ก ชื่องานวิจัย การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ชื่อผู้วิจัย นางสาวสุชานาถ ชนะพลชัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านของนักเรียนชั้น ประถมศึกษา ชั้นปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ครูที่ ประถมศึกษาชั้น ปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) โดยใช้ แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บ ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามเพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน ของนักเรียน มีข้อคำถามจำนวน 15 ข้อ โดยให้นักเรียนเลือกลำดับสาเหตุของ การไม่ส่งงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละแล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์สรุปพร้อมทั้งนำเสนอในรูปของ ตารางประกอบคำบรรยาย เพื่อแก้ปัญหาการไม่ส่งงานของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่าจากการศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถามเพื่อแก้ปัญหาการไม่ส่งงานของนักเรียน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร แสดงให้เห็นว่าสาเหตุของการไม่งาน ลำดับที่ 1 คือ แบบฝึกหัดรู้สึกว่ายากทำไม่ได้ และติดงานในรายวิชาอื่น ๆ โดยคิดจากนักเรียน 5 คน ที่เลือกเป็นสาเหตุอันดับที่ 1 จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 100 คำสำคัญ : พฤติกรรมการไม่ส่งการบ้าน , สาเหตุของการไม่ส่งการบ้าน
ข กิตติกรรมประกาศ การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้ ในหัวข้อ การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความ กรุณาจากอาจารย์ ปุรเชษฐ บุญยัง อาจารย์ที่ปรึกษานิเทศวิชาเอกที่ให้คำแนะนำและคำปรึกษาตลอดจนการ ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการทําวิจัยด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่าง สูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณคุณครูวัฒจรี ตันติวิวัฐ หัวหน้าสายชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล วัดท้าวโคตรที่ได้กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตลอดจนให้คําแนะนําในการ เก็บรวบรวมข้อมูลในการทําวิจัย ขอขอบคุณคุณครูกชมล เจริญธูป คุณครูพี่เลี้ยงกลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมโรงเรียน เทศบาลวัดท้าวโคตร ที่ได้สนับสนุนและคำแนะขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง และพัฒนากระบวนการการจัดการเรียนการสอน และสามารถนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันได้หากท่านใดสนใจ ในการทำวิจัยในหัวข้อนี้ก็สามารถนำมาเป็นตัวอย่างและการเรียนรู้และการสอนปรับใช้ให้เหมาะสม สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ และหากการวิจัยใน ครั้งนี้ขาดตกบกพกพร่อง หรือไม่สมบูรณ์ประการใด ผู้วิจัยขออภัยมา ณ โอกาสนี้ นางสาวสุชานาถ ชนะพลชัย ผู้จัดทำวิจัย
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ…………………………………………………………………………………………………………………………. ก ข ค กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………………. สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………… สารบัญตาราง………………………………………………………………………………………………………………….. บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความเป็นมาของปัญหา 2 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 3. สมมติฐานของการวิจัย 4 4. ขอบเขตการวิจัย 4 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 4 6. ประโยชน์ของการวิจัย 5 บทที่ 2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้าน 6 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 18 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 21 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 21 3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 22 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 22 5. การวิเคราะห์ข้อมล 23 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 24 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ขั้นตอนการวิเคราะห์ 25 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการวิจัย 28 2. อภิปรายผล 28 3. ข้อเสนอแนะ 29
ง บรรณานุกรม 30 ภาคผนวก 31 แบบสอบถาม 32
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการการสร้างองค์ความรู้อัน เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคมแห่งการเรียนรู้และปัจจัยแห่งการเกื้อหนุนให้ บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต การจัดการศึกษาต้องพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ ปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการศึกษาไทยจึงจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาเด็กไทย มีคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ทั้งด้านจิตใจ และพฤติกรรม ที่แสดงออก เช่น มีวินัย ประหยัด มีเหตุผล รู้หน้าที่ ชื่อสัตย์ พากเพียร ขยัน ใฝ่รู้ไฝเรียนตลอดชีวิต รักประเทศ รักชาติ มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นและสิทธิของผู้อื่นมีความเสียสละ รักษาสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติสุข มีกาวะผู้นำ รู้จักตนเอง ควบคุมตนเองได้ เป็นต้น มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย และจิตใจ เป็นคนร่าเริงแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง มีมนุษย์สัมพันธ์ มีสุขภาพ ซึ่งการพัฒนาเด็กไทย นั้นสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาอบรม ของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองของท้องถิ่นและชุมชนประกอบกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 22 ว่า " การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เวียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้ พัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการศึกษาต้องส่งเสริมให้ ผู้เรียนสามารถพัฒนาเองตามธรรมชาติ เต็มตามศักยภาพ " หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดหลักการของหลักสูตรในข้อ 3 ไว้ทำนองเดียวกันคือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนา และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด สามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มศักยภาพให้ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม และระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยยันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งส่งผล ต่อผลสัมฤทธิ์ ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์เรื่อง การจัดการการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา ความรู้
2 และทักษะคณิตศาสตร์ และด้านภาษาเน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข (คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , 2551) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคมการปรับตัวตาม สภาพแวดล้อม การจัด การทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยกาลเวลาตามเหตุปัจจัย ต่างๆเกิดความเข้า ใจในตนเองและผู้อื่นมีความอดทนอดกลั้นยอมรับในความแตกต่างและมีคุณธรรม สามารถ นำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตเป็นพลเมืองดีของ ประเทศชาติ และสังคมโลก โดยเฉพาะใน สาระเศรษฐศาสตร์ผู้เรียนจะต้องเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้เรื่อง การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภค สินค้าและบริการ การบริหารจัดการ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่าง มีดุลยภาพ และการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ครูจึงต้องหาวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะดังกล่าว สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประกอบด้วย สาระการ เรียนรู้ย่อย 5 สาระดังนี้ 1) สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 2) สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนิน ชีวิตในสังคม 3) สาระเศรษฐศาสตร์ 4) สาระประวัติศาสตร์ และ 5) สาระภูมิศาสตร์ แต่ในปัจจุบันผู้เรียน ยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ในการเชื่อมโยงเหตุการณ์เชิงเหตุผล ดังนั้น การจัดการศึกษาควรเน้นให้ผู้เรียนคิดเป็น เช่น การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดอย่าง มีเหตุผลและเป็นระบบ สอดคล้องกับอำรุง จันทวานิช และไพบูลย์ แจ่มพงษ์ รวมทั้ง อรพรรณ พรสีมา ที่กล่าวว่าการสอนทักษะการคิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เพราะความสามารถทางการคิด จะนำไปสู่การพัฒนาการด้านอื่น ๆ ชนิดไม่รู้จบ ผู้เรียนสามารถนำความคิดไปประยุกต์ใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ในการศึกษาวิชาต่าง ๆ และใช้ความสามารถทางการคิดในการแก้ไขปัญหา การคิดสร้างสรรค์สั่งใหม่ ๆ และพัฒนาคุณภาพชีวิต และกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าความเจริญก้าวหน้าของ ประเทศชาติในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีหรือด้านเศรษฐกิจ รวมทั้ง ด้านการเมือง ล้วนแต่ต้องพึ่งพาอาศัยทักษะการคิดที่มีคุณภาพของประชาชนในชาติเป็นสำคัญ การมุ่งเน้นการปฏิรูปการ เรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด จึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งปรับปรงและพัฒนากันอย่างจริงจัง ด้วยเหตุดังกล่าวในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ครูทุกโรงเรียนต้องตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการคิดและการนำกระบวนการคิดไปใช้โดยจะต้อง ปรับปรุงเทคนิค วิธีสอนให้มีความหลากหลายขึ้นเพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สามารถคิด และแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอย่างเหมาะสม (กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ, 2543) องค์ประกอบที่สําคัญของการเรียนการสอน โดยเฉพาะการวัดผลและประเมินผลซึ่งเป็นสิ่งจําเป็น อย่างยิ่งสําหรับผู้สอน นอกจากสอนเนื้อหาตรงตามหลักสูตร ตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้มีเทคนิคการสอน
3 มีนวัตกรรมหรือสื่อการสอนที่ดีแล้วการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ คือสิ่งจําเป็นที่ผู้สอน ต้องวัดความรู้หรือ ความเข้าใจในเนื้อหาของผู้เรียนว่า มีความรู้ ความเข้าใจ และจําในสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้วมากน้อยเพียงใด ซึ่งมีเครื่องมือและวิธีการมากมาย เช่น การทดสอบ การทําให้ดูหรือทดลองทํา การมอบหมายงาน การให้ทํารายงาน ให้ทําแบบฝึกหัด หรือการให้งานไปทําที่บ้านแต่สิ่งหนึ่งที่ครูหรือผู้สอนมักนิยมใช้กันบ่อย ๆ หรือ การให้งานไปทดลองทํา การให้ทําแบบฝึกหัดทั้งในห้องเรียน หรือให้นําไปทําที่บ้าน ที่เรียกว่าการบ้าน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบฝึกหัด หรืองานที่ผู้สอนมอบหมายให้ทํา หรือการบ้านนั้น ก็คือสิ่งที่ครูมอบหมายให้ผู้เรียน ไปทํานอกนอกห้องเรียน หรือนอกเวลาเรียน ที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน แต่เป็นสิ่งที่ครูต้องการ ทราบความรู้ ความเข้าใจความก้าวหน้าของผู้เรียนหลังจากเรียนเสร็จแล้ว แบบฝึกหัดหรืองานที่ครูมอบหมาย ให้ทํา อาจให้ทําในชั่วโมงเรียน หรือไปทํานอกห้องเรียนหรือที่บ้าน หากนําไปทําที่บ้านนอกเวลาเรียนหรือนอก โรงเรียนจะเรียกว่าการบ้าน เพราะนําแบบฝึกหัดหรืองานไปทําที่บ้าน ส่วนแนวคิดของนักวิชาการด้า น การศึกษาของไทย เช่น สุวัฒน์ มุทธเมธา (2530: 13) ได้กล่าวถึงการบ้านไว้ว่า การบ้าน หมายถึง งานที่ครู มอบหมายให้นักเรียนทําเป็นพิเศษที่บ้าน หลังจากเวลาเรียนตามปกติแล้ว เด็กที่เข้าใจงานที่ครูมอบหมาย ให้ทําได้ดี อาจใช้เวลาว่างทําเสร็จที่โรงเรียนได้เลย บางคนนํากลับไปทําที่บ้านตามชื่อของงานที่เรียกว่า การบ้าน การบ้านอาจจะถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มเติมในสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนไปแล้วและเตรียมตัวให้เรียนพร้อม ต่อบทเรียนถัดไปที่ยากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งเพิ่มเติมความรู้ให้ผู้เรียนโดยการประยุกต์ใช้ความรู้ต่อ สถานการณ์ต่างๆ หรือการนําความรู้ในหลาย ๆ แขนงในการแก้ปัญหาเพียงปัญหาเดียวการบ้านยังคงสร้าง โอกาสให้ผู้ปกครองได้ติดตามดูแลการเรียนของลูกได้อีกด้วย ซึ่งจากการที่ผู้วิจัยได้มีโอกาสได้จัดการเรียนการ สอนในรายวิชาสังคมศึกษา สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัด ท้าวโคตร จากการเรียนการสอนในแต่ละสัปดาห์ผู้วิจัยจะมีการสอนเนื้อหาซึ่งในแต่ละคาบที่สอนนั้นผู้วิจัยมี ความต้องการที่จะทราบถึงความรู้ ความเข้าใจ ของผู้เรียนภายหลังจากการเรียนเสร็จแล้วตามกระบวนการ จัดการเรียนการสอน โดยให้การบ้านประจําบททุกครั้ง/สัปดาห์สังเกตพบว่า มีนักเรียนจํานวนหนึ่งไม่ยอมส่ง งานที่ได้รับมอบหมาย และยังส่งการบ้านไม่ตรงตามเวลาที่กําหนดไว้อีกด้วย และได้นําปัญหานี้ปรึกษากับ อาจารย์ที่สอนในระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 พบว่าเกิดปัญหาเช่นเดียวกัน ถือเป็นการขาดความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมายซึ่งผู้สอนพอที่จะประเมินได้บ้างจากการสอบถามผู้เรียนบางคนว่าเกิด จากสาเหตุอะไร จากปัญหาข้างต้น ทําให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งสอนในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร เพื่อทราบถึงสาเหตุว่าทําไมนักเรียนถึงไม่ ส่งการบ้านตามกําหนดที่ครูผู้สอนได้มอบหมายให้ เพื่อนํามาเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่เกิดขึ้น
4 เพื่อที่จะนําผลการวิจัยดังกล่าวไปสู่การปรับแนวทางการเรียนการสอนที่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนส่งการบ้าน และมีวินัยในการส่งการบ้านตามกําหนด อีกทั้งเพื่อนําไปพัฒนาปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสาเหตุของการไม่ส่งการบ้าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาล วัดท้าวโคตร 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร สมมติฐานของการวิจัย 1. สาเหตุที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4/2 โรงเรียน เทศบาลวัดท้าวโคตรที่พบมากที่สุด คือ ความยากง่ายของข้อสอบ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตรอยู่ในระดับ ดี ขอบเขตของการวิจัย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศ บาลวัดท้าวโคตร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 86 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวนนักเรียน 5 คน โดยได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการไม่ส่งงานของนักเรียน จำนวน 15 ข้อ ตัวแปรตาม ได้แก่ ระดับคะแนนเฉลี่ยของแบบสอบถามพฤติกรรมการไม่ส่งงานของ นักเรียนระดับชั้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร และความพึงพอใจ ระยะเวลาในการทดลองการวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ
5 พฤติกรรมการไม่ส่งการบ้าน หมายถึง การส่งการบ้านล่าช้า หรือไม่ส่งการบ้านตรงตามเวลาที่ครู กําหนดรายรายวิชาสังคมศึกษา ปีการศึกษา 2565 การบ้าน หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทํานอกเวลาเรียน เพื่อเป็นการฝึก ทักษะค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ (รายวิชาสังคมศึกษา ปีการศึกษา 2565) ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง เป็นความรู้สึกหรือเป็น ทัศนคติที่ดีต่องานที่ทําของบุคคลที่มีต่องานในทางบวก และความสุขของ บุคคลอันเกิดจากการปฏิบัติงาน และได้รับผลเป็นที่พึงพอใจ ทําให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มีความสุข ความมุ่งมั่นที่จะทํางานมีขวัญ และกําลังใจ มีความผูกพันกับหน่วยงาน มีความภาคภูมิใจในความสําเร็จของงานที่ทํา และสิ่งเหล่านี้จะส่งผล ต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทํางานส่งผลต่อถึงความก้าวหน้าและความสําเร็จของการเรียนรู้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ทราบถึงสาเหตุของการไม่ส่งการบ้าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศ บาลวัดท้าวโคตร 2. เพื่อรวบรวมข้อมูลสําหรับการแก้ปัญหาการไม่ส่งการบ้านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร 3. เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความเข้าใจในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น 4. เป็นเเนวทางให้ครูผู้สอนนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้เเก่นักเรียนในเนื้อหา อื่น ๆ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมต่อไป
6 บทที่ 2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตรผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร แนวคิด และทฤษฎีต่าง ๆ ตลอดจนงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาประกอบการ ดำเนินการวิจัยซึ่ง ได้แก่ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการไม่ส่งงาน 2.1 การจูงใจในการทำงาน 2.2 ทฤษฎีความต้องการ (Need Theories) 2.3 ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ (Process Motivation Theory) 2.4 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory)3. ความพึงพอใจ 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.1 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สําคัญดังนี้ 1.1.1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็น ไทยควบคู่กับความเป็นสากล 1.1.2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 1.1.3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอํานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 1.1.4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการ เรียนรู้ 1.1.5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
7 1.1.6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 1.2 จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพ ในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกําหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1.2.1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตน ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 1.2.2 มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 1.2.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 1.2.4 มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 1.2.5 มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะที่มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข 1.3 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1.3.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่ง การพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุ มาตรฐานการเรียนรู้ที่กําหนดนั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสําคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถใน การรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหา ความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก เหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจน การเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนําไปสู่ การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถใน การแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม บนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์
8 และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและ สิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถ ในการนํากระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน การดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทํางาน และ การอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่าง บุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อ ตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถ ในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการ ทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ ทํางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม 1.3.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นใน สังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทํางาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ 2. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้าน 2.1 การจูงในในการทำงาน การจูงใจ คือ การสร้างหรือการเกิดขึ้นของแรงจูงใจ แรงจูงใจเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่กำหนด เป้าหมายและทิศทางให้แก่การกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคล แรงจูงใจคือพลังที่ริเริ่ม กำกับและคํ้าจุน พฤติกรรมและการกระทำของบุคคล มีรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอก ตัวบุคคลก็ได้แรงจูงใจจะแตกต่างกันระหว่างบุคคล และมีลักษณะเป็นเรื่องภายในตัวคน จึงไม่สามารถสังเกต วัด หรือวิเคราะห์ได้โดยตรง แต่สังเกตได้จากกระทำหรือพฤติกรรมภายนอกและจากผลการปฏิบัติงาน
9 โดยทั่วไปผลการปฏิบัติงานของบุคคลถูกกำหนดโดยแรงจูงใจ ความสามารถ และสภาพแวดล้อมของงาน บุคคลขาดความสามารถ ผู้บริหารสามารถให้การฝึกอบรมได้ ถ้าสภาพแวดล้อมของงานไม่ดีก็สามารถปรับปรุง ให้ดีขึ้นได้ ดังนั้น การจูงใจจึงมีความสำคัญ เพราะการจูงใจกระทบต่อผลการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ ความสามารถ สภาพแวดล้อม และแรงจูงใจ ผลการปฏิบัติงาน = ความสามารถ X สภาพแวดล้อม X แรงจูงใจ ถ้าบุคคลมีความสามารถที่จำเป็น ได้รับการสนับสนุนด้วยสภาพแวดล้อมของงาน และถูกจูงใจอย่าง เพียงพอแล้ว ก็เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะได้รับผลการปฏิบัติงานที่สูงตามเป้าหมายกระบวนการจูงใจเริ่มต้นด้วย ความต้องการ ซึ่งเป็นการรับรู้การเสียสมดุลหรือความขาดแคลนของบุคคล แล้วจึงหาแนวทางที่จะตอบสนอง ความต้องการนั้น ทำให้เกิดพฤติกรรมหรือการกระทำที่มีเป้าหมาย ซึ่งสนองความต้องการที่มักจะกล่าวว่าเป็น รางวัลหรือผลตอบแทนของการกระทำ การกระทำใดที่ได้รางวัลหรือผลตอบแทนที่สนองความต้องการได้ บุคคลจะกระทำอย่างนั้นซํ้าอีก ผลตอบแทนจึงเป็นกลไกป้อนกลับที่ช่วยให้บุคคลประเมินผลติดตามของ พฤติกรรมเพื่อการกระทำในอนาคตอีก การศึกษาแรงจูงใจในปัจจุบันมีทฤษฎีหลายทฤษฎี แต่จัดรวมได้เป็น 3 กลุ่ม คือ ทฤษฎีความต้องการ (Need Theory) ทฤษฎีกระบวนการ (Process Theory) และทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีความต้องการ เป็นการอธิบายขั้นแรกหรือส่วนแรกของกระบวนการจูงใจ คือ ความต้องการเพื่อจะตอบ คำถามว่า “อะไรจูงใจบุคคลให้ทำงาน” ผู้นำแรงงานมักจะอ้างว่าคนงานจะถูกจูงใจด้วยค่าจ้างที่สูงขึ้น ชั่วโมง ทำงานน้อยลง และสภาพแสดล้อมของงานดีขึ้น แต่นักวิชาการบางคนบอกว่าแรงจูงใจจะสูง ถ้าคนทำงานได้มี ความอิสระและความรับผิดขอบสูงขึ้น ทฤษฎีความต้องการจะระบุถึงปัจจัยภายในคือความขาดแคลนหรือเสีย สภาวะสมดุลทางกายหรือจิตใจที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงมากหรือน้อยได้ตามระยะเวลาและ สภาพแวดล้อม ทฤษฎีความต้องการที่สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์ ทฤษฎี ERG ของแอลเดอ เพเอร์ ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก และทฤษฎีของแมคเคิลแลนด์ ทฤษฎีกระบวนการ เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าบุคคลคิดอย่างไรในการเสือกพฤติกรรมเพื่อจะสนองความ ต้องการของเขา แรงจูงใจเกิดได้อย่างไร ทำไมเขาเสือกพฤติกรรมบางอย่าง และเขาประเมินความพอใจอย่างไร เมื่อถึงเป้าหมายแล้วทฤษฎีกระบวนการที่สำคัญได้แก่ ทฤษฎีความคาดหวัง ทฤษฎีความเสมอภาค ทฤษฎีการเสริมแรง ใช้หลักการเรียนรู้ การปรับพฤติกรรม โดยเน้นการควบคุมจากปัจจัย 2.2 ทฤษฎีความต้องการ (Need Theories) ทฤษฎีความต้องการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก และทฤษฎีของแมคเคิลแลนด์
10 2.2.1 ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก (Two - Factor Theory) เฟรดเดอริค เฮิร์ซเบิร์ก (Frederick Herzberg) ได้พัฒนาทฤษฎีการจูงใจซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย คือ ทฤษฎีสองปัจจัย โดยแบ่งเป็นปัจจัยอนามัยและปัจจัย จูงใจปัจจัยอนามัย (hygiene factors) ได้แก่ สภาพแวดล้อมของการทำงานและวิธีการบังคับ บัญชาของหัวหน้างาน ถ้าหากไม่เหมาะสมหรือบกพร่องไป จะทำให้บุคคลรู้สึกไม่พอใจในงาน ซึ่งถ้ามีพร้อม สมบูรณ์ก็ไม่สามารถสร้างความพอใจในงานได้ แต่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ เพราะเป็นปัจจัยที่ป้องกันความไม่พอใจ ในงาน เท่านั้นไม่ใช่ปัจจัยที่จะส่งเสริมให้คนทำงานโดยมีประสิทธิภาพหรือผลผลิตมากขึ้นได้ ตัวอย่างปัจจัย เหล่านี้ ได้แก่ นโยบายของหน่วยงาน สภาพแวดล้อมการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน แบบการ บริหารงาน เงินเดือน สวัสดิการต่าง ๆ ความมั่นคง ความปลอดภัย เป็นต้น ปัจจัยจูงใจ (motivation factors) ได้แก่ ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาของงาน และทำให้ผู้ปฏิบัติมี ความพอใจในงาน ใช้ความพยายามและความสามารถทุ่มเทในการทำงานมากขึ้น เช่น ความสำเร็จ การได้รับ การยกย่อง ได้รับผิดชอบในงาน ลักษณะงานที่ท้าทาย เหมาะกับระดับความสามารถ มีโอกาสก้าวหน้าและ พัฒนาตนเองให้สูงขึ้น การสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ปฏิบัติงานจึงมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรกหัวหน้างานหรือผู้บริหารต้อง ตรวจสอบให้มั่นใจว่าปัจจัยอนามัยไม่ขาดแคลนหรือบกพร่อง เช่น ระดับเงินค่าจ้างเหมาะสม งานมีความมั่นคง สภาพแวดล้อมปลอดภัย และอื่น ๆ จนแน่ใจว่าความรู้สึกไม่พอใจจะไม่เกิดขึ้นในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน ในขั้นตอนที่ สองคือการให้โอกาสที่จะได้รับปัจจัยจูงใจ เช่น การได้รับการยกย่องในความสำเร็จและผลการปฏิบัติงาน มอบ ความรับผิดขอบตามลัดส่วน ให้โอกาสใช้ความสามารถในงานสำคัญ ซึ่งอาจต้องมีการออกแบบการทำงานให้ เหมาะสมด้วย การตอบสนองด้วยปัจจัยอนามัยก่อน จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกลาง ไม่มีความไม่พอใจ แล้ว ใช้ปัจจัยจูงใจเพื่อสร้างความพอใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานทุ่มเทในการทำงานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น 2.2.2 ทฤษฎีความต้องการจากการเรียนรู้ (Learned Needs Theory) เดวิด ซี แมคเคิลแลนด์ เป็นผู้เสนอทฤษฎีความต้องการจากการเรียนรู้ขึ้น โดยสรุปว่าคนเราเรียนรู้ ความต้องการจากสังคมที่เกี่ยวข้อง ความต้องการจึงถูกก่อตัวและพัฒนามาตลอดช่วงชีวิตของแต่ละคน และ เรียนรู้ว่าในทางสังคมแล้ว เรามีความต้องการที่สำคัญ 3 ประการ คือความต้องการความสำเร็จ (need for achievement) เป็นความต้องการที่จะทำงานได้ดีขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีมาตรฐานสูงขึ้นในชีวิต ผู้มีความ ต้องการความสำเร็จสูงจะมีลักษณะพฤติกรรม ดังนี้ - มีเป้าหมายในการทำงานสูง ชัดเจนและท้าทายความสามารถ - มุ่งที่ความสำเร็จของงานมากกว่ารางวัลหรือผลตอบแทนเป็นเงินทอง
11 - ต้องการข้อมูลย้อนกลับในความก้าวหน้าสู่ความสำเร็จทุกระดับ - รับผิดขอบงานส่วนตัวมากกว่าการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น ความต้องการอำนาจ (need for power) เป็นความต้องการที่จะมีส่วนควบคุม สร้างอิทธิพล หรือรับผิด ขอบในกิจกรรมของผู้อื่น ผู้มีความต้องการอำนาจจะมีลักษณะพฤติกรรม ดังนี้ - แสวงหาโอกาสในการควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น - ชอบการแช่งขันในสถานการณ์ที่มีโอกาสให้ตนเองครอบงำคนอื่นได้ - สนุกสนานในการเผชิญหน้าหรือโต้แย้ง ต่อสู้กับผู้อื่น - ความต้องการอำนาจมี 2 ลักษณะ คือ อำนาจบุคคลและอำนาจสถาบัน อำนาจบุคคลมุ่ง เพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าองค์กร แต่อำนาจสถาบันมุ่งเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยทำงานร่วมกับ คนอื่น ความต้องการความผูกพัน (need for affiliation) เป็นความต้องการที่จะรักษามิตรภาพ และความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลไว้อย่างใกล้ชิด ผู้มีความต้องการความผูกพันมีลักษณะดังนี้ - พยายามสร้างและรักษาลัมพันธภาพและมิตรภาพให้ยั่งยืน - อยากให้บุคคลอื่นชื่นชอบตัวเอง - สนุกสนานกับงานเลี้ยง กิจกรรมทางลังคม และการพบปะลังสรรค์ - แสวงหาการมีส่วนร่วมด้วยการร่วมกิจกรรมกับกลุ่มหรือองค์กรต่าง ๆ 2.3 ทฤษฎีกระบวนการจูงใจ (Process Motivation Theory) ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory) เป็นทฤษฎีของวิกเตอร์ วรูม (Victor Vroom) ซึ่ง อธิบายได้ด้วยสูตร ดังนี้ Motivation (แรงจูงใจ) = Expectancy (ความคาดหวัง) X Valence (คุณค่าของผลลัพธ์) มีความหมายว่า ระดับของแรงจูงใจเป็นไปตามระดับความต้องการที่คนเรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และระดับความ เป็นไปได้ที่เขาจะได้รับสิ่งนั้น ทฤษฎีนี้มีหลักการพื้นฐานที่สำคัญ คือ - ปัจจัยภายใน (ความต้องการ) และปัจจัยภายนอก (สภาพแวดล้อม) มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล - พฤติกรรมใด ๆ เกิดจากการตัดสินใจด้วยตนเองของบุคคล
12 - บุคคลมีความแตกต่างกันในความต้องการ ความปรารถนา และเป้าหมาย - บุคคลจะเลือกใช้พฤติกรรมใดย่อมเป็นไปตามการรับรู้ผลต่อเนื่องจากพฤติกรรมนั้น - แรงจูงใจตามทฤษฎีนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยตัวแปรสำคัญสองตัวประกอบดัน คือ ความคาดหวัง และคุณค่าของผลลัพธ์ ความคาดหวัง (expectancy) หมายถึง การรับรู้ของบุคคลต่อความสามารถของตนเองหรือโอกาส และความเป็นไปได้ที่เขาจะทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายได้โดยทั่วไปแล้วบุคคลที่มีความคาดหวังสูงย่อมมี แรงจูงใจสูง แต่ถ้าพนักงานคนใดไม่เชื่อใจตัวเองว่าจะทำงานได้สำเร็จ พนักงานคนนั้นไม่มีแรงจูงใจที่จะทำหรือ จะไม่พยายามทำงานนั้นการรับรู้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติ การกระทำ หรือพฤติกรรม กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือต่อผลตอบแทนที่จะได้รับ ถ้าบุคคลคาดหวังสูงว่าการกระทำของเขาจะ ได้รับรางวัลเขาจะเกิดแรงจูงใจสูง ถ้าพนักงานมั่นใจว่าเมื่อกระทำแล้ว ได้รับผลตอบแทน เขาย่อมเกิดแรงจูงใจ ที่จะทำงานนั้น แต่ถ้าพนักงานไม่มีความแน่ใจว่าจะได้รับอะไร แรงจูงใจในการทำงานจะไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างเซ่น นครเชื่อว่าตัวเองมีความสามารถเป็นหัวหน้างานที่ได้ และเขาต้องการได้รับตำแหน่งนั้น แต่เขามีลักษณะการ ควบคุมจากภายนอก (External locus of control) ซึ่งเชื่อว่าการทำงานหนักไม่ใช่วิธีที่จะได้รับการเลื่อน ตำแหน่งแต่อย่างใด ดังนั้นเขาไม่มีแรงจูงใจที่จะทำงานหนักเพื่อการเลื่อนตำแหน่ง คุณค่าของผลลัพธ์(valence) หมายถึง คุณค่าหรือความสำคัญที่บุคคลรับรู้ต่อผลตอบแทนหรือรางวัล ที่ได้รับ โดยทั่วไปถ้าบุคคลรับรู้คุณค่าสูงต่อผลตอบแทน หรือรับรู้ว่าผลลัพธ์มีความสำคัญสูงมากเท่าไรยิ่งทำให้ มีแรงจูงใจมากขึ้นด้วยและจะทุ่มเทความสามารถในการกระทำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น ตัวอย่างเซ่น ตรีภพซึ่งเป็น หัวหน้างานต้องการให้นิพนธ์ซึ่งเป็นพนักงานทำงานให้มากขึ้น เขาจึงบอกกับนิพนธ์ว่าควรจะเอาใจใส่ทำงานให้ มากขึ้น เพราะการทำงานมากขึ้นจะส่งผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง ถ้าหากนิพนธ์มีความต้องการจะเลื่อนตำแหน่ง เขาคงมีแรงจูงใจสูงขึ้นในการทำงาน แต่ถ้านิพนธ์ไม่สนใจหรือไม่เห็นความสำคัญของการเลื่อนตำแหน่ง การบอกกล่าวของตรีภพไม่สามารถจูงใจนิพนธ์ได้ ทฤษฎีความเสมอภาค (Equity Theory) J. Stacy Adams เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีนี้โดยมีพื้นฐานความคิดว่า บุคคลย่อมแสวงหาความเสมอภาค ทางสังคม โดยพิจารณาผลตอบแทนที่ได้รับ (output) กับตัวป้อน (input) คือพฤติกรรมและคุณสมบัติในตัวที่ เขาใส่ให้กับงาน ความเสมอภาคจะมีเพียงใดขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบการรับรู้ความสอดคล้องระหว่างตัวป้อน ต่อผลตอบแทน (perceived inputs to outputs) เมื่อเราทราบระดับการรับรู้ความเสมอภาคของบุคคลใดก็ สามารถทำนายพฤติกรรมการทำงานของเขาได้
13 ทฤษฎีความเสมอภาคอธิบายว่า บุคคลจะเปรียบเทียบตัวป้อนของเขา (เช่น ความพยายาม ประสบการณ์ อาวุโส สถานภาพ สติปัญญา ความสามารถ และอื่น ๆ) กับผลตอบแทนที่ได้รับ (เช่น การยกย่อง ชมเชย คำนิยม ค่าจ้างค่าตอบแทน การเลื่อนตำแหน่งและสถานภาพ การยอมรับจากหัวหน้างาน) กับบุคคล อื่นที่ทำงานประเภทเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นเพื่อนร่วมงานคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มพนักงานที่ทำงานในแผนก เดียวกันหรือต่างแผนก หรือแม้แต่บุคคลใดในความคิดของเขาก็ได้ว่ามีความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกันหรือไม่ ซึ่งตัวป้อนและผลตอบแทนนั้นเป็นการรับรู้หรือความเข้าใจของเขาเอง ไม่ใช่ความเป็นจริง แม้ความเป็นจริงจะ มีความเสมอภาค แต่เขาอาจรับรู้ว่าไม่เสมอภาคก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองเพื่อ ทำให้รู้สึกว่าเกิดความเสมอภาค ดังนั้น ในการปฏิบัติต่อพนักงาน หัวหน้างานจะต้องทำให้เขารับรู้ว่าเขาได้รับ การปฏิบัติต่ออย่างยุติธรรม มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่นเมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น พนักงาน ส่วนมากมักประเมินว่าตนเองทำงานหนักและทุ่มเทในการปฏิบัติงานมากกว่าคนอื่น ขณะเดียวกันก็มักคิดว่า คนอื่นได้รับผลตอบแทนสูงกว่าตน เขาจะพอใจในการทำงานและมีแรงจูงใจในการทำงานสูงตราบเท่าที่เขายัง รับรู้ว่ามีความเสมอภาค เมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานคนอื่นแต่ถ้าพนักงานพบว่าผู้ที่ทำงานในระนาบเดียวกับเขาได้รับ ผลตอบแทนสูงกว่าเขา หรือได้รับผลตอบแทนเท่ากันแต่ทำงานน้อยกว่า ความพอใจและแรงจูงใจในการทำงาน จะน้อยลง เมื่อใดที่พนักงานเกิดการรับรู้ความไม่เสมอภาค เขาจะพยายามทำให้เกิดความเสมอภาคโดยการลด ระดับตัวป้อนหรือไม่ก็เรียกร้องผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2.4 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีการเสริมแรงเป็นทฤษฎีที่เน้นการทำงานให้บุคคลต้องกระทำในสิ่งที่เราต้องการให้เขากระทำ (Getting people to do what you want them to do) เป็นทฤษฎีการจูงใจทีพัฒนามาจากทฤษฎีการ เรียนรู้ของ B. F. Skinner มีหลักสำคัญว่า เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้โดยวิธีการให้รางวัลหรือ วิธีการเสริมแรง เรียกทฤษฎีนี้ในทางจิตวิทยาว่า การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) หรือการวาง เงือนไขปฏิบัติการ (Operant Conditioning) ซึ่งให้ความสำคัญกับผลกรรม (Consequence of Behavior) หรือผลต่อเนื่องเป็นตัวควบคุมพฤติกรรม หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า การเสริมแรม (Reinforcement) Skinner อธิบายว่า มนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ โดยผ่านประสบการณ์ที่ให้ผลกรรมเซิงบวกและเซิง ลบ ให้ผลเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจ เขาเชื่อว่าพฤติกรรมใดที่มีผลต่อเนื่องเป็นบวก พฤติกรรมนั้นย่อมเกิดขึ้นซํ้า บ่อยครั้ง ในขณะที่พฤติกรรมซึ่งให้ผลเป็นผลมีแนวโน้มที่จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป กรอบความคิดในเรื่องนี้ของ Skinner มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ สิ่งเร้า (สถานการณ์) » การตอบสนอง (พฤติกรรม) » ผลกรรม (บวกหรือลบ)
14 ทฤษฎีการเสริมแรง ในส่วนที่เป็นการจูงใจ คือ การคงไว้ซึ่งการปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ต้องการให้ เกิดขึ้นนาน ๆ หรือทำให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางที่จะได้ผลกรรมเป็นรางวัล Skinner ยังชี้แนะว่า หัวหน้างานสามารถควบคุมและปรับพฤติกรรมหรือการปฏิบัติงานของพนักงาน ได้โดยที่พนักงานไม่มีความรู้สึกว่าถูกควบคุม แต่การจะทำได้เซ่นนั้นจะต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องสำคัญสอง เรื่องเกี่ยวกับการควบคุมและการปรับพฤติกรรม คือ ประเภทของการเสริมแรงและตารางการเสริมแรง ประเภทของการเสริมแรง (Types of Reinforcement) การเสริมแรง เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลกรรม มี 4 ประเภท คือ การเสริมแรงบวก การเสริมแรงลบ การลบพฤติกรรม และการทำโทษ การเสริมแรงบวก (Positive Reinforcement) เป็นการเสริมความต่อเนื่องของพฤติกรรมโดยการ ให้ผลกรรมเป็นตัวเสริมแรงบวก คือสิ่งตอบแทนที่ดึงดูดใจหรือพอใจเป็นรางวัล เมื่อบุคคลนี้นมีพฤติกรรมหรือ ปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ เซ่น พนักงานคนหนึ่งมาทำงานหรือเข้าประชุมตรงเวลา หัวหน้างานพูดเสริมแรงโดย กล่าวคำชมเชยและขอบคุณ ถือได้ว่าเป็นการเสริมแรงบวกซึ่งเป็นรางวัลต่อการมาตรงเวลา ตัวเสริมแรงบวกที่ ใช้กันในการจูงใจการทำงาน เซ่น การจ่ายเงิน การเลื่อนตำแหน่ง การเพิ่มสถานภาพ การได้สิทธิพิเศษ การได้ หยุดพักผ่อน ฯลฯ การเสริมแรงบวกเป็นตัวจูงใจที่ใช้ได้ผลที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การเสริมแรงลบ (Negative or Avoidance Reinforcement) เสริมความต่อเนื่องของพฤติกรรมโดย บุคคลสามารถหลีกเลี่ยงผลกรรมทางลบได้เมื่อมีพฤติกรรมหรือปฏิบัติการเป็นที่ต้องการ ทำให้เกิดการเรียนรู้ พฤติกรรมป้องกันหรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจหรือการทำโทษ เช่น พนักงานซึ่งมาทำงานหรือเข้าประชุมตรง เวลาเพราะไม่อยากได้ยินคำตำหนิจากหัวหน้า หน่วยงานที่ใช้การเสริมแรงลบ มักจะมีกฎ ข้อห้าม อะไรควร หรือไม่ควรกระทำ มีระเบียบวินัยและกำหนดการลงโทษไว้ซัดเจน การลบพฤติกรรม (Extinction) เป็นการลดหรือลบพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการหรือไม่ต้องการอีก ต่อไป โดยการงดการเสริมแรงเมื่อเกิดพฤติกรรมนั้นขึ้น เซ่น ไม่ยกย่องชมเชยพนักงานที่มาทำงานสาย ไม่จ่าย ค่าจ้างถ้าทำงานไม่ถึงมาตรฐานที่กำหนด แต่ถ้าพนักงานทำงานดีแล้ว หัวหน้างานไม่สนใจ เป็นการลดแรงจูง และประสิทธิภาพได้เช่นกัน การทำโทษ (Punishment) เป็นการกำหนดผลกรรมทางลบให้แก่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็น ที่ต้องการ เป็นการให้สิ่งที่ไม่พอใจโดยตรง เช่น พนักงานที่มาร่วมประชุมสายถูกหัวหน้าตำหนิ ซึ่งต่างจากการ เสริมแรงลบที่เป็นเพียงการคาดโทษหรือขู่ให้กลัวแต่ไม่มีการลงโทษจริง ๆ การลงโทษอาจมีหลายแบบ เซ่น รบกวนให้หนักใจ ถอนสิทธิพิเศษ ควบคุมประพฤติ การปรับเป็นเงิน ลดตำแหน่ง การลงโทษอาจทำให้ พฤติกรรมที่ไม่พิงประสงค์ลดน้อยลง แต่อาจสร้างพฤติกรรมที่มีปัญหาอย่างอื่นขึ้น เซ่น การเสียขวัญ ทำงาน
15 ด้อยลง การขัดขืนและต่อต้าน เป็นวิธีการที่มีข้อโต้แย้งกันมาก และเป็นวิธีจูงใจการทำงานที่มีประสิทธิภาพ น้อยที่สุด ต้องพิจารณาอีกย่างหนึ่งในทฤษฎีการเสริมแรง คือ เราจะเสริมแรงพฤติกรรมเมื่อไร มี 2 แนวสำคัญ ได้แก่ การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง และการเสริมแรงเป็นครั้งคราว การเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Reinforcement) เป็นการเสริมแรงทุกครั้งที่บุคคลมี พฤติกรรมหรือการปฏิบัติซึ่งเป็นที่ต้องการเกิดขึ้น การเสริมแรงเป็นครั้งคราว (Intermittent Reinforcement) การเสริมแรงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ ผ่านไป เรียกว่า ตารางระยะเวลา (Interval Schedule) หรือขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่เกิดขึ้นของพฤติกรรมซึ่ง เป็นที่ต้องการ เรียกว่า ตารางจำนวนครั้ง (Ratio Schedule) โดยสรุปแล้ว การเสริมแรงตามตารางจำนวนครั้งสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่าการเสริมแรงตามตาราง ระยะเวลา การเสริมแรงที่ได้ผลที่สุดในการคงสภาพพฤติกรรมคือการเสริมแรงตามตารางจำนวนครั้งผันแปร 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ 2.1 ความหมายของความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ “ความพึงพอใจ” ตรงกับภาษาอังกฤาว่า “Satisfaction” ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ หลาย ความหาย ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พึงพอใจ หมายถึง ชอบใจ และพึงใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ คิเรก กฤษหร่าย (2558 : 36) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง เป็นความรู้สึกหรือเป็นทัศนคติที่ดีต่องานที่ทําของบุคคลที่มีต่องานในทางบวก และความสุขของ บุคคลอันเกิดจากการปฏิบัติงานและได้รับผลเป็นที่พึงพอใจ ทําให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มีความสุข ความมุ่งมั่นที่จะทํางาน มีขวัญและกําลังใจ มีความผูกพันกับหน่วยงาน มีความภาคภูมิใจในความสําเร็จของ งานที่ทํา และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทํางานส่งผลต่อถึงความก้าวหน้า และความสําเร็จขององค์กรอีกด้วย วิรุฬ พรรณเทวี (2542 :11) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่ เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความ ตั้งใจ มากและได้รับการตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่ พึงพอใจเป็น อย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือ น้อย สอดคล้อง กับ ฉัตรชัย คงสุข (2535) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคล ที่มีต่อสิ่งหนึ่งหรือ
16 ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกพอใจและจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับ การตอบสนองหรือ บรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น หากความ ต้องการหรือจุดมุ่งหมาย นั้นไม่ได้รับการตอบสนอง กิตติมา ปรีดีดิลก (2559 : 321) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อ องค์ประกอบและสิ่งจูงใจในด้านต่าง ๆ เมื่อได้รับการตอบสนอง กาญจนา อรุณสุขรุจี (2546:5) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทาง พฤติกรรมที่ เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจ หรือไม่ สามารถ สังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีสิ่งเร้าที่ตรงต่อความต้องการ ของบุคคล จึงจะทําให้ บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความ พึงพอใจในงานนั้น นภารัตน์ เสือจงพรู (2554 : 9) กล่าวถึง ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกทางบวกความรู้สึกทางลบ และ ความสุขที่มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน โดยความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความรู้สึกทางบวกมากกว่าทางลบ เทพพนม เมืองแมน และสวิง สุวรรณ (2540 : 98) กล่าวถึง ความพึงพอใจว่าเป็นภาวะของความ พึง ใจหรือภาวะที่มีอารมณ์ในทางบวกที่เกิดขึ้น เนื่องจากการประเมินประสบการณ์ของคน ๆ หนึ่งที่ขาดหาด ไป ระหว่างการเสนอให้กับสิ่งที่ได้รับจะเป็นรากฐานของการพอใจและไม่พอใจได้ สมชาย บุญสุ่น (2554 : 27) กล่าวถึง ความพึงพอใจ และทัศนะว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกสอง แบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกในทางบวก และความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกทางบวกเป็นความรู้สึกที่ เกิดขึ้น แล้วจะทําให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความสุขที่แตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอื่นๆ กล่าวคือเป็น ความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับ ความสุขสามารถทําให้เกิดความสุข หรือความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะ เป็นได้ว่าความสุขเป็นที่สลับซับซ้อน และความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่า ความรู้สึกทางบวก อื่น ๆ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่ง หรือ ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกพอใจและจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนอง หรือ บรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง มีความรู้สึกในทางบวกและความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกในทางบวก ทําให้เกิดความสุข ความรู้สึกในทางลบตรงกันข้ามกับความรู้สึกในทางบวก 2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ สมชาย บุญส่ง (2554 : 27-29) กล่าวถึง ทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslows General Theory of Human Motivation) ซึ่งกล่าวว่า ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Human Basic Needs) แบ่งออกเป็น 5 ขั้น และ ความต้องการขั้นแรกจะต้องได้รับการตอบสนองก่อนจึงจะสามารถตอบสนองความต้องการขั้นต่อไป ได้ โดย แบ่งความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้ 1) ความต้องการทางกาย (Physical Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่เป็นความจําเป็นต่อการอยู่รอดของชีวิตมนุษย์ ได้แก่ ความต้องการ อากาศ อาหาร น้ำ ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การขับถ่าย การพักผ่อน การหลีกหนีความเจ็บปวด การ
17 เคลื่อนไหวและความต้องการทางเพศ 2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs) ได้แก่ความต้องการความมั่นคง ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความไว้วางใจ ตลอดจนความ ปลอดภัยจาก สิ่งแวดล้อมที่อันตราย 3) ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Love and Belonging) ได้แก่ความ ต้องการความรักความใกล้ชิด ความอบอุ่นเห็นอกเห็นใจ ความเป็นเจ้าของ 4) ความต้องการการ ยอมรับนับถือ (Esteem Needs) ได้แก่ การตระหนักในคุณค่าและความสามารถ ต้องการได้รับการยอมรับ จากผู้อื่นการ ได้รับความเป็นอิสระ 5) ความต้องการที่จะบรรลุถึงความสําเร็จสมหวังในชีวิต (Setfactualization) ได้แก่ ความต้องการที่อยากจะสําเร็จตามความนึกคิดหรือความคาดหวังทะเยอทะยาน ใฝ่ฝันภายหลังจากที่มนุษย์ ได้รับการตอบสนองความต้องการทั้ง 4 ขั้นอย่างครบถ้วนแล้ว ความต้องการใน ขั้นนี้จะเกิดขึ้นและมักเป็น ความต้องการที่เป็นอิสระเฉพาะแต่ละคนซึ่งต่างมีความนึกคิดใฝ่ฝันที่อยากได้รับ ผลสําเร็จในสิ่งสูงสุดในทัศนะ ของตน ทฤษฎีความต้องการของเมอร์เรย์ (Murrey's Manifest Needs Theory) ประกอบด้วยความ ต้องการ 4 ประการ คือ ความต้องการความสําเร็จ ความต้องการความสัมพันธ์ ความต้องการอิสระ และความต้องการ อํานาจซึ่งความต้องการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันโดยบางค้านสูงบางด้านต่ำก็ได้และไม่จําเป็นต้อง เกิดขึ้น เรียงเป็นลําดับ ทฤษฎีความพึงพอใจในงานหรือทฤษฎีสองปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในงาน (Herzberg Two Factors Theory) อธิบายว่า ความพึงพอใจในงานเกิดขึ้นจากสองปัจจัย คือปัจจัยค้ำจุนหรือ ปัจจัยทาง กายภาพและสิ่งแวดล้อม และปัจจัยจูงใจ ซึ่งเกิดจากความรู้สึกภายในของบุคคล Maynard ได้ กล่าวถึงทฤษฎี ความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทาง ลบ ความรู้สึก ทางบวกเป็นความรู้สึกที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทําให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความรู้สึกที่ แตกต่างจากความรู้สึก ทางบวกอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับ ความสุขสามารถทําให้เกิด ความสุขหรือความรู้สึก ทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อน และ ความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคล มากกว่าความรู้ทางบวกอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่จะทําให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจของมนุษย์ ได้แก่ทรัพยากร หรือสิ่งเร้า การวิเคราะห์ระบบความพึงพอใจ คือการศึกษาว่าทรัพยากรหรือสิ่งเร้า แบบใด เป็นสิ่งที่ต้องการที่จะทําให้เกิด ความพอใจ และความสุขแก่มนุษย์ความพอใจจะเกิดได้มากที่สุดเมื่อมี ทรัพยากรทุกอย่างที่เป็นความต้องการ ครบถ้วน สรุปได้ว่า การที่ผู้เรียนจะเกิดความพึงพอใจในการเรียนนั้น ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจที่จะอยากเรียน ซึ่ง ผู้สอนต้องคํานึงถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจหลาย ๆ ด้าน เช่น การจัดบรรยากาศ สถานการณ์ เทคนิคการ สอน ที่ดี ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนตามความต้องการ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กันการ ยกย่อง ชมเชย การให้รางวัล ให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ ในความสําเร็จ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนที่ดี จะทําให้ผู้เรียน มีความพึงพอใจในการเรียน
18 2.3 การวัดความพึงพอใจ ปริญญา จเรรัชต์และคณะ (2546, หน้า 5) กล่าวว่ามาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถามโดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบความคิดเห็นซึ่ง สามารถท าได้ในลักษณะที่ก าหนดค าตอบให้เลือก หรือตอบค าถามอิสระคำถามดังกล่าวอาจถามความพึง พอใจในด้านต่างๆ เช่นการบริการการบริหารและเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเทคนิค และวิธีการที่ดีที่จะทำ ให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3. การสังเกตเป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมายไม่ว่าจะแสดงออก จากการพูดกิริยาท่าทางวิธีนี้จะต้องอาศัยการกระท าอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมีระเบียบแบบแผน 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ พรรณี ชุติวัฒนธาดา (2544) ทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง พฤติกรรมการไม่ส่งงานตามกำหนดของ นักเรียนชั้น ม.5/5 ประจำภาคเรียนที่ 1/2544 จำนวน 6 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้ นักเรียนทั้ง 6 คน ไม่ส่งงานตามกำหนดและเพื่อหาวิธีการให้นักเรียนทั้ง 6 คนส่งงานตามกำหนด ซึ่งได้สรุปผล จากการสัมภาษณ์ครู เพื่อน ตัวนักเรียน ผลงานของนักเรียน และจากการสังเกตพฤติกรรมในขณะเรียนใน ห้องเรียน พบว่า สาเหตุที่ทำให้นักเรียนทั้ง 6 คน ไม่ส่งงานพร้อมเพื่อนมาจากไม่มีแบบเรียน ไม่เข้าใจใน บทเรียนและมีพื้นฐานทางภาษา อยู่ในเกณฑ์ตํ่า จึงไม่สามารถทำแบบฝึกหัดท้ายบทเรียนได้ ต้องรอให้เพื่อนทำ ส่งก่อนแล้วลอกเพื่อนมาส่งครู เพียงเพื่อให้มีงานส่งได้ครบตามเกณฑ์ และไม่ติด “ร” และได้น่าผลการ วิเคราะห์ไปปรึกษาผู้ร่วมงานและถามความคิดเห็นของนักเรียนทั้งห้อง เพื่อหาแนวทางแกไข ได้ข้อสรุปว่า ครูควรกำหนดวันที่แน่นอนที่จะต้องใช้แบบเรียนและสามารถให้นักเรียนของยืมแบบเรียนเพื่อใช้ในคาบเรียนได้ จากศูนย์ภาษาฯ ควรมีการจัดกลุ่มให้นักเรียน 6 คน กระจายไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ตั้งใจเรียนและมีผลการเรียน ดีเพื่อช่วยเหลือกัน ควรจัดทำเอกสารเสริมการสอนบทเรียนให้นักเรียนทุกคนสามารถน่าไปทบทวนนอกเวลา เรียนได้ ควรเพิ่มคะแนนกลุ่มที่สามารถช่วยให้นักเรียนที่มีปญหาทั้ง 6 คน ส่งงานได้ตามกำหนดทุกครั้ง และควรสอนเสริมนักเรียนทั้ง 6 คนนอกเวลาเรียน สุธี สุกิจธรรมภาณ (2552) ทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงานหรือการบ้าของ นักเรียน ระดับ ปวส. ชั้นปีที่ 2 กลุ่ม 2 แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงานหรือการบ้านของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่าสาเหตุของการไม่ส่งงาน หรือ
19 การบ้าน ลำดับที่ 1 คือ การให้งานที่มอบมากเกินไป และแบบ'ฝึกหัดยากทำไม่ได้โดยคิดจาก นักเรียน 38 คน ที่เลือกเบ้นสาเหตุอันดับ'ที่ 1 และ 2 จำนวน 23 คน คิดเบ้นร้อยละ 65.85 อิสริยา วุฒิจันทร์ (2553) ทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การแก้ปัญหานักเรียนไม่ส่งงานตามกำหนดสำหรับ ระดับประกาศนัยบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ห้อง CD101 โรงเรียนพายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ ในการศึกษามี วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปญหานักเรียนไม่ส่งงานตามกำหนด ข้อมูลที่ใชีในการศึกษาเบ้นข้อมูลที่ได้มาจากการ สัมภาษณ์นักเรียนที่ไม่ส่งชั้นงานหรือการบ้านตามกำหนด การสังเกตการณ์ส่งชั้นงานหรือการบ้าน จากแบบ บันทึกการส่งงานของนักเรียน ห้อง CD101 จำนวน 6 คน และการใช้แบบสอบถามความคิดเห็นลำหรับ นักเรียนในชั้นเรียนต่อนักเรียนที่ไม่ส่งชั้นงานหรือการบ้านตามกำหนดของนักเรียนห้อง Cd 101 จำนวน 3 4 คนพบเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงคิดเป็นร้อนละ 5.88 นักเรียนเคยเครื่องพิมพ์ดีดในด้านการเรียนมาก่อน คิดเบ้นร้อยละ 5.88 ไม่เคยใช้เครื่องพิมพ์ดีด คิดเป็นร้อยละ 94.12 และนักเรียน ที่ตอบแบบสำรวจ ได้ส่งงาน ตรงตามเวลาทุกครั้งเป็นอันดับหนึ่ง คิดเบ้นร้อยละ 70.59 อันดับสอง ยังมีนักเรียน ที่ส่งไม่ตรงเวลา เป็น บางครั้ง คิดเบ้นร้อยละ 11.76 สำหรับสาขาที่นักเรียนสนใจเลือกเรียนต่อในระดับ ปวช. ปีที่ 2 อันดับหนึ่ง คือ สาขาคอมพิวเตอร์ คิดเบ้นร้อยละ 79.41 รองลงมา คือสาขาการตลาด คิดเป็นร้อยละ 17.65 สุรางคนา เพชรสุวรรณ (2552) ได้ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน บ้านหนองชะแอน จังหวัดกําแพงเพชร โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจํานวน 32 คน ผลการศึกษาปรากฏว่า และใช้ แบบสอบถามจํานวน 15 ข้อ ในการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ จากการศึกษา และวิเคราะห์แบบสอบถาม เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมของ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ในเรื่องการไม่ส่งงาน/การบ้าน แสดงให้เห็น ว่า สาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้าน ลําดับที่ 1 คือ การให้การบ้านมากเกินไป และแบบฝึกหัดยากทํา ไม่ได้ โดยคิดจากนักเรียน 32 คน ที่เลือกเป็นสาเหตุอันดับที่1 และ 2 จํานวน 27 คน คิดเป็น ร้อยละ 65.85 สุนิภา สวัสดิวงศ์ (2553) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้กลุ่มประชากรทั้งสิ้น 54 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ จํานวน 15 ข้อ จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล แสดงว่า สาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้านตามกําหนด อันดับที่1 คือ แบบฝึกหัดยากทําไมได้ นักเรียนเลือก23 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 38.98 อันดับที่2 ครูอธิบายเร็วเกินไป นักเรียนเลือก 23 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 23.98 อันดับที่ 3 เวลาน้อย นักเรียเลือก 20 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 33.90 โดยคิดจากจํานวนประชากรทั้งหมด 54 คน กิตติชัย อรจุล (2556) ได้วิจัยในชั้นเรียนเรื่องการศึกษาพฤติกรรมของนักเรีบนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนกุดข้าวปุ้นวิทยา ในเรื่องการไม่ส่งงาน/การบ้าน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจํานวน 34 คน ใช้แบบสอบถาม จํานวน 15 ข้อ ในการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ และใช้ค่าสถิติร้อยล่ะในการคํานวณ ผลการศึกษาปรากฏว่า พฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้านตามกําหนด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 อันดับที่1 คือ การบ้านมาก
20 เกินไป นักเรียนเลือกตอบ 19 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 55.88 อันดับที่2 เวลาน้อย นักเรียนเลือกตอบ 4 คน คิดเป็น ร้อยล่ะ 17.6 อันดับที่ 3 ลืมทํานักเรียนเลือกตอบ 3 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 8.82 อนัณชญา สวาสดิ์นา (2557) ได้ศึกษาสาเหตุเรื่องการไม่ส่งงาน/การบ้าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2/7 โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจํานวน 49 คน ใช้แบบสอบถามจํานวน 15 ข้อ ในการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ และใช้ค่าสถิติร้อยล่ะในการคํานวณ จากการศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถาม เพื่อศึกษาสาเหตุเรื่องการไม่ส่งงาน/การบ้านตามกําหนดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 โรงเรียน อัสสัมชัญศรีราชา พบว่า สาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้านตามกําหนดอันดับที่ 1 คือ ติดเกมส์ นักเรียน เลือกตอบ 15 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 30.61 อันดับที่2 การบ้านมากเกินไป นักเรียนเลือกตอบ 14 คน คิดเป็นร้อย ล่ะ 28.57 อันดับที่ 3 ครูอธิบายเร็วเกินไป นักเรียนเลือกตอบ 13 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 26.5 ปัณณ์ณัท พึ่งพิง (2558) ได้วิจัยเรื่องการไม่ส่งการบ้านวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีโดยใช้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 44 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล มาวิเคราะห์ จํานวน 10 ข้อ จาการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า สาเหตุของการไม่ส่งการบ้านวิชา ฟิสิกส์ของนักเรียน อันดับที่1 คือ การบ้านมากเกินไปนักเรียนเลือกตอบจํานวน 40 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 90.90 อันดับที่ 2 แบบฝึกหัดยากทําไมได้ นักเรียนเลือกตอบ 37 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 84.09 อันดับที่3 รู้สึกไม่อยากทํา นักเรียนเลือกตอบ 36 คน คิดเป็นร้อยล่ะ 81.81
21 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ชั้นปีที่ 4 ในรายวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร โดยใช้แบบสอบถามเพื่อหาสาเหตุของการไม่ส่ง การบ้านตามเวลาที่กําหนด โดยผู้วิจัยได้วางแผนการดําเนินการศึกษา สร้างแบบสอบถาม โดยใช้ข้อความที่ คาดว่าจะเป็นสาเหตุของกาไม่ส่งการบ้านตามกําหนด ผู้วิจัยได้ดําเนินการซึ่งมีรายละเอียดเป็นขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 86 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวนนักเรียน 44 คน ด้วยวิธีการวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวนนักเรียน 5 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยได้แก่ 2.1.1 แบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมเรื่องการไม่ส่งการบ้าน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น คือแบบสอบถามความคิดเห็นสำหรับนักเรียนในขั้นเรียนที่ ไม่ส่งงานตามกำหนด จำนวน 15 ข้อ 2.1.2 แบบวัดความพึงพอใจ
22 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล มี 2 ชนิด ได้แก่ 2.3.1 แบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมเรื่องการไม่ส่งการงาน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น คือแบบสอบถามความคิดเห็นสำหรับนักเรียนในขั้นเรียนที่ ไม่ส่งงานตามกำหนด จำนวน 15 ข้อ 2.3.2 แบบวัดความพึงพอใจ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ต่อแบบสอบถามการไม่ส่งการงานดำเนินการ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ 3. ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือวิจัย 3.1 แบบสอบถาม 3.1.1 กําหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างเครื่องมือวิจัยประเภทแบบสอบถาม เพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูล 3.1.2 ผู้วิจัยศึกษาเทคนิคการสร้างแบบสอบถามจากเอกสารต่างๆ 3.1.3 สร้างแบบสอบถาม ความคิดเห็นสำหรับนักเรียนในขั้นเรียนที่ไม่ส่งงานตามกำหนด จำนวน 15 ข้อ โดยหาค่าร้อยละ (Percentage) แล้วนําแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปเสนอต่ออาจารย์นิเทศก์เพื่อ ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความถูกต้องและเหมาะสมตรงตามจุดมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อนํามา ปรับปรุงแก้ไข 3.1.4 นําแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปให้ผู้เชียวชาญ 3 ท่านตรวจพิจารณาความ 3.1.5 นําข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชียวชาญมาปรับปรุงแก้ไข ก่อนนําไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.2 แบบวัดความพึงพอใจ 3.2.1 ศึกษาเอกสาร หนังสือ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ 3.2.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน 3.2.3 ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ตรวจวัดคุณภาพ ของเครื่องมือโดยการหาค่าดัชนี IOC ได้ค่าเฉลี่ยดัชนี IOC 1.00 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบสอบถามความคิดเห็นของเด็กนักเรียนที่ไม่ส่งงาน รายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร จำนวน 5 คน
23 ในภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 – มกราคม พ.ศ. 2566 โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงาน ดังนี้ 4.1 แบบสอบถาม 4.1.1 ดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก ตํารา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อมาเป็นข้อมูล พื้นฐานสําหรับการศึกษาวิจัย โดยบางส่วนได้รวบรวมจากเอกสารและแหล่งข้อมูลสารสนเทศ 4.1.2 ดําเนินการเก็บข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างที่กําหนด ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจก แบบสอบถามแก่ครูที่สอนในระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตรเกี่ยวกับระดับ ความคิดเห็น 5 ระดับ ตามวิธการของ Likert ข้อคําถามจํานวน 15 ข้อ โดยถือเกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ตัวเลือกของแบบสอบถาม ดังนี้ ระดับ 1 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อยที่สุด ระดับ 2 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อย ระดับ 3 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 4 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก ระดับ 5 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด สําหรับการให้ความหมายของค่าวัดที่ได้ผู้ค้นคว้าได้กําหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ความหมายด้วยการให้ ค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์การแปลความหมายคะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่าของ ลิเคิร์ท(Likert, 1961 อ้างถึงใน สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2554: 225) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51 – 5.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก 2.51 – 3.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อยที่สุด 4.1.3 นําผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ 4.2 แบบประเมินความพึงพอใจ 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการเก็บรวบรวมคะแนนโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปที่ได้ จากแบบสอบถามแก่ครูสังคมที่สอนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร จํานวน 5 คน ตามขั้นตอน ดังนี้ 5.1 แบบสอบถาม
24 5.1.1 ศึกษาผลคะแนนจากแบบสอบถามของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาล วัดท้าวโคตร จํานวน 5 คน 5.1.2 หาค่าเฉลี่ยแบบสอบถามของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4/1 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ว่าอยู่ในระดับคะแนนเท่าไหร่ ก่อนจะทําการวิเคราะห์ใน ขั้นตอนต่อไป 5.1.3 หาค่าเฉลี่ยของคะแนนแต่ละข้อของแบบสอบถามแก่ครูที่สอนระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปี่ที่ 4 กลุ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ว่าอยู่ในระดับเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ (บุญเรียง ขจรศิลป์, 2550: 10) ระดับ 1 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับ 2 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 4 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อย ระดับ 5 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อยที่สุด สําหรับการให้ความหมายของค่าวัดที่ได้ผู้ค้นคว้าได้กําหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ความหมายด้วยการให้ ค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์การแปลความหมายคะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่าของ ลิเคิร์ท (Likert, 1961 อ้างถึงใน สมชาย วรกิจเกษมสกุล, 2554: 225) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51 – 5.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก 2.51 – 3.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อยที่สุด 5.2 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนหลังทำแบบสอบถามสาเหตุในการไม่ส่งงาน รายวิชาสังคมศึกษา 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ = คะแนนที่ได้X 100 เมื่อ X = คะแนนที่ได้ N = จำนวนนักเรียนทั้งหมด
25 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการงาน รายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของการไม่ส่ง การบ้าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร โดยผู้วิจัยได้เสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลตามลําดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. การนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กําหนดสัญลักษณ์และ อักษรย่อที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ X = คะแนนที่ได้ N = จำนวนนักเรียนทั้งหมด 2. การนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ ดังนี้ แบบสอบถาม เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลต่อการศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ใช้การวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการแปลความหมายค่าเฉลี่ยความคิดเห็นของครูสอนวิชาสังคม ระดับชั้น ป.4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตรกําหนดเกณฑ์ ดังนี้ 4.51 – 5.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก 2.51 – 3.50 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดับน้อยที่สุด
26 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการเก็บข้อมูลของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์จำนวน 5 คน โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นที่นักเรียนไม่ส่งงานตามกำหนด ดังแสดง ในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ความคิดเห็นของนักเรียนที่ไม่ส่งงานตามกำหนด สาเหตุที่ไม่ส่งงาน จำนวน (คน) ร้อยละ ลำดับที่ 1. งานที่มอบมาก เกินไป 2 40 3 2. แบบฝึกหัดยาก ทำไม่ได้ 5 100 1 3. งานไม่น่าสนใจ - - - 4. ให้เวลาทำงาน น้อยเกินไป 1 20 4 5. ครูผู้สอนอธิบาย เร็วเกินไป - - - 6. ไม่เข้าใจคำสั่ง - - - 7. ไม่ได้น่าสมุดมา 1 20 4 8. เบื่อหน่าย ไม่ อยากทำ 2 40 3 9. มีภาระงานบ้าน 1 20 4 10. ไม่มีเหตุผล - - - 11. ลืมทำ 2 40 3 12. ไม่มีคนคอยให้ คำปรึกษา 3 60 2 13. ต ิ ด ง า น ใ น รายวิชาอื่น ๆ 5 100 1 14. ติดเกมส 1 20 - 15. ติดกิจกรรม ของโรงเรียน 2 40 3
27 จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าสาเหตุที่นักเรียนไม่ส่งงานตามกำหนด โดยเรียงลำดับจากสาเหตุ ที่นักเรียนคิดว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดจนถึงสาเหตุที่น้อยที่สุด ตามลำดับ ดังนี้ แบบฝึกหัดยาก ทำไม่ได้ และติดงานในรายวิชาอื่น ๆ จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 100 รองลงมา ไม่มีคนคอยให้คำปรึกษา จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 60 และให้เวลาทำงานน้อยเกินไป ไม่ได้นำสมุดมา มีภาระงานบ้าน จำนวน 1 คน คิดเป็น ร้อยละ 20
28 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การสรุปผลการวิจัย เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังนี้ 1. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. อภิปรายผล 3. ข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถามความคิดเห็นถึงสาเหตุที่ไม่ส่งงานตามกำหนดเวลา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร แสดงให้เห็นว่า สาเหตุที่ไม่ส่งงานตาม กำหนดลำดับที่1 คือ แบบฝึกหัดยาก ทำไม่ได้ และติดงานในรายวิชาอื่น ๆ จำนวน 5 คน คิดเป็น ร้อยละ 100 ลำดับที่ 2 คือ ไม่มีคนคอยให้คำปรึกษา จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ลำดับที่ 3 คือ งานที่มอบมากเกินไป เบื่อหน่าย ไม่อยากทำ ลืมทำ และติดกิจกรรมของโรงเรียน จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 40 โดยคิดจาก นักเรียน จำนวน 5 คน 2. อภิปรายผลการวิจัย จากการสร้างแบบสอบเพื่อถามความคิดเห็นของนักเรียนถึงสาเหตุที่ไม่ส่งงานตามกำหนดของ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 5 คนในครั้งนี้ สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้แบบสอบถามความคิดเห็นถึงสาเหตุที่ไม่ส่งงานตามกำหนดของ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่สำคัญมากที่สุด จนถึงสาเหตุที่สำคัญน้อยที่สุดในการไม่ส่งงานตามกำหนด คือ แบบฝึกหัดยาก ทำไม่ได้ ติดงานในรายวิชาอื่น ๆ ไม่มีคนคอยให้คำปรึกษา งานที่มอบมากเกินไป เบื่อหน่าย ไม่อยากทำ ลืมทำ ติดกิจกรรมของวิทยาลัย ให้เวลา ทำงานน้อยเกินไป ไม่ได้นำสมุดมา มีภาระงานบ้าน เห็น ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลการตอบแบบสอบถามโดยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับตัวครูผู้สอนมอบหมายงานมาก เกินไปนั้น เป็นสาเหตุที่ครูเห็นด้วยว่าส่งผลต่อการไม่ส่งการบ้านของนักเรียนตามกําหนดอยู่ในระดับน้อย จึง เห็นได้ชัดว่าปัญหาของการไม่ส่งการบ้านตามกําหนดของนักเรียนอยู่ที่การจัดสรรเวลา และความมีวินัยของตัว นักเรียนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของวัชราภรณ์ พลอามาตย์ (2558 :115) ได้กล่าวว่า พฤติกรรมที่ไม่ส่ง การบ้านเกิดมาจากสาเหตุของตัวนักเรียน เช่น ปัญหาที่เกิดจากงานเก่าที่ค้าง เมื่อนักเรียนมีงานค้างเป็นจํานวน มาก เพราะเกิดจากการละเลย ขาดความกระตือรือร้นและไม่ให้ความสําคัญในรายวิชา จึงส่งผลให้นักเรียนส่ง
29 งานล่าช้า หรือไม่มีงาส่งตรงตามเวลาที่ครูผู้สอนกําหนดดังนั้นนักเรียนควรมีการจัดสรรเวลาที่ดีและมีวินัยใน ตนเอง รู้จักมีความรับผิดชอบต่อการบ้านที่ครูมอบหมายและหมั่นทบทวนบทเรียนอยู่เสมอ 3.ข้อเสนอแนะในกาวิจัย เพื่อให้ผลการวิจัยสามารถนําไปขยายต่อไปได้กว้างขึ้น และเป็นประโยชน์ในการศึกษาปัญหาอื่น ๆ ที่ มีความเกี่ยวข้องกับการรับรู้ของนักเรียนต่อกฎระเบียบของโรงเรียน ผู้วิจัยจึงเสนอแนะตาม ประเด็นดังต่อไปนี้ 3.1 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งนี้ 1. ครูผู้สอนในรายวิชาอื่น ๆ ควรมีการสำรวจเจตคติของนักเรียนที่มีต่อสาเหตุของการไม่ส่งงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนเป็นรายบุคคล 2. ในการสอน ครูผู้สอนต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัยในขณะทำ การเรียนการสอนให้มากที่สุด 3. ควรมีการเสริมแรง ยกย่องชมเชยและให้กำลังใจกับนักเรียนอย่างสม่ำเสมอในขณะที่ทำการเรียน การสอน 4. ในการวิจัยครั้งต่อไป อาจเจาะจงทำการวิจัยกับกลุ่มนักเรียนในระดับอื่น ๆ และอาจแยกหัวข้อเป็น รายวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดขึ้น ซึ่งจะได้น่าผลการทำลองที่ได้ไปแก้ไขปัญหาในการไม่ส่งงานของ นักเรียนต่อไป
30 บรรณานุกรม กิตติชัย อรจุล. (2556). การศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนกุดข้าว ปุ้นวิทยาในเรื่องการไม่ส่งงาน/การบ้าน. วิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนกุดข้าวปุ้นวิทยา ณรงค์ กาญจนะ. (2553). เทคนิคแลทักษะการสอนเบื้องต้น เล่ม 2. กรุงเทพฯ:จรัญสนิทวงศ์การพิมพ์ ปัณณ์ณัท พึ่งพิง. (2558). การไม่ส่งการบ้านวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี. วิจัยในชั้นเรียน, โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2546). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมกรุงเทพ. สุนิภา สวัสดิวงษ์. (2553). พฤติกรรมเรื่องการไม่ส่งงาน / การบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4/4 โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัด ฉะเชิงเทรา. วิจัยในชั้นเรียน, โรงเรียนเซนต์หลุยส์. วัชราภรณ์ พลอามาตย์. (2558). พฤติกรรมการไม่ส่งงาน / การบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่5/5 ประจําภาคเรียน 1/2558 จํานวน 6 คน. วิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง.
31 ภาคผนวก
32 แบบสอบถามการวิจัย เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร คำชี้แจง : แบบสอบถามฉบับนี้สร้างขึ้นเพื่อการศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งการบ้านรายวิชาสังคมศึกษา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดท้าวโคตร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุที่ไม่ส่งงาน ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. เพศ ชาย หญิง 2. เกรดเฉลี่ย 1.00-1.50 1.51-2.00 2.01-2.50 2.51-3.00 3.00-3.50 3.51-4.00 ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุที่ไม่ส่งงาน / การบ้านของผู้เรียน แบบสอบถามนี้ จัดทำขึ้นเพื่อสอบถามสาเหตุของการไม่ส่งงาน / การบ้านของผู้เรียน โปรดอ่าน ข้อความด้วยความรอบคอบ และใส่หมายเลขตามหัวข้อที่นักเรียนคิดว่าเป็นสาเหตุของการไม่ส่งงานการบ้าน โดยเรียงลำดับจากสาเหตุที่สำคัญที่สุดจนถึงสาเหตุที่น้อยที่สุด ตามลำดับ 1 – 15 สาเหตุที่ไม่ส่งงาน ลำดับที่
33 ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................. .............................................................