ตำ ราอาหารไทยโบราณ
การประกอบอาหารไทยโบราณ
การสอบภาคปฏิบัติ วิชาการประกอบอาหารไทยโบราณ ได้นำ เสนอเมนู ดังนี้ * ข้าวแช่ * ข้าวบุหรี่ * แกงมัสมั่นไก่
ประวัติอาหารไทยโบราณ อาหารไทย เป็นอาหารประจำ ของชนชาติไทย ที่มีการสั่งสมและ ถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนเป็นเอกลักษณ์ประจำ ชาติถือได้ว่า อาหารไทยเป็นวัฒนธรรมประจำ ชาติที่สำ คัญของไทยขณะที่อาหารพื้นบ้าน หมายถึง อาหารที่นิยมรับประทานกันเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งเป็นอาหารที่ทำ ขึ้น ได้ง่าย โดยอาศัยพืชผักหรือเครื่องประกอบอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่นมีการ สืบทอดวิธีปรุงและการรับประทานต่อๆ กันมา จุดกำ เนิดอาหารไทย อาหารไทยมีจุดกำ เนิดพร้อมกับการตั้งชนชาติไทย และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน เรื่องความ เป็นมาของอาหารไทยยุคต่างๆ สมัยสุโขทัย อาหารไทยในสมัยสุโขทัยได้อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึกและวรรณคดี สำ คัญคือ ไตรภูมิพระร่วงของ พญาลิไท ที่ได้กล่าวถึงอาหารไทยในสมัยนี้ว่า มีข้าวเป็นอาหารหลัก โดยกินร่วมกับกับข้าว ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื้อ สัตว์อื่นบ้าง การปรุงอาหารได้ปรากฏคำ ว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระร่วงที่เป็น ที่มาของคำ ว่า ข้าวหม้อแกงหม้อ ผักที่กล่าวถึงในศิลาจารึก คือ แฟง แตงและ น้ำ เต้า ส่วนอาหารหวานก็ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำ ผึ้งส่วนหนึ่ง นิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน สมัยอยุธยา สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคทองของไทยได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมาก ขึ้นทั้งชาวตะวันตกและตะวันออกจากบันทึกเอกสารของชาวต่างประเทศ พบ ว่าคนไทยกินอาหารแบบเรียบง่ายยังคงมีปลาเป็นหลัก มีต้ม แกงและคาดว่ามี การใช้น้ำ มันในการประกอบอาหารแต่เป็นน้ำ มันจากมะพร้าวและกะทิ มากกว่าไขมันหรือน้ำ มันจากสัตว์มากขึ้น คนไทยสมัยนี้มีการถนอมอาหาร เช่นการนำ ไปตากแห้ง หรือทำ เป็นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่นน้ำ พริกกะปิ นิยมบริโภคสัตว์น้ำ มากกว่าสัตว์บก
สมัยธนบุรี จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำ ราการทำ กับข้าวเล่มที่ 2 ของไทย ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ พบความต่อ เนื่องของวัฒนธรรมอาหารไทยจากกรุงสุโขทัยมาถึงสมัยอยุธยและสมัย กรุงธนบุรีและยังเชื่อว่าเส้นทางอาหารไทยคงจะเชื่อมจากกรุงธนบุรีไปยังสมัย รัตนโกสินทร์โดยผ่านทางหน้าที่ราชการและสังคมเครือญาติ และอาหารไทย สมัยกรุงธนบุรีน่าจะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยาแต่ที่พิเศษเพิ่มเติมคือมีอาหาร ประจำ ชาติจีน สมัยรัตนโกสินทร์ การศึกษาความเป็นมาของอาหารไทยใน ยุครัตนโกสินทร์นี้ได้จำ แนกตามยุคสมัยที่นัประวัติศาสตร์ได้กำ หนดไว้ คือ ยุคที่ 1 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และยุคที่ 2 ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 1 (พ.ศ. 2325 – พ.ศ. 2394) อาหารไทยในยุคนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับสมัยธนบุรีแต่มีอาหารไทย เพิ่มขึ้นอีก 1 ประเภท คือ นอกจากมีอาหารคาวอาหารหวานแล้วยังมี อาหารว่างเพิ่มขึ้นในช่วงนี้อาหารไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหาของ ประเทศจีนมากขึ้นและมีการปรับเปลี่ยนเป็นอาหารไทยในที่สุดจากจดหมาย ความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทรเทวีที่กล่าวถึงเครื่องตั้งสำ รับคาวหวาน ของพระสงฆ์ในงานสมโภชน์พระพุทธมณีรัตนมหาปฏิมากร(พระแก้วมรกต) ได้แสดงให้เห็นว่ารายการอาหารนอกจากจะมีอาหารไทย เช่น ผัก น้ำ พริก ปลาแห้ง หน่อไม้ผัด แล้วยังมีอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศแบบอิสลาม และมี อาหารจีนโดยสังเกตจากการใช้หมูเป็นส่วนประกอบ สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2394 – ปัจจุบัน) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมาก และมีการ ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ตำ รับอาหารการกินของไทยเริ่มมี การบันทึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นในบทพระราชนิพนธ์ เรื่องไกลบ้าน จดหมายเหตุ เสด็จประพาสต้น เป็นต้น และยังมีบันทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสืบทอดทางเครือญาติ ประวัติอาหารไทยโบราณ
ข้าวแช่ ข้าวแช่อาหารโบราณประจำ ฤดูร้อนที่มีต้นกำ เนิดมาจากประเพณี สงกรานต์ของชาวมอญในสมัยโบราณนิยมรับประทานข้าวแช่ในช่วง กลางเดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนพฤษภาคมเพื่อช่วยคลายร้อนให้รู้สึก เย็นชื่นใจ ข้าวแช่มีหลากหลายตำ รับ ทั้งตำ รับทั่วไปและตำ รับชาววัง หนึ่ง ในความเป็นมาของข้าวแช่ตำ รับชาววังได้มีการกล่าวถึงเจ้าจอมมารดา กลิ่น สตรีเชื้อสายมอญผู้ปฏิบัติราชการในราชสำ นัก ได้ถ่ายทอดความ รู้การทำ ข้าวแช่ให้แก่ห้องเครื่องและประชาชนระหว่างติดตามไปถวาย ราชการที่จังหวัดเพชรบุรีทำ ให้เมนูข้าวแช่มีการแพร่หลายเป็นเมนูที่ได้รับ ความนิยมในหน้าร้อนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าวแช่มีองค์ประกอบหลัก คือ ข้าวหุงสุก น้ำ ลอยดอกไม้หอม และ เครื่องเคียง แต่ในสำ รับข้าวแช่แบบชาววังจะมีผักแกะสลัก จัดเสิร์ฟเคียง สำ รับมาเพื่อทานคู่กับข้าวแช่เพื่อเพิ่มรสและสัมผัสให้ครบถ้วนมากขึ้น โดยสำ รับข้าวแช่แบบชาววังจะเป็นหนึ่งในเนื้อหาของหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาการครัวไทย ที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต โดยนักเรียนจะได้เรียนรู้และปฏิบัติการทำ สำ รับข้าวแช่ การหุงข้าว การเตรียมน้ำ ลอยดอกไม้ พร้อมเทคนิคการ ทำ เครื่องเคียงต่าง ๆ รวมถึงการแกะสลักผักให้สวยงามและเหมาะสมใน การเสิร์ฟสำ รับข้าวแช่
ขั้นตอนการทำ การปรุงน้ำ ข้าวแช่ 1. เทียนอบ ๆ หม้อคินปิดผาสนิท 1 คืน แล้วใส่น้ำ ต้มสุกทิ้งไว้ให้เย็น 2. ดอกกระดังงา 3-5 คอก ลนเปลวไฟเทียนอบ แล้วฉีกใส่ในหม้อดิน 3. ดอกมะลิ เลือกดอกใกล้จะบาน ปลิดก้านออกล้างน้ำ ให้สะอาค ตอน ค่ำ พอแย้มหยิบลงลอยทีละดอกอย่าให้แน่นนัก ปิดฝาทิ้งไว้ รุ่งเช้าค่อย ๆ ช้อนขึ้นจากน้ำ เบาๆ มือ กรองน้ำ ปิดฝา ให้สนิท การหุงข้าว ส่วนผสม ข้าวเจ้าเก่าเม็ดงาม 1 ถ้วย น้ำ ลอยดอกมะลิ 5 ถ้วย น้ำ มะนาว 1 ช้อน ชา วิธีทำ 1. ซาวข้าวให้สะอาค ผึ่งจนสะเด็คน้ำ 2. เทน้ำ ใส่หม้อ ใส่น้ำ มะนาว ตั้งไฟพอเดือด ใส่ข้าว ลดไฟลง พอข้าวสุก เป็นตากบเทใส่ตะแกรง ยกตะแกรงวางบนปากชามอ่าง ใส่น้ำ เย็นจนท่วม ข้าวนิดหน่อย ปล่อยไว้จนข้าวเย็น 3. ขัดข้าวโดยใช้มือสีข้าวไปมากับตะแกรงเบา ๆ มือ ระวังอย่าให้แรงมาก เม็ดข้าวจะหัก ขัดพอให้ข้าวหมดเมือก ยกตะแกรงขึ้นเทน้ำ ทิ้ง ทำ เช่นนี้ 2-3 ครั้ง จนข้าวหมดเมือกขึ้นเป็นเงาและเม็ดขาวใส 4. ปูผ้าขาวบางในถังถึง เทข้าวลงบนผ้านึ่งในน้ำ เดือดประมาณ 10-15 นาที พอข้าวไม่เป็นไตสุกระอุดียกลงปล่อยไว้ให้เย็น 5. ห่อด้วยผ้าขาวบาง วางบนน้ำ แข็งก้อนใหญ่หรือ เก็บในตู้เย็นช่อง ธรรมดา 6. เวลารับประทาน ตักข้าวใส่ถ้วย ใส่น้ำ ข้าวแช่พอท่วมข้าวใส่น้ำ แข็งทุบ รับประทานกับเครื่องชนิดต่าง ๆ เครื่องที่รับประทานกับข้าวแช่ กะปิทอด พริกหยวกสอดไส้ หัวหอมสอดไส้ ปลายี่สกผัดหวาน ปลาช่อนทอดผัดหวาน หัวผัดกาดเค็มหวาน ส่วนผสม ข้าวเจ้าเก่าเม็ดงาม 1 ถ้วย น้ำ ลอยดอกมะลิ 5 ถ้วย น้ำ มะนาว 1 ถ้วย
ล้างปลา ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ หั่นตามขวางบางๆ เทน้ำ มันในกระทะเล็กน้อย คั่วปลาจนกรอบ ใช้ไฟอ่อน เมื่อปลาก รอบตักขึ้น ตักน้ำ ตาลใส่กระทะ ใส่น้ำ 2 ช้อนใต๊ะ พอน้ำ ตาลเดือดเริ่มเหนียวใส่ ปลาช่อนข้อ 2 ผัดไปมาจนกระทั่งเข้ากันดี ตักใส่จานโรยหอมจียว ส่วนผสม ปลาช่อนทอนผัดหวาน ปลาช่อนแห้งขนาดกลาง 1 ตัว น้ำ มัน 2-3 ช้อนโต๊ะ น้ำ ตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ หอมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ 1. 2. 3. ส่วนผสม หัวผักกาดเค็มผัดหวาน หัวผัดกาคเค็มหั่นฝอยยาว ๆ 1 ถ้วย น้ำ ตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย น้ำ 1 ถ้วย กระเทียมเจียวน้ำ มัน 1 ช้อนชา วิธีทำ 1. ล้างผัดกาดหลาย ๆ น้ำ จนคลายความเค็ม ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ 2. ตักกระเทียมเจียวใส่กะทะ ใส่ผัดกาด ผัคจนผักกาดสุกดี ใส่น้ำ ตาล ใส่น้ำ ผัดไฟอ่อนกลับไปมาจนกระทั่งแห้งและเหนียว ตักขึ้น ขั้นตอนการทำ
ขั้นตอนการทำ โขลกตะไคร้ กระชาย หัวหอม ให้ละเอียด ใส่กะปิ เนื้อปลาโขลก ต่อจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่กะทิลงในกระทะตั้งไฟให้เดือด ตักส่วนผสมข้อ 1 ลงผัด ใส่ น้ำ ปลา น้ำ ตาลปิ๊บ ผัดให้แห้ง ทิ้งไว้จนเย็นปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ตอกไข่ใส่ชามแเป้ง ใช้ไม่ตีไข่คนให้เข้ากัน ใส่น้ำ ปูนใสเรื่อย ๆ ลักษณะแป้งข้นชุบปิด ใส่น้ำ มันลงในกระทะตั้งไฟปานกลาง พอน้ำ มันร้อนนำ กะทิที่ปั้นลง ชุบแปัง แล้วทอดพอเหลืองตักขึ้นวางบนกระดาษชับน้ำ มัน ส่วนผสม กะปิทอด กะปิอย่างดี 3 ช้อนโต๊ะ หัวหอม 5 หัว 1/3 ถ้วย กระชาย 5 ราก 1/3 ถ้วย ตะไคร้หั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ ปลาย่างแกะใช้แต่เนื้อ 1 ถ้วย น้ำ ตาลปิ๊บ 1 ถ้วย น้ำ ปลา 1 ช้อนชา กะทิ (มะพร้าว 200 กรัม คั้นไม่ต้องใส่น้ำ ) 1 ถ้วย ไข่เป็ด 1 ฟอง แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย น้ำ ปูนใส 3-4 ถ้วย น้ำ มันสำ หรับทอด 3 ถ้วย วิธีทำ 1. 2. 3. 4.
ล้างพริกหยวก คว้านไส้ออก เก็บขั้วพริกไว้ โขลกราถผักชี กระเทียม พริกไทย ให้ละเอียด ผสมกับเนื้อหมู เนื้อกุ้ง เติมน้ำ ปลา ใช้ช้อนคนให้เข้ากันและเหนียว บรรจุลงในพริก หยวก ปิดขั้วพริกที่เก็บไว้นำ ไปนึ่งให้สุก 10 นาทีทิ้งไว้ให้เย็น ตอกไข่ คนพอเข้ากัน โรยเป็นตาข่ายในกระทะแบน เมื่อเย็นแล้วนำ มาห่อพริกข้อ2 ให้สวยงาม หมายเหตุ ถ้าใช้หัวหอม เลือกหัวหอม โทนมีจุก ห้ามตัดจุกปอกเปลือกผ่าครึ่งตามยาวใช้มีดปลายแหลม แคะไส้หอมออก บรรจุไส้ที่ผสมไว้และจับ 2 ซีกที่ผ่าไว้ประกบกันนึ่ง แล้วชุบแป้งทอดส่วนผสมแป้งเหมือนกับกะปิทอด ส่วนผสม หัวหอมหรือพริกหยวกสอดไส้ พริกหยวกเม็ดเล็กสั้น 10 เม็ด เนื้อหมูสับหรืบด 1 ถ้วย กุ้งสดสับหรือบด 1 ถ้วย รากผักชีหั่น 1 ถ้วย กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น 1 ช้อนชา น้ำ ปลา 2 ช้อนโต๊ะ ไข่เป็ด 3 ฟอง วิธีทำ 1. 2. 3. ขั้นตอนการทำ
ข้าวบุหรี่ จึงเป็นของเสวยในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ที่ต้นเครื่องมักจะ ปรุงขึ้นถวาย ขั้นตอนยุ่งยากและพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกข้าว ซึ่งต้องเป็น ข้าวหอมมะลิเม็ดยาวเท่านั้น ซึ่งลักษณะก็จะคล้ายกับข้าวบัสมาติของ อินเดีย ในการหุงข้าว ก็จะหุงแบบวิธีของแขก คือ มีเครื่องปรุงและเนื้ออยู่ ในตัว มีการหมักเนื้อจนนุ่มด้วยสูตรพิเศษเฉพาะ เนื้อที่เลือกมาจะต้อง แน่นและสด และการหุงแบบดั้งเดิมถึงจะได้รสชาติของข้าวบุหรี่อย่างแท้จริง นั่น คือ การหุงด้วยเตาถ่านเท่านั้น ในการทานมักทานคู่กับเครื่องเคียง คือ อาจาดซึ่งมีส่วนผสมเป็นแตงกวาดองกับน้ำ ส้ม น้ำ ตาล เกลืออีกเล็ก น้อย โรยหน้าอาจาดด้วยขิงซอยบางๆ หอมแดง พริกเหลือง ไว้ทาน สำ หรับแก้เลี่ยน นอกจากมีการนำ ข้าวบุหรี่มาขึ้นโต๊ะเสวยแล้วนั้น ยังสันนิษฐานว่า เมนูชนิดนี้ก็เป็นที่นิยมมานานตั้งแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะได้เห็น ได้จากกาพย์ยานี ๑๑ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งทรงกล่าวถึงข้าวบุหรี่ว่าทำ ยากจำ เป็น ต้องรู้วิธีในการปรุงให้อร่อย ดังเช่น “ ข้าวหุง ปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ ” สำ หรับลูกเอ็นในที่นี้ สันนิษฐานว่ามาจากคำ ทับศัพท์ของคำ ว่า “ ลูก เฮ็ล ” เป็นชื่อเครื่องเทศแขกชนิดหนึ่งใช้หุงกับข้าวให้กลิ่นหอมแปลกออก ไปกว่ากระวาน และกานพลูค่ะ กาพย์ยานีบทนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย ได้กล่าวถึงข้าวบุหรี่ที่สมเด็จพระศรีสุราลัย พระบรม ราชชนนีในรัชกาลที่ 3 ทรงปรุง ซึ่งท่านเองมีเชื้อสายมุสลิม ณ คลอง บางหลวง เป็นผู้ปรุงขึ้นถวาย ข้าวบุหรี่
ขั้นตอนการทำ ซาวข้าวให้สะอาดใส่กระชอนพักไว้ ไก่แล่อาแต่เนื้อหุ่นชิ้นใหญ่พอคำ ส่วนกระดูกนำ ไปต้มชุบอย่าปิดฝา โขลกกระเทียม เค้าเจี๋ยว ชิง พอละเอียดแล้วผัดด้วยน้ำ มันให้หอมใส่ ผงกะหรี่ ไส่ไก่ แล้วข้าวสารที่พักไว้ใส่เห็ดฟาง มะเขือเทศ ผัดให้เข้า กัน ดัดขึ้นพักไว้ เอาน้ำ มันที่เหลือ ผสมกับน้ำ ซุป สำ หรับนึ่งข้าว โดยใช้ข้าว 1 ส่วน น้ำ ซุบ 1 4 - 1 ' ถ้วย ก่อนนึ่งใส่ใบกระวาน อบเชย ลงไปด้วย ส่วนผสม ข้าวบุหรี่ ข้าวสารเก่า 1/2 กิโลกรัม ไก่ กิโลกรัมหรือ 1 ซีก น้ำ มันพืช 1 ถ้วย เต้าเจี๊ยวขาว 1/4 ถ้วย ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ ขิงอ่อนซอย 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ เห็ดฟางผ่า 2 ซีก 1/2 ถ้วย มะเขือเทศสีดาผ่าสี่ 5 ผล ผงกระหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ ใบกระวาน 2 ใบ อบเชย 1 ท่อน (1 นิ้ว) *อาจาด น้ำ สัมสายชู 1/2 ถ้วย น้ำ ตาลทราย 1/3 ถ้วย เกลือปั่น 1 ช้อนโต๊ะ แตงกวาผ่าสี่นั่นตามขวาง 5-6 ผล หอมเล็กนั่นตามขวาง 5 หัว พริกชี้ฟ้าในตามขวาง 4 เม็ด ผักซีเด็ดเป็นใบ วิธีทำ 1. 2. 3. 4.
“ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่า รสร้อนแรง ” บทขึ้นต้นของกาพย์เห่ชม เครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย คงเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความสำ คัญของแกง มัสมั่น ซึ่งเป็นเมนูอาหารที่ถือได้ว่าอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน แกงมัสมั่นนั้นมีต้นตำ รับเดิมมาจากอินเดีย เข้ามาอยู่ในทำ เนียบอาหาร ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นเวลากว่า 230 ปีมาแล้ว โดยตำ รับเดิมจะ นิยมทำ ด้วยเนื้อวัว ปัจจุบันจะใช้เนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามใจชอบ นอกจาก นี้ยังมีการค้นพบอีกว่า มัสมั่นมีจุดกำ เนิดในไทยตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช นำ เข้ามาโดยแขกเจ้าเซนที่มาจากเปอร์เซีย (อิหร่าน) เป็นแกงที่นิยมรับประทานในหมู่ผู้ชื่นชอบกลิ่นเครื่องเทศที่โดดเด่น บาง แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเมนูระบุว่า ชาวไทยมุสลิมมักเรียกแกงชนิดนี้ ว่า ซาละหมั่น ขณะที่ต้นตำ รับของมุสลิมจะออกรสเค็มมัน แต่มัสมั่นของ ไทยจะออกรสหวาน ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารไทยที่ได้รับการโหวตจาก นักชิมทุกหนแห่งให้เป็นเมนูอาหารอร่อยที่สุดอันดับ 1 ของโลกจาก 50 อันดับเมนูอาหาร มัสมั่นเป็นอาหารรสชาติเผ็ดร้อน หอมมัน หวาน อร่อยกลมกล่อมและเป็นอาหารที่หาทานได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะแกงชนิด นี้ต้องใช้ความพิถีพิถัน ใส่ใจตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบที่ดีมาทำ เป็นพริกแกง รวมถึงขั้นตอนการปรุงอีกด้วย ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมใน ยุคปัจจุบันสักเท่าไหร่ หัวใจหลัก คือ เครื่องแกง ที่สำ คัญกะทิต้องคั้นเอง ถ้าใช้กะทิสำ เร็จรูปจากกล่องจะไม่อร่อยเท่าที่ควร ตามด้วย มันฝรั่ง หรือมันเทศก็ได้ หัวหอมใหญ่ ถั่วลิสงคั่ว ลูกกระวาน ซึ่งมีสรรพคุณช่วย บำ รุงธาตุในร่างกาย ทำ ให้เจริญอาหาร ช่วยขับเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ และสารเพิ่มความหอมรสร้อนแรงคือ ยี่หร่าบดผง แกงมัสมั่นไก่
ขั้นตอนการทำ ส่วนผสม เครื่องพริกแกง พริกแห้งแกะเม็ดคั่ว 15 เม็ด เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ หัวหอมเผาซอย 1/2 ถ้วย กระเทียมเผาซอย 1/2 ถ้วย รากผักชีคั่ว 4 ราก ตะไคร้คั่ว 1/2 ถ้วย ข่าหั่นฝอยคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ พริกไทยเม็ด 20 เม็ด กะปิเผา 1 เม็ด ลูกผักชีคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ลูกจันทร์คั่ว 1/2 ถ้วย กานพลูคั่ว 16 ดอก ดอกจันทร์ทั่ว 2 ดอก ยี่หร่าคั่ว 2 ช้อนโต๊๊ะ เม็ดลูกกระวานคั่ว 15 เม๊ด อบเชยคั่วป่น 1/2 ถ้วย วิธีทำ เครืองแกง โขลกเครื่องแกงให้ละเอียด รวมกันเป็นเนื้อเดียว
คั้นมะพร้าวโดยไม่ใส่น้ำ ให้ได้หัวกะทิ 1 ถ้วย หรือ 220 กรัมคั้น มะพร้าวที่เหลือให้ได้หางกะทิ 5 ถ้วย หรือ 1,100 กรัม สำ หรับ เคี่ยวกับเนื้อไก่ เคี่ยวเนื้อไก่กับหางกะทิให้พอนุ่ม ใส่ถั่วลิสงคั่วใช้ไฟอ่อน ประมาณ 20 นาที ผัดน้ำ พริกแกงกับน้ำ มันให้หอม ค่อย ๆ ใส่หัวกะทิทีละน้อย ผัดให้ แตกมันจะหมดหัวกะทิ ตัดใส่หม้อที่เคี่ยวไก่คนให้เข้ากัน เคี่ยวต่อใส่มันฝรั่งต้มใช้ไฟอ่อน ประมาณ 20 นาที ใส่ หอมหัวใหญ่ พอเดือดปรุงรสด้วยน้ำ ปลา น้ำ ตาลปี๊บ น้ำ ส้มมะขาม และน้ำ ส้มซ่า ชิมให้ได้ 3 รส หวานเปรี้ยว เค็ม ใส่ลูกกระวานคั่วและใบกระวานคั่วลอยหน้ายกลงรับประทาน กับขิงดอง ส่วนผสม เนื้อไก่ส่วนสะโพกสับครึ่ง 7 สะโพก มะพร้าวขูด 5 ถ้วย มันฝรั่งต้มสุก ผ่า 6 ลบมุม 3 หัว หัวหอมใหญ่ลูกเล็ก ๆ จักครึ่ง 5 หัว ถั่วลิสงคั่ว 1/2 ถ้วย นํ้าตาลปี๊บ 1 ถ้วย น้ำ ส้มซ่า 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ มะขามเปียก 1/2 ถ้วย น้ำ ปลา 1/2 ถ้วย น้ำ ทันสำ หรับทอด 1/4 ถ้วย ใบกระวานคั่ว 10 ใบ เม็ดลูกกระวานคั่ว 15 ลูก ขั้นการทำ 1. 2. 3. 4. ขั้นตอนการทำ (ต่อ)
สมาชิกในกลุ่ม น.ส วชิราภรณ์ จันทร์ดำ เลขที่21 น.ส ศศิธร มาศพันธ์ เลขที่ 22 น.ส สโรชินีบุญคาร เลขที่ 23 น.ส วิยดา แก้วลา เลขที่ 26 นาย ธนพนธ์ เจนะ เลขที่ 27 น.ส กัลยรัตน์ สรรพชัย เลขที่ 30 ชั้น สคอ. 2/2