The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างรายวิชาและแผนการจัดการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PP, 2020-09-21 20:25:46

โครงสร้างรายวิชาและแผนการจัดการเรียนรู้

โครงสร้างรายวิชาและแผนการจัดการเรียนรู้

รายวิชา วิทยาศาสตร์ 4 โครงสรา้ งรายวิชา
รหัสวชิ า ว14101
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4
เวลา 120 ชั่วโมง / ปี

ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ เนื้อหา จานวน นา้ หนกั
ตวั ชีว้ ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
-หน้าท่ขี องราก ลาต้น ใบ และดอกของพชื ดอก
1. สว่ นต่างๆของพชื ว.1.2 ป.4/1 -ความเหมือนและความตา่ งของส่ิงมีชวี ิต 7 5
-พชื ดอก พืชไม่มีดอก 18 12
2. พชื และสัตว์ ว.1.3 ป.4/1, -สตั วม์ ีกระดูก สัตวไ์ มม่ กี ระดูก
-สัตว์มีกระดูกสันหลัง 18 12
ว.1.3 ป.4/2, -สมบัติทางกายภาพของวัสดุ
-การนาวสั ดุไปใช้ในชีวติ ประจาวัน 15 8
ว.1.3 ป.4/3, -สถานะของสาร 7
การใช้เคร่ืองมือวดั มวล ปริมาตร 15 5
ว.1.3 ป4/4 -แรงโน้มถว่ ง
-เคร่อื งช่งั สปรงิ 40 8
3. สมบัติทาง ว.2.1 ป.4/1, -ผลการเปลีย่ นแปลงการเคลื่อนทข่ี องวัตถุ
-ตวั กลางโปรง่ ใส 120 10
กายภาพ ว.2.1 ป.4/2, -ตัวกลางโปร่งแสง
-วตั ถุทบึ แสง 60
ว.2.1 ป.4/3, -การขึน้ และการตกของดวงจันทร์ 60
-การเปลย่ี นแปลงรกู รา่ งของดวงจนั ทร์ 10
ว.2.1 ป4/4 -พยากรณ์รูปร่างปรากฏของดวงจันทร์ 30
-ระบบสุริยะ 100
4. แรงโนม้ ถ่วงของ ว.2.2 ป.4/1, -ออกแบบและเขยี นโปรแกรมอย่างง่าย
-การใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะในการแกปญั หาและ
โลก ว.2.2 ป.4/2, การทางาน ตรวจหาข้อผดิ พลาด
-ใชอ้ ินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูล
ป4/3 -นาเสนอข้อมลู โดยใชซ้ อฟแวร์
-ใช้เทคโนโลยีอยา่ งปลอดภยั
5. ตวั กลางของแสง ว.2.3 ป.4/1 -สทิ ธิหน้าทขี่ องตน และผู้อืน่

6. ดวงจันทร์และ ว 3.1 ป4/1,
ระบบสุริยะ ว 3.1 ป4/2,
ว 3.1 ป4/3

7. วทิ ยาการคานวณ ว 4.2 ป4/1,
ว 4.2 ป4/2,
ว 4.2 ป4/3,
ว 4.2 ป4/4,
ว 4.2 ป4/5

รวม 21

คะแนนระหว่างเรยี น

คะแนนสอบกลางปี

คะแนนสอบปลายปี

รวมคะแนนท้ังปี

แผนการจดั การเรียนรู้

สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว14101

ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 3 เรอื่ ง การนาความร้อน (กิจกรรมโคมเทียนบงั ลม) เวลา 1 ชวั่ โมง

วันท.่ี ....................เดือน..........................................พ.ศ. 2563 ครูผู้สอน นางสาววมิ ลรัตน์ ประทปี ะเสน

**********************************************************************************

1. มาตรฐานการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน

และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทางาน และการ แก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ รเู้ ท่าทนั และมีจริยธรรม
คณติ ศาสตร์

มาตรฐาน ค 2.1 เขา้ ใจพนื้ ฐานเก่ียวกับการวดั และคาดคะเนขนาดสงิ่ ท่ีต้องการวดั และนาไปใช้

2. ตวั ชี้วัดชั้นปี
วทิ ยาศาสตร์

1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อน และการนาไฟฟ้า
ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนาสมบัติเร่ืองความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ
นาความร้อน และการนาไฟฟ้าของวัสดไุ ปใช้ในชีวิตประจาวนั ผ่านกระบวนการออกแบบช้ินงาน (ว 2.1 ป. 4/1)

2. แลกเปล่ียนความคิดกับผู้อ่ืนโดยการอภิปรายเก่ียวกับสมบัติทางกายภาพของวัสดุอย่างมีเหตุผล
จากการทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2)

3. ใช้อินเทอร์เนต็ หาความรูแ้ ละประเมินความนา่ เชอ่ื ถือของข้อมูล (ว 4.2 ป. 4/3)
4. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าท่ีของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่นแจ้ง
ผู้เกย่ี วขอ้ งเมอ่ื พบข้อมูลหรือบุคคลที่ไมเ่ หมาะสม (ว 4.2 ป. 4/5)
คณิตศาสตร์
เลือกใชเ้ คร่ืองวดั ความยาวทเี่ หมาะสมวดั และบอกความยาวของสิง่ ต่าง ๆ เปน็ เซนตเิ มตรและ
มลิ ลเิ มตร เมตรและเซนติเมตร (ค 2.1 ป. 3/3)

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เปรยี บเทียบ ทดลอง และระบสุ มบัตทิ างกายภาพของวัสดไุ ด้ (K)
2. ออกแบบและสรา้ งชนิ้ งานจากวสั ดุตา่ งๆ ได้อยา่ งเหมาะสม (K)
3. มคี วามสนใจใฝร่ ูห้ รืออยากรูอ้ ยากเห็น (A)
4. ทางานร่วมกับผู้อน่ื อย่างสร้างสรรค์ (A)
5. สือ่ สารและนาความรเู้ ร่ืองกิจกรรมสะเตม็ ศึกษาไปใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ (P)

4. สาระสาคัญ
วสั ดแุ ต่ละชนดิ มสี มบตั เิ ฉพาะตวั ทีแ่ ตกต่างกนั สมบัตทิ างกายภาพของวัสดุ ไดแ้ ก่ สภาพยืดหย่นุ ความ

แขง็ ความเหนียว การนาความร้อน และการนาไฟฟา้

5. สาระการเรียนรู้
กิจกรรมสะเต็มศึกษา (STEM)

• วทิ ยาศาสตร์
1. วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกัน วัสดุที่มีความแข็งจะทนต่อแรงขูดขีด วัสดุที่มี
สภาพยืดหยนุ่ จะเปล่ียนแปลงรปู ร่างเม่ือมีแรงมากระทาและกลบั สภาพเดมิ ได้ วัสดุทีน่ าความร้อนจะร้อนได้เร็ว
เมอื่ ได้รับความรอ้ น และวสั ดทุ ีน่ าไฟฟ้าไดจ้ ะให้กระแสไฟฟ้าไหลผา่ นได้ ดงั น้ันจึงอาจนาสมบัตติ า่ งๆ มา
พิจารณาเพอ่ื ใช้ในกระบวนการออกแบบช้ินงานเพือ่ ใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวนั
2. การใช้คาค้นที่ตรงประเด็น กระชับ จะทาให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงตามความต้องการ
การประเมินความน่าเช่ือถอื ของข้อมูล เช่น พิจารณาประเภทของเวบ็ ไซต์ ผู้เขยี น วันทเ่ี ผยแพร่ขอ้ มูล การ
อา้ งองิ
เม่ือได้ข้อมูลทตี่ ้องการจากเว็บไซต์ต่างๆ จะต้องนาเนื้อหามาพิจารณา เปรียบเทยี บ แล้วเลือกข้อมูลที่
มีความสอดคล้องและสัมพนั ธก์ ัน
การทารายงานหรือการนาเสนอข้อมลู จะต้องนาขอ้ มลู มาเรียบเรยี ง สรปุ เป็นภาษาของตนเองที่
เหมาะสมกับกล่มุ เป้าหมายและวธิ กี ารนาเสนอ (บูรณาการกบั วชิ าภาษาไทย)
3. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าท่ีของตน เคารพในสิทธิของผู้อ่ืน
เช่น ไม่สร้างข้อความเท็จและส่งให้ผู้อื่น ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ส่งต่อโพสต์ท่ีมีข้อมูลส่วนตัวของผู้อ่ืน
ส่งคาเชิญเล่นเกม ไม่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือการบ้านของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช้เครื่อง
คอมพิวเตอร์/ชื่อบัญชีของผู้อื่น การส่ือสารอย่างมีมารยาทและรู้กาลเทศะ การปกป้องข้อมูลส่วนตัว เช่น
การออกจากระบบเมื่อเลิกใชง้ าน ไมบ่ อกรหสั ผา่ น ไมบ่ อกเลขประจาตวั ประชาชน
• คณติ ศาสตร์
การวดั ความยาวเป็นเซนติเมตรและมลิ ลเิ มตร เมตรและเซนตเิ มตร กโิ ลเมตรและเมตร และการเลือก

เคร่อื งวัดความยาวทเี่ หมาะสม

6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งม่นั ในการทางาน
4. มีจติ วทิ ยาศาสตร์

7. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะ/กระบวนการและทักษะในการดาเนินชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

8. ชิน้ งานหรอื ภาระงาน
โคมเทยี นบังลม

9. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นนาเขา้ สู่บทเรยี น

1) ครูสนทนารว่ มกบั นกั เรยี นเก่ยี วกบั ประสบการณเ์ ดมิ โดยใชค้ าถามกระตุน้ ดงั น้ี
– นักเรียนเคยไปเวียนเทียนที่วดั หรอื ไม่ (แนวคาตอบ เคย)
– เม่ือนักเรียนเดินเวยี นเทียนรอบโบสถ์โดยจุดไฟให้เกิดเปลวเทียนจะพบปัญหาใด (แนวคาตอบ

ลมพดั ทาใหเ้ ปลวเทียนดบั และนา้ ตาเทยี นหยดโดนมือ)
– ถ้าให้นักเรียนเลือกแก้ไขปัญหานี้ นักเรียนจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการใด (แนวคาตอบ ทา

สิ่งประดษิ ฐท์ ่สี ามารถบังลมไม่ให้เปลวเทียนดบั และสามารถป้องกันหยดน้าตาเทยี นหยดโดนมือ)
2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายคาตอบเก่ียวกับคาถาม เพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า สิ่งประดิษฐ์ท่ีสามารถ

บงั ลมไม่ให้เปลวเทยี นดับและสามารถปอ้ งกนั หยดนา้ ตาเทยี นหยดโดนมือคืออะไร

ข้นั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
(1) ขัน้ กาหนดปัญหา (Problem Identification)

จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบส่ิงประดิษฐ์ (กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม)
ซ่ึงมีข้นั ตอนดงั นี้

(1) ครูนาเข้าสกู่ ารกาหนดปัญหา โดยใช้คาถามกระตุน้ ดงั นี้
– ถ้านักเรียนไม่ต้องการให้เปลวเทียนดับและน้าตาเทียนหยดโดนมือขณะเดินเวียนเทียนรอบ

โบสถน์ กั เรยี นจะมีวิธีแกไ้ ขปัญหานอี้ ย่างไร
(2) นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายเกีย่ วกับคาตอบจากคาถามของครตู ามประสบการณ์ของนักเรยี น
(3) ครใู ห้นักเรยี นอา่ นเร่อื งตวั อย่างจากหนงั สอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ป.4

โคมเทียนบงั ลม

(4) ครนู าอภปิ รายกับนักเรียนต่อ โดยใช้คาถามกระตนุ้ ดงั น้ี
– จากสถานการณ์ตัวอย่าง ถ้านักเรียนต้องการเวียนเทียนแต่ไม่อยากให้เปลวเทียนดับ และ

นา้ ตาเทยี นไม่หยดโดนมือ นกั เรียนจะแก้ปญั หาน้อี ยา่ งไร (แนวคาตอบ ทาโคมเทยี นบงั ลมจากวัสดุต่างๆ)
– ถ้านักเรียนต้องการทาโคมเทียนบังลมจากวัสดุต่างๆ โดยให้นักเรียนเตรียมวัสดุ อุปกรณ์

นกั เรยี นคิดวา่ จะนาวสั ดุเหลา่ น้มี าทาโคมเทยี นบังลมไดห้ รอื ไม่ ลกั ษณะใด
(5) นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายเกย่ี วกบั คาตอบจากคาถามของครูตามประสบการณข์ องนักเรยี น

(2) ขนั้ รวบรวมขอ้ มูลและแนวคิดทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับปัญหา (Related Information Search)
(1) ครูทบทวนความรู้เดิมเร่ือง สมบัตทิ างกายภาพของวสั ดุ โดยครูใหน้ กั เรียนสงั เกตตวั อยา่ งวัสดซุ ึ่งครู

ได้จัดเตรียมและวางไว้คละกันหน้าชั้นเรียน แล้วให้นักเรียนช่วยกันระบุและจาแนกวัสดุเหล่าน้ี โดยครูใช้
คาถามดงั นี้

– วัสดุแต่ละชิ้นทามาจากอะไร มีสมบัติทางกายภาพอย่างไร (แนวคาตอบ ไม้ พลาสติก โลหะ
และกระดาษ ซึ่งไม้ พลาสตกิ และกระดาษ เป็นฉนวนความรอ้ น ส่วนโลหะเป็นตวั นาความรอ้ น)

– วสั ดุชนิดใดไม่สามารถนาความรอ้ น (แนวคาตอบ ไม้ พลาสติก และกระดาษ)

(2) ครทู บทวนสถานการณต์ ัวอย่างทใี่ ห้นกั เรียนแก้ปญั หาอีกคร้งั แล้วถามคาถามดงั น้ี
– จากสถานการณ์ตัวอย่าง นักเรียนจะนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่องสมบัติทางกายภาพของ

วสั ดุมาใช้ในการแก้ปัญหานไี้ ด้หรอื ไม่ ลกั ษณะใด
– มีความร้ดู ้านใดอกี หรือไมท่ ี่ต้องใช้ในการแกป้ ัญหาน้ี

(3) นกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายเก่ยี วกับคาตอบจากคาถามของครูตามประสบการณ์ของนกั เรยี น
(4) ครูให้นักเรียนร่วมกันค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลความรู้เก่ียวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ
เทคโนโลยีที่เก่ียวข้องกับการทาโคมเทียนบังลมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ โดยครูแนะนาวิธีรวบรวมข้อมูลจาก
แหล่งข้อมูลต่างๆ ให้นักเรียนทราบ เช่น การสารวจข้อมูลจากแหล่งข้อมูลท่ีบ้าน หรือโรงเรียน การสืบค้น
ข้อมลู ทางอินเทอร์เนต็ หรือห้องสมดุ การสอบถามจากผ้ปู กครอง เพ่ือน หรือผู้รู้
(5) ครูนาอภิปรายร่วมกับนักเรียนเก่ียวกับความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี
และกระบวนการออกแบบสิ่งประดิษฐ์ (กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม) ที่ค้นคว้าได้และนามาใช้ในการ
แกป้ ัญหาน้ีเพ่ือใหไ้ ด้ขอ้ สรปุ รว่ มกนั ดงั นี้

S: วิทยาศาสตร์ T: เทคโนโลยี

 เทียนไขเป็นของแข็ง เมื่อจุดไฟ เทียนไขจะ  โคมเทียนบังลมเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ท่ีช่วยกันลม

หลอมเหลวเป็นหยด เรยี กวา่ น้าตาเทยี น ไมใ่ ห้เทยี นดับได้

 ลมทาให้เปลวเทยี นไขดับได้ เมื่อมีวสั ดุมากั้นการ  กรรไกรเป็นเครื่องกลที่ช่วยผ่อนแรง ทาใหเ้ ราตัด

เคล่ือนทข่ี องลม เปลวเทยี นจะไมด่ บั วัสดุเป็นรปู ร่างตามต้องการได้

 พลาสติกเป็นวัสดุท่ีไม่นาความร้อน แข็ง และ  ปนื กาวใช้ในการติดวัสดทุ ่ีน้าหนักเบาเข้าด้วยกัน

หลอมเหลวเมอื่ ไดร้ ับความรอ้ นสงู โดยให้ความร้อนกับกาวแท่งด้วยกระแสไฟฟ้า

 โลหะเปน็ วสั ดุทแี่ ข็งและนาความร้อน

 กระดาษเป็นวัสดุท่ีไม่นาความร้อนติดไฟง่าย

และไม่แข็งแรง

E: วิศวกรรมศาสตร์ M: คณิตศาสตร์

 การออกแบบ สรา้ ง ทดสอบ และปรบั ปรุง โคม  การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของเทียนไขเพื่อ

เทียนบงั ลม กาหนดขนาดของโคมเทยี นบงั ลม

 การวัดความสูงของเทียนเพื่อกาหนดความสูง
ของส่วนบังลมของโคมเทียนบังลม

 เทียบอัตราส่วนที่เหมาะสมของความสูงของส่วน
บังลมกับสว่ นแกนท่ใี ชถ้ ือโคมเทยี นบงั ลม

(6) ครนู าอภิปรายเก่ียวกบั วธิ ีทาโคมเทียนบงั ลมจากข้อมูลที่นกั เรียนคน้ ควา้ ได้ โดยถามคาถามดังน้ี
– จากข้อมูลทนี่ ักเรยี นค้นควา้ ได้ นักเรียนพบวธิ ที าโคมเทยี นบงั ลมวิธใี ดบ้าง
– นักเรียนเลือกวิธีน้ีเพราะอะไร (แนวคาตอบ เพราะการประดิษฐ์โคมเทียนบังลม ช่วยบังลม

ไมใ่ หเ้ ปลวเทียนดบั และปอ้ งกนั หยดน้าตาเทยี นหยดโดนมอื ได้)
– การทาโคมเทียนบังลมมีข้อดแี ละข้อเสียอย่างไร (แนวคาตอบ ข้อดี ช่วยบงั ลมไม่ใหเ้ ปลวเทียน

ดับและป้องกันหยดน้าตาเทียนหยดโดนมือ ข้อเสีย โคมเทียนบังลมอาจไม่สามารถป้องกันไม่ให้เปลวเทียนดับ
ไดเ้ น่อื งจากแรงลมทไี่ มค่ งท)ี่

– การใช้พลาสติกทาโคมเทียนบังลมมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร (แนวคาตอบ ข้อดี พลาสติกเป็น
วสั ดทุ ่หี าไดง้ ่าย แขง็ และไม่นาความร้อน ขอ้ เสีย พลาสติกอาจเกิดการหลอมเหลวเมอ่ื ได้รับความรอ้ นสูง)

(7) ครูและนักเรียนสรุปร่วมกันเก่ียวกับวัสดุท่ีใช้ทาโคมเทียนบังลม โดยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า
วสั ดแุ ตล่ ะชนดิ มีข้อดี ข้อเสยี แตกตา่ งกัน เพื่อใหน้ กั เรยี นไดข้ อ้ สรุปดังน้ี

สงิ่ ประดิษฐ์ ทางเลอื ก ข้อดี ขอ้ เสยี
โคมเทียนบังลม ทาจากพลาสตกิ – หาวัสดงุ า่ ย
ทาจากโลหะ – แข็ง – หลอมเหลวเมื่อได้รับ
– ไมน่ าความร้อน ความร้อนสูง
ทาจากกระดาษ
– แข็ง – ตดั ยาก
– เมอ่ื ตัดแล้วจะมีคม
– มีสีสัน – อาจบาดมอื ได้
– ตัดเปน็ รูปร่างตา่ งๆ – นาความรอ้ น

ได้ง่าย – ตดิ ไฟงา่ ย
– ไมน่ าความรอ้ น – ไม่แขง็ แรง

(3) ข้นั ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design)
(1) ครูทบทวนสถานการณ์ตัวอยา่ งที่ให้นักเรยี นแก้ปัญหาอีกครัง้ โดยใช้คาถามกระตนุ้ ดงั นี้
– ถา้ นักเรียนต้องการประดิษฐ์โคมเทียนบงั ลมเพอื่ แก้ปัญหานี้ นกั เรียนจะออกแบบและประดิษฐ์

โคมเทียนบงั ลมอยา่ งไรจากวัสดุ อุปกรณท์ นี่ กั เรียนเตรียมมา
(2) แต่ละกลุ่มร่วมกันออกแบบโคมเทียนบังลมจากวัสดุ อุปกรณ์ที่นักเรียนเตรียมมา โดยเขียนเป็น

ภาพร่างของชิ้นงานตามความคิดเหน็ ของแต่ละกลมุ่
(3) นกั เรียนออกแบบชนิ้ งานลงในใบกิจกรรมเรื่อง โคมเทยี นบังลม

(4) ข้ันวางแผนและดาเนินการแกป้ ัญหา (Planning and Development)
(1) ครูให้นักเรียนศึกษาลาดับขั้นตอนในการสร้างชิ้นงานในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์

ป.4
(2) นักเรียนลงมอื สรา้ งชน้ิ งานตามลาดบั ขั้นตอนการทางานโดยมคี รูคอยแนะนาช่วยเหลอื

(5) ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการหรือชิ้นงาน (Testing, Evaluation and Design
Improvement)

(1) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทดสอบช้ินงาน โดยครูตั้งคาถามเพ่ือช่วยนักเรียนแต่ละกลุ่มในการ
ตรวจสอบ ดังนี้

– ถ้านาเทียนไขติดในโคมเทียนบังลม จากน้ันแกว่งโคมเทียนบังลมไปมา นักเรียนคิดว่าจะพบ
ปญั หาหรือไม่

– เม่ือจุดไฟเทียนไขแล้วนาโคมเทียนบังลมไปถือหน้าพัดลมห่าง 1 ฟุต นักเรียนคิดว่าเปลวเทียน
จะดบั หรือไม่

(2) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนาช้ินงานไปทดสอบ หากพบข้อบกพร่องให้แต่ละกลุ่มปรับปรุงแก้ไข
และตกแต่งชิ้นงานให้เรียบรอ้ ยและสวยงาม

(6) ข้ันนาเสนอวิธกี ารแกป้ ัญหา ผลการแกป้ ญั หา หรือชนิ้ งาน (Presentation)
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานของกลุ่มตนเองว่าได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และมีการ

ปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีขึน้ อยา่ งไร
(2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันอภปิ รายในประเดน็ ตา่ งๆ โดยใช้แนวคาถามตอ่ ไปนี้
– ชน้ิ งานทนี่ ักเรยี นออกแบบใช้วสั ดอุ ะไร เพราะเหตใุ ดจงึ ใชว้ ัสดุเหลา่ นี้
– นักเรียนสามารถสร้างชิน้ งานไดต้ ามที่ออกแบบไวห้ รือไม่ อย่างไร
– นักเรียนทดสอบชนิ้ งานด้วยวธิ ีใด
– หลังจากทดสอบชิน้ งานแล้วมีการปรับปรงุ แก้ไขอีกหรือไม่ ถ้ามี นักเรียนปรับปรุงแก้ไขอย่างไร
– นกั เรยี นร้สู กึ อยา่ งไรกับการปฏิบัตกิ ิจกรรมครัง้ นี้

ข้ันสรุป
1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้แต่ละกลุ่มอภิปรายว่าได้เรียนรู้อะไร

เก่ยี วกับความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และเทคโนโลยี
2) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปปฏิบัติกิจกรรมสะเต็มศึกษาตามขั้นตอนที่ได้เรียนรู้ผ่านมา โดยให้ แต่

ละกลุ่มเลือกปัญหาท่ีต้องการแก้ไขอย่างอิสระ แล้วกาหนดเป็นปัญหาเพียง 1 เรื่องท่ีเกี่ยวข้องกับสมบัติทาง
กายภาพของวัสดุ

10. สือ่ การเรียนรู้
1. ใบกจิ กรรมสะเตม็ ศึกษาเรือ่ ง โคมเทียนบังลม
2. อินเทอร์เน็ต
3. คูม่ อื การสอน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
4. สือ่ การเรียนรู้ PowerPoint วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4
5. แบบฝึกทักษะรายวชิ าพ้ืนฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4
6. หนังสอื เรยี นรายวชิ าพ้นื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4

11. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ (K) ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
จติ วิทยาศาสตร์ (A)
1. ซักถามความรู้เร่ืองสมบัติของ
วสั ดุ 1. ประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตร์ 1. ประเมินทักษะการทางาน

2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงานของ เป็นรายบุคคลโดยการสังเกต โดยใช้แบบประเมินทักษะ
กจิ กรรมฝึกทักษะระหว่างเรียน
แ ล ะ ใ ช้ แ บ บ วั ด เ จ ต ค ติ ท า ง การทางานกิจกรรมสะเต็ม

วิทยาศาสตร์ ศึกษา

2. ประเมินเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการคิดโดย

เป็นรายบุคคลโดยการสังเกต การสงั เกตการทางานกลมุ่

แ ล ะ ใ ช้ แ บ บ วั ด เ จ ต ค ติ ต่ อ 3. ป ร ะ เ มิ น ทั ก ษ ะ ก า ร

วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาโดยการสังเกต

การทางานกล่มุ

4. ประเมินพฤติกรรมในการ

ป ฏิ บั ติ กิ จ ก ร ร ม เ ป็ น

รายบุคคลหรือรายกลุ่ม

โดยการสงั เกตการทางาน

กลมุ่

12. บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรียนรู้

12.1 สรุปผลหลังการจดั การเรียนรู้

1. นักเรียนจานวน..................คน

ผ่านจดุ ประสงค์การเรยี นร.ู้ .....................คน คดิ เป็นร้อยละ..................

ไม่ผา่ นจุดประสงค์การเรยี นรู้..................คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ..................

นกั เรียนนี่ไมผ่ ่าน มีดังนี้

1............................................................ 2............................................................

3............................................................ 4............................................................

5............................................................ 6............................................................

แนวทางแก้ไขนักเรยี นที่ไม่ผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรู้

............................................................................................................................. ........................

....................................................................................................................... ..............................

2. นกั เรยี นมคี วามรู้ความเข้าใจ (K)

.....................................................................................................................................................

....................................................................................................................... ..............................

3. นักเรยี นมีความรูเ้ กดิ ทักษะ (P)

............................................................................................................................. ........................

................................................................................................. ....................................................

4. นกั เรียนมีเจตคติ ค่านยิ ม คณุ ธรรมจริยธรรม (A)
............................................................................................................................. ........................
....................................................................................................................... ..............................

12.2 ปญั หา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข
………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชื่อ..................................................
(นางสาววิมลรัตน์ ประทีปะเสน)
ตาแหนง่ ..................................


Click to View FlipBook Version