แนวปะทะของอากาศ
แนวปะทะอากาศ
เมื่ อมวลอากาศ 2 มวลเคลื่ อนตัวมา
พบกันเข้า อากาศของมวลทั้งสองจะไม่
ปนกันทันที แต่จะก่อให้เกิดแนวหรือ
ข อ บ เ ข ต ร ะ ห ว่ า ง ม ว ล อ า ก า ศ ทั้ ง ส อ ง
มวลอากาศเย็นซึ่ งมีความแน่ นมากกว่า
และหนั กมากกว่ามวลอากาศร้อนจะผลัก
ดันอากาศร้อนให้ลอยขึ้ น ทำให้เกิดเป็ น
เมฆ ต่าง ๆ เกิดพายุฝนฟ้ าคะนองตามที่
แ น ว ห รื อ ข อ บ เ ข ต ที่ ม ว ล อ า ก า ศ ทั้ ง ส อ ง ม า
พบกัน ซึ่ งเรียกแนวนี้ ว่า แนวปะทะ
อากาศ ที่อาจจะมีเขตกว้าง 20 ถึง 40
กิโลเมตร แนวปะทะอากาศเป็ นสาเหตุ
ใหญ่อันหนึ่ ง ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของ
อากาศ เช่น เมฆ ฝน และพายุได้เสมอ
แนวปะทะแบ่งออกได้หลายชนิ ด
แ น ว ป ะ ท ะ ข อ ง ม ว ล อ า ก า ศ เ ย็ น
(Cold Front) เมื่ อมวลอากาศเย็น
เคลื่ อนตัวลงมายังบริเวณที่มีละติจูดต่ำ
มวลอากาศเย็นจะหนั ก จึงมีการเคลื่ อน
ตัวติดกับผิวดิน และจะดันให้มวลอากาศ
อุ่นที่มีความหนาแน่ นน้ อยกว่า ลอยตัว
ขึ้ นตามความลาดเอียง ซึ่ งมีความลาดชัน
มากถึง 1:80 ซึ่ งปรากฏการณ์ดังกล่าว
ต า ม แ น ว ป ะ ท ะ อ า ก า ศ เ ย็ น จ ะ มี ส ภ า พ
อากาศแปรปรวนมาก มวลอากาศร้อนถูก
ดันให้ลอยตัวยกสูงขึ้ น เป็ นลักษณะการ
ก่อตัวของเมฆ คิวมูโลนิ มบัส
(Cumulonimbus) ท้องฟ้ าจะมืดครึม
เกิดพายุฝนฟ้ าคะนองอย่างรุนแรง เรา
เรียกบริเวณดังกล่าวว่า “แนวพายุฝน”
(Squall Line)
แ น ว ป ะ ท ะ ข อ ง ม ว ล อ า ก า ศ อุ่ น
(Warm Front) เกิดจากการที่
มวลอากาศอุ่นเคลื่ อนที่เข้ามายังบริเวณที่
มีมวลอากาศเย็นกว่า โดยมวลอากาศ
เย็นจะยังคงตัวบริเวณพื้ นดิน มวลอากาศ
อุ่นจะลอยตัวสูงขึ้ น ซึ่ งแนวของอากาศ
อุ่นจะมีความลาดชันน้ อยกว่าแนวอากาศ
เย็น ซึ่ งจากปรากฏการณ์แนวปะทะ
มวลอากาศอุ่นดังกล่าวนี้ ลักษณะอากาศ
จะอยู่ในสภาวะทรงตัว แต่ถ้าลักษณะ
ของมวลอากาศอุ่นมีการลอยตัวขึ้ นใน
แนวดิ่ง (มีความลาดชันมาก) จะก่อให้
เกิดฝนตกหนั กและพายุฝนฟ้ าคะนอง
สังเกตได้จากการเกิดเมฆฝนเมฆนิ มโบส
เตรตัส หรือการเกิดฝนซู่ หรือเรียกอีก
อย่างหนึ่ งว่าฝนไล่ช้าง
แ น ว ป ะ ท ะ ข อ ง ม ว ล อ า ก า ศ ซ้ อ น
(Occluded Front) เมื่ อมวลอากาศเย็น
เคลื่ อนที่ในแนวทางติดกับแผ่นดิน จะดัน
ให้มวลอากาศอุ่นใกล้กับผิวโลกเคลื่ อนที่
ไ ป ใ น แ น ว เ ดี ย ว กั น กั บ ม ว ล อ า ก า ศ เ ย็ น
ม ว ล อ า ก า ศ อุ่ น จ ะ ถู ก ม ว ล อ า ก า ศ เ ย็ น ซ้ อ น
ตัวให้ลอยสูงขึ้ น และเนื่ องจากมวลอากาศ
เย็นเคลื่ อนตัวได้เร็วกว่าจึงทำให้
ม ว ล อ า ก า ศ อุ่ น ช้ อ น อ ยู่ บ น ม ว ล อ า ก า ศ เ ย็ น
เ ร า เ รี ย ก ลั ก ษ ณ ะ ดั ง ก ล่ า ว ไ ด้ อี ก แ บ บ ว่ า
แนวปะทะของมวลอากาศปิ ด ลักษณะของ
ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ ดั ง ก ล่ า ว จ ะ ทำ ใ ห้ เ กิ ด เ ม ฆ คิ ว
มูโลนิ มบัส (Cumulonimbus) และทำให้
เกิดฝนตก หรือพายุฝนได้เช่นกัน
แนวปะทะมวลอากาศคงที่ (Stationary
Front) นอกจากแนวปะทะอากาศดังกล่าว
ม า แ ล้ ว นั้ น จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ แ น ว ป ะ ท ะ อ า ก า ศ
ของมวลอากาศคงที่อีกชนิ ดหนึ่ ง
(Stationary Front) ซึ่ งเป็ นแนวปะทะของ
มวลอากาศที่เกิดจากการเคลื่ อนที่ของ
ม ว ล อ า ก า ศ อุ่ น แ ล ะ ม ว ล อ า ก า ศ เ ย็ น เ ข้ า ห า
กัน และจากสภาพที่ทั้งสองมวลอากาศมี
แรงผลักดันเท่ากัน จึงเกิดภาวะสมดุลของ
แนวปะทะอากาศขึ้ น แต่จะเกิดในชั่วระยะ
เวลาใดเวลาหนึ่ งเท่านั้น เมื่ อมวลอากาศใด
มีแรงผลักดันมากขึ้ นจะทำให้ลักษณะของ
แนวปะทะอากาศเปลี่ยนไปเป็ นแนวปะทะ
อากาศแบบอื่ น ๆ ทันที
นายวัชรพงษ์ หันโพธิ์
มัธยมศึกษาปีที่5/1 เลขที่13
โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์
สำนักงานเขตประเวศ
กรุงเทพมหานคร
นายอภิชาติ อินถา
https://thecloudcloud.weebly.com/364936093623361136323607363236293634358536343624.html