The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนบูรณาการ-ผ้ามัดย้อม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by khongprin2535, 2022-07-18 03:49:25

แผนบูรณาการผ้ามัดย้อม

แผนบูรณาการ-ผ้ามัดย้อม

แผนบรู ณาการวชิ าทกั ษะการเรียนรู้ ทร310
ผงั ภาพโครงสรา้ งหน่วยการเรียนรู้บูรณาการเพอ่ื สง่ เสรมิ ก

กลมุ่ สาระทักษะการเรยี นรู้ ระดบั มธั

ช่ือหน่วยการเรียนรู้ การเรียนรดู้ ้วยตนเอง ( 1 แผน 3 ชวั่ โมง)

สาระสำคญั

การเรียนรูดวยตนเอง เปนกระบวนการเรียนรูที่ผูเรียนริเริ่มการเรียนรูดวย

ตนเอง ตามความสนใจ ความตองการ และความถนัด มีเปาหมาย รูจักแสวงหาแหล่ง

ทรัพยากรของการเรียนรู เลือกวิธีการเรียนรู จนถึงการประเมินความกาวหนาของการ

เรียนรูของตนเอง โดยจะดําเนินการดวยตนเองหรือรวมมือ ชวยเหลือกับผูอื่นหรือไม่

ก็ได ดังนั้นมาตรฐานการเรียนรูระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถประมวล ความรู

ทาํ งานบนฐานขอมูล และมีความชํานาญในการอาน ฟง จดบันทึกเปนสารสนเทศ อยาง

คลองแคลว รวดเร็ว ในทุกวันนี้คนสวนใหญ่ แสวงหาการศึกษาระดับท่ีสูงข้ึน จําเปน

ตองรูวิธีวินิจฉัยความตองการในการเรียนของตนเอง สามารถกําหนดเปามายในการ

เรียนรูของตนเอง สามารถระบุแหลงความรูที่ตองการ และ วางแผน การใชยุทธวิธี สื่อ

การเรียน และแหลงความรูเหลานั้น หรือแมแตประเมินและตรวจสอบความ ถูกตอง

ของผลการเรียนรูของตนเองการพัฒนาทักษะการเรียนรูข้ องนักเรียนในดา้ นการ เรียนรูด้ ว้ ยตนเอง การใช้

สแหมลรง่ เรรยีถนนรู้ ะกาสรำจดัคกัญารของผู้เรยี น คุณลักษณะอันพึงประส

1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี ินัย

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรียนรู้
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา 3. อยู่อย่างพอเพียง
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ 4. มุ่งมั่นในการทำงาน
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5. รักความเป็นไทย
6. มจี ติ สาธารณะ

001 กบั ฐานการเรียนรู้ การเรยี นรู้ตลอดชวี ิต
การเรียนรู้ด้วยตนเอง มหัศจรรยส์ ีธรรมชาติ (ผา้ มัดย้อม)
ธยมศกึ ษาตอนปลาย เวลา 3 ช่วั โมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 (3 ช่วั โมง)
เรื่อง การเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง
ตวั ช้วี ดั มีความรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคตทิ ดี่ ีตอ่ การเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง
สาระการเรยี นรู้
1. ประมวลความรู และสรุปเปนสารสนเทศ
2. ทาํ งานบนฐานขอมลู ดวยการแสวงหาความรจู นเปนลักษณะนิสัย
3. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับสยี ้อมจากพชื และสามารถฝึกปฏบิ ตั ิการทำผ้ามัดยอ้ ม
จากสีธรรมชาตไิ ด้

สงค์ ภาระงาน/ชนิ้ งาน
๑. ใบงาน เรื่อง การเรียนร้ดู ้วยตนเอง
๒. ใบงาน เรือ่ ง มหัศจรรยส์ ีธรรมชาติ (ผ้ามดั ย้อม)

กิจกรรมการเรยี นรู้เพ่ือเสรมิ สรา้ งคุณลกั ษณะอยูอ่ ยา่ งพอเพียง
รายวชิ า ทกั ษะการเรียนรู้ (ทร 31001) กลมุ่ สาระทกั ษะการเรียนรู้
แผนการเรียนร้เู รอ่ื ง การเรยี นรู้ด้วยตนเอง ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย เวลา 3 ช่ัวโมง

…………………………………………………………………

ตัวชี้วดั มีความรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคตทิ ดี่ ีตอ่ การเรียนรู้ด้วยตนเอง
สาระสำคญั

ในปจจุบนั โลกมคี วามกาวหนาทางดานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ความรูตาง ๆ ไดเพ่ิมขึน้ เปนอันมาก
การเรยี นรูจากสถาบันการศึกษาไมอาจทําใหบุคคลศึกษาความรูไดครบทั้งหมด การไขวควาหาความรูดวยตนเอง
จงึ เปนอีกวธิ ีหน่งึ ทีจ่ ะสนองความตองการของบุคคลได เพราะเมื่อใดก็ตามที่บุคคลมีใจ รกั ท่ีจะศึกษาคนควา สิ่งท่ี
ตนตองการจะรู บคุ คลน้ันก็จะดาํ เนนิ การศกึ ษาเรยี นรูอยางตอเนื่องโดยไมมี ใครตองบอก ประกอบกับระบบ
การศึกษาและปรัชญาการศกึ ษาเพ่ือเตรยี มคนใหสามารถเรียนรูไดตลอด ชวี ติ แสวงหาความรูดวยตนเอง ใฝหา
ความรู รแู หลงทรัพยากรการเรียน รูวิธีการหาความรู มี ความสามารถในการคิดเปน ทําเปน แกปญหาเปนมนี สิ ัย
ในการทาํ งานและการดาํ รงชวี ิต และมีสวนรวมในการปกครองประเทศ
จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. ประมวลความรู และสรุปเปนสารสนเทศได้ (K)
2. สามารถปฏบิ ตั ิการทำผา้ มัดยอ้ มจากสธี รรมชาติได้ (P)

3. ทํางานบนฐานขอมูลดวยการแสวงหาความรูจนเปนลกั ษณะนสิ ยั (A)
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น

1. ความสามารถในการอา่ น
2. ความสามารถในการส่ือสาร
3. ความสามารถในการคดิ
4. ความสามารถในการแก้ปัญหา
5. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
6. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มีวินยั = มรี ะเบยี บแบบแผนในการเรียนรู้
2. ใฝ่เรียนรู้ = ตง้ั ใจเรียน แสวงหาความรู้
3. อย่อู ย่างพอเพียง = คดิ และตดั สนิ ใจในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทีไ่ ดร้ บั
มอบหมายเหมะสมกบั ศักยภาพของตนเอง/กลุม่ เลือกวสั ดุอุปกรณ์อย่างประหยัด ใชค้ วามรู้
ความสามารถเตรยี มพร้อมวางแผนปฏิบัติอย่างอดทนเปน็ ระบบรอบคอบ
4. มุ่งมั่นในการทำงาน = อดทนตั้งใจรับผิดชอบทำงานสำเรจ็ ตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย
5. รกั ความเปน็ ไทย = รกั และอนุรักษใ์ นพชื สมุนไพรท้องถิ่น
6. มจี ิตสาธารณะ = ชว่ ยเหลอื ผอู้ ่นื โดยไม่หวังผลตอบแทน
ชนิ้ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน เรอื่ ง การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
2. ใบงาน เรื่อง มหศั จรรย์สีธรรมชาติ (ผา้ มดั ย้อม)

กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขัน้ ที่ 1 ขน้ั นำเข้าสูบ่ ทเรียน
ครสู นทนาและสอบถามผู้เรยี นเกีย่ วกบั สีที่เกิดจากธรรมชาติ ซ่งึ เปน็ พชื ในชุมชนท้องถ่นิ
สามารถพบเหน็ และนำมาย้อมผา้ โดยเฉพาะขนั้ ตอนการทำผ้ามดั ย้อม ส่วนผสมหรือกระบวนการทำผา้
มัดย้อมจากสีธรรมชาติในหมู่บา้ นหรอื ชมุ ชนของตนเอง โดยใช้คำถามนำวา่ “ในแต่ละชมุ ชนท่ีผู้เรียนได้
ไปสำรวจมา ผูเ้ รียนคน้ พบกระบวนการทำผา้ มัดย้อมจากสีธรรมชาตินนั้ ไดจ้ ากพืชชนิดใดบา้ ง” และ
กระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น ทแ่ี สดงถงึ ความหลากหลาย (ความรู้) 10 นาที
* เหตผุ ล ครใู ช้กิจกรรมน้ี เพ่ือสำรวจความพร้อมของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้
และเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ ครกู ระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นได้แสดงออก โดยใช้สตใิ นการฟังว่า ส่งิ ทต่ี นเอง
ต้องการจะนำเสนอ ต่างจากที่เพ่ือนนำเสนอก่อนหนา้ น้ี หรือไม่ (ฝกึ สติ การรับฟงั ผู้อ่ืนดว้ ยความตัง้ ใจ)
ขัน้ ที่ 2 ขัน้ จัดการเรียนรู้
1. ครูอธิบายเกย่ี วกับการเรียนรูด้ ้วยตนเองใหก้ ับผเู้ รยี นฟัง พรอ้ มแจกใบความรู้เรื่องการเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง และใบความรู้เร่ืองสีย้อมจากพชื ให้ผเู้ รยี นศกึ ษาเพิม่ เติมจากใบความรู้ (15 นาท)ี (ความรู้)
๒. ครใู หผ้ เู้ รียนแบง่ กลมุ่ ๆ ละ 3-5 คน (มติ สิ ังคม) แลว้ เลอื กประธานกลมุ่ และเลขานกุ ารกล่มุ
และแบ่งหนา้ ท่กี นั รบั ผิดชอบ แตล่ ะกลุม่ บอกเหตผุ ลในการเลอื กประธานกลมุ่ และเลขานุการกลุม่ (การมี
เหตุผล,ภมู คิ ้มุ กัน)
* ครกู ระตุน้ ให้ผู้เรียนไดแ้ สดงออก ในรปู แบบการสะท้อนความคิด คดิ อยา่ งเปน็
เหตเุ ปน็ ผลมีการทำงานรว่ มกัน เกิดการเรียนรู้ที่แฝงไปด้วยหลักคุณธรรม และเกดิ การยอมรับกบั ส่งิ ท่ี
เกดิ ข้ึนด้วยความเตม็ ใจ
๓. ครูใหผ้ ู้เรยี นแต่ละกลุ่มศึกษาเรยี นรกู้ ารการเรยี นดว้ ยตนเอง โดยเรียนรู้จากฐานการเรียนรู้
ตลอดชีวิต เร่อื ง มหัศจรรยส์ ธี รรมชาติ(ผ้ามดั ย้อม) เพ่อื ให้ผูเ้ รียนมีความรูเ้ ร่อื งตอ่ ไปนี้
เรอื่ งที่ 1 สีย้อมจากพืช
เรื่องท่ี 2 สียอ้ มกับการสร้างสรรค์ (ความร,ู้ มติ วิ ัฒนธรรม) (30 นาท่ี)
๔. ครใู หส้ มาชิกแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันศึกษาแลกเปลีย่ นเรยี นรู้จากใบความรู้เรื่องสยี ้อมจากพืช
และทำใบงานเรื่องการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองและ ใบงานเร่ืองมหัศจรรย์สีธรรมชาต(ิ ผ้ามัดย้อม) ใช้เวลา 20
นาที (ความรู้,คณุ ธรรม,พอประมาณ)
๕. ตวั แทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอความร้ทู ี่ได้รับจากการเรยี นรฐู้ านการศกึ ษาตลอดชีวิต
โดยถอดบทเรียนและนำเสนอหนา้ ชัน้ ใชเ้ วลา 15 นาที (พอประมาณ)
4. ให้ผู้เรยี นแตล่ ะกลุม่ เลือกวธิ ีการทำลวดลายผ้ามดั ยอ้ มตามทส่ี นใจ 1 อยา่ งโดยไมซ่ ้ำกนั
5. ให้ผู้เรยี นแต่ละกลุ่มเตรียมวสั ดอุ ปุ กรณใ์ นการทำผา้ มดั ย้อมจากสีธรมชาติ
ชว่ั โมงที่ 2-3
6.ครูสาธิตวิธกี ารทำผ้ามดั ยอ้ มจากสธี รรมชาติตามลำดับขั้นตอนให้ผู้เรียนดู
7. ผู้เรียนแตล่ ะกลมุ่ ฝึกปฏบิ ตั ิการทำผ้ามัดย้อมจากสธี รรมชาติดว้ ยความระมัดระวงั โดยมี
ครูคอยใหค้ ำแนะนำและคำปรกึ ษา
8. ให้ผู้เรยี นสรุปองค์ความรู้ที่สอดคลอ้ งกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงจากกาทำผ้ามดั
ยอ้ มจากสธี รรมชาติที่ออกแบบลวดลายตา่ ง ๆในใบงาน

ข้นั ท่ี 3 สรปุ และนำหลักการไปประยกุ ตใ์ ช้
1. ผเู้ รยี นอภปิ รายร่วมกนั และถ่ายทอดความรเู้ ก่ียวกับเรือ่ งสยี ้อมจากพืช และสยี ้อมกับการ

สรา้ งสรรค์ (ความร)ู้
2. ผูส้ อนใช้คำถามกระตุ้นผู้เรียนเกี่ยวกับการทำงานกลมุ่
- ผ้เู รยี นมกี ารวางแผนแบง่ หน้าที่ในการทำงานกลุม่ อย่างไร
- การลงมือปฏบิ ตั ิกจิ กรรมใหส้ ำเร็จตามท่ีได้รับมอบหมาย ผูเ้ รยี นตอ้ งทำอย่างไร

(10 นาท)ี
ขั้นท่ี 4 วดั และประเมนิ ผล

ใชก้ ารวดั และประเมนิ ผลจากใบงานและการนำเสนองาน (ความซ่ือสตั ย์ สจุ รติ , ความ
รับผดิ ชอบและความยุติธรรม)

สอ่ื และแหล่งเรยี นรู้ ๒. ภมู ิปัญญาทอ้ งถิน่
๑. หอ้ งสมุดประชาชนจังหวดั บุรรี ัมย์ ๔. ใบความรู้ / ใบงาน
๓. Internet
๕. ฐานการเรียนรู้ตลอดชวี ติ

การวัดและประเมนิ ผล
1. ตรวจใบงาน
๒. ตรวจผลงาน
๓. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม

สื่อใบความรู้ QR-CODE

ความหมาย ทักษะพนื้ ฐานทางการศึกษาหาความรู้
ความสำคัญการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง ทักษะการแกป้ ัญหาและเทคนิคการเรียนรูด้ ้วยตนเอง

การทำแผนผังความคิด (My Map) ปัจจยั ทที่ ำให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบความสำเรจ็

มหัศจรรย์สจี ากธรรมชาต(ิ ผา้ มัดยอ้ ม)

บนั ทึกผลหลงั การเรยี นรู้

กจิ กรรมการเรียนรู้
............................................................................................................................. ....................................................
................................................................................................................................................................ .................
.................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................... ...........................................................
................................................................................................................................................................ .................

สภาพปัญหาท่พี บ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................... ..........................................
.................................................................................................................................................................................

วธิ แี กป้ ัญหา
.................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................... ......................................................
................................................................................................................................................................ .................

ลงชือ่ ........................................ผบู้ ันทึก
(.........................................)

วนั ที่......................................
ข้อเสนอแนะ
.................................................................................................................................................................................
....................................................................................................... ......................................................... .................
............................................................................................................................................................. ....................
.................................................................................................................................................................................

ลงชอื่ .................................................
(นางสุนนั ท์ สทิ ธสิ าท)

ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอเมืองบรุ ีรมั ย์

แนวทางที่ครนู ำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใชใ้ นการจดั การเรียนรู้
รายวิชาทกั ษะการเรยี นรู้ (ทร31001) กลุ่มสาระทักษะการเรยี นรู้

แผนการเรียนรเู้ รอ่ื ง การเรยี นรู้ด้วยตนเอง ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย เวลา ๓ ชั่วโมง
ครูผู้สอนนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ดังน้ี

ความรู้ คุณธรรม

1. หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษา -ใช้หลักความยตุ ิธรรม มคี วามรับผิดชอบ มวี นิ ยั ในการจดั

ข้นั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 กิจกรรมการเรียนรู้

2. หลกั สตู รสถานศึกษา อำเภอเมอื งบุรรี มั ย์ -ปฏบิ ัตหิ นา้ ทีด่ ้วยความซือ่ สตั ย์ ขยัน หมั่นเพียร อดทน มี

3. หลกั สูตรกลุม่ สาระทักษะการเรียนรู้ จิตสาธารณะและใช้สติปญั ญาในการจดั การเรียนรู้

4. หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ตลอดจนการแกป้ ญั หาที่เกดิ ข้ึน

๕. มคี วามรอบคอบในการวางแผน การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ เพอื่ ให้บรรลุตามวตั ถุประสงค์ของการจดั กจิ กรรม

ได้อยา่ งเหมาะสมกบั นผู้เรยี น -มีความรบั ผดิ ชอบในหน้าท่ีของตนเองและสว่ นรวม

๖. ตอ้ งรูจ้ กั ศกั ยภาพของผู้เรยี นและชุมชน -มีความตระหนักของการใชท้ รัพยากรในท้องถ่นิ ใหเ้ กิด

๗. มีความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิน่ การใช้ส่อื วิทยาการ ประโยชน์และคุ้มค่า

เทคโนโลยี เทคนิคการสอนที่หลากหลายเพื่อนำมาใช้ในการจัด -จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผูอ้ นื่ ไม่

กิจกรรมการเรยี นรู้ การวดั ผลการและเมนิ ผล ทำลายธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมและไมส่ รา้ งความ

๘. มคี วามรอบรู้เก่ยี วกบั สยี ้อมจากพชื และวธิ กี ารทำผ้ามัดยอ้ ม แตกแยกในสงั คม ชมุ ชน

ที่ไดจ้ ากสีธรรมชาติ -ครูมคี วามคิดรเิ ริม่ สรา้ งสรรค์เพื่อพัฒนาผ้เู รยี นและตนเอง

ให้เป็นคนดีของสงั คม

ประเดน็ พอประมาณ มเี หตุผล มีภูมคิ ุ้มกนั ในตัวท่ีดี
-มกี ารวางแผน บริหารจดั การ
เน้อื หา - วเิ คราะห์เนือ้ หาสาระให้ - ม่งุ ใหผ้ ูเ้ รียนมีทักษะกระบวน กจิ กรรมการเรยี นรู้อยา่ งเปน็ ระบบ
อย่างรอบคอบ
เวลา สอดคล้องกบั หลักสูตรและ การคดิ วิเคราะห์ สร้างสรรค์ -จัดทำแผน สื่อแบบวดั ผลประเมินผล
การจัด ทีเ่ หมาะสมกับเน้ือหา
กิจกรรม มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชีว้ ัด แกป้ ัญหาในการปฏบิ ัตงิ านให้
-สามารถบรหิ ารจัดการเวลาในการ
ของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ประสบความสำเรจ็ ปฏบิ ัตงิ านในดา้ นต่างๆ ได้

- ครมู คี วามรอบรู้ เรื่อง - กำหนด มอบหมายงานเพือ่ ให้
ผู้เรยี นเตรยี มตวั ล่วงหนา้
มหศั จรรยส์ ีธรรมชาตทิ ม่ี ีใน

ท้องถน่ิ

-วเิ คราะห์กจิ กรรมการเรยี นรใู้ ห้ - เพือ่ ให้การจัดกจิ กรรมการ

เหมาะสมกบั เวลา วัย ความรู้ เรียนรู้บรรลุตามวตั ถุประสงค์ท่ี

ความสามารถตามศักยภาพของ กำหนดไว้

ผู้เรยี น

-เลอื กวธิ กี ารจดั กิจกรรมการ -ให้การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

เรียนรูท้ ่ีเหมาะสมกับบรบิ ท บรรลุตามมาตรฐานและตัวชี้วดั

ของผู้เรยี น ครู ชมุ ชน มคี ณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

ตามท่หี ลักสตู รกำหนด

ประเดน็ พอประมาณ มีเหตผุ ล มภี มู คิ ุม้ กนั ในตวั ท่ีดี

- ออกแบบการจัดการเรียนรู้

เพ่อื ให้เหน็ คุณคา่ ของภูมิปญั ญา

ทอ้ งถ่นิ

สื่อ/อปุ กรณ์ - จดั กจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้ - ให้ผู้เรียนไดร้ บั ประสบการณ์ตรง -จดั เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ในการจัดการ
สอ่ื แหล่งเรยี นรู้ทรัพยากรต่างๆ
ที่หาได้ในทอ้ งถ่นิ มาใช้ได้ ในการเรยี นรู้และเกดิ ความภาคภูมิ เรียนรใู้ ห้เพียงพอกบั ผู้เรยี น
อยา่ งเหมาะสม
ใจในความสามารถของตนเอง
แหล่งเรียนรู้ -หอ้ งสมุดประชาชนจังหวัด
บรุ ีรัมย์ - ไม่ทำลายสิง่ แวดล้อม ไมส่ ร้าง
-คลปิ วีดีโอเรยี นรู้ด้วยตนเอง
-ข้อมลู ทางอินเตอร์เนต็ มลพษิ ให้แกส่ ังคม

ประเมนิ ผล -ตรงตามเนอื้ หาสาระ - ใชท้ รัพยากรที่มใี นท้องถ่ินให้เกิด -เตรียมสถานทจี่ ดั กจิ กรรมให้มคี วาม
ทจี่ ดั การเรยี นรู้
ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ปลอดภยั ในการปฏบิ ตั งิ าน

-ประเมนิ ผู้เรยี นตามวตั ถุประสงค์ -มวี ธิ ีการวัดผลประเมนิ ผลที่
หลากหลาย
-มเี กณฑ์การให้คะแนนอย่างชัดเจน

ผลท่ีเกิดขนึ้ กบั ผ้เู รียนจากการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
รายวิชาทกั ษะการเรยี นรู้ (ทร31001) กล่มุ สาระทักษะการเรียนรู้
แผนการเรยี นรู้เรื่อง การเรียนร้ดู ้วยตนเอง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 3 ชั่วโมง
ผ้เู รียนจะได้ฝกึ คดิ และฝึกปฏิบตั ิตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ดังนี้

ความรทู้ ผ่ี ูเ้ รยี นต้องมี คณุ ธรรมของผูเ้ รียนทจี่ ะทำใหก้ ารเรยี นรสู้ ำเร็จ

1. ความหมาย ความสําคญั และกระบวนการของการเรยี นรูดวย 1.ผู้เรียนเปน็ ผู้ใฝเ่ รียนรู้

ตนเอง 2.มีระเบยี บวินยั

2. ทกั ษะพื้นฐานทางการศึกษาหาความรู ทักษะการแกปญหา และ 3.มคี วามรบั ผิดชอบ

เทคนิคในการเรยี นรูดวย ตนเอง 4.มคี วามซ่ือสัตย์

3. การทําแผนผังความคิด ๕.มีจติ สาธารณะ

4. ปจจยั ท่ีทาํ ใหการเรยี นรูดวยตนเองประสบความสําเรจ็

5. ความรเู้ กย่ี วกับสียอ้ มจากพืช สียอ้ มกับการสร้างสรรค์

พอประมาณ มีเหตุผล มภี มู คมุ กันในตวั ท่ีดี

1.ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้เนือ้ หาสาระ ๑.ส่งเสรมิ กระบวนการทำงาน การ ๑.รจู้ กั การวางแผน กระบวนการทำงาน

ตามสาระมาตรฐานทก่ี ำหนดไวใ้ น คดิ การแก้ปัญหาในการทำงาน อยา่ งเป็นระบบให้ประสบความสำเรจ็

หลักสตู ร และชีวติ ประจำวัน ๒.ฝึกเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการ

๒.เรยี นรูก้ ารใชว้ ัสดุ อปุ กรณใ์ น ๒.ผเู้ รียนรู้จักเลอื กใช้วสั ดุ อุปกรณ์ที่มี เปลย่ี นแปลงในสงั คม

ท้องถน่ิ ท่มี ีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิด อยู่ในท้องถ่นิ มาแปรรปู เปน็ ผลติ ภณั ฑ์ ๓.นำแบบอยา่ งแนวคดิ ไปพัฒนาการใน

ประโยชน์ ประหยัดและคุ้มค่า ๓.กระต้นุ ใหผ้ เู้ รยี นมีความคดิ ริเริม่ การประกอบอาชพี ให้เหมาะสมกบั ตนเอง

๓.ผู้เรียนเรยี นรใู้ นการทำ สรา้ งสรรคแ์ ละเกิดผลในการผลิต และทรัพยากรท่ีมีอยู่ในชุมชน ตามหลัก

กิจกรรม ภาระงานได้เหมาะสมกับ ช้นิ งาน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ความรู้ความสามารถตามวัยของ ๔.ผู้เรยี นได้รับประสบการณ์ตรงใน

ผ้เู รียน การเรยี นรู้และเปน็ แนวทางในการ

๔.ผเู้ รยี นได้ฝกึ ทำกิจกรรม ประกอบอาชีพในอนาคต

เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

สมดุลและพร้อมรับการเปล่ยี นแปลงในดา้ นต่างๆ

วัตถุ สงั คม สิ่งแวดล้อม วฒั นธรรม

ความรู้ -มีความรูใ้ นการนำ -รูจ้ กั แบง่ หน้าที่ความ -มีความรู้ในการเลือก -มีความร้คู วามเขา้ ใจ

วัตถุดบิ ทม่ี ใี นท้องถน่ิ มา รบั ผิดชอบในการ ใช้วสั ดอุ ุปกรณ์ใน ในภมู ิปญั ญาท้องถิน่

แปรรูป ทำงาน ทอ้ งถนิ่ มาใช้ มาใช้ในการทำผา้ มดั ย้อม

-มีความรูค้ วามเขา้ ใจ -แลกเปลยี่ นเรียนรู้ ประโยชนไ์ ดอ้ ย่าง จากสธี รรชาติ

ในการเลือกใช้วัสดุ จากเพ่ือนครแู ละ เหมาะสม

อุปกรณ์ อย่างคมุ้ ค่า ภูมิปัญญาท้องถ่ิน -มีความรู้เก่ียวกบั

และถูกวธิ ี การรกั ษาธรรมชาติ

และส่ิงแวดล้อม

ทกั ษะ -มีทักษะการทำงาน -มีทักษะในการทำงาน -ไดฝ้ กึ ทักษะการนำ -การชว่ ยเหลือเกือ้ กูล
คา่ นิยม วสั ดุในทอ้ งถิน่ มา เอ้ือเฟื้อแบง่ ปนั
และสามารถเลือกใช้ อย่างเป็นระบบ แปรรูป
-สบื ทอดและเห็นคุณค่า
วสั ดุอปุ กรณ์ตาม -มกี ารวางแผนการ -ตระหนักในการใช้ วฒั นธรรมท้องถิน่
ทรัพยากรที่มีอยู่ -ภาคภูมใจในผลงาน
ขนั้ ตอนอยา่ งคุ้มค่าและ ทำงานร่วมกนั ยอมรบั อย่างคุ้มคา่ ที่ทำได้จากวัสดุในท้องถ่นิ

ถกู ต้อง ความคดิ เหน็ ซ่ึงกันและ

-มีทักษะในการเก็บและ กัน

บำรุงรักษา -รูจ้ ักชว่ ยเหลือแบง่ ปนั

ใหก้ บั ผู้อน่ื

-เห็นคณุ ค่าของ -เกิดความรกั

วสั ดอุ ุปกรณ์โดยใช้ สามคั คใี นหมู่คณะและ

อย่างประหยดั และ ยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็

คุ้มค่า ของผู้อ่ืน

-มเี จตนคตทิ ดี่ ีในการนำ

วัสดอุ ปุ กรณ์ในทอ้ งถน่ิ

ชมุ ชนมาใชใ้ หเ้ กิด

ประโยชน์





ความหมาย ความสําคญั และกระบวนการของการเรียนรูด้ ้วยตนเอง

ในปัจจุบนั โลกมีความกา้ วหนา้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรู้ต่าง ๆ ไดเ้ พิ่มขึ้นเปน็ อนั มาก
การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษาไม่อาจทำให้บุคคลศึกษาความรู้ได้ครบทัง้ หมด การไขว่คว้าหาความรู้ด้วยตนเอง
จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสนองความต้องการของบุคคลได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่บุคคลมีใจ รักที่จะศึกษา ค้นคว้า
สิง่ ท่ีตนต้องการจะรู้ บุคคลน้ันก็จะดำเนนิ การศึกษาเรียนร้อู ย่างตอ่ เน่อื งโดยไม่ต้อง มใี ครบอก ประกอบกับระบบ
การศึกษาและปรัชญาการศึกษาเพื่อเตรียมคนให้สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใฝ่หา
ความรู้ รู้แหล่งทรัพยากรการเรียน รู้วิธีการหาความรู้ มีความสามารถ ในการคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญห าเป็น
มนี สิ ยั ในการทำงานและการดำรงชีวติ และมีส่วนร่วมในการ ปกครองประเทศ

การเรียนรู้ในสาระทักษะการเรียนรู้ เป็นสาระเกี่ยวกับรายวิชาการเรียนรู้ด้วยตนเอง รายวิชาการใช้
แหล่งเรียนรู้ รายวิชาการจัดการความรู้ รายวิชาการคิดเป็น และรายวิชาการวิจัยอย่างง่าย ในส่วนของรายวิชา
การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ในด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า ฝึกทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพ่ือมุ่งเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีนิสัยรัก
การเรียนรู้ ซ่ึงเป็นทักษะพ้ืนฐานของบุคคลแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน เพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการชี้นำตนเอง
ในการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เป็นแนวทางการ
เรียนรู้หนึ่งที่สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงของสภาพปัจจุบัน และเป็นแนวคิดท่ีสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ของสมาชิกในสังคมสู่การ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้บุคคลมีการ
ริเริ่มการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีเป้าหมายในการเรียนรู้ที่แน่นอน มีความรับผิดชอบในชีวิตของตนเอง ไม่พ่ึงคนอื่น
มีแรงจงู ใจ ทำให้ผูเ้ รียนเป็นบุคคลทีใ่ ฝ่รู้ ใฝ่เรียน ท่ีมกี ารเรียนรู้ตลอดชีวติ เรยี นรู้วธิ ีเรยี น สามารถเรียนรู้เรือ่ งราว
ต่าง ๆ ได้มากกว่าการ เรียนท่ีมีครูป้อนความรู้ให้เพียงอย่างเดียว การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลักการทาง
การศึกษาซึ่งได้รับความสนใจมากข้ึนโดยลำดับในทุกองค์กร การศึกษา เพราะเป็นแนวทางหนึ่งท่ีสนั บสนุน
การเรียนรู้ตลอดชีวิต ในอันที่จะหล่อหลอมผู้เรียนให้มีทักษะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามที่มุ่งหวังไว้ใน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 การเรียนรู้
ด้วยตนเอง เป็นหลักการทางการศึกษาที่มีแนวคิดพื้นฐานมาจากทฤษฎีของ กลุ่มมนุษย์นิยม (Humanism) ซึ่ง
เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติเป็นคนดี มีเสรีภาพและความเป็นตนเอง มีความเป็นปัจเจกชน มีศักยภาพ และ
การรับรู้ตนเอง มีความเป็นจริงในสิ่งท่ีตนสามารถเป็นได้ มีการรับรู้ มีความรับผิดชอบและความเป็นมนุษย์
ดังน้ัน การท่ีผเู้ รียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้นับวา่ เป็นคุณลกั ษณะที่ดีท่ีสุด ซ่ึงมีอยู่ในตวั บุคคล ทุกคน ผเู้ รียน
ควรจะมีคุณลักษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ด้วยตนเองจัดเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ยอมรับในศักยภาพของผู้เรียนว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เพื่อที่ตนเอง
สามารถที่ดำรงชีวิตอยูใ่ นสงั คมทมี่ ีการเปลี่ยนแปลงอยูต่ ลอดเวลาไดอ้ ยา่ งมีความสุข

ใบความรู้ท่ี 1

ความหมาย และความสำคญั ของการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง

การเรียนรู้เป็นเรื่องของทุกคน ศักด์ิศรีของผู้เรียนจะมีได้เมื่อมีโอกาสในการเลือกเรียนในเร่ืองที่
หลากหลายและมีความหมายแก่ตนเอง การเรียนรู้มีองค์ประกอบ 2 ด้าน คือ องค์ประกอบภายนอก ได้แก่
สภาพแวดล้อม โรงเรียน สถานศึกษา ส่ิงอำนวยความสะดวก และครู องค์ประกอบภายใน ได้แก่ การคิดเป็น
พึ่งตนเองได ้ มีอิสรภาพ ใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ มีความคิดเชิงเหตุผล มีจิตสำนึกในการเรียนรู้ มีเจตคติเชิงบวก
ต่อการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมิได้เกิดขึ้นจากการฟังคำบรรยายหรือทำตามที่ครูผู้สอนบอก แต่อาจเกิดขนึ้ ได้
ในสถานการณต์ า่ ง ๆ ต่อไปนี้

1. การเรยี นรโู้ ดยบงั เอิญ การเรียนรแู้ บบนีเ้ กิดขึ้นโดยบงั เอิญ มิไดเ้ กิดจากความต้งั ใจ
2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ด้วยความต้ังใจของผู้เรียน ซ่ึงมีความปรารถนาจะรู้ใน เรื่องนั้น
ผู้เรียนจึงคิดหาวิธีการเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ หลังจากนั้นจะมีการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง จะเป็น
รูปแบบการเรียนรู้ที่ทวีความสำคัญในโลกยุคโลกาภิวัตน์ บุคคลซึ่งสามารถปรับตนเองให้ตามทันความก้าวหน้า
ของโลกโดยใช้สื่ออุปกรณ์ยุคใหม่ได้ จะทำให้เป็นคนที่มีคุณค่าและประสบความสำเร็จได้อย่างดี ความพร้อมใน
การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ในการเรยี นร้ดู ว้ ยตนเองเป็นบคุ ลิกลักษณะสว่ นบคุ คลของผูเ้ รยี น ทต่ี ้องการใหเ้ กิดขึ้นในตัว
ผู้เรียน ตามเป้าหมายของการศึกษา ผู้เรียนท่ีมีความพร้อมในการเรียนด้วยตนเองจะมีความรับผิดชอบส่วน
บุคคล ความรับผิดชอบต่อความคิดและการกระทำของตนเอง สามารถควบคุมและโต้ตอบสถานการณ์ สามารถ
ควบคุมตนเองให้เป็นไปในทิศทางที่ตนเลือก โดยยอมรับผลที่เกิดข้ึนจากการกระทำที่มาจากความคิด ตัดสินใจ
ของตนเอง การเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยตนเองท่ีดีที่สุดน้ัน เรามาเร่ิมต้นท่ีความพร้อม ในการ เรียนรู้ด้วยตนเอง และ
ท่านคงทราบในเบื้องต้นแล้วว่า ระดับ ความพร้อม ในการเรียนรู้ด้วยตนเองของท่าน อยู่ในระดับใด (มากท่ีสุด
มาก ปานกลาง นอ้ ย นอ้ ยท่สี ุด)
“เดก็ ตามธรรมชาติตอ้ งพง่ึ พิงผอู้ ื่นและต้องการผปู้ กครองปกปอ้ งเล้ียงดแู ละตัดสินใจแทนเมือ่ เตบิ โตเป็น
ผู้ใหญ่ก็พัฒนามีความอิสระ พงึ่ พงิ จากภายนอกลดลงและเปน็ ตัวเองจนมคี ณุ ลกั ษณะการชี้นำตนเองในการ
เรียนรู้”
3. การเรยี นรู้โดยกลมุ่ การเรยี นรู้แบบนี้เกดิ จากการทผ่ี ู้เรียนรวมกลุ่มกนั แล้วเชิญผู้ทรงคุณวฒุ ิ มา
บรรยายใหก้ ับสมาชิก ทำใหส้ มาชิกมีความรเู้ รื่องท่ีวทิ ยากรพูด
4. การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษา เป็นการเรียนแบบเป็นทางการ มีหลักสูตร การประเมินผลมี
ระเบียบการเข้าศึกษาท่ีชัดเจน ผู้เรียนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนด เม่ือปฏิบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ท่ี
กำหนดก็จะได้รับปริญญา หรือประกาศนียบัตร จากสถานการณ์การเรียนรู้ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การเรียนรู้อาจ
เกิดไดห้ ลายวธิ ี และการเรยี นรนู้ ัน้ ไมจ่ ำเป็นต้องเกิดข้นึ ในสถาบันการศึกษาเสมอไป การเรียนรู้อาจเกดิ ขึ้นไดจ้ าก
การเรยี นรู้ด้วยตนเอง หรอื จากการเรียนโดยกลุ่มก็ได้ และการท่ีบุคคลมคี วามตระหนักเรียนรู้อยภู่ ายในจิตสำนึก
ของบุคคลนั้นการเรียนรู้ด้วยตนเองจึงเป็นตัวอย่างของการเรียนรู้ในลักษณะที่เป็นการเรียนรู้ ที่ทำให้เกิดการ
เรียนรู้ ตลอดชีวิต ซ่ึงมีความสำคัญสอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงของโลกปัจจุบัน และสนับสนุนสภาพ
“สังคมแห่งการเรียนรู้” ไดเ้ ป็นอย่างดี

การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองมลี ักษณะอย่างไร การเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถจำแนกออกเป็น 2 ลกั ษณะ
สำคัญ ดงั นี้

1. ลักษณะที่เป็นบุคลิกคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้เรียน ในการเรยี นด้วยตนเอง จัดเป็น องค์ประกอบ
ภายในทจี่ ะทำให้ผู้เรยี นมีแรงจูงใจอยากเรียนต่อไป โดยผู้เรียนท่ีมีคุณลักษณะในการเรียนด้วย ตนเองจะมีความ
รับผิดชอบต่อความคิดและการกระทำเกี่ยวกับการเรียน รวมท้ังรับผิดชอบในการบริหาร จัดการตนเอง ซึ่งมี
โอกาสเกดิ ขึ้นไดส้ งู สุดเมื่อมีการจัดสภาพการเรยี นรูท้ สี่ ง่ เสริมกัน

2. ลกั ษณะท่ีเป็นการจัดการเรียนรใู้ ห้ผู้เรียนไดเ้ รียนด้วยตนเอง ประกอบด้วย ข้ันตอนการวาง แผนการ
เรียน การปฏิบัติตามแผน และการประเมินผลการเรียน จัดเป็นองค์ประกอบภายนอกที่ส่งผลต่อการ เรียนด้วย
ตนเองของผู้เรียน ซ่ึงการจัดการเรียนรู้แบบนี้ผู้เรียนจะได้ประโยชน์จากการเรียนมากท่ีสุด Knowles (1975)
เสนอให้ใช้สัญญาการเรียน (Learning contracts) เป็นการมอบหมายภาระงานให้แก่ผู้เรียน ว่าจะต้องทำ
อะไรบ้างเพอื่ ให้ไดร้ ับความรู้ตามเป้าประสงค์และผู้เรยี นจะปฏิบตั ติ ามเงื่อนไขนั้น

การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นคุณลักษณะที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตท่ีมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียน มี
ความต้ังใจและมีแรงจูงใจสูง มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีการปรับพฤติกรรม การทำงาน
ร่วมกับผู้อื่นได้ รู้จักเหตุผล รู้จกั คดิ วิเคราะห์ ปรบั และประยุกต์ใชว้ ิธีการแกป้ ัญหาของตนเอง จดั การกบั ปญั หาได้
ดีขึน้ และสามารถนา ประโยชนข์ องการเรยี นรู้ไปใช้ได้ดีและยาวนานขึ้น ทา ให้ผู้เรยี น ประสบความสำเรจ็ ในการ
เรียน

องคป์ ระกอบของการเรียนร้ดู ้วยตนเองมีอะไรบา้ ง องคป์ ระกอบของการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง มีดังนี้
1. การวเิ คราะหค์ วามต้องการของตนเอง
2. การกำหนดจุดมงุ่ หมายในการเรียน โดยเร่มิ จากบทบาทของผเู้ รียนเป็นสำคญั ผ้เู รียน ควรศกึ ษา
จดุ มงุ่ หมายของวชิ า แลว้ เขยี นจดุ มุ่งหมายในการเรียนของตนใหช้ ัดเจน เนน้ พฤติกรรมท่ี คาดหวังได้ มคี วาม
แตกต่างของจุดมงุ่ หมายในแต่ละระดับ
3. การวางแผนการเรียน ให้ผู้เรียนกำหนดแนวทางการเรียนตามวัตถุประสงค์ท่ีระบุไว้ จัดเนื้อหาให้
เหมาะสมกบั สภาพความตอ้ งการและความสนใจของตน ระบุการจัดการเรยี นรู้ให้ เหมาะสมกบั ตนเองมากทสี่ ดุ
4. การแสวงหาแหลง่ วิทยาการท้ังที่เปน็ วัสดแุ ละบุคคล

4.1 แหล่งวทิ ยาการทเ่ี ป็นประโยชน์ในการศึกษาคน้ ควา้ เชน่ หอ้ งสมุด พิพธิ ภณั ฑ์ เปน็ ต้น
4.2 ทักษะต่าง ๆ ท่ีมีส่วนช่วยในการแสวงแหล่งวิทยาการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น ทักษะ
การต้งั คำถาม ทักษะการอา่ น เปน็ ต้น
5. การประเมินผล ควรประเมินผลการเรียนด้วยตนเองตามที่กำหนดจุดมุ่งหมายของการ เรียนไว้ และ
ใหส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงคเ์ กีย่ วกับความรู้ ความเข้าใจ ทกั ษะ ทัศนคติ ค่านยิ ม มี ขั้นตอนในการประเมิน คอื
5.1 กำหนดเป้าหมาย วัตถปุ ระสงค์ใหช้ ดั เจน
5.2 ดำเนนิ การใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคซ์ ง่ึ เปน็ ส่งิ สำคญั
5.3 รวบรวมหลักฐานจากผลการประเมนิ เพื่อตดั สินใจซึ่งต้องตง้ั อยู่บนพื้นฐานของ ข้อมูลท่ี
สมบรู ณ์และเช่ือถือได้
5.4 เปรียบเทียบข้อมูลก่อนเรยี นกบั หลงั เรยี นเพื่อดวู า่ ผู้เรียนมคี วามกา้ วหน้าเพียงใด
5.5 ใชแ้ หลง่ ขอ้ มูลจากครูและผูเ้ รยี นเป็นหลักในการประเมนิ

ใบความรเู้ ร่ืองท่ี 2
ทกั ษะพนื้ ฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทักษะการแก้ปญั หาและเทคนิคการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง

การฟัง เป็นการรับรู้ความหมายจากเสียงที่ได้ยินเป็นการรับสารทางหู การได้ยินเป็นการเร่ิมต้นของ
การฟังและเป็นเพียงการกระทบกันของเสียงกับประสาทตามปกติ จึงเป็นการใช้ความสามารถทางร่างกาย
โดยตรง สว่ นการฟังเปน็ กระบวนการทำงานของสมองอกี หลายขั้นตอนตอ่ เน่ืองจากการไดย้ นิ เปน็ ความสามารถ
ที่จะได้รับรู้ส่ิงท่ีได้ยิน ตีความและจับความสิ่งท่ีรับรู้นั้น เข้าใจและจดจา ไว้ซ่ึงเป็น ความสามารถทางสติปัญญา
การพูด เปน็ พฤติกรรมการส่ือสารที่ใช้กันแพรห่ ลายทว่ั ไป ผู้พูดสามารถใช้ทัง้ วจนภาษา (คือการ ส่ือสารโดยผา่ น
การฟัง พูด อ่าน เขียน) และอวัจนภาษา (คือการส่ือสารโดยไม่ใช้การฟัง การพูด การอ่าน เช่น ภาษาท่าทาง
รูปลักษณ์ต่าง ๆ) ในการส่งสารติดต่อไปยังผู้ฟังได้ชัดเจนและรวดเร็ว การพดู หมายถึง การ ส่ือความหมายของ
มนุษย์โดยการใช้เสียง และกิริยาท่าทางเป็นเคร่ืองถ่ายทอดความรู้ความคิด และความรู้สึก จากผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง
การอ่าน เป็นพฤติกรรมการรับสารที่สำคัญไม่ย่ิงหย่อนไปกว่าการฟัง ปัจจุบันมีผู้รู้นักวิชาการและ นักเขียนนำ
เสนอความรู้ ข้อมูล ข่าวสารและงานสร้างสรรค์ ตีพิมพ์ ในหนังสือและส่ิงพิมพ์อ่ืน ๆ อีกมาก นอกจากน้ีแล้ว
ข่าวสารสำคัญ ๆ หลังจากนำเสนอด้วยการพูด หรืออ่านให้ฟังผ่านสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์รักษาไว้เป็น
หลักฐาน ความสามารถในการอ่านจึงสำคัญและจำเป็นย่ิงต่อการเป็นพลเมือง ทม่ี ีคุณภาพ ในสังคมปัจจบุ ันการ
เขยี น เป็นการถ่ายทอดความรู้สกึ นึกคดิ และความตอ้ งการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์ คือ ตัวอักษร เพอ่ื ส่ือ
ความหมายให้ผู้อน่ื เขา้ ใจความจากความขา้ งต้นทำให้มองเห็นความหมายของการเขียนว่า มีความจำเป็นอย่างย่ิง
ต่อการส่ือสารในชีวิตประจำวัน เช่น นักเรียน ใช้การเขียนบันทึกความรู้ ทำแบบฝึกหัด และตอบข้อสอบบุคคล
ท่วั ไป ใช้การเขียนจดหมาย ทำสญั ญา พินัยกรรมและคำ้ ประกัน เป็นต้น พ่อค้าใช้การเขียนเพ่ือโฆษณาสินค้า ทำ
บัญชีใบส่ังของ ทำใบเสร็จรบั เงนิ แพทย์ใช้บันทกึ ประวัติคนไข้ เขียนใบส่งั ยา และอนื่ ๆ เปน็ ตน้

ใบความรเู้ ร่ืองท่ี 3
การทำ แผนผังความคิด แผนผงั ความคดิ (Mind Map)

การเขียนแผนผงั ความคิดคืออะไร การเขียนแผนผงั ความคิด คือ การเอาความรู้มาสรปุ รวมเปน็
หมวดหมู่ เพิม่ การใช้สี และใช้รปู ภาพ มาประกอบ ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชดั เจน

การทำ แผนผงั ความคดิ (Mind Map) กฎของการทำ แผนผังความคิด

1. เริ่มตน้ ดว้ ยภาพสีตรงก่ึงกลางหนา้ กระดาษ ภาพ ๆ เดยี วมีค่ากวา่ คา่ พนั ค่า ซ้ำยังช่วยให้ เกดิ ความคดิ
สรา้ งสรรค์ และเพิ่มความจำมากขึ้นด้วย ให้วางกระดาษตามแนวนอน

2. ใช้ภาพใหม้ ากที่สุดในแผนผงั ความคิดของคุณ ตรงไหนท่ีใช้ภาพได้ใหใ้ ช้กอ่ นค าหรอื รหสั เปน็ การ
ช่วยการทำงานของสมอง ดึงดูดสายตาและช่วยจำ

3. ควรเขียนคำบรรจงตัวใหญ่ ๆ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ เพ่ือที่ว่าเม่ือย้อนกลับมาอ่าน
ใหมจ่ ะให้ภาพท่ีชดั เจน สะดุดตาอ่านงา่ ย และเกดิ ผลกระทบต่อความคิดมากกวา่ การใช้เวลาเพ่ิมอีก เล็กน้อยใน
การเขยี นตวั ใหใ้ หญอ่ า่ นงา่ ยชัดเจน จะชว่ ยใหเ้ ราสามารถประหยัดเวลาไดเ้ ม่ือยอ้ นกลบั มาอา่ น ใหม่อีกครงั้

4. เขยี นคำเหนือเส้นและแต่ละเส้นตอ้ งเชื่อมต่อกบั เส้นอื่น ๆ เพ่ือให้แผนผังความคิดมีโครงสรา้ ง พน้ื
ฐานรองรบั

5. คำ ควรมลี กั ษณะเป็น “หน่วย” เช่น คำละเสน้ เพราะจะชว่ ยให้แต่ละคำเช่อื มโยงกับคำอืน่ ๆ ได้
อย่างอิสระเปดิ ทางใหแ้ ผนผงั ความคดิ คล่องตวั และยดื หยุ่นมากขนึ้

6. ใช้สใี หท้ ัว่ แผนผังความคิด เพราะสชี ว่ ยยกระดบั ความจำเพลินตา กระตุ้นสมองซีกขวา
7. เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ควรปล่อยให้หัวคิดมีอิสระมากท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ อย่ามัว
แต่คิดว่าจะเขียนลงตรงไหนดี หรือว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไรลงไป เพราะล้วนแต่จะทำให้งานล่าช้าไป อย่างน่า
เสียดาย หลักของแผนผังความคิด (Mind Map) คือ การฟื้นความจำในทุกเรื่องท่ีหัวคิดนึกออกจาก ศูนย์กลาง
ความคิด สมองของคุณสามารถจะจดุ ประกายความคิดต่าง ๆ ได้เร็วกว่าที่มือคุณเขียนทัน คุณจึง ต้องเขียนแบบ
ไม่หยุดเลย เพราะถ้าคณุ หยุด คุณจะสงั เกตได้ว่าปากกาหรือดินสอของคุณยังคงขยุกขยิกต่อไป บนหน้ากระดาษ
ในช่วงท่ีคุณสังเกตเห็นนี้กอ็ ย่าปล่อยให้ผ่านไป จงรีบเขียนต่ออย่ากังวลถึงลำดับ หรือการ จัดองค์ประกอบให้ดูดี
เพราะในทส่ี ดุ มนั กจ็ ะลงตวั ไปเอง หรอื ไม่อย่างนน้ั คอ่ ยมาจัดอีกครั้งในตอนทา้ ยเป็น ครง้ั สุดท้ายกย็ อ่ มได้

ใบความรเู้ รอื่ งท่ี 4
ปจั จยั ทท่ี ำให้การเรยี นรดู้ ้วยตนเองประสบความสำเรจ็

ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning
Readiness : SDLR) เป็นส่ิงสำคัญ และจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ท่ีมีความสนใจ มีความรักจะเรียนรู้ด้วยตนเอง
วัดได้จากความรู้สึก และความ คิดเห็นที่ผู้เรียนมีต่อการแสวงหาความรู้ การท่ีบุคคลจะเรียนรู้ด้วยตนเองได้นั้น
ตอ้ งมลี กั ษณะความพรอ้ ม ของการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 8 ประการ ดังน้ี

1. การเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ ได้แก่ การมีความสนใจในการเรียนรู้มากกว่าผู้อ่ืน มีความพึงพอใจ กับ
ความคิดริเริ่มของบุคคล มีความรักในการเรียนรู้และความคาดหวังว่าจะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แหล่งความรู้ มี
ความดึงดูดใจ มีความอดทนต่อการค้นหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย มีความสามารถในการยอมรับและใช้ ประโยชน์
จากคำวิจารณไ์ ด้ การนำความสามารถด้านสติปัญญามาใช้ได้ มีความรบั ผิดชอบต่อการเรียนร้ขู อง ตนเอง

2. มีอตั มโนทศั นใ์ นด้านของการเป็นผ้เู รียนที่มีประสทิ ธิภาพ ได้แก่ การมคี วามม่ันใจในการเรียนรู้ ด้วย
ตนเอง ความสามารถจัดเวลาในการเรียนรูไ้ ด้ มรี ะเบยี บวนิ ัยต่อตนเองมคี วามรู้ในด้านความจำเป็นใน การเรยี นรู้
และแหลง่ ทรัพยากรการเรยี นรู้ มคี วามคิดเห็นต่อตนเองว่าเป็นผูท้ ีม่ คี วามอยากรู้อยากเหน็

3. การมีความคิดริเร่ิมและเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้แก่ ความสามารถติดตามปัญหายาก ๆ ได้อย่าง
คล่องแคล่ว ความปรารถนาต่อการเรียนรู้อยู่เสมอ ช่ืนชอบต่อการมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้
มีความเชื่อม่นั ในความสามารถท่ีจะท างานดว้ ยตนเองได้ดี ช่ืนชอบในการเรยี นรู้ มคี วามพอใจกับ ทักษะการอ่าน
การทำความเข้าใจ มีความรู้เก่ียวกบั แหล่งความรูต้ ่าง ๆ มีความสามารถในการวางแผนการ ทำงานของตนเองได้
และมคี วามคิดรเิ ร่ิมในเรือ่ งการเริม่ ต้นโครงการใหม่ ๆ

4. การมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน ได้แก่ การมีทัศนะต่อตนเองในด้านสติปัญญาอยู่
ในระดับปานกลางหรือสูงกว่า ยินดีต่อการศึกษาในเร่ืองที่ยาก ๆ ในขอบเขตที่ตนสนใจ มีความเชื่อม่ันต่อหน้าที่
ในการสำรวจตรวจสอบเก่ียวกับการศึกษา ชื่นชอบท่ีจะมีบทบาทในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง
มคี วามเชื่อมนั่ ตอ่ หนา้ ท่ใี นการสำรวจตรวจสอบเก่ียวกับการศกึ ษา ช่นื ชอบท่ีจะมีบทบาทในการ จัดประสบการณ์
การเรียนร้ดู ้วยตนเอง มีความรับผิดชอบตอ่ การเรยี นรู้ของตนเอง และมีความสามารถในการตัดสินความกา้ วหน้า
ในการเรียนร้ขู องตนเองได้

5. รักการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ มีความช่นื ชมในการเรียนรสู้ ิง่ ใหม่ ๆ อยูเ่ สมอ มีความปรารถนาอย่างแรงกลา้ ใน
การเรยี นรู้ มีความสนกุ สนานกบั การสืบสวนหาความจรงิ

6. ความคิดสรา้ งสรรค์ ไดแ้ ก่ มีความคดิ ท่จี ะทำสิง่ ตา่ ง ๆ ได้ดี สามารถคิดค้นวิธกี าร แปลก ๆ ใหม่ ๆ
และความสามารถทีจ่ ะคดิ วธิ ตี ่าง ๆ ไดม้ ากมายหลายวธิ ีสำหรบั เรอ่ื งนนั้ ๆ

7. การมองอนาคตในแง่ดี ได้แก่ การมีความเข้าใจตนเองว่าเป็นผู้ท่ีมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความ
สนุกสนานในการคิดถงึ เรื่องในอนาคต มแี นวโนม้ ในการมองปญั หาวา่ เปน็ สิ่งท้าทายไม่ใช่สัญญาณให้หยดุ กระทำ

8. ความสามารถในการใช้ทักษะทางการศึกษาหาความรู้และทักษะการแก้ปัญหา คือ มีความสามารถ
ใชท้ กั ษะพน้ื ฐานในการศึกษา ได้แก่ ทกั ษะการฟงั อ่าน เขยี นและจำมที กั ษะในการแกป้ ญั หา

ใบงาน เรอื่ งการเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง
วิชาทกั ษะการเรียนรู้ ทร 31001

ชื่อ-สกุล........................................................
รหสั นักศึกษา..................................................
กศน.ตำบล......................................................
ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอเมืองบุรีรมั ย์

ใบงาน เรอ่ื ง การเรยี นรู้ด้วยตนเอง

วชิ าทักษะการเรียนรู้ ทร31001
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ให้ผู้เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี พรอ้ มอธิบายมาพอสังเขป
1. ใหอ้ ธิบายเก่ียวกับการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง คืออะไร

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............
........................................................................................................ ......................................................................
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................................... .........................
........................................................................................... ...................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................ ......................................

2. การเรียนรู้ดว้ ยตนเองมีกล่ี กั ษณะ จงอธบิ าย
..............................................................................................................................................................................
...................................................................................................................... ........................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
......................................................................................................... .....................................................................
............................................................................................................................. .................................................

3. การเรยี นรดู้ ้วยตนเองมีความสำคญั อยา่ งไร
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

4. องค์ประกอบของการเรียนร้ดู ้วยตนเองมีอะไรบ้าง
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

5. ให้ผู้เรยี นสรปุ บทบาทของผูเ้ รียนในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มาพอสงั เขป
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ใบงาน
เรื่อง มหศั จรรยส์ ีธรรมชาต(ิ ผ้ามัดย้อม)

คำช้ีแจคงำชใหี้แจ้ผงเู้ รียในหบ้ผอเู้ รกยี ชนอื่ บพอืชกดชา้ ่ือนพซืช้าดยา้มนือซแ้าลยะมรือะบแลายะสระีทบี่ไดาย้จสากีทพไี่ ดืชจ้ ดา้ากนพขชื วดาา้ นขวา

ชือ่ -สกุลช.ือ่ ..-.ส...ก..ุล.........................................................................ร..ะ..ด..บั....ร..ะ..ด...ับ...............................


Click to View FlipBook Version