The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เทิดพร รัตน์อมรชัย, 2023-01-22 23:38:37

แผนการสอนงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

แผนการสอนงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

49 แบบฝึกหัดกระบวนการทำงานกลุ่ม ชื่อกลุ่ม……………………………………………ชั้น………………………ห้อง............................ รายชื่อสมาชิก 1……………………………………เลขที่……. 2……………………………………เลขที่……. 3……………………………………เลขที่……. 4……………………………………เลขที่……. ที่ รายการประเมิน คะแนน ข้อคิดเห็น 3 2 1 1 การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 2 การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 การประเมินผลและปรับปรุงงาน รวม ผู้ประเมิน………………………………………………… วันที่…………เดือน……………………..พ.ศ…………... เกณฑ์การให้คะแนน 1. การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน 2 คะแนน = สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 1 คะแนน = สมาชิกส่วนน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 2. การหน้าที่รับผิดชอบและการเตรียมความพร้อม 3 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง และตรงตามความสามารถของสมาชิกทุกคน มีการจัดเตรียมสถานที่ สื่อ / อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง 2 คะแนน = กระจายงานได้ทั่วถึง แต่ไม่ตรงตามความสามารถ และมีสื่อ / อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง แต่ขาด การจัดเตรียมสถานที่ 1 คะแนน = กระจายงานไม่ทั่วถึงและมีสื่อ / อุปกรณ์ไม่เพียงพอ 3. การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 3 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย และตามเวลาที่กำหนด 2 คะแนน = ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ช้ากว่าเวลาที่กำหนด 1 คะแนน = ทำงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย 4. การประเมินผลและปรับปรุงงาน 3 คะแนน = สมาชิกทุกคนร่วมปรึกษาหารือ ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงงานเป็นระยะ 2 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมปรึกษาหารือ แต่ไม่ปรับปรุงงาน 1 คะแนน = สมาชิกบางส่วนมีส่วนร่วมไม่มีส่วนร่วมปรึกษาหารือ และปรับปรุงงาน


50 เฉลยบทที่ 1 ระบบความปลอดภัยในงานไฟฟ้า ตอนที่ 1 1. ค 2. ก 3. ง 4. ก 5. ข 6. ง 7. ค 8. ง 9. ข 10. ค ตอนที่ 2 1. ไฟฟ้าคืออะไร มีอันตรายต่อมนุษย์อย่างไร ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปพลังงานได้ โดยอาศัยค่าแรงดันและกระแส จ่ายไปให้อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เกิดการทำงาน โดยจ่ายไปในรูปกระแสไหล ไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ดีในวัตถุตัวนำจำพวกโลหะชนิดต่างๆ เช่น ทองคำ ทองแดง เงิน เหล็ก ตะกั่ว และอะลูมิเนียม เป็นต้น ไฟฟ้าไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้ลำบากในวัตถุ ที่เป็นพวกฉนวน เช่น พลาสติก ยาง แก้ว ไม้ และเซรามิก เป็นต้น ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่สามารถรับรู้ได้นอกจากไปสัมผัส โดยตรง ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้สัมผัสถูกไฟฟ้า จึงมักเรียกว่าภัยมืด ไฟฟ้ามีประโยชน์อนันต์และมีโทษมหันต์ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าทุก คนจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานทุกครั้ง และใช้งานด้วยความระมัดระวัง โดยไม่ตกอยู่ในความประมาท โทษของไฟฟ้ามีมากมายมหาศาล ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ไฟฟ้าอย่างผิดวิธีขาดความระมัดระวัง หรือใช้ไฟฟ้าด้วย ความประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดอันตรายตามมาอย่างมากมาย ทั้งต่อทรัพย์สิน เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ชำรุด เสียหาย และทำให้เกิดเพลิงไหม้ หรืออันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เช่น ร่างกายพิการ และเสียชีวิต จึงจำเป็นต้องมีการป้องกัน อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้า อันตรายเกิดจากไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ไฟฟ้าช็อต และไฟฟ้าดูด ทั้งสอง ลักษณะนี้มีสาเหตุของการเกิดที่ต่างกัน และอันตรายที่ได้รับก็ต่างกันด้วย 2. ไฟฟ้ามีประโยชน์อะไรบ้างบอกมาเป็นข้อๆ ประโยชน์ของไฟฟ้า มีมากมายมหาศาล ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป เช่น งานการผลิตทางอุตสาหกรรม งาน ทางการเกษตร งานด้านสื่อสารโทรคมนาคม งานด้านให้บริการ งานด้านอำนวยความสะดวก และการให้ความรู้ ความบันเทิง เป็นต้น ประโยชน์ของไฟฟ้าเมื่อพิจารณาทางด้านการนำไปใช้งาน แบ่งออกได้ดังนี้ 1. ให้ความร้อน โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นความร้อน เช่น เตาไฟฟ้า เตาอบ เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าว ไฟฟ้า เครื่องเป่าผม และหัวแร้งบัดกรี เป็นต้น 2. ให้ความเย็น โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นความเย็น เช่น ตู้แช่แข็ง ตู้เย็น ตู้น้ำเย็น และ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น 3. ให้พลังงานกล โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานกล เช่น มอเตอร์ พัดลม สว่านไฟฟ้า เครื่องซักผ้า และเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น 4. ให้อำนาจแม่เหล็กโดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นสนามแม่เหล็กเช่น กระดิ่ง ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า ลำโพง และแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น 5. ให้แสงสว่าง โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นแสงสว่าง เช่น ไฟฉาย หลอดไฟฟ้า และการเกิดประกายไฟ จากการเชื่อมไฟฟ้า เป็นต้น


51 6. ให้ความสะดวกสบาย โดยจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำให้เกิดการทำงานในอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ เช่น เครื่องรับวิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์เครื่องขยายเสียง เครื่องเล่นวีดีทัศน์ คอมพิวเตอร์โทรศัพท์ และวิทยุสื่อสาร เป็นต้น 3. ปริมาณกระแสไหลผ่านร่างกายคนแตกต่างกัน จะเกิดผลต่อปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับร่างกายคนอย่างไร ร่างกายคนเมื่อถูกไฟฟ้าดูด จะเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจนไม่มีแรงสะบัดให้หลุดออกจากไฟฟ้าได้ ผลของไฟฟ้า ดูดอาจทำให้บาดเจ็บ พิการ หรืออาจถึงเสียชีวิตได้ อันตรายที่เกิดขึ้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของกระแสที่ไหลผ่าน ร่างกายไป กระแสไหลผ่านน้อยเกิดอันตรายน้อย กระแสไหลผ่านมากเกิดอันตรายมาก ความสัมพันธ์ของปริมาณกระแสไหล ผ่านร่างกายคนมีผลต่อปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น แสดงได้ดังตาราง ปริมาณกระแสไหลผ่าน ร่างกายคน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ต่ำกว่า 0.5 มิลลิแอมป์(mA) ยังไม่มีผลหรือไม่รู้สึก 1 mA รู้สึกจั๊กจี้หรือกระตุกเล็กน้อย 5 mA รู้สึกสั่นเล็กน้อย แต่ไม่เจ็บ คนส่วนใหญ่สามารถหนีได้แต่การ เคลื่อนที่อย่างไม่ระวังจะทำให้เกิดอันตรายได้ 6 – 25 mA (ผู้หญิง) 9 – 30 mA (ผู้ชาย) รู้สึกเจ็บปวด สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ นี่คือปริมาณกระแสที่ ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ 50 – 150 mA ได้รับความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก อวัยวะที่เกี่ยวกับการหายใจหยุด ทำงาน กล้ามเนื้อหดตัวอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อข้อต่อจะแข็ง ทำให้ เสียชีวิตได้ 1 – 4.3 แอมแปร์(A) หัวใจหยุดเต้น กล้ามเนื้อหดตัว เส้นประสาทถูกทำลาย ทำให้ เสียชีวิต 10 A หัวใจหยุดเต้น และถูกเผาไหม้อย่างรุนแรง เสียชีวิต 15 A กระแสเกินค่าต่ำสุดที่ฟิวส์ หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์จะตัดวงจร 4. บอกหลักการปฏิบัติงานทางด้านไฟฟ้าที่ปลอดภัยมาเป็นข้อๆ ตามลำดับ หลักการปฏิบัติงานทางด้านไฟฟ้าที่ปลอดภัย มีดังนี้ 1. ควรคำนึงถึงกฎแห่งความปลอดภัยทุกครั้ง ขณะทำงานหรือซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า และอย่าทำงาน ด้วยความประมาท 2. ก่อนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า ต้องถือว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นมีไฟฟ้าจ่ายอยู่ ต้องตรวจสอบจน แน่ใจก่อนว่าไม่มีไฟฟ้าจ่ายให้แล้ว 3. ปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าเรื่องใด ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นก่อนการปฏิบัติงาน หรือถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจควร สอบถามผู้รู้ และให้ผู้รู้เป็นผู้กระทำ 4. อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงาน หากมีส่วนชำรุดหรือไม่สมบูรณ์ไม่ควรนำมาใช้งาน 5. อย่าปฏิบัติงานเมื่อรู้สึก เหนื่อย อ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือรับประทานยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม 6. อย่าปฏิบัติงานในขณะมือเปียกน้ำ หรือยืนอยู่บนพื้นที่เปียกน้ำ ทำให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าดูดได้ง่าย 7. ถ้าจำเป็นต้องปฏิบัติงานในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน หรือมีการปฏิบัติงานอื่นๆ ร่วมด้วย ต้องแขวนป้ายหรือเขียน ป้ายแสดงการงดใช้ไฟฟ้าไว้ให้มองเห็นชัดเจนทุกครั้งก่อนเริ่มการปฏิบัติงาน


52 8. ถ้าจำเป็นต้องปฏิบัติงานในบริเวณที่ไม่สามารถตัดไฟออกได้ จะต้องกั้นบริเวณหรือป้องกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้า ใกล้ได้ 9. การปฏิบัติงานถ้ามีการละงานไปชั่วคราว เช่น พักเที่ยง เมื่อกลับมาปฏิบัติงานต่อ ต้องตรวจสอบสวิตช์ตัดตอน สะพานไฟ ตลอดจนเครื่องหมายต่างๆ ที่ทำไว้ต้องอยู่ในสภาพเดิมก่อนปฏิบัติงานต่อไป 10. การปฏิบัติงานแต่ละครั้ง ควรมีผู้ร่วมปฏิบัติงานด้วยอย่างน้อย 2 คน 11. การปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้าแรงสูง ควรใช้เครื่องช่วยป้องกันไฟฟ้าให้มากขึ้นกว่าปกติเช่น ใช้เสื่อยางฉนวนปูพื้น สวมถุงมือฉนวน และปลอกแขนฉนวน เป็นต้น ก่อนการปฏิบัติ งานทุกครั้ง 5. อธิบายการผายปอดด้วยการให้ลมหายใจทางปากมาเป็นข้อๆ ตามลำดับ การผายปอดด้วยการให้ลมหายใจทางปาก เป็นวิธีพื้นฐานที่จำเป็นต้องปฏิบัติในเบื้องต้น ทำได้ดังนี้ 1. ให้ผู้ป่วยนอนหงายราบกับพื้น จัดท่านอนให้เหมาะสม เพื่อเปิดทางให้มีอากาศเข้าสู่ปอดได้สะดวก โดยผู้ปฐม พยาบาลจะอยู่ทางด้านขวา หรือด้านซ้ายบริเวณศีรษะของผู้ป่วยก็ได้ 2. ใช้มือข้างหนึ่งดึงคางผู้ป่วยหรือดันใต้คอพร้อมกับใช้มืออีกข้างดันหน้าผากให้หน้าแหงน เป็นวิธีป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปอุด ปิดทางเดินหายใจ และต้องระวังไม่ให้นิ้วมือที่ดึงคางนั้น กดลึกลงไปในส่วนของเนื้อใต้คาง เพราะจะทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก สำหรับในเด็กแรกเกิด ไม่ควรหงายคอมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดหลอดลมแฟบ และเกิดอุด ตันทางเดินหายใจได้ 3. สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าในปากผู้ป่วย จับขากรรไกรล่างยกขึ้นจนปากอ้าออก 4. ล้วงเอาสิ่งอื่นๆ ที่อาจมีติดค้างอยู่ในปากและลำคอออกให้หมด เช่น ฟันปลอม และเศษอาหาร เป็นต้น เพื่อไม่ให้ ขวางทางลม 5. ตรวจสอบการหายใจของผู้ป่วย โดยเอียงหน้ามองไปทางปลายเท้าผู้ป่วย ให้หูชิดปากผู้ป่วย เพื่อฟังเสียงหายใจ ตาดู การ เคลื่อนไหวของทรวงอก ถ้าผู้ป่วยหายใจได้เองอย่างเพียงพอ ให้จัดท่านอนให้ผู้ป่วยใหม่ โดยจัดให้นอนตะแคงกึ่งคว่ำเพื่อนอน พัก 6. ถ้าผู้ป่วยไม่หายใจ ให้ผู้ปฐมพยาบาลทำการผายปอดด้วยการเป่าปากผู้ป่วย ผู้ปฐมพยาบาลอ้าปากให้กว้างหายใจ เข้าปอดเต็มที่ มือข้างหนึ่งบีบจมูกผู้ป่วยให้แน่นสนิท มืออีกข้างหนึ่งยังอยู่ที่คางผู้ป่วยอยู่ แล้วจึงประกบปากปิดปากผู้ป่วยให้ สนิท พร้อมกับเป่าลมเข้าไปเป็นจังหวะประมาณ 12– 15 ครั้ง/นาที ในเด็กเล็กประมาณ 20 – 30 ครั้ง/นาที 7. ขณะทำการเป่าปากผู้ป่วย ตาต้องเหลือบดูด้วยว่า หน้าอกผู้ป่วยมีอาการขยายขึ้นลงหรือไม่ หากไม่มีการกระเพื่อม ขึ้นลงอาจเป็นเพราะท่านอนไม่ดีหรือมีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ ซึ่งต้องรีบแก้ไขจัดท่าใหม่ และอย่าให้มีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ 8. ถ้ากรณีที่ไม่สามารถอ้าปากของผู้ป่วยได้ ให้ใช้มือปิดปากผู้ป่วยให้สนิท และเป่าลมเข้าทางจมูกแทน โดยใช้วิธีการ ปฏิบัติในทำนองเดียวกับการเป่าปาก 9. ขณะนำส่งโรงพยาบาล ให้ทำการเป่าปากไปด้วยจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้น หรือเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว


53 วิทยาลัยการอาชีพเสนา สื่อการจัดการเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/สื่อโสตทัศน์ 1. หนังสือเรียน 2. หนังสือใบปฏิบัติงาน 3. สื่อเพาเวอร์ พอยต์ 4. อุปกรณ์ทดลอง 5. แบบทดสอบก่อนเรียนที่ 1 6. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน 7. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม หุ่นจำลองหรือของจริง แหล่งการเรียนรู้ / สถานที่ (แสดงเครื่องหมาย ลงในช่อง ตามแหล่งการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนกำหนด) ในสถานศึกษา 1. ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ โรงฝึกงาน ศูนย์จำลองธุรกิจ 2. ครูผู้สอน Internet บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ E – book นอกสถานที่ 1. สถานประกอบการ แหล่งเรียนรู้ในชุมชน หน่วยงานของข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. บุคคล ครอบครัว เครือญาติ ชุมชน ท้องถิ่น อื่น ๆ ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................


54 วิทยาลัยการอาชีพเสนา บันทึกหลังการสอน ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ผลการเรียนของผู้เรียน .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ปัญหาที่พบ .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปัญหา .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ผลการสอนของครู .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................................


55 แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฏี แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี บทที่ 2 ชื่อวิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น (Basic Electricity and Electronic) สอนสัปดาห์ที่ 2-3 ชื่อหน่วย เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น คาบรวม 8 ชื่อเรื่อง. เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น จำนวนคาบ 8 หัวข้อเรื่อง ด้านความรู้ 1. ชนิดเครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น 2. มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก 3. สเกลหน้าปัดมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก 4. การใช้งานมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก 5. มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล 6. การใช้งานมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล 7. บทสรุป ด้านทักษะ 1. การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ 2. การวัดแรงดันกระแสตรงด้วยมัลติมิเตอร์ 3. การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1. เตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ อุปกรณ์สอดคล้องกับงานได้อย่างถูกต้อง 2. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องในเรื่องเครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอย่างมี เหตุและผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สาระสำคัญ มัลติมิเตอร์เป็นมิเตอร์ใช้วัดปริมาณไฟฟ้าหลายชนิด ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้ โครงสร้างของมัลติมิเตอร์ ประกอบด้วยส่วนประกอบของอุปกรณ์หลายชนิดแต่ละชนิดมีขนาดเล็กและบอบบาง ยิ่งในส่วนเคลื่อนไหวยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะชำรุดเสียหายได้ง่าย หากถูกกระทบกระเทือนแรงๆ การนำไปใช้งานต้องมีความระมัดระวังในเรื่องปริมาณไฟฟ้าที่จะวัด ต้อง ไม่มากเกินกว่าย่านที่ตั้งวัด กรณีที่ไม่ทราบค่าปริมาณไฟฟ้าที่จะวัดควรตั้งย่านวัดสูงสุดไว้ก่อน การวัดปริมาณไฟฟ้าชนิดไฟกระแสตรง ( DC ) ไม่ว่าเป็นแรงดันหรือกระแส ขณะต่อมัลติมิเตอร์วัดวงจรไฟฟ้านั้นๆ ต้อง คำนึงถึงขั้วของมัลติมิเตอร์ และขั้วแรงดันของแหล่งจ่ายในวงจร ต้องเหมือนกันโดยยึดหลักการต่อวัดดังนี้ ใกล้บวกต่อบวก ใกล้ลบ ต่อลบ จึงสามารถวัดค่าปริมาณนั้นๆได้ ส่วนปริมาณไฟฟ้าชนิดไฟกระแสสลับ ( AC ) ไม่ว่าเป็นแรงดันหรือกระแสขณะต่อมัลติ


56 มิเตอร์วัดวงจรไฟฟ้านั้นๆ ไม่ต้องคำนึงถึงขั้วของมัลติมิเตอร์และขั้วแรงดันของแหล่งจ่ายในวงจร ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือการตั้งย่านวัดปริมาณไฟฟ้า ต้องตั้งย่านวัดปริมาณให้ถูกต้องตามชนิดของปริมาณไฟฟ้านั้นๆ เพราะการตั้งย่านวัดผิดชนิดอาจมีผลทำให้มัลติมิเตอร์ชำรุดเสียหายได้ และการตั้งย่านวัดที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน จะช่วย ให้การอ่านค่าการวัดมีความถูกต้องมากขึ้น การวัดปริมาณไฟฟ้าบางอย่างต้องทำการปรับแต่งมิเตอร์ก่อนการวัดค่าเสมอ เช่น การ วัดความต้านทาน การวัดจะถูกต้องได้ ก่อนการวัดค่าต้องปรับแต่งมิเตอร์ก่อนทุกครั้ง ออสซิลโลสโคป สร้างขึ้นมาเพื่อวัดแรงดันของสัญญาณ วัดเวลาของสัญญาณ วัดความถี่ของสัญญาณ และดูรูปร่างของ สัญญาณ ออสซิลโลสโคปที่ผลิตขึ้นมามีหลายรุ่น หลายแบบและหลายยี่ห้อ จำเป็นต้องทำการศึกษาคู่มือการใช้เครื่องให้เข้าใจก่อน นำออสซิลโลสโคปไปใช้งาน เครื่องกำเนิดสัญญาณและความถี่ ทำหน้าที่ให้กำเนิดสัญญาณรูปร่างต่างๆ ขึ้นมา เป็นสัญญาณที่มีมาตรฐาน สามารถควบคุม ปรับแต่งได้ทั้งระดับความแรง และความถี่ โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิด สัญญาณมาตรฐาน เพื่อใช้งานในการตรวจสอบปรับแต่ง วัดเปรียบเทียบค่าหรือใช้อ้างอิง สมรรถนะอาชีพประจำหน่วย (สิ่งที่ต้องการให้เกิดการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ คุณธรรม เข้าด้วยกัน) 1. การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ 2. การวัดแรงดันกระแสตรงด้วยมัลติมิเตอร์ 3. การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ จุดประสงค์การสอน/การเรียนรู้ • จุดประสงค์ทั่วไป / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น, ส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์, สเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์,ข้อ ควรระวังในการใช้มัลติมิเตอร์, การวัดแรงดันไฟตรง, การวัดแรงดันไฟสลับ, การวัดกระแสไฟตรง, การวัดความต้านทาน, ออสซิลโลสโคป, เครื่องกำเนิดสัญญาณและความถี่ (ด้านความรู้) 2. เพื่อให้มีทักษะในการวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ (ด้านทักษะ) 3. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมด้านการเตรียม วัสดุ อุปกรณ์ และการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง สำเร็จ ภายในเวลาที่กำหนด มีเหตุและผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม) • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. อธิบายการใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น (ด้านความรู้) 2. วิเคราะห์ส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์ (ด้านความรู้) 3. อธิบายสเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์ (ด้านความรู้) 4. ชี้แจงข้อควรระวังในการใช้มัลติมิเตอร์ (ด้านความรู้) 5. บอกวิธีการวัดแรงดันไฟตรง (ด้านความรู้) 6. บอกวิธีการวัดแรงดันไฟสลับ (ด้านความรู้) 7. อธิบายวิธีการวัดกระแสไฟตรง (ด้านความรู้) 8. อธิบายวิธีการวัดความต้านทาน (ด้านความรู้) 9. แสดงการวัดกระแสและแรงดันไฟตรง (ด้านทักษะ) 10. แสดงการวัดแรงดันไฟสลับ (ด้านทักษะ) 11. เตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ อุปกรณ์สอดคล้องกับงานได้อย่างถูกต้อง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม/บูรณาการเศรษฐกิจ พอเพียง)


57 12. ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอย่างมีเหตุและผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง) เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้ • ด้านความรู้(ทฤษฎี) 2.1 ชนิดเครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น การศึกษาหรือการเกี่ยวข้องทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับปริมาณไฟฟ้าหลายชนิด เช่น แรงดัน กระแส ความต้านทาน และกำลังไฟฟ้า เป็นต้น ปริมาณไฟฟ้าเหล่านี้ไม่สามารถตรวจสอบตรวจวัดค่าได้ด้วยการสัม ผัส การได้ยินด้วยหู การดูด้วยตา หรือการดมกลิ่น การจะตรวจสอบตรวจวัดปริมาณไฟฟ้าเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้า (Electrical Instruments) ช่วยในการวัดและช่วยในการแสดงค่าปริมาณไฟฟ้าที่ถูกต้องออกมา เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรทราบ ได้แก่ มัลติ มิเตอร์ (Multimeter) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องมือวัดไฟฟ้าที่จำเป็น ต่อช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ และช่างที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้อง กับปริมาณไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งสามารถวัดปริมาณไฟฟ้าได้หลาย ชนิด มีราคาถูก เล็กกะทัดรัด พกพาไปได้สะดวก มัลติมิเตอร์ ที่ผลิตมาใช้งานแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ มัลติมิเตอร์ชนิด แอนะลอก (Analog Multimeter) เป็นมัลติมิเตอร์ที่การแสดงค่า ปริมาณไฟฟ้าใช้เข็มชี้บ่ายเบนชี้ค่าปริมาณไฟฟ้าที่วัดได้ออกมา และมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล (Digital Multimeter) เป็นมัลติ มิเตอร์ที่การแสดงค่าปริมาณไฟฟ้า ใช้แสดงค่าด้วยตัวเลขบอก ค่าปริมาณไฟฟ้าที่วัดได้ออกมา รูปร่างลักษณะ มัลติมิเตอร์แต่ ละชนิด แสดงดังรูปที่ 2.1 มัลติมิเตอร์เป็นมิเตอร์ที่สามารถนำไปใช้วัดปริมาณ ไฟฟ้าได้หลายชนิด การใช้งานจำเป็นต้องต่อขั้ววัดและ ปรับแต่งค่าให้ถูกต้องก่อนนำไปใช้งาน (ก) มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก (ข) มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล รูปที่ 2.1 มัลติมิเตอร์แต่ละชนิด


58 2.2 มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก หรือมัลติมิเตอร์ชนิดเข็มชี้ เป็นมัลติมิเตอร์พื้นฐานที่ถูกนำมา ใช้งานยาวนานหลายสิบปีแล้ว จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมใช้งานอยู่ เพราะด้วยคุณสมบัติที่ดีหลายประการของมัลติมิเตอร์ชนิดนี้ ที่พิเศษคือ สามารถวัด ตรวจสอบดี เสีย ชนิด และขา ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หลายประเภท การจะนำมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกไปใช้งาน จำเป็นต้อง ศึกษาทำความเข้าใจในส่วนประกอบ และรายละเอียดต่างๆ ของมัลติมิเตอร์ชนิดนี้ก่อนการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ อย่างถูกต้อง เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน ลักษณะรูปร่างและส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกแบบหนึ่ง แสดงดังรูป ที่ 2.2 มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกตามรูปที่ 2.2 เป็นมัล ติมิเตอร์แบบหนึ่งที่มีขายทั่วไป มีราคาถูก ใช้งานได้ดี ส่วนประกอบต่างๆ ไม่แตกต่างไปจากมัลติมิเตอร์ แอนะลอกแบบอื่น ตัวเลขที่ชี้แสดงไว้ บอกชื่อของ ส่วนประกอบ หน้าที่การทำงาน และการใช้งาน มี รายละเอียดดังนี้ หมายเลข 1 เป็นหน้าปัดแสดงสเกลบอกค่า ต่างๆ ของปริมาณไฟฟ้าที่วัดได้ หมายเลข 2 เป็นไดโอดเปล่งแสง (LED) จะ เปล่งแสงสว่างออกมา แสดงถึงการต่อวงจร (Continuity) เมื่อตั้งย่านวัดโอห์ม (Ω) ที่ย่าน x1 ในขณะช็อตปลาย สายวัดเข้าด้วยกัน หมายเลข 3 เป็นเข็มชี้ของมิเตอร์ 2 3 1 4 6 5 7 9 8รูปที่ 2.2 ส่วนประกอบมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก หมายเลข 4 เป็นสกรูใช้ปรับแต่งให้เข็มชี้ในสภาวะมิเตอร์ไม่ทำงาน ชี้ที่ตำแหน่งซ้ายมือสุดของสเกลพอดี (ที่ , 0 V, 0 A) ช่วยให้มิเตอร์อยู่ในสภาวะพร้อมใช้งาน และขณะใช้งานจะแสดงค่าที่วัดได้ออกมามีค่าถูกต้อง หมายเลข 5 เป็นปุ่มปรับให้เข็มชี้ของมิเตอร์ชี้ที่ตำแหน่งศูนย์โอห์มพอดี (0 Ω.ADJ) ใช้ร่วมกับการตั้งย่านวัดโอห์ม (Ω) โดย ขณะที่ช็อตปลายสายวัดมิเตอร์เข้าด้วยกัน เข็มมิเตอร์จะ ต้องบ่ายเบนไปทางขวามือชี้ที่ตำแหน่ง 0 Ω พอดี ถ้าเข็มชี้ไม่อยู่ที่ ตำแหน่ง 0 Ω พอดีต้องปรับปุ่มนี้ช่วย เพื่อทำให้การวัดความต้านทานมีค่าถูกต้อง หมายเลข 6 เป็นขั้วต่อเอาต์พุต (OUTPUT) ใช้สำหรับวัดความดังของเสียงจากเครื่องขยายเสียง หรือเครื่องรับวิทยุ วัด ออกมาเป็นหน่วยเดซิเบล (dB) ใช้งานร่วมกับขั้วหมายเลข 9 หมายเลข 7 เป็นสวิตช์ปรับเลือกย่านวัดค่าปริมาณไฟฟ้าที่เหมาะสม สามารถปรับหมุนได้รอบตัว หมายเลข 8 เป็นขั้วต่อสายวัดมิเตอร์ขั้วบวก (+) ใช้สำหรับต่อสายวัดสีแดง หมายเลข 9 เป็นขั้วต่อสายวัดมิเตอร์ขั้วลบ (-COM) ใช้สำหรับต่อสายวัดสีดำ 2.3 สเกลหน้าปัดมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก สเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก หรือชนิดเข็มชี้ จะมีสเกลแสดงค่าปริมาณไฟฟ้าหลายชนิด ปริมาณไฟฟ้าแต่ ละชนิดแสดงค่าออกมาแตกต่างกัน ทำให้สเกลที่กำหนดไว้ที่หน้าปัดแต่ละสเกลมีความแตกต่างกัน ถูกแยกออกเป็นสเกลหลายช่อง


59 หลายแถว แต่ละช่องแต่ละแถวใช้แสดงปริมาณไฟฟ้าแต่ละชนิดโดยเฉพาะ การใช้งานและการอ่านค่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำความ เข้าใจ เพื่อการใช้งานมีความถูกต้อง ลักษณะสเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก แสดงดังรูปที่ 2.3 สเกลหน้าปัดมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ตามรูปที่ 2.3 แสดงสเกลค่าปริมาณไฟฟ้าแต่ละชนิดของมัลติมิเตอร์แบบหนึ่ง ถูกกำกับไว้ด้วยหมายเลข เพื่อบอกชื่อปริมาณไฟฟ้าแต่ละส่วนอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ หมายเลข 1 คือสเกลโอห์ม () ใช้สำหรับอ่านค่าความต้านทานที่วัดได้ ออกมา เมื่อตั้งย่านวัดความต้านทานหรือ ย่าน ห มายเลข 2 คือสเกลแรงดั น ไฟตรง กระแสไฟตรง และแรงดันไฟสลับ (DCV, A & ACV) ใช้สำหรับอ่านค่าแรงดันไฟตรง เมื่อตั้งย่านวัดแรงดัน 1 2 3 4 5 6 7 8 รูปที่ 2.3 สเกลหน้าปัดมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ไฟตรง (DCV) ใช้สำหรับอ่านค่ากระแสไฟตรง เมื่อตั้งย่านวัดกระแสไฟตรง (DCmA) และใช้สำหรับอ่านค่าแรงดันไฟสลับ เมื่อตั้งย่านวัด แรงดันไฟสลับ (ACV) หมายเลข 3 คือสเกลแรงดันไฟสลับเฉพาะย่าน 10 โวลต์ (AC 10 V) ใช้สำหรับอ่านค่าแรงดันไฟสลับเมื่อตั้งย่านวัดที่ 10 ACV หมายเลข 4 คือสเกลค่าอัตราขยายกระแสไฟตรงของตัวทรานซิสเตอร์ (hFE) ใช้สำหรับอ่านค่าอัตราขยายกระแสไฟตรง ของตัวทรานซิสเตอร์เมื่อตั้งย่านวัดโอห์ม () ที่ตำแหน่ง x10 (hFE) หมายเลข 5คือสเกลค่ากระแสรั่วไหล (Leakage Current) ของตัวทรานซิสเตอร์ (ICEO) ใช้สำหรับอ่านค่ากระแสรั่วไหลของ ตัวทรานซิสเตอร์ที่ขาคอลเลกเตอร์ (C) และขาอิมิตเตอร์ (E) เมื่อขาเบส (B) เปิดลอย ขณะตั้งย่านวัดโอห์ม () ที่ x1 (150 mA), x10 (15 mA), x100 (1.5 mA) และ x1k (150 A) นอกจากนั้นยังใช้แสดงค่ากระแสภาระ (Load Current) ในการวัดไดโอด (LI) ใช้สำหรับ อ่านกระแสภาระที่ไหลผ่านไดโอด เมื่อวัดด้วยย่านวัดโอห์ม () หมายเลข 6 คือสเกลค่าแรงดันภาระ (Load Voltage) ในการวัดไดโอด (LV) ใช้สำหรับอ่านแรงดันภาระที่ตกคร่อมไดโอด เมื่อวัดด้วยย่านวัดโอห์ม () เป็นการวัดค่าในเวลาเดียวกับการวัด LI หมายเลข 7 คือสเกลค่าความดังของสัญญาณเสียง บอกค่าการวัดออกมาเป็นเดซิเบล (dB) ใช้สำหรับอ่านค่าความดังของ สัญญาณเสียง เมื่อตั้งย่านวัดที่แรงดันไฟสลับ (ACV) หมายเลข 8 คือกระจกเงา ใช้สะท้อนเข็มชี้ เพื่อช่วยให้การอ่านปริมาณไฟฟ้าค่าต่างๆ มีความถูกต้องที่สุด โดยขณะอ่าน ค่าต้องให้ตำแหน่งเข็มชี้จริงและเข็มชี้ในกระจกเงาซ้อนทับกันพอดี 2.4 การใช้งานมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก สามารถใช้วัดหาปริมาณไฟฟ้าค่าต่างๆ ได้หลายชนิด เช่น แรงดันไฟตรง (DCV) แรงดันไฟ สลับ (ACV) กระแสไฟตรง (DCmA) และความต้านทาน () เป็นต้น สิ่งสำคัญในการใช้งานของมัลติมิเตอร์ชนิดนี้ อยู่ที่ค่าที่อ่าน ออกมาได้จากการบ่ายเบนไปของเข็มชี้ ถูกแสดงค่าออกมาเป็นสเกลที่แบ่งไว้ การอ่านค่าที่ถูกต้องของค่าที่เข็มชี้ชี้บอกไว้จำเป็นต้อง ใช้ค่าการแบ่งออกเป็นอัตราส่วน จากค่าตัวเลขที่บอกไว้ในตำแหน่งใกล้เคียงทั้งด้าน ซ้ายและด้านขวาของเข็มชี้ อัตราส่วนที่แบ่ง ออกมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสเกลและแต่ละค่า ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นผลทำให้การอ่านค่าเกิดความผิดพลาดได้ง่าย การจะนำมัลติ มิเตอร์ชนิดแอนะลอกไปใช้งาน จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจการใช้งานและการอ่านค่าให้ถูกต้องเสียก่อน


60 2.4.1 การวัดแรงดันไฟตรง (DCV) การวัดแรงดันไฟตรง โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ DCV มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่นมาตรฐาน จะมีย่าน วัดแรงดันไฟตรงทั้งหมด 7 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 0.1 V, 0.5 V, 2.5 V, 10 V, 50 V, 250 V และ 1,000 V การตั้งย่านวัดที่ DCV แสดงดังรูปที่ 2.4 การอ่านค่าแรงดันไฟตรง อ่านที่หน้าปัดรูปที่ 2.3 หมายเลข 2 สเกล DCV, A & ACV ขั้นตอนการวัดค่า ปฏิบัติดังนี้ - + รูปที่ 2.4 ย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) รูปที่ 2.5 การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟตรง (DCV) 1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของมิเตอร์ นำสายวัดทั้งสองเส้น ไปวัดค่าแรงดันไฟตรงที่ต้องการ 2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัด DCV ไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟตรงที่ต้อง การวัด ให้ปรับตั้งย่านวัดไปที่ย่าน สูงสุดไว้ก่อนที่ย่าน 1,000 V 3. การวัดแรงดันไฟตรง ต้องนำมิเตอร์ไปต่อวัดแบบขนานกับวงจร (ต่อคร่อมอุปกรณ์) และขณะวัดต้องคำนึง ถึงขั้วของ มิเตอร์ให้ตรงกับขั้วของแรงดันที่วัด โดยยึดหลักดังนี้ ใกล้บวกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่าย แรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วลบ (–) ของมิเตอร์การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟตรง แสดงดังรูปที่ 2.5 4. การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่ 2.1 ตารางที่ 2.1 การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แรงดันไฟตรง (DCV) ย่านตั้งวัด สเกลใช้อ่าน การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ หมายเหตุ 0.1 V 0 – 10 ใช้ 0.01 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 0.1 V ใช้สเกลสีดำใต้ กระจกเงา 3 ย่าน คือ 0 – 10, 0 – 50 และ 0 – 250 0.5 V 0 – 50 ใช้ 0.01 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 0.5 V 2.5 V 0 – 250 ใช้ 0.01 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 2.5 V 10 V 0 – 10 อ่านโดยตรง 0 – 10 V 50 V 0 – 50 อ่านโดยตรง 0 – 50 V 250 V 0 – 250 อ่านโดยตรง 0 – 250 V 1,000 V 0 – 10 ใช้ 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 1,000 V ตัวอย่างที่ 2.1 ตั้งย่านมัลติมิเตอร์ไว้ที่ DCV เพื่อวัดแรงดันไฟตรง เข็มชี้มิเตอร์ชี้ค่าออกมาตามรูปที่ 2.6 จงอ่านค่าแรงดันไฟตรงทุก ย่านวัดบนสเกลหน้าปัด


61 วิธีทำ อ่านค่าแต่ละย่านวัดเต็มสเกล (สเกลสีดำใต้กระจกเงา DCV) ย่าน 0 – 10 V อ่านได้ = 6.4 V ย่าน 0 – 50 V อ่านได้ = 32 V ย่าน 0 – 250 V อ่านได้ = 160 V ตอบ รูปที่ 2.6 เข็มชี้แสดงค่าย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ใช้ในตัวอย่างที่ 2.1 2.4.2 การวัดแรงดันไฟสลับ (ACV) การวัดแรงดันไฟสลับ โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ ACV มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่นมาตรฐาน จะมีย่าน วัดแรงดันไฟสลับทั้งหมด 4 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 10 V, 50 V, 250 V และ 1,000 V การตั้งย่านวัดที่ ACV แสดงดังรูปที่ 2.7 การอ่านค่าแรงดันไฟสลับ อ่านที่หน้าปัดรูปที่ 2.3 หมายเลข 2 สเกล DCV, A & ACV และหมายเลข 3 สเกล AC 10 V ขั้นตอนการ วัดค่าปฏิบัติดังนี้ รูปที่ 2.7 ย่านวัดแรงดันไฟสลับ (ACV) รูปที่ 2.8 การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับ (ACV) 1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM)ของมิเตอร์นำสายวัดทั้งสองเส้นไป วัดค่าแรงดันไฟสลับ 2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัด ACV ไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟสลับที่จะวัด ให้ตั้งย่านวัดไปที่ย่านสูงสุดไว้ ก่อนที่ 1,000 V 3. การวัดแรงดันไฟสลับ ต้องนำมิเตอร์ไปต่อวัดแบบขนานกับวงจร (ต่อคร่อมอุปกรณ์) และขณะวัดไม่จำเป็นต้อง คำนึงถึงขั้วของมิเตอร์ สามารถวัดสลับขั้วได้ การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับ แสดงดังรูปที่ 2.8 4. ก่อนต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับค่าสูง ควรตัดไฟของวงจรที่จะวัดออกก่อน เมื่อต่อมัลติมิเตอร์เข้าวงจรเรียบร้อย แล้ว จึงจ่ายไฟเข้าวงจรที่ต้องการวัด 5. อย่าจับสายวัดหรือตัวมัลติมิเตอร์ขณะวัดแรงดันไฟสลับค่าสูง เมื่อวัดเสร็จเรียบร้อยควรตัดไฟที่ทำการวัดเสียก่อน จึง ปลดสายวัดของมัลติมิเตอร์ออกจากวงจร 6. การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่ 2.2


62 ตารางที่ 2.2 การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่าแรงดันไฟสลับ (ACV) ย่านตั้งวัด สเกลใช้อ่าน การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ หมายเหตุ 10 V 0 – 10 อ่านโดยตรง 0 – 10 V ใช้สเกล AC 10 V 50 V 0 – 50 อ่านโดยตรง 0 – 50 V ใช้สเกลสีดำใต้กระจกเงา 3 ย่าน คือ 0 – 10, 0 – 50 และ 0 – 250 250 V 0 – 250 อ่านโดยตรง 0 – 250 V 1,000 V 0 – 10 ใช้ 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 1,000 V ตัวอย่างที่ 2.2 ตั้งย่านมัลติมิเตอร์ไว้ที่ ACV เพื่อวัดแรงดันไฟสลับ เข็มชี้มิเตอร์ชี้ค่าออกมาตามรูปที่ 2.9 จงอ่านค่าแรงดันไฟสลับ ทุกย่านวัดบนสเกลหน้าปัด วิธีทำ อ่านค่าแต่ละย่านวัดเต็มสเกล (สเกลสีดำใต้กระจกเงา ACV และสเกลสีแดง AC 10 V ด้านล่าง ) ย่าน 0 – 10 V อ่านได้ = 3.6 V ย่าน 0 – 50 V อ่านได้ = 18 V ย่าน 0 – 250 V อ่านได้ = 90 V ย่าน AC 10 V อ่านได้ = 3.8 V ตอบ รูปที่ 2.9 เข็มชี้แสดงค่าย่านวัดแรงดันไฟสลับ (ACV) ใช้ในตัวอย่างที่ 2.2 2.4.3 การวัดกระแสไฟตรง (DCmA) การวัดกระแสไฟตรง โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ DCmA มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่นมาตรฐาน จะมีย่าน วัดกระแสไฟตรงทั้งหมด 4 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 50 A, 2.5 mA, 25 mA และ 250 mA (0.25 A) การตั้งย่านวัดที่ DCmA แสดงดังรูปที่ 2.10 การอ่านค่ากระแสไฟตรง อ่านที่หน้าปัดรูปที่ 2.3 หมายเลข 2 สเกล DCV, A & ACV ขั้นตอนการวัดค่าปฏิบัติ ดังนี้ - + รูปที่ 2.10 ย่านวัดกระแสไฟตรง รูปที่ 2.11 การต่อมัลติมิเตอร์วัดกระแสไฟตรง (DCmA) 1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของมิเตอร์นำสายวัดทั้งสองเส้น ไปวัดค่ากระแสไฟตรง 2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัด DCmA ไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่ากระแสไฟตรงที่จะวัด ให้ตั้งย่านวัดไปที่ย่านสูงสุด ไว้ก่อนที่ 250 mA 3. การวัดกระแสไฟตรง ต้องนำมิเตอร์ไปต่ออนุกรมกับวงจร (ตัดวงจรออกนำมิเตอร์เข้าไปต่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ วงจร) และขณะต่อวัดต้องคำนึงถึงขั้วของมิเตอร์ให้ตรงกับขั้วของแรงดันแหล่งจ่าย โดยยึดหลักดังนี้ ใกล้บวกแหล่งจ่ายแรงดันต่อ


63 วัดด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วลบ (–) ของมิเตอร์ การต่อมัลติมิเตอร์วัดกระแสไฟตรง แสดงดังรูปที่ 2.11 4. ย่านวัดกระแสไฟตรง 50 A เป็นย่านเดียวกับย่านวัดแรงดันไฟตรง 0.1 V ในย่านนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งมิเตอร์วัด แรงดันไฟตรงเต็มสเกล 0.1 V และเป็นมิเตอร์วัดกระแสไฟตรงเต็มสเกล 50 A 5. การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่ 2.3 ตารางที่2.3 การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่ากระแสไฟตรง (DCmA) ย่านตั้งวัด สเกลใช้อ่าน การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ หมายเหตุ 50 A 0 – 50 อ่านโดยตรงในหน่วย A 0 – 50 A ใช้สเกลสีดำใต้ กระจกเงา 3 ย่าน คือ 0 –10, 0 – 50 และ 0 – 250 2.5 mA 0 – 250 ใช้ 0.01 คูณค่าที่อ่านได้ในหน่วย mA 0 – 2.5 mA 25 mA 0 – 250 ใช้ 0.1 คูณค่าที่อ่านได้ในหน่วย mA 0 – 25 mA 0.25 A 0 – 250 อ่านโดยตรงในหน่วย mA 0 – 250 mA ตัวอย่างที่ 2.3 ตั้งย่านมัลติมิเตอร์ไว้ที่ DCmA เพื่อวัดกระแสไฟตรง เข็มชี้มิเตอร์ชี้ค่าออกมาตามรูปที่ 2.12 จงอ่านค่ากระแส ไฟตรงทุกย่านวัดบนสเกลหน้าปัด วิธีทำ อ่านค่าแต่ละย่านวัดเต็มสเกล (สเกลสีดำใต้กระจกเงา DCmA ที่ใช้มี 2 ย่าน คือ 50, 250) ย่าน 0 – 50 mA อ่านได้ = 46 mA ย่าน 0 – 250 mA อ่านได้= 230 mA ตอบ รูปที่ 2.12 เข็มชี้แสดงค่าย่านวัดกระแสไฟตรง (DCmA) ใช้ในตัวอย่างที่ 2.3 2.4.4 การวัดความต้านทาน () การวัดความต้านทาน โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่นมาตรฐาน จะมี ย่านวัดความต้านทานทั้งหมด 4 ถึง 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน x1, x10, x100, x1k และ x10k (บางรุ่นไม่มีย่าน x100 และบาง รุ่นไม่มีย่าน x10k ) การตั้งย่านวัดที่ แสดงดังรูปที่ 2.13 การอ่านค่าความต้านทาน อ่านที่หน้าปัดรูปที่ 2.3 หมายเลข 1 สเกล ขั้นตอนการวัดค่าปฏิบัติดังนี้


64 รูปที่ 2.13 ย่านวัดความต้านทาน () 1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสาย วัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของมิเตอร์นำสายวัดทั้งสองเส้น ไปวัดค่าความต้านทาน 2. ปรับสวิตช์เลือกไปย่านวัด ก่อนนำโอห์มมิเตอร์ไป ใช้วัดตัวต้านทานทุกครั้ง ในทุกย่านวัดที่ตั้งวัดโอห์ม ต้องปรับแต่ง เข็มชี้ของมิเตอร์ให้ชี้ค่าที่ 0 ก่อนเสมอ โดยช็อตปลายสายวัด ทั้งสองเส้นของมิเตอร์เข้าด้วยกัน ปรับแต่งปุ่มปรับ 0 ADJ จน เข็มชี้ของ มิเตอร์ชี้ที่ตำแหน่ง 0 พอดี ลักษณะการปรับแต่งโอห์มมิเตอร์ให้พร้อมใช้งาน แสดงดังรูปที่ 2.14 3. นำโอห์มมิเตอร์ไปวัดค่าความต้านทานได้ตามต้องการอย่างถูกต้อง ค่าที่อ่านออกมาได้จากโอห์มมิเตอร์ คือ ค่าความ ต้านทานของตัวต้านทานตัวที่วัด ลักษณะการวัดตัวต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก แสดงดังรูปที่ 2.15 4. การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่ 2.4 0 รูปที่ 2.14 การปรับแต่งโอห์มมิเตอร์ให้ชี้ที่ 0 พอดี รูปที่ 2.15 การวัดความต้านทานด้วยโอห์มมิเตอร์ ตารางที่ 2.4 การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่าความต้านทาน () ย่านตั้งวัด สเกลใช้อ่าน การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ หมายเหตุ 1 0 – อ่านโดยตรง 0 – 2 kΩ ใช้สเกลสีดำ เหนือกระจกเงา ย่านเดียว คือ 0 – 10 ใช้ 10 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 20 kΩ 100 ใช้ 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 200 kΩ 1k อ่านโดยตรงในหน่วย kΩ 0 – 2 MΩ 10k ใช้ 10 คูณค่าที่อ่านได้ในหน่วย kΩ 0 – 20 MΩ ตัวอย่างที่ 2.4 ตั้งย่านมัลติมิเตอร์ไว้ที่ เพื่อวัดความต้านทาน เข็มชี้มิเตอร์ชี้ค่าออกมาตามรูปที่ 2.16 จงอ่านความต้านทานที่ แสดงบนสเกลหน้าปัดทุกหมายเลขเข็มชี้


65 วิธีทำ อ่านค่าทุกหมายเลขเข็มชี้ (สเกลสีดำเหนือกระจก เงา ) หมายเลข 1 อ่านได้ = 1.4 หมายเลข 2 อ่านได้ = 8.5 หมายเลข 3 อ่านได้ = 42 หมายเลข 4 อ่านได้ = 180 ตอบ 1 3 2 4 รูปที่ 2.16 เข็มชี้แสดงค่าย่านวัดความต้านทาน () ใช้ในตัวอย่างที่ 2.4 2.5 มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล สามารถใช้วัดหาปริมาณไฟฟ้าค่าต่างๆ ได้หลายชนิดเช่นเดียวกับ มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก เช่น แรงดันไฟตรง (DCV) แรงดันไฟสลับ (ACV) กระแสไฟตรง (DCmA) และความต้านทาน () เป็นต้น สิ่งสำคัญในการใช้งานของมัล ติมิเตอร์ชนิดนี้ อยู่ที่การแสดงค่าออกมาเป็นตัวเลขอ่านค่าได้โดยตรง อ่านได้รวดเร็ว มีความถูกต้อง เที่ยงตรง เกิดความสะดวก การ จะนำมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลไปใช้งาน จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในส่วนประกอบ และรายละเอียดต่างๆ ก่อนการใช้งาน เพื่อทำ ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง เกิดความปลอดภัย ทั้งตัวมัลติมิเตอร์และตัวผู้ใช้งาน รูปร่างและส่วนประกอบของมัลติ มิเตอร์ชนิดดิจิตอล แสดงดังรูปที่ 2.17 มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลตามรูปที่ 2.17 เป็นมัล ติมิเตอร์แบบหนึ่งที่มีขายทั่วไป มีราคาถูก ส่วนประกอบ ไม่แตกต่างไปจากมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลแบบอื่นๆ มาก นัก (บางรุ่นมีขั้ววัดปริมาณไฟฟ้าอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น) ตัว เลขที่ชี้แสดงไว้ บอกชื่อของส่วนประกอบ หน้าที่การ ทำงาน และการใช้งาน มีรายละเอียดดังนี้ หมายเลข 1 เป็นหน้าปัดแสดงผลการวัดค่า ปริมาณไฟฟ้า แสดงเป็นตัวเลขจำนวน 3 1/2 หลักและ ตัวอักษร จอเป็นคริสตอลเหลว (LCD) หมายเลข 2 เป็นสวิตช์เลือกค่าปริมาณ ไฟฟ้าที่ ต้องการวัด ปรับหมุนไปซ้ายหรือขวาได้ 1 9 7 6 5 4 3 2 8 11 14 10 12 13 รูปที่ 2.17 ส่วนประกอบมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล อย่างอิสระ หมายเลข 3 เป็นขั้วเสียบไว้สำหรับวัดตัวทรานซิสเตอร์ เพื่อหาค่าอัตราขยายกระแส (hFE) ของตัวทรานซิสเตอร์ใช้ทำงาน ร่วมกับตำแหน่งหมายเลข 13 ย่าน hFE หมายเลข 4 เป็นขั้วต่อสายวัดมิเตอร์สีแดง เพื่อใช้วัดค่ากระแสไฟตรงค่าสูง (10A ) วัดค่าได้สูงสุด 10 A ใช้ทำงาน ร่วมกับขั้วต่อหมายเลข 6 และตำแหน่งหมายเลข 12 ย่าน 10 A หมายเลข 5 เป็นขั้วต่อสายวัดมิเตอร์สีแดง เพื่อใช้วัดค่าแรงดันไฟตรง (DCV) แรงดัน ไฟสลับ (ACV) กระแสไฟตรงค่าต่ำ


66 (DCmA) และความต้านทาน () ใช้ทำงานร่วมกับขั้วต่อหมายเลข 6 หมายเลข 6 เป็นขั้วต่อสายวัดมิเตอร์สีดำ (COM) เป็นขั้วต่อสายวัดขั้วร่วม ใช้ร่วมกับขั้วหมายเลข 4 และขั้วหมายเลข 5 ใช้วัดค่าปริมาณไฟฟ้าต่างๆ หมายเลข 7 เป็นตำแหน่งเลือกการปิดสวิตช์หยุดใช้งานมิเตอร์ (OFF) เพื่อหยุดการจ่าย ไฟให้มิเตอร์ เป็นการหยุดทำงาน ของมิเตอร์ หมายเลข 8 เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นโวลต์มิเตอร์ไฟตรง (V ) วัดแรงดันไฟตรงได้สูงสุด 1,000 V หมายเลข 9 เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นโวลต์มิเตอร์ไฟสลับ (V~) วัดแรงดันไฟสลับได้สูงสุด 750 V หมายเลข 10 เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นแอมมิเตอร์ไฟตรง (A ) วัดกระแสไฟ ตรงได้สูงสุด 200 mA หมายเลข 11 เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นโอห์มมิเตอร์ () วัดความต้านทานได้สูงสุด 2,000 k หมายเลข 12เป็นตำแหน่งเลือกการทำงานเป็นแอมมิเตอร์ไฟตรงค่าสูง (10A) วัดกระแสไฟตรงได้สูงสุด 10 A หมายเลข 13 เป็นตำแหน่งเลือกใช้มิเตอร์ทำงานเป็นเครื่องวัดอัตราขยายกระแส (hFE) ของตัวทรานซิสเตอร์ ใช้ทำงาน ร่วมกับตำแหน่งหมายเลข 3 หมายเลข 14 เป็นตำแหน่งเลือกใช้มิเตอร์ทำงานเป็นเครื่องวัดตัวไดโอด 2.6 การใช้งานมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล การนำมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลไปใช้งาน ใช้ได้เช่นเดียวกับมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก เมื่อต้องการวัดปริมาณไฟฟ้าชนิดใด ก็ปรับสวิตช์เลือกย่านวัดหมายเลข 2 ของรูปที่ 2.17 ไปย่านปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการวัด ถ้าไม่ทราบค่าปริมาณไฟฟ้านั้นให้ตั้งค่าที่ย่าน วัดสูงสุดไว้ก่อน และค่อยๆ ปรับต่ำลงมาในย่านที่เหมาะสม มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลจะแสดงค่าปริมาณไฟฟ้าออกมาเป็นตัวเลข อ่านค่าได้ทันที การจะนำมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลไปใช้งาน จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจการใช้งานและการอ่านค่าให้ถูกต้อง เสียก่อน การวัดปริมาณไฟฟ้าชนิดต่างๆ ทำได้ดังนี้ 2.6.1 การวัดแรงดันไฟตรง (DCV) การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่แรงดันไฟตรง (V ) มัลติ มิเตอร์ชนิดดิจิตอลรุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 2.17 มีย่านวัดแรงดันไฟตรงทั้งหมด 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200 mV, 2,000 mV, 20 V, 200 V และ 1,000 V ตัวเลขที่แสดงให้เห็นบนหน้าปัดขณะวัดค่า คือค่าแรงดันไฟตรงที่วัดได้ การต่อวัดค่าโดยยึดหลักดังนี้ ใกล้ บวกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วลบ (–) ของมิเตอร์กรณีที่วัดค่า แล้วเกิดเครื่องหมายลบ (–) แสดงอยู่ด้านหน้าตัวเลขที่บอกค่าไว้ บอกให้ทราบว่าการต่อสายวัดแรงดันไฟตรงผิดขั้ว ให้สลับขั้วสาย วัดใหม่การตั้งย่านวัดและการต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรง แสดงดังรูปที่ 2.18 - +


67 รูปที่ 2.18 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรง 2.6.2 การวัดแรงดันไฟสลับ (ACV) การวัดแรงดันไฟสลับด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่โวลต์มิเตอร์ไฟสลับ (V~) มัล ติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลรุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 2.17 มีย่านวัดแรงดัน ไฟสลับทั้งหมด 2 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200 V และ 750 V ขณะวัดค่ามิเตอร์จะแสดงค่าที่วัดได้ออกมา การวัดแรงดันไฟสลับไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงขั้ววัดของมิเตอร์ ใช้สลับขั้ววัดได้ การตั้ง ย่านวัดและการต่อมัลติมิเตอร์ชนิดตัวเลขวัดแรงดันไฟสลับ แสดงดังรูปที่ 2.19 รูปที่ 2.19 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดแรงดันไฟสลับ 2.6.3 การวัดกระแสไฟตรง (DCA) การวัดกระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่แอมมิเตอร์ไฟตรง (A ) มัล ติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลรุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 2.17 มีทั้งหมด 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200 A, 2,000 A, 20 mA, 200 mA และ 10 A การต่อวัดกระแสไฟตรงต้องต่อแบบอนุกรม ตัวเลขที่แสดงให้เห็นบนหน้าปัดขณะวัดค่า คือค่ากระแสไฟตรงที่วัดได้ การต่อ วัดค่าโดยยึดหลักดังนี้ ใกล้บวกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วลบ (–) ของมิเตอร์กรณีที่วัดค่าแล้วเกิดเครื่องหมายลบ (–) แสดงอยู่ด้านหน้าตัวเลขที่บอกค่าไว้ บอกให้ทราบว่าการต่อสายวัดกระแสไฟตรง ผิดขั้ว ให้สลับขั้วสายวัดใหม่ และเมื่อต้องการวัดกระแสไฟตรงค่าสูงเป็นแอมแปร์ตั้งที่ 10 A เปลี่ยนตำแหน่งขั้วต่อสายวัดเส้นสีแดง ไปเสียบที่ขั้วต่อหมายเลข 4 ตามรูปที่ 2.17 การตั้งย่านวัดและการต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดกระแสไฟตรง แสดงดังรูปที่ 2.20 - +


68 รูปที่ 2.20 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดกระแสไฟตรง 2.6.4 การวัดความต้านทาน () การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยตั้งสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่โอห์มมิเตอร์ () มัลติมิเตอร์ ชนิดดิจิตอลรุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 2.17 มีทั้งหมด 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200, 2,000, 20 k, 200 k และ 2,000 k การวัดค่า ความต้านทานด้วยโอห์มมิเตอร์ชนิดดิจิตอล ไม่จำเป็นต้องช็อตปลายสายวัดเข้าด้วยกัน เพื่อปรับแต่งความถูกต้อง สามารถนำไปวัดค่า ได้เลยในทุกย่านวัด ตัวเลขที่แสดงให้เห็นคือค่าความต้านทานที่วัดได้ การตั้งย่านวัด และการต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล วัดค่า ความต้านทาน แสดงดังรูปที่ 2.21 รูปที่ 2.21 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดค่าความต้านทาน 2.7 บทสรุป เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรทราบ ได้แก่ มัลติมิเตอร์ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องมือวัดไฟฟ้าที่จำเป็นต่อช่างไฟฟ้า ช่าง อิเล็กทรอนิกส์ และช่างที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับปริมาณไฟฟ้าต่างๆ มัลติมิเตอร์สามารถวัดปริมาณไฟฟ้าได้หลายชนิด มีราคาถูก เล็กกะทัดรัด พกพาไปได้สะดวก มัลติมิเตอร์ที่ผลิตมาใช้งานแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก และมัลติ มิเตอร์ชนิดดิจิตอล การวัดปริมาณไฟฟ้าชนิดไฟตรง (DC) ไม่ว่าเป็นแรงดันหรือกระแส ขณะต่อมัลติมิเตอร์วัดวงจรไฟฟ้านั้นๆ ต้องคำนึงถึง ขั้วของมัลติมิเตอร์ และขั้วแรงดันของแหล่งจ่ายในวงจร ต้องเหมือนกันโดยยึดหลักการต่อวัดดังนี้ ใกล้บวกต่อบวก ใกล้ลบต่อลบ จึงสามารถวัดค่าปริมาณไฟฟ้านั้นๆ ได้ ส่วนปริมาณไฟฟ้าชนิดไฟสลับ (AC) ไม่ว่าเป็นแรงดันหรือกระแส ขณะต่อมัลติมิเตอร์วัด วงจรไฟฟ้านั้นๆ ไม่ต้องคำนึงถึงขั้วของมัลติมิเตอร์และขั้วแรงดันของแหล่งจ่ายในวงจร สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก่อนนำมัลติมิเตอร์ไปใช้งาน คือการตั้งย่านวัดปริมาณไฟฟ้า ต้องตั้งย่านวัดให้ถูกต้องตามชนิดของ ปริมาณไฟฟ้านั้นๆ เพราะการตั้งย่านวัดผิดชนิดอาจมีผลทำให้มัลติมิเตอร์ชำรุดเสียหายได้ และการตั้งย่านวัดในค่าที่เหมาะสมเป็น สิ่งจำเป็นเช่นกัน จะช่วยให้การอ่านค่าการวัดมีความถูกต้องมากขึ้น การวัดปริมาณไฟฟ้าบางชนิดต้องทำการปรับแต่งมิเตอร์ก่อนการ วัดค่าเสมอ เช่น การวัดความต้านทาน ซึ่งการวัดจะถูกต้องได้ ก่อนการวัดค่าต้องปรับแต่งมิเตอร์ก่อนการใช้งานทุกครั้ง


69 • ด้านทักษะ(ปฏิบัติ) (จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 11-12) 1. ใบปฏิบัติงานที่ 2.1การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ 2. ใบปฏิบัติงานที่ 2.2 การวัดกระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ 3. ใบปฏิบัติงานที่ 2.3 การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ 4. แบบฝึกหัดผลการเรียนรู้ • ด้านคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง (จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 11-12) 1. การเตรียมความพร้อมด้านการเตรียม วัสดุ อุปกรณ์นักศึกษาจะต้องกระจายงานได้ทั่วถึง และ ตรงตาม ความสามารถของสมาชิกทุกคนมีการจัดเตรียมสถานที่ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ไว้อย่างพร้อมเพรียง 2. ความมีเหตุมีผลในการปฏิบัติงาน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นักศึกษาจะต้องมีการใช้ เทคนิคที่แปลกใหม่ ใช้สื่อและเทคโนโลยี ประกอบการ นำเสนอที่น่าสนใจ นำวัสดุในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด


70 กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้ ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน 1. ขั้นเตรียม ( 15 นาที) 1. จัดเตรียมเอกสารและสื่อการสอน พร้อมกับอธิบาย วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียนเรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ 2. ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของบทที่ 2 เรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 3. ผู้สอนให้ผู้เรียนยกตัวอย่างส่วนประกอบของมัลติ มิเตอร์ 4. ผู้สอนให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดบทที่ 2 เรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ แล้วให้นักศึกษาสลับกัน ตรวจคำตอบ และให้คะแนน 2. ขั้นการเรียนการสอน ( 90 นาที) 1. ผู้สอนเปิดเครื่องฉายแผ่นใสโดยวิธีการบรรยาย ประกอบการสาธิต เรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และ ให้ผู้เรียนเปิดหนังสือ งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น ตามทีละหน้า 2. ผู้สอนให้ผู้เรียนวัดความต้านทานและอ่านค่า 3. ผู้สอนให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในสิ่งที่ผู้เรียนอธิบาย 3. ขั้นประยุกต์ใช้( 315 นาที) 1. ผู้สอนให้ผู้เรียนเบิก เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ในการ ปฏิบัติใบปฏิบัติงานที่ 2.1 , 2.2 และ 2.3 1. ขั้นเตรียม ( 15 นาที) 1. จัดเตรียมเอกสารตามที่อาจารย์ผู้สอนกำหนด ฟัง วิธีการให้คะแนนและวิธีการเรียน เรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ 2. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์การเรียนของบทที่ 2 เรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และให้ความร่วมมือ ในการทำกิจกรรม 3. ผู้เรียนยกตัวอย่างส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์และ เตรียมตัวทำแบบฝึกหัดก่อนเรียน 4. ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดบทที่ 2 เรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์แล้วสลับกันตรวจคำตอบด้วยความซื่อสัตย์ 2. ขั้นการเรียนการสอน ( 90 นาที) 1. ผู้เรียนฟังผู้สอนอธิบายตามแผ่นใส เรื่อง เครื่องมือ วัดไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และให้ผู้เรียนเปิดหนังสือ งานไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้นและระบบปฏิบัติการตาม ดูการสาธิต พร้อมจดบันทึกข้อความที่สำคัญ 2. ผู้เรียนวัดความต้านทานและอ่านค่าตามที่เข้าใจ 3. ผู้เรียนฟังข้อเสนอแนะ 3. ขั้นประยุกต์ใช้ ( 315 นาที) 1. ผู้เรียนเบิกเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการปฏิบัติ ใบปฏิบัติงานที่ 2.1 , 2.2 และ 2.3


71 กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้ ขั้นตอนการสอนหรือกิจกรรมของครู ขั้นตอนการเรียนรู้หรือกิจกรรมของนักเรียน 2. ผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม ๆ 2-3 คน สาธิตการใช้มัลติ มิเตอร์โดยคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด 3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทำใบปฏิบัติงานที่ 2.1 , 2.2 , 2.3 4. ขั้นสรุปและประเมินผล ( 60 นาที) 1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาที่ได้เรียนให้มี ความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน 2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดบทที่ 2 อีกครั้ง 3. แจกแบบฝึกหัดเรียนบทที่ 2 เรื่อง เครื่องมือวัด ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 4. ผู้สอนตรวจแบบฝึกหัดหลังเรียนพร้อมกับบันทึก คะแนน (บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-12) (รวม 480 นาที หรือ 8 คาบเรียน) 2. ผู้เรียนเข้ากลุ่ม สาธิตการใช้มัลติมิเตอร์โดยขอ คำแนะนำจากผู้สอนหรือศึกษาจากหนังสืองานไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น 3. ผู้เรียนทำใบปฏิบัติงานที่ 2.1 , 2.2 , 2.3 ตามที่ ผู้สอนกำหนด 4. ขั้นสรุปและประเมินผล ( 60 นาที) 1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาที่ได้เรียนให้มี ความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน 2. ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดเรียนบทที่ 2 3. ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดเรียนบทที่ 2 เรื่อง เครื่องมือวัด ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยความซื่อสัตย์ 4. ผู้เรียนนำคะแนนจากแบบฝึกหัดทั้งสองครั้งมา เปรียบเทียบกันว่าเป็นอย่างไรมีผลต่างกันอย่างไร เพื่อดู ความก้าวหน้าของตนเอง (บรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-12)


72 งานที่มอบหมายหรือกิจกรรมการวัดผลและประเมินผล ก่อนเรียน 1. จัดเตรียมเอกสาร สื่อการเรียนการสอนตามที่อาจารย์ผู้สอนและบทเรียนกำหนด 2. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์การเรียนของบทที่ 2 และการให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมในบทที่ 2 ขณะเรียน 1. ศึกษาเนื้อหา ในบทที่ 2 เรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น 2. รายงานผลหน้าชั้นเรียน 3. ปฏิบัติใบปฏิบัติงานที่ 2.1 เรื่อง การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ , ใบปฏิบัติงานที่2.2 เรื่อง การวัดกระแส ไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ และใบปฏิบัติงานที่ 2.3 เรื่อง การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ 4. สรุปผลการทดลอง หลังเรียน 1. ทำแบบฝึกหัดหลังเรียน 2. ทำแบบฝึกหัดการเรียนรู้ ผลงาน/ชิ้นงาน/ความสำเร็จของผู้เรียน 1. ใบปฏิบัติงานที่ 2.1 2. ใบปฏิบัติงานที่ 2.2 3. ใบปฏิบัติงานที่ 2.3 4. ทำแบบฝึกหัดบทที่ 2 5. ตรวจสอบการวัดแรงดันไฟตรงและไฟสลับ


73 สื่อการเรียนการสอน/การเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์ 1. หนังสือเรียนวิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น (ใช้ประกอบการเรียนการสอนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมข้อที่ 1-12) 2. ใบปฏิบัติงานที่ 2.1 เรื่อง การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์(ใช้ประกอบการเรียนการสอนจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมข้อที่ 9) 3. ใบปฏิบัติงานที่ 2.2 เรื่อง การวัดกระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์(ใช้ประกอบการเรียนการสอนจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมข้อที่ 9) 4. ใบปฏิบัติงานที่ 2.3 เรื่อง การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์(ใช้ประกอบการเรียนการสอนจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมข้อที่ 9) 5. แบบฝึกหัดบทที่ 2 ใช้ประกอบการสอนขั้นเตรียม ข้อ 4 6. แบบฝึกหัดผลงานตามใบปฏิบัติงาน ใช้ประกอบการสอนขั้นการเรียนการสอน ข้อ 4 7. แบบฝึกหัดพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ใช้ประกอบการสอนขั้นการเรียนการสอน ข้อ 4 สื่อโสตทัศน์(ถ้ามี) 1. เครื่องฉาย ภาพ โปรเจคเตอร์(PROJECTOR) 2. เครื่องฉายแผ่นใส (OVERHEAD) สื่อของจริง 1. มัลติมิเตอร์ชนิดเข็ม 1 เครื่อง 2. แหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงปรับค่าได้ 0-30V 1 เครื่อง 3. หลอดไฟมีไส้ขนาด 60W ; 220W 1 ดวง หรือตัวต้านทานโหลด 1k Ω ; 5W 1 ตัว 4. แผนประกอบวงจรและสายต่อวงจร 1 ชุด 5. หม้อแปลงปรับค่าได้ 1 เครื่อง 6. ตัวต้านทานค่าต่าง ๆ กันจากค่าต่ำไปหาค่าสูง 10 ตัว


74 แหล่งการเรียนรู้ ในสถานศึกษา 1. ห้องสมุด 2. ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ศึกษาหาข้อมูลทาง INTERNET นอกสถานศึกษา ผู้ประกอบการ สถานประกอบการ ในท้องถิ่น การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอื่น 1. บูรณาการกับวิชาชีวิตและวัฒนธรรมไทย ด้านการพูด การอ่าน การเขียน และการฝึกปฏิบัติตนทางสังคมด้านการ เตรียมความพร้อม ความรับผิดชอบ และความสนใจใฝ่รู้ 2. บูรณาการกับวิชาการบริหารการจัดซื้อ ด้านการซื้อ การแสวงหาผลิตภัณฑ์ 3. บูรณาการกับวิชากีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพและบุคลิกภาพ ด้านบุคลิกภาพในการนำเสนอหน้าชั้นเรียน การประเมินผลการเรียนรู้ หลักการประเมินผลการเรียนรู้ ขณะเรียน 1. ตรวจผลงานตามใบปฏิบัติงานที่ 1 และ ใบปฏิบัติงานที่ 2 2. สังเกตการทำงานกลุ่ม หลังเรียน 1. ตรวจแบบฝึกหัดหลังเรียน 2. ตรวจแบบแบบฝึกหัดผลการเรียนรู้ คำถาม อธิบายให้ได้ใจความสมบูรณ์และแสดงวิธีทำให้สมบูรณ์ถูกต้อง 1. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดแรงดันไฟตรงมาให้เข้าใจ 2. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดแรงดันไฟสลับมาให้เข้าใจ 3. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดความต้านทานมาให้เข้าใจ 4. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรงมาให้เข้าใจ 5. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดกระแสไฟตรงมาให้เข้าใจ


75 ผลงาน/ชิ้นงาน/ผลสำเร็จของผู้เรียน 1. ใบปฏิบัติงานที่ 2.1 เรื่อง การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ 2. ใบปฏิบัติงานที่ 2.2 เรื่อง การวัดกระแสไฟตรงด้วยมัลติ 3. ใบปฏิบัติงานที่ 2.3 เรื่อง การวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ 4. แบบฝึกหัดบทที่ 2 5. ตรวจสอบการวัดแรงดันไฟตรงและไฟสลับ รายละเอียดการประเมินผลการเรียนรู้ • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 1 อธิบายการใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น ได้ 4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 5. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 6. เกณฑ์การให้คะแนน : อธิบายการใช้เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น ได้ จะได้ 2 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 2 วิเคราะห์ส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์ ได้ 3. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 4. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 5. เกณฑ์การให้คะแนน : วิเคราะห์ส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์ ได้ จะได้ 2 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 3 อธิบายสเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์ได้ 4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 5. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 6. เกณฑ์การให้คะแนน : อธิบายสเกลหน้าปัดของมัลติมิเตอร์ได้ จะได้ 2 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 4 ชี้แจงข้อควรระวังในการใช้มัลติมิเตอร์ ได้ 4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 5. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 6. เกณฑ์การให้คะแนน : ชี้แจงข้อควรระวังในการใช้มัลติมิเตอร์ ได้ จะได้ 2 คะแนน


76 • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 5 บอกวิธีการวัดแรงดันไฟตรง ได้ 4. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 5. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 6. เกณฑ์การให้คะแนน : บอกวิธีการวัดแรงดันไฟตรงได้ จะได้ 2 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 6 บอกวิธีการวัดแรงดันไฟสลับได้ 1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 2. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 3. เกณฑ์การให้คะแนน : บอกวิธีการวัดแรงดันไฟสลับได้ จะได้ 2 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 7 อธิบายวิธีการวัดกระแสไฟตรงได้ 1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 2. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 3. เกณฑ์การให้คะแนน : อธิบายวิธีการวัดกระแสไฟตรงได้ จะได้ 2 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 8 บอกวิธีการวัดความต้านทานได้ 1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 2. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 3. เกณฑ์การให้คะแนน : บอกวิธีการวัดความต้านทานได้ จะได้ 2 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 9 แสดงการวัดกระแสและแรงดันไฟตรง 1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 2. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 3. เกณฑ์การให้คะแนน : แสดงการวัดแรงดันไฟตรงได้ จะได้ 5 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 10 แสดงการวัดแรงดันไฟสลับได้ 1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ 2. เครื่องมือ : แบบฝึกหัด 3. เกณฑ์การให้คะแนน : แสดงการวัดแรงดันไฟสลับได้ จะได้ 5 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 11 เตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ อุปกรณ์สอดคล้องกับงานได้อย่างถูกต้อง


77 4. วิธีการประเมิน : ตรวจผลงาน 5. เครื่องมือ : แบบฝึกหัดกระบวนการทำงานกลุ่ม 6. เกณฑ์การให้คะแนน : เตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ อุปกรณ์สอดคล้องกับงานได้อย่าง ถูกต้อง จะได้ 5 คะแนน • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อที่ 12 ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอย่างมีเหตุ และผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 4. วิธีการประเมิน : ตรวจผลงาน 5. เครื่องมือ : แบบฝึกหัดกระบวนการทำงานกลุ่ม 6. เกณฑ์การให้คะแนน : ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอย่างมีเหตุ และผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะได้ 5 คะแนน


78 แบบฝึกหัดบทที่ 2 เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความรู้เดิมของนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น เขียนเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. มัลติมิเตอร์คือมิเตอร์อะไร ก. มิเตอร์วัดแรงดัน กระแส และความต้านทานได้ในตัวเดียว ข. มิเตอร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน ค. มิเตอร์วัดปริมาณไฟฟ้าได้หลายชนิด ง. ถูกทุกข้อ 2. มัลติมิเตอร์ที่สร้างมาใช้งาน ไม่สามารถวัดปริมาณไฟฟ้าอะไรได้ ก. กระแส ข. แรงดัน ค. กำลังไฟฟ้า ง. ความต้านทาน 3. นำมัลติมิเตอร์ไปวัดค่าแรงดันของแบตเตอรี่รถยนต์ต้องตั้งมิเตอร์ย่านใด ก. DCmA ข. DCV ค. ACV ง. 4. การวัดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้มิเตอร์ต่ออนุกรมกับวงจรต้องตั้งมิเตอร์ย่านใด ก. DCmA ข. DCV ค. ACV ง. 5. มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ที่ต้องปรับแต่งมิเตอร์ก่อนการวัดค่าเสมอ เพื่อใช้วัดปริมาณไฟฟ้าอะไร ก. ความต้านทาน ข. กำลังไฟฟ้า ค. แรงดัน ง. กระแส 6. ปุ่มปรับ 0 ADJ ของมัลติมิเตอร์ ใช้งานร่วมกับมิเตอร์ชนิดใด ก. โวลต์มิเตอร์ ข. โอห์มมิเตอร์ ค. แอมมิเตอร์ ง. ถูกทุกข้อ 7. ต้องการวัดความต้านทานของอุปกรณ์ไฟฟ้า ควรใช้มิเตอร์ชนิดใดเหมาะสมที่สุด ก. วัตต์มิเตอร์ ข. แอมมิเตอร์ ค. โอห์มมิเตอร์ ง. โวลต์มิเตอร์ 8. กระจกเงาที่หน้าปัดมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกมีไว้เพื่ออะไร ก. เพิ่มความสวยงามให้มัลติมิเตอร์ ข. ช่วยสะท้อนแสงส่องเข็มชี้ให้เห็นชัดเจนขึ้น ค. แยกสเกลแสดงค่าปริมาณไฟฟ้าออกจากกัน ง. ช่วยให้การอ่านปริมาณไฟฟ้ามีความถูกต้องที่สุด


79 9. จากรูปการตั้งย่านวัดของมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลเพื่อวัดค่าอะไร ก. กระแส ข. แรงดัน ค. ตัวไดโอด ง. ความต้านทาน 10. จากรูปข้อ 9 บนหน้าปัดเลือกย่านวัดของมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล ค่าตัวเลขต่างๆ ที่กำกับไว้บอกถึงอะไร ก. ค่าต่ำสุดของการใช้งาน ข. ค่าสูงสุดที่วัดได้ในย่านนั้น ค. ค่าเหมาะสมที่ใช้วัดปริมาณไฟฟ้า ง. ค่าตายตัวในการใช้วัดปริมาณไฟฟ้า


80 ใบปฏิบัติงาน 2.1 การวัดแรงดันไฟตรง ด้วยมัลติมิเตอร์ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. วัดค่าแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้ 2. อ่านค่าแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้ 3. เกิดความรักสามัคคีในหมู่คณะ เครื่องมือและอุปกรณ์ 1. มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก(ชนิดเข็มชี้) 1 เครื่อง 2. แหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงปรับค่าได้ 0 – 30 V หรือมากกว่า 1 เครื่อง ลำดับขั้นการทดลอง 1. เตรียมมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกให้พร้อมใช้งาน ตั้งย่านวัดของมิเตอร์ไว้ที่ 50 VDC 2. เตรียมแหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงให้พร้อมใช้งาน ปรับปุ่มปรับกระแส (Current) ไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกาสุด ปรับปุ่ม แรงดัน (Voltage) ไปทิศทางทวนเข็มนาฬิกาสุด 3. ประกอบวงจรตามรูปที่ 2.1 รูปที่ 2.1 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดแรงดันไฟตรง 4. ปรับแหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงจากค่าต่ำไปหาค่าสูง ตามค่าที่กำหนดให้ในตารางที่ 2.1 ทุกค่า วัดและอ่านค่าแรงดัน ด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก พร้อมทั้งปรับย่านวัดให้เหมาะสม บันทึกค่าไว้ในตารางที่ 2.1 ทุกค่าแรงดัน โดยตั้งย่านวัดของมัล ติมิเตอร์ให้สูงกว่าค่าแรงดันที่จะวัดค่าเสมอ


81 ตารางที่ 2.1 วัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ค่าแรงดัน แหล่งจ่าย ย่านวัดที่ตั้ง (DCV) 0.5 V 2.5 V 10 V 50 V 0.4 V 1 V 2.3 V 4 V 8.6 V 12.5 V 23 V 29 V สรุปผลการทดลอง ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ คำถามและการวิเคราะห์ 1. การอ่านค่าแรงดันด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกมีความยากง่ายประการใด ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________


82 ใบปฏิบัติงาน 2.2 การวัดกระแสไฟตรง ด้วยมัลติมิเตอร์ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. วัดค่ากระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้ 2. อ่านค่ากระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้ 3. เกิดความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน เครื่องมือและอุปกรณ์ 1. ตัวต้านทาน 200 Ω ; 10 W 1 ตัว 2. มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก(ชนิดเข็มชี้) 1 เครื่อง 3. แหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงปรับค่าได้ 0 – 30 V หรือมากกว่า 1 เครื่อง 4. สายต่อวงจร 1 ชุด ลำดับขั้นการทดลอง 1. เตรียมมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกให้พร้อมใช้งาน ตั้งย่านวัดของมิเตอร์ไว้ที่ 2.5 mA 2. เตรียมแหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงให้พร้อมใช้งาน ปรับปุ่มปรับกระแส (Current) ไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกาสุด ปรับปุ่ม แรงดัน (Voltage) ไปทิศทางทวนเข็มนาฬิกาสุด 3. ประกอบวงจรตามรูปที่ 2.2 รูปที่ 2.2 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดกระแสไฟตรง 4. ปรับแหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงจากค่าต่ำไปหาค่าสูง ตามค่าที่กำหนดให้ในตารางที่ 2.2 ทุกค่า วัดและอ่านค่าแรงดัน ด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก พร้อมทั้งปรับย่านวัดให้เหมาะสม บันทึกค่าไว้ในตารางที่ 2.2 ทุกค่ากระแส โดยตั้งย่านวัดกระแส ของมัลติมิเตอร์ให้สูงไว้ก่อนและค่อยๆ ปรับลดค่าต่ำลงมา


83 ตารางที่ 2.2 วัดกระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ค่าแรงดัน แหล่งจ่าย ย่านวัดที่ตั้ง (DCmA) 2.5 mA 25 mA 250 mA 0.4 V 1.5 V 2 V 4.4 V 10 V 18 V 26 V 30 V สรุปผลการทดลอง ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ คำถามและการวิเคราะห์ 1. การอ่านค่ากระแสด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกมีความยากง่ายประการใด ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________


84 ใบปฏิบัติงาน 2.3 การวัดความต้านทาน ด้วยมัลติมิเตอร์ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. วัดค่าความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้ 2. อ่านความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกได้ 3. เกิดความขยันขันแข็งในการปฏิบัติงาน เครื่องมือและอุปกรณ์ 1. ตัวต้านทานชนิดรหัสสี 4 แถบ ค่าต่างกันจากต่ำไปหาสูง 10 ตัว 2. มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก (ชนิดเข็มชี้) 1 เครื่อง ลำดับขั้นการทดลอง 1. ต่อสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) และสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของ มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ตั้ง ย่านวัดของมิเตอร์ไว้ที่โอห์มมิเตอร์ (Ω) ย่าน 1 2. นำปลายสายวัดทั้งสองของมิเตอร์ช็อตเข้าด้วยกัน ปรับปุ่มปรับ 0Ω ADJ จนเข็มชี้ของมิเตอร์ชี้ที่ 0 Ω พอดี การ ปรับแต่ง 0 Ω ของโอห์มมิเตอร์ แสดงดังรูปที่ 2.3 0 รูปที่ 2.3 ปรับแต่งโอห์มมิเตอร์ให้ชี้ 0 พอดี รูปที่ 2.4 การวัดความต้านทานด้วยโอห์มมิเตอร์ 3. นำโอห์มมิเตอร์ที่ปรับแต่งเรียบร้อย ไปวัดค่าความต้านทานของตัวต้านทานที่เตรียมไว้ทั้ง 10 ตัว วัดค่าครั้งละ 1 ตัว ตามลำดับ การวัดค่าความต้านทาน แสดงดังรูปที่ 2.4 4. วัดและบันทึกค่าความต้านทานทั้ง 10 ตัวตามลำดับ บันทึกค่าลงในตารางที่ 2.3 แต่ละค่า พร้อมทั้งบันทึกรหัสสีของ


85 ตัวต้านทานแต่ละตัวที่วัดไว้ด้วย 5. การเปลี่ยนย่านวัดโอห์มมิเตอร์ทุกครั้ง จะต้องปรับแต่งโอห์มมิเตอร์ให้พร้อมใช้งานใหม่ทุกครั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบ ความพร้อมในการใช้งานของโอห์มมิเตอร์ และทำให้การวัดค่ามีความถูกต้อง 6. ข้อควรระวัง ขณะตั้งย่านวัดโอห์มมิเตอร์ที่ย่าน 1k และ 10k การวัดความต้านทาน ห้ามใช้มือทั้งสองจับปลายขั้ววัด ทั้งสองขั้วของโอห์มมิเตอร์ เพราะจะทำให้การวัดความต้านทานเกิดความผิดพลาด ตารางที่ 2.3 วัดความต้านทานของตัวต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก ตัวต้านทาน ตัวที่ รหัสสี ย่านวัดโอห์ม ที่ตั้ง ตัวเลขที่อ่าน ได้บนหน้าปัด ค่าจริงที่อ่าน สีที่ 1 สีที่ 2 สีที่ 3 สีที่ 4 ได้จากมิเตอร์ 0 แดง แดง ดำ ทอง 1 22 22 Ω 00 เหลือง ม่วง ส้ม เงิน 1k 47 47 kΩ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10


86 สรุปผลการทดลอง ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ คำถามและการวิเคราะห์ 1. การอ่านค่าความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกมีความยากง่ายประการใด ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________


87 เฉลยบทที่ 2 เครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น ตอนที่ 1 1. ง 2. ค 3. ข 4. ก 5. ก 6. ข 7. ค 8. ง 9. ค 10. ข ตอนที่ 2 1. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดแรงดันไฟตรงมาให้เข้าใจ การวัดแรงดันไฟตรง โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ DCV มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่นมาตรฐาน จะมีย่านวัด แรงดันไฟตรงทั้งหมด 7 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 0.1 V, 0.5 V, 2.5 V, 10 V, 50 V, 250 V และ 1,000 V การตั้งย่านวัดที่ DCV แสดงดังรูปที่1 การอ่านค่าแรงดันไฟตรง ได้จากหน้าปัดสเกล DCV, A & ACV ขั้นตอนการวัดค่าปฏิบัติดังนี้ 1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของมิเตอร์ นำ สายวัดทั้งสองเส้นไปวัดค่าแรงดันไฟตรงที่ต้องการ 2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัด DCV ไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟตรงที่ต้อง การวัด ให้ปรับตั้งย่านวัดไปที่ ย่านสูงสุดไว้ก่อนที่ย่าน 1,000 V - + รูปที่ 1 ย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) รูปที่ 2 การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟตรง (DCV) 3. การวัดแรงดันไฟตรง ต้องนำมิเตอร์ไปต่อวัดแบบขนานกับวงจร (ต่อคร่อมอุปกรณ์) และขณะวัดต้องคำนึง ถึงขั้ว ของมิเตอร์ให้ตรงกับขั้วของแรงดันที่วัด โดยยึดหลักดังนี้ ใกล้บวกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์ใกล้ลบ แหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วลบ (–) ของมิเตอร์การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟตรง แสดงดังรูปที่ 2 4. การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่ 1 ตารางที่1 การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แรงดันไฟตรง (DCV) ย่านตั้งวัด สเกลใช้อ่าน การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ หมายเหตุ 0.1 V 0 – 10 ใช้ 0.01 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 0.1 V ใช้สเกลสีดำใต้ กระจกเงา 3 ย่าน คือ 0 – 10, 0 – 50 และ 0 – 250 0.5 V 0 – 50 ใช้ 0.01 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 0.5 V 2.5 V 0 – 250 ใช้ 0.01 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 2.5 V 10 V 0 – 10 อ่านโดยตรง 0 – 10 V 50 V 0 – 50 อ่านโดยตรง 0 – 50 V 250 V 0 – 250 อ่านโดยตรง 0 – 250 V 1,000 V 0 – 10 ใช้ 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 1,000 V


88 2. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดแรงดันไฟสลับมาให้เข้าใจ การวัดแรงดันไฟสลับ โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ ACV มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่นมาตรฐาน จะมีย่านวัด แรงดันไฟสลับทั้งหมด 4 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 10 V, 50 V, 250 V และ 1,000 V การตั้งย่านวัดที่ ACV แสดงดังรูปที่ 3 การ อ่านค่าแรงดันไฟสลับ อ่านที่สเกล DCV, A & ACV และสเกล AC 10 V ขั้นตอนการวัดค่าปฏิบัติดังนี้ รูปที่ 3 ย่านวัดแรงดันไฟสลับ (ACV) รูปที่ 4 การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับ (ACV) 1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของมิเตอร์นำ สายวัดทั้งสองเส้นไปวัดค่าแรงดันไฟสลับ 2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัด ACV ไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟสลับที่จะวัด ให้ตั้งย่านวัด ไปที่ย่านสูงสุดไว้ก่อนที่ 1,000 V 3. การวัดแรงดันไฟสลับ ต้องนำมิเตอร์ไปต่อวัดแบบขนานกับวงจร (ต่อคร่อมอุปกรณ์) และขณะวัดไม่จำเป็นต้อง คำนึงถึงขั้วของมิเตอร์ สามารถวัดสลับขั้วได้ การต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับ แสดงดังรูปที่ 4 4. ก่อนต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับค่าสูง ควรตัดไฟของวงจรที่จะวัดออกก่อน เมื่อต่อมัลติมิเตอร์ เข้าวงจรเรียบร้อยแล้ว จึงจ่ายไฟเข้าวงจรที่ต้องการวัด 5. อย่าจับสายวัดหรือตัวมัลติมิเตอร์ขณะวัดแรงดันไฟสลับค่าสูง เมื่อวัดเสร็จเรียบร้อยควรตัดไฟที่ทำ การวัดเสียก่อน จึงปลดสายวัดของมัลติมิเตอร์ออกจากวงจร 6. การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่ 2 ตารางที่2 การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่าแรงดันไฟสลับ (ACV) ย่านตั้งวัด สเกลใช้อ่าน การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ หมายเหตุ 10 V 0 – 10 อ่านโดยตรง 0 – 10 V ใช้สเกล AC 10 V 50 V 0 – 50 อ่านโดยตรง 0 – 50 V ใช้สเกลสีดำใต้กระจกเงา 3 ย่าน คือ 0 – 10, 0 – 50 และ 0 – 250 250 V 0 – 250 อ่านโดยตรง 0 – 250 V 1,000 V 0 – 10 ใช้ 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 1,000 V 3. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกวัดความต้านทานมาให้เข้าใจ การวัดความต้านทาน โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่นมาตรฐาน จะมีย่านวัดความ ต้านทานทั้งหมด 4 ถึง 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน x1, x10, x100, x1k และ x10k (บางรุ่นไม่มีย่าน x100 และบางรุ่นไม่มีย่าน x10k ) การตั้งย่านวัดที่ แสดงดังรูปที่5 การอ่านค่าความต้านทาน อ่านที่สเกล ขั้นตอนการวัดค่าปฏิบัติดังนี้


89 รูปที่ 5 ย่านวัดความต้านทาน () 1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสาย วัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของมิเตอร์นำสายวัดทั้งสองเส้น ไปวัดค่าความต้านทาน 2. ปรับสวิตช์เลือกไปย่านวัด ก่อนนำโอห์มมิเตอร์ไป ใช้วัดตัวต้านทานทุกครั้ง ในทุกย่านวัดที่ตั้งวัดโอห์ม ต้องปรับแต่ง เข็มชี้ของมิเตอร์ให้ชี้ค่าที่ 0 ก่อนเสมอ โดยช็อตปลายสายวัด ทั้งสองเส้นของมิเตอร์เข้าด้วยกัน ปรับแต่งปุ่มปรับ 0 ADJ จน เข็มชี้ของ มิเตอร์ชี้ที่ตำแหน่ง 0 พอดี ลักษณะการปรับแต่งโอห์มมิเตอร์ให้พร้อมใช้งาน แสดงดังรูปที่6 3. นำโอห์มมิเตอร์ไปวัดค่าความต้านทานได้ตามต้องการอย่างถูกต้อง ค่าที่อ่านออกมาได้จากโอห์มมิเตอร์ คือ ค่า ความต้านทานของตัวต้านทานตัวที่วัด ลักษณะการวัดตัวต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอก แสดงดังรูปที่7 4. การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่า แสดงได้ตามตารางที่3 0 รูปที่ 6 การปรับแต่งโอห์มมิเตอร์ให้ชี้ที่ 0 พอดี รูปที่ 7 การวัดความต้านทานด้วยโอห์มมิเตอร์ ตารางที่3 การตั้งย่านวัด การใช้สเกล และการอ่านค่าความต้านทาน () ย่านตั้งวัด สเกลใช้อ่าน การอ่านค่า ค่าที่วัดได้ หมายเหตุ 1 0 – อ่านโดยตรง 0 – 2 kΩ ใช้สเกลสีดำ เหนือกระจกเงา ย่านเดียว คือ 0 – 10 ใช้ 10 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 20 kΩ 100 ใช้ 100 คูณค่าที่อ่านได้ 0 – 200 kΩ 1k อ่านโดยตรงในหน่วย kΩ 0 – 2 MΩ 10k ใช้ 10 คูณค่าที่อ่านได้ในหน่วย kΩ 0 – 20 MΩ 4. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรงมาให้เข้าใจ การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่แรงดัน ไฟตรง (V ) มัลติมิเตอร์ชนิด ดิจิตอลรุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 8 มีย่านวัดแรงดันไฟตรงทั้งหมด 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200 mV, 2,000 mV, 20 V, 200 V และ 1,000 Vตัวเลขที่แสดงให้เห็นบนหน้าปัดขณะวัดค่า คือค่าแรงดันไฟตรงที่วัดได้ การต่อวัดค่าโดยยึดหลักดังนี้ ใกล้บวกแหล่งจ่าย แรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วลบ (–) ของมิเตอร์กรณีที่วัดค่าแล้วเกิดเครื่องหมาย ลบ (–) แสดงอยู่ด้านหน้าตัวเลขที่บอกค่าไว้ บอกให้ทราบว่าการต่อสายวัดแรงดันไฟตรงผิดขั้ว ให้สลับขั้วสายวัดใหม่ การตั้ง ย่านวัดและการต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรง แสดงดังรูปที่ 8


90 - + รูปที่ 8 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดแรงดันไฟตรง 5. อธิบายการใช้มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดกระแสไฟตรงมาให้เข้าใจ การวัดกระแสไฟตรงด้วยดิจิตอลมัลติมิเตอร์โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่แอมมิเตอร์ไฟตรง (A ) ดิจิตอลมัลติ มิเตอร์รุ่นที่ใช้งานตามรูปที่ 9 มีทั้งหมด 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200 A, 2,000 A, 20 mA, 200 mA และ 10 A การต่อ วัดกระแสไฟตรงต้องต่อแบบอนุกรม ตัวเลขที่แสดงให้เห็นบนหน้าปัดขณะวัดค่า คือค่ากระแสไฟตรงที่วัดได้ การต่อวัดค่าโดยยึด หลักดังนี้ ใกล้บวกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์ ใกล้ลบแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยขั้วลบ (–) ของมิเตอร์ กรณีที่วัดค่าแล้วเกิดเครื่องหมายลบ (–) แสดงอยู่ด้านหน้าตัวเลขที่บอกค่าไว้ บอกให้ทราบว่าการต่อสายวัดกระแสไฟตรงผิดขั้ว ให้สลับขั้วสายวัดใหม่ และเมื่อต้องการวัดกระแสไฟตรงค่าสูงเป็นแอมแปร์ตั้งที่ 10 A เปลี่ยนตำแหน่งขั้วต่อสายวัดเส้นสีแดงไป เสียบที่ขั้วต่อ 10 A ตามรูปที่ 9 แทน การตั้งย่านวัดและการต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดกระแสไฟตรง แสดงดังรูปที่ 9 - + รูปที่ 9 การต่อมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลวัดกระแสไฟตรง


91 วิทยาลัยการอาชีพเสนา สื่อการจัดการเรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์/สื่อโสตทัศน์ 1. หนังสือเรียน 2. หนังสือใบปฏิบัติงาน 3. สื่อเพาเวอร์ พอยต์ 4. อุปกรณ์ทดลอง 5. แบบทดสอบก่อนเรียนที่ 1 6. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน 7. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม หุ่นจำลองหรือของจริง แหล่งการเรียนรู้ / สถานที่ (แสดงเครื่องหมาย ลงในช่อง ตามแหล่งการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนกำหนด) ในสถานศึกษา 1. ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ โรงฝึกงาน ศูนย์จำลองธุรกิจ 2. ครูผู้สอน Internet บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ E – book นอกสถานที่ 1. สถานประกอบการ แหล่งเรียนรู้ในชุมชน หน่วยงานของข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. บุคคล ครอบครัว เครือญาติ ชุมชน ท้องถิ่น อื่น ๆ ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................


92 วิทยาลัยการอาชีพเสนา บันทึกหลังการสอน ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ผลการเรียนของผู้เรียน .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ปัญหาที่พบ .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปัญหา .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ผลการสอนของครู .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................................


93 แผนการสอน/แผนการเรียนรู้ภาคทฤษฏี แผนการสอน/การเรียนรู้ภาคทฤษฎี บทที่ 3 ชื่อวิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น (Basic Electricity and Electronic) สอนสัปดาห์ที่ 4 ชื่อหน่วย แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและประเภทของไฟฟ้า คาบรวม 4 ชื่อเรื่อง. แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและประเภทของไฟฟ้า จำนวนคาบ 4 หัวข้อเรื่อง ด้านความรู้ • อะตอมกับไฟฟ้า • ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี • ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน • ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน • ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมี • ไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง • ไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก • ประเภทไฟฟ้า • บทสรุป ด้านทักษะ 1. ไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1. เตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ อุปกรณ์สอดคล้องกับงานได้อย่างถูกต้อง 2. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องในเรื่องเครื่องมือวัดไฟฟ้าเบื้องต้น และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอย่างมี เหตุและผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สาระสำคัญ แหล่งกำเนิดไฟฟ้าคือแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ป้อนให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นการให้พลังงานแก่ อิเล็กตรอนอิสระ ทำให้อิเล็กตรอนอิสระวิ่งเคลื่อนที่ไปตามอะตอมต่างๆได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานในรูปต่างๆ เช่น พลังงาน กล พลังงานความร้อน พลังงานแสง เป็นต้น ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกำเนิดหลายชนิดแตกต่างกันไป ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่ถูกค้นพบมานานกว่า 2,000 ปี เกิดขึ้นได้จากการนำวัตถุต่างกัน 2 ชนิด มาขัดสีกัน ทำให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นของประจุไฟฟ้าในวัตถุทั้งสองชนิด วัตถุทั้งสองแสดงศักย์ไฟฟ้าออกมาชนิดหนึ่งเป็นศักย์บวก อีกชนิดหนึ่งเป็นศักย์ลบ การเกิดไฟฟ้าแบบนี้มักเรียกว่า ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าเกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมี ทำได้โดยใช้แท่งโลหะ2 แท่ง จุ่มลงในกรดกำมะถันเจือจาง ทำให้เกิดการแยกตัว ของประจุไฟฟ้าขึ้น เกิดความไม่สมดุลของประจุไฟฟ้าขึ้นกับแท่งโลหะทั้งสอง โลหะแท่งหนึ่งมีศักย์ไฟฟ้าบวก โลหะอีกแท่งหนึ่งมี


94 ศักย์ไฟฟ้าลบ ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน ทำได้โดยใช้โลหะ 2 ชนิดเชื่อมติดกันที่ปลายด้านหนึ่งเมื่อให้ความร้อนที่ปลายด้านต่อติดกันของ โลหะ ทำให้เกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้า เกิดศักย์ไฟฟ้าขึ้นที่ปลายด้านเปิดของโลหะ อุปกรณ์สร้างใช้งานจริงถูกเรียกว่า เทอร์โม คับเปิล ไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง ถูกกำเนิดขึ้นได้จากอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ เป็นอุปกรณ์จำพวกสารกึ่งตัวนำ เมื่อมีแสงอาทิตย์ หรือแสงสว่างมาตกกระทบ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน ผลิตขึ้นได้จากแร่ควอตซ์ เมื่อมีแรงกดดันหรือแรงสั่นสะเทือนให้แร่ควอตซ์ แร่ควอตซ์จะทำให้เกิด ไฟฟ้าขึ้นมา ไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก โดยการตัดผ่านกันของเส้นลวดตัวนำและสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าชักนำขึ้นที่ ขดลวดตัวนำ ไฟฟ้าสถิตเป็นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการเสียดสีของวัตถุ 2 ชนิด ส่วนไฟฟ้ากระแสเกิดขึ้นจาก แหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนิด ขณะเกิดไฟฟ้าต้องมีการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนตลอดเวลา ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้าที่ทิศทางการไหลของกระแสมีทิศทางเดียว ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับมีทิศทางการไหลของ กระแสไฟฟ้าสลับไปสลับมาตลอดเวลา สมรรถนะอาชีพประจำหน่วย (สิ่งที่ต้องการให้เกิดการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ คุณธรรม เข้าด้วยกัน) • ทดสอบไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก จุดประสงค์การสอน/การเรียนรู้ • จุดประสงค์ทั่วไป / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้ากับความเจริญของโลก, ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี, ไฟฟ้าเกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมี, ไฟฟ้า เกิดจากความร้อน, ไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง, ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน, ประเภทของไฟฟ้า, ไฟฟ้ากระแสตรง, ไฟฟ้ากระแสสลับ, ทิศทางการ ไหลของกระแส (ด้านความรู้) 2. เพื่อให้มีทักษะในการทดสอบไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก (ด้านทักษะ) 3. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมด้านการเตรียม วัสดุ อุปกรณ์ และการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง สำเร็จภายใน เวลาที่กำหนด มีเหตุและผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม) • จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม / บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 1. อธิบายไฟฟ้ากับความเจริญของโลก(ด้านความรู้) 2. อธิบายไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี(ด้านความรู้) 3. อธิบายไฟฟ้าเกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมี(ด้านความรู้) 4. อธิบายไฟฟ้าเกิดจากความร้อน (ด้านความรู้) 5. อธิบายไฟฟ้าเกิดจากแสงสว่าง (ด้านความรู้) 6. อธิบายไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน (ด้านความรู้) 7. แยกแยะประเภทของไฟฟ้า (ด้านความรู้) 8. อธิบายลักษณะของไฟฟ้ากระแสตรง (ด้านความรู้) 9. อธิบายลักษณะของไฟฟ้ากระแสสลับ (ด้านความรู้) 10. บอกทิศทางการไหลของกระแส (ด้านความรู้)


95 11. ทดสอบไฟฟ้าเกิดจากสนามแม่เหล็ก(ด้านทักษะ) 12. เตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ อุปกรณ์สอดคล้องกับงานได้อย่างถูกต้อง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม/บูรณาการ เศรษฐกิจพอเพียง) 13. ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอย่างมีเหตุและผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง (ด้านคุณธรรม จริยธรรม/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง) เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้ • ด้านความรู้(ทฤษฎี) 3.1 อะตอมกับไฟฟ้า โครงสร้างภายในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลก เช่น วัตถุ (Material) ธาตุ (Element) หรือสสาร (Matter) ประกอบด้วย ส่วนประกอบเล็กๆ หลายส่วนรวมกัน เมื่อนำมาวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีอะตอม (Atomic Theory) พบว่าโครงสร้างภายในสิ่ง เหล่านั้นประกอบไปด้วย โมเลกุล (Molecule) อะตอม (Atom) นิวเคลียส (Nucleus) โปรตอน (Proton) นิวตรอน (Neutron) และ อิเล็กตรอน (Electron) เหมือนกัน แต่สิ่งที่เรามองเห็นจากโครงสร้างภายนอกของวัตถุ ธาตุ หรือสสาร มีลักษณะที่แตกต่างกันไป เพราะสิ่งเหล่านั้นมีส่วนประกอบของส่วนที่เล็กที่สุดที่เรียกว่าโมเลกุล จะมีจำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เช่น โมเลกุลของน้ำ (H2O) ใน 1 โมเลกุล ประกอบด้วยอะตอมของธาตุไฮโดรเจน (H) 2 อะตอม และอะตอมของธาตุ ออกซิเจน (O) 1 อะตอม หรือโมเลกุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) ใน 1 โมเลกุล ประกอบด้วยอะตอมของธาตุคาร์บอน (C) 1 อะตอม และอะตอมของธาตุออกซิเจน (O) 2 อะตอม เป็นต้น โครงสร้าง 1 โมเลกุลของน้ำ (H2O) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) แสดงดังรูปที่ 3.1 O H H O H H O C O O C O (ก) 1 โมเลกุลของน้ำ (H2O) (ข) 1 โมเลกุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) รูปที่ 3.1 โครงสร้าง 1 โมเลกุลของน้ำ (H2O) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) ส่วนประกอบภายในโครงสร้างแต่ละส่วนของวัตถุ ธาตุ หรือสสาร ที่อยู่ในรูปของโมเลกุล อะตอม นิวเคลียส โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันดังนี้ 1. โมเลกุล คือ ส่วนที่เล็กที่สุดของวัตถุ ธาตุ หรือสสาร ที่ยังคงแสดงคุณสมบัติเดิมอยู่ ทั้งทางด้านเคมีและฟิสิกส์ 2. อะตอม คือ ส่วนที่เล็กที่สุดของธาตุ แสดงโครงสร้างเดิมของธาตุนั้นๆ ออกมา เช่น น้ำเมื่อแยกตัวออกจนเป็นโมเลกุล ยังคงสภาพเป็นน้ำอยู่ แต่ถ้าแยกตัวออกไปอีกจะแสดงค่าอยู่ในรูปอะตอม มองเห็นเป็นธาตุเดิมที่มาประกอบร่วมกัน จะ ประกอบด้วยด้วย ธาตุออกซิเจน (O) และธาตุไฮโดรเจน (H) เป็นต้น 3. นิวเคลียส คือ ส่วนที่อยู่ใจกลางของอะตอม อยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ภายในนิวเคลียสยังประกอบด้วย โปรตอน และ นิวตรอน


96 4. นิวตรอน คือ ส่วนที่อยู่ภายในนิวเคลียส อยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่มีประจุไฟฟ้า ไม่มีส่วนสำคัญทางด้านไฟฟ้า 5. โปรตอน คือ ส่วนที่อยู่ภายในนิวเคลียส อยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว มีประจุไฟฟ้าเป็นบวก (+) มีบทบาทและมีส่วนสำคัญ ทางด้านไฟฟ้า เกิดอำนาจดึงดูดกับอิเล็กตรอน 6. อิเล็กตรอน คือ ส่วนที่วิ่งเคลื่อนที่รอบนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ (–) มีบทบาทและมีส่วนสำคัญทางด้านไฟฟ้า โดยจะถูกดึงดูดด้วยโปรตอน เนื่องจากอิเล็กตรอนมีน้ำหนักเบาและวิ่งเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสตลอดเวลา เมื่อมีพลังงานจาก ภายนอกมากระตุ้น อิเล็กตรอนจะสามารถวิ่งเคลื่อนที่ไปยังอะตอมอื่นๆ ได้โดยง่าย อะตอมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของธาตุ ภายในอะตอมมีส่วนประกอบหลายส่วน รวมกันอยู่ในรูปโครงสร้างอะตอม (Atomic Structure)ซึ่งประกอบด้วยนิวเคลียสอยู่ตรงกลางอะตอม ภายในนิวเคลียสบรรจุไว้ด้วยโปรตอน และนิวตรอนรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม มี อิเล็กตรอนวิ่งเคลื่อนที่วนรอบนิวเคลียสตลอดเวลา วงโคจรของอิเล็กตรอนที่วิ่งวนรอบนิวเคลียสมีหลายวงซ้อนทับกันอยู่ ถูก เรียกว่าชั้นวงโคจร (Shell) การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียส และชั้นวงโคจรอิเล็กตรอน แสดงดังรูปที่ 3.2 N + N N + N + + + N + N N + - - - - - - - - +7 - - - - - - (ก) การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียส (ข) ชั้นวงโคจรอิเล็กตรอน รูปที่ 3.2 โครงสร้างอะตอม จากรูปที่ 3.2 แสดงโครงสร้างอะตอม รูปที่ 3.2 (ก) แสดงในลักษณะการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียส ส่วนรูป ที่ 3.2 (ข) แสดงในลักษณะวงโคจรของอิเล็กตรอนที่วิ่งวนรอบนิวเคลียสแต่ละวงจะสามารถบรรจุจำนวนอิเล็กตรอนได้ไม่เท่ากัน วง ในสุดบรรจุได้น้อย และวงห่างออกมาจะบรรจุได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แต่ละวงโคจรแบ่งจำนวนอิเล็กตรอนออกได้ดังนี้ วงที่ 1 มี 2 ตัว วงที่ 2 มี 8 ตัว วงที่ 3 มี 18 ตัว และวงที่ 4 มี 32 ตัว เป็นต้น พลังงานไฟฟ้ากำเนิดขึ้นมาได้จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนิด จากการค้นคว้าทดลองของนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน และ ตั้งเป็นทฤษฎีอะตอมขึ้นมา ซึ่งกล่าวไว้ว่า ในวัตถุ ธาตุ หรือสสารทุกชนิด มีประจุไฟฟ้าทั้งบวกและลบเป็นส่วนประกอบใน โครงสร้างทุกๆ อะตอม ที่สภาวะปกติวัตถุ ธาตุ หรือสสารต่างๆ ไม่แสดงอำนาจไฟฟ้าหรือศักย์ไฟฟ้าออกมา เพราะเกิดความ สมดุลของประจุไฟฟ้าในทุกๆ อะตอม การจะทำให้มีการแสดงอำนาจไฟฟ้าหรือศักย์ไฟฟ้าออกมา ต้องทำให้อะตอมเหล่านั้นเกิดความ ไม่สมดุลของประจุไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าสามารถกำเนิดขึ้นมาได้จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าหลายชนิดแตกต่างกัน แบ่งออกได้ 6 ชนิด ดังนี้คือ เกิดจากการเสียดสี เกิดจากแรงกดดัน เกิดจากความร้อน เกิดจากปฏิกิริยาเคมี เกิดจากแสงสว่าง และเกิดจากสนาม แม่เหล็ก แหล่งกำเนิดไฟฟ้าแต่ละชนิด สามารถให้กำเนิดไฟฟ้าออกมามากน้อยแตกต่างกันไป 3.2 ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี เป็นไฟฟ้าที่ถูกค้นพบมาเป็นเวลายาวนานแล้ว เกิดขึ้นได้จาก


97 การนำวัตถุต่างกัน 2 ชนิดที่เหมาะสมกันมาขัดสีกันใน บริเวณที่มีอากาศแห้ง เช่น จากการใช้แท่งยางกับผ้าขน สัตว์ แท่งแก้วกับผ้าแพร หวีกับผมและแผ่นพลาสติกกับ ผ้าสำลี เป็นต้น ผลของการขัดสีดังกล่าวทำให้เกิดความไม่ สมดุลขึ้นของประจุไฟฟ้าในวัตถุทั้งสอง เนื่องจากเกิดการ ถ่ายเทประจุไฟฟ้าในขณะเสียดสีกัน วัตถุทั้งสองจะแสดง ศักย์ไฟฟ้าออกมาแตกต่างกัน วัตถุชนิดหนึ่งแสดงศักย์ไฟฟ้า บวก (+) ออกมา วัตถุอีกชนิดหนึ่งแสดงศักย์ไฟฟ้าลบ (–) ออกมา ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี แสดงดังรูปที่ 3.3 รูปที่ 3.3 ไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี จากรูปที่ 3.3 แสดงไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี โดยนำผ้าขนสัตว์กับแท่งยางมาเสียดสีกัน ทำให้ประจุไฟฟ้าลบ (–) จากผ้า ขนสัตว์วิ่งเคลื่อนที่เข้าไปในแท่งยาง ส่งผลให้ผ้าขนสัตว์มีศักย์บวก (+) มากกว่า แสดงศักย์ไฟฟ้าบวก (+) ออกมา และแท่งยางมี ศักย์ลบ (–) มากกว่า แสดงศักย์ไฟฟ้าลบ (–) ออกมา การตรวจสอบไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสี โดยนำแท่งยางไปดูดเศษวัสดุชิ้นเล็กๆ เบาๆ เช่น เศษกระดาษชิ้นเล็กๆ หรือเส้นผม เป็นต้น สามารถดูดสิ่งเหล่านี้ได้ นำหลักการไฟฟ้าเกิดจากการเสียดสีไปใช้สร้าง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสถิต 3.3 ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน เป็นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการใช้วัสดุที่สามารถเกิดไฟฟ้าขึ้นมาได้เมื่อมีแรงไปกดลงบนวัสดุนั้น วัสดุที่นิยมนำมาใช้งาน ได้แก่ผลึกแร่ควอตซ์ (Quartz Crystal) โดยนำผลึกแร่ควอตซ์ไปทำเป็นแผ่นบาง นำแผ่นโลหะประกบติด ด้านบนและด้านล่างของผลึกแร่ควอตซ์ เชื่อมต่อสายไฟออกจากแผ่นโลหะทั้งสอง เป็นขั้วจ่ายแรงดันไฟฟ้าออกมา ไฟฟ้าถูกกำเนิด ขึ้นในผลึกแร่ควอตซ์ในขณะมีแรงกดดัน หรือแรงสั่นสะเทือนไปกระทำที่ผลึกแร่ควอตซ์ การตรวจสอบไฟฟ้าที่เกิดจากผลึกแร่ ควอตซ์ ทำได้โดยใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงดัน ไปวัดคร่อมที่ขั้วโลหะทั้งสอง โวลต์มิเตอร์จะแสดงค่าแรงดันออกมา โครงสร้างผลึกแร่ ควอตซ์กำเนิดไฟฟ้า แสดงดังรูปที่ 3.4 - DCmV+ (ก) ผลึกแร่ควอตซ์ (ข) ทดสอบการเกิดไฟฟ้าจากผลึกแร่ควอตซ์ รูปที่ 3.4 ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน ผลึกแร่ควอตซ์ในขณะที่ไม่มีแรงกดดัน หรือไม่มีแรงสั่นสะเทือนมากระทำ จะยังไม่กำเนิดไฟฟ้าขึ้นมา เนื่องจากอิเล็กตรอน ในแต่ละอะตอมมีพลังงานไม่เพียงพอไม่เกิดการเคลื่อนที่ เมื่อมีแรงกดดันหรือแรงสั่นสะเทือนไปกระทำที่แผ่นโลหะทั้งสอง ส่งไป


98 ให้ผลึกแร่ควอตซ์มีพลังงานมากระตุ้นให้อิเล็กตรอนในแต่ละอะตอมเกิดการเคลื่อนที่ระหว่างอะตอม ทำให้แผ่นโลหะทั้งสองเกิด ความไม่สมดุลของศักย์ไฟฟ้าขึ้น แสดงเป็นแรงดันส่งออกมาที่ขั้วต่อ สามารถนำผลึกแร่ควอตซ์ไปผลิตเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าได้หลายชนิด เช่น ลำโพงคริสตอล คริสตอลไมโครโฟน และตัวกำเนิดความถี่คริสตอล (Crystal Oscillator) เป็นต้น 3.4 ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน เป็นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการใช้ลวดโลหะต่างชนิดกัน 2 เส้น หรือใช้แผ่นโลหะต่างชนิดกัน 2 แผ่น เช่น ทองแดง และเหล็ก นำปลายด้านหนึ่งของโลหะทั้งสองหมุนตีเกลียวหรือประกบติดกัน ยึดให้แน่นด้วยการเชื่อมหรือใช้หมุด ยึดติด ปลายโลหะที่เหลืออีกด้านทำให้แยกห่างออกจากกัน เมื่อใช้ความร้อนเผาที่ปลายด้านติดกันของโลหะทั้งสอง ส่งผลให้โลหะ ทั้งสองบริเวณปลายด้านได้รับความร้อนเกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้า จ่ายศักย์ไฟฟ้าออกมา การตรวจสอบไฟฟ้าที่เกิดจากโลหะทั้ง สอง ทำได้โดยใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงดัน ไปวัดคร่อมที่ขั้วโลหะทั้งสองด้านปลายแยกห่างจากกัน โวลต์มิเตอร์จะแสดงค่าแรงดันออกมา อุปกรณ์ที่สร้างใช้งานจริงของไฟฟ้าเกิดจากความร้อน มีชื่อเรียกว่า เทอร์โมคัปเปิล (Thermocouple) โครงสร้างไฟฟ้าเกิดจากความ ร้อน แสดงดังรูปที่ 3.5 DCmV - + (ก) เทอร์โมคัปเปิล (ข) ทดสอบการเกิดไฟฟ้าจากเทอร์โมคัปเปิล รูปที่ 3.5 ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน ในขณะที่เทอร์โมคัปเปิลยังไม่ได้รับความร้อนที่รอยต่อ จะยังไม่กำเนิดไฟฟ้าขึ้นมา เป็นเพราะอิเล็กตรอนในแต่ละอะตอม ของโลหะมีพลังงานไม่เพียงพอไม่เกิดการเคลื่อนที่ เมื่อมีความร้อนจ่ายให้ที่รอยต่อ มีพลังงานมากระตุ้นให้อิเล็กตรอนในแต่ละ อะตอมเกิดการเคลื่อนที่ระหว่างอะตอม ทำให้แผ่นโลหะทั้งสองเกิดความไม่สมดุลของศักย์ไฟฟ้าขึ้น แสดงเป็นแรงดันส่งออกที่ ขั้วต่อ นำหลักการไปใช้ผลิตอุปกรณ์ได้หลายชนิด เช่น เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ และอุปกรณ์ควบคุมการทำงานด้านอุณหภูมิ เป็น ต้น 3.5 ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมี ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมี เป็นไฟฟ้าเกิดขึ้นจากการนำแท่งโลหะต่างกันมา 2 ชนิด เช่น แท่งทองแดง และแท่งสังกะสี จุ่มลงในกรดกำมะถันเจือจาง (H2SO4 ) ที่บรรจุลงในถ้วยแก้ว ผลดังกล่าวทำให้เกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้าขึ้นที่แท่งโลหะทั้งสอง มีประจุไฟฟ้าลบ (–) ไปรวมตัวอยู่ด้านแท่งสังกะสี ทำให้แท่งสังกะสีแสดงศักย์ไฟฟ้าลบ (–) ออกมา มีประจุไฟฟ้าบวก (+) ไป รวมตัวอยู่ด้านแท่งทองแดง ทำให้แท่งทองแดงแสดงศักย์ไฟฟ้าบวก (+) ออกมา การตรวจสอบไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมี ทำได้ โดยใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงดัน วัดคร่อมที่ขั้วโลหะทั้งสอง โวลต์มิเตอร์จะแสดงค่าแรงดันออกมา ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมีแบบ พื้นฐานมีชื่อเรียกว่า โวลตาอิกเซลล์ (Voltaic Cell) ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่ผลิตมาออกมาใช้งานจริงมีชื่อเรียกว่า แบตเตอรี่ (Battery) ไฟฟ้าเกิดจากปฏิกิริยาเคมี แสดงดังรูปที่ 3.6


Click to View FlipBook Version