The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by los ser, 2023-08-24 04:22:45

Graphics Program

Graphics Program

สารบัญ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ความรู้เกี่ยวกับหลักการ ประเภท และคุณลักษณะของกราฟิก 4 ความรู้เกี่ยวกับหลักการของคอมพิวเตอร์ 5 การออกแบบ (Design) และคุณค่าของงานกราฟิก 6 ประเภทของกราฟฟิก 8 คุณลักษณะของกราฟิก 9 การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในงานด้านต่างๆ 10 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 หลักการของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 11 หลักการของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 12 ลักษณะของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 13 โปรแกรมที่ใช้สร้างหรือแก้ไขไฟล์แบบเวกเตอร์ 13 นามสกุลไฟล์กราฟิกแบบเวกเตอร์ 14 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 หลักการของภาพกราฟิกแบบบิตแมป 15 ความหมายของกราฟฟิกแบบ Bitmap 16 ความแตกต่างระหว่างภาพกราฟิกแบบ Bitmap และ Vector 17 ระบบสีที่ใช้ในกราฟิกแบบ Bitmap 19 ชนิดของไฟล์กราฟิกแบบ Bitmap 21 ความละเอียดของภาพกราฟิกแบบ Bitmap (resolution) 22 1


สารบัญ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การสร้างภาพกราฟิกด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป 23 การสร้างภาพกราฟฟิกด้วยเครื่องมือ Brush Tool 24 การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape tool 28 การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape tool Horizontal Type Tool 29 การสร้างภาพกราฟิกด้วย Layers 29 การสร้างภาพกราฟิกส าหรับโซเชียลมีเดีย 30 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 การแก้ไขภาพกราฟิกด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิก 32 การแก้ไขภาพด้วยการเบลอฉากหลัง` 33 การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบปกติ 33 แก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบที่ผิดเพี้ยน 34 การแก้ไขผิวของคนที่ไม่เรียนเรียน มีรอยต าหนิ 35 การแก้ดวงตาแดงจากแสงแฟลช 36 การแก้ไขภาพคนด้วยค าสั่ง Liquify 37 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การตกแต่งภาพกาฟิกด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิก 38 ความหมายของโฟโต ริทัช 39 การตัดฉากหลังเป็นพื้นสีขาว 39 การเปลี่ยนฉากหลังเป็นฉากใหม่ 40 การรีทัชภาพใบหน้าคน 41 การตกแต่งภาพกราฟิกส าหรับกราฟิกภาพถ่าย 42 2


สารบัญ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิกในงานอาชีพ 43 ความส าคัญของการประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิกในงานอาชีพ 44 การท าโลโก้ทางธุรกิจ (Business Logo) 46 การท านามบัตรทางธุรกิจ (Business Card) 48 การท ามาสคอตส าหรับองก์กร (Mascot Organization) 50 การท าโปสเตอร์เพื่อการโฆษณา (Advertising Poster) 51 3


ความร ู ้ เก ี่ยวกับหลักการ ประเภท และคุณลักษณะของกราฟิก คอมพิวเตอร์กราฟิกช่วยให้ภาพที่อยู่ในจินตนาการการแสดงออกมาให้เห็นด้วยดวงตาของมนุษย์ และกลับเข้า ไปอยู่ในความทรงจ าแก่ผู้ที่ได้เห็น หากเป็นงานที่สามารถท าให้ผู้ชมได้รับความสนใจจ าท าให้เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ การจดจ าไปอีกนาน แนวคิด แสดงความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟิก 1. ความรู้เกี่ยวกับหลักการของคอมพิวเตอร์กราฟิก 2. การออกแบบ (Design) และคุณค่าของงานกราฟิก 3. ประเภทของกราฟิก 4. คุณลักษณะของกราฟิก 5. การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในงานด้านต่างๆ 1. อธิบายความรู้เกี่ยวกับหลักการของคอมพิวเตอร์กราฟิกได้ 2. อธิบายการออกแบบและคุณค่าของงานกราฟิกได้ 3. บอกประเภทของกราฟิกได้ 4. อธิบายคุณลักษณะของกราฟิกได้ 5. อธิบายการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในงานด้านต่างๆ ได้ สมรรถนะประจ ำหน่วย สำระกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 4


1 ความรู้เกี่ยวกับหลักการของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์กราฟิก (Computer Graphics) หรือเรขภาพคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาหนึ่งในแขนง วิทยาการคอมพิวเตอร์ กราฟฟิก (Graphic) กราฟฟิก (Graphics) เป็นค าที่ใช้ในการอธิบายเกี่ยวกับรูปภาพ หรือภาพวาดที่สร้างขึ้นด้วยการใช้ คอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือทางด้านกราฟิก ซึ่งสามารถใช้ในการสร้างภาพสองมิติหรือสามมิติที่มีลักษณะต่าง ๆ ได้ เช่น ภาพนิ่ง (static images) เช่น รูปภาพอิลัสเตรชั่น, ภาพสเกลาร์, ภาพรูปภาพ, ภาพการ์ตูน, และภาพอื่น ๆ รวมถึงภาพเคลื่อนไหว (animated images) เช่น ภาพเคลื่อนไหว GIF และวิดีโอ อีกทั้งยังสามารถสร้างกราฟฟิกที่มี การประมาณสถิติหรือข้อมูลต่าง ๆ เป็นแผนภาพ กราฟ และแผนผัง (chart sand graphs) ให้เห็นภาพข้อมูลได้ อย่างชัดเจนและน่าสนใจ หลักการท างานของคอมพิวเตอร์กราฟฟิก หลักการท างานของคอมพิวเตอร์กราฟฟิกนั้นเกี่ยวข้องกับการด าเนินการและกระบวนการที่ใช้ในการสร้าง และแสดงภาพกราฟฟิกดิจิตอล ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้: 1.คอมพิวเตอร์กราฟฟิกท างานโดยใช้เทคนิคการค านวณทางคณิตศาสตร์เพื่อสร้างภาพและภาพเคลื่อนไหว ท าให้ คอมพิวเตอร์สามารถสร้างภาพที่มีความละเอียดสูงและมีลักษณะเสมือนจริงได้ 2.การท างานของคอมพิวเตอร์กราฟฟิกใช้ตัวควบคุมและโครงสร้างการเรนเดอร์ (Renderer) เพื่อแปลงข้อมูลเข้าสู่ ภาพที่แสดงบนหน้าจอหรือสื่ออื่น ๆ เช่น รูปภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพ 3 มิติ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถ ปรับแต่งการแสดงผลด้วยการเพิ่มเอฟเฟกต์ การแสดงสี และธรรมชาติอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ภาพดูสวยงามและ น่าสนใจยิ่งขึ้น หลักการของภาพกราฟิกแบบ Raster: •ใช้พิกเซลเป็นองค์ประกอบของภาพ •ความละเอียดขึ้นอยู่กับจ านวนพิกเซลในภาพ •ปรับขนาดภาพอาจท าให้สูญเสียความคมชัด •มักน าไปใช้ในภาพถ่ายและงานที่ต้องการความ ละเอียดสูง หลักการของกราฟิกแบบ Vector: •ใช้เส้นทางและสัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบของภาพ •ความละเอียดสูงและสามารถปรับขนาดได้โดยไม่ สูญเสียความคมชัด •เหมาะส าหรับงานที่ต้องการภาพเวกเตอร์ที่แน่นอน และประกอบด้วยรูปร่างที่ซับซ้อน รูปที่ 1.1 ภาพกราฟิกแบบ Raster ที่ขยายใหญ่ขึ้น รูปที่ 1.2 ภาพกราฟิก แบบ Vector ที่ขยาย ใหญ่ขึ้น 5


2 การออกแบบ (Design) และคุณค่าของงานกราฟิก การออกแบบ (Design) ในงานกราฟิกเป็นกระบวนการสร้างภาพและสื่อต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นความสวยงาม ความสามารถในการสื่อสาร และการน าเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เป็นระบบและมีล าดับที่ชัดเจน การออกแบบในงาน กราฟิกนี้ท าหน้าที่สร้างความเข้าใจในเรื่องที่แสดงอยู่ในภาพ หรือสื่ออื่น ๆ ที่ถูกออกแบบขึ้นมา คุณค่าของงานกราฟิก: 1.ความสวยงามและดึงดูด: งานกราฟิกที่ออกแบบดีจะมีความสวยงามที่น่าทึ่งและดึงดูดสายตาของผู้ชม ความ สวยงามนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระพริบตาหรือเสียสติ แต่ยังสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกและความรับรู้ของผู้ชมให้เข้าถึง สาระในภาพได้อย่างมีความสุข 2.ความชัดเจนและเข้าใจง่าย: งานกราฟิกควรมีความชัดเจนในการสื่อสารและเป้าหมายที่ต้องการจะส่งถึงผู้ชม โดย ไม่ต้องท าให้ผู้ชมสับสนหรือล าบากในการเข้าใจความหมาย 3.ความน่าเชื่อถือ: งานกราฟิกควรมีความน่าเชื่อถือ ในทางที่ไม่ใช้เพื่อตัวเองหรือจัดการข้อมูลให้มีเนื้อหาที่ น่าเชื่อถือและเป็นความจริง 4.ความสอดคล้องกับแบรนด์หรือความต้องการของลูกค้า: งานกราฟิกควรสอดคล้องกับแบรนด์หรือความต้องการ ของลูกค้า ในแบบที่เหมาะสม โดยค านึงถึงองค์กรหรือสินค้าและบริการที่ต้องการสื่อสาร 5.ความเป็นเอกลักษณ์: งานกราฟิกที่ดีควรมีความเป็นเอกลักษณ์ ที่น าไปสู่การจดจ าและเชื่อมโยงกับตัวตนหรือ แบรนด์ขององค์กร 6.การน าเสนอข้อมูล: งานกราฟิกควรสามารถน าเสนอข้อมูลในรูปแบบที่สร้างความน่าสนใจและให้ความหมาย ให้กับผู้ชมได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกราฟแสดงข้อมูล, ภาพสเกลาร์, แผนภาพ, ภาพแผนที่ หรือวิดีโอเคลื่อนไหว การออกแบบในงานกราฟิกคือกระบวนการสร้างภาพที่เป็นระบบและมีความสวยงามเพื่อสื่อสารข้อมูลและสร้าง ความทรงจ าในใจของผู้ชม ความสามารถในการสร้างภาพที่เข้าถึงและน่าสนใจนี้ท าให้การออกแบบในงานกราฟิก เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญในการติดต่อสื่อสารและการตลาดในปัจจุบัน กรณีศึกษา สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เป็นส านวนไทย หมายถึง ได้ยินได้ฟังมาก็สู้เห็นด้วยตาตนเองไม่ได้ โดยพิจารณา 3 ภาพเพื่ออธิบายถึงการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมาช่วยในการสร้างงานวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไร ทั้ง 3 ภาพนี้จะสื่อถึงราคาของเครื่องดื่มที่มีมูลค่า 100 บาท แต่มีการปรับเปลี่ยนแบบของตัวอักษร สี และแสง จึงท าให้ผู้พบเห็นมีความรู้สึก ที่แตกต่างกันแต่ยังมีจุดที่ซ้ ากัน คือ ค าว่า "Only 100 Bath" ข้อความนี้คือสิ่งที่ทาง ร้านต้องการจะบอกถึงผู้ที่พบเห็น 6


การออกแบบ (Design) การออกแบบ คือ ศาสตร์แห่งความคิด เพื่อใก้เกิดความพอใจในด้านต่างๆ เช่น ความสวยงาม ตัวหนังสือ ต้องอ่านง่ายมีแนวคิดในการออกแบบที่ดี ตลอดจนการเลือกใช้โทนสีที่เหมาะสมกับงาน ซึ่งจะท าให้งานออกมา สมบูรณ์แบบ สื่อกราฟิก สื่อกราฟิกคือองค์ประกอบที่ใช้ในการสื่อสารและแสดงข้อมูลทางภาพหรือสัญลักษณ์ เพื่อสร้างความ เข้าใจและความทรงจ าให้กับผู้ชมหรือผู้ใช้งาน การใช้สื่อกราฟิกช่วยให้ข้อมูลและความสื่อสารเป็นมิตรและมีความ น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งสื่อกราฟิกมีหลากหลายรูปแบบ รวมถึง: โลโก้ (Logo): สัญลักษณ์ที่แสดงตัวตนและความเป็นตัวตนขององค์กรหรือสินค้า โดยมักประกอบด้วย สัญลักษณ์และชื่อเรียกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ แผ่นพับ (Brochure): เอกลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอข้อมูลสินค้าหรือบริการ ซึ่งจัดรูปแบบให้เป็น แผ่นกระดาษพับเพื่อให้ผู้ใช้งานอ่านและเข้าใจง่าย โปสเตอร์ (Poster): สื่อกราฟิกที่ใช้ในการโฆษณา การแสดงข้อมูล หรือสร้างความตื่นเต้น โดยมีขนาด ใหญ่และสีสันเด่นชัดเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชม เว็บไซต์ (Website): สื่อกราฟิกที่ใช้ในการออกแบบและสร้างเว็บไซต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ส าหรับเผยแพร่ข้อมูล และสื่อสารในออนไลน์ ภาพเคลื่อนไหว (Motion Graphics): สื่อกราฟิกที่ใช้งานโปรแกรมการ์ตูนเพื่อสร้างภาพและสัญลักษณ์ที่ เคลื่อนไหว เพื่อเกิดความน่าสนใจให้กับผู้ชม สื่อกราฟิกมีบทบาทส าคัญในการสร้างความทรงจ าและความประทับใจให้กับลูกค้า โดยใช้การออกแบบ ให้เกิดความสวยงาม สามารถสื่อสารข้อมูลและความคิดสร้างสรรค์ในลักษณะที่เป็นระบบและเข้าใจง่าย การใช้สื่อ กราฟิกเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายและส่งผลกระทบต่อการตลาดและการ สร้างความตื่นเต้นในสินค้าหรือบริการ ภาพที่ 1.3 ภาพแสดงการออกแบบป้ายร้านและเมนูอาหารและเครื่องดื่ม 7


คุณค่าของงานกราฟฟิก การน ากราฟฟิกไปใช้ในด้านต่างๆ จะช่วยส่งเสริมให้งานนั้นน่าสนใจสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ ผู้พบเห็น ซึ่งคุณค่าของงานกราฟฟิกนั้นสมารถแบ่งได้ดังนี้ จุดประสงค์ของกราฟิกนั่นคือสื่อสารให้มีความ เข้าใจตรงกัน สังเกตได้จากตัวอักษรที่ สามารถน ามา รวมกันเป็นข้อความเพื่อสื่อสาร ภาษาที่ สามารถน ามา สร้างเป็นข้อความได้ก็มีหลากหลายภาษาแตกต่างกัน เมื่อน ามาใช้สื่อสารต้องท าให้ผู้รับสารเข้าใจได้ตรงกับผู้ ส่งสารมีการใช้กราฟฟิกให้ดูน่าสนใจและสร้างความ แปลกใหม่ให้แก่ผู้พบเห็น ภาพที่ 1.4 ภาพแสดงที่คั่นหนังสือจากร้าน MK และป้ายวัดส่วนสูง และเกม AFK Arena 3 ประเภทของกราฟฟิก โปรแกรมส าหรับงานกราฟิกเป็นการใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการผลิตงานกราฟิก ซึ่งปัจจุบันมีการ ผลิตโปรแกรมส าหรับใช้งานด้านนี้เป็นจ านวนมาก แบ่งออกเป็นดังนี้ 1. กราฟิกวาดภาพ เช่น Microsoft Paint,Adobe Photoshop เป็นต้น 1. เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร 2. จดจ าง่ายและน่าสนใจ 3. งานน าเสนอมองดูน่าติดตามและเข้าใจง่าย 4. เป็นสื่อกลางเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ 5. เกิดความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ ภาพที่ 1.5 โปรแกรม Microsoft Paint ภาพที่ 1.6 โปรแกรม Adobe Photoshop 8


2. กราฟิกน าเสนอ เช่น Microsotf PowerPoint, KeyNote เป็นต้น ภาพที่ 1.7 โปรแกรม Microsoft PowerPoint ภาพที่ 1.8 โปรแกรม KeyNote 4 คุณลักษณะของกราฟิก ลักษณะของกราฟิก (Graphics) คือสิ่งที่แสดงถึงความหลากหลายและความหลากหลายในภาพที่สามารถ สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้: ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว: กราฟิกสามารถแสดงภาพนิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวหรือภาพที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่ง ภาพเคลื่อนไหวนี้สามารถสร้างเอฟเฟกต์ที่น่าสนใจและน่าตื่นตาตื่นใจ ภาพสองมิติและภาพสามมิติ: กราฟิกสามารถสร้างภาพที่มีมิติเพียงสองมิติ (2D) หรือภาพที่มีมิติสามมิติ (3D) ท าให้สามารถสร้างภาพที่มีความลึกลึกเข้าไป สีและแสง: สีเป็นสิ่งส าคัญในกราฟิก เนื่องจากสีสามารถให้ความรู้สึกและอารมณ์ให้กับผู้ชม และกราฟิกยัง สามารถจ าลองแสงและเอฟเฟกต์ที่เกิดจากแสงเพื่อให้ภาพดูเหมือนจริงได้ การแสดงผล: กราฟิกสามารถแสดงผลทั้งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ การพิมพ์ออกที่เอกสาร หรือการ แสดงผลทางโลกจริง ตัวอย่างเช่น การสร้างภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในภาพยนตร์ การออกแบบกราฟิกในการ สร้างโลโก้และแบรนด์ การสร้างภาพทางการแพทย์และภาพเคลื่อนไหวในเกมคอมพิวเตอร์ การใช้งานและการเสริมสร้าง: กราฟิกมีความหลากหลายในการใช้งาน เช่น การสร้างภาพเพื่อการ ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ การใช้ในเครื่องเสริมสวยงาม การสร้างภาพส าหรับงานศิลปะ และการใช้งานในสายอาชีพที่ เกี่ยวข้องกับภาพและการสื่อสารส าหรับผู้ดูและผู้ใช้งานในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ภาพที่ 1.9 หน้าจอจากร้าน MK เป็นสื่อวิดีโอกราฟิก แสดงผลผ่าน Tablet มีการน าภาพ ข้อความ โลโก้ และมีการใส่กราฟิก ตกแต่งเพิ่มเติมในสื่อ 9


คุณลักษณะของกราฟิก คือ การน ากราฟิกไปใข้เพื่อท าให้เครื่องคอมพิวเตอร์แสดงภาพบนจอภาพได้ เช่น การหมุนภาพ ในทิศทาง ต่างๆ เติมสีแต่งภาพ ตัดต่อภาพ และเคลื่อนย้ายภาพ ภาพที่ 1.10 ภาพแสดงการใช้กราฟิกเพื่อแสดงผลจากคุณลักษณะที่หลากหลาย 5 การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในงานด้านต่างๆ งานกราฟิกไม่ได้มีเพียงแค่นั้นงานกราฟิกบนเว็บไซต์ คอมพิวเตอร์กราฟฟิคในภาพยนตร์ โฆษณาต่างๆ ก็เป็นการ ประยุกต์คอมพิวเตอร์ กราฟฟิคเช่นกัน ในช่วงอายุที่ต่างกันมักจะพบกับงานกราฟฟิกที่แตกต่างกันเช่นเด็กมักจะพบ งานกราฟฟิคที่เกี่ยวกับ การ์ตูน เกมส์ เป็นต้น การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในงานด้านต่างๆ สามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. การประยุกต์ด้านการออกแบบ 2. การประยุกต์ด้านสิ่งพิมพ์ 3. การประยุกต์ด้านการแพทย์ 4. การประยุกต์ด้านบันเทิง 5. การประยุกต์ในงานด้านอื่นๆ 10


หลักการของภาพกราฟิกแบบ เวกเตอร์ ภาพกราฟิกที่เกิดจากการน าความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์หรือการค านวนโดยภาพที่ได้จะแยกชิ้นส่วนชองภาพเป็นเส้น เมื่อมีการขยายภาพความละเอียดของภาพจะไม่ลดลงเป็นหลักการของกราฟิกแบบเวกเตอร์ภาพแบบเวกเตอร์ที่รู้จักกันดีคือ ภาพที่เป็นคลิปอาร์ต (Clipart) ของ Microsoft Office ภาพเหล่าที่เป็นฟอร์แมต .WMF แนวคิด สร้างภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 1. หลักการของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 2. ลักษณะของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 3. โปรแกรมที่ใช้สร้างหรือแแก้ไขไพล์แบบเวกเตอร์ 4. นามสกุลไพล์ภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 1. อธิบายหลัการของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ได้ 2. อธิบายลักษณะของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 3. อธิบายโปรแกรมที่ใช้สร้างหรือแก้ไขไฟล์เวกเตอร์ได้ 4. อธิบายนามสกุลไฟล์ภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ สมรรถนะประจ ำหน่วย สำระกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 11


1 หลักการของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ ภาพเวกเตอร์เป็นภาพที่สร้างด้วยลายเส้น เช่น เส้นตรง เส้นโค้ง และคุณสมบัติเกี่ยวกับสีของเส้นที่ได้จาก การค านวณทางคณิตศาสตร์ เช่น ภาพของตัวการ์ตูนที่สร้างขึ้นจากเส้นหลายจุด และสีของตัวการ์ตูนที่เกิดจากสี ของเส้นนั้นๆ เมื่อมีการแก้ไขภาพก็จะเป็นการแก้ไขคุณสมบัติของเส้น เมื่อกราฟขยายภาพจะไม่ท าให้ภาพสูญเสีย ความละเอียดเหมือนภาพบิตแมป ภาพ2.1 แสดงลายเส้น ภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์จพใช้การค านวณทางคณิตศาสตร์ในดารก าหนดโครงร่าง และจัดเก็บไฟล์ภาพใน ลักษณะของตัวแปรทางคณิตศาตร์เป็นผลท าให้มีขนาดเล็ก และส่วนของโครงร่างประกอบขึ้นมากเส้นตรงและเส้น โค้ง เรียกว่า ภาพลายเส้น (Draw type graphics) ภาพ2.2 แสดงลายเส้น (Draw type graphics) 12


2 ลักษณะของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ ภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์เป็นภาพกราฟิกที่สร้างขึ้นโดยใช้เส้นและรูปทรงทางเรขาคณิต แทนที่จะใช้ พิกเซล ภาพเวกเตอร์สามารถปรับขนาดได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพ และสามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้น ลักษณะของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ ได้แก่ •ใช้เส้นและรูปทรงทางเรขาคณิตในการสร้างภาพ •สามารถปรับขนาดได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพ •สามารถแก้ไขได้ง่ายขึ้น •เหมาะส าหรับงานออกแบบกราฟิก เช่น โลโก้ ไอคอน แผนผัง ฯลฯ •เหมาะส าหรับงานพิมพ์ เช่น โบรชัวร์ โปสเตอร์ ฯลฯ ภาพเวกเตอร์มีข้อดีหลายประการ เช่น สามารถปรับขนาดได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพ และสามารถแก้ไขได้ ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพเวกเตอร์ก็มีข้อเสียบางประการเช่นกัน เช่น อาจไม่เหมาะส าหรับภาพถ่ายที่มี รายละเอียดสูง และอาจใช้พื้นที่จัดเก็บมากกว่าภาพราสเตอร์ ภาพเวกเตอร์เป็นรูปแบบภาพกราฟิกที่ดีส าหรับงานออกแบบกราฟิกที่ต้องการความยืดหยุ่นและ ความสามารถในการปรับขนาด เหมาะส าหรับงานพิมพ์และงานออกแบบกราฟิกอื่นๆ ที่ต้องการคุณภาพสูง 3 โปรแกรมที่ใช้สร้างหรือแก้ไขไฟล์แบบเวกเตอร์ มีโปรแกรมหลายตัวที่ใช้สร้างและแก้ไขไฟล์แบบเวกเตอร์ บางตัวมีความซับซ้อนและความเป็นมืออาชีพ ในขณะที่บางโปรแกรมเหมาะส าหรับผู้ใช้ทั่วไป นี่คือบางตัวอย่างของโปรแกรมที่ใช้งานได้: 1.AdobeIllustrator เป็นโปรแกรมส าคัญในการออกแบบและสร้างภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ มี ความสามารถหลากหลายในการสร้างภาพ การ์ตูน เคลื่อนไหว โลโก้ แผ่นพับ และอื่นๆ ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางใน อุตสาหกรรมกราฟิกและออกแบบ 2.CorelDRAW เป็นโปรแกรมที่เน้นการออกแบบและสร้างภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ เหมาะส าหรับการ ออกแบบโลโก้ แผ่นพับ และงานอื่นๆ ในการตลาดและการพิมพ์ 3.Inkscape เป็นโปรแกรมฟรีและโอเพ่นซอร์สที่ใช้ส าหรับสร้างและแก้ไขภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ มีความสามารถที่เกียวข้องกับ Adobe Illustrator และ CorelDRAW 4.Affinity Designer เป็นโปรแกรมออกแบบและสร้างภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ที่มีความสามารถใน ราคาที่คุ้มค่า มีความหลากหลายในการสร้างภาพและออกแบบส าหรับอุตสาหกรรมต่างๆ. 5.Gravit Designer เป็นโปรแกรมสร้างและแก้ไขภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ที่ใช้งานออนไลน์ มีรุ่นฟรี และรุ่นเสียเงินที่มีความสามารถมากขึ้น 13


4 นามสกุลไฟล์กราฟิกแบบเวกเตอร์ นามสกุลไฟล์กราฟิกแบบเวกเตอร์ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่: 1. นามสกุล .svg (Scalable Vector Graphics) เป็นนามสกุลไฟล์ที่พบบ่อยในการเก็บข้อมูลภาพกราฟิก แบบเวกเตอร์ มีความสามารถในการปรับขนาดได้โดยไม่สูญเสียความคมชัดและความละเอียด 2. นามสกุล .ai (Adobe Illustrator) เป็นนามสกุลไฟล์ของโปรแกรม Adobe Illustrator ซึ่งใช้ส าหรับ สร้างและแก้ไขภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ นิยมใช้ในอุตสาหกรรมออกแบบและสื่อกราฟิก . 3. นามสกุล .eps (Encapsulated PostScript) เป็นนามสกุลไฟล์ที่เก็บข้อมูลภาพแบบเวกเตอร์ใน รูปแบบ PostScript ที่สามารถน าไปใช้ในโปรแกรมต่างๆ ในอุตสาหกรรมพิมพ์และการออกแบบ 4. นามสกุล .pdf (Portable Document Format) เป็นนามสกุลไฟล์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลภาพและ เอกสารที่สามารถเปิดอ่านได้บนหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลภาพแบบเวกเตอร์ได้ 5. นามสกุล .cdr (CorelDRAW) เป็นนามสกุลไฟล์ของโปรแกรม CorelDRAW ที่ใช้ส าหรับการออกแบบ และสร้างภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ 6. นามสกุล .sketch (Sketch) เป็นนามสกุลไฟล์ของโปรแกรม Sketch ที่ใช้ในการออกแบบและสร้าง ส าหรับแพลตฟอร์ม macOS แต่ละนามสกุลไฟล์มีความสามารถและการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดเป็นนามสกุลไฟล์ที่ส่งผล กระทบในการจัดเก็บและน าเข้าส่วนใหญ่ของภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ โปรแกรมต่าง ๆ สามารถน าเข้าและแก้ไข ไฟล์ดังกล่าวได้โดยตรงหรือผ่านการแปลงรูปแบบตามที่รองรับแต่ละโปรแกรมก็ได้ หากต้องการใช้งานในโปรแกรม เฉพาะ ควรตรวจสอบความเข้ากันได้กับนามสกุลไฟล์และรูปแบบการเก็บข้อมูลก่อนน าเข้าใช้งานครับ ภาพ2.3 แสดงไอคอนนามสกุลไฟล์กราฟิกแบบเวกเตอร์ 14


หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 หลักการของภาพกราฟิกแบบ บิตแมป ภาพกราฟิกแบบบิตแมป (Bitmap) เป็นภาพที่ประกอบขึ้นด้วยจุดสี (Pixel) ต่างๆ ที่มีจ านวนคงที่หาก ขยายภาพ Bitmap จะเห็นว่ามีลักษณะเป็นตารางเล็กๆ เรียกว่า "Bit" เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มี รูปแบบการจัดเก็บเป็นระเบียบคงที่ การจัดเก็บนี้มีการจัดเก็บรวมกันเป็นจ านวนมาก เรียกว่า "Map" การสร้าง งานภาพที่เหมาะสมกับประเภทของภาพกราฟิกเป็นสิ่งส าคัญหนึ่งที่ท าให้ได้ภาพที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้ที่ น าไปใช้งาน แนวคิด สร้างภาพกราฟิกแบบบิตแมป 1. ความหมายของภาพกราฟิกแบบ Bitmap 2. ความแตกต่างระหว่างภาพกราฟิกแบบ Bitmap และ Vector 3. ระบบสีที่ใช้ในภาพกราฟิกแบบ Bitmap 4. ชนิดของไฟล์ภาพกราฟิกแบบ Bitmap 5. ความละเอียดของภาพกราฟิก Bitmap (Resolution) 6. การตั้งค่าของ Resolution ในโปรแกรม Adobe Photoshop 1. อธิบายความหมายของภาพกราฟิกแบบ Bitmap ได้ 2. บอกความแตกต่างระหว่างกราฟิกแบบ BitmapและVector ได้ 3. อธิบายระบบสีที่ใช้ในภาพกราฟิกแบบ Bitmap ได้ 4. บอกชนิดของไฟล์ภาพกราฟิกแบบ Bitmap ได้ 5. อธิบายความละเอียดของรูปภาพกราฟิกแบบ Bitmap(Resolution)ได้ 6. ตั้งค่า Resolution ในโปรแกรมมAdobe Photoshop ได้ สมรรถนะประจ ำหน่วย สำระกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง 15


1 ความหมายของกราฟฟิกแบบ Bitmap ภาพกราฟิกแบบบิตแมป (Bitmapped Image) หรือที่เรียกว่า "ภาพแบบบิตแมป" หรือ "ภาพแบบ ราสเตอร์" หมายถึงภาพดิจิตอลที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้รูปแบบของบิต (Bit) หรือพิกเซล (Pixel) เป็นองค์ประกอบ พื้นฐาน ในภาพแบบบิตแมปแต่ละพิกเซลจะถูกก าหนดด้วยบิตเพียงตัวเดียวหรือไม่เกินสามบิต ท าให้เกิดความ หลากหลายในการแสดงสีและรายละเอียดของภาพ การแสดงสีในแต่ละพิกเซลสามารถใช้ระบบสีแบบ RGB (Red-Green-Blue) หรือระบบสีแบบช่วงเวลา (Grayscale) ก็ได้ ความหมายของภาพกราฟิกแบบบิตแมปมีดังนี้ 1.ข้อมูลดิจิตอล: ภาพกราฟิกแบบบิตแมปถูกเก็บเป็นข้อมูลดิจิตอลที่ประกอบด้วยบิตหรือพิกเซล แต่ละบิตแทนสี หรือความเข้มของสีที่ต าแหน่งต่าง ๆ ของภาพ ซึ่งสามารถถูกบันทึกเป็นค่า 0 (สีด า) หรือ 1 (สีขาว) หรือสีที่อื่นๆ ได้ขึ้นอยู่กับระบบสีและความละเอียด 2.ความละเอียด: ความละเอียดของภาพแบบบิตแมปได้ถูกก าหนดโดยจ านวนพิกเซลในแนวนอนและแนวตั้ง ความละเอียดสูงก็จะมีพิกเซลมากขึ้น ซึ่งจะท าให้ภาพดูคมชัดมากขึ้น 3.คุณภาพภาพ: คุณภาพของภาพแบบบิตแมปจะขึ้นอยู่กับความละเอียดและฐานสีที่ใช้ ความละเอียดสูงและฐาน สีสูงจะท าให้ภาพมีความคมชัดและมีความหลากหลายของสีมากขึ้น 4.ขนาดของไฟล์: ภาพแบบบิตแมปที่มีความละเอียดสูงจะมีขนาดของไฟล์ใหญ่กว่าภาพที่มีความละเอียดต่ า เนื่องจากต้องบันทึกข้อมูลของแต่ละพิกเซล 5.การแก้ไขและการบีบอัด: การแก้ไขภาพแบบบิตแมปสามารถท าได้โดยการเปลี่ยนค่าบิตหรือพิกเซลแต่ละตัว ฅแต่ควรระมัดระวังเพื่อไม่ให้สูญเสียข้อมูลเนื่องจากการแก้ไข การบีบอัดภาพแบบบิตแมปเป็นขั้นตอนที่ส าคัญใน การลดขนาดของไฟล์ภาพ 6.การแสดงผลแบบบิตแมป: ภาพแบบบิตแมปสามารถแสดงผลได้โดยตรงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ดิจิตอลอื่น ๆ เนื่องจากพิกเซลสามารถควบคุมได้โดยตรงว่าจะแสดงสีอะไรและความสว่างเป็นอย่างไร ภาพแบบบิตแมปมักถูกใช้ในการแสดงภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม ภาพแบบบิตแมปมี ข้อจ ากัดในการสื่อสารข้อมูลสีและรายละเอียดที่ซับซ้อน เนื่องจากค่าบิตแต่ละตัวจะต้องถูกก าหนดไว้แล้วและไม่ สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยง่าย ในกรณีที่ต้องการภาพที่มีความละเอียดสูงและสีหลากหลายมากกว่า การใช้ภาพ เวกเตอร์ (Vector Image) อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการปรับขนาดและแก้ไขได้ดีกว่า ภาพแบบบิตแมป ภาพที่3.1 แสดงภาพกราฟิกแบบ Bitmap 16


2 ความแตกต่างระหว่างภาพกราฟิกแบบ Bitmap และ Vector ภาพกราฟิกแบบ Bitmap: ภาพกราฟิกแบบ Bitmap เป็นรูปแบบของภาพดิจิตอลที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้รูปแบบของบิต (Bit) และ พิกเซล (Pixel) เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ในภาพแบบ Bitmap แต่ละพิกเซลถูกก าหนดค่าบิตหรือบิตต่อพิกเซล เพื่อแสดงสีและรายละเอียดของภาพ ความละเอียดสูงก็จะเป็นไปได้เพื่อให้ภาพดูคมชัด จากนั้นไฟล์ภาพจะมีขนาด ใหญ่เนื่องจากจ าเป็นต้องเก็บข้อมูลของแต่ละพิกเซล การปรับขนาดของภาพแบบ Bitmap มีข้อจ ากัด เมื่อขยายภาพจะท าให้ภาพดูแปลกตา และบางครั้งอาจ ท าให้ความคมชัดลดลงเนื่องจากการเพิ่มรายละเอียดของพิกเซล ส าหรับการสร้างภาพที่มีรายละเอียดมากและ ความละเอียดสีสวยงาม ภาพแบบ Bitmap เป็นทางเลือกที่ดี ภาพกราฟิกแบบ Vector: ภาพกราฟิกแบบ Vector เป็นรูปแบบของภาพดิจิตอลที่ใช้ข้อมูลทางเรขาคณิตและวัตถุเป็นองค์ประกอบ หลัก ในการบันทึกข้อมูลภาพแบบ Vector จะเก็บข้อมูลทางเรขาคณิต เช่น เส้นทางเรขาคณิต รูปหลายเหลี่ยม วงรี และอื่น ๆ โดยไม่เก็บบิตของพิกเซล สิ่งที่น่าสนใจในภาพแบบ Vector คือความยืดหยุ่นในการปรับขนาด ไม่ว่าจะขยายหรือย่อภาพ จะไม่ท าให้ เกิดการสูญเสียคุณภาพ นั่นเพราะข้อมูลทางเรขาคณิตถูกเก็บเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ การแก้ไขและปรับเปลี่ยน ภาพแบบ Vector ก็ง่ายและยืดหยุ่น เนื่องจากข้อมูลทางเรขาคณิตสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย ในการสร้างภาพที่มีการวาดเส้นทางเรขาคณิต รูปร่างที่ซับซ้อน และการปรับขนาดและแก้ไขที่ยืดหยุ่น ภาพแบบ Vector เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในงานออกแบบและกราฟิกส าหรับการ พิมพ์และสื่ออื่น ๆ ที่ต้องการความแม่นย าและคุณภาพสูง ภาพแบบ Bitmap เหมาะส าหรับรายละเอียดระดับพิกเซลและงานที่ไม่ต้องการการปรับขนาดและแก้ไขที่ ซับซ้อน ในขณะที่ภาพแบบ Vector เหมาะส าหรับงานออกแบบที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับขนาดและแก้ไข โดยไม่สูญเสียคุณภาพ ภาพที่3.2 แสดงเปรียบเทียบระหว่าง Bitmap และ Vector 17


ตารางเปรียบเทียบภาพกราฟิก ด้าน / ลักษณะ ภาพกราฟิกแบบ Bitmap ภาพกราฟิกแบบ Vector การบันทึกข้อมูล บันทึกเป็นบิตและพิกเซล บันทึกข้อมูลเรขาคณิตและวัตถุ ความละเอียด ความละเอียดสูงเมื่อภาพใหญ่ ไม่ขึ้นอยู่กับขนาดภาพ ขนาดไฟล์ ไฟล์มักมีขนาดใหญ่ ไฟล์มักมีขนาดเล็ก การปรับขนาด เกิดการสูญเสียคุณภาพ สามารถปรับขนาดได้โดยไม่สูญเสีย คุณภาพ การแก้ไข อาจจะซับซ้อนและมีข้อจ ากัดในการแก้ไข สะดวกและยืดหยุ่นในการแก้ไข นามสกุลไฟล์ .bmp, .jpg, .png, .gif และอื่น ๆ .svg, .ai, .eps และอื่น ๆ การใช้งาน รูปถ่าย, ภาพพื้นหลัง, งานด้านศิลปะ ออกแบบโลโก้, ภาพวาด, งานด้านกราฟิก โดยรวมแล้ว ภาพกราฟิกแบบ Bitmap เหมาะส าหรับงานที่ต้องการความละเอียดระดับพิกเซลและงานที่ ไม่จ าเป็นต้องปรับขนาดและแก้ไข ในขณะที่ภาพกราฟิกแบบ Vector เหมาะส าหรับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นใน การปรับขนาดและแก้ไขโดยไม่สูญเสียคุณภาพ. 18


3 ระบบสีที่ใช้ในกราฟิกแบบ Bitmap สีที่ใช้งานด้านกราฟิกทั่วไปมี 4 ระบบ คือ 1. ระบบสี RGB (Red-Green-Blue) เป็นระบบที่ใช้ในการสร้างสีด้วยการผสมสีแสง โดยใช้สามสีหลักคือสี แดง (Red) สีเขียว (Green) และสีน้ าเงิน (Blue) โดยผสมสีเหล่านี้กันได้เพื่อสร้างความหลากหลายของสีที่เราเห็น ในหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ระบบสี RGB ระบบสี RGB ใช้รูปแบบการก าหนดค่าความเข้มของแสงแต่ ละสีในรูปของตัวเลข ตัวเลขเหล่านี้เรียกว่า "ค่าสี" ซึ่งแสดงความเข้มของแสงสีแดง (R) สีเขียว (G) และสีน้ าเงิน (B) โดยตามล าดับ •สีแดง (Red): สีแดงจะมีค่าสีเข้มตั้งแต่ 0 (ไม่มีแสง) จนถึง 255 (ความเข้มสูงสุด) •สีเขียว (Green): สีเขียวจะมีค่าสีเข้มตั้งแต่ 0 (ไม่มีแสง) จนถึง 255 (ความเข้มสูงสุด) •สีน าเงิน (Blue): สีน้ าเงินจะมีค่าสีเข้มตั้งแต่ 0 (ไม่มีแสง) จนถึง 255 (ความเข้มสูงสุด) โดยการผสมสีเหล่านี้ด้วยกัน ค่าสีแต่ละสีจะบวกกันและสามารถสร้างความหลากหลายของสีได้ เช่น การ ผสมสีแดงและสีเขียวจะสร้างสีเหลือง การผสมสีแดงและสีน้ าเงินจะสร้างสีม่วง และการผสมสีเขียวและสีน้ าเงินจะ สร้างสีเขียวอ่อน นี่เป็นวิธีที่ระบบสี RGB ใช้ในการแสดงสีในหน้าจอและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ระบบสี RGB\ 2. ระบบสี CMYK (Cyan-Magenta-Yellow-Key/Black) เป็นระบบสีที่ใช้ในงานพิมพ์ และสื่อที่ใช้หมึก มี ลักษณะการผสมสีแบบผลต่างกันจากระบบสี RGB (Red-Green-Blue) ที่ใช้ในแสงและหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใน ระบบสี CMYK จะมีสีพื้นฐานทั้งหมด 4 สี คือ: 1.Cyan (C): สีเขียวน้ าเงิน แทนความสีฟ้าเขียวของแสงและน้ าเงินในระบบสี RGB 2.Magenta (M): สีแดงชมพู แทนความสีแดงของแสงและเขียงของสีน้ าเงินในระบบสี RGB 3.Yellow (Y): สีเหลือง แทนสีแดงและเขียงของแสงในระบบสี RGB 4.Key (Black) (K): สีด า ใช้ส าหรับสร้างความเข้มของสีทั้งหมด และเพื่อลดการใช้หมึกสี CMY ในการพิมพ์ การผสมสีในระบบ CMYK จะเกิดจากการลดสีแต่ละสีออกไปเพื่อสร้างสีที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น การผสมสี Cyan และ Magenta จะท าให้เกิดสีส้ม การผสมสี Cyan, Magenta และ Yellow จะท าให้เกิดสีน้ าตาล เป็นต้น ระบบสี CMYK ส าคัญในงานพิมพ์ และงานกราฟิก เนื่องจากสามารถสร้างความหลากหลายของสีและ พลาดได้น้อยกว่าในการสร้างสีจากสีพื้นฐาน RGB ที่มีความผันผวนของแสงและจอคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้อง ภาพที่3.3 แสดงภาพระบบสี RGB และ CMYK 19


3. ระบบสี HSB (Hue-Saturation-Brightness) เป็นวิธีหนึ่งในการแสดงและควบคุมสีโดยใช้พารามิเตอร์ที่เน้นคุณสมบัติ พื้นฐานของสีต่าง ๆ ในมุมมองทางสัมพันธ์และการพิจารณาต่อกัน ระบบสี HSB ช่วยให้เราเข้าใจและปรับแต่งสีได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้: 1.Hue (สี): หมายถึง "สี" หรือคุณสมบัติหลักของสี ในส่วนนี้ เราจะก าหนดว่าสีนั้นอยู่ในรูปแบบสีใด เช่น สีแดง สีเขียว สีฟ้า เป็น ต้น สีจะถูกแสดงในแวดวงที่มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 360 องศา โดยที่ 0 หรือ 360 จะเป็นสีแดง 120 เป็นสีเขียว 240 เป็นสีฟ้า และค่าอื่น ๆ จะเป็นค่าสีระหว่างสีพื้นฐานนี้ 2.Saturation (ความอิ่มตัวของสี): หมายถึงความอิ่มตัวของสี ค่านี้ระบุถึงปริมาณของสีพื้นฐานที่ผสมกับสีขาว ค่าที่มากท าให้สีมี ความอิ่มตัวมากขึ้น ส่งผลให้สีเข้ม ค่าที่น้อยจะท าให้สีมีความอิ่มตัวน้อยลง ส่งผลให้สีอ่อน 3.Brightness (ความสว่าง): หมายถึงความสว่างหรือความเข้มของสี ค่านี้ระบุถึงระดับความเข้มของสีโดยไม่รวมสีขาวหรือด า ค่าที่มากจะท าให้สีมีความสว่างมากขึ้น ค่าที่น้อยจะท าให้สีมืดลง ระบบสี HSB ช่วยให้เราเข้าใจคุณสมบัติต่าง ๆ ของสีอย่างมาก เช่น เราสามารถปรับสีให้มีความอิ่มตัวหรือสว่างมากขึ้น หรือเปลี่ยน สีพื้นฐานไปในแนวเวียนโดยใช้ค่า Hue ได้ ระบบสี HSB มีความเหมาะสมส าหรับงานการออกแบบและกราฟิก เนื่องจากช่วยให้เรา ควบคุมและปรับแต่งสีได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพ 4. ระบบสี LAB (CIELAB หรือ CIELab*) เป็นระบบสีที่ออกแบบมาเพื่อที่จะความใกล้เคียงกับวิธีที่มนุษย์มองเห็นสี และ มีความเหมาะสมส าหรับการท าความเข้าใจและการวัดสีในมุมมองทางอารมณ์ของมนุษย์ ระบบสี LAB จะแบ่งสีออกเป็นสามส่วน หลัก ดังนี้ 1.L (Luminance):* หมายถึงความสว่างหรือความเข้มของสี มีค่าระหว่าง 0 ถึง 100 โดยที่ 0 คือสีด าและ 100 คือสีขาว ค่า L* มากขึ้นจะหมายถึงสีที่สว่างมากขึ้น 2.a (Green to Red):* หมายถึงสีที่อยู่ระหว่างสีเขียวและสีแดง ค่า a* เป็นลบเมื่อสีเขียวอยู่มากกว่าสีแดง และบวกเมื่อสีแดงอยู่ มากกว่าสีเขียว 3.b (Blue to Yellow):* หมายถึงสีที่อยู่ระหว่างสีน้ าเงินและสีเหลือง ค่า b* เป็นลบเมื่อสีน้ าเงินอยู่มากกว่าสีเหลือง และบวกเมื่อสี เหลืองอยู่มากกว่าสีน้ าเงิน ระบบสี LAB มีข้อดีที่สามารถแสดงความเข้มของสีและความแตกต่างระหว่างสีได้อย่างเป็นประสิทธิภาพ และเหมาะ ส าหรับงานที่ต้องการความแม่นย าในการวัดสี เช่น งานทางสถิติ เภสัชวิทยา วิทยาศาสตร์อาหาร และการวัดสีในงานศิลปะ แต่ใน การปรับแต่งสีในงานออกแบบกราฟิกและเว็บไซต์ เนื่องจากข้อมูล Lab* มีความซับซ้อน มักจะใช้ระบบสี RGB หรือ CMYK ที่มี ความเข้าใจง่ายกว่าและเป็นที่นิยมมากกว่า. ภาพที่3.3 แสดงภาพระบบสี HSB และ LAB 20


4 ชนิดของไฟล์กราฟิกแบบ Bitmap นามสกุลไฟล์ ลักษณะงานทเี่หมาะสม ตัวอย่างโปรแกรมทใี่ช้ .bmp รูปภาพทั่วไป, รูปภาพเฉพาะการใช้งาน แบบพิกเซล Microsoft Paint, Adobe Photoshop .jpg, .jpeg รูปถ่าย, ภาพที่บีบอัดแล้ว Windows Photos, Adobe Photoshop .png รูปภาพที่ต้องการพื้นหลังโปร่งแสง, รูปภาพที่ต้องการส่วนของ透เนื้อ GIMP, Adobe Photoshop .gif ภาพเคลื่อนไหว, การสร้าง ภาพเคลื่อนไหวแบบง่าย Giphy, Adobe Animate .tiff, .tif รูปภาพสูงความคมชัด, การส ารวจและ วิเคราะห์ภาพ Adobe Photoshop, IrfanView .raw การถ่ายภาพ RAW แบบไม่บีบอัด Adobe Lightroom, Capture One .xbm ไอคอน, ภาพแบบกราฟเปีย GIMP, XnView โปรแกรมที่ใช้ในตารางเป็นเพียงตัวอย่างและอาจมีโปรแกรมอื่น ๆ ที่รองรับรูปแบบไฟล์ดังกล่าวอีก มากมาย การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะงานและความถนัด 21


5 ความละเอียดของภาพกราฟิกแบบ Bitmap (resolution) ความละเอียดของภาพกราฟิกแบบ Bitmap เป็นองค์ประกอบส าคัญที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความคมชัดของภาพ ความละเอียดของภาพกราฟิกแบบ Bitmap หมายถึงจ านวนของพิกเซล (หรือจุดบนรูปภาพ) ที่ประกอบกันใน หน่วยพื้นที่บนหน้าจอหรืออุปกรณ์ดิจิตอล. ค่านี้มักถูกแสดงเป็นจ านวนพิกเซลต่อหน่วยความยาวเช่น พิกเซลต่อ นิ้ว (PPI - Pixels Per Inch) หรือพิกเซลต่อเซนติเมตร (PPCM - Pixels Per Centimeter). ความละเอียดมีผลต่อคุณภาพของภาพ โดยความละเอียดสูงจะหมายถึงการแสดงรายละเอียดของภาพที่คมชัดและ ละเอียดมากขึ้น ส่วนความละเอียดต่ าจะท าให้ภาพดูไม่คมชัดและอาจแสดงความสกรู่หรือซีดด้วยชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น: •ภาพที่มีความละเอียด 300 PPI จะมีพิกเซลจ านวนมากในหน่วยพื้นที่ จึงแสดงรายละเอียดของภาพอย่างคมชัด เหมาะส าหรับงานพิมพ์สูงคุณภาพ เช่น งานการพิมพ์หนังสือหรือแผนที่ •ภาพที่มีความละเอียด 100-150 PPI เหมาะส าหรับงานทั่วไปที่ต้องการความละเอียดมากกว่าปกติ เช่น ภาพที่ใช้ ในงานน าเสนอข้อมูล ภาพทั่วไปบนเว็ปไซต์ •ภาพที่มีความละเอียด 72 PPI มีพิกเซลน้อยในหน่วยพื้นที่ จึงจะแสดงรายละเอียดน้อยลง ซึ่งมักเหมาะกับการ แสดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเว็บไซต์ ความละเอียดของภาพกราฟิก Bitmap มีบทบาทส าคัญในการก าหนดความคมชัดและคุณภาพของภาพที่ เราเห็น การเลือกใช้ความละเอียดที่เหมาะสมกับงานเป็นสิ่งส าคัญเมื่อจะแสดงหรือพิมพ์ภาพในสื่อต่าง ๆ อย่างเช่น ภาพถ่าย, โปสเตอร์, หนังสือ, และเว็บไซต์. 22


การสร้างภาพกราฟิกด้วย โปรแกรมส าเร็จรูป การสร้างภาพกราฟิกด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิกนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ภาพให้เกิดความแปลกใหม่ ซึ่งโปรแกรมได้เตรียนเครื่องมือไว้ช่วยส าหรับการสร้างภาพ ดังนัน้ผู้ใช้ต้องฝึกใช้เครื่องมือให้ช านาญเพื่อน าความรู้มาประยุต์ใช้ ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม แนวคิด สร้างภาพกราฟิกด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปด้วยเครื่องมือแบบต่างๆ 1. การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Brush Tool 2. การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape Tool 3. การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Horizontal Type Tool 4. การสร้างภาพกราฟิก Layer 5. การสร้างภาพกราฟิกส าหรับโซเซียบมีเดีย 1. สร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Brush Tool ได้ 2. สร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape Tool ได้ 3. สร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Horizontal Type Tool ได้ 4. สร้างภาพกราฟิกด้วยLeyer ได้ 5. สร้างภาพกราฟิกส าหรับโซเซียลมีเดียได้ สมรรถนะประจ ำหน่วย สำระกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 23


1 การสร้างภาพกราฟฟิกด้วยเครื่องมือ Brush Tool 1. เลือกเมนู File > New… ก าหนดค่าตามรูปภาพ แล้วกดปุ่ม Create ภาพที่4.1 การเลือกเมนู 2. เลือกเครื่องมือ Brush Tool ดังภาพ ภาพที่4.1 เมนูเลือกเครื่องมือ 24


3. ที่แถบตัวเลือก (Option Bar) ให้ปรับขนนาดหัวแปรง และเลือก General Brushes เป็น Soft Round ดังภาพ ภาพที่4.2 แถบตัวเลือก 4. คลิกที่ Foreground Color แล้วเลือกให้เป็นสีแดงที่หน้าต่าง Swatches ดังภาพ ภาพที่4.4 หน้าต่าง Swatches 25


5. วาดรูปหัวใจ โดยใช้เครื่องมือ Brush Tool ดังภาพ ภาพที่4.5 การวาดรูปหัวใจโดยใช้เครื่องมือ Brush Tool 6. เทสีลงไปในรูปหัวใจ โดยคลิกเครื่องมือ Paint Bucket Tool แล้วเลือกสีที่เป็นแดง ภาพที่4.6 แสดงการเทสีลงไปในรูปหัวใจด้วย Paint Bucket Tool 26


7. คลิกบริเวณด้านในตรงที่หัวใจเป็นสีขาว โดยโปรแกรมจะเทสีลงไปในหัวใจ ให้คลิกไปเรื่อยๆ จนกว่าสีขาวด้านใยจะกลายเป็นสีแดง ภาพที่4.7 การเทสีลงไปในหัวใจ 8. ให้บันทึกไฟล์ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้บันทึกเป็นนามสกุล .psd และครั้งที่ 2 บันทึกเป็น นามสกุล .jpg ตามขั้นตอนดังนี้ ➢ 8.1 เลือกค าสั่ง File > Save AS… แล้วบันทึกชื่อ “Brush Tool.psd” ➢ 8.2 เลือกค าสั่ง File > Save AS… แลเวบันทึกชื่อ “Brush Tool.jpg” ภาพที่4.8 การบันทึกรูปภาพ 27


2 การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape tool การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape Tool เป็นวิธีที่ดีในการสร้างรูปแบบและองค์ประกอบพื้นฐาน ในงานกราฟิก โดยใช้รูปร่างพื้นฐานเช่น รูปสี่เหลี่ยม, วงกลม, สามเหลี่ยม และอื่น ๆ เป็นต้น นี่คือขั้นตอนเบื้องต้น ในการสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape Tool การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape Tool ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่สามารถสร้างรูปร่าง และองค์ประกอบพื้นฐานในงานกราฟิกได้อย่างสะดวก ดังนี้คือขั้นตอนการท า 1. เปิด Adobe Photoshop: เริ่มต้นโดยเปิดโปรแกรม Adobe Photoshop บนคอมพิวเตอร์หรือ อุปกรณ์เคลื่อนที่ 2. สร้างเอกสารใหม่ (New Document): เมื่อเปิดโปรแกรม Photoshop ให้ไปที่เมนู "File" และ เลือก "New" เพื่อสร้างเอกสารใหม่ที่คุณจะใช้งาน 3. เลือกเครื่องมือ Shape Tool: ในแถบเครื่องมือด้านซ้ายของหน้าต่าง Photoshop คุณจะพบกับ เครื่องมือต่าง ๆ เลือก "Shape Tool" ซึ่งสามารถแสดงในรูปร่างของ Rectangle Tool, Rounded Rectangle Tool, Ellipse Tool, Polygon Tool และอื่น ๆ. 4. เลือกรูปร่างและวาด: เมื่อคุณเลือกเครื่องมือ Shape Tool คุณจะเห็นตัวเลือกรูปร่างด้านบนในแถบ เครื่องมือ คลิกที่ปุ่มตัวเลือกรูปร่างและเลือกรูปร่างที่คุณต้องการสร้าง เช่น "Rectangle" หรือ "Ellipse" 5. วาดรูปร่าง: ในหน้างานใหม่ที่คุณสร้างขึ้น คลิกและลากบนแผนที่งานเพื่อวาดรูปร่างตามที่คุณ ต้องการ คุณสามารถปรับขนาดและรูปร่างโดยการลากเส้นปรับปรุงหรือระบายทับบนรูปร่าง 6. ปรับแต่งรูปร่าง: หลังจากที่คุณวาดรูปร่าง คุณสามารถปรับแต่งรูปร่างโดยใช้แถบเครื่องมือด้านบน คุณสามารถเปลี่ยนสีพื้นหลัง, เปลี่ยนสีเส้นของรูปร่าง, และปรับแต่งรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น การใส่เส้นปรับปรุง , การปรับแต่งขนาดต่าง ๆ เป็นต้น 7. บันทึกงาน: เมื่อคุณได้รับภาพกราฟิกที่คุณต้องการ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถเรียกมาใช้ งานต่อไปได้ “การใช้เครื่องมือ Shape Tool ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีง่ายและมีประสิทธิภาพในการสร้างภาพ” 28


3 การส้รางภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Horizontal Type Tool การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Horizontal Type Tool ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่น่าสนใจ ในการเพิ่มข้อความหรือป้ายก ากับในงานกราฟิกของคุณ ด้วยการใช้เครื่องมือนี้ คุณสามารถสร้างข้อความที่หนา และชัดเจนบนรูปภาพได้อย่างง่ายดาย นี่คือขั้นตอนการสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Horizontal Type Tool: 1. เปิด Adobe Photoshop: เริ่มต้นโดยเปิดโปรแกรม Adobe Photoshop บนคอมพิวเตอร์ของคุณ 2. สร้างหน้างานใหม่ (New Document): หากคุณยังไม่มีหน้างานเปล่า ให้ไปที่เมนู "File" และเลือก "New" เพื่อสร้างเอกสารใหม่ที่คุณจะใช้งาน 3. เลือกเครื่องมือ Horizontal Type Tool: ในแถบเครื่องมือที่ด้านซ้ายของหน้าต่าง Photoshop คุณ จะพบกับเครื่องมือต่าง ๆ เลือก "Horizontal Type Tool" (มีรูปข้อความ "T" บนเครื่องมือ) เพื่อเปิดเครื่องมือ 4. เลือกรูปแบบและขนาดข้อความ: ก่อนที่คุณจะเริ่มพิมพ์ คุณสามารถเลือกรูปแบบและขนาดข้อความ ที่คุณต้องการจากแถบตัวเลือกรูปแบบด้านบน 5. คลิกบนแผนงานและพิมพ์ข้อความ: คลิกบนแผนงานเมื่อคุณพร้อมที่จะเริ่มพิมพ์ข้อความ และพิมพ์ ข้อความที่คุณต้องการใส่ลงในรูปภาพ 6. ปรับแต่งข้อความ: หลังจากที่คุณพิมพ์ข้อความลงในรูปภาพ คุณสามารถปรับแต่งข้อความเช่น สี, ขนาด, แบบอักษร, และความกว้างของข้อความได้ตามต้องการ 7. บันทึกงาน: เมื่อคุณได้รับภาพกราฟิกที่คุณต้องการ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถเรียกมาใช้งาน ต่อไปได้ 3 การสร้างภาพกราฟิกด้วยเครื่องมือ Shape tool การใช้เครื่องมือ Horizontal Type Tool ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่สะดวกและมี ประสิทธิภาพในการเพิ่มข้อความหรือป้ายก ากับในงานกราฟิก คุณสามารถปรับแต่งและประดิษฐ์ ข้อความที่เหมาะสมกับผลงานของคุณได้ตามความต้องการและความคิดสร้างสรรค์ของคุณเอง. 4 การสร้างภาพกราฟิกด้วย Layers การสร้างภาพกราฟิกด้วย Layers ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการและ ปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพ ด้วยการใช้ Layers คุณสามารถจัดเรียงและแก้ไขส่วนประกอบต่าง ๆ ของ ภาพได้อย่างอิสระ นี่คือขั้นตอนการสร้างภาพกราฟิกด้วย Layers 29


1. เปิด Adobe Photoshop: เริ่มต้นโดยเปิดโปรแกรม Adobe Photoshop บนคอมพิวเตอร์ของคุณ 2. สร้างหน้างานใหม่ (New Document): หากคุณยังไม่มีหน้างานเปล่า ให้ไปที่เมนู "File" และเลือก "New" เพื่อสร้างเอกสารใหม่ที่คุณจะใช้งาน 3. เพิ่ม Layers: ในแถบทางด้านซ้ายของหน้าต่าง Photoshop คุณจะพบกับเครื่องมือ "Layers" ให้คลิก ที่ไอคอน "Create a new layer" (ไอคอนรูปกระดาษ) เพื่อสร้าง Layer ใหม่ 4. เพิ่มองค์ประกอบลงใน Layer: เลือกเครื่องมือที่คุณต้องการใช้ เช่น "Rectangle Tool" เพื่อวาดรูป สี่เหลี่ยมหรือ "Horizontal Type Tool" เพื่อเพิ่มข้อความลงใน Layer ใหม่ที่คุณสร้าง 5. ปรับแต่งองค์ประกอบ: เมื่อคุณมีองค์ประกอบใน Layerแต่ละชั้น คุณสามารถปรับแต่งสี, ขนาด, ต าแหน่ง, การเรียงล าดับและอื่น ๆ ได้ตามต้องการโดยใช้เครื่องมือที่ใช้ส าหรับแก้ไขภาพ 6. เพิ่ม Layers อื่น ๆ: คุณสามารถเพิ่ม Layers เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มองค์ประกอบอื่น ๆ หรือปรับแต่ง ส่วนประกอบที่มีอยู่แยกกัน 7. การจัดเรียง Layers: คุณสามารถลากและวาง Layers เพื่อจัดเรียงตามล าดับที่คุณต้องการในการ แสดงผล 8. บันทึกงาน: เมื่อคุณได้รับภาพกราฟิกที่คุณต้องการ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถเรียกมาใช้งาน ต่อไปได้ การใช้ Layers ใน Adobe Photoshop ช่วยให้คุณสามารถจัดการและปรับแต่งส่วนประกอบของ ภาพกราฟิกได้อย่างอิสระและเป็นระเบียบ ด้วยการจัดเรียงและปรับแต่ง Layers ต่าง ๆ คุณสามารถสร้างผลงาน กราฟิกที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีคุณภาพได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ 5 การสร้างภาพกราฟิกส าหรับโซเชียลมีเดีย การสร้างภาพกราฟิกส าหรับโซเชียลมีเดียเป็นขั้นตอนที่ส าคัญในการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและเป็น ประโยชน์ส าหรับผู้ติดตามของคุณบนโซเชียลมีเดีย นี่คือวิธีการสร้างภาพกราฟิกส าหรับโซเชียลมีเดียแต่ละขั้นตอน อย่างละเอียด 1. ก าหนดเป้าหมายและข้อมูล: เริ่มต้นโดยก าหนดเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารผ่านภาพกราฟิกและเตรียม ข้อมูลที่จะน าเสนอ เช่น ข้อมูลการวิจัย, สถิติ, ข้อมูลทางธุรกิจ เป็นต้น. 2. เลือกประเภทของกราฟิก: ตามประเภทของข้อมูลที่คุณมี เลือกประเภทของกราฟิกที่เหมาะสม เช่น กราฟเส้น, กราฟแท่ง, แผนภาพวงกลม, แผนผัง, ภาพวาด เป็นต้น. 3. ปิด Adobe Photoshop: เปิดโปรแกรม Adobe Photoshop บนคอมพิวเตอร์ของคุณ. 4. สร้างหน้างานใหม่ (New Document): หากคุณยังไม่มีหน้างานเปล่า ให้ไปที่เมนู "File" และเลือก "New" เพื่อสร้างเอกสารใหม่ที่คุณจะใช้งาน. 30


5. วางภาพพื นหลัง (Background): ถ้าคุณต้องการวางภาพพื้นหลัง เลือกเครื่องมือ "Rectangle Tool" และสร้างรูปสี่เหลี่ยมขนาดหน้างาน จากนั้นเลือกสีหรือวางภาพพื้นหลังที่คุณต้องการ. 6. เพิ่มองค์ประกอบใน Layers: สร้าง Layers แยกส าหรับแต่ละส่วนประกอบของภาพกราฟิก เช่น กราฟ, ข้อความ, ภาพวาด เป็นต้น. 7. สร้างกราฟิก: หากคุณต้องการสร้างกราฟ เปิดโปรแกรมใช้งานกราฟที่คุณมี (เช่น Microsoft Excel) เพื่อสร้างกราฟตามข้อมูลที่คุณมี จากนั้นถ่ายรูปหรือเก็บภาพกราฟนั้น. 8. น าเข้ารูปภาพกราฟ: กลับมาที่ Adobe Photoshop และเลือก Layer ที่คุณต้องการน าเข้าภาพกราฟ คลิกขวาที่ Layer นั้น และเลือก "Place Embedded" เพื่อน าเข้ารูปภาพกราฟที่คุณได้สร้าง. 9. เพิ่มข้อความและป้ายก ากับ: ใช้เครื่องมือ "Horizontal Type Tool" เพื่อเพิ่มข้อความและป้ายก ากับ ในภาพกราฟ เลือกต าแหน่งที่คุณต้องการและปรับแต่งข้อความ. 10. ปรับแต่งและปรับขนาด: ปรับแต่งสี, รูปแบบอักษร, ขนาด และรูปร่างของทุกส่วนประกอบในภาพ กราฟ เพื่อให้เข้ากับเนื้อหาและโซเชียลมีเดีย. 11. บันทึกงาน: เมื่อคุณเสร็จสร้างภาพกราฟฟิกแล้ว อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือใช้ งานในโซเชียลมีเดียได้. 12. ส่วนประกอบอื่น ๆ: หากคุณต้องการเพิ่มส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น ภาพประกอบเพิ่มเติม, สัญลักษณ์, ลูกเล่นกราฟิก ให้สร้าง Layers แยกเพื่อแสดงแต่ละส่วนประกอบ. 13. สรุปและตรวจสอบ: ตรวจสอบผลงานของคุณอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าทุกส่วนประกอบถูกต้องและเข้า กับกันอย่างเหมาะสม. 14. บันทึกและน าเสนอ: หลังจากที่คุณพอใจกับผลงาน บันทึกภาพกราฟิกและน าเสนอในโซเชียลมีเดีย ตามความต้องการของคุณ. การสร้างภาพกราฟิกส าหรับโซเชียลมีเดียเป็นกระบวนการที่ท้าทายและสร้างความคิดสร้างสรรค์ เมื่อคุณ ปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหมดนี้ คุณจะสามารถสร้างภาพกราฟิกที่มีคุณภาพและมีความสมดุลส าหรับโซเชียลมีเดียได้ อย่างเหมาะสม 31


การแก้ไขภาพกราฟิกด้วย โปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิก ภาพกราฟิกที่เกิดจากกล้องดิจิทัลบางภาพต้องมีการแก้ไขเพื่อให้ได้ภาพตามที่ต้องการ ซึ่งโปรแกรม Photoshop มีเครื่องมือที่เตรียมส าหรับงานเหล่านี้โดยเฉพาะ แนวคิด แสดงการแก้ไขภาพกราฟิ กด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิ ก 1. การแก้ไขภาพด้วยการเบลอฉากหลัง 2. การแก้ไขภาพบางส่วน 3. การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบปกติ 4. การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบที่ผิดเพี้ยน 5. การแก้ไขผิวของคนที่ไม่เรียบเนียน มีรอยต าหนิ 6. การแก้ไขดวงตาแดงจากแสงแฟลช 7. การแก้ไขภาพคนด้วยค าสั่ง Liquify 1.ท าการเบลอฉากหลังได้ 2.แก้ไขภาพบางส่วนได้ 3.แก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบปกติได้ 4.แก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบที่ผิดเพี้ยนได้ 5.แก้ไขผิวของคนที่ไม่เรียบเนียนมีรอยต าหนิได้ 6.แก้ไขดวงตาแดงจากแสงแฟลชได้ 7.แก้ไขภาพคนด้วยค าสั่ง Liquify ได้ สมรรถนะประจ ำหน่วย สำระกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 32


1 การแก้ไขภาพด้วยการเบลอฉากหลัง การแก้ไขภาพด้วยการเบลอฉากหลัง (Background Blur) ใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ ช่วยให้เน้นวัตถุหลักในภาพ โดยท าให้พื้นหลังเบลอและนูนขึ้น มีวิธีดังนี้ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่คุณต้องการแก้ไขใน Adobe Photoshop 2. สร้างส าเนา Layer: คลิกขวาที่ Layer ของภาพและเลือก "Duplicate Layer" เพื่อสร้างส าเนาของ Layer ภาพ 3. สร้าง Selection รอบวัตถุหลัก: เลือกเครื่องมือ "Quick Selection Tool" (ปุ่มรูปพู่กัน) จากนั้นใช้ เครื่องมือนี้เพื่อเลือกวัตถุหลักที่คุณต้องการเน้น 4. สร้าง Layer Mask: หลังจากเลือกเสร็จแล้ว คลิกที่ไอคอน "Add Layer Mask" ที่ด้านล่างของ หน้าต่าง Layers เพื่อสร้าง Layer Mask 5. เปิด "Filter" Menu: ไปที่เมนู "Filter" ที่ด้านบนของหน้าต่าง Photoshop 6. เลือก "Blur" > "Gaussian Blur": ในเมนู "Filter" เลือก "Blur" และจากนั้นเลือก "Gaussian Blur" เพื่อปรับค่าเบลอ 7. ปรับค่า "Radius": ปรับค่า "Radius" ในกล่อง "Gaussian Blur" เพื่อปรับระดับความเบลอของพื้น หลัง ค่า Radius ที่สูงขึ้นจะท าให้พื้นหลังเบลอมากขึ้น 8. ตรวจสอบผลลัพธ์: ตรวจสอบภาพว่าการเบลอฉากหลังได้ความเบลอที่ถูกต้องและเหมาะสมตามความ ต้องการของคุณ 9. ปรับแต่ง (ตัวเลือก): หากคุณต้องการปรับค่าการเบลอหรือปรับแต่งการแก้ไขภาพ เช่น การใช้ "Brush Tool" บน Layer Mask เพื่อปรับขอบเขตของการเบลอ คุณสามารถท าได้ตามความต้องการ 10. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการแก้ไขภาพ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือใช้ งานในโปรแกรมอื่นได้ การแก้ไขภาพด้วยการเบลอฉากหลังใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่สามารถช่วยให้เน้นวัตถุหลักใน ภาพได้อย่างสวยงาม และคุณสามารถปรับแต่งระดับการเบลอและความละเอียดในภาพ 2 การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบปกติ การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบปกติ (White Balance) ใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ช่วย ปรับสีให้มีความสมดุลและถูกต้องตามสภาพแสงในภาพ มีวิธีดังนี้ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่คุณต้องการแก้ไขใน Adobe Photoshop 2. สร้าง Adjustment Layer "Color Balance": ไปที่เมนู "Layer" ด้านบนและเลือก "New Adjustment Layer" จากนั้นเลือก "Color Balance" เพื่อสร้างเลเยอร์ปรับสี 33


3. ปรับสีของแต่ละช่องสี: ในช่อง Color Balance เลือกแต่ละช่องสี (Shadow, Midtones, Highlights) และปรับค่าสีให้ถูกต้องตามความต้องการ โดยเลื่อนแถบสีไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อปรับสีในทิศทางที่ต้องการ 4. สร้าง Adjustment Layer "Levels": เพิ่ม Adjustment Layer อีกหนึ่งชั้น โดยไปที่เมนู "Layer" > "New Adjustment Layer" และเลือก "Levels" เพื่อปรับระดับแสง 5. ปรับระดับแสง: ในช่อง Levels คุณสามารถปรับแต่งระดับแสงโดยการเลื่อนแถบ Input Levels (ต าแหน่งด้านซ้าย แกนแนวนอน) และ Output Levels (ต าแหน่งด้านขวา แกนแนวนอน) เพื่อปรับค่าสีและความ สว่างของภาพ. 6. สร้าง Adjustment Layer "Curves": เพิ่มอีกชั้น Adjustment Layer โดยไปที่เมนู "Layer" > "New Adjustment Layer" และเลือก "Curves" เพื่อปรับแต่งความเข้มแสงและความเข้มสี. 7. ปรับแต่งแสงและสีด้วย Curves: ในช่อง Curves คุณสามารถปรับแต่งแสงและสีด้วยการเปลี่ยน รูปแบบของเส้น Curve โดยการเลื่อนจุดบนและล่างของเส้น 8. ปรับแสงที่เป็น Highlights และ Shadows: คุณสามารถปรับแสงที่เป็น Highlights (แสงสว่าง) และ Shadows (แสงเงา) โดยใช้เครื่องมือ "Color Picker" ที่อยู่ในช่อง Curves 9. ตรวจสอบผลลัพธ์: ตรวจสอบภาพว่าการปรับแก้ไขสีและแสงได้ตรงตามที่คุณต้องการหรือไม่. 10. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการปรับแก้ไขภาพ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือ ใช้งานใน การปรับแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบปกติใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการปรับสี และแสงให้เหมาะสมกับสภาพแสงในภาพ คุณสามารถปรับแต่งและปรับสีได้ตามความต้องการและสไตล์ 3 การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบที่ผิดเพี้ยน การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบที่ผิดเพี้ยนใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ช่วยปรับค่าสีให้ ถูกต้องและสมดุลกับสภาพแสงในภาพ มีวิธีดังนี้ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่คุณต้องการแก้ไขใน Adobe Photoshop. 2. สร้าง Adjustment Layer "Levels": ไปที่เมนู "Layer" ด้านบนและเลือก "New Adjustment Layer" จากนั้นเลือก "Levels" เพื่อปรับค่าระดับแสง. 3. ปรับระดับแสง: ในช่อง Levels คุณสามารถปรับแต่งระดับแสงโดยการเลื่อนแถบ Input Levels (ต าแหน่งด้านซ้าย แกนแนวนอน) และ Output Levels (ต าแหน่งด้านขวา แกนแนวนอน) เพื่อปรับค่าสีและความ สว่างของภาพ. 4. สร้าง Adjustment Layer "Color Balance": เพิ่มชั้น Adjustment Layer อีกหนึ่งชั้น โดยไปที่ เมนู "Layer" > "New Adjustment Layer" และเลือก "Color Balance" เพื่อปรับสี 34


5. ปรับสีของแต่ละช่องสี: ในช่อง Color Balance เลือกแต่ละช่องสี (Shadow, Midtones, Highlights) และปรับค่าสีให้ถูกต้องตามความต้องการ โดยเลื่อนแถบสีไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อปรับสีในทิศทางที่ต้องการ 6. สร้าง Adjustment Layer "Hue/Saturation": เพิ่มชั้น Adjustment Layer อีกชั้น โดยไปที่เมนู "Layer" > "New Adjustment Layer" และเลือก "Hue/Saturation" เพื่อปรับค่าสีและความเข้มสี 7. ปรับค่า Hue, Saturation, Lightness: ในช่อง Hue/Saturation คุณสามารถปรับแต่งค่า Hue (สี) Saturation (ความเข้มสี), และ Lightness (ความสว่าง) เพื่อปรับค่าสีและความสมดุลของภาพ 8. ตรวจสอบผลลัพธ์: ตรวจสอบภาพว่าการปรับแก้ไขสีและแสงได้ตรงตามที่คุณต้องการหรือไม่ 9. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการปรับแก้ไขภาพ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือ ใช้งานในโปรแกรมอื่นได้ การแก้ไขภาพที่มีแสงสีรูปแบบที่ผิดเพี้ยนใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่สามารถปรับแต่งสี และแสงให้ถูกต้องและสมดุลกับภาพได้ คุณสามารถปรับแก้ไขสีและความเข้มสีให้เหมาะสมกับสภาพแสงในภาพ ตามความต้องการของคุณ 4 การแก้ไขรอยต าหนิและผิวหน้าในภาพโดยใช้ Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่มักน ามาใช้ในการ แก้ไขรอยต าหนิและความผิดเพี้ยนบนผิวหน้าให้ดูสวยงามและเรียบเนียนขึ้น เช่น การลบรอยสิวหรือรอยแดง การปรับความสมดุลแสงและเงาบนผิวหน้า เป็นต้น ส่วนหนึ่งของการใช้การแก้ไขนี้อาจเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ทางสังคมและความเป็นไปได้ของการปรับแต่งภาพ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่คุณต้องการแก้ไขใน Adobe Photoshop 2. สร้างส าเนา Layer: คลิกขวาที่ Layer ของภาพและเลือก "Duplicate Layer" เพื่อสร้างส าเนาของ Layer ภาพ 3. ใช้ "Spot Healing Brush Tool": เลือกเครื่องมือ "Spot Healing Brush Tool" (ปุ่มรูปหัวแปรง) ที่ เครื่องมือด้านซ้าย โดยเครื่องมือนี้สามารถลบรอยต าหนิและความไม่เรียบเนียนบนผิวหน้าได้ 4. ลบรอยต าหนิ: ใช้ "Spot Healing Brush Tool" ที่เลือกแล้ว คลิกที่รอยต าหนิที่คุณต้องการลบ โปรแกรมจะพยายามปรับแก้ความไม่เรียบเนียนโดยอัตโนมัติ 5. สร้างส าเนา Layer (อีกครั ง): หลังจากที่คุณลบรอยต าหนิแล้ว คลิกขวาที่ Layer และเลือก "Duplicate Layer" อีกครั้งเพื่อสร้างส าเนาของ Layer ภาพที่แก้ไขรอยต าหนิ 6. ใช้ "Clone Stamp Tool": เลือกเครื่องมือ "Clone Stamp Tool" (ปุ่มรูปหัวแปรงกางเกง) ที่ เครื่องมือด้านซ้าย โดยเครื่องมือนี้ช่วยในการท าส าเนาสีและลายเส้นบนผิวหน้า 7. ก าหนดจุดที่จะท าส าเนา: กดปุ่ม "Alt" และคลิกที่จุดบนผิวหน้าที่เป็นรอยสีและลายเส้นที่คุณต้องการ ท าส าเนา การแก้ไขผิวของคนที่ไม่เรียนเรียน มีรอยต าหนิ 35


8. ท าส าเนาสีและลายเส้น: ใช้ "Clone Stamp Tool" ในการท าส าเนาสีและลายเส้นที่คุณก าหนดไว้ โดยปรับความโปร่งแสงเพื่อให้สีและลายเส้นเหมือนกับส่วนที่คุณท าส าเนา 9. สร้าง Adjustment Layer "Curves": เพิ่มชั้น Adjustment Layer อีกชั้น โดยไปที่เมนู "Layer" > "New Adjustment Layer" และเลือก "Curves" เพื่อปรับแต่งความเข้มแสงและความเข้มสี 10. ปรับแต่งความเข้มแสงและความเข้มสี: ในช่อง Curves คุณสามารถปรับแต่งความเข้มแสงและ ความเข้มสีให้เหมาะสมกับสภาพแสงในภาพ 11. ตรวจสอบผลลัพธ์: ตรวจสอบภาพว่ารอยต าหนิและความไม่เรียบเนียนได้แก้ไขไปให้ดูดีขึ้นหรือไม่. 12. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการแก้ไขภาพ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือใช้ งานในโปรแกรมอื่นได้ การแก้ไขรอยต าหนิและผิวหน้าในภาพใน Adobe Photoshop คือกระบวนการที่ท าให้รอยต าหนิหรือ ความผิดเพี้ยนบนผิวหน้าดูน้อยลง และคุณสามารถปรับแต่งความสมดุลและความเรียบเนียนของผิวหน้าตามความ ต้องการของคุณได้ 5 การแก้ดวงตาแดงจากแสงแฟลช การแก้ดวงตาแดงที่เกิดจากแสงแฟลชในภาพใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ช่วยลดหรือลบ การเกิดดวงตาแดงให้กับคนหรือสัตว์ในภาพ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่มีปัญหาดวงตาแดงใน Adobe Photoshop. 2. สร้าง Adjustment Layer "Hue/Saturation": ไปที่เมนู "Layer" ด้านบนและเลือก "New Adjustment Layer" จากนั้นเลือก "Hue/Saturation" เพื่อปรับค่าสีและความเข้มสี 3. เลือกสีแดง: ในช่อง Hue/Saturation ในส่วนของ "Edit" เลือก "Reds" เพื่อปรับแก้ไขสีแดง 4. ลดความเข้มสีแดง: ลดค่า "Saturation" เพื่อลดความเข้มสีแดงของดวงตาแดงในภาพ 5. สร้าง Layer Mask: หลังจากปรับค่าสีแดงเรียบร้อยแล้ว คลิกขวาที่ Layer ของ "Hue/Saturation" และเลือก "Add Layer Mask" เพื่อสร้าง Layer Mask ใหม่ 6. ใช้ Brush Tool: เลือกเครื่องมือ "Brush Tool" (ปุ่มรูปแปรง) ที่ด้านซ้าย และตั้งค่า Brush ให้มี ความโปร่งแสงที่เหมาะสม 7. เลือกสีด า: ท าให้สี Foreground Color เป็นสีด า 8. ท างานบน Layer Mask: คลิกที่ Layer Mask ที่เพิ่งสร้างขึ้น เพื่อท างานบน Layer Mask 9. ทาสีด าที่ดวงตาแดง: ใช้ Brush Tool และทาสีด าบนพื้นที่ดวงตาแดงที่คุณต้องการแก้ไข เพื่อปรับ ค่าสีแดงให้น้อยลง 10. ตรวจสอบผลลัพธ์: ตรวจสอบว่าดวงตาแดงได้แก้ไขลงด้วยความเหมาะสมหรือไม่ 11. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการแก้ไขดวงตาแดง อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอ หรือใช้งานในโปรแกรมอื่นได้ 36


6 การแก้ไขภาพคนด้วยค าสั่ง Liquify การใช้ค าสั่ง "Liquify" ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการปรับแก้รูปร่างและ โครงสร้างของคนหรือวัตถุในภาพ นี่คือวิธีการแก้ไขแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่คุณต้องการแก้ไขใน Adobe Photoshop 2. เลือกค าสั่ง "Liquify": ไปที่เมนู "Filter" ด้านบนและเลือก "Liquify" เพื่อเปิดหน้าต่างการปรับแก้ไข ด้วยค าสั่ง Liquify 3. เลือกเครื่องมือ: ในหน้าต่าง Liquify คุณจะเห็นเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการปรับแก้รูปร่าง เช่น Forward Warp Tool (เครื่องมือยับยืน), Pucker Tool (เครื่องมือกด), Bloat Tool (เครื่องมือพอย), และอื่น ๆ คุณสามารถเลือกเครื่องมือที่ต้องการใช้ 4. ปรับแต่งด้วยเครื่องมือ: เลือกเครื่องมือที่คุณต้องการใช้ และเริ่มปรับแต่งด้วยการลากหรือกดบนพื้นที่ ที่คุณต้องการปรับแก้ ตัวเครื่องมือแต่ละอันจะมีผลกระทบต่าง ๆ ตามชื่อของเครื่องมือ 5. ปรับค่า Brush Size และ Density: ในส่วนของเครื่องมือที่คุณใช้ คุณสามารถปรับค่า Brush Size (ขนาดแปรง) และ Density (ความหนาแน่น) เพื่อปรับขนาดและระดับการปรับแก้ไข 6. ใช้เครื่องมืออื่น ๆ: ลองใช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการปรับแก้ไขรูปร่างแบบต่าง ๆ ตามความต้องการ เช่น Pucker Tool เพื่อท าให้แคบลง, Bloat Tool เพื่อขยายขนาด, หรือ Forward Warp Tool เพื่อยับยืน 7. บันทึกการปรับแก้: หลังจากที่คุณปรับแก้ไขรูปร่างตามความต้องการแล้ว คลิกที่ปุ่ม "OK" เพื่อยืนยัน การปรับแก้ 8. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการปรับแก้ไขรูปร่าง อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือ ใช้งานในโปรแกรมอื่นได้ การใช้ค าสั่ง "Liquify" ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการปรับแก้รูปร่างและ โครงสร้างของคนหรือวัตถุในภาพ ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อให้การปรับแก้ไขดูเป็นธรรมชาติและไม่เกินไป 37


การตกแต่งภาพกาฟิกด้วย โปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิก การตกแต่งภาพกราฟิกสามารถสามารถท าได้โดยการใช้เครื่องมือส าหรับการตกแต่งภาพ (Retouch) ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือใน โปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิก ส าหรับใช้ในการปรับภาพถ่ายจากกล่องดิจิทัลให้สวยขึ้น เช่น ให้ภาพสว่างหรือมืดเฉพาะส่วน หรือ หากเป็นภาพคนสามารถท าให้ผิวเรียบเนียน ลบสิวและริ้วรอยหรือส่วนที่ไม่ต้องการได้ แนวคิด แสดงการตกแต่งภาพกราฟิกด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิก 1.ความหมายของโพโต รีทัช 2.การตัดฉากหลังเป็นพื้นสีขาว 3.การเปลี่ยนฉากหลังเป็นฉากใหม่ 4.การรีทัชภาพใบหน้าคน 5.การตกแต่งภาพกราฟิกส าหรับภาพถ่าย 1.อธิบายความหมายของโพโต รีทัชได้ 2.ตัดฉากหลังเป็นพื้นสีขาวได้ 3.เปลี่ยนฉากหลังเป็นฉากใหม่ได้ 4.รีทัชภาพใบหน้าคนได้ 5.ตกแต่งภาพกราฟิกส าหรับภาพถ่ายได้ สมรรถนะประจ ำหน่วย สำระกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 38


1 ความหมายของโฟโต ริทัช โฟโต้ ริทัช (Photo Retouch) โปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิกหมายถึงโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยในการสร้างและแก้ไขกราฟิก (Graphics) ซึ่งเป็นภาพหรือภาพวาดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรมส าเร็จรูปกราฟิกมักจะมีคุณสมบัติ ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการสร้างภาพเช่น รูปภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพเวกเตอร์ แผนภาพแท่ง แผนภาพวงกลม แผนภาพเส้น และอื่น ๆ โฟโต้ริทัช (Photo Retouch) คือกระบวนการแก้ไขภาพถ่ายหรือภาพดิจิตอลเพื่อปรับปรุงรายละเอียด ลดข้อบกพร่อง หรือปรับสีและแสงเพื่อให้ภาพดูดีขึ้น โดยโฟโต้ริทัชนั้นอาจมีการปรับแต่งในหลายด้าน เช่น การลบรอยถูกที่ผิวหน้า การปรับสีผิว การลดเส้นรอบตา และการปรับแสงเงา เป็นต้น เป้าหมายของการโฟโต้ริทัช คือการปรับปรุงภาพให้สอดคล้องกับความต้องการหรือสไตล์ที่ต้องการให้กับภาพนั้นๆ 2 การตัดฉากหลังเป็นพื้นสีขาว การตัดฉากหลังและเปลี่ยนเป็นพื้นหลังสีขาวใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ใช้ในการเปลี่ยน หรือลบพื้นหลังของภาพเพื่อให้วัตถุหลักในภาพเด่นขึ้น มีวิธีดังนี้ 1.เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่คุณต้องการท าการตัดฉากหลังใน Adobe Photoshop. 2.เลือกเครื่องมือ "Magic Wand Tool": เลือกเครื่องมือ "Magic Wand Tool" จากเครื่องมือที่ด้านซ้าย ของหน้าต่าง 3.เลือกพื นหลัง: คลิกที่พื้นหลังที่คุณต้องการตัด หากพื้นหลังมีสีเดียวกันหรือใกล้เคียงกับพื้นหลังทั้งหมด การใช้ Magic Wand Tool จะช่วยให้คุณเลือกส่วนที่ต้องการได้ง่ายขึ้น 4.ก าหนด Threshold: ในแถบ Options ด้านบน, คุณสามารถปรับค่า "Tolerance" เพื่อก าหนดระดับ ความไวในการเลือกส่วนของพื้นหลัง. ลองปรับค่าเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ 5.คัดลอกและวาง: เมื่อเลือกพื้นหลังที่ต้องการตัด ใช้ปุ่ม Ctrl (หรือ Cmd ส าหรับ Mac) + C เพื่อ คัดลอกส่วนที่เลือก และแล้วใช้ Ctrl (หรือ Cmd) + V เพื่อวางส่วนที่คัดลอกลงใน Layer ใหม่ 6.เปลี่ยนพื นหลังเป็นสีขาว: คลิกที่ Layer Background และลบหรือปิด Layer นี้ จากนั้นสร้าง Layer ใหม่ โดยคลิกที่ปุ่ม "Create a new layer" ที่ด้านล่างของเครื่องมือ Layers 7.เตรียมสีขาว: ในส่วน Foreground Color ที่ด้านล่างของเครื่องมือ ตั้งค่าสีให้เป็นสีขาว 8.ใช้ Paint Bucket Tool: เลือกเครื่องมือ "Paint Bucket Tool" จากเครื่องมือด้านซ้าย จากนั้นคลิก เพื่อเติมสีขาวใน Layer ใหม่ที่คุณสร้าง 9.เรียง Layer: ย้าย Layer ที่คุณตัดไว้ไปวางด้านบนของ Layer ที่มีพื้นหลังสีขาว 39


10. ปรับแต่ง (ถ้าจ าเป็น): หากต้องการปรับแต่งขอบของวัตถุหลักเพื่อให้ดูเหมือนว่าเข้ากับพื้นหลังสีขาว คุณสามารถใช้ค าสั่ง "Transform" หรือปรับขอบขนาดตามความต้องการ 11. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการตัดฉากหลังและเปลี่ยนเป็นพื้นหลังสีขาว อย่าลืมบันทึกงาน เพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือใช้งานในโปรแกรมอื่นได้ การเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีขาวเป็นวิธีการที่มักใช้ในการเน้นวัตถุหลักในภาพและท าให้ภาพดูเรียบเนียนและ มีความสว่างขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี การเปลี่ยนพื้นหลังอาจสร้างความต่างกับความเป็นจริง ควรใช้ด้วย ความระมัดระวังและคิดให้ดีว่าการเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีขาวจะเข้ากับภาพและเนื้อหาหรือไม่ 3 การเปลี่ยนฉากหลังเป็นฉากใหม่ การเปลี่ยนฉากหลังของภาพเพื่อใส่ฉากหลังใหม่ใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ช่วยให้คุณ สร้างภาพที่มีบรรยากาศและเนื้อหาที่ต้องการ มีวิธีดังนี้ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพที่คุณต้องการเปลี่ยนฉากหลังใน Adobe Photoshop. 2. เลือกฉากหลังใหม่: เลือกภาพหรือฉากหลังที่คุณต้องการใส่แทนฉากเดิม 3. คัดลอกและวาง: ในภาพใหม่ที่คุณเลือก ใช้ค าสั่ง Ctrl (หรือ Cmd ส าหรับ Mac) + C เพื่อคัดลอกฉาก หลังใหม่ และใช้ Ctrl (หรือ Cmd) + V เพื่อวางฉากหลังใหม่ลงในไฟล์ภาพที่เปิด 4. ปรับขนาดและท างานกับฉากหลังใหม่: ใช้เครื่องมือ "Move Tool" (เครื่องมือย้าย) เพื่อปรับขนาด และจัดต าแหน่งฉากหลังใหม่ให้เหมาะสมกับภาพหลัก 5. ปรับแต่งความเข้ากัน: ใช้ค าสั่ง "Transform" จากเมนู "Edit" เพื่อปรับแต่งขนาดและการหมุนของ ฉากหลังใหม่ให้เข้ากับภาพหลัก. คุณสามารถปรับเปลี่ยนมุมการมองและการเหลืองของฉากหลังใหม่ได้ 6. ใช้ Layer Mask (ตามความจ าเป็น): หากต้องการปรับแต่งส่วนของฉากหลังที่จะแสดงในภาพหลัก คุณสามารถใช้ Layer Mask เพื่อซ่อนหรือแสดงเฉพาะส่วนที่ต้องการ 7. ปรับแต่งแสงและเงา (ตามความจ าเป็น): หากจ าเป็น คุณสามารถปรับแต่งแสงและเงาบนฉากหลัง ใหม่ให้เหมาะสมกับแสงและเงาของภาพหลัก 8. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการเปลี่ยนฉากหลังใหม่ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอ หรือใช้งานในโปรแกรมอื่นได้ การเปลี่ยนฉากหลังเพื่อใส่ฉากใหม่ใน Adobe Photoshop เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภาพที่มี บรรยากาศและเนื้อหาตามความต้องการของคุณ ควรใช้ด้วยความระมัดระวังและคิดให้ดีว่าฉากหลังใหม่เข้ากับ ภาพหลักหรือไม่และไม่ท าให้ภาพดูไม่สมดุล 40


4 การรีทัชภาพใบหน้าคน การรีทัชภาพใบหน้าคนหรือการแก้ไขรายละเอียดของใบหน้าใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ ช่วยปรับแต่งและปรับปรุงรายละเอียดของใบหน้าเพื่อให้ดูเป็นภาพที่สวยงามและมีคุณภาพ มีวิธีดังนี้ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพใบหน้าที่คุณต้องการรีทัชใน Adobe Photoshop. 2. สร้าง Duplicate Layer: ก่อนที่คุณจะท าการแก้ไขใด ๆ ให้สร้างส าเนาของ Layer ใหม่โดยคลิกขวา ที่ Layer และเลือก "Duplicate Layer" เพื่อป้องกันการแก้ไขโดยตรงบน Layer หลัก 3. ใช้เครื่องมือ "Spot Healing Brush": เครื่องมือ "Spot Healing Brush" ช่วยในการลบรอยต าหนิ เล็ก ๆ และรอยเส้นผมที่ไม่ต้องการ ใช้เครื่องมือนี้โดยการคลิกเลือกบริเวณที่ต้องการปรับแก้ 4. ใช้เครื่องมือ "Clone Stamp": เครื่องมือ "Clone Stamp"ช่วยในการคัดลอกรายละเอียดจากบริเวณ หนึ่งไปยังอีกบริเวณ โดยเครื่องมือนี้เหมาะส าหรับการที่ต้องการปรับแต่งรายละเอียดของผิวหนังหรือรอยสิว 5. ใช้เครื่องมือ "Patch Tool": เครื่องมือ "Patch Tool" ช่วยในการเลือกบริเวณและย้ายหรือปรับแต่ง ส่วนของภาพ และรวมรายละเอียดของใบหน้าให้ดูเรียบเนียน 6. ปรับแต่งสีผิวหน้าด้วย "Curves" หรือ "Hue/Saturation": คุณสามารถใช้ปรับแต่งสีผิวหน้าด้วย เครื่องมือ "Curves" หรือ "Hue/Saturation" เพื่อท าให้สีผิวหน้าดูเป็นธรรมชาติและสวยงาม 7. ปรับแต่งแสงและเงา: ใช้เครื่องมือ "Dodge Tool" เพื่อเน้นแสงบนบริเวณที่คุณต้องการ และใช้ เครื่องมือ "Burn Tool" เพื่อสร้างเงาเพิ่มเติมให้กับรายละเอียดที่ต้องการ 6. ใช้ทางเลือกเพิ่มเติม (ถ้าจ าเป็น): หากคุณต้องการปรับแต่งรายละเอียดในระดับสูงขึ้น คุณสามารถใช้ เครื่องมือทางเลือกเพิ่มเติมเช่น "Frequency Separation" หรือ "Liquify" เพื่อปรับแต่งในระดับละเอียดมากขึ้น 7. ปรับแต่งรายละเอียดด้วย "Sharpen": ใช้ Filter "Sharpen" เพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับรายละเอียด ของใบหน้า 8. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการแก้ไขรายละเอียดใบหน้า อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถ น าเสนอหรือใช้งานในโปรแกรมอื่นได้ การรีทัชภาพใบหน้าใน Adobe Photoshop เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความระมัดระวังและความ รอบคอบ เพื่อให้ภาพดูธรรมชาติและไม่ดูเทียมทาน ควรใช้ค าสั่งและเครื่องมือที่เหมาะสมตามความต้องการและ ความเหมาะสม 41


5 การตกแต่งภาพกราฟิกส าหรับกราฟิกภาพถ่าย การตกแต่งภาพกราฟิกส าหรับกราฟิกภาพถ่ายใน Adobe Photoshop มีขั้นตอนมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ สวยงามและมีคุณภาพ มีวิธีดังนี้ 1. เปิดไฟล์ภาพ: เริ่มต้นโดยเปิดไฟล์ภาพกราฟิกภาพถ่ายที่คุณต้องการตกแต่งใน Adobe Photoshop. 2. สร้าง Duplicate Layer: เพื่อป้องกันการแก้ไขที่มีผลกระทบต่อภาพถ่ายต้นฉบับ คลิกขวาที่ Layer และเลือก "Duplicate Layer" เพื่อสร้างส าเนาของ Layer นั้น 3. ปรับแต่งสีและความคมชัด: • เปิดเมนู "Image" > "Adjustments" เพื่อเข้าสู่เครื่องมือปรับแต่งสีและความคมชัด • ใช้ "Curves" เพื่อปรับปรุงสีและความเข้มของรูปภาพ. ดึงจุดบนเส้น Curve ขึ้นเพื่อเพิ่มแสงและ ความสดใส และดึงจุดล่างเพื่อปรับความเข้ม • ใช้ "Levels" เพื่อปรับเส้นของระดับสีเพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพ 4. ลบรอยจุดด่างเพียงแสง: ใช้เครื่องมือ "Spot Healing Brush" เพื่อลบรอยจุดด่างเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องการ. 5. ปรับแสงและเงา: • ใช้เครื่องมือ "Dodge Tool" เพื่อเพิ่มแสงบนบริเวณที่ต้องการเน้น • ใช้เครื่องมือ "Burn Tool" เพื่อเพิ่มเงาเพื่อสร้างลักษณะมิตรสัมพันธ์กับภาพ 6. แก้ไขร ายละเอียด : ใช้เครื่องมือ "Liquify" เพื่อป รับป รุง ร ายละเอียดของใบหน้ า เช่น ปรับรูปแบบของตา ปรับเส้นประแยงบนหน้า หรือปรับรูปแบบของปาก 7. เพิ่มความสวยงามด้วย "Retouching": • ใช้เครื่องมือ "Healing Brush" หรือ "Patch Tool" เพื่อลบริ้วรอยที่ไม่ต้องการ เช่น ริ้วรอยใต้ตา รอยแผลสิว เป็นต้น • ใช้ "Clone Stamp" เพื่อคัดลอกรายละเอียดบางส่วนจากบริเวณที่คล้ายกันมาแปะทับในส่วนที่ ต้องการปรับแต่ง 8. ปรับปรุงรูปร่าง: หากต้องการปรับปรุงรูปร่างของใบหน้า ใช้เครื่องมือ "Liquify" เพื่อปรับเรียงรูปร่าง ให้ดูเป็นรูปแบบที่คุณต้องการ 9. เพิ่มเอฟเฟกต์และฟิลเตอร์: • ใช้เอฟเฟกต์เช่น "Blur" เพื่อสร้างความนุ่มนวลให้กับพื้นหลังหรือเพิ่มความเบลอให้กับส่วนที่ไม่ ต้องการเน้น • ใช้ "Vignette" เพื่อเพิ่มเอฟเฟกต์ขอบเข้มโดยรอบภาพ 10. ปรับปรุงความคมชัด: ใช้ Filter "Sharpen" เพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับภาพถ่าย 11. บันทึกผลงาน: เมื่อคุณพอใจกับการตกแต่งภาพ อย่าลืมบันทึกงานเพื่อให้คุณสามารถน าเสนอหรือใช้ งานในโปรแกรมอื่นได้ ควรระมัดระวังในการปรับแต่งภาพกราฟิกอย่างมีเสน่ห์และไม่เกินไป เพื่อให้ภาพถ่ายยังคงความธรรมชาติ และเป็นจริงตามความเป็นจริง 42


การประยุกต์ใช้โปรแกรม กราฟิกในงานอาชีพ ปัจจุบันการน ากราฟิ กไปประยุกต์ใช้ในงานอาชีพ เพื่อสร้างสื่อต่างๆ ในเชิงธุรกิจ เช่น โลโก้ นามบัตร เมนู ป้ายโฆษณา ช่วยสร้างภาพจ าของแบรนด์ ท าให้ผู้บริโภคเข้าถึงตัวสินค้าได้ง่ายขึ้นและมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผู้ใช้โปรแกรม กราฟิ กจึงต้องต้องใช้ทักษะที่อาศัยการฝึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความช านาญและถูกต้อง แนวคิด ประยุกต์ใช้โปรแกรมในงานอาชีพ 1.ความส าคัญของการประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิกในงานอาชีพ 2.การท าโลโก้ทางธุรกิจ (Business Logo) 3.การท านามบัตรทางธุรกิจ (Business Card) 4.การท าเมนูอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Drink Menu) 5.การท าโปสเตอร์เพื่อการโฆษณา (Advertising Poster) 1.อธิบายความส าคัญของการประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิกในงานอาชีพได้ 2.ท าโลโก้ทางธัรกิจได้ 3.ท านามบัตรทางธุรกิจได้ 4.ท ามาสคอตส าหรับองค์กรได้ 5.ท าเมนูทางธุรกิจได้ 6.ท าโปสเตอร์เพื่อการโฆษณาทางธุรกิจได้ สมรรถนะประจ ำหน่วย สำระกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ที่คำดหวัง หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 43


1 ความส าคัญของการประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิก ในงานอาชีพ การประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิกในงานอาชีพมีความส าคัญมากเนื่องจากสามารถช่วยให้งานที่เกี่ยวข้อง กับสื่อและการสื่อสารมีคุณภาพสูงขึ้น นี่คือความส าคัญของการประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิกในงานอาชีพ การประยุกต์ใช้โปรแกรมกราฟิกในงานอาชีพมีประโยชน์อย่างมากเนื่องจากช่วยให้สามารถสร้างสื่อที่มี คุณภาพและสร้างความตรงกันในการสื่อสารกับผู้ชมและผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ➢ การสร้างภาพบรรยากาศ: โปรแกรมกราฟิกช่วยให้สามารถสร้างภาพบรรยากาศและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ ต้องการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้บริษัทหรือผลิตภาพเพื่อใช้ในงานโฆษณา ➢ การสร้างภาพแผนภาพและกราฟ: ในงานที่เกี่ยวข้องกับการน าเสนอข้อมูลหรือข้อมูลทางสถิติ โปรแกรม กราฟิกช่วยให้สามารถสร้างแผนภาพและกราฟที่สวยงามและชัดเจนได้ง่ายขึ้น ➢ การออกแบบสื่อสารสงคราม: ในการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับงานสงครามหรือการประชาสัมพันธ์ การใช้ ภาพกราฟิกช่วยเพิ่มความน่าสนใจและเน้นข้อความที่ต้องการสื่อสาร ➢ การออกแบบสื่อสารแบบมัลติมีเดีย: โปรแกรมกราฟิกช่วยในการสร้างสื่อสารแบบมัลติมีเดีย เช่น วีดีโออนิ เมชั่น ภาพนิ่งแบบสไลด์โชว์ และอื่น ๆ ที่ใช้ในการน าเสนอหรือการสื่อสาร. ➢ การออกแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน: การใช้โปรแกรมกราฟิกในการออกแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ช่วยให้สามารถสร้างอินเตอร์เฟซที่มีดีไซน์ ดูมีความน่าสนใจ และใช้งานง่ายได้ ➢ การพัฒนาสื่อสร้างความรู้: ในการสร้างเนื้อหาการเรียนการสอนหรือการแสดงข้อมูล การน าเอาภาพและ กราฟิกมาช่วยในการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย ➢ การออกแบบแผนที่และตัวชี วัด: ใช้โปรแกรมกราฟิกในการสร้างแผนที่และตัวชี้วัดต่าง ๆ เพื่อใช้ในงานการ น าทางหรือการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ✓ ช่วยถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นขอมูลที่สื่สารได้ง่าย ✓ เข้าใจง่ายแปลความหมายได้รวดเร็ว ✓ สร้างแนวคิดใหม่ๆที่ไม่ซ้้าจากความคิดเดิม ✓ สร้างความแตกต่างให้กับตัวลลิตััฑ์์ ✓ สร้างัาพลักษฑ์ที่ดีต่อุุรกิจ 44


ล าดับขั้นตอนในการออกแบบงานกราฟิก การออกแบบงานกราฟิกเป็นกระบวนการที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและมี คุณภาพสูง นี่คือล าดับขั้นตอนในการออกแบบงานกราฟิก 1. เข้าใจความต้องการ: • วางแผนและท าความเข้าใจในความต้องการของโปรเจ็ค รวมถึงก าหนดเป้าหมายและกลุ่มเป้าหมาย ของผู้ใช้งาน 2. วางแผนและออกแบบเบื องต้น: • สร้างแผนการออกแบบโดยรวบรวมแนวคิด และวางแผนหน้าตาง ๆ ของงาน 3. เริ่มต้นออกแบบ: • ใช้โปรแกรมกราฟิกเพื่อสร้างโครงสร้างและรูปแบบของงาน เริ่มต้นด้วยภาพต้นแบบ (Mockup) หรือรูปแบบเบื้องต้น 4. การสร้างและปรับแต่ง: • ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของงาน ปรับแต่งรายละเอียดต่าง ๆ ตามความ ต้องการ 5. การเพิ่มข้อมูล: • น าข้อมูลเข้ามาในโปรเจ็ค เช่น เพิ่มข้อความ รูปภาพ และข้อมูลอื่น ๆ ตามความต้องการ 6. การปรับปรุงและตรวจสอบ: • ตรวจสอบงานทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่ามีการจัดวางและปรับแต่งให้เหมาะสมและถูกต้อง 7. การสร้างรูปเค้าโครงสร้าง (Prototype): • สร้างรูปเค้าโครงสร้างเพื่อดูว่างานท างานอย่างไรในการใช้งานจริง 8. การรวบรวมค าติชมและแก้ไข: • รับค าติชมและข้อเสนอแนะจากผู้อื่นและปรับปรุงงานตามความต้องการ 9. การน าเสนอและการเผยแพร่: • น างานไปน าเสนอหรือเผยแพร่ตามที่ก าหนด เช่น การน าเสนอหน้าผลิตภาพ การพิมพ์หรือการ เผยแพร่ออนไลน์ 10.การประเมินผล: • ประเมินผลงานหลังจากการน าเสนอหรือใช้งานจริง เพื่อเก็บข้อมูลเพื่อการปรับปรุงในครั้งถัดไป. การออกแบบงานกราฟิกต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเข้มงวดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับเป้าหมายและ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานหรือผู้ชมอย่างมีประสิทธิภาพ 45


การจัดองค์ประกอบของงานกราฟฟิก การจัดองค์ประกอบของงานกราฟิกเป็นขั้นตอนที่ส าคัญในกระบวนการออกแบบ เพื่อให้งานมีความ สวยงาม ถูกต้องทางเทคนิค และมีความสื่อความหมาย นี่คือองค์ประกอบหลักที่ควรจัดในงานกราฟิก 1. หัวข้อและข้อความ: • ค าโดยสารที่น าเสนอหัวข้อหรือเนื้อหาหลักของงาน ควรเป็นชัดเจน อ่านง่าย และสื่อความหมาย. 2. รูปภาพและกราฟิก: • รูปภาพ เช่น รูปถ่าย ภาพวาด และอื่น ๆ มีบทบาทส าคัญในการตอบสนองความต้องการของผู้ชม และช่วยให้งานดูน่าสนใจ 3. สีและการจัดรูปแบบ: • การใช้สีและการจัดรูปแบบมีบทบาทในการสร้างความเห็นเหมือนที่ต้องการ ควรใช้สีที่เข้ากับหัวข้อ และตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย 4. ตัวอักษรและแบบอักษร: • การเลือกแบบอักษร (Font) และขนาดตัวอักษรเก่งมีผลต่อการสื่อสาร ควรใช้แบบอักษรที่อ่านง่าย และเหมาะสมกับงาน 5. หลักการจัดวาง (Layout): • การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ในเนื้อหา เช่น ต าแหน่งของข้อความ รูปภาพ และกราฟิก เพื่อให้งาน ดูสมดุลและเรียงตามล าดับที่เหมาะสม 6. ขอบเขต (Boundary) และพื นหลัง (Background): • การเลือกขอบเขตและพื้นหลังที่เหมาะสมช่วยให้องค์ประกอบภายในงานโดดเด่นและเป็นจุดเน้น. 7. ข้อความอธิบาย (Caption) และเส้นหรือตารางข้อมูล: • การเพิ่มข้อความอธิบายสามารถช่วยในการเติมเต็มความเข้าใจของผู้ชม ในขณะเดียวกันเส้นหรือ ตารางข้อมูลช่วยในการสื่อความหมายในแนวทางต่าง ๆ การจัดองค์ประกอบในงานกราฟิกต้องเน้นการสื่อสารและการจัดล าดับอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ชม หรือผู้ใช้งานสามารถเข้าใจและติดตามเนื้อหาได้โดยง่าย 2 การท าโลโก้ทางธุรกิจ (Business Logo) โลโก้ (Logo) คือสัญลักษณ์กราฟิกที่ใช้แสดงและแทนบริษัท องค์กร หน่วยงาน ผลิตภัณฑ์ หรือบุคคล ต่าง ๆ โดยมักประกอบด้วยตัวอักษร รูปภาพ แบบอักษร หรือสัญลักษณ์เฉพาะที่เน้นความเด่นสมควรและเข้าใจ ง่าย เพื่อที่จะระบุและจดจ าตัวบุคคลหรือองค์กรนั้น ๆ และให้ความรู้สึกตามเป้าหมายที่ต้องการ 46


ประโยชน์ของโลโก้ ➢ การระบุและสร้างตัวตน: โลโก้ช่วยในการระบุและสร้างตัวตนส าหรับธุรกิจ องค์กร หรือผลิตภัณฑ์ เมื่อ มีโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ผู้คนสามารถรู้จักและจดจ าตัวตนได้ง่ายขึ้น ➢ การสื่อความหมายและความรู้สึก: โลโก้สามารถสื่อความหมายและความรู้สึกตามเป้าหมายที่ต้องการ แบบออกแบบ สี และรูปแบบที่ใช้ในโลโก้สามารถสร้างความรู้สึกที่ต้องการให้กับผู้ชม ➢ การสร้างเอกลักษณ์และเชื่อมโยง: โลโก้ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะขององค์กร และเชื่อมโยงกับ ประสบการณ์และความทรงจ าที่ผู้คนมีกับธุรกิจนั้น ๆ ➢ การสร้างความเชื่อม่ัน: โลโก้ที่มีคุณภาพสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้า ซึ่งอาจท าให้ พวกเขาเลือกที่จะท าธุรกิจกับคุณ ➢ การตอบสนองความต้องการของตลาด: โลโก้ที่เข้ากับเทรนด์และมีความสวยงามสามารถดึงดูดและ ตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากขึ้น ➢ การก่อให้เกิดความจดจ า: โลโก้ที่น่าจดจ าสามารถช่วยให้ผู้คนมีความรู้สึกและความจดจ ากับธุรกิจหรือ ผลิตภัณฑ์ของคุณ ➢ การสร้างสรรค์และการติดตาม: โลโก้เป็นองค์ประกอบส าคัญในกระบวนการตลาดและการโฆษณา ซึ่ง สร้างโอกาสในการสร้างเนื้อหาสรรค์และการติดตามผลในการตลาด โดยรวมแล้ว โลโก้เป็นเครื่องมือที่มีผลส่งเสริมและส่งผลต่อการติดต่อ การสร้างความรู้สึก และการ เข้าถึงของธุรกิจหรือองค์กรในตลาดและกับผู้คนที่ต้องการ ขั้นตอนในการออกแบบโลโก้ 1. เริ่มต้นด้วยการวางแผน: รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ความพิเศษ และคุณลักษณะที่ต้องการ ให้โลโก้แสดงออก 2. เสนอแนวคิด: สร้างแนวคิดหลายแบบเพื่อเลือกค าแนะน าและแนวทางเดิม และน ามาเสนอให้กับทีม หรือลูกค้า 3. ออกแบบร่าง: ใช้โปรแกรมกราฟิกหรือเครื่องมือวาดเพื่อสร้างร่างโลโก้แบบพื้นฐาน โดยให้ค าแนะน าใน การใช้สี แบบอักษร และรูปแบบที่เหมาะสม 4. ปรับแต่งและปรับปรุง: ปรับปรุงร่างโลโก้ตามค าแนะน าและข้อเสนอแนะ แก้ไขส่วนของรูปแบบ สี และองค์ประกอบอื่น ๆ 5. การทดสอบและการประเมิน: ทดสอบโลโก้บนสื่อต่าง ๆ เช่น การพิมพ์ หรือการแสดงบนหน้าเว็บ และประเมินว่าโลโก้มีความทันสมัยและถูกต้องหรือไม่ 6. อนุมัติ: เมื่อโลโก้เป็นที่พอใจและเป็นไปตามความต้องการของธุรกิจ น ามาอนุมัติจากลูกค้าหรือผู้มีสิทธิ์. 7. การน าเสนอและการใช้งาน: น าโลโก้ไปใช้งานในสื่อต่าง ๆ และน าเสนอให้กับคนอื่นเพื่อเผยแพร่และ เพิ่มความรู้จัก การออกแบบโลโก้ทางธุรกิจต้องค านึงถึงความส าคัญและความเฉพาะเจาะจงของธุรกิจของคุณ เพื่อให้โล โก้สามารถแสดงคุณลักษณะของธุรกิจและสร้างความจด 47


3 การท านามบัตรทางธุรกิจ (Business Card) การท านามบัตรทางธุรกิจ (Business Card) เป็นกระบวนการสร้างและออกแบบบัตรที่ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลของธุรกิจ เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเสนอตัวตนในสถานการณ์ทางธุรกิจ นามบัตรมีบทบาทส าคัญในการสร้างความประทับใจและการเชื่อมโยงในธุรกิจ หลักการออกแบบนามบัตรทางธุรกิจ การออกแบบนามบัตรทางธุรกิจเป็นกระบวนการที่ต้องค านึงถึงหลักการและสิ่งที่ส าคัญเพื่อให้ได้ผลงานที่ มีคุณภาพและเป็นเอกลักษณ์ นี่คือหลักการออกแบบนามบัตรทางธุรกิจที่ควรค านึงถึง 1. ความเรียบง่าย (Simplicity): นามบัตรควรมีการจัดรูปแบบและโครงร่างที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลธุรกิจสามารถอ่านและเข้าใจได้ง่ายโดยไม่ต้องสับสน 2. ความชัดเจน (Clarity): ข้อมูลบนนามบัตรควรมีความชัดเจนและคมชัด เลือกใช้ตัวอักษรและขนาดที่ ให้ความสามารถอ่านได้ง่าย 3. ความสวยงาม (Aesthetics): การใช้สี รูปแบบ และกราฟิกต่าง ๆ ควรเป็นไปในทิศทางที่สวยงาม และเข้ากับความเป็นเอกลักษณ์ของธุรกิจ รวมถึงโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ที่เพิ่มความน่าจดจ า 4. ความสมดุล (Balance): จัดวางข้อมูลและองค์ประกอบกราฟิกให้มีความสมดุล ไม่ควรเต็มไปด้วย ข้อมูลหรือกราฟิกมากเกินไป 5. ความเป็นเอกลักษณ์ (Branding): นามบัตรควรสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ของธุรกิจ โดยการใช้โลโก้ สี และสัญลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัท 6. ขนาดและรูปแบบ (Size and Format): เลือกรูปแบบนามบัตรและขนาดที่เหมาะสม เช่น นามบัตร แนวนอนหรือแนวตั้ง และขนาดมาตรฐาน 7. คุณภาพของวัสดุ (Quality of Material): เลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงในการพิมพ์นามบัตร เพื่อให้ ได้ผลงานที่แข็งแรงและตรงตามความต้องการ 8. ข้อมูลที่ส าคัญ (Essential Information): ข้อมูลที่ส าคัญเช่น ชื่อ, ต าแหน่ง, บริษัท, ที่อยู่, เบอร์ โทรศัพท์, และอีเมลควรอยู่ในนามบัตร และควรเป็นข้อมูลที่อัปเดต 9. ความเข้ากันได้ (Consistency): ควรรักษาความเข้ากันได้ของสไตล์และองค์ประกอบกราฟิกที่ใช้ใน นามบัตรทั้งหมด 10. เนื อหาที่น่าสนใจ (Engaging Content): เพิ่มข้อมูลหรือข้อความที่น่าสนใจ เช่น ค าคม, ส านวน หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 11. ความเหมาะสม (Appropriateness): นามบัตรควรเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและสถานการณ์ ทางธุรกิจที่จะน าไปใช้ การออกแบบนามบัตรทางธุรกิจเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และเรียนรู้จากการทดลอง และปรับปรุง เพื่อให้ได้ผลงานที่เหมาะสมและสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ของธุรกิจอย่างมีคุณภาพ 48


วิธีการท านามบัตรทางธุรกิจ การท านามบัตรทางธุรกิจเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างง่ายและสามารถท าได้ด้วยเครื่องมือออนไลน์หรือโปรแกรม ออกแบบกราฟิก นี่คือวิธีการท านามบัตรทางธุรกิจขั้นพื้นฐาน 1. เลือกเครื่องมือหรือโปรแกรมออกแบบกราฟิก: • เลือกโปรแกรมออกแบบกราฟิกที่คุณคุ้นเคย เช่น Adobe Illustrator, Adobe Photoshop, Canva, Microsoft Publisher เป็นต้น • หากคุณไม่มีประสบการณ์ในการออกแบบ คุณสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์เช่น Canva ที่มีแม่แบบ นามบัตรให้เลือกใช้งาน 2. เลือกรูปแบบและขนาด: • เลือกรูปแบบนามบัตรที่คุณต้องการ เช่น แนวนอนหรือแนวตั้ง • เลือกขนาดที่เหมาะสม เช่น ขนาดมาตรฐาน 3.5 x 2 นิ้ว 3. เพิ่มข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลธุรกิจ: • ใส่ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ, ต าแหน่ง, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, ที่อยู่ เป็นต้น • เพิ่มข้อมูลธุรกิจ เช่น ชื่อบริษัท, โลโก้, เว็บไซต์ เป็นต้น 4. ออกแบบกราฟิกและสี: • เพิ่มสีพื้นหลังหรือพื้นหลังกราฟิกตามที่คุณต้องการ • ออกแบบรูปแบบอักษร เลือกตัวอักษรที่อ่านง่ายและเข้ากับบรรยากาศของธุรกิจ 5. เพิ่มองค์ประกอบกราฟิกเสริม: • หากคุณต้องการเพิ่มองค์ประกอบกราฟิก เช่น เส้นประแบ่ง, สัญลักษณ์, รูปภาพ เพิ่มเติม เพื่อเพิ่ม ความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ 6. ตรวจสอบและปรับปรุง: • ตรวจสอบข้อมูลที่ใส่ว่าถูกต้องและครบถ้วน • ปรับปรุงรายละเอียดเล็ก ๆ ถ้าต้องการ 7. บันทึกและพิมพ์: • บันทึกงานออกแบบของคุณในรูปแบบไฟล์ที่เหมาะสม เช่น PDF. • พิมพ์นามบัตรโดยใช้เครื่องพิมพ์คุณภาพสูง และเลือกวัสดุการพิมพ์ที่เหมาะสม เช่น นามบัตรที่ แข็งแรง 8. การผลิตและกระจาย: • หากคุณต้องการนามบัตรจ านวนมาก คุณสามารถส่งไฟล์ไปที่บริษัทผลิตนามบัตรเพื่อพิมพ์เป็น จ านวนมาก • กระจายนามบัตรให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และบุคคลที่สนใจ. การท านามบัตรทางธุรกิจไม่จ าเป็นต้องซับซ้อนและสามารถท าได้ด้วยเครื่องมือออนไลน์ หากคุณมี ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการออกแบบ นามบัตรสามารถสร้างความประทับใจและเป็นเครื่องมือ ส าคัญในการเชื่อมโยงในธุรกิจ 49


4 การท ามาสคอตส าหรับองก์กร (Mascot Organization) มาสคอต หรือ แมสคอต ค าว่า "มาสคอต" (Mascot) หรือ "แมสคอต" (Mascot) คือตัวละครสัญลักษณ์ที่มักถูกใช้เพื่อแทนแบรนด์ หรือองค์กรในสิ่งต่าง ๆ เช่น กีฬา, ธุรกิจ, องค์กร, หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ตัวละครมาสคอตมักถูกออกแบบให้มี รูปร่างน่ารัก สนุกสนาน และเข้ากับความเป็นเอกลักษณ์ของบริษัทหรือกิจกรรม โดยมักจะมีลักษณะที่สื่อความคิด หรือค่านิยมขององค์กรนั้น ๆ การท ามาสคอตส าหรับองค์กร 1.วิเคราะห์และท าความเข้าใจองค์กร: • ศึกษาและท าความเข้าใจถึงองค์กร รูปแบบการด าเนินงาน, ปรัชญา, ค่านิยม, และเป้าหมาย 2.รวบรวมข้อมูล: • รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร เช่น ชื่อบริษัท, โลโก้, ค าคม, ปรัชญา, และค าอธิบาย 3.ก าหนดแนวคิด: 1. ก าหนดแนวคิดหรือค าส าคัญที่องค์กรต้องการให้มาสคอตแทน 4.ออกแบบมาสคอต: • ออกแบบมาสคอตโดยน าแนวคิดและข้อมูลที่รวบรวมมาพัฒนาตัวละครมาสคอต เน้นความสวยงาม และความเข้ากับบรรยากาศขององค์กร 5.คิดถึงประชาชนเป้าหมาย: • คิดถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นและรับรู้มาสคอต แนวคิดและลักษณะที่น่าสนใจส าหรับพวกเขา 6.รับฟีดแบ็ค: • ปรับปรุงและปรับแก้มาสคอตตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกลุ่มเป้าหมาย 7.น ามาสคอตมาใช้: • น ามาสคอตไปใช้ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น น ามาสคอตมาใช้ในโลโก้, เว็บไซต์, สื่อ โฆษณา, หรือการสื่อสารอื่น ๆ 8.บริหารจัดการมาสคอต: • บริหารจัดการมาสคอตให้มีความเข้ากับการสื่อสารขององค์กรตลอดเวลา 9.ปรับปรุงและพัฒนา: • ติดตามผลการใช้มาสคอต และปรับปรุงตามความต้องการและความเปลี่ยนแปลงขององค์กร การท ามาสคอตส าหรับองค์กรเป็นขั้นตอนที่ส าคัญในการสร้างเอกลักษณ์และการติดต่อสื่อสารขององค์กร กับประชาชน มาสคอตเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างความจดจ าและความรู้สึกดีในผู้เห็นและผู้รับทราบถึงองค์กร 50


Click to View FlipBook Version