เพอื่ น

2.2 จดั โอกาสและหาแบบฝึกหดั ใหเ้ ด็กไดฝ้ ึกฝนทกั ษะ
ควรหากิจกรรมใหเ้ ดก็ ไดท้ าเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม โดยกิจกรรมเหลา่ น้นั ตอ้ งมรี ะเบียบกฎเกณฑ์ และข้นั ตอนท่ี
ชดั เจน โดยครูช่วยควบคมุ
2.3 แบบอยา่ งที่ดี
ครูสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในการติดตอ่ สัมพนั ธก์ บั ผูอ้ ่ืนท้งั การแสดงทา่ ทาง คาพูด การฟัง การให้ความ
ช่วยเหลือผอู้ น่ื การแบ่งปัน การขอความชว่ ยเหลือ การกลา่ วคาขอโทษ หรือขอบคุณ

2.4 จดั เพื่อนช่วยดแู ลเด็กสมาธิส้นั
ครูควรจดั เพื่อนท่เี ดก็ สนิทหรือเพอ่ื นทีอ่ าสาช่วยดูแล คอยเตือนเม่ือเดก็ ไม่มีสมาธิช่วยสอนการบา้ นโดยอาจ
จดั เป็นคู่ หรือจดั เป็นกล่มุ เพื่อนร่วมดูแลเหลา่ น้ีควรเป็นคนท่ีเดก็ ชอบพอ เขา้ อกเขา้ ใจกนั และทาอะไร
ดว้ ยกนั ได้ ท้งั น้ีครูควรชว่ ยติดตามปัญหาตา่ งๆ ที่อาจเกดิ กบั เพือ่ นผชู้ ว่ ยดูแลเด็กได้
3) การปรับพฤตกิ รรม

- การกาหนดกฎระเบยี บหรือคาส่ัง คุณครูกาหนดขอ้ ปฏบิ ตั ิทงี่ ่ายๆส้ันๆ เชน่
• เตรียมพร้อมทจี่ ะเรียนหนงั สือ
• ทาตามท่คี รูส่งั
• ตาจอ้ งที่หนา้ กระดาษ ไม่มองไปทางอนื่
• เอามือวางไวแ้ นบลาตวั
• ทางานเงยี บๆ
• ทางานใหส้ ะอาด เรียบร้อย

- การใหแ้ รงเสริมทางบวก คุณครูควรเปลย่ี นจากการ“จบั ผิด” มาเป็น “จบั ถกู ”
• ช่ืนชมเมอื่ เด็กมีพฤติกรรมท่พี งึ ประสงค์
“ครูชอบมากทห่ี นูยกมือข้ึนก่อนถามครู”
“ดมี ากท่หี นูยืนเขา้ แถวเงียบๆไมค่ ยุ กนั ”
• ให้สิทธิพเิ ศษเมือ่ เดก็ มพี ฤติกรรมท่ดี ี เชน่ มอบให้ควบคมุ แถว ให้เกบ็ สมดุ งานจากเพ่อื นนกั เรียน

• ตวั อย่างแรงเสริม เชน่ ใหเ้ ล่นเกมทีช่ อบ ให้เวลาในการฟังเพลงโดยใชห้ ูฟัง ใหเ้ ล่นดินน้ามนั ตดั กระดาษ
ใหเ้ ลอื กการบา้ นเอง ให้กลบั บา้ นเร็วข้นึ

• ให้รางวลั ไม่จาเป็นตอ้ งเป็นรางวลั ชิน้ ใหญ่ อาจเป็นคาชมเชยรางวลั เล็กๆ นอ้ ยๆ

- การสะสมเบ้ยี รางวลั

• การสะสมคปู องทีเ่ ขียนมลู ค่าไว้ เม่ือครบมูลคา่ ท่ีกาหนดไวก้ ็ให้เลอื กทากจิ กรรมทีช่ อบได้ 1 อยา่ ง

- การทาสญั ญา ในสญั ญาควรประกอบดว้ ย 2ส่วนใหญ่ๆ คอื
• สญั ญาว่าจะทาพฤตกิ รรมทไ่ี มเ่ หมาะสม เช่น มาโรงเรียนสาย ไมส่ ่งงาน คุยกนั ในหอ้ งเรียน เป็น
ตน้
• สัญญาในทางทด่ี ีท่ีเหมาะสม เช่น ต้งั ใจเรียน ควบคุมอารมณต์ นเอง ต้งั ใจฟังครูสอน ส่งงานตาม
กาหนดเวลา นง่ั เรียนอย่างเรียบรอ้ ย พดู จาไพเราะ

- การใชด้ นตรี อาจใชด้ นตรีประกอบกิจกรรมกอ่ นเรียน หรือ หลงั เลกิ เรียน เช่น
“ถา้ ไดย้ นิ เสียงรวั กลองใหท้ ุกคนวิ่งประจาท”่ี
“ถา้ ไดย้ นิ เสียงบรรเลงเพลงจบ ใหท้ ุกคนค่อยๆ เดิน ยอ่ งเบาๆเขา้ ท่นี ง่ั ตนเอง”

ปัญหาพฤติกรรมทพี่ บบ่อยใน โรงเรียน

พนม เกตุมาน (2551) ไดใ้ ห้รายละเอยี ดแนวทางการจดั การปัญหา พฤติกรรมเดก็ สมาธิส้ันทพ่ี บบ่อยไวด้ งั น้ี

ด้ือ คือพฤติกรรมหลกี เลย่ี ง หลบเล่ียงไมท่ าตามคาาสง่ั หรือทาผิด ไปจากขอ้ ตกลงท่ีทาไวล้ ว่ งหนา้ อาการด้อื
ของเดก็ สมาธิส้ันเป็นพฤตกิ รรม ทพ่ี บไดบ้ อ่ ย เด็กจะด้ือจากหลายสาเหตุ คือ

1. เดก็ ไม่ต้งั ใจจะฟังคาส่ัง ไมใ่ ส่ใจ เมอ่ื สง่ั แลว้ ลมื หรือทาไมค่ รบ

2. เดก็ ไม่คอ่ ยอยากทาตามคาส่ัง เน่ืองจากติดเล่น หรือกาลงั ทาอะไร เพลนิ ๆ สนุกๆ

3. เด็กอาจหงุดหงดิ หรือโกรธไม่พอใจในเรื่องอนื่ เมื่อสงั่ ใหท้ าอะไร กไ็ ม่อยากทา จึงอาจใชก้ ารด้ือ ไม่
ร่วมมอื ไม่ทาตาม เป็นการตอบโต้ เดก็ ด้ืออาจจะแสดงออกดอ้ื ตรงๆ ตอบโตค้ าสัง่ ทนั ที หรือด้ือเงียบ

คอื ปากว่าจะทา แต่ขอผดั ผ่อนไปก่อน แลว้ ในท่ีสุดก็ไมท่ า (ดว้ ยเจตนาหรือ ลืมจริงๆ)

การป้องกัน

ครูควรใชค้ าสงั่ ที่ไดผ้ ล เวลาส่งั ควรแน่ใจวา่ เดก็ สนใจในคาสัง่ น้นั ควรให้เดก็ หยุดเลน่ หรือหยดุ พฤตกิ รรม
ใดๆ ทีก่ าลงั ทาอยู่เสียกอ่ น สงั่ ส้นั ๆ ชดั เจน อยา่ ใชห้ ลายคาส่ังพรอ้ มๆ กนั ให้เดก็ ทวนคาส่งั แลว้ เร่ิมปฏบิ ตั ิ

ทนั ที อยา่ ใหเ้ ด็กหลบเลยี่ ง พรอ้ มกบั ชมเม่ือเด็กทาได้ ในกรณีท่คี าสั่งน้นั ไม่ไดผ้ ล คุณครูตอ้ งคอยกากบั ให้
ทาสมา่ เสมอในระยะเวลาแรกๆ ก่อน ไม่ควรส่งั หรือตกลงกันในกจิ กรรมท่คี รูไม่มเี วลาคอยกากบั ให้ทาใน
ระยะแรกๆ


Click to View FlipBook Version