นางสาวอนธุ ดิ า ศรนี พรม 64919402012
ความหมายประเภทของแหลง่ การเรยี นรู้
1.1 ความหมายของแหลง่ การเรยี นรู้
แหลง่ การเรียนรู้ หมายถึง แหล่งข่าวสารขอ้ มลู สารสนเทศ แหล่งความรทู้ างวิทยาการ
และประสบการณ์ทสี่ นับสนุนส่งเสรมิ ให้ผู้เรียน ใฝ่เรียน ใฝร่ ู้ แสวงหาความร้แู ละเรียนรู้ดว้ ย
ตนเอง
ตามอธั ยาศยั อยา่ งกว้างขวางและต่อเนื่องจากแหล่งต่าง ๆ เพ่ือเสริมสร้างให้ผเู้ รียนเกิด
กระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแห่งการเรยี นรู้ (กรมสามัญศึกษา, 2544, หนา้ 6)
1.2 ความหมายประเภทของแหล่งการเรยี นรู้
ในการแบ่งประเภทของแหล่งการเรียนรนู้ ั้น พระพุทธทาสภกิ ขุ (อ้างใน สมุ น อมร
วิวัฒน์ 2548: ออนไลน)์ ได้แสดงธรรมเรอื่ ง “โรงเรียนที่ทา่ นยังไม่รจู้ ัก”มีความตอนหนึ่งวา่
โรงเรยี นมอี ยทู่ ั่วทุกหนทกุ แห่ง ตาหูตาตาของทา่ นทงั้ หลายแต่ทา่ นกไ็ ม่ร้จู กั การเรียนรู้จาก
ธรรมชาตชิ ่วยให้ผูเ้ รียนเข้าใจความเป็นจริงของชวี ิต ท่มี กี ารเปลยี่ นแปลง มีการต่อสู้ด้ินรน มี
ปญั หา มีสุนทรียภาพ มคี ุณค่า ทงั้ ความจรงิ ความงามและความดี ในทางตรงกนั ขา้ ม ธรรมชาติ
ก็มที ้ังความเส่อื มสลาย และความโหดรา้ ย ทาลายล้าง มนษุ ยจ์ งึ จาเปน็ ตอ้ งเรยี นรู้ และอยรู่ ่วมกับ
ธรรมชาติ ดว้ ยการอนรุ กั ษ์ และยอมรับคุณคา่ ของธรรมชาติ ปรับตนเองได้ในความเปลี่ยนแปลง
และทาอย่างไรจึงจะให้เด็กรู้ ด้วยตนเองมากขน้ึ นน่ั คอื ต้องสรา้ งแหล่งการเรียนร้ใู ห้เขา ต้อง
สอนให้เขารู้จกั ใช้แหล่งการเรยี นรู้ แหลง่ การเรียนรู้แบง่ ได้2 ประเภทดังน้ี
1) แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรยี น
2) แหล่งการเรียนรูน้ อกโรงเรยี น
หรอื อาจแบง่ แหลง่ การเรยี นรทู้ อ่ี ยรู่ อบตวั ผเู้ รยี น (ศิรกิ าญจน์ โกสมุ ภ์ และดารณี คาวัจนงั ,
2545, หนา้ 33)
เทคโนโลยี ไดแ้ ก่
- คอมพิวเตอร์
- อเี มล์ (e-mail)
- อินเทอรเ์ น็ต
- ส่งิ แวดลอ้ ม ได้แก่
- แหลง่ นา้ เชน่ แมน่ า้ ลาคลอง หว้ ย หนอง บึง วนอทุ ยาน ภเู ขา
เช่น ถ้าหินงอก หินยอ้ ย
- สวนพฤกษศาสตร์ เช่น สวนสมุนไพร สวนปา่ ธรรมชาติ สวน
พฤกษศาสตรใ์ นโรงเรียน สวนสาธารณะ
- สถานที่ ไดแ้ ก่
- สถานที่สาคญั ทางศาสนา เช่น วดั โบสถ์ มสั ยดิ สุเหรา่
- ปูชณยี สถาน โบราณสถาน
- โรงเรียน
- โรงพยาบาล
- ไปรษณีย์
- สถานีตารวจ
- พพิ ธิ ภัณฑ์
- หอ้ งสมุด เช่น หอ้ งสมุดโรงเรียน หอ้ งสมดุ ในชมุ ชน
- สอื่ สารมวลชน ไดแ้ ก่
- หนงั สอื พมิ พ์
-โทรทัศน์ ETV
- วิทยุ สารสนเทศ
- บุคลากร ไดแ้ ก่
- เพ่ือน เชน่ เพอ่ื นในห้องเรียน เพอ่ื นในชุมชน
- ครู เช่น ครูใหญ่ ผอู้ านวยการ ครวู ิชาตา่ ง ๆ
- ผนู้ าชมุ ชน เชน่ ผนู้ าศาสนา
- แพทย์
- องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล (อบต.)
- ตารวจ
- ภมู ิปญั ญาชาวบ้าน เชน่ ดนตรี กอ่ สร้าง ยารกั ษาโรค การนวดแผน
โบราณ
ความสาคญั ของแหลง่ การเรยี นรู้
การเพิม่ ศกั ยภาพของผเู้ รยี นให้สงู ขนึ้ สามารถดารงชีวิตอยา่ งมคี วามสุขได้บน
พื้นฐานของความเปน็ ไทยและ ความเป็นสากลเป็นการเรียนรคู้ ่ขู นานระหวา่ งความรู้สากลกบั
ความรู้ทอ้ งถิ่น เพราะท้องถิ่นเป็นระบบความรู้ทีม่ ีการพฒั นาอยา่ งต่อเนอ่ื ง โดยผ่านมติ ิสมั พันธ์
การส่งั สมและถ่ายทอดผา่ นรุน่ สรู่ ่นุ ส่วนใหญ่เป็นชิน้ งาน เครื่องดนตรี เคร่ืองใช้ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย
การละเล่น ของเล่น และความรู้ทอ่ี ยูใ่ นตวั ของบคุ คลท่เี ป็น ข้อควรปฏิบัติ บทสวด ภาษาเขียน
นทิ าน คากลอน บทเพลง ตารายาของปราชญช์ าวบา้ น ซง่ึ สง่ิ เหล่าน้ีมี ความเช่ือมโยงกับ
ธรรมชาติ และเทคโนโลยพี ้นื บา้ น สอดคล้องกับสังคมการดารงชวี ิตของผู้เรยี น ถอื วา่ เป็นการ
เรยี นรูแ้ บบค่ขู นานระหวา่ งความรู้ท้องถ่ินสู่สากล
2.1 เจเดด (Jedede 1995: 97-137) ได้เสนอว่ารูปแบบของการเรยี นรคู้ ู่ขนาน ระหวา่ ง
ความรู้สากล แหลง่ การเรยี นรู้และภูมิปญั ญา ส่งผลต่อการพฒั นากระบวนการเรยี นร้ทู ี่มีความจา
ระยะยาวของผูเ้ รยี น ทาใหส้ นใจ ใฝร่ ู้ รกั การเรยี นรู้ แสวงหาความรู้ และสามารถนาความรู้
ทอ้ งถิ่นไปปรับประยุกต์สูส่ ากล
2.2 ซนิ เวลีแ่ ละคอรซ์ งิ เลยี (Sinvely และCorsinglia 2001d:a6-34) กล่าวถงึ
กระบวนการผสมผสานความร้ทู อ้ งถ่ินเข้ากับความรู้สากลในการจัดการเรยี นการสอน โดยยึด
แหลง่ การเรียนรู้ในท้องถ่ิน เปน็ แกนหลกั เสรมิ การเรียนรู้ทาใหเ้ กดิ การยอมรบั พดู คุยและรับฟงั
ความเหมอื นความต่างระหว่างวฒั นธรรม โครงสรา้ ง รูปแบบการคิดโดยทว่ี ัฒนธรรมเดิมไม่
จาเป็นต้องเปลยี่ นโครงสรา้ งตัวเองทั้งหมด ก่อนทจ่ี ะรับวฒั นธรรมใหมเ่ ขา้ ไป
2.3 แอพเพลิ (Apple 1990: 50-67) การนาวทิ ยาการพ้นื บา้ นมาใช้ในการเรยี น การสอน
จะช่วยให้เกดิ ความเจรญิ งอกงามทางสตปิ ัญญา ผู้เรียนสามารถดารงชีวิตอยูไ่ ด้ในทอ้ งถน่ิ อย่าง
ปกติสขุ บนพ้นื ฐานของกระบวนการเรียนรู้ตามสภาพภมู ศิ าสตร์ นิเวศวิทยา ความเชือ่ ปรชั ญา
วถิ ีท้องถน่ิ และวถิ แี ห่งการดารงชีวติ
2.4 กงิ่ แกว้ อารรี กั ษ์ (2548:118) ใหค้ วามสาคญั ของการศกึ ษาโดยใชแ้ หล่งเรยี นรู้ ไว้
ดงั นี้
1) กระตุ้นใหเ้ กดิ การเรียนร้เู รอื่ งใดเร่ืองหนงึ่ โดยอาศยั การมปี ฏิสมั พันธ์
กับส่อื ทหี่ ลากหลาย
2) ช่วยเสรมิ สรา้ งการเรยี นรใู้ หล้ ึกซึ้งข้ึน โดยใชเ้ วลาในการรวบรวม
ข้อมลู สะท้อนความคิดเห็นจากแหล่งการเรียนรู้
3) กระต้นุ มุ่งเน้นลกึ ในเรือ่ งใดเร่อื งหน่ึง ซงึ่ ผลกั ดนั ให้ผู้เรยี นแสวงหา
ข้อมูลท่ีเก่ยี วข้องเพม่ิ มากขึ้น สามารถสร้างผลผลิตในการเรียนรู้ท่มี ีคณุ ภาพสูงขึ้น
4) เสรมิ สร้างการเรียนรู้ จนเกดิ ทักษะการแสวงหาขอ้ มลู ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ
โดยอาศยั การสร้างความตระหนักเชงิ มโนทศั น์เกย่ี วกับธรรมชาตแิ ละความแตกตา่ งของข้อมูล
5) แหล่งการเรียนรเู้ สริมสรา้ งการพัฒนาการคิด เช่น การแก้ปัญหา การ
ใหเ้ หตุผล และการประเมนิ อย่างมีวิจารญาณ โดยอาศยั กระบวนการวิจยั อิสระ
6) เปลี่ยนเจตคตขิ องครแู ละผู้เรียนทม่ี ีต่อเนอ้ื หารายวิชา และผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียน
7) พัฒนาทักษะการวจิ ยั และความเชื่อมัน่ ในตนเองในการคน้ หาขอ้ มูล
8) เพ่ิมผลสัมฤทธิ์ดา้ นวิชาการ ในดา้ นเน้อื หา เจตคติ และการคดิ อยา่ งมี
วจิ ารณญาณ โดยอาศยั แหล่งการเรียนรู้ท่ีหลากหลายในการเรยี นรู้
2.5 นเรนทร์ คามา (2548 : ออนไลน)์ ไดก้ ลา่ ว ถึงความสาคัญของแหล่งการเรยี นรูไ้ ว้ดังนี้
1) เปน็ แหลง่ ทีร่ วบรวมขององค์ความร้อู ันหลากหลาย พรอ้ มทจี่ ะใหผ้ เู้ รยี น
ได้ศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยกระบวนการจดั การเรียนรทู้ ีแ่ ตกตา่ งกันของแตล่ ะบุคคล และเปน็ การ
สง่ เสริมการเรยี นรู้ตลอดชวี ิต
2) เปน็ แหลง่ เชื่อมโยงให้สถานศกึ ษาและท้องถิน่ มีความใกลช้ ิดกัน ทาให้
คนในทอ้ งถ่ินมสี ่วนรว่ มในการจัดการศึกษาแก่บตุ รหลาน
3) เป็นแหล่งข้อมลู ท่ีทาใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามสขุ เกิดความ
สนุกสนานและมีความสนใจที่จะเรยี นรู้ไม่เกดิ ความเบื่อหน่าย
4) ทาใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้จากการท่ไี ดค้ ิดเอง ปฏิบัติเอง และสร้าง
ความรู้ ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมและทางานร่วมกับผูอ้ ่นื ได้
5) ทาให้ผ้เู รยี นไดร้ บั การปลกู ฝงั ให้รู้และรักทอ้ งถิน่ ของตน มองเห็นคณุ คา่ และตระหนกั ถึง
ปัญหาในทอ้ งถิน่ พร้อมที่จะเปน็ สมาชิกที่ดีของทอ้ งถิน่ ทง้ั ปจั จบุ นั และอนาคต
2.6 ประเวศ วะสี (2536:1) กลา่ ววา่ ท้องถ่นิ มแี หลง่ การเรียนรู้ และผรู้ ู้ดา้ นต่างๆ
มากมาย มากกวา่ ทค่ี รูสอนท่องหนงั สือ ถา้ เปิดโรงเรียนส่ทู ้องถ่ินใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รียนรู้จากครใู น
ท้องถน่ิ จะมีครูมากมายหลากหลายเปน็ ครูท่รี จู้ รงิ ทาจริง จะทาใหก้ ารเรยี นร้ไู ปสู่การปฏบิ ตั จิ ริง
การเรียนสนุกไม่นา่ เบ่อื ทสี่ าคัญเป็นการปรับระบบทมี่ ีคณุ คา่ เดมิ การศกึ ษามองข้ามคณุ คา่
เหลา่ น้ี เมอื่ ผ้รู ้ใู นท้องถนิ่ เหลา่ นี้เป็นครไู ด้ จะเป็น การยกระดบั คุณคา่ ศักดศิ์ รีและความ
ภาคภูมิใจของท้องถ่นิ อยา่ งแรง เปน็ การถักทอทางสังคม แหล่งการเรยี นรมู้ ีบทบาทในการให้
การศึกษาแกผ่ ู้เรียน ท้งั ในระบบและนอกระบบ(กรมสามญั ศึกษา 2544 : 7) ดังน้ี
1) แหลง่ การเรยี นรู้สามารถตอบสนองการเรยี นรทู้ เ่ี ปน็ กระบวนการ
(Process Of Learning) การเรียนร้โู ดยการปฏบิ ตั ิจริง (Learning By
Doing) ทง้ั จากท้องถิน่ ซง่ึ เปน็ แหล่งการเรียนรทู้ ตี่ นเองมอี ยู่แล้ว
2) เป็นแหล่งกิจกรรม แหล่งทศั นศึกษา แหลง่ ฝกึ งาน และแหล่งประกอบอาชพี ของผูเ้ รยี น
3) เปน็ แหล่งสรา้ งกระบวนการเรยี นรูใ้ ห้เกิดข้นึ โดยตรง
4) เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เป็นแหลง่ ค้นควา้ วิจัย และฝกึ อบรม
5) เป็นองค์กรเปดิ ผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมลู ไดอ้ ย่างเต็มทีแ่ ละท่ัวถึง
6) สามารถเผยแพร่ขอ้ มลู แก่ผเู้ รยี นในเชิงรุก เขา้ สกู่ ลุ่มเปา้ หมายอย่าง
ทวั่ ถึงประหยดั และสะดวก
7) มีการเชอื่ มโยงและแลกเปลย่ี นขอ้ มูลระหว่างกัน
8) มสี ่ือประเภทต่างๆ ประกอบดว้ ย สือ่ สิ่งพิมพ์ และสือ่ อเิ ลกทรอนกิ ส์ เพื่อ
เสริมกิจกรรมการเรียนการสอนและพัฒนาอาชีพ
สรุปความสาคญั ของแหล่งการเรยี นรู้ได้ว่า แหลง่ การเรียนรู้ชว่ ยเชอื่ มโยง
เร่ืองราวในทอ้ งถิ่นสู่การเรียนรสู้ ากล พฒั นาคณุ ลักษณะและความคิด ความเข้าใจในคุณค่า
และทศั นคติ ค่านิยม ใฝร่ ู้ ใฝเ่ รียน รกั การเรยี นรู้ มที กั ษะการแสวงหาความรู้ สามารถจดั การ
ความรู้ ซึ่งมีความสาคัญและมีความหมายอยา่ งมากสาหรับผเู้ รยี น ดงั นี้
1) ผูเ้ รียนไดเ้ รียนร้จู ากสภาพชวี ิตจริง สามารถนาความรูท้ ี่ไดไ้ ปใชใ้ นชีวติ ประจาวัน
ได้ ชว่ ยให้เกดิ การพฒั นาคุณภาพชีวติ ของตน ครอบครัว ทอ้ งถิ่น
2) ผูเ้ รียนได้เรียนในสง่ิ ทม่ี ีคณุ ค่า มีความหมายตอ่ ชีวิต ทาใหเ้ ห็นคุณคา่ เห็น
ความสาคญั ของสิ่งทเ่ี รยี น
3) ผเู้ รียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ท้องถ่นิ ส่คู วามรู้สากลสิ่งทอ่ี ย่ใู กลต้ วั ไปสู่สงิ่ ที่อยู่
ไกลตัวได้อย่างเปน็ รปู ธรรม
4) เห็นความสาคัญของการอนุรักษแ์ ละพัฒนาภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่ วัฒนธรรม
ทรัพยากร และสงิ่ แวดล้อมในท้องถนิ่ ได้อย่างต่อเน่ือง
5) มีสว่ นร่วมในองคก์ ร ท้องถ่นิ บุคคล และครอบครัวในการพัฒนาท้องถน่ิ
6) ไดเ้ รยี นรู้จากแหลง่ การเรยี นรทู้ ่ีหลากหลาย ได้ลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลให้ เกดิ
ทักษะการแสวงหาความรู้ เป็นบุคคลแหง่ การเรียนรู้
ขอบขา่ ยของอนิ เทอรเ์ น็ต การคน้ หาขอ้ มลู ผา่ น Website การสง่ จดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
3.1 ขอบขา่ ยของอินเทอรเ์ นต็
ในปัจจุบันอินเทอร์เนต็ มีบทบาทและมคี วามสาคัญตอ่ ชีวิตประจาวนั ของคนเราเปน็
อยา่ งมาก เพราะทาให้วิถชี วี ิตเราทันสมัยและทนั เหตุการณอ์ ย่เู สมอ เนอ่ื งจากอนิ เทอร์เน็ตจะมี
การเสนอข้อมูลข่าวปจั จบุ ัน และสิ่งต่าง ๆ ที่เกดิ ขน้ึ ใหผ้ ใู้ ช้ทราบเปลย่ี นแปลงไปทุก
วนั สารสนเทศทเ่ี สนอในอนิ เทอร์เนต็ จะมมี ากมายหลายรปู แบบเพื่อสนองความสนใจและความ
ตอ้ งการของผใู้ ช้ทกุ กล่มุ อนิ เทอร์เน็ตจงึ เป็นแหล่งสารสนเทศสาคัญสาหรับทุกคนเพราะ
สามารถคน้ หาสง่ิ ท่ีตนสนใจได้ในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปค้นคว้าในห้องสมุด หรือ
แมแ้ ต่การรับรู้ขา่ วสารทวั่ โลกก็สามารถอา่ นไดใ้ นอนิ เทอรเ์ นต็ จากเวบ็ ไซต์ตา่ ง ๆ ของ
หนงั สือพิมพ์
ดังนน้ั อินเทอรเ์ นต็ จึงมีความสาคัญกบั วถิ ีชวี ติ ของคนเราในปัจจุบันเป็นอย่างมากใน
ทกุ ๆ ดา้ น ไมว่ ่าจะเปน็ บุคคลท่อี ย่ใู นวงการธุรกจิ การศกึ ษา ต่างก็ได้รบั ประโยชน์จาก
อินเทอรเ์ นต็ ด้วยกันทง้ั น้นั
3.1.1 ดา้ นการศกึ ษา อินเทอรเ์ น็ตมีความสาคญั ดงั น้ี
1) สามารถใช้เป็นแหลง่ คน้ ควา้ หาขอ้ มูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ
ขอ้ มลู ด้านการบนั เทงิ ด้านการแพทย์ และอนื่ ๆ ทน่ี า่ สนใจ
2) ระบบเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ จะทาหน้าทีเ่ ปรียบเสมือนเปน็ ห้องสมดุ
ขนาดใหญ่
3) นกั เรียนนักศึกษาสามารถใชอ้ ินเทอร์เนต็ ติดตอ่ กบั มหาวิทยาลัยหรือ
โรงเรยี นอน่ื ๆ เพ่อื คน้ หาข้อมลู ทก่ี าลงั ศึกษาอยไู่ ด้ ทงั้ ท่ขี ้อมูลทีเ่ ปน็ ข้อความ
เสยี ง ภาพเคล่อื นไหวต่าง ๆ
3.1.2 ดา้ นธรุ กจิ และการพาณชิ ย์ อินเทอรเ์ น็ตมีความสาคัญดงั นี้
1) ค้นหาข้อมลู ตา่ ง ๆ เพ่อื ชว่ ยในการตดั สนิ ใจทางธรุ กจิ
2) สามารถซอ้ื ขายสินค้า ทาธรุ กรรมผา่ นระบบเครอื ข่าย
3) เป็นช่องทางในการประชาสมั พนั ธ์ โฆษณาสนิ คา้ ติดตอ่ ส่ือสารทาง
ธรุ กิจ
4) ผู้ใช้ทเี่ ป็นบริษทั หรือองคก์ รต่าง ๆ ก็สามารถเปดิ ให้บริการ และ
สนับสนุนลกู ค้าของตนผ่านระบบเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ ได้ เช่น การใหค้ าแนะนา สอบถาม
ปญั หาต่าง ๆ ใหแ้ ก่ลกู คา้ แจกจา่ ยตวั โปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) โปรแกรมแจกฟรี
(Freeware)
3.1.3 ดา้ นการบนั เทงิ อินเทอรเ์ น็ตมีความสาคญั ดังน้ี
1) การพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ สนั ทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผา่ น
ระบบเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ที่เรียกว่า Magazine Online รวมท้ังหนังสือพมิ พ์และข่าวสารอนื่ ๆ
โดยมภี าพประกอบทีจ่ อคอมพวิ เตอร์เหมือนกับวารสารตามร้านหนังสอื ท่ัว ๆ ไป
2) สามารถฟังวทิ ยุหรือดรู ายการโทรทัศนผ์ า่ นระบบเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
ได้
3) สามารถดงึ ขอ้ มลู (Download) ภาพยนตร์มาดไู ด้
3.2 การสบื คน้ ขอ้ มลู ผา่ น Website
Search Engineเปน็ เคร่อื งมือหรอื โปรแกรมในการค้นหาเวบ็ ตา่ งๆ โดยมีการเก็บ
รายชื่อเวบ็ ไซต์และข้อมูลท่เี ก่ยี วข้องต่างๆ ของเว็บไซตแ์ ละนามาจดั เกบ็ ไว้ใน server เพ่อื ให้
สามารถคน้ หาและแสดงผลไดส้ ะดวก และรวดเร็วมากยิง่ ขึ้น ท้งั นี้ บาง search engine อาจ
ไม่ได้มกี ารเกบ็ ขอ้ มลู ในserverของตัวเอง แต่อาจอาศัยข้อมูลจากเจา้ ของ server น้นั ๆ
เครอ่ื งมอื หรือโปรแกรมสาหรับการสืบคน้ (Search Engine) มอี ยูม่ ากมายและมี
ใหบ้ ริการอยูต่ ามเวบ็ ไซตต์ ่างๆ ที่ใชบ้ รกิ ารการสืบค้นข้อมลู โดยเฉพาะ การเลือกใชน้ ้นั ขึน้ กบั
ประเภทของข้อมูล สารสนเทศทตี่ อ้ งการสืบค้น Search Engine ต่างๆ จะให้ขอ้ มลู ที่มคี วามลกึ ใน
แง่มมุ หรือศาสตร์ตา่ งๆ ไมเ่ ท่ากัน ตวั อยา่ ง Search Engine ทน่ี ิยมใช้มีทั้งเว็บไซต์ท่เี ป็นของ
ตา่ งประเทศ และของไทยเอง
เวบ็ ไซต์ Search Engine ยอดนยิ ม
3.2.1 Sanook
http://www.sanook.com
เปน็ เว็บไซตช์ อ่ื ดงั ของไทยทเี่ ป็นแหล่งค้นหาขอ้ มลู ของไทยทมี่ ขี อ้ มูลให้ค้นหา
มากมายทัง้ ของไทยและท่ัวโลกซ่ึงมีทง้ั แบบนามานกุ รม และคาค้น ซึ่งจะบอกทอี่ ยู่ของเว็บไซต์
และมคี าอธิบายเวบ็ ท่ีหาอยา่ งเขา้ ใจงา่ ย และยงั สามารถสง่ เว็บไซตน์ ้ีใหเ้ พือ่ นๆ ทางอเี มลด์ ้วย
3.2.2 Google
www.google.com
Google เปน็ เว็บไซต์ฐานข้อมลู ท่ีใหญม่ ากแห่งหนึ่งของโลก ในอดตี เป็นบริษทั ท่ี
ดาเนินการด้านฐานข้อมลู เพอ่ื ใหบ้ ริการแก่เว็บไซต์คน้ หาอ่ืนๆ ปจั จบุ ันได้เปิดเว็บไซต์ค้นหาเอง
มฐี านขอ้ มลู มากกวา่ สามพันลา้ นเว็บไซต์และเพ่มิ ข้ึนเร่ือยๆ ทุกวนั จดุ เดน่ ท่เี หนือกวา่ ผู้ใหบ้ รกิ าร
รายอื่นๆ คอื เป็นเว็บไซต์คน้ หาทส่ี นับสนนุ ภาษาตา่ งๆ มากกว่า 80 ภาษาทว่ั โลก(รวมทั้ง
ภาษาไทย) และมีเคร่อื งเซิร์ฟเวอร์ใหบ้ ริการในส่วนต่างๆ ของโลกมากถึง 36 ประเทศ รวมท้งั ใน
ประเทศไทย ซึ่งบริการค้นหาของ Google จะแยกฐานขอ้ มูลออกเปน็ 4 หมวด และแต่ละหมวดมี
การค้นหาแบบพเิ ศษเพ่ิมเติมดว้ ย คือ
- เวบ็ : เปน็ การคน้ หาข้อมูลจากเว็บไซตต์ ่างๆ ทว่ั โลก
- รปู ภาพ : เปน็ การคน้ หารูปภาพหลากหลายฟอรแ์ มตจากเว็บไซต์ต่างๆ
- กลมุ่ ขา่ ว : เป็นการคน้ หาเรือ่ งราวท่นี ่าสนใจจากกลุม่ ข่าวตา่ งๆ
- สารบนเวบ็ : การคน้ หาขอ้ มลู จากเว็บไซต์ทแ่ี ยกออกเปน็ หมวดหมู่
3.3 วธิ กี ารสบื คน้ ขอ้ มลู ทางอนิ เทอรเ์ น็ต
3.3.1 การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอรเ์ นต็ ด้วยการใช้ Search Engine
Search Engine จะมหี น้าที่รวบรวมรายชือ่ เว็บไซตต์ ่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเปน็
หมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแตท่ ราบหัวขอ้ ทตี่ ้องการคน้ หาแล้วป้อน คาหรือข้อความของหัวข้อน้ันๆ
ลงไปในช่องทกี่ าหนด คลิกปมุ่ ค้นหา เท่าน้ัน ขอ้ มลู อยา่ งยอ่ ๆ และรายชอ่ื เวบ็ ไซต์ท่เี กี่ยวข้องจะ
ปรากฏให้เราเขา้ ไปศึกษาเพมิ่ เตมิ ไดท้ ันที Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจดั เกบ็
ฐานข้อมูลท่ีแตกตา่ งกนั ไปตามประเภทของ Search Engine ท่ีแตล่ ะเว็บไซต์นามาใช้เกบ็
รวบรวมขอ้ มลู ดงั นัน้ การทจ่ี ะเข้าไปหาข้อโดยวิธกี าร Search นนั้ อย่างน้อยเราจะต้องทราบว่า
เวบ็ ไซตท์ จ่ี ะเข้าไปใช้บรกิ าร ใช้วธิ กี ารหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนอื่ งจากแตล่ ะ
ประเภทมีความละเอียดในการจดั เก็บข้อมูลตา่ งกนั ไป
1) การสบื คน้ แบบใชค้ ยี เ์ วริ ด์ ใชใ้ นกรณีท่ตี อ้ งการค้นข้อมลู โดยใชค้ าท่มี คี วามหมาย
ตรงกบั ความต้องการ โดยมากจะนิยมใชค้ าท่ีมคี วามหมายใกลเ้ คยี งกับเนือ้ เร่ืองท่จี ะสบื คน้ ข้อมลู
มีวธิ กี ารค้นหาไดด้ ังนี้
1.1) เปิดเว็บเพจ ทีใ่ หบ้ รกิ ารในการสบื ค้นข้อมลู ตัวอย่างเชน่
www.google.co.th เป็นเวบ็ ทใี่ ช้สบื คน้ ข้อมูลของต่างประเทศ ข้อดคี อื
คน้ หางา่ ย เรว็
www.yahoo.com เปน็ เว็บทีใ่ ช้สบื ค้นที่ดตี วั หน่ึงซงึ่ ค้นหาขอ้ มลู งา่ ย และ
ขอ้ เดน่ คือภายในเว็บของ www.yahoo.com เองจะมฟี รเี ว็บไซต์ ที่รจู้ กั กันในนาม
http://www.geocities.com ซึง่ มีจานวนเว็บมากมาย ให้คน้ หาข้อมลู เองโดยเฉพาะ
www.sanook.com เป็นเวบ็ ของคนไทย
www.siamguru.com เป็นเว็บของคนไทย
โดยพมิ พ์ช่องเวบ็ ทชี่ อ่ ง Address ดังตวั อยา่ งซ่งึ ใช้ www.google.co.th
1.2) ท่ชี อ่ ง ค้นหา พมิ พข์ ้อความตอ้ งการจะคน้ หา ในตวั อยา่ งจะพิมพ์คา
ว่า แหลง่ ทอ่ งเท่ียวเมืองโคราช
1.3) คลกิ ปุ่ม ค้นหาด้วย Google
1.4) จากนั้นจะปรากฏรายชือ่ ของเว็บทมี่ ีขอ้ มลู
1.5) คลกิ เวบ็ ที่จะเรยี กดขู ้อมูล
2) การสืบคน้ ขอ้ มลู ภาพ ในกรณีท่ีนกั เรยี นต้องการทจี่ ะค้นหาข้อมูลทเี่ ป็นภาพ เพื่อ
นามาประกอบกบั รายงาน มีวิธีการคน้ หาไฟล์ภาพไดด้ ังน้ี
2.1) เปดิ เวบ็ www.google.co.th
2.2) คลกิ ตัวเลอื ก รปู ภาพ
2.3) พมิ พก์ ลุ่มช่ือภาพท่ีต้องการจะค้นหา (ตวั อย่างทดลองหาภาพ
เกีย่ วกบั ปราสาทหนิ พิมาย)
2.4) คลิกปุ่ม ค้นหา
2.5) ภาพทคี น้ หาพบ
2. 6) การนาภาพมาใช้งาน ใหค้ ลกิ เมาสด์ า้ นขวาท่ีภาพ > Save Picture as
2.7) กาหนดตาแหน่งทีจ่ ะบนั ทึกทช่ี อ่ ง Save in
2.8) กาหนดชอื่ ทีช่ อ่ ง File Name
2.9) คลกิ ปมุ่ Save
3.4 การสง่ จดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
จดหมายอเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-Mail) คือ การส่งขอ้ ความหรือข่าวสารจากบุคคลหนง่ึ ไป
ยังบุคคลอ่นื ๆ ผ่านทางคอมพิวเตอรแ์ ละระบบเครือขา่ ยเหมอื นกับการส่งจดหมาย แตอ่ ยู่ใน
รปู แบบของสญั ญาณข้อมลู ทเี่ ปน็ อิเล็กทรอนิกส์ โดยเปล่ียนการนาสง่ จดหมายจากบุรุษไปรษณีย์
มาเป็นโปรแกรม และเปลี่ยนจากการใช้เส้นทางจราจรคมนาคมทวั่ ไปมาเป็นช่องสัญญาณ
รูปแบบตา่ งๆ ที่เชอื่ มตอ่ ระหวา่ งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะตรงเขา้ มาสู่ Mail Box ทถ่ี กู จดั สรร
ใน Server ของผรู้ บั ปลายทางทันที
- เม่อื ต้องการส่ง E-Mail มสี ว่ นประกอบสาคญั ท่ีตอ้ งให้รายละเอียด คอื
1) To: ระบุ E-Mail Address ของผูร้ บั ปลายทาง
2) Subject: ใส่หัวเรอ่ื งย่อๆของเนอื้ หา
3) CC (Carbon Copy): เป็นการระบุ E-Mail Address ของผทู้ ่ีเราตอ้ งการให้ไดร้ ับ
สาเนาของจดหมายฉบับน้ีด้วย
4) BCC (Blind Carbon Copy): เชน่ เดียวกับ CC แตท่ าให้ผู้รบั ไมท่ ราบวา่ เรา
ตอ้ งการ ส่งใคร
5) Attachment: เราสามารถแนบไฟลไ์ ปกับการส่ง E-Mail ดว้ ยกไ็ ด้
6) Body: เป็นเน้ือหาข้อความของจดหมาย
การสง่ E- Mail
ขน้ั ท่ี 1 นา Mouse ไป Click ท่ี Compose
ขนั้ ท่ี 2 หลังจากเลือก Compose แล้ว หลังจากน้ันมีวธิ ีการ ดังน้ี
- หลังคาว่า To: ให้ใสช่ อื่ E-Mail ของคนท่ีเราต้องการจะส่ง Mail ไปหา หาก
ต้องการส่งไปให้หลายคน ให้ใชเ้ ครื่องหมาย Comma (,) คั่นระหว่าง E-Mail address ของแต่
ละคน
- หลังคาว่า Subject: ใหใ้ ส่ชื่อเร่ืองของ E-Mail ของเรา หรอื อาจจะไม่ใสก่ ็ได้
- ในชอ่ ง CC: เป็นการทาสาเนา (Carbon Copy ) ของ Mail ไปถึงผรู้ ับ โดยการใส่
ช่ือ E-Mail ของคนทเี่ ราตอ้ งการสง่ Mail ไปให้ (เพิม่ เติมจากใน To: )
- ในช่อง Bcc: เป็นการทาสาเนาแบบ Blind Carbon Copy ใชใ้ นกรณีที่ต้องการส่ง
E-Mail ถงึ บุคคลอ่นื โดยบคุ คลท่ีเราส่ง E-Mail ไปให้ใน To: และ CC: จะไม่ทราบวา่ เราสง่ ไปให้
บุคคลนด้ี ้วย
- ในกล่องใหญใ่ นสว่ นล่าง จะเป็นพื้นทีใ่ นการเขยี นขอ้ ความทเ่ี ราต้องการทจ่ี ะสง่
- เม่อื เขยี นขอ้ ความเสร็จแลว้ ให้นา Mouse ไป Click ที่ปุ่ม “Send”
การสง่ File ขอ้ มลู ใดๆ ไปกบั E-Mail
ในกรณีทเ่ี ราต้องการสง่ File ใด ๆ ก็ตามแนบไปกับ E-mail ด้วย มขี นั้ ตอนการสง่ ดังนี้
1) นา Mouse ไป Click ท่ปี ่มุ ทมี่ ีคาวา่ “Attachments”
2) เลอื ก File ที่ตอ้ งการจะสง่ โดยกดปมุ่ ทม่ี ีคาว่า “Browse”
3) เม่อื เลอื ก File ที่ต้องการส่งได้แล้ว กดป่มุ ท่ีมคี าว่า “Open” แลว้ จะเห็นว่า ชือ่ File
ทเี่ ราเลอื กจะปรากฏอย่ใู นช่องว่าง
4) ขั้นตอ่ มากดปุม่ ท่ีมคี าว่า “Attachments” เพอื่ แนบ File ไปกับ E-mail
5) เห็นไดว้ า่ ช่ือ File ที่ต้องการจะส่งจะปรากฏบนช่องว่าง ถา้ เราเกิดลงั เลเปลยี่ นใจ
จะเปล่ยี นแปลง File ทจี่ ะสง่ สามารถทาได้โดยการนา Mouse ไป Click ที่ปุ่ม Remove ถ้าทกุ
อย่างเรยี บร้อยแล้วให้ Click ท่ีปมุ่ Done (ในทีน่ ้ที าง Hotmail.com มขี ดี ความสามารถในการ
ส่ง File มขี นาดสงู ทสี่ ดุ ไดไ้ ม่เกนิ 1 Mb เทา่ น้ัน)
6) ขั้นตอนสุดทา้ ยคือ หลงั จากท่ีเรากด Done แลว้ จะกลับมายังหนา้ จอเดิม การจะส่ง
E-Mail ท่มี ีการแนบ File ใดๆ ไปด้วยนนั้ กใ็ หท้ าตามวธิ กี ารสง่ E-Mail ตามปกติ จะเห็นไดว้ า่ ใน
ส่วนทมี่ คี าวา่ Attachments จะมีชอื่ File ทเี่ ราแนบไปดว้ ย
ขอ้ ดี และขอ้ จากดั ของจดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
4.1 ความหมายของไปรษณยี อ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ( E-Mail)
E-Mail หรือ Electronic Mail เปน็ ไปรษณียอ์ เิ ล็กทรอนกิ ส์ รบั -ส่งเอกสาร
อเิ ล็กทรอนกิ ส์โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) ไปยังผรู้ ับทอ่ี าจจะ
อยทู่ ่ใี ดก็ได้ในโลก การใช้งานอีเมล์ทาใหเ้ ราสามารถตดิ ตอ่ กบั ผู้คนทว่ั โลกไดท้ นั ที โดยที่ เรา
สามารถรบั และตอบจดหมายกลับได้ภายใน เวลาไมก่ ี่นาที ทาใหผ้ ใู้ ช้งานมีความสะดวกรวด
เรว็ ไมต่ อ้ งเสียเวลารอคอยที่ยาวนานเหมือนกับ ไปรษณีย์ท่ัวไป การติดตอ่ โดยใช้ไปรษณีย์
ธรรมดาตดิ ตอ่ ภายในประเทศอาจใชเ้ วลาประมาณ 1-3 วนั ถ้าหากเป็นจดหมายที่ส่งไปยงั
ต่างประเทศ (Air mail) อาจใช้เวลานานเป็นสปั ดาห์ e-Mail ชว่ ยประหยัดคา่ ใช้จ่ายซึง่ ถกู กวา่
การใชโ้ ทรศพั ท์หรือการสง่ จดหมายโดยวธิ ีปกตทิ ใี่ ชก้ ันหลายเท่าตวั โดยทั่วไป ค่าใชจ้ า่ ยในการ
ส่ง e-Mail ไม่วา่ จะสง่ จากแห่งใดในทกุ มมุ โลกก็ไม่ตา่ งกัน ไมว่ า่ จดหมายนนั้ จะสัน้ หรือยาว จะ
ส่งไปใกล้หรอื ไกล
E-Mail เปน็ ชอ่ งทางสาหรับการส่งข้อมลู ท่ไี ดร้ บั ความนิยมอย่างสูง รูปแบบการใช้
งานแตกตา่ งกันไป นกั เรียน-นกั ศึกษา นยิ มใช้ในการตดิ ต่อสอื่ สาร ระหว่างกนั หรือตดิ ตอ่ ส่ง
ขอ้ มลู ข้อความ ขอคาปรกึ ษาจากอาจารยผ์ ู้สอน องค์กรขนาดใหญๆ่ กส็ ามารถติดต่อกับ
บุคลากร หรือทาธรุ กรรมผ่านระบบเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตและอีเมล์ เป็นตน้
4.2 ขอ้ ดขี อง E-mail
- ประหยัดเวลา
- ประหยัดเงิน
- สามารถส่งในรูปแบบมลั ติมเี ดียได้
- สามารถแนบไฟลท์ ่เี ป็นเอกสารสง่ ได้
- สามารถส่งต่อข้อมลู หรอื ทเ่ี รยี กวา่ forward ได้
4.3 ขอ้ จากดั ของ E-mail
- ไม่สามารถเขา้ ถงึ บคุ คลได้ทุกคน
- ไม่ไดร้ ับตน้ ฉบับซ่งึ ควรคา่ แก่การเก็บรกั ษา
- อาจมีไวรัสมาพร้อมกบั เอกสารทส่ี ง่ มา
- ถา้ เครอื ขา่ ยลม่ ทาให้การส่งหรอื รบั ขอ้ มูลล้มเหลว
- ถ้าข้อมูลใน mail box เตม็ กไ็ มส่ ามารถรบั ขอ้ มูลอืน่ ได้
- Angun.จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์.