รายงาน
การบริหารสุขภาวะทางจิตโดยศิลปะบาบดั
จัดทาโดย
นางสาวมาลินี สดสูง รหสั นสิ ิต 65010031
นางสาวกญั ญารัตน์ เกิดภาคี รหสั นิสิต 65010039
นางสาวชลธชิ า วงค์ตะวัน รหัสนสิ ิต 65010055
นางสาววณิชพร พลิ าลา้ รหัสนิสิต 65010105
นางสาววราลี พรหมพนั ธ์ุใจ รหัสนสิ ิต 65010198
นางสาวสุนทรีย์ บญุ เรือง รหัสนสิ ิต 65010210
คณะพยาบาลศาสตร์
เสนอ
อาจารย์วรัญญา คงปรีชา
รายงานนเี้ ป็ นส่วนหน่งึ ของรายวชิ า 89510564 การบรหิ ารสุขภาวะทางจติ
ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2565
มหาวทิ ยาลยั บูรพา
ก
คานา
รายงานวิชาการบริหารสุขภาวะจติ รหสั รายวิชา 89510564 จดั ทาข้ึนเพ่อื ใชป้ ระกอบในการเรียนการ
สอนในรายวชิ าการบริหารสุขภาวะจติ รหสั รายวิชา 89510564 ซ่ึงผจู้ ดั ทาไดร้ บั มอบหมายจากครูผสู้ อนให้
ไปศกึ ษาคน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ จากเอกสาร วารสาร อินเทอร์เน็ต และแหลง่ ขอ้ มลู ต่างๆ โดยมจี ดุ ประสงคเ์ พื่อให้
ผจู้ ดั ทาไดฝ้ ึกการคน้ ควา้ และนาส่ิงทไ่ี ดศ้ กึ ษาคน้ ควา้ มาสรา้ งเป็นชิน้ งานเก็บไวเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการเรียน
ของตนเองตอ่ ไป
ผูจ้ ดั ทาไปศกึ ษาคน้ ควา้ รวบรวมและเรียบเรียงออกมาเป็นรายงานเลม่ น้ีซ่ึงประกอบดว้ ยเน้ือหา ประวตั ิ
ความเป็นมาของศิลปะบาบดั ประโยชนข์ องการบาบดั ดว้ ยศิลปะ ข้นั ตอนและกิจกรรมทางศลิ ปะทใี่ ชใ้ นการ
บาบดั และอน่ื ๆ คณะผูจ้ ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งยงิ่ ว่ารายงานเลม่ น้ีจะเป็นประโยชนต์ อ่ ผทู้ ่สี นใจและผทู้ ีน่ าไปใช้
ใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธ์ิตามความคาดหวงั
คณะผจู้ ดั ทา
สารบัญ ข
เนื้อหา หน้า
ประวตั คิ วามเป็นมาของศิลปะบาบดั 1
5
1. แนวคิดทางศิลปะบาบดั 6
2. ความแตกต่างระหว่างศิลปะบาบดั กบั การเรียนศลิ ปะทวั่ ไป 6
7
2.1 ศิลปะบาบดั (Art Therapist) 8
2.2 ศลิ ปะบาบดั แนวจติ วิเคราะห์ (Art Psychotherapy) 9
ศลิ ปะบาบดั ในประเทศไทย 9
1. การประยกุ ตใ์ ชศ้ ลิ ปะบาบดั ในประเทศไทย 9
1.1 ศลิ ปะบาบดั ในสถาบนั ราชานุกูล 10
1.2 อาชีวบาบดั ในโรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถมั ป์ 11
1.3 อาชีวปาบดิ ในโรงพยาบาลศรีธญั ญา 11
ประโยชนข์ องการบาบดั ดว้ ยศลิ ปะ 11
1. ศลิ ปะร่วมรกั ษา (Art Associated Therapy}
1.1 Promoting self-awareness and self-expression 11
(กระตนุ้ การรบั รู้ตนเองและการแสดงออกตวั ตน) 11
1.2 Facilitating socialization and communication
12
(มีส่วนช่วยในการเขา้ สังคมและการส่ือสาร)
1.3 Improving cognitive skills and providing intellectual stimulation 12
(พฒั นาศกั ยภาพทางพทุ ธิปัญญาและการตอบสนองตอ่ สิ่งกระตุน้ ) 12
1.4 Reducing boredom
12
(ใชเ้ วลาวา่ งอย่างเป็นประโยชนส์ นุกสนานไม่น่าเบอ่ื ) 13
1.5 Improving motor skills
(ช่วยสร้างเสริมพฒั นาทกั ษะในการใชก้ ลา้ มเน้ือมดั ใหญแ่ ละมดั เล็ก)
1.6 Decreased stress and depression
(ช่วยลดภาวะเครียดซึมเศรา้ ไดอ้ ย่างด)ี
2. ส่งเสริมพฒั นาการดา้ นร่างกายและอารมณ์ในเดก็ และวยั รุ่น
3. ส่งเสริมคุณภาพชีวติ ในผสู้ ูงอายุ
สารบญั ค
เนือ้ หา หน้า
ข้นั ตอนและกิจกรรมทางศลิ ปะทใ่ี ชใ้ นการบาบดั 14
14
1. ข้นั ตอนหลกั ในการทาศลิ ปะบาบดั 14
2. กิจกรรมทางศลิ ปะที่ใชใ้ นการบาบดั 15
15
1) ทศั นศิลป์ (visual arts) 16
2) ดนตรี (music) 17
3) การแสดง (drama) 18
4) วรรณกรรม (literature) 19
ผลของการทากจิ กรรมศิลปะบาบดั 21
ตวั อย่างของผลกิจกรรมศลิ ปะบาบดั 22
ศิลปะบาบดั ต่อภาวะสมาธิส้นั ของเด็กโรคสมาธิส้ัน 23
การดาเนินกจิ กรรมและสรุปผลกจิ กรรม 24
ภาคผนวก
บรรณานุกรม
1
ประวตั คิ วามเป็ นมาของศิลปะบาบดั
ในประวตั ิศาสตร์ของการรกั ษาสุขภาพจิต ศิลปะบาบดั (รวมการศึกษาด้านจิตวิทยาและศิลปะ) ได้
กลายมาเป็นสาขาใหม่ในภายหลงั การบาบดั ท่ีแปลกใหม่ประเภทน้ีใชเ้ พื่อปลูกฝังความนบั ถือตนเองและ
ความตระหนักรู้ ปรับปรุงความสามารถทางปัญญาและการเคล่ือนไหว แกไ้ ขขอ้ ขดั แยง้ หรือความเครียด
และสร้างแรงบันดาลใจในการฟ้ื นตัวของผู้ป่ วยมันเช้ือเชิญประสาทสัมผสั จลนศาสตร์ การรับรู้ และ
สญั ลกั ษณท์ างประสาทสมั ผสั เพือ่ แกไ้ ขปัญหาท่จี ติ บาบดั ดว้ ยวาจาไม่สามารถเขา้ ถงึ ไดแ้ มว้ า่ ศิลปะบาบดั เป็น
ศาสตร์แห่งการรักษาที่ค่อนขา้ งอายุน้อย แต่รากของมนั อยู่ท่ีการใช้ศลิ ปะใน ' การรักษาทางศีลธรรม ' ของ
ผปู้ ่ วยจติ เวชในช่วงปลายศตวรรษที่ 18
ศิลปะบาบดั เป็นอาชีพเริ่มต้นในช่วงกลางศตวรรษท่ี 20 โดยเกิดข้ึนอย่างอิสระในประเทศที่พูด
ภาษาองั กฤษและยุโรป สมัยน้ันมีการใช้ศิลปะด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ การสื่อสาร การกระตุ้น
ความคิดสร้างสรรคใ์ นเด็ก และในบริบททางศาสนานักศิลปะบาบดั ยุคแรกๆ ที่ตีพิมพเ์ ร่ืองราวเกยี่ วกับงาน
ของพวกเขา ยอมรับอทิ ธิพลของสุนทรียศาสตร์ จติ เวชศาสตร์ จิตวเิ คราะห์ การฟ้ืนฟู การศึกษาปฐมวยั และ
การศกึ ษาศิลปะในระดบั ตา่ งๆ
ศิลปิ นชาวองั กฤษช่ือเอเดรียน ฮิลล์ (Adrian Hill) เป็นผูค้ ิดคน้ คาวา่ ศิลปะบำบัด ในปี พ.ศ. 2485 เขา ฟ้ืนตวั
จากวณั โรคในโรงพยาบาล คน้ พบประโยชนใ์ นการรักษาของการวาดภาพและระบายสีขณะพกั ฟ้ืน เขาเขียน
วา่ คุณค่าของศิลปะบาบดั อยู่ท่ี "การครอบงาจิตใจอย่างสมบูรณ์ (เช่นเดียวกบั นิ้วมือ)...การปลดปล่อยพลงั
สร้างสรรค์ของผูป้ ่ วยท่ีถูกยบั ย้งั บ่อยๆ" ซ่ึงทาให้ผูป้ ่ วยสามารถ "สรา้ งการป้องกนั ท่ีแข็งแกร่งต่อความโชค
ร้ายของเขา" เขาแนะนางานศิลปะให้กบั ผปู้ ่ วยเพ่ือนของเขา ท่ีเริ่มทางานศลิ ปะบาบดั ของเขาซ่ึงถูกบนั ทึกใน
ปี 1945 ในหนงั สือของเขาศิลปะกบั ความเจ็บป่ วย เอ็ดเวิร์ด อดัมสัน "บิดาแห่งศิลปะบาบดั ในองั กฤษ"
เอเดรียน ฮิลล์ (Adrian Hill) ศิลปิ นชาวองั กฤษไดส้ ร้างคาวา่ Art Therapy ข้ึนเป็นคร้ังแรก เพ่อื นิยามวิธีการ
นาศลิ ปะมาประยุกตใ์ ช้ในการรักษาโรค ตามหลกั ฐานท่ีบนั ทึกไว้ เขาคือคนแรกในองั กฤษที่คน้ พบพลงั ใน
การบาบดั ของศิลปะระหวา่ งการรักษาวณั โรคของเขาเองและผูป้ ่ วยคนอื่นๆ
ศิลปิ นเอ็ดเวริ ์ด อดมั สัน ซ่ึงปลดประจาการหลงั สงครามโลกคร้ังที่ 2 ไดเ้ ขา้ ร่วมกบั เอเดรียน ฮิลล์ เพ่ือขยาย
งานของฮิลล์ไปยงั โรงพยาบาลจิตเวชท่ีพานักระยะยาวในองั กฤษ ผู้เสนอศิลปะบาบัดในยุคแรก ๆ ใน
สหราชอาณาจักร ได้แก่ EM Lyddiatt, Michael Edwards , Diana Raphael-Halliday และ Rita Simons
British Association of Art Therapists ก่อต้งั ข้ึนในปี 2507
ต้งั แต่ราว พ.ศ. 2460 เป็ นต้นมา จิตแพทยเ์ ริ่มให้ความสนใจกับผลงานทางศิลปะท่ีผูป้ ่ วยทางจิต
สร้างสรรค์ข้ึนมา และเริ่มประยุกต์ใชศ้ ิลปะบาบดั เขา้ ร่วมกบั การรกั ษาแบบด้งั เดิม ในช่วงเวลาเดียวกัน เร่ิม
สังเกตว่า การแสดงออกทางศิลปะของเด็กมีส่วนเกีย่ วพนั กบั พฒั นาการทางอารมณ์และการรบั รู้ และเร่ิมมี
การศกึ ษาวิจยั อย่างเป็นระบบต่อมา
พ.ศ. 2468 นายแพทย์ Nolan D.C. Lewis จิตแพทยแ์ ละนักจิตวิเคราะห์ เป็ นผูร้ ิเร่ิมแนวความคิด
เกี่ยวกบั ศิลปะบาบดั โดยใชภ้ าพวาดเป็นสญั ลกั ษณใ์ นการสื่อสารอารมณแ์ ละความรูส้ ึก แทนการใชค้ าพูด
2
พ.ศ. 2493 แพทยห์ ญิง Margaret Naumburg เป็นจติ แพทยค์ นแรกที่บญั ญตั ศิ พั ท์คาว่า “art therapy”
หรือ “ศลิ ปะบาบดั ” และมผี ลงานวิจยั ตาราด้านศิลปะบาบดั จานวนมาก โดยนาศิลปะมาประยุกตใ์ ช้ในการ
วิเคราะห์และการทาจิตบาบดั นาจิตวิเคราะห์แบบด้ังเดิมมาเป็นพ้ืนฐานการแสดงออกทางศิลปะ เพ่ือเป็ น
ตวั กระตนุ้ ไปสู่การแสดงออกของความขดั แยง้ ภายในจติ ใจ
มนุษยป์ รชั ญา (Anthroposophy) และการแพทยม์ นุษยป์ รชั ญา (Anthroposophic Medicine) โดย ดร.
รูดอลฟ์ สไตเนอร์ (Dr.Rudolf Steiner) และ ดร.อีธา เวกมานน์ (Dr.Ita Wegman) เป็นศาสตร์ที่มมี ายาวนาน
ต้งั แต่ปี ค.ศ.1921 ได้รับความนิยมแพร่หลายในทวีปยุโรป และผูท้ ่ีนาการระบายสีมาใช้ในการบาบัด
(Artistic therapeutic works) โดยสัมพนั ธ์กับความรูด้ ้านการแพทยม์ นุษยปรชั ญา คือ ดร.มากาเร็ธ เฮาสช์กา
(Dr.Margarethe Hauschka) และจิตรกร ลแี อน โคลวั ร์ เดอร์บวั ร์ (Liane Collot D’Herbois) การแพทยม์ นุษย์
ปรัชญากล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ โดยมองภาพมนุษยว์ ่าประกอบด้วยข้วั เยน็ (Blue Pole) และข้วั ร้อน
(Red Pole) ของร่างกาย และกล่าวถึงการทางานของ 3 ระบบ คือ ระบบประสาท (Nervous System) ระบบ
จังหวะ (Rhythmic System) และระบบเผาผลาญ (Metabolic and Limbs System) ผู้ที่มีสุขภาพดีในเชิง
การแพทยม์ นุษยป์ รัชญา คือ มีข้วั ร้อนข้วั เยน็ และการทางานของ 3 ระบบน้ีที่สมดุลกนั หากระบบใดระบบ
หน่ึงบกพร่องไปก็จะทาให้เกิดวามเจ็บป่ วยทางกายหรือทางจิตใจข้ึนได้ อาจกล่าวได้ว่า แนวทางของ
การแพทยม์ นุษยป์ รัชญามีลกั ษณะใกลเ้ คียงกับการแพทยเ์ ชิงบูรณาการ การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์
แผนจีนท่มี ีการรกั ษาและฟ้ืนฟูสุขภาวะแบบองคร์ วมเช่นกนั
นุมเบิร์กเป็นคนในแรกในสหรัฐอเมริกาท่ีเร่ิมใชศ้ ิลปะในการทาจิตบาบดั เธอเร่ิมศึกษาวจิ ยั การใช้
ศิลปะบาบัด และเร่ิมใช้คาว่า Art Therapy เพ่ืออธิบายวิธีการที่เธอเลือกใช้รักษาคนไข้ เธอบอกว่าศิลปะ
บาบัด คือ การปลดปล่อยจิตใต้สานึกผ่านการแสดงออกผ่านศิลปะอย่างเป็ นธรรมชาติ และการรักษา
แนวทางน้ีข้ึนอยู่กบั Transference ระหว่างคนไขก้ บั นกั บาบดั (ความหมายของ Transference อย่างส้ันที่สุด
คือ ความรู้สึกของคนไขต้ ่อผบู้ าบดั ที่เช่ือมโยงกบั บุคคลอื่น เช่น คนไขอ้ าจจะรูส้ ึกวา่ นกั บาบดั เหมือนพ่อ แม่
เพื่อน หรือคนนู้นคนน้ี ทาให้เกิดการตอบสนองต่อนักบาบดั ในลกั ษณะเดียวกับบุคคลท่ีไปเช่ือมโยงด้วย)
และการเขา้ ใจการตีความเชิงสัญลกั ษณ์ผลงานของคนไข้ ท้งั สองอย่างน้ีจะทาให้เกิด ภาษาเชิงสัญลกั ษณ์
(Symbolic Speech) จากความหมายทถี่ ูกนิยามข้ึนมาในยคุ แรกเริ่ม จะเห็นไดว้ ่ายงั มีความแตกต่างกนั อยู่ และ
ส่ิงสาคญั ที่ควรจะเขา้ ใจก่อน คอื ทุกวนั น้ีศลิ ปะบาบดั ไดพ้ ฒั นาไปในท้งั 2 ทางพร้อมๆ กัน ท้งั ทางของ Art
Therapy และ Art Psychotherapy
Art Therapy ของฮิลล์ น่าจะเป็ นความเข้าใจของคนทั่วไปต่อการทาศิลปะบาบัด เพราะจาก
ประสบการณ์ส่วนตวั เมอ่ื พูดถึงศลิ ปะบาบดั คนก็จะบอกทานองว่า อ๋อ ไปวาดรูปกบั หมอหรอ ระบายสีแก้
เครียดหรอ ถา้ ตีความตามตวั หนงั สือ ก็ใช่ เพราะความหมายของฮิลล์ คือ Art as a Therapy ศลิ ปะมคี ุณสมบตั ิ
ท่ีเป็นยาในตวั มนั เอง วาดรูป ระบายสี ป้ันดิน ลว้ นส่งผลดีตอ่ อารมณ์และดา้ นอื่นๆ ของคนทา โดยที่ไม่ได้
เน้นกระบวนการระหว่างคนไขก้ ับนักบาบดั เพ่ือให้เห็นภาพมากข้ึน หลายคนเคยเห็นเวลาใครลงรูปใน
โซเชียลมีเดียพร้อมใส่แคปชั่นว่า Sea Therapy, Food Therapy, Shopping Therapy นั่นเป็นเพราะว่า ทะเล
3
การกินอาหารอร่อยๆ หรือการช็อปปิ้ งน้ันดีต่อใจ ช่วยบาบดั อารมณ์เราได้ อารมณ์เดยี วกนั กบั Art Therapy
นน่ั เอง แต่ไม่ไดบ้ อกวา่ มพี ลงั เยยี วยาแบบเดียวกบั ศิลปะ แคย่ กตวั อยา่ งให้เขา้ ใจไดง้ า่ ยข้ึน
Art Psychotherapy ของนุมเบิร์ก บอกว่านักบาบดั จะตอ้ งทางานกับความสัมพนั ธ์ที่เป็นสามเหลี่ยม
ระหว่าง คนไข-้ นักบาบดั , คนไข-้ ผลงานศิลปะ และนักบาบดั -ผลงานศิลปะ ซ่ึงนักบาบดั สามารถโฟกัสที่
ความสัมพนั ธ์ใดก็ไดใ้ นแต่ละ session ท้งั หมดท่ีเล่ามา เป็นจุดกาเนิดของศิลปะบาบดั ในสหราชอาณาจักร
และสหรัฐอเมริกา ซ่ึงมีอทิ ธิพลไปทวั่ โลกในยุคต่อมา แมว้ า่ ปัจจุบนั นิยามของ Art Therapy จะเปลี่ยนแปลง
ไปบา้ งเล็กนอ้ ย และยงั มศี ลิ ปะบาบดั แนวทางอ่นื ๆ เกิดข้ึนตามมาอกี
พ.ศ. 2514 Edith Kramer ศลิ ปิ นซ่ึงเป็นนกั ศิลปะบาบดั ไดเ้ สนอแนวคิดท่แี ตกตา่ งจากจิตแพทยห์ รือ
นกั จิตบาบดั ในหลักการปฏิบัติ โดยให้ความสาคญั กับกระบวนการทางศิลปะเป็ นเอกเทศว่า “ให้ผลการ
บาบัดได้โดยไม่ต้องพ่ึงพาด้านจิตวิเคราะห์” ใช้คาว่า “art as therapy” แทนคาว่า “art therapy” เป็ นการ
ประกาศชดั เจนว่า “ศิลปะเป็นการบาบดั ไมใ่ ชเ่ คร่ืองมอื ท่นี าไปใชใ้ นการทาจิตบาบดั ”
ดงั น้ันศิลปะบาบดั จึงเริ่มตน้ จากแนวคดิ ทีแ่ ตกต่างกัน 2 สาย ข้นึ อยู่กบั ผูน้ าไปใชว้ า่ มพี ้ืนฐานมาจาก
สายศาสตร์หรือสายศลิ ป์ เป็นจติ แพทยห์ รือศิลปิ น แตใ่ นปัจจบุ นั ก็สามารถผสมผสานกนั ไดใ้ นทสี่ ุด นบั เป็น
วิธีการบาบดั ทางเลือก ที่เสริมเขา้ มาในรูปแบบต่างๆ ท่ีมีเป้าหมายเพื่อบาบดั รักษา เยยี วยาจิตใจผปู้ ่ วย และ
เร่ิมมีงานวิจยั ท่ีสนบั สนุนผลสาเร็จของศลิ ปะบาบดั เพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ ท้งั หมดที่เล่ามา เป็นจุดกาเนิดของศิลปะ
บาบดั ในสหราชอาณาจกั รและสหรฐั อเมริกา ซ่ึงมอี ิทธิพลไปทว่ั โลกในยคุ ต่อมา แมว้ ่าปัจจบุ นั นิยามของ Art
Therapy จะเปลี่ยนแปลงไปบา้ งเลก็ นอ้ ย และยงั มีศิลปะบาบดั แนวทางอนื่ ๆ เกิดข้นึ ตามมาอกี
ศิลปะบาบดั (art therapy) คือ การบาบดั รักษาทางจิตเวชรูปแบบหน่ึง ที่ประยุกต์ใชก้ ิจกรรมทาง
ศิลปะเพอ่ื คน้ หาขอ้ บกพร่อง ความผิดปกตบิ างประการของกระบวนการทางจิตใจ โดยใช้ความรูเ้ ก่ียวกบั การ
ประเมินทางจิตวิทยา เพ่ือเปิ ดประตูเข้าสู่จิตใจในระดับจิตไร้สานึก และเลือกใช้กิจกรรมทางศิลปะท่ี
เหมาะสมชว่ ยในการบาบดั รกั ษา และฟ้ืนฟสู มรรถภาพให้ดขี ้นึ
“ศลิ ปะ” มีการนามาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยไ์ ด้ หลากหลาย ในปัจจุบนั มี 3 เป้าหมาย
หลกั ๆ ดังน้ี คือ เพ่ือก่อเกิด ความสุนทรีย์ เพื่อการศึกษา และเพื่อการบาบัด ดังน้ัน “ศิลปะบาบัด” กับ
“ศิลปศึกษา” จึงมีความแตก ตา่ งกนั ที่วตั ถุประสงค์ในการนาไปใช้ “ศิลปะบาบดั ” มีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการ
นาไปใชเ้ พื่อการบาบดั รักษา เยยี วยาจติ ใจผูป้ ่ วย เสริมสร้างพฒั นาศกั ยภาพของบุคคล และคนื ความสมดุล
ให้กบั ชีวิต
ส่วน “ศิลปศึกษา” หรือการเรียนศิลปะ คือการศึกษา หาความรู้เก่ียวกับศิลปะ เพ่ือให้มีความรู้
เพ่ิมพูนมากข้นึ มีทกั ษะใน การสร้างสรรคผ์ ลงานทางศิลปะไดด้ ียิ่งข้ึน นอกจากวตั ถุประสงคท์ ี่แตกต่างกนั
แลว้ ศิลปะบาบดั กบั ศิลปศึกษา ก็มีจุดเน้นท่ีแตกต่างกันดว้ ยเช่นกัน ศิลปะบาบดั เนน้ ท่ีกระบวนการทาง
ศลิ ปะ การเลือกใชเ้ ครื่อง มือทางศิลปะ เพอ่ื นามาบาบดั รักษาผปู้ ่ วยให้เหมาะสมกบั สภาพ ปัญหาของแต่ละ
คนที่แตกต่างกนั ใชศ้ ิลปะเป็นสื่อในการแสดงออก ของอารมณ์ ความรู้สึก ความขดั แยง้ ที่ซ่อนอยู่ภายใน
4
ส่วนลึกของจติ ใจ ทไ่ี มส่ ามารถแสดงออกเป็นคาพูดได้ โดยสรุปคือ เนน้ ที่กระบวนการสร้างผลงานมากกว่า
ตวั ผลงาน
ส่วนศิลปศึกษา หรือการเรียนศิลปะ เน้นที่ความรู้และผลงานทางศิลปะเป็ นหลกั เรียนรู้ทฤษฎี
เทคนิควิธี และการเลือกใช้ เคร่ืองมือทางศิลปะท่ีเหมาะสม ในการสร้างสรรคผ์ ลงานทางศิลปะที่มี คุณค่า
และเรียนรู้การประเมินคุณค่าผลงานศลิ ปะ
ในปัจจุบนั มีการนาคาว่า “ศิลปะบาบดั ” มาใชอ้ ย่างไม่ถูกต้องนัก ใช้สับสนกับคาว่า “ศิลปศึกษา
หรือการเรียนศิลปะ” มกั เกิดความเขา้ ใจผิดว่า การสอนศิลปะในกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เรียกว่า
“ศิลปะบาบดั ” ซ่ึงไม่ถูกตอ้ ง เพราะการสอน ศิลปะ มีเป้าหมายเพื่อให้เดก็ รู้วธิ ีสร้างสรรคผ์ ลงานทางศิลปะ
ให้รู้จัก เทคนิคการเขียนลายเส้น การเลือกใช้สี การลงสี การระบายสี เป็ นต้น ส่วนศิลปะบาบัด จะมี
กระบวนการและเป้าหมายท่ีชดั เจนใน การแก้ไขปัญหาบางอย่าง หรือเสริมสร้างพฒั นาทกั ษะบางดา้ น ท่ี
ไม่ใช่การพฒั นาความสามารถทางศลิ ปะ แต่ใช้ศิลปะเป็นเคร่ืองมือ ในกระบวนการบาบดั หรือการพฒั นา
ทกั ษะอ่ืนๆ เท่าน้นั การสอนศิลปะในกลมุ่ เดก็ ทม่ี ีความต้องการพิเศษ มีขอ้ พิจารณาท่ีจะตอ้ งให้ความสาคญั
เพ่ิมข้ึน คือ ตอ้ งทาความเขา้ ใจกบั สภาพปัญหาและระดบั ความสามารถของเด็ก รูถ้ ึงความตอ้ งการของเด็ก
อยู่ในบรรยากาศที่ผอ่ นคลาย ไมส่ รา้ งความกดดนั และมีการวางโปรแกรมพฒั นาการเรียนรู้เป็นรายบุคคล
ในขณะท่ีกระบวนการเป้าหมาย และจดุ เนน้ ของศลิ ปะบาบดั และศลิ ปศกึ ษาแตกตา่ งกนั แต่บ่อยคร้งั ก็พบว่า
การทาอย่างหน่ึงมักได้ประโยชน์อีกอย่างหน่ึงเป็ นผลพลอยได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น หลงั การเขา้ ร่วม
โปรแกรมศิลปะบาบดั ไประยะหน่ึง พบวา่ ผรู้ ับการบาบดั มีความสามารถทางศิลปะเพิม่ ข้ึน บางคนฉายแวว
ทางศลิ ปะออกมาให้เห็นเดน่ ชดั มชี ิ้นงานที่มีคณุ คา่ ทางศลิ ปะ การประเมินคณุ ค่างานศลิ ปะ เน้นทจี่ ินตนาการ
ความคิดสร้างสรรคท์ ่ีแสดงออกมาผ่านงานศิลปะ ผลงานท่ีสร้างสรรค์อยา่ ง จริ งใจของผูร้ บั การบาบดั มกั มี
คุณค่าในเชิงศิลปะแฝงอยู่ และผลงานบางชิ้นยงั มีคุณค่าในเชิงทศั นศิลป์ และสุนทรียศาสตร์เพ่ิมอีกดว้ ย
ในทางกลบั กัน การเรียนรูศ้ ิลปะ การศกึ ษางานศิลปะ การประเมินผลงานศลิ ปะ บางคร้ังกช็ ่วยให้ผ่อนคลาย
ความตึงเครียด และบรรเทาอาการคบั ขอ้ งใจบางอย่างดว้ ย การเรียนศิลปะสะทอ้ นให้เหน็ ถงึ ฐานะของแต่ละ
คน เห็นความบกพร่องบางอย่าง ผู้สอนก็สามารถช่วยเติมเต็มได้เช่นกัน ผลงานทางศิลปะของศิลปิ นที่มี
ชื่อเสียงบางท่าน ก็สามารถสะทอ้ นให้เหน็ ถงึ สภาพจิตใจในส่วนลกึ ไดด้ ว้ ยเช่นกนั
ผลงานของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent van Gogh) เม่ือนามาวิเคราะห์ ก็สะทอ้ น ให้เห็นถึงสภาพความ
ทกุ ข์ระทม ความเจ็บป่ วยทางจิตใจของเขา จากแนวคดิ ที่วา่ ศิลปะ คือ หนทางแห่งการปลดปล่อย อารมณ์
ความรู้สึก ความคิด ตามความต้องการของแต่ละคน เด็กก็เช่นกัน พวกเขาต้องการ สิทธิ เสรีภาพ ที่จะ
แสดงออกซ่ึงความตอ้ งการของเขาอย่างมีความสุข พวกเขาต้องการโอกาสท่ีจะพฒั นา ศกั ยภาพของตวั เขา
เองในดา้ น การเรียน การเลน่ และการแสดงออกตา่ งๆ
ศลิ ปะบาบดั มปี ระโยชน์ในดา้ นการพฒั นาอารมณ์ สตปิ ัญญา สมาธิ ความคิดสรา้ งสรรค์ รวมถงึ การ
ช่วยพัฒนากลา้ มเน้ือมดั เล็ก และการประสานงานการเคล่ือนไหวของร่างกาย นอกจากน้ียงั เป็ นเครื่องมือ
สาคญั ทีช่ ่วย กระตนุ้ การสื่อสาร และเสริมสร้างทกั ษะสงั คมอกี ดว้ ย
5
ศิลปะบาบดั มรี ูปแบบแตกต่างกนั ไปในผูร้ บั การบาบดั แตล่ ะคนทม่ี ีสภาพปัญหาแตกตา่ งกนั เทคนิค
ท่ใี ช้ เช่น ป้ันดิน วาดภาพ ระบายสี ถกั ทอ กจิ กรรมทางดนตรี เล่นละคร หรือบทบาทสมมติ โดยนักศิลปะ
บาบดั จะพิจารณาเลือกใชเ้ ทคนิคท่ีเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เทคนิคสาคญั ท่ีนามาใชใ้ นกระบวนการทาง
ศิลปะบาบัด คือ การสนับสนุน เสริมสร้างกาลังใจ (supportive) และการตีความหมายท่ีซ้อนเร้นภายใน
จิตใจ (interpretation) การสนับสนุน เสริมสร้างกาลงั ใจ ทาได้โดยให้ความสนใจ ให้กาลังใจ และการ
ชมเชยเม่อื ทาไดส้ าเร็จ หรือมีความพยายามเพม่ิ ข้นึ ภายใตส้ ิ่งแวดลอ้ มทสี่ งบ ปลอดภยั และท่าทเี ป็นมิตร
กระบวนการศิลปะบาบดั สามารถรวมไปถึงการวาดภาพ, ระบายสี, การป้ัน นอกจากน้ียงั มีกิจกรรมอ่ืนๆ ที่
เป็นไปไดอ้ ีกมากมายเช่นการใชด้ นตรี, ถ่ายภาพ, การแสดงและการละคร เป็นตน้ ซ่ึงการแสดงออกเหล่าน้ี
จะช่วยใหค้ ุณสามารถมองเห็นความคิด อารมณ์ และการแสดงออกไดแ้ ตกต่างกนั ไป
คนทวั่ ไปทไ่ี ม่มีความรู้หรือทกั ษะเก่ียวกับศิลปะเหล่าน้ันก็สามารถทากจิ กรรมศิลปะบาบดั ได้ และ
ศิลปะบาบดั มีไวส้ าหรบั คนทวั่ ไป ความเขา้ ใจผิดอีกสิ่งหน่ึงคือผูท้ ี่จะมาทากจิ กรรมศิลปะบาบดั จะต้องเป็น
ผปู้ ่ วยทางจติ เวช หรือมีอาการป่ วยทางจิต หรือเป็นโรคซึมเศร้าเทา่ น้นั
โดยสมาคมนักศิลปะบาบัดของอเมริกา (The American Art Therapy Association) ได้อธิบาย
เก่ียวกับศิลปะบาบดั ไวว้ ่าเป็ นวิธีการที่ใช้กระบวนการทางศิลปะ เพ่ือเพ่ิมสุขภาวะทางใจ ร่างกาย และ
อารมณ์ โดยมีเป้าหมายเพอื่ ให้ผลงานท่ีสรา้ งสรรคไ์ ด้ช่วยให้ผคู้ นไดค้ น้ พบ แสดงออก และรู้จักกบั ทางเลือก
ใหมๆ่ ในการเรียนรูเ้ กีย่ วกบั ตนเอง รวมท้งั พฒั นาตนเองดว้ ย
แนวคดิ ทางศิลปะบาบดั
ศิลปะบาบดั เป็นรูปแบบหน่ึงของการแพทยเ์ สริมและทาง เลือก (complementary and alternative
medicine) ท่เี นน้ การดูแล สุขภาพแบบองคร์ วม นามาเสริมในการดแู ลรักษาแนวทางหลกั ใหม้ ี ประสิทธิภาพ
ดียิ่งข้ึน จึงจาเป็ นต้องมีการประสานงานกันเป็ นทีม ระหว่างนักศิลปะบาบัดกับแพทยท์ ี่ดูแลรักษาผูป้ ่ วย
ไมใ่ ช่รูปแบบการบาบดั รักษาที่สามารถแยกเป็นอสิ ระได้ ตอ้ งทาไปควบค่กู นั ศลิ ปะบาบดั ยงั นบั เป็นรูปแบบ
หน่ึงของการทาจิตบาบดั (psychotherapy) ที่ใชศ้ ิลปะเป็นเครื่องมือสาคัญ เพื่อช่วยเหลือบุคคล ที่มีปัญหา
ด้านอารมณ์และจิตใจ ซ่ึงหลักการของศิลปะบาบัด คือใช้ ศิลปะเป็ นสื่อในการแสดงออกถึงอารมณ์
ความรู้สึก ความขดั แยง้ และ ความตอ้ งการ ที่ซอ้ นเรน้ อยูภ่ ายในส่วนลึกของจติ ใจ การแสดงออกทางผลงาน
ศิลปะ ไม่ว่า จะเป็นลายเส้น สี รปู ทรง สัญลกั ษณ์ อารมณ์ ความหมาย ที่ส่ือออกมาท้งั หมดสามารถนามา
วิเคราะห์ให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดว่าเป็ นอย่างไร หรือสภาพจิต มีปัญหาอย่างไร การประเมินผลการ
บาบดั รักษาดว้ ยศิลปะบาบดั เนน้ ท่ีกระบวนการและกิจกรรมทางศิลปะไม่ไดเ้ นน้ ท่ีผลงานหรือคุณค่าทาง
ศิลปะ ศิลปะบาบัด ประกอบด้วยรูปแบบกิจกรรมทางศิลปะที่มี ความหลากหลาย ซ่ึงครอบคลุม
ถึง ทศั นศิลป์ (visualarts) ดนตรี (music) การแสดง (drama) และวรรณกรรม(literature)
ในปัจจุบนั มีการนาศาสตร์ทางเลือกแขนงใหม่มาใช้กนั อย่าง แพร่หลายในวงการด้านสาธารณสุข
และเป็ นท่ีรู้จักในวงการดา้ น ศิลปะด้วยโดยการบาบดั โดยใชก้ ิจกรรมทางศิลปะรูปแบบต่างๆ ซ่ึงมาจาก
6
คาศพั ทภ์ าษาองั กฤษคาว่า “art therapy” เม่ือแปลเป็นศพั ท์ภาษาไทย มีการใช้อยู่ 2 แบบ คือ คาว่า “ศิลปะ
บาบัด ” และ “ศิลปกรรมบาบดั ” ซ่ึงในปัจจุบัน ก็ยงั มี การใชท้ ี่แตกต่างกันอยู่ ถึงแมว้ ่าพจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑติ ยสถาน ฉบบั พ.ศ. 2542 จะไดบ้ ญั ญตั ศิ พั ทไ์ วแ้ ลว้ ก็ยงั มีการใชท้ ี่แตกต่างกนั เช่นเดมิ คาวา่
“ศิลป-” “ศิลป์ ” และ “ศิลปะ” เป็นคานาม มาจาก รากศพั ท์คาว่า “ศิลฺป” หรือ “สิปฺป” แปลว่า “มฝี ี มืออย่าง
ยอดเยี่ยม” ดังน้ันคาว่า “ศิลปะ” จึงมีนิยามว่า “ฝี มือ, ฝี มือทางการช่าง, การทาให้วิจติ รพิสดาร, เช่น เขาทา
ดอกไมป้ ระดิดประดอยอย่าง มีศิลปะ, ผูห้ ญิงสมยั น้ีมีศิลปะในการแต่งตวั รูปสลกั วีนัสเป็ นรูปศิลป์ ; การ
แสดงออกซ่ึงอารมณ์ สะเทือนใจให้ประจกั ษด์ ้วยสื่อตา่ งๆ อย่าง เสียง เส้น สี ผิว รูปทรง เป็นตน้ เชน่ ศลิ ปะ
การดนตรี ศิลปะการวาดภาพ ศิลปะการละคร วิจิตรศลิ ป์ ”
ส่วนคาว่า “ศิลปกรรม”เป็ นคานิยามว่า “สิ่งท่ีเป็ น ศิลปะ, สิ่งท่ีสร้างสรรค์ข้ึนเป็ นศิลปะ เช่น งาน
ประตมิ ากรรม งาน สถาปัตยกรรม จดั เป็นศลิ ปกรรม”ทางสานกั ราชบณั ฑติ ยสถานไดต้ คี วามวา่
“art therapy” เป็นกิจกรรมทีน่ าศิลปกรรมแขนงตา่ ง ๆ เชน่ จิตรกรรม
ความแตกต่างระหว่างศิลปะบาบดั กับการเรียนศิลปะทั่วไป
ศิลปะบาบดั มีเป้าหมายเพ่ือการบาบดั รักษาและฟ้ื นฟูอาการเจ็บป่ วยท้ังทางร่างกายและจิตใจ
มุ่งหวงั ใหผ้ ูร้ ับการบาบดั เกิดการเปล่ียนแปลงภายในตนเอง ซ่ึงในกระบวนการแต่ละคร้ัง นักศลิ ปะบาบดั จะ
เปิ ดโอกาสและให้อิสระกับผู้รับการบาบัดได้สร้างสรรค์ผลงาน โดยไม่ได้คานึงถึงความสวยงามหรือ
หลกั เกณฑ์องคป์ ระกอบทางศิลปะใด ๆ แต่มุ่งเน้นไปยงั การสารวจอารมณ์ ความรูส้ ึก ความคิด การเขา้ ใจ
และอธิบายตวั ตนผ่านการสร้างชิ้นงานของผูร้ ับการบาบดั ซ่ึงแตกต่างจากการเรียนศิลปะทวั่ ไปท่ีคานึงถึง
คณุ ค่าทางศลิ ปะและสรา้ งผลงานให้มีความสวยงามดว้ ยเทคนิคต่าง ๆ มีเป้าหมายเพอื่ พฒั นาทกั ษะและฝี มือ
ให้เก่งข้ึน โดยมีครูศิลปะหรือผูเ้ ช่ียวชาญในศิลปะแขนงน้นั ๆเป็นผูส้ อน ท้งั น้ีในกระบวนการของศิลปะ
บาบดั นกั ศิลปะบาบดั จะเป็นผปู้ ระเมินและวางแผนการรักษาร่วมกบั จิตแพทยแ์ ละสหวชิ าชีพ และนกั ศิลปะ
บาบดั ตอ้ งเรียนจบเฉพาะทางในการบาบดั รักษาอีกดว้ ย
ศิลปะบาบัด (Art Therapist) การทาศิลปะบาบดั แต่ละคร้ังใชเ้ วลา 45-60 นาที ความถี่อยู่ที่ 1-2
คร้ังต่อสัปดาห์ นักศิลปะบาบัดเร่ิมต้นชั่วโมงท่ี 1 และ 2 ของการบาบัดโดยการให้ระบายสีอิสระ (Free
Painting) และป้ันดินอิสระ (Free Clay) เพอื่ วิเคราะหบ์ ุคลิกภาพของผูร้ ับการบาบดั และประเมินอาการความ
ผิดปกติท่ีเกิดข้ึน จากน้ันวางแผนการบาบัดโดยกาหนดเป้าหมายท่ีต้องการและดาเนินการบาบดั ผ่าน
กระบวนการทางานดา้ นศิลปะ เช่น การระบายสีบาบดั การลากเสน้ รูปทรงบาบดั การป้ันบาบดั เป็นตน้
เนื่องจากในทางมนุษยป์ รัชญา สี (Colors) วสั ดทุ างศลิ ปะ (Tools) และบทฝึกหดั (Exercises) ลว้ นมผี ลในเชิง
บาบดั ดงั น้นั ผรู้ บั การบาบดั แตล่ ะรายจึงไดร้ บั บทฝึกหัดสีและชนิดอปุ กรณ์ท่แี ตกต่างกนั ไปตามภาวะอาการ
เจ็บป่ วยท่ีนักศิลปะบาบดั ได้ประเมิน โดยตลอดระยะเวลาของการบาบดั นักศิลปะบาบดั จะทากา รสรุป
สภาวะของผูร้ บั การบาบดั สิ่งทสี่ ังเกตเหน็ ประเมินพฒั นาการ และติดตามผลร่วมกบั แพทยเ์ จา้ ของไข้
7
ศิลปะบาบัดแนวจิตวิเคราะห์ (Art Psychotherapy) ศลิ ปะบาบดั แนวจิตวเิ คราะห์ ถูกพฒั นามาจาก
การบาบัดแนวจิตวิเคราะห์ (Psychotherapy) มีการผสมผสานกันระหว่างจิตวิทยาและศิลปะแขนงต่าง ๆ
(Logic and Creativity) โดยชว่ ยในเร่ืองการแสดงความรู้สึกและการส่ือสาร ท้งั ยงั เป็นพ้นื ที่ให้ผูร้ บั การบาบดั
ได้สารวจจิตใต้สานึก ประสบการณ์ในอดีตเพ่ือตระหนักถึงความคิด อารมณ์ ความรู้สึกข้างใน เช่น
ความเครียด ความสับสน ความคบั ขอ้ งใจ และสื่อสารออกมาเป็นรูปธรรมมากข้ึน การทางานของศิลปะ
บาบดั แนวจิตวิเคราะห์ ช่วยพฒั นาความเขา้ ใจในตนเอง ส่งเสริมพฒั นาการสมอง พฒั นาการดา้ นประสาท
สัมผสั พฒั นาการทางจิตวิญญาณภายใน และมองผูร้ ับการบาบดั เป็นองคร์ วม ท้งั ทางกายภาพ พฤติกรรม
บุคลิกภาพ และอารมณ์ความรู้สึกอย่างเป็ นปัจเจก โดยมีนักบาบดั เป็ นผู้ประคบั ประคองและวิเคราะห์
รูปแบบการทากจิ กรรมให้เหมาะสมกบั แต่ละบคุ คลเพือ่ ให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดแกผ่ รู้ บั การบาบดั รวมถึงคอย
ชว่ ยส่งเสริมใหผ้ รู้ ับการบาบดั เกิดความเชื่อมนั่ และรูจ้ กั คุณคา่ ในตนเอง และสามารถดาเนินชีวิตประจาวนั ได้
อยา่ งเดิม
8
ศิลปะบาบดั ในประเทศไทย
เท่าที่ปรากฏจากหลกั ฐานส่ิงพิมพ์ ในประเทศไทยมผี ู้ สนใจเกย่ี วกบั ศลิ ปกรรมบาบดั (art therapy)
มาต้งั แต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ แต่มหาวิทยาลยั บรู พาโดยเฉพาะคณะศลิ ปกรรมศาสตร์น่าจะไดร้ ับเกียรตเิ ป็นผสู้ รรค์
สร้างศาสตร์น้ีอย่างจริงจงั ในประเทศไทย ดงั รายละเอยี ดท่ีบนั ทึกอยู่ในบทความ กาเนิด ศิลปกรรมบาบดั ท่ี
ม.บูรพา ท่ีบนั ทึกลาดับเหตุการณ์ต่าง ๆ จนเกิดการปฏิสนธิ" ศิลปกรรมบาบดั ข้ึนอย่างเป็ นรูปธรรม ใน
ประเทศไทย. การประชุมวิชาการ “แนะนาศิลปกรรมบาบัด ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็ น
ประวตั ศิ าสตร์สาคญั ของ กาเนิดศิลปกรรมบาบดั ในประเทศไทย, การประชุมในคร้ังน้นั นอกจากไดร้ ับพระ
กรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิง อบุ ลรัตน์ราชกญั ญา สิริวฒั นาพรรณวดี ทรงเปิ ดการประชมุ เป็นทางการ
ในวนั ที่ ๑๗ มนี าคม ๒๕๕๙ แลว้ การท่ีมีนกั วชิ า การระดบั ประเทศท้งั ในประเทศและจากต่างประเทศอยา่ ง
หลากหลาย ไดท้ าให้การประชุมคร้ังน้ันได้เป็ นท่ียอมรับเป็ น การประชุมระดับชาติและก่ึงนานาชาติ ที่
เกี่ยวกบั ศิลปกรรม บาบัดเป็นคร้ังแรกในประเทศไทย รายระเอียดของการ ประชุมปรากฏอยู่ในหนังสือ
กาหนดการ และเร่ืองย่อ “การประชุมประชุมวิชาการ แนะนาศิลปกรรมบาบัด” หลังจากการประชุม
ศิลปกรรมบาบัดคร้ังแรกน้ัน ก็มี ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดข้ึนในวงการวิชาการของไทย คือ ความ
กระตือรือร้นในงานกิจกรรมบาบดั ของกลุ่มทางานไดช้ ะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว, ความมุ่งม่ันท่ีแข็งขันแต่
แรกเริ่ม หายไป. ผูร้ ่วมงานเดิม ๆ หนีหนา้ หายไปหมด แต่แลว้ ก็เกิด ปาฏิหาริยโ์ ดยผูท้ ่ีอยนู่ อกกลุ่มงานเดิม
อนั ได้แก่ คณะ สาธารณสุขศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ในมหาวิทยาลยั บูรพา ที่มีบุคลากรไปร่วมฟัง
การประชุมแนะนาศิลปกรรม บาบัดฯ ได้ให้ความสนใจ เข้ามาทาบทามติดต่อผู้เขียนขอ สืบสานงาน
ศิลปกรรมบาบัดให้มหาวิทยาลยั บูรพา จึงมีการพูด คุยปรึกษานอกรอบหลายคร้ัง ในช่วงต้น ๆ ดูว่าคณะ
ดาเนินการต่อ แต่แล้วเหตุการณ์ได้พลิกผนั ไป เมื่อคณะ พยาบาลศาสตร์ได้ใชย้ ุทธศาสตร์เชิงรุกรวดเร็ว,
ประกอบกบั การนาโอกาสเป็นประโยชน์ ขณะทค่ี ณะสาธารณสุขศาสตร์ กาลงั สาละวนอยกู่ ับการจดั ต้งั คณะ
ผบู้ ริหารคณะฯ ชุดใหม่ เสนอโครงการกอ่ ต้งั ศนู ยศ์ ลิ ปกรรมบาบดั เอเชียแปซิฟิ กต่อผู้ บริหารมหาวิทยาลยั
บูรพา และดาเนินการเป็นผลสาเร็จ สามารถผนึกแนวร่วมประกอบด้วยคณะสาธารณสุขศาสตร์ และคณะ
ศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั บูรพา และหน่วย งานศิลปกรรมบาบดั ของมหาวิทยาลยั นิวยอร์ก, สถาบนั
ทาง จิตวิทยาเอดเลอร์แห่งชิคาโก, มหาวิทยาลัยเอมโพเลีย และ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในประเทศ
สหรัฐอเมริกา ต้งั ศูนย์ ศลิ ปกรรมเอเชียแปซิฟิ ก ข้ึนในประเทศไทย ในส่วนของผเู้ ขียน ไดต้ ้งั เข็มการทางาน
ศิลปกรรมบาบดั ต้งั แต่องคก์ ร Lantern of the East - Los Angeles, USA เขา้ มาจุดประกายศลิ ปกรรมบาบดั
ให้คณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวทิ ยาลยั บูรพาเม่ือปลายพ.ศ. ๒๕๔๘ ก็ไดม้ ุ่งมนั่ ศึกษา และปฏบิ ตั ิงานในดา้ น
น้ีอย่างต่อเนื่อง และทาการติดต่อกับนัก วิชาการในต่างประเทศตลอดมา ดังน้ันเมื่อคณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา ต้องการเร่ิมงานให้เป็ นรูปธรรม จึงให้ เกียรติเชิญเข้าร่วมในโครงการก่อต้ังศูนย์
ศิลปกรรมบาบัดเอเชีย แปซิฟิ ก ในฐานะรองประธานคนที่ และมอบให้เป็นผูป้ ระสานงานกับหน่วยงาน
ตา่ งประเทศจนประสบผลสาเร็จ ผลงานดา้ นศลิ ปกรรมบาบดั ของผเู้ ขียนในช่วงเวลาที่ผ่านไป เป็นงานด้าน
9
เอกสารสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ บทความแปล หนังสือศิลปกรรมบาบดั ต่างประเทศ และงานวิจัยพ้ืนฐาน ชิ้น
เล็กๆ
การประยุกต์ใช้ศิลปะบาบัดในประเทศไทย
1.ศิลปะบาบัดในสถาบนั ราชานุกูล
ดว้ ยสถาบนั ราชานุกูล กรมสุขภาพจติ กระทรวงสาธารณสุข เป็นศูนยก์ ลางวชิ าการดา้ นพฒั นาการ
เดก็ และ ภาวะปัญญาอ่อน รวมถึงมกี ารให้บริการแบบองค์รวมในระดบั ตติยภูมิ ไดเ้ ลง็ เห็นความสาคญั ของ
ศิลปะบาบัด มาบริการ แก่ผู้มีความบกพร่องด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์ และ
พฤติกรรม การใชก้ ระบวนการทางศลิ ปะมา ช่วยในการบาบดั ในหน่วยงานน้ีใชช้ ื่อวา่ ศิลปกรรมบาบดั โดย
มีโครงสร้างกิจกรรมดงั น้ี
1. ศิลปกรรมบาบดั หมายถึงการฟ้ืนฟสู มรรถภาพผูป้ ่ วยโดยใชก้ ิจกรรมศลิ ปะ
- การวาดภาพ
- ป้ัน-หล่อ
- บาตกิ
- ทอ
- ประดษิ ฐ์
2. ประเภททกั ษะ
- ทกั ษะการใชช้ ีวิต หมายถึงการดาเนินชีวิตประจาวนั เชน่ การซ้ืออาหาร รบั ประทานอาหาร
- ทกั ษะทางสงั คม หมายถงึ ขอ้ มลู ส่วนตวั ( ช่ือ-สกุล) การทกั ทาย การพดู คยุ
- บนั เทิงบาบดั หมายถงึ การใชก้ จิ กรรมดนตรีและกีฬา
2. อาชีวบาบดั ในโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถมั ป์
อาชีวบาบดั ในสาขาเวชกรรมฟ้ื นฟูของโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถมั ป์ เป็นกระบวนการ
รักษาแขนงหน่ึง โดยใชก้ ิจกรรมต่าง ๆ มาใชป้ ระยุกต์ วเิ คราะห์ ส่งเสริมรักษา และฟ้ื นฟูสมรรถภาพให้กบั
ผปู้ ่ วยจติ เวชทางดา้ นร่างกาย ลดอาการแปรปรวนทางสภาพจิตใจ ชว่ ยแกไ้ ขขอ้ บกพร่องทางด้านพฤติกรรม
อนั ไมพ่ งึ ประสงค์ ดา้ นพฒั นาการทางอารมณท์ างการเคลอื่ นไหวดา้ นการรบั รู้ ทกั ษะ ด้านสังคม ตลอดจนให้
ผปู้ ่ วยมคี วามสามารถช่วยเหลอื ตนเองได้ ประกอบอาชีพ จากกจิ กรรมในการดารงชีวติ อยไู่ ดอ้ ย่างปกตสิ ุข
กิจกรรมที่ผู้ป่ วยนามาปฏิบัติมีจุดมุ่งหมาย ซ่ึงผ่านกระบวนการวิเคราะห์ภายใต้เง่ือนไขทาง
การแพทย์ ทางจิตเวช กิจกรรมเป็นวชิ าชีพ เพื่อให้ผูป้ ่ วยสามารถช่วยเหลอื ตนเองได้ ตามศกั ยภาพของแต่ละ
บคุ คล กิจกรรมมจี ดุ มุ่งหมายต่อ ความผดิ ปกติทางจติ สังคม ช่วยพฒั นาการตามความบกพร่องทางการเรียนรู้
เพือ่ ช่วยเหลือตนเองไดม้ ากท่ีสุด นามา เป็นประโยชน์ต่อชีวติ ประจาวนั ชว่ ยให้ผปู้ ่ วยเกดิ การสร้างสรรคใ์ น
ผลงาน เกิดความหฤหรรษ์ สนุกสนานเพลดิ เพลิน มีสมาธิช่วยให้จิตเบิกบาน และไดร้ ับความภาคภูมิใจใน
10
ผลงาน เป็นผลสื่อความในใจ ที่ผูป้ ่ วยจิตเวชไมส่ ามารถแปลเป็น คาพูดใดๆ ออกมาเป็นผลงานกิจกรรมได้
ผลของกิจกรรมได้พัฒนาทางการเรียนรู้ การเคลื่อนไหวทาหน้าที่ประสาน ความรู้สึกได้พัฒนาทักษะ
ความสามารถในการใชเ้ วลาว่าง ในการออกแบบ ประยุกต์ ประดิษฐ์ ดดั แปลง เพื่อส่งเสริม ทกั ษะทางการ
เคล่ือนไหว และการปรบั สภาพแวดลอ้ มทีเ่ หมาะสม โดยสามารถทากจิ กรรมไดท้ ้งั แบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม
ในขณะปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ใชบ้ าบดั กบั ผูป้ ่ วยทางจิตเวช เนน้ หนกั ไปในแขนงของงานฝึกอาชีพ เช่น งานศิลปะ
วาดภาพ ระบายสี เพนทผ์ า้ ภาพพิมพ์ งานป้ัน และสลกั งานประดิษฐ์ ออกแบบจากวสั ดุเหลอื ใชท้ ี่นามาใช้
เป็นประโยชนต์ ่อ ชีวิตประจาวนั ได้
กิจกรรมดงั กล่าว ฝึกใหผ้ ูป้ ่ วยได้ใชฝ้ ึ กส่วนของกลา้ มเน้ือมดั เล็กในดา้ นร่างกาย โดยเฉพาะเด็กออทิ
สติก เป็น เด็กท่ีมีความบกพร่อง ทางการเคลื่อนไหว การรับรู้ความผิดปกติทางสมอง และอาชีวภาพจึงต้อง
บาบดั ช่วยกระตุ้น พฤติกรรมดังกล่าว ฝึ กพัฒนาการให้ดีข้ึน ตลอนจนสื่อความหมาย เด็กออทิสติกไม่
สามารถเขา้ ใจค่าพูดหรือคาส่ังไดด้ ี เท่ากับเด็กปกติ มกั ย้าคิดย้าทา ซ้าซากเสมอๆ อยูใ่ นโลกของตนเอง ฟัง
คาพูดไม่เขา้ ใจค่าสั่ง เด็กชอบลอกเลียนแบบ ใชค้ าพูดคาสั่งๆ เช่น การเรียนศิลปะ ทางการวาดภาพ การ
ระบายสี ขีดเขียนรูปภาพ ต้องใช้วิธีการโดยช่วยจบั มือให้ เด็กเขียนตามก่อนหรือใช้รอยปะง่ายๆ ที่ไม่ยาก
เป็นพ้นื ฐานการเรียนรู้ เด็กออทสิ ติกบางคนทาไดด้ ี และเร็วกวา่ เด็กปกติ แตเ่ ดก็ ไมส่ ามารถรับรู้ธรรมชาติ สิ่ง
เร้ารบั ความรู้สึก เป็นเด็กที่มรี ะบบประสาทสัมผสั บกพร่อง ความเขา้ ใจ และการ แสดงออกไม่สามารถเห็น
เดน่ ชดั กว่าเดก็ ปกติ บางคนรอ้ งไห้โดยไม่มนี ้าตา หรือแสดงอารมณ์ไม่สมเหตสุ มผล ความจา จะจาไดน้ าน
จะลืมยาก หากเขาได้เรียนรู้แลว้ การเคล่ือนไหวของเด็กออทิสติก เคล่ือนไหวทุกส่วนของร่างกายมากกว่า
เด็กปกติเป็ นการเคล่ือนไหวที่ ปราศจากจุดมุ่งหมาย ทาให้ช่วงความสนใจส้ันและวอกแวก ง่ายต่อ
สิ่งแวดลอ้ มรอบตวั กิจกรรมอาชีวบาบดั ช่วยให้ ผูป้ ่ วยเกิดสมาธิ การไดก้ ลา้ มเน้ือมดั เล็กทางร่างกาย และ
เกิดการพฒั นากาลงั ปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีข้ึน เกิดการเพิ่ม ประสิทธิภาพทางการเคลื่อนไหว เพ่ิมระดับ
ความอดทน สามารถใชอ้ ุปกรณ์ มีความละเอยี ดอ่อนในการใชม้ อื และ สายตาใหป้ ระสานสมั พนั ธ์กนั
3. อาชีวปาบดิ ในโรงพยาบาลศรีธญั ญา
โรงพยาบาลศรีธัญญา ก็มีการนาเอาศิลปะมาใชใ้ นสาขาเวชกรรมฟ้ื นฟูของโรงพยาบาลในช่ืออาชีวบาบัด
ดว้ ย กิจกรรมท่ีหลากหลาย รองรับความสนใจของผปู้ ่ วยทม่ี ีความผดิ ปกติที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการทา
เทียนเจล, ร้อยลกู ปัด, แกะลวดลายกระจก, ปะติดรกมะพรา้ ว, บาตกิ , ผา้ ใยบวั , ทาเกลยี วเชือกผกั ตบชวา,
ทอพรมเชด็ เทา้ หรือซิลคส์ กรีน
11
ประโยชน์ของการบาบัดด้วยศิลปะ
ประโยชนข์ องการบาบดั ดว้ ยศิลปะจะเนน้ ไปทกี่ ารพฒั นาดา้ นอารมณแ์ ละสติปัญญา สมาธิ ความคิด
สร้างสรรค์ รวมถึงการช่วยพัฒนากล้ามเน้ือมัดเล็ก และการประสานงานการเคล่ือนไหวของร่างกาย
นอกจากน้ียงั เป็นเคร่ืองมือสาคญั ที่ช่วยในการกระตนุ้ การสื่อสารและเสริมสร้างทกั ษะของร่างกาย และการ
บาบดั ด้วยศิลปะน้ันยงั เป็ นรูปแบบการบาบัดท่ีเป็ นประโยชน์มาก เมื่อใช้ร่วมกับการบาบัดท่ีเน้นการ
แกป้ ัญหา ศิลปะบาบดั น้นั ช่วยให้ผูป้ ่ วยเปล่ียนรูปแบบการคิด พฤติกรรม นอกจากน้ีศลิ ปะบาบดั ยงั ชว่ ยสร้าง
ความภาคภูมิใจในตนเอง มสี ติ ในขณะเดียวกันก็ยงั ชว่ ยลดความวติ กกงั วล ศิลปะบาบดั เป็นการบาบดั แบบ
บูรณาการ ซ่ึงมีวตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ใชร้ ่วมกบั การรกั ษาสุขภาพจติ แบบด้งั เดมิ อ่นื ๆ
ศิลปะร่วมรักษา (Art Associated Therapy)
มปี ระโยชนอ์ ยดู่ ว้ ยกันหลายประการ โดยผ่านกลไกที่อธิบายทางจิตวิทยาและสมองท่ซี ับซอ้ น แต่
ผลลพั ธน์ ้นั สามารถช่วยเพม่ิ คุณภาพชีวิต (overall quality of life) อีกท้งั ยงั ช่วยสนบั สนุนการติดตามจากการ
รักษาโรคประจาตวั โดยประโยชนจ์ ากการบาบดั ดว้ ยศิลปะจะมีท้งั หมดจะมีท้งั หมด 6 ประโยชนจ์ ากการใช้
ศิลปะมาช่วยร่วมในการรักษา ซ่ึงการที่ได้นาศิลปะเขา้ มาร่วมรักษาเปรียบเสมือนเป็นการนาเคร่ืองมือ ตวั
ช่วยทส่ี าคญั เหมอื นกุญแจทจี่ ะเปิ ดประตเู ช่ือมการรกั ษาทางการแพทยส์ ู่ผลลพั ธ์ที่ดี
1. Promoting self-awareness and self-expression (กระตุ้นการรับรู้ตนเองและการแสดงออก
ตวั ตน) การแสดงออกซ่ึงตวั ตนผ่านงานศิลปะ เป็นสิ่งทที่ รงพลงั และมีความหมายอยา่ งมาก เป็นวถิ ีทางที่จะ
แชร์ประสบการณ์ในของท่าน แสดงการมีตวั ตนและความเป็ นตวั ของตวั เองของผูส้ ูงวยั ไปยงั ผูอ้ ื่นและ
สังคม โดยวิถีทางท่ีมีความหมาย มีหลกั การ ศิลปะบาบัดน้ันยงั สามารถช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่มีความ
บกพร่องทางความจาท้งั ปัจจุบนั และอดีต เอ้ือใหอ้ สิ ระทางความคดิ เสริมสร้างความมน่ั ใจในตวั เองไดอ้ ย่างดี
2. Facilitating socialization and communication (มสี ่วนช่วยในการเข้าสังคมและการส่ือสาร)
ผสู้ ูงวยั ที่มปี ัญหา มีอปุ สรรคในการสื่อสาร การแสดงความเป็นตวั ตนออกมาผา่ นการพูด หากไดน้ าศิลปะมา
ใช้เป็น ตวั กลาง ส่งเสริมให้ใชผ้ ่านการมองเห็น นาไปสู่การแปลความหมายออกมาสื่อสารเป็นคาพูด เป็ น
วาจา ส่ิงน้ีเป็นกุญแจหลกั ท่สี าคญั ท่ีจะชว่ ยผูส้ ูงวยั ท่ีมปี ัญหาดงั กลา่ วนัน่ เอง ศิลปะยงั ชว่ ยเชื่อมผูส้ ูงวยั ต่อคน
อ่นื ๆ ในครอบครัวและสงั คมอีกท้งั ยงั ชว่ ยลดความรูส้ ึกโดดเดยี่ วเดียวดายไดเ้ ป็นอยา่ งดี
3. Improving cognitive skills and providing intellectual stimulation(พัฒนาศักยภาพทางพุทธิ
ปัญญาและการตอบสนองต่อสิ่งกระต้นุ ) การไดพ้ ดู คยุ วพิ ากษว์ ิจารณ์ มาร่วมถก ร่วมกนั คิด ตอ่ ภาพงานศิลป์
ผลงานทางศิลปะ นอกจากจะช่วยในดา้ นการสื่อสาร ปฏสิ ัมพนั ธ์กันแลว้ ยงั ชว่ ยกระตุน้ สนบั สนุนและเพ่ิม
พลงั ความคิดสรา้ งสรรค์ เช่ือมการทางานของสมองโดยทว่ั อย่างเป็นระบบ การใชส้ มองท้งั สองซีก ซ้ายขวา
ประสานงานเป็นหน่ึงเดยี วกนั
12
4. Reducing boredom (ใช้เวลาว่างอย่างเป็ นประโยชน์สนุกสนานไม่น่าเบื่อ) การใช้เวลาว่างผ่าน
การทางานศิลปะ เป็ นการเติมเต็มชีวิตเติมเต็มช่วงเวลาว่างได้อย่างวิเศษ อีกท้งั ยงั สร้างความภาคภูมิใจใน
ผลงานซ่ึงเป็นสิ่งทปี่ ระเมินคา่ มิไดอ้ ีกดว้ ย
5. Improving motor skills (ช่วยสร้างเสริมพัฒนาทักษะในการใช้กล้ามเนือ้ มดั ใหญ่และมดั เลก็ ) ใน
การทากิจกรรมโดยใช้ศลิ ปะเป็นตวั เช่ือม สามารถจดั ไดอ้ ยา่ งหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น งานวาดเขยี น
งานป้ัน งานหัตถกรรม งานจัดดอกไมแ้ ละอื่นๆอกี มากมายสิ่งเหล่าน้ีลว้ นแลว้ แต่ชว่ ยในการเสริมสรา้ งการ
ปฏิสัมพนั ธ์ ระหว่างของร่างกายท้งั สมองกลา้ มเน้ือ ความคิด อารมณ์ เพื่อที่จะทาสิ่งต่างๆ ผลงานที่สาเร็จ
แสดงออกมาอย่างมีความหมาย เทคนิคพวกน้ีช่วยลดความรู้สึกปวด ความรู้สึกกงั วล ความเครียด โดยการ
เบี่ยงความสนใจ เนน้ focus ไปยงั งานศลิ ปะอกี ดว้ ย
6. Decreased stress and depression (ช่วยลดภาวะเครียดซึมเศร้าได้อย่างด)ี ที่ผา่ นมามีการนาเอา
ศิลปะมาบาบดั ความรู้สึก ความเครียด กงั วล และภาวะซึมเศรา้ โดยกลไกท่ชี ่วยผอ่ นคลายอารมณ์ เปิ ดใจ เปิ ด
ความคิด การกาหนดจิตให้จดจอ่ กบั งานศลิ ป์ เป็นการช่วยยกระดบั สภาพจิตให้สูงข้ึน เป็นสาเหตุที่ทาให้ ผูส้ ูง
วยั กิจกรรมรู้สึกสบาย ผ่อนคลายความกงั วลและรู้สึกดไี ด้ นนั่ เอง บุคลากรที่มีความชานาญ หากไดร้ ่วมกบั ที
การรักษา พยาบาล ไดน้ าเอากิจกรรมศิลปะบาบดั เขา้ มาร่วมเป็น ส่วนหน่ึงของการรักษา ผ่านกิจกรรมที่
หลากหลายน่าสนใจผา่ นสีสันท่สี วยงาม กิจกรรมมุ่งหวงั ให้เพลดิ เพลิน การทา กิจกรรมเป็นหมู่คณะ การได้
พูดคุยหรือแสดงออกถึงความคิด สร้างสรรค์ เป็ นกลไกท่ีสาคัญท่ีทาให้ผูส้ ูงวัยสามารถใช้สมองเช่ือม
ความคิด ตรรกะและอารมณ์ เขา้ เป็นหน่ึงเดียวกนั ผสานการดูแลทางการแพทย์ เช่น ออกแบบกิจกรรมท่ี
มุง่ หวงั กระตุ้นกลา้ มเน้ือมือใหป้ ระสานงานระหวา่ งนิ้วแลว้ สายตา การผ่อนคลายความตึงเครียดทางอารมณ์
หมอคิดว่าเป็นการดีที่เราจะนาเอาศิลปะบาบดั เขา้ มาใชผ้ สมผสานเป็นอกี เครื่องมือหน่ึง ที่นอกจากยา ทาง
การแพทย์ ที่สามารถช่วยเพม่ิ ประสิทธิภาพในการรักษา และเสริมโอกาสที่จะประสบผลสาเร็จในการดูแล
อกี ท้งั ยงั ช่วยส่งเสริมความมนั่ ใจในตวั เองและที่สาคญั ยงั สามารถสรา้ งเสริมความสมั พนั ธท์ ่ีดีในครอบครัว
อีกดว้ ย แลว้ คณุ จะประหลาดใจอยา่ งมากว่าการนาเอาพลงั บวกในจติ ใจ โดยผ่านกิจกรรมที่ใชศ้ ิลปะเป็นส่วน
ร่วมสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เมอ่ื ใชร้ ่วมรกั ษาโรคประจาตวั ทางกาย ทางใจและสงั คมไดอ้ ย่างวิเศษเลยทเี ดยี ว
ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์ในเด็กและวยั รุ่น
• สรา้ งสมาธิ สามารถอยนู่ ่ิงและจดจอ่ ไดน้ านข้ึน
• ส่งเสริมการเห็นคุณคา่ ในตวั เอง
• เสริมสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์
• เสริมสร้างประสาทสมั ผสั ทางการสัมผสั การเคล่อื นไหว ความสมดุล
• เสริมสรา้ งการใชช้ ีวิตอยา่ งมีระเบยี บแบบแผน และเป็นกจิ วตั ร
• ปลกู ฝงั ศลี ธรรม ความออ่ นโยนตอ่ เพอ่ื นมนุษยแ์ ละสตั ว์
• เสริมสร้างทกั ษะทางสังคม
13
ส่งเสริมคณุ ภาพชีวติ ในผ้สู ูงอายุ
• สร้างความผ่อนคลาย
• สร้างความเบกิ บาน
• สรา้ งความรื่นรมยแ์ ละใกลช้ ิดธรรมชาติ
• ฟ้ืนฟพู ลงั ชีวิต
• ฟ้ืนฟูสมรรถภาพดา้ นการสัมผสั การเคลื่อนไหว การมองเหน็ ความสมดุล
• เสริมสร้างการใชช้ ีวิตอยา่ งเป็นกิจวตั ร
14
ข้ันตอนและกจิ กรรมทางศิลปะทใ่ี ช้ในการบาบดั
ข้นั ตอนหลกั ในการทาศิลปะบาบดั
มีการแบ่งเป็นข้นั ตอนหลกั “4 E” ดงั น้ี
1) Established rapport (สรา้ งสัมพนั ธภาพ) เป็นข้นั แรก ของการบาบดั สร้างสัมพนั ธภาพระหว่างผู้
บาบดั กบั ผรู้ บั การบาบดั ซ่ึงรวมถงึ การประเมนิ สภาพปัญหา และวางแผนการบาบดั รักษาดว้ ย
2) Exploration (คน้ หาปัญหา) เป็นข้นั ของการสารวจ คน้ หา วเิ คราะหป์ มปัญหา ความขดั แยง้ ภายใน
ส่วนลึกของจิตใจ
3) Experiencing (ทบทวนประสบการณ์) เป็นข้นั การบาบดั โดยดึงประสบการณ์แห่งปัญหาข้ึนมา
จดั เรียง ปรับเปลี่ยน แกไ้ ขใหม่ ในมุมมองและสภาวะใหม่
4) Empowerment (เสริมสรา้ งพลงั ใจ) เป็นข้นั สุดทา้ ยของ การบาบดั โดยเสริมสรา้ งความภาคภมู ิใจ
ในตนเอง และใหโ้ อกาสแห่ง การเปลยี่ นแปลง
เทคนิคสาคัญท่ีนามาใช้ในกระบวนการทางศิลปะบาบดั คือ การสนับสนุน เสริมสร้างกาลังใจ
(supportive) และการตคี วาม หมายทซี่ ้อนเรน้ ภายในจิตใจ (interpretation) การสนบั สนุน เสริมสร้างกาลงั ใจ
ทาไดโ้ ดยใหค้ วามสนใจ ให้กาลงั ใจ และการชมเชยเมื่อทาไดส้ าเร็จหรือพยายามเพ่มิ ข้นึ ภายใต้ สิ่งแวดลอ้ ม
ท่ีสงบ ปลอดภยั และท่าทีเป็นมิตร การตีความหมายที่ซ้อนเร้นภายในจติ ใจ ทาไดโ้ ดย การตีความสัญลกั ษณ์
ตา่ ง ๆ ที่เห็น สีที่ใช้ ภาพที่วาด เพ่ือให้เกิดความ เขา้ ใจในตวั เองมากยงิ่ ข้นึ นกั ศิลปะบาบดั จะทางานร่วมกับ
จติ แพทย์ และนักจิตวิทยา เป็นทีมงานเดยี วกัน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่ในตวั ผูร้ บั การ บาบดั ซ่ึง
ส่วนใหญไ่ มส่ ามารถเล่าถึงความคบั ขอ้ งใจของตน หรืออาจ ไม่รู้ตวั ว่ามปี ัญหาเกดิ ข้นึ โดยเฉพาะในเดก็
ในการทาศิลปะบาบดั ทุกคร้ัง ควรมีการบนั ทึกให้เห็นถึงกระบวนการและผลลพั ธ์ที่เกิดข้ึน รวมถึงบนั ทึก
การเปล่ียนแปลง พฤติกรรม อารมณ์ และขอ้ สังเกตต่าง ๆ ลงในแฟ้มประวัติผู้ป่ วย เพื่อวางแผนร่วมกับ
ทีมงานที่ใหก้ ารบาบดั รักษา และกาหนดแนวทาง ในคร้งั ต่อไป
กจิ กรรมทางศิลปะทใี่ ช้ในการบาบัด
ศลิ ปะบาบดั มีรูปแบบแตกตา่ งกนั ไปในผรู้ บั การบาบดั แต่ละ คนที่มีสภาพปัญหาแตกตา่ งกนั เทคนิค
ที่ใช้ เช่น ป้ันดิน วาดภาพ ระบายสี ถกั ทอ กิจกรรมทางดนตรี เลน่ ละคร หรือบทบาทสมมติ โดยนกั ศิลปะ
บาบดั จะพิจารณาเลือกใชเ้ ทคนิคที่เหมาะสมกบั แต่ละ บุคคลการเลือกใชส้ ่ือ วสั ดุ อุปกรณ์ และรูปแบบท่ี
หลากหลายเหล่าน้ี เพื่อเป็ นทางเลือกที่จะระบายความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจตนเอง และ จัดการกับ
ความรู้สึกไดต้ ามความเหมาะสมของผเู้ ขา้ รับการบาบดั แต่ละคน
สื่อที่มีโครงสร้าง (structure media) เช่น ดินสอ สีไม้ สีเทียน ใช้สาหรับการสร้างสัมพนั ธ์ภาพระหว่าง ผู้
บาบดั กบั ผรู้ ับการบาบดั ใชแ้ ทนการ สื่อสารดว้ ยถอ้ ยคา
15
ส่ือท่ียืดหยุ่นได้ (loose media) เช่น สีน้า ดินน้ามนั ใช้ลดความ ตึงเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ และระบาย
ความรู้สึกนึกคิดออกมาอย่างอสิ ระ
โดยกิจกรรมทางศิลปะท่ีใชใ้ นการบาบดั ไดแ้ ก่
1) ทัศนศิลป์ (visual arts) ไดแ้ ก่ การวาด, ระบายสี, การป้ัน, การแกะสลกั , การ ถกั , การทอ, การ
ประดิษฐ์ ฯลฯ
กิจกรรม “หลบั ตาวาดรูป ฝึ กการปล่อยวาง” เตรียมกระดาษเปล่าแผ่นใหญ่ ๆ แลว้ ใช้มือซ้ายวาด
คร่าว ๆ อาจจะเป็ นเส้น รูปร่าง หรือเป็ นแบบไหนก็ได้โดยไม่ลืมตา จากน้ันใช้มือขวาทาแบบเดียวกัน
กจิ กรรมน้ีจะมีกระบวนการแตกตา่ งจากกิจกรรมท่ีผา่ นมา เพราะไม่ไดเ้ น้นการให้ความหมายโดยใช้สายตา
เลือกภาพ สีสนั หรือลวดลายต่าง ๆ แต่ปล่อยให้การเคล่อื นไหวเป็นไปตามสัญชาติญาณโดยไม่นึกถึงภาพ
สุดทา้ ยทีอ่ อกมา กิจกรรมหลบั ตาวาดรูปเป็นการปล่อยใหม้ ือวาดไปตามความรู้สึกอย่างเต็มท่ี ซ่ึงชว่ ยใหเ้ ด็ก
ๆ ได้ลองผ่อนคลาย ไมต่ ้องกงั วลกับการวางแผน ความสวยงามของภาพ และไม่ตอ้ งคิดมากว่าผลสุดทา้ ยที่
ออกมาจะเป็นยงั ไง เพราะเปล่ยี นไปโฟกสั ที่ลมหายใจ ความคิด ความรูส้ ึกในขณะน้นั แทน
2) ดนตรี (music) ไดแ้ ก่ การเล่นดนตรี รอ้ งเพลง และ กจิ กรรมทางดนตรี
การฟังดนตรี เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดเนื่องจากเป็ นวิธีที่ทาให้ผูป้ ่ วยรู้สึกสบาย ผ่อนคลายงา่ ยท่ีสุด
โดยให้ฟังจากแผ่นเสียง เทป วิทยุ หรือชมการแสดงคอนเสิร์ต โดยจัดให้ฟังในเวลาที่ยาลดความเจบ็ ปวด
กาลงั ออกฤทธ์ิ และใชเ้ ทคนิคการผ่อนคลายร่วมด้วย เวลาท่ีใชใ้ นการฟัง หรือจานวนคร้ังที่ฟังในแต่ละวนั
ข้นึ กบั วตั ถุประสงคข์ องการรักษา และความพร้อมของเจา้ หนา้ ที่และผูป้ ่ วย เชน่ อาจให้ฟังตามอาการหรือฟัง
เป็ น Background เบาๆเกือบท้ังวนั , Herth (1978) จัดดนตรีให้ผู้ป่ วยฟัง 5 นาทีก่อนท่ีจะมี activity ที่จะ
กอ่ ใหเ้ กิดความเจ็บปวด, Zimmerman และคณะ (1989) จดั ให้ฟังดนตรีลดความเจ็บปวดในผูป้ ่ วยมะเร็งคร้ัง
ละ 30 นาที ในขณะท่ี program ของผปู้ ่ วย oncology ใน ICU นิยมนาเพลงมาเปิ ดใหผ้ ูป้ ่ วยฟัง 30 นาทที กุ เชา้ -
เยน็
อยา่ งไรกต็ าม ดนตรีสามารถชว่ ยลดความเจบ็ ปวดไดถ้ ึงจุดหน่ึง และเป็นเวลาชว่ั คราว จงึ จาเป็นตอ้ ง
ฟังตามอาการเป็นประจา ซ่ึงการฟังเพลงร่วมกบั การใชเ้ ทคนิคผอ่ นคลายเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมเน่ืองจาก เป็น
การลงทุนทีต่ ่า แต่ไดป้ ระโยชน์สูงมาก ไม่มีพษิ ภยั และใชไ้ ด้อย่างอสิ ระไดม้ ีผูเ้ ขียนแนะนาวธิ ีการใช้เทคนิค
ผ่อนคลาย ไวห้ ลายวธิ ี แตส่ ามารถสรุปไดอ้ ย่างคร่าวๆ วา่ วิธีการดงั กลา่ ว คือ ใหผ้ ูป้ ่ วยหลบั ตาสงบน่ิง ปล่อย
ร่างกายทุกส่วนให้ผอ่ นคลาย ไม่เกร็ง ให้เกิดความรู้สึกคลายตวั ของกลา้ มเน้ือต้งั แต่เทา้ จนถงึ ใบหนา้ พยายาม
ควบคุมลมหายใจ ให้ราบเรียบ ไม่มีเสียงดัง ในขณะหายใจเขา้ -ออก ลึกๆ-ยาวๆ อย่างช้าๆ นบั 1-2-3 ขณะ
หายใจเขา้ หยุดนิ่งและหายใจออก ทาในจังหวะสม่าเสมอ อาจให้นึกถงึ ภาพที่ทาให้มีความสุข คาพูดทดี่ ีๆ ท่ี
ช่วยให้เกิดความสงบ เจา้ หนา้ ท่ีอยู่ใกลๆ้ คอยชว่ ยสอนแนะนาและเตอื นให้ผ่อนคลาย มีรายงานวา่ เทคนิคการ
ผอ่ นคลายจะช่วยลดความเครียดและลดความเจ็บปวดไดใ้ นขณะ ที่ใช้เทคนิคการผ่อนคลาย อาจมีประคบ
16
ความร้อน หรือความเยน็ ตามความเหมาะสม หรือชว่ ยบีบนวดเพ่ือคลายปวดได้อกี ดว้ ย และท่ีสาคญั คืออย่า
ลมื ใชด้ นตรีร่วมดว้ ยจะสามารถเบ่ียงเบนความสนใจทาให้ผอ่ น คลายไดม้ ากข้ึน
นอกจากการให้ผูป้ ่ วยฟังดนตรีแลว้ ยงั สามารถให้ผปู้ ่ วยทากิจกรรมดนตรีอื่นๆ ไดต้ ามความสามารถ
ของแต่ละคน เชน่ การเปลง่ เสียงรอ้ งฮมั ตามเพลง เพื่อคลายความเครียด ความวิตกกงั วล การเคาะจงั หวะการ
ตบมือ เพ่ือสร้างสมาธิ การเล่นดนตรี อาทิเช่นเคร่ืองเป่ า เพื่อระบายความรู้สึกทาให้สบายข้ึนหรือการร่วม
กิจกรรมดนตรีเป็นกลุม่ เพ่อื สรา้ งความสมั พนั ธ์ที่ดีระหว่างผูป้ ่ วยและผรู้ ักษา เป็นตน้ โดยเฉพาะผูร้ ักษาควร
เรียนรูว้ ธิ ีการใชเ้ สียงพดู ท่ีนุ่มนวล ราบเรียบไมด่ งั มาก จะชว่ ยใหผ้ ปู้ ่ วยใหค้ วามร่วมมือในการฝึกยง่ิ ข้นึ
ลักษณะของดนตรีทใี่ ช้
1. ควรเป็นเพลงบรรเลง ไมค่ วรมเี น้ือร้อง, มเี สียงธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้าตก ฯลฯ
2. มจี งั หวะท่ชี า้ มนั่ คง สมา่ เสมอ ขนาดชา้ ถงึ ปานกลางประมาณ 70-80 คร้ัง/นาที
3. ทานองราบเรียบ นุ่มนวล ผ่อนคลายสดชื่น สอดคลอ้ ง
4. ระดบั เสียงปานกลางหรือต่า
5. ความเขม้ ของเสียง ไม่ดงั มาก ข้นึ อยู่กบั ความรูส้ ึกของผปู้ ่ วย เนื่องจากความดงั สามารถกระตนุ้ ให้
มีความเจ็บปวดมากข้นึ ได้
6. ประเภทของดนตรีทน่ี ิยมใช้ อาทิ เช่น พิณ เปี ยโน กตี า้ ร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบชา้ นุ่มนวล
Pop Classic เป็นตน้
7. เป็นดนตรีท่ผี ปู้ ่ วยมีส่วนในการคดั เลอื ก และอาศยั ความคนุ้ เคย ความชอบของผปู้ ่ วยร่วมดว้ ย
3) การแสดง (drama) ไดแ้ ก่ การแสดง การละคร และการเคลอ่ื นไหวร่างกาย
ละครบาบัด Drama Therapy คือ การใหผ้ ูบ้ าบดั เล่นละครสมมุติ เป็นการบอกเล่าอารมณ์ เร่ืองราว
หรือระบายเพอื่ สะทอ้ นสภาพจิตใจและเรื่องราวท่ีกระทบจติ ใจท่เี กดิ ข้นึ กบั คนๆ น้นั
ละครบาบดั ทาให้เราไดเ้ ห็นตวั ตนในมุมมองท่ีแตกต่าง ไดส้ ารวจ เรียนรู้การแสดงออกทางอารมณ์และ
ความรู้สึกหลากหลาย ที่มีส่วนช่วยให้เราเขา้ ใจกับเรื่องราวหรือปัญหาต่างๆ ได้ง่ายข้ึน รวมถึงได้คน้ พบ
ศกั ยภาพและความสรา้ งสรรคท์ ี่มีอยแู่ ลว้ ในตวั ของแต่ละคน โดยละครบาบดั สามารถทาไดท้ ้งั แบบเดี่ยวและ
กลุ่ม เทคนิคท่ีใช้ในกระบวนการละครบาบัดแต่ละคร้ังข้ึนอยู่กับวัย และความเหมาะสมของแต่ละ
กลมุ่ เป้าหมาย โดยตวั อยา่ งของกระบวนการทา ละครบาบดั ไดแ้ ก่
- การเล่นสด แสดงสด (Improvisation Play) เป็นการด้นสด เพื่อให้เกิดความเขา้ ใจกบั บุคลิกลกั ษณะต่างๆ
ที่ไมถ่ กู ปรุงแต่งของตวั เอง ซ่ึงถือเป็นการเขา้ ถงึ ตวั ตนในอกี ทางหน่ึง
- การเล่นสวมบทบาทต่างๆ (Role-play) เน้นใช้บทบาทท่ีกาหนดเองหรือถูกกาหนดให้โดยผูอ้ ื่น เพื่อเปิ ด
โอกาสให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เกิดความเขา้ ใจในเร่ืองราวหรือเกิดการเผชิญหน้าปัญหาต่างๆ ที่ผูร้ ับการ
บาบดั ยงั ไมค่ นุ้ เคย หรือพยายามหลกี เล่ียงทจ่ี ะแกไ้ ข
17
4) วรรณกรรม (literature)ไดแ้ ก่ บทกวี นิยาย เร่ืองส้นั ฯลฯ
การอ่านหนังสือคือการบาบัดทางวรรณกรรม มีปัญหาหลายอย่างในชีวิตของบุคคลซ่ึงเกิน
ความสามารถของเขาที่จะแกไ้ ข เน่ืองจากปัญหาเหล่าน้ี เขาเร่ิมอารมณ์เสียและไม่สนใจเร่ืองอ่ืน แต่การอา่ น
หนงั สือจะทาให้คุณเข้าใจมุมมองและประสบการณ์ของผูอ้ ื่น ซ่ึงสามารถช่วยในการคน้ หาแนวทางแก้ไข
ปัญหาของคณุ ได้ ดว้ ยวธิ ีน้ี มกี ารสื่อสารเชิงบวกในตวั คุณ ดว้ ยเหตผุ ลเหล่าน้ี การอ่านหนังสือจงึ บรรเทาได้
เหมือนการบาบดั ทางจิต จติ ใจยงั คงเขม้ แขง็ การอ่านหนงั สือทาใหจ้ ิตใจเขม้ แข็ง เพ่ือให้จติ ใจแขง็ แรงเท่ากบั
ร่างกาย คุณตอ้ งออกกาลงั กาย การอ่านหนงั สือเป็นการออกกาลงั กายสมองท่ีดี ซ่ึงช่วยเพ่ิมความสามารถใน
การจา เก็บขอ้ มูล และตอบสนอง จากการวิจัยพบว่า สมองของคนที่อ่านหนงั สือทางานได้เร็วกว่าคนท่ีไม่
อ่านหนังสือถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ความเครียดลดลง ทุกคนในชีวิตมีความเครียดหรืออย่างอ่ืน ภายใต้
ความเครียด ปัญหาเดิมๆ ที่ยงั คงวนเวียนอยู่ในใจของบุคคลน้ัน และเขาก็อารมณ์เสียอยู่เสมอ แต่การอ่าน
หนังสือช่วยลดความเครียดได้ เหตุผลแรกก็คือการอ่านหนังสือ จิตใจของคุณจะฟุ้งซ่านจากความคิดท่ี
ก่อให้เกิดความเครียดและคุณจะรู้สึกโล่งใจ เหตุผลท่ีสองคือการอ่านหนังสือ คุณสามารถเรียนรู้วิธีหรือ
แนวคิดท่ีเป็นประโยชน์ในการผ่อนคลายจติ ใจไดเ้ ช่นกนั เพ่ิมสตปิ ัญญาและความคิดสร้างสรรค์ สตปิ ัญญา
และการสร้างสรรคเ์ ป็นสิ่งที่พฒั นาอย่างรวดเร็วในสภาพแวดลอ้ มของพวกเขา ตวั อยา่ งเชน่ หากคุณตอ้ งการ
พฒั นาสติปัญญา ใหอ้ ยู่ในหนังสือการตรสั รู้หรือส่ิงแวดลอ้ ม คุณจะไดเ้ รียนรูม้ ากมายจากสิ่งน้ี และเขาจะรู้
วิธีปฏิบตั ิตนในยามยากลาบาก ความคิดสร้างสรรคก์ เ็ พิ่มข้นึ เชน่ กนั จากการอ่านหนงั สือเชิงสรา้ งสรรค์
18
ผลของการทากิจกรรมศิลปะบาบดั
การทากิจกรรมศิลปะบาบัดจะไม่เน้นให้ผู้ทากิจกรรมสร้างผลงานออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ
สวยงาม หรือมีการตดั สินถูกผดิ ในผลงานชิ้นน้ัน แตจ่ ะเนน้ ใหผ้ ูท้ ากิจกรรมสร้างสรรคผ์ ลงานไดอ้ ยา่ งอสิ ระ
ดว้ ยกระบวนการต่างๆ แตกต่างกนั ไปตามความเหมาะสม
ศลิ ปะบาบดั จงึ ถอื เป็นกระบวนการ (Process) ท่ีไม่ได้ตอ้ งการผลงานที่เสร็จสมบูรณ์และไม่ไดเ้ ป็น
เพียงการดูหรือชื่นชมสุนทรียะของภาพวาดเพียงเท่าน้ัน แต่สิ่งที่สาคญั ของการบาบดั คือความงามที่ได้รับ
ระหว่างการสร้างผลงาน ความงามที่ไม่ได้เกิดข้ึนที่ตวั ชิ้นงาน แต่หมายถึงความงามในกระบวนการบาบัด
ท้งั หมด (รกั คง, 2563)
ในปัจจุบนั ได้มีการนาศิลปะบาบดั มาใชใ้ นการเยียวยาจิตใจตนเองโดยใชส้ ่ือท่ีแตกต่างกันไป เช่น
บาบดั ด้วยการวาดภาพ การป้ัน การถกั ทอ กิจกรรมทางดนตรี เป็ นต้น ซ่ึงเยียวยาในด้านจิตใจจากอาการ
ความเจบ็ ป่ วยทางกายและทางจิต และดา้ นบาบดั ใหก้ า้ วผ่านเหตกุ ารณ์ท่ีทาใหเ้ กดิ ความเศรา้ ในชว่ งเวลาหน่ึง
ของชีวิต ซ่ึงผลของการทากิจกรรมศลิ ปะบาบดั มดี งั น้ี
1. ช่วยในการบาบดั ฟ้ืนฟูสภาวะจติ ใจที่สับสนว่นุ วายของตนเอง ยกตวั อย่างบุคคลเชน่ ยะโยอิ คสุ ะ
มะ ที่สร้างสรรคผ์ ลงานโดยการจดุ ซ้าๆ แสดงให้เห็นกระบวนการทางจิตในรูปแบบการย้าคิด (Obsession)
ย้าทา (Compulsions) สะทอ้ นให้เห็นถึงปมปัญหาภายใน ซ่ึงยะโยอิ คุสะมะได้ใช้ศิลปะบาบดั ในการฟ้ื นฟู
ภาวะจติ ใจท่ีสบั สนวุ่นวาย สกัดก้ันความรู้สึกปวดร้าว ช่วยรับมือกบั ความผิดปกตทิ ี่เกิดข้ึน ทาให้สามารถ
ดารงชีวิตต่อไปอยู่บนโลกน้ีได้ (รกั คง, 2563)
2. ช่วยทาให้มีสมาธิท่ีดีข้ึน และหลุดพน้ จากปัญหาได้ในระดบั ดี เน่ืองจากการสร้างผลงานศิลปะ
บางประเภทต้องใช้สมาธิเป็ นอย่างมาก เช่น การถกั ทอ หากไม่มีสมาธิอาจทาให้ลวดลายท่ีถกั เกิดความ
ผิดพลาดได้ ดงั น้ันตลอดการถกั ทอจึงต้องใชส้ มาธิสูงทาให้สามารถหลุดพน้ จากปัญหาได้ระยะเวลาหน่ึง
และเม่ือถกั เป็ นระยะเวลานานสมาธิก็จะดีข้ึน และทาให้สามารถหลุดพน้ ออกจากปัญหาที่อยู่ในจิตใจได้
ยกตวั อย่างบุคคลเช่น เมตตา สุวรรณศร ที่ใช้ศิลปะบาบัดด้วยวิธีการถกั ทอเพื่อบาบดั ภาวะซึมเศร้าและ
ความเครียดในช่วงเวลาหน่ึง
3. ช่วยระบายความโศกเศรา้ ความอดั อ้นั ท่ีอยู่ภายในจติ ใจ โดยการกลน่ั กรองออกมาเป็นผลงานทาง
ศิลปะ ยกตวั อยา่ งบุคคลเช่น วชั ราพร อยดู่ ี ที่ใชศ้ ลิ ปะบาบดั โดยการวาดรูปเพือ่ ปลอบใจตนเองในเรื่องท่เี สีย
ลูกไป ทาให้ผลงานที่ออกมาแสดงถึงความคิดถึง โหยหา ความสุขในการโอบกอดลูก ระบายความรู้สึก
ออกมาผ่านทางภาพวาด
4. ส่งเสริมให้เกิดความเขา้ ใจในตนเองมากข้นึ
5. ปรบั สมดลุ ทางอารมณไ์ ดด้ ีในบุคคลทีม่ สี ภาวะอาการทางจติ
6. ช่วยให้รูเ้ ท่าทนั อารมณข์ องตนเองทาใหส้ ามารถควบคุมอารมณไ์ ดด้ ียิ่งข้นึ
19
ตัวอย่างของผลกิจกรรมศิลปะบาบัด
ยะโยอิ คุซามะ เกิดปมในจิตใจ ความขดั แยง้ เร่ือง “เพศ” ในใจของคุซามะ ค่อย ๆ ก่อตวั ข้ึนจาก
ประสบการณท์ ่ีเกิดข้นึ กบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพอ่ กบั แม่ของเธอ สภาพสังคมของญ่ีป่ นุ ในอดีตทผี่ ูช้ ายเป็น
ใหญ่ในครอบครัวแต่เพศหญิงถูกกดข่ี ภาพที่เธอเห็นอยู่บ่อยคร้ังคือภาพของพ่อและชูร้ ักกาลงั ร่วมสัมพนั ธ์
สวาท ปลกู ฝงั ให้คซุ ามะเกลียดชงั ในเร่ืองเพศ โดยเฉพาะเรือนร่างและอวยั วะเพศชาย กลายเป็นความขดั แยง้
สร้างบาดแผลในใจทไ่ี มอ่ าจลบเลือนได้ เมือ่ อายไุ ด้ 10 ขวบ คุซามะ เริ่มมองเหน็ ภาพหลอนเป็นคร้งั แรก เธอ
ใชก้ ารวาดภาพอธิบายส่ิงท่เี ธอมองเหน็ ในหวั เธออธิบายลกั ษณะของสิ่งที่เธอเหน็ ว่าเป็น “แสงแฟลชวบู วาบ
แสงออร่า จุดหนาทึบ และดอกไม”้ เม่ืออายุได้ 21 ปี การสร้างสรรคผ์ ลงานของคุซามะเร่ิมเด่นชัดมากข้ึน
โดยการสร้างเอกลกั ษณ์ผ่านผลงานชุด Infinity Nets และหลงั จากสามเดือนแรกที่เธอกลบั มาญ่ีป่ ุน คซุ ามะ
เป็นที่รู้จกั ในฐานะ “ผูห้ ญิงไรย้ างอาย” ที่เปลือยกายตามท้องถนนท้งั ในนิวยอร์กและโตเกียว เป็นเหตุให้ท้งั
สุขภาพจิตและสุขภาพกายของเธอย่าแย่ลง จนกระทงั่ ในปี ค.ศ. 1977 เธอได้เขา้ รักษาอาการทางจิต ที่
โรงพยาบาล Seiwa ต่อมาเธอตดั สินใจพานกั อยู่ ณ ที่แห่งน้ันเป็นการถาวร แต่เธอก็ไม่หยดุ ย้งั ในการสร้าง
ผลงานศลิ ปะแต่อย่างใด โดยยงั คงทางานศิลปะอยู่ท่ีสตูดิโอใกล้ ๆ กันในย่านชินจูกุ เมอื งโตเกียว ซ่ึงเธอได้
เร่ิมงานเขียนวรรณกรรมและนิยาย ผลงานท่ีเป็นเอกลกั ษณ์อีกอย่างหน่ึงของเธอคือ “ฟักทองลายจุด” ในปี
ค.ศ. 1994 คซุ ามะ ออกจากการทาผลงานแนว installation มาทา sculpture ในพ้นื ทสี่ าธารณะ โดยผลงานชิ้น
น้นั ได้กลายมาเป็นซิกเนเจอร์ของเธอมาจนถึงทุกวนั น้ี ส่ิงน้นั คือ “Yellow Pumpkin” ซ่ึงต้งั ตระหง่านหัน
หนา้ ประชนั กับทะเลแห่งเกาะนาโอชิมะฟักทอง เปรียบเสมือนตวั แทน ภาพหลอนจากวยั เดก็ เน่ืองจากธุรกิจ
ของครอบครัวเป็นธุรกิจเก่ียวกบั เมล็ดพนั ธุ์ คุซามะ จึงมีโอกาสตามคุณตากบั คุณยายของเธอไปตามแปลง
ปลูกผกั และท่ีแห่งน้ันท่ีเธอเกิดภาพหลอน ว่าพืชผกั เหล่าน้ันกาลงั พูดคุยกับเธอ ฟักทอง ไม่ได้เป็ นแค่
ตวั แทนความทรงจาวยั เด็กของเธอเทา่ น้นั คุซามะเคยกล่าวว่า ท่เี ธอเลอื กฟักทองเป็นเพราะรูปร่างทตี่ ลกของ
มนั อีกท้งั ยงั ให้ความรู้สึกอบอุ่น และมีความคลา้ ยคลึงมนุษยอ์ ีกด้วยซ่ึงเธอใช้แรงบนั ดาลใจในการทางาน
ศิลปะมาจากอาการป่ วยทางจิตของตัวเอง เธอสร้างสรรค์ผลงานโดยการใช้จุด ซ้า ๆ แสดงให้เห็น
กระบวนการ ทางจิตในรูปแบบการย้าคิด (Obsession) ย้าทา (Compulsions) สะท้อนให้เห็น ถึงปมภายใน
โดยเธอได้ใชศ้ ิลปะบาบดั ในการฟ้ืนฟภู าวะจิตใจท่ีสับสน วุ่นวาย สกดั ก้นั ความรู้สึกปวดร้าว ช่วยรับมือกับ
ความผิดปกตทิ เ่ี กดิ ข้นึ ทาให้สามารถดารงชีวิตต่อไปอยู่บนโลกน้ีได้
20
เมตตา สุวรรณศร สร้างสรรค์ผลงานโดยไดร้ ับแรงบนั ดาลใจมาจากผลงานวาดเส้นของลูกท่ีป่ วย
เป็นออทิสติส กล่าวคือ ศลิ ปิ นไดใ้ ชศ้ ิลปะบาบดั ลูกออทสิ ติกโดยใชก้ ารวาดภาพ และป้ันดนิ น้ามนั ส่งผลให้
ลูกมพี ฒั นาการท่ีดขี ้นึ ตามลาดบั ในหลายดา้ น เชน่ ชว่ ยให้สมาธิดีข้ึน สามารถจดจอ่ กบั กจิ กรรมทีอ่ ยู่ตรงหนา้
ได้นานยิ่งข้ึน ส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารผ่านทางภาษาภาพอันนาไปสู่การการส่ือสารด้วยภาษาพูด เช่น
ผลงานชุด "เสน้ ใยแห่งความรกั ของแม่" นาเสนอผลงานประติมากรรมนุ่ม ในรูปแบบศิลปะการจดั วาง แสดง
โทนสีและบรรยากาศอบอุ่นจากผลงานภาพลายเส้นของลูก ที่ผูเ้ ป็ นแม่พยายามสร้างข้ึนมาเพ่ือส่ือความ
หมายถึงความผูกผนั ระหว่างสายใยรักของแม่ท่ีมีต่อลูก มีการถักโครเชต์ลักษณะสายยาวเชื่อมทุกชิ้นไว้
ดว้ ยกนั และติดต้งั ในวิธีท่หี ลากหลาย เช่น การห้อยขวาง ขึง ตึง วางราบ ทาให้เกิดจงั หวะของการจดั วางท่ี
หลากหลาย เพ่ือแสดงออกถึงความรู้สึกในภาวะอารมรณ์ตา่ งๆของผเู้ ป็นแม่ที่ตอ้ งดแู ลลูกชายออทสิ ติก
21
ศิลปะบาบัดต่อภาวะสมาธิส้ันของเด็กโรคสมาธสิ ้ัน
โปรแกรมศิลปะบาบดั ตามกระบวนการสร้างสัมพนั ธภาพเพื่อการบาบัดทางการพยาบาลที่ใชใ้ น
งานวจิ ยั เป็นเครื่องมือที่ผวู้ จิ ยั ใชก้ จิ กรรมการวาดภาพระบายสี ซ่ึงเป็นกิจกรรมทเ่ี ด็กชอบ และให้ความสนใจ
ในการทากิจกรรม เม่อื เด็กเกิดความสนใจในกิจกรรมที่ทา จงึ ก่อให้เกิดสมาธิและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
บางกิจกรรมผูว้ ิจัยไดส้ อดแทรกเน้ือหาพฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาของเด็กสมาธิส้ัน ไดแ้ ก่ พฤติกรรมหุนหัน
พลนั แล่น ด้ือ กา้ วรา้ วและใหเ้ ดก็ เกดิ การเรียนรู้กบั พฤติกรรมน้นั วา่ จะส่งผลเสียตอ่ ตวั เองในอนาคตอย่างไร
ซ่ึงศึกษาการระบายสีเพือ่ ช่วยฝึกสมาธิส้ันสาหรบั เดก็ สมาธิส้นั พบว่าหลงั จากทากิจกรรมศิลปะบาบดั สมาธิ
ของเดก็ สมาธิส้ันอยู่ในระดับดีและการทากิจกรรมกบั เด็กในคร้ังน้ี เด็กสมาธิส้นั ยงั รู้จกั ควบคุมอารมณ์ของ
ตนเองในการทากจิ กรรมร่วมกบั ผอู้ น่ื
22
การดาเนินกิจกรรมและสรุปผลกิจกรรม
กิจกรรม หลบั ตาวาดรูป ฝึกการปล่อยวาง
แนวคิดทางกิจกรรม
กจิ กรรมหลบั ตาวาดรูปเป็นหน่ึงในกจิ กรรมทใ่ี ชใ้ นการทาจิตบาบดั ( Psychotherapy ) โดยจะใชศ้ ลิ ปะ
เป็นส่ือในการแสดงอารมณ์ ความรูส้ ึกของเรา ณ ขณะน้ันว่าเป็นอยา่ งไร ซ่ึงกจิ กรรมจะไม่เนน้ ที่
องคป์ ระกอบศิลป์ ของตวั ผลงานแต่จะเนน้ ทกี่ ารปลอ่ ยวางความรูส้ ึกของเรา
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่อื ใหผ้ ูท้ เี่ ขา้ ร่วมกิจกรรมเกิดสมาธิ
2. เพอ่ื ให้ผูท้ ่ีเขา้ ร่วมกจิ กรรมเกดิ ความรู้สึกที่ปลดปลอ่ ยและผอ่ นคลาย
3. เพอ่ื ใหผ้ ูท้ ีเ่ ขา้ ร่วมกจิ กรรมไดร้ ับรูถ้ ึงความคดิ ของตนเอง
อุปกรณ์
1. กระดาษเปลา่ 1 แผน่
2. อุปกรณ์การวาด เชน่ ดนิ สอ ปากกา หรือ สีไม้
3. ผา้ ปิ ดตา
ข้นั ตอนการดาเนนิ กิจกรรม
1. ใหท้ กุ คนเตรียมกระดาษเปลา่ มา 1 แผ่นและดนิ สอหรือปากกา
2. ใหท้ ุกคนหลบั ตา แลว้ ใชม้ ือซา้ ยวาดรูป อาจจะเป็นเสน้ รูปร่าง หรือแบบไหนก็ได้
3. ให้ทุกคนทาแบบเดยี วกนั แต่เปล่ยี นเป็นมอื ขวา
ประโยชน์ของกจิ กรรม
1. ทาให้ผูเ้ ขา้ ร่วมกิจกรรมเกิดสมาธิ
2. ทาใหผ้ ูเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรมเกิดความรูส้ ึกท่ปี ลดปลอ่ ยและผอ่ นคลาย
3. ทาใหผ้ ูเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรมไดร้ บั รูค้ วามรูค้ วามคิดของตนเอง
ข้อจากดั
การวาดรูปท่ีใชเ้ วลานานเกนิ ไปอาจส่งผลเสียตอ่ ร่างกายได้ เช่น การวาดรูปตอ้ งใชข้ อ้ มือหา กวาดนานๆ
อาจเกิดอาการบาดเจ็บทขี่ อ้ มอื ได้ การนงั่ นานๆ หรือนงั่ ผดิ สรีระจะทาใหป้ วดเม่อื ยตามร่างกายได้ นอกจากน้ี
ยงั ส่งผลเสียตอ่ สายตาอีกดว้ ย
ความรู้สึกทไ่ี ด้จากการร่วมกจิ กรรม
กจิ กกรมหลบั ตาวาดรูปเป็นการปลดปลอ่ ยใหม้ ือวาดไปตามความรูส้ ึกอยา่ งเตม็ ท่ี ซ่ึงช่วยให้รู้สึกผอ่ น
คลาย ไม่ตอ้ งกงั วลกบั ความสวยงามของภาพ ไม่ตอ้ งคิดมากกับผลงานสุดทา้ ยท่จี ะออกมา เพราะเราโฟกัสที่
ความคิด ความรูส้ ึกในขณะน้ัน
23
ภาคผนวก
24
บรรณานกุ รม
ชญานุช พิทยาปรีชานนท.์ (2551). ศลิ ปะบาบดั ในประเทศไทย. วำรสำรวิชำกำร คณะสถำปัตยกรรมศำสตร์
สถำบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้ำเจ้ำคุณทหำรลำดกระบงั .
ญาดารัตน์ บาลจ่าย, พชั รินทร์ สุคนธาภริ มย์ ณ พทั ลุง, และ จริ าพร เกศพชิ ญวฒั นา. (กรกฎาคม-ธนั วาคม
2561). ศิลปะเพือ่ การบาาบดั ในผสู้ ูงอายุ Art Therapy for Older Persons. วำรสำรเกือ้ กำรุณย์ ปี ที่
25(2).
ทวีศกั ด์ิ สิริรัตน์เรขา. (2550). ศิลปะบำบดั ศำสตร์และศิลป์ แห่งกำรบำบดั . กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ รุ ุสภา
ลาดพร้าว.
ทวีศกั ด์ิ สิริรัตนเ์ รขา. (2564). ประวตั ิศิลปะบำบดั . เรียกใชเ้ มอื่ 30 กรกฎาคม 2565 จาก ศนู ยว์ ชิ าการ แฮปป้ี
โฮม: https://www.happyhomeclinic.com/alt04-arttherapy_hx.htm
พีรมณฑ์ ตลุ วรรธนะ. (20 พฤศจิกายน 2561). ยำโยย คซุ ำมะ ‘ป้ำจุด’ และโลกอนั เตม็ ไปด้วยจดุ จดุ จดุ .
เรียกใชเ้ มื่อ 13 กนั ยายน 2565 จาก Way magazine: https://waymagazine.org/yayoi-kusama/
ภิรญา ราชสนั เทยี ะ, และ อญั ชลี ฉัตรแกว้ . (2565). กำรศึกษำเปรียบเทยี บประสิทธิผลของกำรรักษำด้วย
ศิลปะบำบดั ร่วมกบั กำรใช้ยำกบั กำรรักษำด้วยยำอย่ำงเดยี วในผ้ปู ่ วยโรคซึมเศร้ำ.
รวมทรัพย์ ธิติภทั ร. (15 กรกฎาคม 2563). กำเนิดศิลปะบำบดั : Art Therapy และ Art Psychotherapy ศำสตร์
เพ่ือกำรรักษำด้วยศิลปะ. เรียกใชเ้ ม่อื 30 กรกฎาคม 2565 จาก Becommon:
https://becommon.co/life/art-therapy-and-art-psychotherapy/
โรงพยาบาลมนารมย.์ (ม.ป.ป.). ศิลปะบำบดั แนวมนษุ ยปรัชญำ. เรียกใชเ้ มือ่ 30 กรกฎาคม 2565 จาก
โรงพยาบาลมนารมย:์ https://www.manarom.com/art_therapy_thai.html
สายอกั ษร รักคง. (2563). กำรเยียวยำสถำวะทำงจิตด้วยศิลปะบำบัด. บณั ฑิตพฒั นศลิ ป์ .