The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Reauobeauty, 2021-08-21 23:13:46

ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้

ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้

ผังมโนทศั นส์ าระการเรียนรู้

ในคริสต์ศตวรรษท่ี 20 ประเทศทัว่ โลกมีความสัมพันธก์ นั ในเชิงความขดั แยง้ และความร่วมมอื
การแข่งขนั กนั แสวงหาอาณานิคม ความขัดแยง้ ระหว่างประเทศครั้งสาคญั ในชว่ งคริสต์ศตวรรษที่ 20
ได้แก่ สงครามโลกครัง้ ท่ี 1 สงครามโลกครง้ั ที่ 2 และสงครามเยน็
1. สงครามโลกครั้งท่ี 1

สงครามโลกครง้ั ที่ 1 เกิดข้นึ ระหว่าง ค.ศ. 1914–1918 เกดิ จากความขดั แยง้ ของประเทศในทวีป
ยโุ รปและลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ทัว่ โลก สร้างความเสียหายให้แกส่ ังคมโลกอย่างร้ายแรง

1.1 สาเหตุของสงคราม
สาเหตุสาคัญที่ทาให้เกดิ สงครามโลกคร้งั ที่ 1 ไดแ้ ก่
1. ลทั ธิชาตนิ ิยม หมายถึง หลักการหรอื อดุ มการณ์ทีถ่ อื วา่ การกระทาของคนกลุ่มต่าง ๆ ใน

ชาติต้องถือผลประโยชนข์ องชาตเิ ปน็ สาคัญ
2. ลทั ธิจกั รวรรดินิยม หมายถงึ นโยบายอานาจในการเข้าควบคุมหรือมอี านาจบงั คับบญั ชา

เหนอื ดนิ แดนตา่ งชาติอันเปน็ วิถีทางเพ่อื การได้มาหรือรักษาจกั รวรรดิให้ดารงอยตู่ ่อไปได้
3. มหาอานาจแตกแยกเปน็ 2 กล่มุ คอื กลุ่มประเทศความตกลงไตรภาคี ประกอบด้วย

ประเทศฝรั่งเศส รัสเซีย และอังกฤษ กบั กลุ่มประเทศสนธสิ ัญญาพันธมติ รไตรภาคี ประกอบดว้ ย
ประเทศเยอรมนี ออสเตรีย-ฮงั การี และอิตาลี

4. การสะสมกาลังอาวธุ ความหวาดกลัวศัตรูจะรุกรานทาใหเ้ กดิ การสะสมกาลังอาวธุ จานวน
มาก

1.2 ชนวนของสงคราม
ชนวนสงครามเกิดข้ึนเมือ่ วนั ท่ี 28 มถิ ุนายน ค.ศ. 1914 อารช์ ดุก๊ ฟรานซิส เฟอร์ดนิ านด์

(Archduke Francis Ferdinand) มกฎุ ราชกุมารแหง่ จักรวรรดิออสเตรยี -ฮงั การี และพระชายาถูกกัฟ
ริโล ปรินซิป (Gavrilo Princip) ชาวบอสเนียซึ่งมเี ชอ้ื สายเซิร์บลอบปลงพระชนม์ รัฐบาลของ
ออสเตรยี -ฮังการตี ้องการยุตกิ ารเคลอื่ นไหวของพวกสลาฟในเซอรเ์ บียไดย้ ่ืนคาขาดใหเ้ ซอร์เบยี ปฏิบัติ
ตาม แต่เซอร์เบียปฏิบตั ไิ ดไ้ มค่ รบทุกข้อ ออสเตรยี -ฮงั การจี ึงประกาศสงครามกับเซอร์เบยี ในวันที่ 28
กรกฎาคม ค.ศ. 1914

1.3 สถานการณข์ องสงคราม
ในสงครามโลกครั้งท่ี 1 มกี ารรบทั้งทางบก ทางอากาศ และทางเรือ ประเทศที่เปน็ คู่สงครามต่างก็
แขง่ ขันกนั นาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผลิตอาวุธยทุ โธปกรณต์ อ่ สู้

1.4 ผลของสงคราม

สงครามโลกครงั้ ที่ 1 สน้ิ สดุ ลงเม่ือเดอื นพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 โดยเยอรมนีพ่ายแพย้ อมยตุ ิ
สงคราม ผลของสงครามสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงใหแ้ ก่ทง้ั 2 ฝา่ ย ดังนี้

1. ทางดา้ นสังคม สงครามโลกครั้งที่ 1 มีทหารท้ังฝ่ายสมั พนั ธมติ รและฝ่ายมหาอานาจกลาง
เขา้ รว่ มประมาณ 65 ล้านคน เสยี ชวี ิตไปประมาณ 8.6 ลา้ น ทาให้เกิดปญั หาชนพลดั ถิ่น ปัญหาโรคจิต
จากการหวาดกลัว

2. ทางดา้ นการเมือง ยุโรปอ่อนแอลง ประเทศมหาอานาจกลางต้องเสยี อาณานิคม
3. ทางดา้ นเศรษฐกจิ เกดิ ภาวะเศรษฐกิจตกต่าไปท่วั โลก

1.5 องค์การสนั นบิ าตชาติ (League of Nations)
หลงั จากสงครามโลกครัง้ ที่ 1 ยุติ ประธานาธบิ ดวี ูดโรว์ วลิ สัน (Woodrow Wilson) แหง่
สหรัฐอเมริกาได้เสนอให้ก่อตัง้ องคก์ ารสนั นิบาตชาติขนึ้ เพ่ือเป็นองคก์ ารกลางแกป้ ัญหากรณีพพิ าท
ระหว่างประเทศโดยสนั ตวิ ิธีเพ่อื ดารงรกั ษาสนั ตภิ าพอนั ถาวรไว้ โดยการประชุมครัง้ แรกขององค์การ
สนั นบิ าตชาติเกดิ ข้นึ ใน ค.ศ. 1920 ณ นครเจนวี า ประเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์

2. สงครามโลกคร้ังที่ 2
สงครามโลกคร้ังท่ี 2 เปน็ สงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1939–1945 เปน็ ความขัดแยง้ ของ

ประชาชาติที่สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางและมากกวา่ สงครามโลกครั้งที่ 1 หลายเท่า
2.1 สาเหตุของสงคราม
สงครามโลกครง้ั ที่ 2 เกดิ จากสาเหตสุ าคัญต่อไปนี้
1. ลัทธจิ กั รวรรดนิ ยิ ม หลงั สงครามครั้งที่ 1 มหาอานาจยังคงแขง่ ขนั กันแสวงหาอาณานิคม

หรอื ขยายดินแดนด้วยการรุกรานอยู่เชน่ เดิม
2. ลัทธิชาตนิ ยิ ม อดอล์ฟ ฮติ เลอร์ (Adolf Hitler) ผูน้ าเยอรมนีหนั ไปใช้ลทั ธินาซเี พือ่ สร้าง

ประเทศให้ยิง่ ใหญ่ เช่นเดียวกับเบนโิ ต มุสโสลนิ ี (Benito Mussolini) ผู้นาอิตาลซี ่ึงใช้ลัทธฟิ าสซสิ ต์
3. เยอรมนสี รา้ งกองทพั และอาวุธยทุ โธปกรณข์ ึน้ ใหม่ หลงั จากเยอรมนมี ผี ูน้ าเป็น อดอล์ฟ

ฮิตเลอร์ เยอรมนกี ป็ ระกาศสร้างกองทพั ขึ้นใหมพ่ ร้อมกับสรา้ งอาวุธต่าง ๆ เพอ่ื ใชร้ บทง้ั ทางบก ทางนา้

และทางอากาศ
4. มหาอานาจแบ่งออกเป็น 2 ฝา่ ย คือ ฝ่ายอักษะ (Axis) ประกอบด้วยเยอรมนี อิตาลี และ

ญป่ี นุ่ ที่ดาเนนิ นโยบายรกุ รานเพ่อื ขยายอานาจ กบั ฝ่ายพันธมิตร (Allies) ซ่งึ เปน็ ฝ่ายประชาธิปไตย
ตะวนั ตก ได้แก่ องั กฤษ ฝรงั่ เศส และสหรัฐอเมรกิ าทีด่ าเนินนโยบายผอ่ นปรน

5. ความอ่อนแอขององค์การสนั นบิ าตชาติ เนอ่ื งจากไมส่ ามารถหยดุ ยัง้ การรกุ รานของ
ประเทศตา่ ง ๆ

2.2 สถานการณ์ของสงคราม
หลงั จากที่เยอรมนีละเมิดสนธสิ ญั ญาแวร์ซายใน ค.ศ. 1935 และเรม่ิ รกุ รานประเทศตา่ ง ๆ ใน
ค.ศ. 1939 เยอรมนบี ุกโปแลนดท์ ีป่ ฏิเสธการคืนฉนวนโปแลนด์บางสว่ นและเมืองดาน ทัง้ ยงั ไมย่ อม
ถอนทหารจากโปแลนด์ตามท่ีอังกฤษเรยี กร้อง องั กฤษกบั ฝรง่ั เศสประกาศสงครามกับเยอรมนี จงึ เกิด
สงครามโลกคร้งั ที่ 2 ขึน้

2.3 ผลของสงคราม
สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 สร้างความสูญเสยี มากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายเท่า คอื
1. ดา้ นสังคม สงครามโลกครงั้ ที่ 2 ทาให้มผี ้เู สยี ชวี ิตไม่น้อยกวา่ 68 ลา้ นคน และมีผูบ้ าดเจ็บ

ทพุ พลภาพ หายสาบสญู จานวนมาก
2. ดา้ นการเมือง ประเทศผูแ้ พ้สงครามต้องยนิ ยอมปฏบิ ัตติ ามสนธสิ ญั ญาตา่ ง ๆ ท่ีฝ่ายชนะ

สงครามวางเงือ่ นไขไว้
3. เศรษฐกจิ ประเทศตา่ ง ๆ ต้องเสียค่าใชจ้ า่ ยไปเปน็ จานวนมากในสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 เพ่อื

บารงุ กองทัพผลติ อาวธุ ท่ที ันสมยั
ทวีปยโุ รปหมดอานาจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุตลิ ง ทาให้เกิดประเทศมหาอานาจใหม่

ไดแ้ ก่ สหรฐั อเมรกิ าและสหภาพโซเวยี ต

3. สงครามเยน็
สงครามเย็น หมายถึง ความขัดแยง้ ทางอดุ มการณ์ทางการเมอื งของ 2 อภมิ หาอานาจ คอื

สหรฐั อเมรกิ าและสหภาพโซเวยี ต
3.1 สาเหตขุ องสงครามเย็น
สาเหตขุ องสงครามเย็นมีหลายประการ ได้แก่
1. การเปลยี่ นแปลงดลุ ทางอานาจของโลก สงครามโลกคร้ังท่ี 2 ทาให้ประเทศมหาอานาจ

เดมิ คือ เยอรมนี ญ่ีปนุ่ อังกฤษ และฝรง่ั เศสลดอานาจ ประเทศทข่ี ึ้นมาเป็นอภมิ หาอานาจ ได้แก่
สหรฐั อเมริกาและสหภาพโซเวียต

2. อุดมการณ์ทางการเมอื งท่แี ตกต่างกัน สหรัฐอเมริกายึดหลกั ประชาธปิ ไตย สว่ นสหภาพ
โซเวยี ตยดึ ถอื อดุ มการณ์สังคมนิยมซงึ่ ปกครองประเทศแบบเผด็จการ

3. ความขัดแย้งของผู้นาของชาติมหาอานาจ ประธานาธบิ ดีของสหรฐั อเมรกิ าในช่วง
สงครามโลกครั้งที่ 2 คอื แฮร์รี เอส. ทรแู มน (Harry S. Truman) และนายกรฐั มนตรี เซอร์วินสตัน
เชอร์ชิลล์ (Sir Winston Chirchill) ของอังกฤษ ต่อตา้ นสหภาพโซเวียต

3.2 ภาวะสงครามเยน็
หลังจาก ค.ศ. 1948 โลกเขา้ สู่สงครามเยน็ อย่างแท้จริง เมื่อชาตมิ หาอานาจขดั แยง้ กันในชว่ ง ค.ศ.
1945–1948 สหภาพโซเวยี ตและสหรัฐอเมรกิ ามีบทบาทในการสนบั สนุนกลุ่มการเมืองภายในประเทศ
ทจ่ี งรักภักดีต่อตนใหต้ ่อสู้กับรัฐบาลของประเทศเหลา่ น้ัน

3.3 การสน้ิ สุดสงครามเยน็
สภาวะสงครามเย็นเรม่ิ ลดความรุนแรงลงเมื่อมีฮาอลิ กอรบ์ าชอฟ (Mikhail Gorbachev) เปน็
เลขานุการพรรคคอมมวิ นสิ ต์และผู้นาสหภาพโซเวยี ตใน ค.ศ. 1985 กอร์บาชอฟไดป้ ระกาศนโยบาย
เปดิ –ปรบั หรือกลาสนอสต์-เปเรสตรอยกา (Glasnost-Perestroika) ปฏิรปู การเมืองเศรษฐกจิ ของ
สหภาพโซเวียตให้เป็นเสรนี ยิ มประชาธิปไตยมากขน้ึ พรอ้ มกบั สรา้ งความสมั พันธก์ ับชาติต่าง ๆ
โดยเฉพาะสหรฐั อเมรกิ า
จุดเรมิ่ ตน้ ของการสิ้นสุดของสภาวะสงครามเย็น เรมิ่ ต้นจากเหตกุ ารณ์ทปี่ ระชาชนชาวเยอรมนี
ตะวันออกเรยี กร้องเสรีภาพทางการเมืองท่ัวประเทศ ทาลายกาแพงเบอรล์ ินซ่ึงเปน็ สัญลกั ษณข์ องการ
แบง่ ฝา่ ยเสรปี ระชาธปิ ไตยกบั ฝา่ ยคอมมวิ นสิ ต์ ซง่ึ เหตกุ ารณ์ทาลายกาแพงเบอร์ลนิ น้ีนับว่าเปน็
เหตุการณ์สาคญั ทีม่ ีความหมายว่าสภาวะสงครามเยน็ ใกลย้ ตุ ลิ งแล้ว

4. องคก์ ารความรว่ มมอื ระหว่างประเทศ
ความร่วมมอื ระหวา่ งประเทศต่าง ๆ มที ัง้ ความรว่ มมอื ในระดบั นานาชาติ เช่น องคก์ าร

สหประชาชาติ และระดบั ภูมภิ าค เชน่ สหภาพยโุ รป เพ่ือแก้ไขปญั หาความขัดแยง้ หรอื เพอ่ื ปอ้ งกนั
ความขัดแย้งท่เี กิดขึน้

4.1 องคก์ ารสหประชาชาติ (United Nations)
4.1.1 สมาชิกภาพ
องค์การสหประชาชาตมิ ีสมาชกิ อย่ทู ัว่ โลกรวมได้ 191 ประเทศ

4.1.2 วตั ถุประสงค์
องคก์ ารสหประชาชาตมิ วี ัตถปุ ระสงคห์ ลักดังนี้

1. ธารงรักษาไว้ซง่ึ สนั ติภาพและความมน่ั คงของโลกโดยการรว่ มมอื กัน

2. เสริมสร้างความรว่ มมือระหวา่ งประเทศ เพื่อช่วยกันคลี่คลายและแกป้ ัญหาทางดา้ น
สังคม เศรษฐกิจ วฒั นธรรม และสทิ ธทิ างดา้ นมนุษยชน

3. เปน็ ศนู ย์กลางพัฒนาความสมั พนั ธอ์ นั ดี และประสานงานกนั ระหว่างประเทศสมาชิก
เพอ่ื ให้ดาเนนิ งานบรรลผุ ลตามเป้าหมาย

4.1.3 องคก์ ารหลกั
องคก์ ารสหประชาชาติมีหน่วยงานหรือองค์กรหลักอยู่ 6 องคก์ ร คือ

1. สมัชชาใหญ่ (General Assembly)
2. คณะมนตรีความมน่ั คง (Security Council)
3. คณะมนตรเี ศรษฐกิจและสงั คม (Economic and Social Council)
4. คณะมนตรีภาวะทรสั ตี (Trusteeship Council)
5. ศาลยตุ ิธรรมระหวา่ งประเทศ (International Court of Justice)
6. สานกั เลขาธิการ (Secretariat)

4.1.4 ผลการปฏิบัตงิ าน
องคก์ ารสหประชาชาตไิ ดแ้ สดงบทบาทและปฏบิ ตั งิ านดา้ นต่าง ๆ ไดส้ าเรจ็ ลุล่วง ดงั น้ี

1. ดา้ นความขัดแย้ง องคก์ ารสหประชาชาติจดั การเจรจาแกไ้ ขปัญหา หรอื ในบางครั้งใช้
กองกาลงั เข้าไปสนับสนนุ การแกไ้ ขปัญหาในกรณีพิพาท

2. ดา้ นการลดอาวุธ สนธสิ ญั ญาจากัดอาวธุ ทางยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 น้ี มีทง้ั ดา้ น
ความสาเรจ็ และความลม้ เหลว

3. ดา้ นเศรษฐกิจและสังคม ช่วยเหลือประเทศกาลงั พัฒนาในเรือ่ งการพัฒนาคณุ ภาพ
ประชากร การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรและส่งิ แวดลอ้ ม การพฒั นาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

4. ดา้ นสิทธมิ นษุ ยชน ตอ่ สูแ้ ละรกั ษาอิสรภาพข้ันพ้ืนฐานของมนุษยท์ ี่ไมเ่ ลอื กเช้ือชาติ
ภาษา ศาสนา และเพศ ผ่านทางคณะกรรมการว่าด้วยสทิ ธิมนษุ ยชน และกาหนดใหว้ ันท่ี 10 ธนั วาคม
ของทุกปเี ป็นวันสทิ ธิมนุษยชนโลก

5. ดา้ นกฎหมาย ร่างกฎหมายระหวา่ งประเทศเพื่อรกั ษาความยุติธรรม ความเขา้ ใจอันดี
และการรักษาผลประโยชนข์ องประชาชาติ

6. การรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ ม องค์การสหประชาชาติได้ดาเนนิ งานเพื่อหาแนวทางแกไ้ ข
ปัญหาสิง่ แวดล้อมของโลก โดยจัดให้มีการประชุมตา่ ง ๆ เพื่อรว่ มมือกันแก้ไขปัญหาสงิ่ แวดล้อมของ
โลก

4.2 องค์กรอ่ืน ๆ ทม่ี ีวัตถุประสงคเ์ ฉพาะ
องค์กรความรว่ มมือระหวา่ งประเทศอนื่ ๆ ท่ีมวี ตั ถุประสงคเ์ ฉพาะทีส่ าคัญ ไดแ้ ก่

4.2.1 องคก์ ารสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรอื นาโต (North Atlantic Treaty
Organization–NATO)

1. สมาชกิ ภาพ
สนธิสัญญานีไ้ ดล้ งนามกนั เม่อื วนั ท่ี 4 เมษายน ค.ศ. 1949 แต่มีผลบังคับใช้เมื่อวนั ท่ี 24
สงิ หาคม ค.ศ. 1949 ปจั จุบนั มีสมาชกิ 26 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร
ฝรัง่ เศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลกั เซมเบริ ก์ อิตาลี เยอรมนี เดนมารก์ ไอซ์แลนด์ นอรเ์ วย์ โปรตุเกส
กรซี สเปน ตรุ กี โปแลนด์ ฮงั การี สาธารณรัฐเช็ก บลั แกเรีย เอสโตเนยี ลัตเวยี ลิทัวเนยี โรมาเนีย สโล
วาเกีย และสโลวีเนีย
2. วตั ถุประสงค์
องค์การสนธสิ ญั ญาแอตแลนตกิ หรือนาโตจัดตั้งขึน้ เพอ่ื จดั ต้งั ระบบพนั ธมิตรทางทหาร
สาหรับถว่ งดุลอานาจกบั ฝ่ายคอมมิวนสิ ต์ และช่วยเหลอื ประเทศสมาชิก
3. หนา้ ทขี่ ององคก์ ารแอตแลนตกิ เหนอื หรือนาโต
หลงั สงครามเย็นสิ้นสุดลงนาโตไดป้ รบั เปลีย่ นโครงสร้างและปรบั ปรุงนโยบายใหมห่ ลาย
ดา้ นทสี่ าคญั ได้แก่

1. การใหค้ วามสาคัญแกก่ ารปฏิบตั กิ ารรกั ษาสันตภิ าพ
2. การหาแนวทางสง่ เสริมความสัมพันธก์ ับรสั เซีย
3. การปรบั บทบาททางการทหารใหเ้ อือ้ ต่อสภาพความเปน็ อยู่ที่ดีของประชาชน
4. ความร่วมมือในโครงการวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
5. การเสรมิ สรา้ งความไวเ้ นอ้ื เชอ่ื ใจและการพัฒนาความร่วมมือกบั ประเทศท่ไี ม่ใช่
สมาชิก

4.2.2 องคก์ ารการคา้ โลก (World Trade Organization–WTO)
องค์การการค้าโลกมพี ัฒนาการมาจากแกตต์ จัดตง้ั ข้นึ เมื่อวนั ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 โดย
ความตกลงมารร์ าเกซ ทาหนา้ ที่เปน็ เวทเี จรจาการคา้ และระงับข้อพพิ าทของประเทศสมาชิก โดยมี
สมาชกิ ดูแลรบั ผิดชอบดา้ นกฎระเบียบการคา้ ระหวา่ งประเทศ ใชฉ้ ันทามตใิ นการตัดสนิ มปี ระเทศ
สมาชกิ 153 ประเทศ

1. วัตถุประสงค์
องคก์ ารการคา้ โลกต้งั ขน้ึ โดยมีวตั ถปุ ระสงคท์ ่สี าคัญมดี ังนี้

1. เพื่อทาใหก้ ารค้าระหว่างประเทศมีความเป็นเสรีมากท่ีสดุ
2. เพือ่ ให้มีการเปดิ เสรโี ดยผา่ นข้ันตอนของการเจรจา
3. เพอ่ื ให้มกี ารจัดตั้งระบบเพื่อระงับขอ้ พิพาท

2. บทบาทหน้าท่ขี ององคก์ ารการค้าโลก

1.บริหารความตกลงและบนั ทึกความเขา้ ใจในความดแู ล 28 ฉบับ โดยผา่ น
คณะรฐั มนตรแี ละคณะกรรมการตา่ ง ๆ ตลอดจนดแู ลให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณี

2.เป็นเวทใี นการเจรจาลดอุปสรรคทางการคา้ ระหวา่ งท้งั มาตรการภาษแี ละมาตรการ
ทม่ี ิใช่ภาษีศลุ กากร

3.ติดตามสถานการณ์การค้าระหวา่ งประเทศและจดั ให้มกี ารทบทวนนโยบายการค้า
ของสมาชิกสม่าเสมอ

4.ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศท่ีกาลงั พัฒนา เพ่ือใหส้ ามารถปฏิบัตติ ามพนั ธกรณีได้
5.ประสานงานกับกองทุนเงนิ ระหว่างประเทศและธนาคารโลก เพื่อใหน้ โยบาย
เศรษฐกจิ โลกสอดคลอ้ งกนั ยิ่งข้นึ

3. ผลการปฏิบตั งิ าน
องคก์ ารการค้าโลกมอี ิทธพิ ลต่อประเทศต่าง ๆ เนอื่ งจากเปน็ องคก์ รกลางสาหรับการ
ร้องเรียนและเจรจาเพอ่ื แกไ้ ขปญั หาและอปุ สรรคทางการค้าระหวา่ งประเทศเพ่ือใหม้ ีอานาจตอ่ รองสงู
และผลกั ดันให้บรรลตุ ามเปา้ หมายทีต่ อ้ งการได้

4.2.3 องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมหรอื โอเปก (Organization of
Petroleum Exporting Countries–OPEC)

1. สมาชกิ
โอเปกเป็นองคก์ ารนานาชาติเพ่ือความร่วมมือดา้ นนโยบายน้ามนั และช่วยเหลอื ด้าน
เศรษฐกิจและดา้ นเทคนคิ แก่ประเทศสมาชกิ กอ่ ตั้งเมือ่ วันที่ 14 กนั ยายน ค.ศ. 1960 ประเทศสมาชิก
เริ่มกอ่ ตั้ง คอื อิหรา่ น อิรกั คเู วต ซาอุดอี าระเบยี และเวเนซเุ อลา

2. วตั ถุประสงค์
วตั ถุประสงค์ในระยะเรมิ่ ตน้ ของการก่อตัง้ กลุ่มโอเปกมีจดุ มงุ่ หมายสาคญั 3 ประการ คือ

1. เพื่อเจรจากับบริษัทผไู้ ดร้ บั สัมปทานในการต้งั กองทนุ นา้ มันดบิ ให้เท่ากันทุก
ประเทศ

2. เพ่ือนาราคาน้ามันดบิ ทเี่ ปน็ ผลมาจากการเจรจาใชเ้ ป็นฐานในการคานวณเปน็
รายได้ของประเทศ

3. เพอ่ื เปน็ อานาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการน้ามนั เปน็ ของรัฐต่อไป

3. ผลการปฏบิ ัติงาน
โอเปกเป็นกลุ่มประเทศทใ่ี ช้น้ามนั เป็นเคร่ืองต่อรองเพอื่ ผลประโยชนข์ องตนทัง้ ทางด้าน
เศรษฐกิจและการเมือง

4.2.4 สหภาพยุโรปหรืออยี ู (European Union–EU)
1. สมาชิกภาพ
สหภาพยุโรปหรืออยี เู ป็นกลุ่มท่ีรวมองค์การทางเศรษฐกิจ 3 องค์การเข้าด้วยกนั คือ

ประชาคมถา่ นหนิ และเหล็กกลา้ ยโุ รป ประชาคมเศรษฐกจิ ยุโรปหรอื ตลาดร่วมยุโรป และประชาคม
พลังงานปรมาณแู หง่ ยุโรป ปัจจบุ ันสหภาพยโุ รปมสี มาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ

2. วตั ถปุ ระสงค์
วัตถปุ ระสงค์ในการก่อตั้งสหภาพยโุ รป ได้แก่

1. เพื่อรวบรวมระบบเศรษฐกิจ ความร่วมมอื ในการพัฒนาสงั คม และการปกครอง
แบบประชาธิปไตยของประเทศสมาชิกให้เป็นอนั หนึง่ อนั เดยี วกัน

2. เพ่อื ยกระดบั การดารงชวี ิตของประชากรชาวยโุ รปให้ดีขึ้น
3. เพ่ือจัดต้งั สหภาพศุลกากรโดยการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ทางการคา้ ระหวา่ งประเทศ

3. บทบาทหน้าทแ่ี ละผลการปฏบิ ัติงาน
1. ลดและยกเลกิ มาตรการภาษีและมาตรการทมี่ ใิ ช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ

ภาคีด้วยกนั
2. ประเทศภาคีสามารถกาหนดอัตราภาษอี ากรหรอื ข้อจากดั ทางการคา้ ประเทศนอก

กลมุ่ โดยเสรี

4.2.5 เขตการคา้ เสรอี เมริกาเหนือหรอื นาฟตา (North American Free Trade Area–
NAFTA)

1. สมาชกิ ภาพ
เขตการค้าเสรอี เมรกิ าเหนือหรือนาฟตาเป็นองค์กรทางเศรษฐกิจในทวปี อเมรกิ าเหนือ
เปน็ ตลาดใหญข่ องโลกมโี ดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จงึ สง่ ผลกระทบในด้านการผลิต การคา้ การลงทุน
และการจับงานตอ่ ประเทศต่าง ๆ ทง้ั ทเี่ ป็นสมาชกิ และไม่ได้เป็นสมาชิก

คุณภาพ 2. วัตถุประสงค์
วัตถปุ ระสงค์ในการก่อต้งั เขตการค้าเสรอี เมริกาเหนือ คือ

1. เพื่อแสวงหาตลาดสนิ ค้าออกในภูมภิ าคอน่ื
2. เพอ่ื สง่ เสริมการจ้างงาน การเคลอ่ื นย้ายแรงงานท่จี ะผลิตสนิ ค้าใหไ้ ดร้ าคาถกู และมี

3. เพอ่ื ส่งเสรมิ ธรุ กิจขนาดเลก็ ให้ขยายตัวและมีประสทิ ธภิ าพสูง

3. หลกั การของเขตการค้าเสรอี เมริกาเหนือ
หลกั การสาคัญของเขตการคา้ อเมริกาเหนอื ประกอบดว้ ย

1. ลดและยกเลิกมาตรการภาษีและมาตรการท่ีไมใ่ ชภ่ าษีศลุ กากรระหว่างประเทศ
ภาคีดว้ ยกนั

2. ประเทศภาคีสามารถกาหนดอัตราภาษีอากรหรอื ข้อจากดั ทางการค้าประเทศนอก
กลมุ่ ไดโ้ ดยเสรี


Click to View FlipBook Version