รายงานการวจิ ัยในชนั้ เรียน
เรือ่ ง
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาคณติ ศาสตร์
ดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะ เร่ือง ลาดบั และอนุกรม
ดว้ ยรปู แบบ SSCS สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6
โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา
นายครรชติ แซโ่ ฮ่
โรงเรียนคณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลา
สานักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 15
สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ
ก
บทคัดย่อ
การวิจัยครง้ั น้ีมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อเพ่ือศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะ เร่ืองลาดับ
และอนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS ได้แก่นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 จานวน 50 คน ภาคเรียนท่ี 2 ปี
การศึกษา 2558 ของโรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา การดาเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิง
ทดลอง แบบแผนการทดลองแบบวัดผลกอ่ นและหลัง มีกลุ่มควบคมุ เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั ประกอบด้วย
แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่า
สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมลู
ผลการวิจัยพบวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ลาดับและอนุกรม หลังเรียน ของ
นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง
ลาดับและอนกุ รม ก่อนเรยี น ของนกั เรียนทไี่ ดร้ ับการจดั การเรยี นรู้ดว้ ยรูปแบบ SSCS
คาสาคญั : รปู แบบ SSCSE, ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ข
ประกาศคณุ ูประการ
การวิจัยคร้ังนี้สาเร็จลงได้ด้วยดี ต้องขอกราบขอบพระคุณครูอาจารย์ ผู้ที่ประสิทธิประสาทวิชา
ความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ศึกษาและการวจิ ัยทางศึกษาศาสตร์ให้กับผู้วิจยั จนผู้วิจัยเกิดความรู้ความสามารถ
มองเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการวิจัยทางด้านคณิตศาสตร์ศึกษา จนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการ
ทาวจิ ยั ครง้ั น้ไี ด้สาเรจ็
ขอขอบพระคุณผู้อานวยการโรงเรียน คณะครกู ลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ผู้ทมี่ ีส่วนเก่ียวข้อง
ทุกท่าน ที่ได้อานวยความสะดวก เป็นกาลังใจ ให้ความช่วยเหลือ และให้การสนับสนุน และขอขอบใจ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/1 และนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/8 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในกิจกรรม
การเรียนรู้ ทาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีย่ิงในการเก็บรวบรวมข้อมูลสาเร็จ
ลลุ ว่ งดว้ ยดี ขอขอบคุณเปน็ อย่างสูง ไว้ ณ โอกาสน้ี
คุณคา่ และประโยชน์ของการวจิ ัยครั้งนี้ ผจู้ ัดทาขอมอบเป็นเครอ่ื งบูชาพระคุณแด่บิดา มารดา และ
บูรพาจารย์ ตลอดจนผ้มู พี ระคณุ ทกุ ท่าน ทอี่ บรมส่ังสอนประสทิ ธป์ิ ระสาทความรู้ทัง้ ปวงแก่ผู้จัดทา
นายครรชติ แซ่โฮ่
สารบัญ ค
บทคดั ยอ่ หน้า
ประกาศคณุ ปู ระการ
สารบัญ ก
ข
บทที่ 1 บทนา ค
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย 1
ขอบเขตของการวิจยั 1
ตัวแปรที่ศึกษา 2
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 2
2
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวขอ้ ง 2
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
หลกั การจดั การเรยี นรู้วชิ าคณิตศาสตร์ 3
รูปแบบการจัดการเรยี นรู้ SSCS 3
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 8
งานวิจยั เกีย่ วกับการจดั การเรียนรดู้ ้วยรูปแบบ SSCS 11
14
บทท่ี 3 วิธดี าเนนิ การวิจยั 22
ขน้ั ตอนการดาเนินการวิจัย
ขอบเขตของการวิจยั 24
ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง 24
ตวั แปรทศ่ี ึกษา 24
ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการวิจยั 24
เนื้อหาทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย 24
เครอื่ งมอื และการสร้างเคร่ืองมือในการวิจยั 24
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 24
สถติ ิที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู 25
26
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู 26
บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 28
สรปุ ผลการวิจัย
อภปิ รายผลการวจิ ยั 41
ข้อเสนอแนะในการวิจยั 41
41
บรรณานกุ รม 41
42
1
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2551) ได้กล่าวถึงความสาคัญของวิชาคณิตศาสตร์ไว้ว่า
คณิตศาสตรม์ บี ทบาทสาคัญยิง่ ต่อการพัฒนามนษุ ย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลเป็น
ระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถ่ีถ้วนรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์
วางแผน ตดั สนิ ใจ แก้ปัญหา และนาไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์
ยงั เป็นเคร่ืองมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อ่ืน ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์
ต่อการดาเนนิ ชวี ติ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (ชานนท์
จันทรา, 2553) การจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์นั้น จะต้องส่งเสริมนักเรียนให้ได้เรียนรู้เต็มตาม
ศักยภาพ ดังที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กาหนดให้การจัดการศึกษาต้องจัดด้วยรูปแบบท่ี
เหมาะสม โดยคานึงถึงความสามารถของบุคคลเหล่าน้ัน ท้ังนี้ควรจัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ
โดยมุง่ เน้นการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตใหเ้ หมาะสมกบั วยั และศักยภาพด้วยเหตุนี้ การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์
จึงต้องคานึงถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้และแบบการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีมีความแตกต่างกัน เพ่ือที่จะได้
นามาปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้นักเรียนสามารถพัฒนาความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ของ
ตนเองไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่
จากการจัดการเรียนรู้รายวชิ า ค33102 คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า เม่ือทาการ
จัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ท่ีเป็นโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นักเรียนส่วนหนึ่งจะไม่สามารถทาการ
วิเคราะห์โจทย์ปัญหานั้นได้ และอีกส่วนหนึ่งแม้ว่าจะสามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้แต่กลับไม่สามารถ
เขยี นแสดงวิธกี ารแกโ้ จทย์ปัญหาใหผ้ ู้วจิ ยั ทราบถึงกระบวนการคดิ อย่างเป็นลาดับข้นั ตอนได้ ส่งผลให้เม่ือทา
การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ข้อสอบที่มีลักษณะเป็นสถานการณ์โจทย์ นักเรียนจึงมี
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นในเร่อื งน้นั อย่ใู นระดับต่ากวา่ เกณฑท์ ี่กาหนดไว้ร้อยละ 70 ด้วยเหตุน้ี ผู้วิจัยในฐานะ
ครูผู้ทาการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาดังกล่าว จึงมีความมุ่งมั่นท่ีจะแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนในการเรียนรู้วิชา
คณิตศาสตร์ของนักเรียน
จากการศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากนักวิชาการท้ังในและต่างประเทศ พบว่า รูปแบบการ
จัดการเรียนรู้ SSCS มีความเหมาะสมที่จะนามาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ดังท่ีนักวิจัยจานวนมากได้
นาไปใช้ในการแก้ไขปัญหาท่ีคล้ายคลึงกัน เช่น สุภาพร ปิ่นทอง (2554) ญานิศา ศรีโชติ (2554) และมณี
รัตน์ พันธุตา (2557) เป็นต้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ SSCS จึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะ
การแก้ปัญหาโดยนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหา และให้นักเรียนใช้
กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูเป็นผู้นาเสนอปัญหาและผู้กระตุ้นให้
นกั เรียนคิดค้นดว้ ยตนเอง สอดคลอ้ งกบั พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 22 ท่ี
ใหย้ ดึ หลักวา่ ผเู้ รียนทกุ คนมคี วามสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังน้ันการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
SSCS จงึ เป็นทางเลอื กหน่ึงในการสอนการแก้ปญั หาทางคณติ ศาสตร์
จากความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาดังกล่าว จึงเป็นแรงจูงใจให้ผูศึกษาค้นคว้าเลือกแนว
ทางการแก้ปัญหาด้วยการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง ลาดับและอนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS
สาหรับนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 เพ่ือส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบและ
2
มีประสิทธิภาพ ซ่ึงจะช่วยให้นักเรียนได้พัฒนากาเรียนรู้ และส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงข้ึน
และมเี จตคติที่ดตี อ่ การเรียนวิชาคณติ ศาสตร์
วตั ถุประสงคข์ องกำรวจิ ัย
เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ เร่ืองลาดับและอนกุ รมดว้ ยรูปแบบ SSCS
สาหรับนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6
ขอบเขตของของกำรวจิ ัย
การศึกษาครัง้ น้ีมีขอบเขตการศึกษา ดังนี้
1. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ดาเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โดยนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ห้อง 1 และห้อง 8 จานวน 50 คน ซึ่งจะได้รับการจัดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์
เร่ือง ลาดบั และอนกุ รม โดยใช้รปู แบบการจดั การเรยี นรู้ SSCS รวมเปน็ ระยะเวลา 6 สัปดาห์
2. เน้ือหาท่ีใชใ้ นการวจิ ัย ไดแ้ ก่ เนอ้ื หาวิชาคณิตศาสตร์ รายวิชา ค33102 เร่ือง ลาดับและอนุกรม
ประกอบดว้ ย ลาดบั ลาดับเลขคณิต ลาดับเรขาคณิต อนุกรม อนุกรมเลขคณิต และอนุกรมเรขาคณิต โดย
อิงเนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
ตัวแปรทีศ่ กึ ษำ
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ รปู แบบการจัดการเรียนรู้ SSCS
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ลาดับและอนุกรม ของ
นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6
นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ
การจัดการเรียนรดู้ ้วยรูปแบบ SSCS หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีประกอบด้วย 4 ขั้นตอน
ได้แก่
ขั้นตอนท่ี 1 Search (S) หมายถึง การค้นหาข้อมูลที่เก่ียวข้องกับปัญหา การแยกแยะประเด็นของ
ปัญหา และการแสวงหาขอ้ มูลตา่ ง ๆ ท่เี ก่ยี วข้องกับปญั หา
ขั้นตอนท่ี 2 Solve (S) หมายถึง การวางแผนและการดาเนินการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือ
การหาคาตอบของปัญหาท่ีต้องการ
ขั้นตอนที่ 3 Create (C) หมายถึง การนาข้อมูลที่ได้จากการแก้ปัญหาหรือวิธีการที่ได้จากการ
แกป้ ัญหามาจดั กระทาใหอ้ ยู่ในรปู ของคาตอบ หรือวิธีการที่สามารถอธิบายใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่าย
ขั้นตอนท่ี 4 Share (S) หมายถึง การแลกเปล่ยี นความคิดเห็นเก่ยี วกับขอ้ มูลและวธิ กี ารแกป้ ัญหา
3
บทท่ี 2
เอกสำรและงำนวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
สาหรับการวิจัยเร่ือง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ลาดับ
และอนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัด
ยะลา คร้ังนี้ เพ่ือให้การวิจัยเกิดประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยท่ีกาหนดไว้ ผู้วิจัยได้
ทาการศึกษาเอกสาร ตารา ตลอดจนงานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ งในบรบิ ทตา่ ง ๆ ไวด้ ังนี้
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
2. หลกั การจัดการเรียนร้วู ชิ าคณติ ศาสตร์
3. รปู แบบการจดั การเรยี นรู้ SSCS
4. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
5. งานวจิ ยั เก่ยี วกบั การจัดการเรยี นรู้ดว้ ยรูปแบบ SSCS
หลกั สตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พื้นฐำน พทุ ธศักรำช 2551
วิสัยทัศน์
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์
ที่มีความสมดุลทั้งดา้ นร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ติ สานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ัน
ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะ พื้นฐาน
รวมท้งั เจตคติ ทจ่ี าเป็นต่อการศกึ ษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวติ โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น
สาคัญบนพื้นฐานความเช่อื วา่ ทุกคนสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ
หลักกำร
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มีหลักการที่สาคัญ ได้แก่ เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือ
ความเปน็ เอกภาพของชาติ มจี ุดหมายและมาตรฐานการเรยี นรู้เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน
ให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล เป็น
หลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ
เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้สอด คล้องกับ
สภาพและความต้องการของท้องถิ่น เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีมีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้
เวลาและการจัดการเรียนรู้ เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับ
การศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัยครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการ
เรียนรูแ้ ละประสบการณ์
จุดหมำย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี
ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดหมายเพ่ือให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน ได้แก่ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย
ปฏบิ ัตติ นตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
4
มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต มีสุขภาพ
กายและสุขภาพจิตท่ีดี มีสุขนิสัย และรักการออกกาลังกาย มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมือง
ไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข และมีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดล้อมมีจิต
สาธารณะท่ีมงุ่ ทาประโยชนแ์ ละสร้างส่ิงทดี่ งี ามในสงั คม และอยู่รว่ มกันในสงั คมอย่างมีความสุข
สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งใหผ้ ู้เรียนเกดิ สมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด
ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้องตลอดจน
การเลือกใช้วิธีการส่ือสาร ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพโดยคานึงถงึ ผลกระทบทีม่ ตี ่อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์การคิดอย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพือ่ การตดั สนิ ใจเกีย่ วกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปญั หาและอุปสรรคตา่ ง ๆ ท่ีเผชิญได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และ
การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ
สง่ิ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการ
ดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทางาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงคท์ ส่ี ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ
และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ
ทางาน การแก้ปญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่ือให้
สามารถอยู่ร่วมกับผอู้ ื่นในสงั คมได้อย่างมีความสขุ ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลกไว้ 8 ประการ ได้แก่
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่ือสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งม่ันในการทางาน รักความเป็น
ไทย และมีจิตสาธารณะ
5
ระดบั กำรศกึ ษำ
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน จดั ระดับการศึกษาเปน็ 3 ระดับ ดังนี้
1. ระดบั ประถมศึกษา (ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ถึง 6) การศึกษาระดับน้ีเป็นช่วงแรกของการศึกษา
ภาคบังคับ มุ่งเน้นทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคานวณ ทักษะการคิดพ้ืนฐาน การ
ติดต่อส่ือสาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และพ้ืนฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่าง
สมบูรณ์และสมดุลท้ังในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และวัฒนธรรม โดยเน้นจัดการเรียนรู้แบบ
บูรณาการ
2. ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ (ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ถึง 3) เป็นชว่ งสุดทา้ ยของการศึกษาภาคบังคับ
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สารวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน มี
ทักษะในการคิดวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหา มีทักษะในการดาเนินชีวิต มีทักษะการใช้
เทคโนโลยีเพื่อเปน็ เครอื่ งมอื ในการเรียนรู้ มคี วามรับผิดชอบต่อสังคม มีความสมดุลท้ังด้านความรู้ ความคิด
ความดงี าม และมีความภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพหรือการศึกษา
ตอ่
3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ถึง 6) การศึกษาระดับนี้เน้นการเพ่ิมพูน
ความรู้และทักษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนทั้ง
ดา้ นวิชาการและวิชาชีพ มที ักษะในการใช้วทิ ยาการและเทคโนโลยี ทักษะกระบวนการคดิ ขน้ั สูง สามารถนา
ความรไู้ ปประยุกต์ใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนใ์ นการศึกษาตอ่ และการประกอบอาชีพ มุ่งพัฒนาตนและประเทศตาม
บทบาทของตน สามารถเปน็ ผู้นา และผู้ให้บริการชมุ ชนในดา้ นตา่ ง ๆ
กำรจดั กำรเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสาคัญในการนาหลักสูตรสู่การปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน เป็นหลกั สตู รที่มมี าตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ของผู้เรียน เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามเป้าหมาย
หลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านสาระท่ี
กาหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมท้ังปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนา
ทกั ษะต่าง ๆ อนั เปน็ สมรรถนะสาคญั ให้ผู้เรียนบรรลุตามเปา้ หมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ได้กาหนดใหม้ ีการจดั การเรยี นรดู้ ังรายละเอียด ต่อไปนี้
1. หลักการจดั การเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการ
เรียนรู้ สมรรถนะสาคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
ยดึ ประโยชนท์ ีเ่ กิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนร้ตู ้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ
และเต็มตามศักยภาพ คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมองเน้นให้ความสาคัญท้ัง
ความรู้ และคณุ ธรรม
2. กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการ
เรียนร้ทู ีห่ ลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนาพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ท่ีจาเป็น
สาหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด
กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหากระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์
6
จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทาจริง กระบวนการจัดการกระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้
ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัยกระบวนการเหล่าน้ีเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียน
ควรได้รบั การฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรไู้ ด้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร
ดังน้ัน ผู้สอนจึงจาเป็นต้องศึกษาทาความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพ่ือให้สามารถเลือกใช้ในการ
จัดกระบวนการเรยี นรไู้ ด้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
3. การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการ
เรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับ
ผเู้ รียน แลว้ จงึ พจิ ารณาออกแบบการจดั การเรียนรโู้ ดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ แหล่งเรียนรู้
การวดั และประเมนิ ผล เพื่อให้ผเู้ รียนได้พัฒนาเต็มตามศกั ยภาพและบรรลุตามเป้าหมายท่ีกาหนด
4. บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของ
หลกั สตู ร ท้ังผู้สอนและผูเ้ รียนควรมบี ทบาท ดังน้ี
4.1 บทบาทของผู้สอน ได้แก่ ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนาข้อมูลมาใช้ใน
การวางแผนการจัดการเรียนรู้ ท่ีท้าทายความสามารถของผู้เรียน กาหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดข้ึนกับ
ผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะกระบวนการท่ีเป็นความคิดรวบยอด หลักการ และความสัมพันธ์รวมท้ัง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
และพฒั นาการทางสมอง เพ่ือนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย จัดบรรยากาศท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้และดูแลช่วยเหลือ
ผู้เรยี นใหเ้ กิดการเรยี นรู้ จัดเตรยี มและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกบั กิจกรรม นาภูมิปัญญาท้องถ่ินเทคโนโลยีที่
เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่
หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียนวิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้
ในการซ่อมเสรมิ และพัฒนาผู้เรยี น รวมทัง้ ปรบั ปรุงการจดั การเรียนการสอนของตนเอง
4.2 บทบาทของผู้เรียน ได้แก่ กาหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของ
ตนเอง เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถงึ แหล่งการเรยี นรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตง้ั คาถาม คิดหาคาตอบ
หรอื หาแนวทางแก้ปัญหาดว้ ยวิธีการตา่ ง ๆ ลงมอื ปฏบิ ัติจริง สรปุ สิ่งท่ไี ด้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนาความรู้ไป
ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์ ทางาน ทากิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครูรวมทั้งประเมินและ
พัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอยา่ งต่อเนือ่ ง
สือ่ กำรเรียนรู้
สื่อการเรียนร้เู ป็นเครือ่ งมือส่งเสรมิ สนบั สนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้
ทักษะกระบวนการ และคณุ ลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตร สื่อการเรียนรู้มีหลากหลายประเภท ท้ังสื่อ
ธรรมชาติ ส่ือส่ิงพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีในท้องถ่ิน การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มี
ความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ท่ีหลากหลายของผู้เรียน การจัดหาส่ือการเรียนรู้
ผูเ้ รยี นและผ้สู อนสามารถจัดทาและพัฒนาข้ึนเอง หรอื ปรับปรุงเลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากส่ือต่าง ๆ ท่ีมีอยู่
รอบตวั เพ่ือนามาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและส่ือสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดย
สถานศึกษาควรจัดให้มอี ย่างพอเพยี ง เพอ่ื พฒั นาใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพ้ืนที่
การศกึ ษา หน่วยงานท่เี ก่ียวขอ้ งและผู้มีหนา้ ทจ่ี ัดการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ควรดาเนินการดงั น้ี
7
1. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์ส่ือการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่ายการ
เรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพท้ังในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์การเรียนรู้ ระหวา่ งสถานศึกษา ทอ้ งถิ่น ชมุ ชน สังคมโลก
2. จัดทาและจัดหาสื่อการเรียนรู้สาหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอนรวมทั้ง
จดั หาสิ่งทมี่ อี ยูใ่ นท้องถนิ่ มาประยกุ ต์ใช้เปน็ ส่ือการเรยี นรู้
3. เลอื กและใชส้ อ่ื การเรยี นรู้ที่มคี ณุ ภาพ มคี วามเหมาะสม มีความหลากหลายสอดคล้องกับวิธีการ
เรยี นรู้ ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ และความแตกต่างระหวา่ งบุคคลของผ้เู รียน
4. ประเมนิ คณุ ภาพของสือ่ การเรียนรู้ทเ่ี ลอื กใช้อยา่ งเป็นระบบ
5. ศกึ ษาคน้ คว้า วจิ ยั เพื่อพัฒนาสอื่ การเรียนรใู้ ห้สอดคล้องกบั กระบวนการเรยี นรูข้ องผู้เรยี น
6. จัดให้มีการกากับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับส่ือและการใช้สื่อการ
เรียนรู้เปน็ ระยะ ๆ และสมา่ เสมอ
กำรวดั และประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพ้ืนฐานสองประการ คือการ
ประเมนิ เพอื่ พัฒนาผเู้ รยี นและเพื่อตัดสนิ ผลการเรยี น ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ประสบ
ผลสาเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้
สะท้อนสมรรถนะสาคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา
และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการ
ประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสาเร็จทางการเรียนของ
ผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตาม
ศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา
ระดบั เขตพน้ื ที่การศึกษา และระดับชาติ มรี ายละเอยี ด ดังนี้
1. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ผู้สอน
ดาเนินการเป็นปกตแิ ละสม่าเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใชเ้ ทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น
การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงานภาระงาน แฟ้มสะสม
งาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อน
ประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน กรณีท่ีไม่ผ่านตัวช้ีวัดให้มีการสอนซ่อมเสริมการประเมินระดับช้ัน
เรียนเปน็ การตรวจสอบวา่ ผูเ้ รยี นมีพฒั นาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้ อนั เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพยี งใด มสี ่งิ ทีจ่ ะตอ้ งได้รบั การพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด
นอกจากน้ียังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วยท้ังน้ีโดยสอดคล้องกับมาตรฐาน
การเรียนรแู้ ละตัวชีว้ ัด
2. การประเมนิ ระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินท่ีสถานศึกษาดาเนินการเพ่ือตัดสินผลการเรียน
ของผู้เรียนเป็นรายปี รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์
และกจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียน นอกจากนี้เพ่ือให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อ
การเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใดรวมท้ังสามารถนาผลการเรียนของ
ผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและ
8
สารสนเทศเพ่อื การปรับปรงุ นโยบาย หลักสูตร โครงการหรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการ
จัดทาแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษ าและการ
รายงานผลต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน ผปู้ กครองและชุมชน
3. การประเมินระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่
การศึกษาตามมาตรฐานการเรยี นรตู้ ามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน เพ่ือใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานใน
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดาเนินการโดย
ประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานที่จัดทาและดาเนินการโดยเขตพื้นท่ีการศึกษา
หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด ในการดาเนินการจัดสอบ นอกจากน้ียังได้จากการตรวจสอบ
ทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษา4. การประเมินระดับชาติ เป็นการ
ประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
สถานศกึ ษาต้องจดั ใหผ้ ้เู รียนทุกคนท่ีเรยี นในชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ช้ันมัธยมศึกษาปี
ที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียง
คุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนาไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจน
เป็นข้อมูลสนับสนุน การตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น
เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบ
ของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบดูแล ช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนา
เต็มตามศักยภาพบนพ้ืนฐาน ความแตกต่างระหว่างบุคคลท่ีจาแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ
ไดแ้ ก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนท่ีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่า กลุ่ม
ผู้เรียนที่มีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มผู้เรียนท่ีมีปัญหาทางเศรษฐกิจ
และสงั คม กลุ่มพกิ ารทางร่างกายและสติปญั ญา เปน็ ตน้ ข้อมลู จากการประเมินจงึ เปน็ หวั ใจของสถานศึกษา
ในการดาเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันทว่ งที เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสาเร็จ
ในการเรียน สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทาระเบียบว่าด้วยการวัดและ
ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติที่เป็น
ขอ้ กาหนดของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน เพอื่ ใหบ้ คุ ลากรทเี่ กย่ี วข้องทกุ ฝา่ ยถือปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั
หลกั กำรจัดกำรเรยี นรู้วชิ ำคณติ ศำสตร์
ธรรมชำติของวชิ ำคณติ ศำสตร์
ปยิ รัตน์ จาตรุ นั ตบุตร (2547) ไดก้ ลา่ วถึงธรรมชาตขิ องวชิ าคณิตศาสตรไ์ วด้ ังน้ี
1. คณิตศาสตร์มีลักษณะเป็นนามธรรม เป็นวิชาเก่ียวกับความคิดรวบยอด ความคิดรวบยอดทาง
คณิตศาสตร์เป็นความคิดที่เกิดจากการสรุปความคิดที่เหมือน ๆ กัน อันเกิดจากปรากฏการณ์หรือ
ประสบการณท์ ีเ่ กดิ ขน้ึ เชน่ ความคดิ รวบยอดเกีย่ วกับปริมาณ จานวน การเทา่ กันทกุ ประการ เปน็ ต้น
2. คณิตศาสตร์มีลักษณะเป็นภาษาสากล คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวกับความคิดของมนุษย์และ
มนษุ ย์กส็ รา้ งสญั ลักษณ์แทนความคิดน้ัน แล้วสร้างกฎในการนาสัญลักษณ์น้ันมาใช้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่
ตรงกัน คณิตศาสตร์จึงมีภาษาเฉพาะของตัวเอง เป็นภาษาท่ีกาหนดข้ึนด้วยสัญลักษณ์ท่ีรัดกุมและส่ือ
ความหมายไดถ้ ูกต้อง เปน็ ภาษาที่ทุกชาติที่เรียนคณติ ศาสตร์เขา้ ใจตรงกัน
9
3. คณิตศาสตร์เปน็ วิชาท่ีแสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผลกัน เปน็ วิชาทมี่ ีโครงสรา้ ง แบบแผนการสรุป
ในแต่ละขั้นตอนจะต้องมีเหตุผลอ้างอิงอย่างสมเหตุสมผล ด้วยความมีเหตุผลของคณิตศาสตร์มนุษย์
สามารถใช้คณิตศาสตรเ์ ปน็ เครือ่ งมอื ในการศึกษาความรใู้ หม่ และคิดคน้ สิ่งประดษิ ฐไ์ ดม้ ากมาย
4. คณติ ศาสตร์เป็นศิลปะอย่างหน่ึง เช่นเดียวกับศิลปะอื่น ๆ ความงามของคณิตศาสตร์อยู่ท่ีความ
เป็นระเบียบและความกลมกลืนกันของความคิดตลอดจนความละเอียดถ่ีถ้วนรอบคอบแสดงออกให้เห็นได้
จากการกาหนดโครงสร้างของคณิตศาสตร์ อันประกอบด้วย คาอนิยาม บทนิยามสัจพจน์และทฤษฎีบท
(Undefined term, defined term, axiom and theory) ชานนท์ จันทรา (2553) กล่าวว่า คณิตศาสตร์
เป็นวิชาที่ลักษณะเป็นนามธรรมซึ่งเก่ียวข้องกับความคิด วิธีการและกระบวนการเชิงเหตุผล คนโดยท่ัวไป
อาจจะเขา้ ใจความหมายของคณิตศาสตร์ไปไดห้ ลายแบบต่างกันออกไป อาจเข้าใจว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาท่ี
เก่ียวกับการบวก การลบ การคูณและการหารของจานวน คณิตศาสตร์เป็นวิชาท่ีว่าด้วยการคานวณเชิง
ปริมาณ เป็นภาษาอย่างหนึ่งและเป็นเครื่องมือของวิทยาการแขนงต่าง ๆ ซ่ึงนักคณิตศาสตร์เองยังได้ให้
ความหมายของคณิตศาสตร์ไว้หลากหลายแตกต่างกันออกไป เช่น สโตน (Stone) ให้ความหมายว่า
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาระบบท่ีเป็นนามธรรม มีโครงสร้างที่แน่นอนท่ีชัดเจนและมี
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แบล็ค (Black) กล่าวไว้ว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับ
โครงสร้างตา่ ง ๆ ทีแ่ สดงได้ดว้ ยสญั ลักษณแ์ ละมีหลักเกณฑ์ที่สมั พนั ธเ์ ก่ียวกับสัญลกั ษณ์
ประโยชนแ์ ละคุณคำ่ ของวิชำคณิตศำสตร์
สมเดช บุญประจักษ์ (2551) ได้กลา่ วถงึ ประโยชน์ของวชิ าคณิตศาสตร์ ดังนี้
1. ประโยชน์ในแง่ที่เป็นเครื่องมือหรือเป็นความรู้ท่ีนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน การดารงชีวิต
ประจาวนั ของมนษุ ย์ต้องอาศัยความรู้ทางคณิตศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นความรู้เก่ียวกับจานวนหรือตัวเลขการช่ัง
ตวง วดั ความร้ทู างเรขาคณติ พชี คณติ สถติ ิ เวลาและเงนิ
2. ประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพ ทุกอาชีพล้วนต้องใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ เช่น
วิศวกรรมศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ สถติ ิ เป็นตน้ เพราะคณติ ศาสตร์จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
วิชาชีพเหล่าน้ันให้เจริญก้าวหน้าย่ิงขึ้น เช่น เลขคณิต ใช้ในการคิดคานวณ มีประโยชน์ต่ออาชีพค้าขาย
พีชคณิต ใช้เป็นแบบจาลองในทางธุรกิจ อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ เรขาคณิต ใช้ในการออกแบบ การ
ก่อสร้าง ดาราศาสตร์ การเดินเรือและการสารวจ ตรีโกณมิติ ใช้ในการคานวณทางวิทยาศาสตร์ ดารา
ศาสตร์ วศิ วกรรมศาสตร์ สถิติ ใชใ้ นการวเิ คราะห์เพอื่ หาแบบจาลองทางเศรษฐศาสตร์ พาณชิ ยกรรมศาสตร์
วิทยาศาสตร์ แคลคลู สั ใช้ในการคานวณทางวศิ วกรรมศาสตรฟ์ ิสกิ ส์ วทิ ยาศาสตร์ เป็นต้น
3. ประโยชน์ในแง่ของการปลูกฝังคุณลักษณะท่ีดีงาม คณิตศาสตร์สามารถนามาฝึกและพัฒนาให้
ผู้เรยี นเปน็ ผู้ทมี่ นี ิสยั ทัศนคตหิ รือความสามารถทางสมองหลายประการ เช่น การเป็นคนช่างสังเกต การคิด
วิเคราะหแ์ ละสังเคราะห์ การคดิ อยา่ งมเี หตุผล การนาเสนอแนวคิดอยา่ งเปน็ ระบบชัดเจน ตรวจสอบได้และ
นาแนวทางคณิตศาสตรไ์ ปใช้
4. ประโยชนใ์ นแงก่ ารเป็นมรดกทางวฒั นธรรม ความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่ค้นพบจากรุ่นหนึ่งสืบทอด
ไปสู่คนรุ่นหลัง บางเร่ืองอาจศึกษาโดยไม่คานึงถึงผลท่ีตะนามาใช้ แต่ศึกษาเพ่ือให้รู้ระบบการคิด หรือเพื่อ
ชืน่ ชมและสรา้ งความภมู ใิ จในผลงานของคณติ ศาสตร์ทมี่ ตี อ่ วัฒนธรรมและความก้าวหน้าของมนษุ ย์
10
หลักกำรจัดกำรเรียนร้คู ณิตศำสตร์
ยพุ ิน พิพธิ กลุ (2545) ได้กล่าวถงึ หลกั การจดั การเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ไวว้ า่
1. ควรสอนจากเรือ่ งงา่ ยไปสเู่ รอ่ื งยาก การยกตัวอยา่ งอาจจะยกจากจานวนนอ้ ยเสียกอ่ น
2. เปลี่ยนจากรปู ธรรมไปสนู่ ามธรรม ในเร่ืองทีส่ ามารถใช้สื่อการเรยี นการสอนรปู ธรรม
3. สอนให้สัมพันธ์ความคิดเม่ือครูจะทบทวนเรื่องใดก็ควรจะทบทวนให้หมด การรวบรวมเรื่องท่ี
เหมอื นกนั เขา้ เป็นหมวดหมู่ จะชว่ ยใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจและจาไดแ้ มน่ ยาขน้ึ
4. เปลีย่ นวธิ กี ารสอน ไม่ซา้ ซากนา่ เบือ่ หนา่ ย ผูส้ อนควรจะสอนใหส้ นกุ สนานและนา่ สนใจ
5. ใช้ความสนใจของนักเรยี นเปน็ จดุ เร่ิมต้น เป็นแรงดลใจท่จี ะเรียน
6. ควรจะคานึงประสบการณ์เดิมและทักษะเดิมท่ีนักเรียนมีอยู่ กิจกรรมใหม่ควรต่อเน่ืองกับ
กิจกรรมเดิม
7. เรื่องที่สัมพันธก์ ันควรสอนไปพรอ้ ม ๆ กัน
8. ให้ผูเ้ รยี นมองเห็นโครงสร้าง ไมใ่ ชเ่ นน้ แต่เนือ้ หา
9. ไม่ควรเป็นเร่อื งยากเกนิ ไป
10. สอนใหน้ กั เรยี นสามารถหาข้อสรุปไดด้ ว้ ยตนเอง การยกตวั อย่างจนนกั เรยี นเห็นรูปแบบจะช่วย
ให้นักเรยี นสรปุ ได้
11. ใหน้ ักเรยี นลงมือปฏิบตั ิในส่งิ ที่ทาได้ ลงมอื ปฏบิ ัติจรงิ และประเมินการปฏบิ ตั ิจรงิ
12. ผู้สอนควรจะมีอารมณ์ขัน เพื่อช่วยให้บรรยากาศในห้องเรียนน่าเรียนย่ิงขึ้น วิชาคณิตศาสตร์
เป็นวชิ าท่ีเรียนหนกั ครจู ึงไม่ควรจะเคร่งเครยี ด ใหน้ กั เรียนเรยี นด้วยความสนกุ สนาน
13. ผสู้ อนควรจะมคี วามกระตือรอื รน้ และตน่ื ตวั อยูเ่ สมอ
14. ผู้สอนควรหมั่นแสวงหาความรู้เพ่ิมเติม เพ่ือจะนาสิ่งแปลกและใหม่มาถ่ายทอดให้ผู้เรียนและ
ผูส้ อนควรจะเป็นผ้ทู ่ีมีศรัทธาในอาชีพของตน จึงจะทาให้สอนไดด้ ี
นอกจากน้ี บญุ เลี้ยง ทมุ ทอง (2554) ยังไดก้ ล่าวถึงเทคนิคในการสอนคณิตศาสตร์ ไว้ดงั นี้
1. เทคนิคการใช้คาถาม (Questioning) การใช้คาถามให้เกิดประสิทธิภาพน้ัน ผู้สอนควรพิจารณา
ใช้เทคนคิ ตอ่ ไปน้ี
1.1 ถามคาถามเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้มีโอกาสร่วมกันคิดอย่างทั่วถึง ไม่ถามคาถามท่ีมี
เฉพาะผเู้ รียนบางคนเทา่ นั้นทจ่ี ะตอบได้
1.2 ถามคาถามก่อนเรียกช่ือผู้เรียนให้ตอบ เพ่ือให้ผู้เรียนทุกคนคิดว่าตนเป็นผู้มีโอกาสจะ
ถูกเลือกเป็นผู้ตอบ ไม่ควรเรียกชื่อผู้เรียนก่อนต้ังคาถาม เพราะผู้เรียนคนอื่นจะไม่สนใจคาถาม และอาจไม่
พยายามคิดหาคาตอบเนอื่ งจากตนเองจะไมไ่ ด้เปน็ ผู้ตอบคาถามนั้น
1.3 เมอื่ ตั้งคาถามแล้ว ควรให้เวลาผูเ้ รียนคดิ ใหเ้ หมาะสมกับระดบั ความยากง่ายและความ
ซับซ้อนของคาถาม
1.4 ไมค่ วรถามคาถามเดมิ ซ้าหรือย้าหลาย ๆ คร้ัง แต่อาจทาได้เม่ือผู้เรียนไม่เข้าใจคาถาม
หรือขอให้ผู้สอนถามใหม่อีกครั้ง การถามย้าบ่อย ๆ จะทาให้ผู้เรียนไม่ตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้สอนถาม และอาจเป็น
การรบกวนสมาธิของผู้ท่เี ข้าใจคาถามและกาลงั คิดหาคาตอบอยู่
1.5 เมื่อถามคาถามแล้ว ควรให้โอกาสกับผู้เรียนที่ต้องการตอบได้ตอบเพ่ือเป็นการให้
ความสาคัญกับสง่ิ ทีผ่ ้เู รียนคดิ
11
2. เทคนิคการต้ังประเดน็ ปัญหา (Problem Posing) การใช้เทคนิคน้ี ผู้สอนต้องคิดประเด็นปัญหา
มาล่วงหน้า โดยต้องเป็นปัญหาท่ีมีความสาคัญและตรงกับความสนใจของผู้เรียน เทคนิคน้ีมีประโยชน์ใน
การกระตุ้นผู้เรียนให้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยการวิเคราะห์ปัญหาเพ่ือหาแนวทางในการแก้ปั ญหา
เทคนคิ นี้ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนเป็นกลุ่มและเกิดการเรียนแบบร่วมมือกัน เนื่องจากต้องช่วยกันคิด ช่วยกัน
ทา นอกจากน้ียังส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เน่ืองจากเม่ือมีแนวคิดหลากหลายจากคนในกลุ่ม
จะตอ้ งนาแนวคดิ เหลา่ น้นั มาคดั เลือกและจดั เป็นขน้ั ตอนท่สี ามารถปฏบิ ัติได้จรงิ
3. เทคนิคการยกตัวอย่าง (Exampling) การยกตัวอย่างเป็นเทคนิคที่ครูใช้มากในการสอน
คณิตศาสตร์ เทคนิคทีใ่ ชใ้ นการยกตัวอยา่ งมีดังนี้
3.1 ยกตวั อยา่ งทแ่ี ตกตา่ งจากที่ผ้เู รยี นคนุ้ เคย หรือแปลกไปจากทีผ่ เู้ รียนเคยเห็น
3.2 ยกตวั อยา่ งท่เี กยี่ วข้องกับส่ิงท่ีผเู้ รยี นในวยั น้ัน ๆ สนใจ
3.3 ยกตวั อย่างทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั เหตุการณ์ท่ีเปน็ ที่กล่าวถึงในปจั จุบนั
3.4 ยกตัวอยา่ งท่ีทา้ ทายให้ผเู้ รยี นนาไปคิดต่อหรือแกป้ ญั หา
4. เทคนิคการให้ผู้เรียนสร้างประเด็นปัญหา (Problem Solving) โดยทั่วไปผู้เรียนมักคุ้นเคยกับ
การแก้ปัญหาท่ีมีผู้อื่นกาหนดให้ โดยอาจเป็นปัญหาจากแบบเรียนหรือท่ีผู้สอนเตรียมมา ผู้เรียนมีโอกาส
น้อยมากในการสร้างประเด็นปัญหาในเร่ืองท่ีเรียนขึ้นเอง การให้ผู้เรียนสร้างประเด็นปัญหาขึ้นเองจาก
แนวคิดท่ีว่า ความสนใจและแรงจูงใจทาให้ผู้เรียนเรียนได้ดีขึ้น และมีความพยายามมากข้ึนอีกท้ัง
กระบวนการที่ผู้เรียนใช้ระหว่างการต้ังปัญหาจะทาให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ
ในปัญหาทีก่ าลงั ต้งั นนั้ ซง่ึ อาจส่งผลให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาวิชาท่ีเรียนได้อย่างลึกซ้ึงมากขึ้น และที่
สาคญั การสรา้ งประเด็นปัญหาจะช่วยใหผ้ ู้เรยี นมองเหน็ วธิ ีการแกป้ ญั หาทีห่ ลากหลายอีกดว้ ย
รปู แบบกำรจัดกำรเรียนรู้ SSCS
ควำมหมำยของรปู แบบกำรจัดกำรเรยี นรู้ SSCS
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2555) ได้กล่าวว่า SSCS เป็นอักษรย่อมาจากคาว่า Search (S), Solve (S),
Create (C) และ Share (S) ซ่งึ เป็นการสอนทพ่ี ัฒนาขึ้นเพ่อื ใช้ในการสอนการแก้ปัญหาโดยนากระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรม์ าประยุกตใ์ ช้กับการแกป้ ัญหา
สุภาพร ปิ่นทอง (2554) ได้กล่าวถึงรูปแบบการสอน SSCS ไว้ว่า เป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นให้
ผู้เรียนมีทกั ษะการแก้ปญั หาและให้นักเรียนใช้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
โดยมคี รเู ปน็ เพียงผู้แนะนาเสนอปัญหาและเปน็ ผกู้ ระตุน้ ให้นักเรียนคดิ และคน้ คว้าด้วยตนเอง
สิริพร ออมสิน (2553) ได้กล่าวถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SSCS ไว้ว่า SSCS เป็นรูปแบบการ
สอนที่ใช้ในการพฒั นาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรยี น ซ่ึงเป็นทักษะท่ีฝึกให้นักเรียนได้รู้จักกระบวนการคิด
หาเหตุผลในการแสวงหาคาตอบของปัญหาทเ่ี กดิ ข้ึน
กัญชนก กามะพร (2553) ได้กล่าวถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SSCS ไว้ว่า เป็นการสอนท่ีเน้น
ทักษะกระบวนการในการแก้ปัญหาของนักเรียนซ่ึงเป็นทักษะที่ฝึกให้นักเรียนได้รู้จักใช้กระบวนการคิดหา
เหตุผลในการแสวงหาคาตอบของปัญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ
ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการในการแก้ปัญหา ซ่ึงช่วยพัฒนาทักษะในการคิดหาเหตุผล การคิด
12
วิเคราะห์ การแสวงหาคาตอบ การเรียบเรียงและยังช่วยพัฒนาทักษะในการสื่อสารและการนาเสนอได้เป็น
อย่างดี
ทฤษฎีและแนวคิดของรปู แบบ SSCS
Pizzini et al (1989 อ้างถึงใน ชยั วฒั น์ สุทธิรัตน์, 2555) ได้พัฒนาแนวทางการเรียนการสอนการ
แกป้ ญั หาโดยมพี ้นื ฐานมาจากการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ และได้ศึกษาค้นคว้ารายงานการวิจัยต่าง ๆ ท่ี
เกี่ยวขอ้ งมากกมายท่ีศูนย์กลางการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยไอโอวา ซึ่งการสอนโดยใช้รูปแบบ
SSCS น้ี ได้รวมการสอนการแก้ปญั หาในรูปแบบ CPS และรูปแบบ IDEAL เขา้ ดว้ ยกันซ่งึ มีรายละเอยี ดดังน้ี
1. รูปแบบการสอนแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Model) สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ(2554)
ได้กล่าวถึงรูปแบบการสอนแบบวิทยาศาสตร์ว่า เป็นรูปแบบการสอนโดยการนาหลักการทางวิทยาศาสตร์
ไปใช้ โดยการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นพบปัญหาแล้วหาวิธีแก้ไขด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมี
5 ขน้ั ตอน ได้แก่
ขั้นที่ 1 การกาหนดขอบเขตของปัญหา (Location of Problem) เป็นข้ันทาให้นักเรียน
เกดิ ปญั หา เพราะปัญหาจะทาให้นักเรียนเกิดความสนใจอยากรู้อยากเห็นและอยากกระทากิจกรรมในส่ิงที่
เรียน ปัญหาท่ใี ชส้ อนนั้นจะต้องเป็นปัญหาของนักเรียน หรือเก่ียวข้องกับตัวของนักเรียน ไม่ใช่เป็นปัญหาที่
ครกู าหนดไว้ให้ ครเู ป็นเพยี งผู้คอยแนะแนวทางใหเ้ ดก็ เหน็ ว่าปญั หาอยู่ทีไ่ หน
ขั้นที่ 2 ต้ังสมมติฐาน (Setting up of Hypothesis) เป็นข้ันตอนในการแยกปัญหาและ
วางแผนแกป้ ญั หา ขั้นน้คี รูและนกั เรียนจะช่วยกันแยกแยะปญั หาออกไปอย่างกว้างขว้าง เพ่ือสะดวกต่อการ
แก้ปัญหา ครูและนักเรียนจะต้องช่วยกันกาหนดขอบข่ายของเร่ืองท่ีจะเรียนว่าจะไรก่อน อะไรหลัง และ
จาเปน็ จะต้องวางแผนรว่ มกันเพือ่ หาทางวา่ จะแก้ปญั หาเหล่านีอ้ ยา่ งไร
ขั้นท่ี 3 ทดลองและรวบรวมข้อมูล (Experimenting and Gathering of data) เป็นขั้น
การเรยี นรูข้ องนกั เรยี นโดยลงมือกระทาจริงเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นส่งเสริมการส่งเสริมให้นักเรียนได้มีความรู้
ความสามารถและสามารถนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้
ข้ันที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล (Analysis of data) เป็นขั้นที่รวบรวมความรู้จากปัญหาที่แก้ตก
ไปแลว้ นกั เรียนจะตอ้ งจดั แสดงผลงานของตน
ข้ันท่ี 5 สรุป (Conclusion) เป็นข้ันที่ครูและนักเรียนจะสรุปเรียบเรียงให้เป็นระเบียบ
บนั ทึกไว้เป็นหลกั ฐาน จากน้นั จึงประเมนิ ผลงานบทเรียนทเี่ รียนไปแลว้ ว่าได้ผลดแี ละผลเสยี อยา่ งไร
2. การสอนการแก้ปัญหาในรูปแบบ CPS (Creative problem solving) มีลาดับข้ันตอนในการ
แก้ปัญหาแต่ละขั้น ประกอบด้วย การค้นหาข้อเท็จจริง การค้นหาปัญหา การค้นหาแนวความคิดในการ
แก้ปัญหา การคน้ หาแนวทางในการแกป้ ัญหา และการค้นหาแนวทางทเ่ี ป็นท่ยี อมรับ
3. การสอนการแก้ปญั หาโดยใช้รูปแบบ IDEAL (Identity: I, Define: D, Explore: E, Act: A and
Look: L) เป็นรูปแบบการแก้ปัญหาท่ีประกอบด้วยข้ันตอน 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย การจาแนกแยกแยะ
ปัญหา การตีความหมายและการนาเสนอปัญหา การค้นหาวิธีการอื่น ๆ การนาวิธีการเหล่านั้นมาปฏิบัติ
และการมองยอ้ นกลบั และการประเมนิ ผลกระทบในดา้ นต่าง ๆ
13
กระบวนกำรเรียนกำรสอนของรปู แบบกำรจดั กำรเรียนรู้แบบ SSCS
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2555) กล่าวว่า การสอนแบบ SSCS จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเม่ือได้รับการสอนที่มี
ความเกย่ี วขอ้ งกับการคน้ คว้าวธิ ีการแกป้ ัญหา ซึ่งมี 4 ขัน้ ตอนดงั นี้
ขั้นที่ 1 Search: S หมายถึง การค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา และการแยกแยะประเด็นของ
ปัญหา การแสวงหาข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับปัญหา ซ่ึงประกอบด้วย การระดมสมองเพ่ือทาให้เกิดการ
แยกแยะปญั หาต่าง ๆ ชว่ ยผูเ้ รยี นในด้านการมองเห็นความสัมพันธ์ของมโนคติต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในปัญหานั้น ๆ
ผเู้ รยี นจะตอ้ งอธิบายและให้ขอบเขตของปัญหาด้วยคาอธิบายจากความเข้าใจของผู้เรียนเอง ซ่ึงจะต้องตรง
กับจุดมุ่งหมายของบทเรียนท่ีต้ังไว้ ในข้ันนี้นักเรียนจะต้องหาข้อมูลของปัญหาเพิ่มเติม โดยอาจหาได้จาก
การที่ผู้เรียนต้ังคาถาม ถามครูหรือเพื่อนนักเรียนเอง การอ่านบทความในวารสารหรือหนังสือคู่มือต่าง ๆ
การสารวจและอาจได้มาจากงานวจิ ยั หรอื ตามตาราตา่ ง ๆ
ขน้ั ที่ 2 Solve: S หมายถงึ การวางแผนและการดาเนนิ การแก้ปัญหาด้วยวธิ ีการตา่ ง ๆ หรือการหา
คาตอบของปัญหาท่ีเราต้องการ ในขั้นน้ีผู้เรียนต้องวางแผนการแก้ปัญหา รวมไปถึงการวางแผนในการใช้
เครื่องมอื ในการแกป้ ญั หาด้วยตนเอง การหาวิธกี ารในการแก้ปัญหาท่หี ลากหลายเพื่อนาไปสู่การแก้ปัญหาท่ี
ถูกต้อง โดยนาข้อมูลที่ได้จากขั้นท่ี 1 มาใช้ประกอบในการแก้ปัญหา ขณะที่ผู้เรียนกาลังดาเนินการ
แกป้ ัญหา ถา้ พบปัญหาผู้เรียนสามารถที่จะยอ้ นกลับไปท่ีขัน้ ท่ี 1 ได้อีก หรืออาจจะปรับปรุงแผนการของตน
ท่ีวางไว้โดยการประยกุ ตว์ ิธกี ารต่าง ๆ มาใช้รวมกนั
ขน้ั ที่ 3 Create: C หมายถึง การนาผลที่ได้มาจัดกระทาเป็นขั้นตอนเพ่ือให้ง่ายต่อความเข้าใจและ
เพ่ือสื่อสารกับคนอ่ืนได้ การนาเอาข้อมูลที่ได้จากการแก้ปัญหา หรือวิธีการที่ได้จากการแก้ปัญหามาจัด
กระทาให้อยู่ในรูปของคาตอบ หรือวิธีการที่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งอาจทาได้โดยการใช้ภาษาท่ี
ง่าย สละสลวย มาขยายความหรือตัดทอนคาตอบที่ได้ให้อยู่ในรูปที่สามารถอธิบาย ส่ือสารให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้
งา่ ย
ขัน้ ท่ี 4 Share: S หมายถงึ การแลกเปลีย่ นความคิดเห็นเก่ียวกับข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหา การท่ี
ให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขั้นตอน หรือวิธีการท่ีใช้ในการแก้ปัญหาทั้งของตนเองและผู้อ่ืน โดยที่
ผเู้ รียนแตล่ ะคนอาจจะไดว้ ิธีการทแ่ี ตกตา่ งกนั หรอื คาตอบท่ีได้อาจได้รับการยอมรับหรือไม่ได้รับการยอมรับ
ก็ได้ คาตอบที่ได้รับการยอมรับและถูกต้องผู้เรียนจะนามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวิธีการท่ีใช้ในการหา
คาตอบ ส่วนคาตอบหรือวิธีการที่ไม่ได้รับการยอมรับ ผู้เรียนจะต้องร่วมกันพิจารณาว่าเกิดการผิดพลาดท่ี
ใดบ้าง อาจจะผิดพลาดในขั้นการวางแผนการแก้ปัญหาหรือการแก้ปัญหาผิดพลาด ตารางต่อไปนี้เป็นการ
แสดงข้นั ตอนการจัดการเรียนรูแ้ บบ SSCS
จากการศึกษาแนวคิดของการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ทาให้สามารถสรุปความหมายของการ
จัดการเรียนรู้แบบ SSCS ได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิด
ทักษะกระบวนการในการแก้ปัญหา ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 Search: S
หมายถึง ข้ันกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้ค้นหาข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับปัญหา แยกแยะประเด็นของปัญหา
แสวงหาขอ้ มูลตา่ ง ๆ ท่ีเกี่ยวกับปัญหา รวมท้ังเป็นการระลึกถึงข้อมูลเดิมท่ีจาเป็นต่อการแก้ปัญหาโดยมีครู
คอยชว่ ยเหลอื และแนะนา ข้ันที่ 2 Solve: S หมายถงึ ขนั้ กิจกรรมทจ่ี ดั ให้ผู้เรียนคิดวางแผนและดาเนินการ
แก้ปญั หาด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือการหาคาตอบของปัญหาที่ต้องการ ซึ่งในขั้นน้ีนักเรียนอาจเลือกใช้ยุทธวิธี
การแก้ปัญหาแบบใดแบบหนง่ึ มาช่วยในการแก้ปัญหาหรือทาให้มองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้ง่ายข้ึน
ขั้นท่ี 3 Create: C หมายถงึ ขน้ั กจิ กรรมที่จดั ให้ผู้เรียนนาผลทไี่ ด้จากการดาเนินการในข้ันที่ 2 มาจัดกระทา
14
เป็นขั้นตอนเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและเพื่อส่ือสารกับคนอื่นได้ ซึ่งในข้ันน้ีนักเรียนจะได้ฝึกทักษะการ
ส่ือสารไปด้วยและการนาเสนอ ขั้นท่ี 4 Share: S หมายถึง ขั้นกิจกรรมท่ีจัดให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความ
คิดเหน็ เกี่ยวกบั ขั้นตอนหรือวธิ ีการท่ีใชใ้ นการแก้ปญั หาท้ังของตนเองและผู้อื่น
ผลสัมฤทธท์ิ ำงกำรเรยี น
ควำมหมำยของผลสมั ฤทธทิ์ ำงกำรเรียน
นันทวัน คาสียา (2551) ได้กล่าวสรุปเก่ียวกับความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าหมายถึง
ความสาเรจ็ ของผเู้ รยี นในดา้ นความรู้ ทกั ษะและสมรรถภาพสมองดา้ นต่าง ๆ ของผูเ้ รียนต่อการเรยี นรู้
วิลสัน (Willson, 1971 อ้างถึงใน กัญชนก กามะพร, 2553) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คณิตศาสตร์หมายถึงความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive Domain) ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ซึ่งเป็น
ผลของการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่ประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ออกมาเป็น
ระดับความสามารถ โดยแบ่งพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ในการเรียนการสอน
คณติ ศาสตร์ ออกเปน็ 4 ระดับดงั น้ี
1. ความร้คู วามจาด้านการคานวณ (Computation) พฤตกิ รรมในระดบั นีถ้ ือว่าเป็นพฤติกรรมท่ีอยู่
ในระดบั ตา่ แบ่งออกเป็น 3 ขนั้
1.1 ความรู้ความจาเก่ียวกับข้อเท็จจริง (Knowledge of Specific Facts) เป็น
ความสามารถที่ระลึกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ท่ีนักเรียนเคยได้รับจากการเรียนการสอนมาแล้ว คาถามที่วัด
ความสามารถในระดับน้ีจะเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตลอดจนความรู้พื้นฐานซ่ึงนักเรียนได้ส่ังสมมาเป็นระยะ
เวลานานแลว้ ด้วย
1.2 ความรู้ความจากับคาศัพท์และนิยาม (Knowledge of Terminology) เป็น
ความสามารถในการระลึกหรือจาศัพท์ และนิยามต่าง ๆ ได้โดยการตั้งคาถามตามโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้
แตไ่ ม่ต้องอาศยั คานวณ
1.3 ความสามารถในการทาตามขั้นตอน (Ability to Carry out Algorithms) เป็น
ความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริง หรือนิยามหรือกระบวนการท่ีได้เรียนมาแล้ว สามารถคานวณตามลาดับ
ขั้นตอน ข้อสอบที่วัดความสามารถด้านนี้ต้องเป็นโจทย์ง่าย ๆ คล้ายคลึงตัวอย่างที่มีนักเรียนต้องพบกับ
ความยุ่งยาก ในการตดั สินใจเลือกใชก้ ระบวนการ
2. ความเข้าใจ (Comprehension) ความเข้าใจเป็นพฤติกรรมท่ีใกล้เคียงกับพฤติกรรมระดับ
ความรูค้ วามจาเก่ียวกับการคดิ คานวณ แต่ซับซอ้ นกวา่ แบง่ เป็น 6 ขน้ั
2.1 ความรู้เก่ียวกับมโนทัศน์ (Knowledge of Concepts) ความรู้เก่ียวกับมโนทัศน์เป็น
ความสามารถท่ีซับซ้อนกว่าความรู้ความจาเก่ียวกับข้อเท็จจริง เพราะมโนทัศน์เป็นนามธรรมซ่ึงประมวล
จากข้อเท็จจรงิ ตา่ ง ๆ ตอ้ งอาศยั การตัดสินใจในการตคี วามหรอื ยกตัวอยา่ งของมโนทัศน์น้ันโดยใช้คาพูดของ
ตัวเอง หรือเลือกความหมายที่กาหนดให้ ซ่ึงเขียนในรูปใหม่หรือตัวอย่างใหม่แตกต่างไปจากที่เคยเรียนใน
ชนั้ เรียน มิฉะนั้นจะเปน็ การวัดความจา
2.2 ความรู้เก่ียวกับหลักการ กฎ และข้อสรุปนัยทั่วไป (Knowledge of Principles
Rules and Generalization) พฤติกรรมในข้ันนี้เป็นความสามารถในการเอาหลักการ กฎและความเข้าใจ
เกยี่ วกับมโนทศั น์ ไปสมั พนั ธ์กบั ปัญหาจนได้แนวทางในการแก้ปัญหาได้ ถ้าคาถามนั้นเป็นคาถามท่ีเก่ียวกับ
หลักการกฎที่นกั เรยี นไม่เคยพบมาก่อน อาจจดั เป็นพฤตกิ รรมในระดบั วเิ คราะห์กไ็ ด้
15
2.3 ความรู้เก่ียวกับโครงสร้างคณิตศาสตร์ (Knowledge of Mathematical Structure)
คาถามที่วัดพฤติกรรม ในขั้นน้เี ป็นคาถามที่วดั เกย่ี วกบั สมบตั ริ ะบบจานวนและโครงสรา้ งทางพชี คณิต
2.4 ความสามารถในการเปล่ียนองค์ประกอบของปัญหาจากแบบหนึ่งไปอีกแบบหน่ึง
(Ability to Transform Problem Elements from One Mode to Another) พฤติกรรมในข้ันน้ีเป็น
ความสามารถในการแปลข้อความท่ีกาหนดให้ เป็นข้อความใหม่ ภาษาใหม่ เช่น แปลภาษาพูดให้เป็น
สมการ ซ่งึ มคี วามหมายคงเดิม โดยไม่รวมถึงข้ันตอน (Algorithms) ในการแก้ปัญหาหลังจากแปลแล้ว อาจ
กลา่ วได้วา่ เป็นพฤติกรรมทงี่ า่ ยที่สุดของพฤติกรรมระดบั ความเข้าใจ
2.5 ความสามารถติดตามแนวเหตุผล (Ability to Follow a Line of Reasoning) เป็น
ความสามารถในการอา่ นและเขา้ ใจขอ้ ความทางคณิตศาสตร์ซึ่งแตกต่างไปจากความสามารถในการอ่านทั่ว ๆ
ไป
2.6 ความสามารถในการอ่านและการตีความ (Ability to Read and Interpret a
Problem) ข้อสอบที่วัดความสามารถในข้ันนี้ อาจดัดแปลงมาจากข้อสอบที่วัดในขั้นอ่ืน ๆ โดยให้นักเรียน
อ่านและตคี วามโจทยป์ ัญหาซ่งึ อาจอยใู่ นรูปของข้อความ ตวั เลข ข้อมลู ทางสถิติ หรอื กราฟ
3. การนาไปใช้ (Application) การนาไปใช้เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาที่คล้ายกับปัญหาที่
นกั เรยี นประสบอยูร่ ะหวา่ งเรยี น หรือคล้ายกบั แบบฝึกหดั นกั เรียนสามารถเลือกกระบวนการแก้ปัญหาและ
ดาเนินการแก้ปญั หาได้โดยไม่ยาก พฤติกรมในระดับนแ้ี บ่งเปน็ 4 ขัน้ ได้แก่
3.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาท่ีคล้ายกับปัญหาท่ีประสบอยู่ในระหว่างเรียน (Ability
to Solve Routine Problems) นักเรียนต้องอาศัยความสามารถในระดับความเข้าใจและเลือก
กระบวนการแก้ปัญหาจนไดค้ าตอบออกมา
3.2 ความสามารถในการเปรียบเทียบ (Ability to Make Comparisons) ความสามารถ
ในการเปรียบเทียบ เป็นความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุดเพื่อการสรุปตัดสินใจ
ซ่ึงการแก้ปัญหาในคร้ังนี้อาจต้องใช้วิธีการคิดคานวณและจาเป็นต้องอาศัยความรู้ที่เก่ียวข้องรวมทั้ง
ความสามารถในการคดิ อยา่ งมเี หตผุ ล
3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ (Ability to Analysis Data) ขนั้ น้ีเป็นความสามารถใน
การตัดสินใจอย่างต่อเน่ืองในการหาคาตอบจากข้อมูลที่กาหนดให้ ซ่ึงต้องอาศัยการแยกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ออกจากข้อมูลท่ีไม่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าอะไรคือข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติม มีปัญหาอื่นใดบ้างท่ีอาจเป็น
ตัวอยา่ งในการหาคาตอบของปัญหาท่ีกาลังประสบอยู่ หรือต้องแยกโจทย์ออกพิจารณาออกเป็นส่วน มีการ
ตดั สินใจหลายครง้ั อยา่ งต่อเน่ืองตัง้ แต่ต้นจนไดค้ าตอบหรือผลลพั ธท์ ี่ตอ้ งการ
3.4 ความสามารถในการมองเห็นแผนภาพ ลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกันและการ
สมมาตร (Ability to Recognize Patterns Isomorphism’s and Symmetries) พฤติกรรมในข้ันน้ีเป็น
ความสามารถท่ีต้องอาศยั พฤติกรรมอย่างต่อเน่ืองต้ังแต่การระลึกถึงข้อมูลท่ีกาหนดให้การเปลี่ยนรูปปัญหา
การจัดกระทาข้อมูล การระลึกถึงข้อมูล การระลึกถึงความสัมพันธ์ นักเรียนต้องสารวจส่ิงท่ีคุ้นเคยจาก
ขอ้ มลู หรอื ส่งิ ทก่ี าหนดจากโจทยป์ ญั หาใหพ้ บ
4. การวิเคราะห์ (Analysis) พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นพฤติกรรมขั้นสูงสุดของสมรรถภาพด้านพุทธิ
พิสัย ในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งรวมพฤติกรรมส่วนใหญ่ท่ีบรรยายไว้ในการวิเคราะห์การ
สงั เคราะห์ หรือการประเมนิ ของบลูม (Bloom) รวมถงึ สง่ิ ท่เี รียกว่า การค้นคว้าอิสระ (Open Search) และ
พฤติกรรมในระดับนี้ประกอบด้วยการแก้ปัญหาท่ีไม่เคยแก้มาก่อน ประสบการณ์เก่ียวกับการค้นพบ และ
16
พฤติกรรมสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์พฤติกรรมระดับน้ีแตกต่างจากพฤติกรรมขั้นนาไปใช้ หรือ
ระดบั ความเข้าใจ ตรงท่ีพฤติกรรม ระดับนี้ประกอบด้วยระดับการถ่ายโอนไปยังบริบทท่ียังไม่เคยปฏิบัติมา
ก่อน การตอบข้อทดสอบในระดับนี้ต้องอาศัยพฤติกรรมการเรียนด้วยตนเองเป็นอย่างมาก วัตถุประสงค์
ของการเรยี นการสอนคณิตศาสตรอ์ ยู่ในระดบั วเิ คราะหซ์ ่ึงแบง่ เป็น 5 ขน้ั ดังน้ี
4.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาท่ีไม่เคยประสบมาก่อน (Ability to Solve Non
routine Problem) คาถามในขั้นน้ีเป็นคาถามท่ีซับซ้อน ไม่มีในแบบฝึกหัดหรือตัวอย่างนักเรียนไม่เคยเห็น
มากอ่ น ต้องอาศยั ความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานกับความเขา้ ใจในมโนทัศน์ นิยามตลอดจนทฤษฎีต่าง ๆ ท่ี
เรียนมาแล้วเปน็ อย่างดี
4.2 ความสามารถในการค้นพบความสัมพันธ์ (Ability to Discover Relationships)
พฤติกรรมในขั้นน้ีเป็นความสามารถในการจัดส่วนต่าง ๆ ที่โจทย์กาหนดให้ใหม่แล้วสร้างความสัมพันธ์ขึ้น
ใหมเ่ พื่อใชแ้ กป้ ัญหา แทนการนาเพยี งความสมั พันธ์เดมิ ท่ีจาไดม้ าใช้กับข้อมลู ชุดใหมเ่ ท่านนั้
4.3 ความสามารถในการสร้างขอ้ พิสจู น์ (Ability to Construct Proofs) พฤตกิ รรมในข้ัน
น้ีเป็นความสามารถในการสร้างภาษา เพ่ือยืนยันข้อความทางคณิตศาสตร์อย่างสมเหตุสมผลโดยอาศัย
นยิ าม สัจพจน์ และทฤษฎตี า่ ง ๆ ที่เรยี นมาแล้วพิสูจนป์ ัญหาที่ไมเ่ คยพบมาก่อน
4.4 ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อพิสูจน์ (Ability to Criticize Proofs)
พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นความสามารถที่ควบคู่กับความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ อาจเป็นพฤติกรรมที่มี
ความซับซ้อนน้อยกว่าพฤติกรรมในการสร้างข้อพิสูจน์ พฤติกรรมในขั้นน้ีต้องการให้นักเรียนสามารถ
ตรวจสอบข้อพสิ จู นว์ ่าถูกตอ้ งหรือไม่ มตี อนใดผดิ บา้ ง
4.5 ความสามารถในการสร้างและตรวจสอบความถูกต้องของข้อสรุปนัยทั่วไป (Ability
to Formulate and Validate Generalization) พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นความสามารถในการค้นพบสูตร
หรือกระบวนการปญั หา และพิสจู น์วา่ ใชก้ รณที ั่วไปได้
ฉลองรัตน์ พารสี อน และคณะ (2553) ไดก้ ลา่ วถึงความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
คณิตศาสตร์ว่า หมายถึง ความสามารถ หรือความสาเร็จในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ ทักษะในการแก้ปัญหา
ความสามารถในการนาไปใช้ และการวิเคราะห์เป็นต้น รวมถึงประสิทธิภาพท่ีได้จากการเรียนรู้ซึ่งได้รับมา
จากการสอน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งวัดได้จากการตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนที่สร้างข้นึ
องค์ประกอบทมี่ อี ิทธพิ ลตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน
ปริยทิพย์ บุญคง (2546 อ้างถึงใน นันทวัน คาสียา, 2551) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อ
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ไวด้ งั น้ี
1. ด้านคุณลักษณะการจัดระบบในโรงเรียน ตัวแปรด้านนี้จะประกอบด้วยขนาดของโรงเรียน
อัตราส่วนนักเรียนต่อครู อัตราส่วนนักเรียนต่อห้องเรียน ซ่ึงตัวแปรเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น
2. ดา้ นคุณลักษณะของครู ตัวแปรทางด้านคุณลักษณะของครูประกอบด้วยประสบการณ์อายุ วุฒิ
ภาวะของครู การฝึกอบรมของครู จานวนวันลาของครู จานวนคาบที่สอนในหนึ่งสัปดาห์ความเอาใจใส่ใน
หน้าที่ ทศั นคติเกี่ยวกบั นกั เรยี น ซงึ่ ตัวแปรเหล่านม้ี ีความสัมพนั ธ์กับผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
17
3. ด้านคุณลักษณะของนักเรียน ประกอบด้วยตัวแปรเกี่ยวกับตัวนักเรียน เช่น เพศอายุสติปัญญา
การเรียนพิเศษ การได้รับความช่วยเหลือเก่ียวกับการเรียน สมาชิกในครอบครัว ระดับการศึกษาของบิดา
มารดา อาชีพของผู้ปกครอง ความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์การเรียน ระยะทางไปเรียน การมีอาหาร
กลางวนั รับประทาน ความเอาใจใส่ต่อการเรียน ทัศนคติต่อการเรียนการสอนฐานะทางครอบครัว การขาด
เรยี น การเข้ารว่ มกิจกรรมทท่ี างโรงเรียนจัดขน้ึ ตวั แปรเหลา่ นกี้ ็มคี วามสัมพันธ์กบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
4. ด้านภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อมของนักเรียน การศึกษาเก่ียวกับความสัมพันธ์
ระหว่างสภาพเศรษฐกิจสังคมกับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในต่างประเทศ ซ่ึง
ประกอบดว้ ยตัวแปร เช่น ขนาดครอบครัว ภาษาทีพ่ ดู ในบา้ น ถิน่ ฐานทตี่ ั้งของบา้ น
เพรสคอทท์ (Prescott, 1961 อ้างถึงใน ฉลองรัตน์ พารีสอน และคณะ, 2553) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ
การเรียนของนักเรียน และสรุปผลการศึกษาว่าองค์ประกอบท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ
นักเรยี นทั้งในและนอกห้องเรียน ดังนี้
1. องคป์ ระกอบทางด้านร่างกาย ได้แก่ อัตราการเจริญเตบิ โตของร่างกาย สุขภาพทางด้านร่างกาย
ขอ้ บกพร่องทางกาย และบุคลกิ ท่าทาง
2. องคป์ ระกอบทางความรกั ได้แก่ ความสัมพันธ์ของบิดามารดากับลูกความสัมพันธ์ระหว่างลูก ๆ
ด้วยกนั และความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสมาชิกทัง้ หมดในครอบครัว
3. องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ของ
ครอบครัว สภาพแวดล้อมทางบ้าน การอบรมทางบ้าน และฐานะทางบา้ น
4. องค์ประกอบทางความสมั พนั ธใ์ นเพ่อื นวยั เดียวกัน ได้แก่ ความสัมพันธ์ของนักเรียนกับเพ่ือนวัย
เดยี วกนั ทง้ั ท่ีบ้านและทโี่ รงเรยี น
5. องคป์ ระกอบทางพัฒนาแหง่ ตน ได้แก่ สตปิ ญั ญา ความสนใจ เจตคติต่อการเรียน
6. องคป์ ระกอบทางการปรบั ตน ไดแ้ ก่ ปัญหาการปรับตน การแสดงออกทางอารมณ์
แมดดอกซ์ (Maddox, 1965 อ้างถึงใน พิริยพงศ์ เตชะศิริยืนยง, 2552 ได้ทาการศึกษาพบว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางสติปัญญา และความสามารถทางสมอง
ร้อยละ 50 ถึง 60 ขึ้นอยู่กับความพยายามและวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพร้อยละ 30 ถึง 40 และขึ้นอยู่
กบั โอกาสและสงิ่ แวดลอ้ ม ร้อยละ 10 ถึง15
ประเภทของผลสมั ฤทธทิ์ ำงกำรเรยี น
พิชิต ฤทธ์ิจรูญ (2552) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนน้ันสามารถจาแนกได้เป็น 3 ประเภท
ตามพฤติกรรมทางการศึกษา ซึ่งพฤติกรรมทางการศึกษาท่ีนิยมใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นของบลูมและคณะ
(Bloom and Other) ซ่ึงใช้หลักการจาแนกอันดับ (Taxonomy) จาแนกพฤติกรรมการศึกษาเป็น 3 ด้าน
คือ พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านจิตพิสัย (Affective Domain) และ
พฤตกิ รรมดา้ นทักษะพสิ ยั (Psychomotor Domain) ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดังต่อไปน้ี
1. พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นสมรรถภาพทางด้านสมองหรือสติปัญญา
ของบุคคลในการเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 6 ระดับ เรียงตามลาดับข้ันตอนการเกิดพฤติกรรมจากขั้น
ต่าสุดถึงขั้นสูงสุด คือ ความรู้ ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการ
ประเมินคา่ ดงั นี้
18
1. ความรู้ ความจา (Knowledge) หมายถึง ความสามารถทางสมองในการรักษาไว้ซึ่ง
เรอ่ื งราวต่าง ๆ ท่บี ุคคลไดร้ บั รูไ้ ว้ในสมองไดอ้ ยา่ งถูกต้องแม่นยา จาแนกออกเปน็ 3 ลักษณะ คือ
1.1 ความรู้ในเร่ืองเฉพาะ (Knowledge of Specifics) เป็นสมรรถภาพทาง
สมองขน้ั ตา่ สุดที่จะเป็นพื้นฐานใหเ้ กิดสมรรถภาพทางสมองขั้นสูงที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมต่อไป จาแนก
เป็น 2 ข้อ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคาศัพท์และนิยาม (Knowledge of Terminology) เป็นความสามารถใน
การบอกความหมายของคาและสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น การให้นิยามศัพท์ทางคณิตศาสตร์ได้ เป็นต้น และ
ความรู้เกี่ยวกับกฎและความจริงบางอย่าง (Knowledge of Specific Fact) เป็นความสามารถในการบอก
สูตร ทฤษฎี และข้อเท็จจริงตา่ ง ๆ เช่นสามารถบอกสูตรการหาพื้นท่ีสามเหลี่ยมได้ เป็นต้น
1.2 ความรู้ในวิธีดาเนินการ (Knowledge of Ways and Mean of Dealing
with Specifics) เป็นความรู้ในเรื่องของวิธีการและการจัดระเบียบ จาแนกเป็น 5 ลักษณะคือ ความรู้
เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน (Knowledge of conventions) เป็นความสามารถในการบอกรูปแบบการ
ปฏิบัตหิ รอื ระเบียบท่ีเหมาะสมในการปฏิบัติซ่ึงเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ ความรู้เกี่ยวกับลาดับขั้นและ
แนวโน้ม (Knowledge of trends and sequence) เป็นความสามารถในการบอกข้ันตอนก่อนหลังและ
ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของส่ิงต่าง ๆ ความรู้เก่ียวกับการจัดประเภท (Knowledge of Classification
and Categories) เป็นความสามารถในการจาแนก จัดหมวดหมู่ความเหมือนและความแตกต่างตาม
คุณลกั ษณะและหน้าทขี่ องส่ิงต่าง ๆ ความร้เู กย่ี วกบั เกณฑ์ (Knowledge of Criteria) เป็นความสามารถใน
การบอกเกณฑ์ หลักการในการตรวจสอบและวินิจฉัย ข้อเท็จจริงต่าง ๆ และความรู้เก่ียวกับวิธีการ
(Knowledge of Methodology) เป็นความสามารถในการบอกเทคนิค กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ใน
สิ่งทจี่ ะทาให้ได้มาซงึ่ ผลลพั ธท์ ี่ต้องการ
1.3 ความรู้รวบยอดในเน้ือเรื่อง (Knowledge of the Universal and
Abstractions in a Field) เป็นความรู้เกี่ยวกับข้อสรุปลักษณะสามัญของส่ิงต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
ความรู้เก่ียวกับหลักวิชาและการขยายหลักวิชา (Knowledge of principles and generalizations) เป็น
ความรู้ในการสรุปใจความสาคัญของเร่ืองและนาหลักหรือความรู้ที่ได้ไปอภิปรายเรื่องอ่ืน ๆ ที่มีความ
คล้ายคลึงกันได้ และความรู้เก่ียวกับทฤษฎีและโครงสร้าง (Knowledge of Theories and Structures)
เป็นความสามารถในการนาหลักวิชาหลาย ๆ หลักวิชา ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกันมาสัมพันธ์กันจนได้โครงสร้าง
ของเน้ือความใหม่ในเรื่องเดียวกันได้ เช่น สามารถบอกคุณลักษณะร่วมของส่ีเหล่ียมจัตุรัสและ
ส่เี หลยี่ มผืนผา้ ได้
2. ความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึง ความสามารถในการจับใจความสาคัญของเรื่อง
สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเดิมออกมาเป็นภาษาของตนเองได้โดยที่ยังมีความหมายเหมือนเดิมพฤติกรรมที่
นักเรียนแสดงออกว่ามีความเข้าใจมี 3 ลักษณะ ได้แก่ การแปลความ (Translation) เป็นความสามารถใน
การถอดความหมายจากภาษาหนง่ึ ไปสอู่ ีกภาษาหนง่ึ ซง่ึ อาจแปลได้หลายลักษณะเช่น แปลจากภาษาสามัญ
เป็นภาษาเทคนิค หรือจากภาษาเทคนิคเป็นภาษาสามัญ แปลจากภาษาพูดเป็นภาษาเขียน แปลจาก
พฤติกรรม รูปภาพ ท่าทาง เป็นข้อความหรือจากข้อความเป็นพฤติกรรมรูปภาพและท่าทาง การตีความ
(Interpretation) เปน็ ความสามารถในการสรุปความ การแปลความมองภาพส่วนรวมมาเป็นใจความสั้น ๆ
อย่างได้ใจความ และการขยายความ (Extrapolation) เป็นความสามารถในการเสริมเติมแต่งหรือขยาย
แนวคิดให้กว้างไกลไปจากข้อมูลเดิมอย่างสมเหตุสมผลซ่ึงต้องอาศัยการแปลความหมายและการตีความ
ประกอบกันจึงจะสามารถขยายความหมายของเรื่องราวน้ันได้
19
3. การนาไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนาหลักวิชาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์
ใหม่ ซ่ึงอาจใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับสถานการณ์ท่ีเคยพบเห็นมาก่อน เช่น การนาอสมการโคชี ชวาร์ช
(Cauchy and Schwarz Inequality) ไปสรา้ งอสมการเอกลกั ษณ์ใหมไ่ ด้
4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแยกแยะเรื่องราว ส่ิงต่าง ๆ ออกเป็น
ส่วนย่อย ๆ ได้ว่าเร่ืองราวหรือส่ิง ๆ นั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง มีความสาคัญอย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไร
เป็นผล และท่ีเป็นอย่างน้ันอาศัยหลักการอะไร ซ่ึงสามารถเป็นได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ การวิเคราะห์
ความสาคัญ (Analysis of Element) เป็นความสามารถในการค้นหาจุดสาคัญหรือหัวใจของเรื่อง ค้นหา
สาเหตุ ผลลัพธ์และจุดมุ่งหมายสาคัญของเรื่องต่าง ๆ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of
Relationship) เป็นความสามารถในการค้นหาความเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน และการพาดพิงกันระหว่าง
องค์ประกอบต่าง ๆ ว่ามีความเก่ียวพันกันในลักษณะใด คล้อยตามกันหรือขัดแย้งกันเก่ียวข้องกันหรือไม่
เก่ียวข้องกัน และวิเคราะห์หลักการ (Analysis of Principles) เป็นความสามารถในการค้นหาว่า การท่ี
โครงสร้างและระบบของวัตถุ ส่ิงของ เร่ืองราว และการกระทาต่าง ๆ ท่ีร่วมกันอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้ เป็น
เพราะยดึ หลกั การหรอื แกนอะไรเปน็ สาคญั
5. การสงั เคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการผสมผสานส่วนย่อยต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อ
เป็นส่ิงใหม่อีกรูปแบบหนึ่งท่ีมีคุณลักษณะ โครงสร้างหรือหน้าท่ีใหม่ที่แปลกแตกต่างไปจากของเดิม การ
สงั เคราะห์แบง่ เป็น 3 ลกั ษณะ ได้แก่การสังเคราะห์ข้อความ (Production of Unique Communication)
เปน็ ความสามารถในการสังเคราะห์ขอ้ ความโดยสื่อ หรือโดยการพูดการเขียน การวิพากษ์วิจารณ์เพื่อหาข้อ
ยุติบางประการ การสังเคราะห์แผนงาน (Production of Plan, or Proposed Set of Operation) เป็น
ความสามารถในการกาหนดแนวทางวางแผนออกแบบ เขียนโครงงานหรือโครงการต่าง ๆ ล่วงหน้าข้ึนมา
ใหม่ให้สอดคล้องกับข้อมูลและจุดมุ่งหมายที่วางไว้ เช่น เขียนโครงงานคณิตศาสตร์ได้ เป็นต้น และการ
สังเคราะห์ความสัมพันธ์ (Derivation of a Set of Abstract Relations) เป็นความสามารถในการนาเอา
นามธรรมย่อย ๆ มาจดั ระบบของข้อเท็จจริงหรือส่วนประกอบมาผสมผสานให้เป็นสิ่งสาเร็จรูปหน่วยใหม่ที่
แปลกไปจากเดิม เกดิ เป็นเรือ่ งราวใหม่ เป็นทฤษฎี กฎ สมมติฐานหรือสูตรขึน้
6. การประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการพิจารณาตัดสินหรือลงข้อสรุปเก่ียวกับ
คุณค่าของเน้ือหาและวิธีการต่าง ๆ โดยอาศัยเกณฑ์และมาตรฐานท่ีวางไว้ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
การประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ภายใน (Judgment in Terms of Internal Evidence) เป็นความสามารถใน
การตัดสินเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง โดยใช้เน้ือหาสาระในเหตุการณ์นั้นเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน และการ
ประเมินโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอก (Judgment in Terms of External Evidence) เป็นความสามารถใน
การตัดสินเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง โดยใช้เกณฑ์ท่ีไม่ได้ปรากฏตามเน้ือเรื่องหรือเหตุการณ์นั้น ๆ แต่ใช้
เกณฑ์ที่กาหนดขึ้นมาใหม่ซึ่งอาจเป็นเกณฑ์ตามหลักการเหตุผลหรือเกณฑ์ท่ีสังคมหรือระเบี ยบประเพณี
กาหนดไว้
2. พฤติกรรมด้านจิตพิสัย (Affective Domain) พฤติกรรมด้านจิตพิสัยเป็นพฤติกรรมท่ีเก่ียวกับ
ความรู้สึกนึกคิดทางด้านจิตใจ อารมณ์และคุณธรรมของบุคคลซ่ึงต้องอาศัยการสร้างหรือปลูกฝัง
คุณลักษณะนิสัยต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นโดยเร่ิมจากพฤติกรรมข้ันแรกที่ง่ายไปหาขั้นสุดท้ายที่ยากพฤติกรรมด้าน
จติ พิสัย มี 5 ระดบั คือ การรบั รู้ การตอบสนอง การสร้างค่านยิ ม การจดั ระบบคา่ นิยมและการสร้างลักษณะ
นสิ ัย ดังนี้
20
1. การรับรู้ (Receiving or Attending) เป็นขั้นที่บุคคลเริ่มมีความรู้สึกว่ามีส่ิงเร้าเข้ามา
กระตุ้นให้แสดงพฤติกรรม และจะเร่ิมทาความรู้จักในสิ่งนั้น พฤติกรรมข้ันน้ียังสามารถแบ่งเป็น 3
พฤติกรรมยอ่ ย ได้แก่ การทาความรูจ้ กั (Awareness) เปน็ ข้ันท่ีบคุ คลเริ่มรู้สึกว่ามีสิ่งเร้าเข้ามา และยินยอม
ให้ส่ิงเร้าน้ันอยู่ในความสนใจของตน การเต็มใจท่ีจะรับรู้ (Willing to Receive) เป็นขั้นที่บุคคลเริ่ม
แยกแยะความแตกต่างระหวา่ งสง่ิ เรา้ ทมี่ ากระตุน้ กบั ส่ิงเร้าอืน่ ๆ และเกดิ ความพึงพอใจในส่ิงเร้าทีมากระตุ้น
และการเลือกรบั ส่งิ เร้าท่ีต้องการ (Controlled or Selected Attention) เป็นการเลือกสรรที่จะสนใจหรือ
เอาใจใส่ตอ่ สง่ิ เร้าท่ตี นเองพึงพอใจ หรอื คน้ หาด้วยตนเอง
2. การตอบสนอง (Responding) เป็นข้ันที่บุคคลแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบส่ิงเร้านั้นด้วย
ความยินยอม เต็มใจ สิ่งมีพฤติกรรมย่อย 3 ขั้น ได้แก่ การยินยอมที่จะตอบสนอง (Acquiescence in
Responding) เป็นการแสดงออกมาในลักษณะเช่ือฟังหรือยินยอม ความเต็มใจท่ีจะตอบสนอง (Willing
ness to response) เป็นการตอบสนองด้วยความเต็มใจ หรือเพิ่มความสนใจในส่ิงเร้ามากขึ้นและความพึง
พอใจในการตอบสนอง (Satisfaction in Response) เป็นการแสดงให้เห็นลักษณะทางอารมณ์ในทางท่ีชื่น
ชอบในสิง่ เหลา่ น้นั และพึงพอใจทจ่ี ะตอบสนอง
3. การเกิดค่านิยม (Valuing) เป็นขั้นท่ีบุคคลมองเห็นคุณค่าของการตอบสนองสิ่งเร้าหรือ
ประสบการณ์แล้วกลายมาเป็นส่ิงท่ียึดถือของบุคคลในโอกาสต่อไป ซึ่งการเกิดค่านิยมประกอบด้วยการเกิด
พฤติกรรมย่อย 3 ขั้น ได้แก่ การยอมรับในคุณค่า (Acceptance of Value) เป็นข้ันการมองเห็นความสาคัญ
และยอมรับว่าพฤติกรรมที่แสดงออกไปนั้นเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า การชื่นชอบในคุณค่า (Preference for
Value) เปน็ ขน้ั การนยิ มชมชอบในคุณค่าของค่านิยมด้วยความพึงพอใจและการสร้างคุณค่า (Commitment
or Conviction) เป็นข้ันที่บุคคลนาสิ่งนั้นมาปฏิบัติอยู่เสมออย่างคงเส้นคงวาจนเกิดการยอมรับเป็นค่านิยม
ของตนเองและแสดงออกอย่างชัดเจนว่ายึดถือคุณค่าของส่ิงใด สนับสนุน ปกป้องคุณค่า ปฏิเสธคุณค่าท่ี
ขดั แย้งและยังพยายามชักชวนผ้อู ืน่ ให้ปฏิบัติตามค่านิยมของตนด้วย
4. การจัดระบบคณุ ค่า (Organization) เป็นข้ันตอนที่บุคคลนาค่านิยมท่ีตนเองสร้างไว้มา
จัดระบบหรือหมวดหมู่โดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมเหล่าน้ันและปรับส่ิงท่ีขัดแย้งกัน เพ่ือนามา
สร้างเป็นค่านิยมสาหรับการยึดถือและปฏิบัติต่อไป ข้ันการเกิดการจัดระบบค่านิยม ประกอบด้วย
พฤติกรรมย่อย 2 ขนั้ ไดแ้ ก่ การสร้างความคิดรวบยอดของคุณค่า (Conceptualization of a Value) เป็น
ความสามารถของบุคคลที่จะสร้างแก่นสาระสาคัญของคุณค่าของสิ่งน้ัน ๆ จากการจัดระบบหมวดหมู่ของ
คณุ ค่ายอ่ ย ๆ และการจดั ค่านิยมให้เป็นระบบ (Organization of a Value System) เป็นการนาเอาคุณค่า
หลาย ๆ คุณค่ามาจัดระบบใหอ้ ยู่ในสภาพทีส่ อดคล้องกลมกลืนกันเพ่อื สร้างเปน็ ลกั ษณะภายในตนเองท่ีคงที่
แน่นอน ลักษณะสุดท้ายของการจัดระบบค่านิยมนี้จะออกมาในลักษณะของปรัชญาแห่งชีวิตหรือ
อดุ มการณแ์ ห่งความคดิ
5. การสร้างลักษณะนิสัย (Characterization by a Value Complex) เป็นข้ันการนา
ค่านิยมทจี่ ัดระบบคุณคา่ ทมี่ ใี นตัวเข้าเป็นระบบที่ถาวรและทาหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของบุคคลไม่ว่าจะอยู่
ในสถานการณ์ใด ๆ ก็จะแสดงพฤติกรรมตามค่านิยมท่ียึดถือตลอดไปอย่างสม่าเสมอจนเกิดเป็นลักษณะ
นิสัยประจาตัวของแต่ละบุคคล การสร้างลักษณะนิสัยมี 2 ลักษณะ ได้แก่ การสร้างลักษณะนิสัยชั่วคราว
(Generalized Set) เปน็ การแสดงพฤติกรรมท่ีสอดคล้องกับค่านิยมบางตัวอย่างของบุคคล โดยคานึงถึงผล
ท่ีจะเกิดตามมาในสถานการณ์น้ัน ๆ ด้วย และการสร้างลักษณะนิสัยถาวร (Characterization) เป็นข้ันท่ี
21
บุคคลแสดงลักษณะนิสยั ทแ่ี ทจ้ รงิ ออกมาอยา่ งสมบูรณต์ ามความเช่ือหรือเจตคติท่ีได้มาเป็นปรัชญาชีวิตของ
ตน ซึง่ ถอื วา่ เปน็ จดุ สุดยอดของการพฒั นาคน
3. พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรมที่เก่ียวข้องกับ
ความสามารถเชิงปฏิบัติการ ซึ่งเก่ียวข้องกับระบบการใช้งานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่ต้องอาศัยการ
ประสานสัมพันธ์ของกล้ามเน้ือกับการทางานของระบบประสาทต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน่วยส่ังการ เช่นการ
เคลอื่ นไหวอวยั วะตา่ ง ๆ ในการทากิจวัตรประจาวนั ซ่ึงหากไดร้ บั การฝกึ ฝนยอ่ มก่อให้เกิดความชานาญหรือ
ทกั ษะในการปฏบิ ตั งิ าน ซึ่งจาแนกไดเ้ ป็น 5 ลักษณะดงั น้ี
1. ขั้นเลยี นแบบ (Imitating) เปน็ ขน้ั เรมิ่ ต้นของการเรยี นรู้ด้านทักษะของมนุษย์โดยมีผู้ทา
ใหด้ ูและทาตามไปทีละขั้นและอาจมีการช่วยเหลอื ในขณะปฏบิ ัติ
2. การทาโดยยดึ แบบ (Patterning) เป็นความสามารถในการปฏบิ ตั ิดว้ ยตนเองตามแบบท่ี
กาหนด แนวดาเนินการหรือคาช้ีแจง ผู้ปฏิบัติอาจทาด้วยการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ซึ่งอาจปฏิบัติได้ช้า
และไม่ถกู ตอ้ งในตอนแรก
3. การทาด้วยความชานาญ (Mastering) เป็นความสามารถในการปฏิบัติได้ด้วยความ
ถูกต้องแม่นยาเหมาะสมกับเวลาโดยไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีการชี้แจง ไม่มีการแนะนา ไม่มีการทาให้ดู
หรือไม่มีการให้ดูแบบใด ๆ เพียงแต่กาหนดหัวเร่ืองหรือวิธีการให้ว่าจะให้ทาอะไร โดยเน้นความถูกต้อง
รวดเร็ว ความอดทน ความแนน่ อน เป็นตน้
4. การทาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ (Applying) เป็นความสามารถในการปฏิบัติได้อย่าง
ถูกต้องเหมาะสมกับเวลาในสถานการณ์ใหม่หรือสถานการณ์อ่ืน ๆ ท่ีนอกเหนือไปจากท่ีเคยทามาแล้วโดย
ไม่มีการชว่ ยเหลือ ไมม่ กี ารแนะนาข้นั ตอนหรือการปฏิบตั ใิ ด ๆ จากผู้อ่ืน โดยเน้นการกาหนดทักษะที่ต้องใช้
ในการแก้ปัญหา การเลือกทักษะที่ต้องใช้ในการแก้ปัญหา มีความม่ันใจในการใช้ทักษะน้ันในยามจาเป็น
และการกาหนดขั้นตอนในการปฏบิ ตั ิเพอื่ การแกป้ ัญหาน้ันได้ดว้ ยตนเอง
5. การแก้ปัญหาได้โดยฉับพลัน (Improvising) เป็นความสามารถในการปฏิบัติเพ่ือ
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยฉับพลันซึ่งอาจเป็นการแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ขยาย ยืดหยุ่น เสนอ
สอดแทรกสิ่งใหม่เข้าไปกับทักษะเดิมที่มีมาก่อน โดยเน้นการหาวิธีการปฏิบัติใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับ
สถานการณน์ ้ัน
ควำมหมำยของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
ชวาล แพรรัตกุล (ชวาล แพรรัตกุล, 2518 อ้างถึงใน พิชิต ฤทธ์ิจรูญ, 2552) ได้กล่าวว่า
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ หมายถึง แบบทดสอบท่ีใช้วัดความรู้ ทักษะและสมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ท่ี
เดก็ ได้รบั จากประสบการณท์ ้งั ปวง ท้ังจากโรงเรียนและทางบ้าน ยกเว้นการวัดร่างกาย ความถนัด และทาง
บุคคลกับสงั คม
พชิ ิต ฤทธจิ์ รญู (2552) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิไว้ว่า เป็นแบบทดสอบที่ใช้
วดั ความรู้ ทักษะและความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้ว ว่าบรรลุผลสาเร็จตามจุดประสงค์
ท่ีกาหนดไวเ้ พียงใด
รอส์สและสแตนลีย์ (Ross and Stanley, 1967 อ้างถึงใน เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี, 2553) ให้
ความหมายว่า แบบสอบผลสัมฤทธิ์ หมายถงึ แบบสอบท่ีใช้วัดความสามารถทางวิชาการเช่น แบบสอบวิชา
เลขคณติ แบบสอบวิชาพชี คณิต เป็นต้น
22
เยาวดี รางชยั กุล วบิ ูลย์ศรี (2553) ได้สรปุ แนวคิดของแบบสอบผลสัมฤทธิ์ หมายถึงแบบทดสอบที่
สร้างขึ้นเพื่อใช้วัดผลการเรียนรู้ด้านเนื้อหาวิชาและทักษะต่าง ๆ ของแต่ละสาขาวิชาโดยเฉพาะอย่างย่ิง
สาขาวชิ าทง้ั หลายท่ีได้จดั สอนในระดบั ชัน้ เรยี นต่าง ๆ ของแต่ละโรงเรียน มีลักษณะเป็นทั้งข้อเขียน (Paper
and Pencil Test) และที่เป็นภาคปฏบิ ตั จิ ริง (Performance Test)
จากการที่นักการศึกษาได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทาให้ผู้วิจัยพอที่จะสรุปได้
ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ หมายถึง แบบทดสอบท่ีครูสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ
ความรอบรูใ้ นเร่ืองตา่ ง ๆ ตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นร้ทู ค่ี รูไดก้ าหนดไว้
ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
พชิ ิต ฤทธิจ์ รูญ (2552) ได้แบ่งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธอ์ิ อกเปน็ 2 ประเภท ดงั นี้
1. แบบทดสอบท่ีครูสร้างข้ึนเอง หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มท่ี
ครูสอน เป็นแบบทดสอบท่ีครูสร้างข้ึนใช้โดยท่ัวไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบข้อเขียน
(Paper and pencil Test) ซ่ึงแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ แบบทดสอบอัตนัย (Subjective or Essay Test)
เป็นแบบทดสอบที่กาหนดคาถามหรือปัญหาให้ แล้วให้ผู้เรียนตอบโดยเขียนแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ
ได้อย่างเต็มท่ี และแบบทดสอบปรนัย (Objective Test or Short Answer) เป็นแบบทดสอบที่กาหนดให้
ผ้สู อบเขียนตอบส้ัน ๆ หรือมีคาตอบให้เลือกแบบจากัดคาตอบ (Restricted Response Type) ผู้ตอบไม่มี
โอกาสแสดงความรู้ ความคดิ ได้อยา่ งกวา้ งขวางเหมอื นแบบทดสอบอตั นัยแบบทดสอบชนิดน้ียังแบ่งได้อีก 4
ประเภท ไดแ้ ก่ แบบทดสอบถกู ผดิ แบบทดสอบเติมคา แบบทดสอบจับคูแ่ ละแบบทดสอบเลอื กตอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่วไป สร้างโดย
ผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐานในการดาเนินการสอบวิธีการให้
คะแนนและการแปลความหมายของคะแนน
งำนวจิ ยั เกยี่ วกับกำรจัดกำรเรยี นรู้ด้วยรูปแบบ SSCS
จากการศึกษาเอกสาร วรรณกรรมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ พบว่ามีผู้ทาการศึกษาวิจัยเก่ียวกับผล
ของการจดั การเรียนรดู้ ้วยรูปแบบ SSCS ในวิชาคณติ ศาสตร์ นาเสนอไวด้ ังน้ี
มณีรัตน์ พันธุตา (2557) ได้ทาการศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหา
คณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้รูปแบบ SSCSร่วมกับ
กระบวนการแก้ปัญหาของ POLYA ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหา
คณิตศาสตร์เฉล่ีย เท่ากับ 36.37 คิดเป็นร้อยละ 72.74 และมีจานวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์33 คน คิดเป็น
ร้อยละ 71.74 ของจานวนนักเรียนท้ังหมด ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนคณิตศาสตร์เฉล่ียเท่ากับ 22.20 คิดเป็นร้อยละ 73.99 และมีจานวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 35 คน คิด
เปน็ ร้อยละ 76.09 ของจานวนนกั เรยี นทัง้ หมด ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑท์ ่ีกาหนดไว้
ญานศิ า ศรีโชติ (2554) ไดท้ าการวิจัยเรือ่ ง การพฒั นาชุดกจิ กรรมดว้ ยวิธีการสอนแบบ SSCS เร่ือง
สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนทเี่ รยี นโดยใช้ชุดกจิ กรรมดว้ ยวิธีการสอนแบบ SSCS เรอื่ งสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว หลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .01
23
สิริพร ออมสิน (2553) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกิจรรมด้วยวิธีการสอนแบบ SSCSเรื่อง
สมการกาลังสองตัวแปรเดียวสาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่านนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังใช้ชุดกิจกรรมด้วยวิธีการสอนแบบ SSCS สูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรม อย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05
สุภาพร ป่ินทอง (2554) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหา
คณติ ศาสตร์ เรอื่ งอสมการและเจตคติตอ่ การเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่ได้รับ
การสอนโดยใช้รูปแบบ SSCS และการสอนโดยใช้เทคนิค KWDL ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีได้รับการ
สอนโดยใช้รูปแบบ SSCS มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เร่ืองอสมการสูงกว่าก่อนได้รับ
การสอนโดยใช้รูปแบบ SSCS และนักเรียนท่ีได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบ SSCS มีเจตคติต่อการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์สูงกวา่ กอ่ นไดร้ บั การสอนโดยใชร้ ปู แบบ SSCS อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .01
ฉลองรัตน์ พารีสอน และคณะ (2553) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การพัฒนาชุดกิจกรรมด้วยวิธีการสอน
แบบ SSCS เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัธ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังใช้ชุดกิจกรรมด้วยด้วยวิธีการสอนแบบ SSCS เร่ืองทฤษฎีบทพีทาโกรัธ
สาหรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 สูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 75 อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ
ท่รี ะดับ .01
24
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ กำรวจิ ยั
การวิจัย เร่ือง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ด้วยแบบฝึกทักษะ เร่ือง ลาดับและ
อนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา
ผู้วจิ ัยไดด้ าเนนิ การวจิ ัย ดังนี้
ขน้ั ตอนกำรดำเนินกำรวิจยั
1. ข้ันเตรียมการ เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยทาการศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนใน
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ของโรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา นามาสู่การเลือกวิธีการแก้ปัญหา
การจัดการเรียนรู้ ซึ่งได้เลือกใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ SSCS จากนั้นศึกษาองค์ประกอบในการจัดการ
เรียนรู้ท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ออกแบบการทดลองอย่างรัดกุม สร้าง
เครอ่ื งมอื วิจยั ที่มีความเหมาะสมกบั บรบิ ทการวิจัยและสามารถตอบวตั ถปุ ระสงค์การวิจยั ได้
2. ข้ันดาเนินการวิจัย เป็นขั้นตอนท่ีผู้วิจัยนาเคร่ืองมือที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วไปทาการ
ทดลองตามแบบแผนที่กาหนดไว้ จากนั้นเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนาไปวิเคราะห์ข้อมูล และทดสอบ
สมมตฐิ าน
3. ข้ันสรุปผล เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยนาข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างมาทาการวิเคราะห์
ขอ้ มลู เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ภายหลังจากการวิเคราะห์ข้อมูล ทาการอภิปรายผลการวิจัยตามหลัก
ทฤษฎี นาเสนอข้อเสนอแนะ และจัดทารายงานการวจิ ยั
ขอบเขตของกำรวิจยั
1. ประชำกรและกลุม่ ตวั อยำ่ ง
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ของโรงเรียน
คณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา จานวน 346 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 1
และห้อง 8 รวมทั้งส้ิน 50 คน ทาการสุ่มมาเป็นหน่วยวิเคราะห์จากประชากรด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม
(Cluster Random Sampling) โดยการสุ่ม ซึ่งนักเรียนท้ังสองกลุ่มมีคะแนนจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ เร่ือง ลาดบั และอนกุ รม กอ่ นเรียนไมต่ ่างกัน
2. ตวั แปรท่ศี ึกษำ
ตวั แปรอสิ ระ ไดแ้ ก่ รูปแบบการจดั การเรียนรู้ SSCSE
3. ระยะเวลำทีใ่ ชใ้ นกำรวิจยั
ดาเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โดยนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ห้อง 1 และ
ห้อง 8 จะได้รับการจัดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลาดับและอนุกรม โดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้ SSCS รวมเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์
4. เนอ้ื หำที่ใชใ้ นกำรวจิ ยั
เน้ือหาที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เน้ือหาวิชาคณิตศาสตร์ รายวิชา ค33102 เร่ือง ลาดับและอนุกรม
ประกอบดว้ ย ลาดบั ลาดับเลขคณิต ลาดับเรขาคณิต อนุกรม อนุกรมเลขคณิต และอนุกรมเรขาคณิต โดย
องิ เนื้อหาจากหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
25
เคร่ืองมือและกำรสรำ้ งเคร่ืองมือในกำรวจิ ยั
เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยรปู แบบ SSCS แบบฝึกทักษะ เร่ือง
ลาดับและอนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน มีข้ันตอนการสร้างและ
หาคณุ ภาพ ดังน้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS มีวิธีการสร้างและหา
คุณภาพดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เพ่ือทราบแนวคิด
เชิงหลักการ วิสัยทัศน์และเป้าหมายของหลักสูตรท่ีต้องการให้เกิดข้ึนกับนักเรียน และนามากาหนดเป็น
กรอบแนวคดิ ในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ จากนั้นทาการศึกษารายละเอียดด้านมาตรฐานการเรียนรู้
และตวั ชวี้ ัดกลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ รวมท้งั การวัดและการประเมนิ ผลการเรยี นรูข้ องนักเรยี น
1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และรูปแบบของการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ จากเอกสาร
และตาราตา่ ง ๆ เพอ่ื หารูปแบบของการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีมีความเหมาะสม ทั้งนี้กาหนดรูปแบบ
หรือองคป์ ระกอบของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ฐานคิดของสุริน ชุมสาย ณ อยุธยา (2551) และพิมพันธ์
เดชะคุปต์ (2550)
1.3 ดาเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยมีองค์ประกอบท่ีสาคัญตามรายละเอียดที่
ได้กาหนดไว้ ทั้งน้ีมีข้อแตกต่างระหว่างข้ันกิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS กับข้ัน
กิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรยี นรู้แบบปกติ คือ ข้ันกิจกรรมการเรียนรู้ของแผนการจัดการเรียนรู้
แบบ SSCS ในส่วนของข้ันนาเสนอเน้ือหาจะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนของรูปแบบ SSCS ในขณะท่ีข้ัน
กิจกรรมการเรียนรู้ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ในส่วนของการนาเสนอเนื้อหาจะมุ่งเน้นการ
นาเสนอตัวอย่างและวิธีการแก้โจทย์ปัญหาให้นักเรียนเข้าใจ ซ่ึงเป็นลักษณะพ้ืนฐานโดยท่ัวไปของการ
จัดการเรียนรวู้ ิชาคณิตศาสตร์
1.4 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างข้ึนไปตรวจสอบคุณภาพในด้านความเที่ยงตรงเชิง
เนื้อหา (Content Validity) ใช้วิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์ (Index
of Item Objective Congruence หรือ IOC) จากนั้นนาคะแนนผลการพิจารณาของผู้เช่ียวชาญมาหาค่า
ดัชนีความสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ คาถามกบั จดุ ประสงค์
ผลการพิจารณาพบว่าแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างขึ้น ท้ังแผนการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบ SSCS มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์เท่ากับ 1.00 ทุกแผนการจัดการ
เรียนรู้
2. แบบฝกึ ทกั ษะ เรอ่ื ง ลาดบั และอนุกรมดว้ ยรปู แบบ SSCS มีขั้นตอนการสร้างดงั น้ี
2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในด้านของมาตรฐาน ตัวชี้วัด กลุ่ม
สาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์ และศึกษาสาระการเรยี นรูแ้ กนกลางทเี่ กย่ี วข้อง
2.2 กาหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกทักษะ เรื่อง ลาดับและอนุกรมด้วยรูปแบบ
SSCS
2.3 ศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎที ่ีเก่ยี วข้องกบั การสรา้ งแบบฝกึ ทักษะเพ่ือกาหนดองค์ประกอบ
2.4 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS เพ่ือ
กาหนดข้ันตอนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
26
2.5 ดาเนินการสร้างคู่มือการใช้และแบบฝึกทักษะเร่ือง ลาดับและอนุกรมด้วยรูปแบบ
SSCS
2.6 ตรวจสอบความเรียบร้อยของคู่มือการใช้และแบบฝึกทักษะเร่ือง ลาดับและอนุกรม
ด้วยรูปแบบ SSCS
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลาดับและอนุกรม มีขั้นตอนการ
สรา้ งดังนี้
3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ในด้านของมาตรฐาน ตัวช้ีวัด กลุ่ม
สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ และศึกษาสาระการเรยี นรู้แกนกลางทเ่ี กยี่ วข้อง
3.2 ศึกษาแนวคิด หลักการในการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
หลักการสร้างข้อสอบ ประเภทของข้อสอบ วิธีการสร้างข้อสอบ และระดับของพฤติกรรมท่ีต้องการวัดโดย
ใช้แนวคิดของบลูม (Bloom’s Taxonomy) ซ่ึงจาแนกระดับของพฤติกรรมที่ต้องการวัดออกเป็น 6 ระดับ
ไดแ้ ก่ ความรู้ความจา ความเขา้ ใจ การนาไปใช้ การวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมินค่าท้ังนี้นามา
สมั พันธก์ บั ลักษณะของนกั เรยี น
3.3 ดาเนินการสร้างข้อสอบตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและระดับของพฤติกรรมท่ี
ตอ้ งการวดั ผ้วู ิจยั ได้สร้างเป็นข้อสอบปรนัยแบบเลือกตอบ (Multiple Choices) ประเภท 4 ตัวเลือกจานวน
25 ขอ้ ข้อสอบแตล่ ะขอ้ มกี ารใหค้ ะแนนแบบตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผดิ ได้ 0 คะแนน
กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
1. ทาการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลาดับและอนุกรม ก่อนเรียน
กบั นกั เรียน เป็นเวลา 20 นาที และเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีเป็นคะแนนสอบก่อนเรียนไปวิเคราะห์เพ่ือทดสอบ
ความแตกตา่ ง และนาไปกาหนดสถติ ิท่ีจะนามาใชใ้ นการทดสอบสมมติฐาน
2. ดาเนนิ การจดั การเรยี นรู้ด้วยรูปแบบ SSCSE ให้กับนักเรียนในสาระการเรียนรู้ เรื่อง ลาดับและ
อนกุ รม เปน็ ระยะเวลา 6 สัปดาห์
3. ทาการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลาดับและอนุกรม หลังเรียน
กับนักเรยี น เปน็ เวลา 20 นาที จากน้นั ใหน้ กั เรยี นทาแบบสารวจแบบการเรียนรู้ เก็บรวบรวมข้อมูลคะแนน
สอบและข้อมลู จากแบบประเมินไปใชใ้ นการวเิ คราะห์และทดสอบสมมติฐานต่อไป
สถิติทใ่ี ชใ้ นกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู
วเิ คราะหโ์ ดยหาค่าเฉลีย่ ของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและค่าเฉลีย่ ของคะแนนทดสอบหลังเรียน
แล้วหาค่าร้อยละความกา้ วหนา้ ของผลการเรียนรู้ X
N
1. คา่ เฉลยี่ (Mean) โดยใชส้ ูตร X =
เม่ือ X = ค่าเฉล่ยี
N = จานวนคนทง้ั หมด
X = ผลรวมของคะแนนทกุ จานวน
27
2. ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviations) โดยใชส้ ูตร
NX2 X2
S.D =
N N 1
เมอ่ื S.D = ค่าสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
X = ผลรวมของคะแนนทุกจานวน
X2 = ผลรวมกาลงั สองของคะแนนแต่ละจานวน
N = จานวนประชากร
3. คะแนนเฉลี่ยร้อยละ โดยใช้สูตร
n X n X1 100
i1 2 i1
คะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ
คะแนนเต็ ม
เมื่อ n แทน ผลรวมคะแนนของคะแนนทดสอบหลังเรยี นท้งั หมด
X
i1 2
n แทน ผลรวมคะแนนของคะแนนทดสอบก่อนเรยี นท้ังหมด
X
i1 1
28
บทที่ 4
ผลกำรวิเครำะห์ขอ้ มูล
การวิจัยครั้งน้ีเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ืองลาดับและอนุกรมด้วย
รูปแบบ SSCS สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
พรอ้ มนาเสนอผลการวจิ ัยและอภปิ รายผล ดงั ต่อไปน้ี
ตำรำง 1 แสดงคะแนนแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6/1
เร่อื งลาดับและอนุกรมด้วยรปู แบบ SSCS เลม่ ที่ 1 เรื่อง ลาดับ ก่อนและหลงั ได้รับการฝกึ
ด้วยแบบฝึกทักษะ
ที่ ชอื่ ชอ่ื สกุล คะแนนก่อนได้รับกำรฝกึ คะแนนหลงั ไดร้ บั กำรฝึก
1 นาย ธัญเทพ ลฬี หาวงศ์ (15 คะแนน) (15 คะแนน)
2 นาย อัฟฟาน ดอเลาะหมิ
3 น.ส. อภญิ ญา อรยิ ะพันธ์ุ 5 14
4 น.ส. อาณรี า มะเซง็
5 นาย เซาฟี เฮงตาแกะ 6 13
6 น.ส. อนตุ ตรยี ์ แกลว้ ณรงค์
7 น.ส. นสุ รยี า คอปอ 6 15
8 น.ส. พรนิภา ออ่ นชุลี
9 นาย ทนิ วัฒน์ โลหะวจิ ารณ์ 5 12
10 นาย อิฟฟาน กระโด
11 น.ส. จริ อร บัวอนิ ทร์ 6 13
12 น.ส. รยั มยี ์ วนั สอารี
13 น.ส. สุชญา เจริญจาตรุ งค์ 4 14
14 นาย กษิดเ์ิ ดช แกน่ แกว้
15 น.ส. ดีดีอามาล เจ๊ะ 3 13
16 น.ส. สณุ ัฐชา จันทรพ์ ิศาล
17 น.ส. สภุ ญาณี พงศช์ ยั ยุทธ 6 13
18 น.ส. สกีฟา วิถีกุล
19 น.ส. เบญญาภา ฮง่ ศริ ิ 5 14
20 น.ส. ยูรดี า ตวนั
21 น.ส. ณัฎฐา หม่ืนสทิ ธ์ิ 6 14
22 น.ส. พยิ ดา อนิ ทศระ
23 น.ส. อซั ซลั วา อาลีมามะ 5 14
24 น.ส. คาลิดา เจ๊ะแว
25 น.ส. ฟริ ดาวส์ รกั ษ์ธรรม 5 15
5 12
5 13
5 14
5 13
6 14
4 11
3 13
5 13
6 14
6 12
4 13
6 12
5 12
29
ท่ี ชื่อ ช่ือสกุล คะแนนก่อนได้รบั กำรฝึก คะแนนหลงั ได้รับกำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
26 น.ส. ฮานาน สามะ 4 13
27 น.ส. พรรณภัทร หะรัตพนั ธ์ 6 13
28 น.ส. จฬุ าวลั ย์ รักษา 4 13
29 น.ส. ฮัซซูนา สาเหล็ม 5 12
30 น.ส. เรรินทร์ จารีมติ ร์ 3 14
31 น.ส. พิชญส์ นิ ี ช่วยแสง 4 12
คะแนนรวม 153 407
คะแนนเฉลี่ย 4.94 13.13
ส่วนเบีย่ งเบนมำตรฐำน 0.96 0.96
คะแนนเฉลีย่ ร้อยละ (407 153)100 54.62
465
จากตาราง 1 พบวา่ นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6/1 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี นมีค่าเฉล่ีย
4.94 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉล่ยี 13.13 คะแนน โดยมคี ะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ 54.64
ตำรำง 2 แสดงคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/1
เรอื่ งลาดับและอนุกรมดว้ ยรปู แบบ SSCS เลม่ ที่ 2 เรอื่ งลาดับเลขคณติ ก่อนและหลงั ได้รับการฝึก
ด้วยแบบฝึกทกั ษะ
ที่ ชื่อ ชอื่ สกุล คะแนนกอ่ นไดร้ บั กำรฝกึ คะแนนหลงั ได้รบั กำรฝกึ
1 นาย ธัญเทพ ลีฬหาวงศ์ (15 คะแนน) (15 คะแนน)
2 นาย อฟั ฟาน ดอเลาะหมิ
3 น.ส. อภิญญา อริยะพนั ธ์ุ 2 12
4 น.ส. อาณรี า มะเซ็ง
5 นาย เซาฟี เฮงตาแกะ 3 13
6 น.ส. อนตุ ตรีย์ แกลว้ ณรงค์
7 น.ส. นุสรยี า คอปอ 4 14
8 น.ส. พรนิภา ออ่ นชุลี
9 นาย ทินวัฒน์ โลหะวิจารณ์ 2 12
10 นาย อิฟฟาน กระโด
11 น.ส. จิรอร บวั อินทร์ 5 13
12 น.ส. รยั มีย์ วันสอารี
13 น.ส. สชุ ญา เจรญิ จาตรุ งค์ 4 14
14 นาย กษดิ เิ์ ดช แก่นแกว้
15 น.ส. ดีดอี ามาล เจ๊ะ 6 14
16 น.ส. สณุ ัฐชา จนั ทรพ์ ศิ าล
5 13
3 14
2 13
4 14
3 14
4 13
4 13
6 14
3 13
30
ที่ ชื่อ ชอื่ สกลุ คะแนนกอ่ นได้รับกำรฝึก คะแนนหลังได้รับกำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
17 น.ส. สภุ ญาณี พงศช์ ยั ยุทธ 2 14
18 น.ส. สกีฟา วิถกี ุล 3 12
19 น.ส. เบญญาภา ฮง่ ศิริ 5 13
20 น.ส. ยูรดี า ตวนั 4 12
21 น.ส. ณัฎฐา หมื่นสทิ ธิ์ 4 14
22 น.ส. พิยดา อินทศระ 4 13
23 น.ส. อซั ซลั วา อาลมี ามะ 4 13
24 น.ส. คาลดิ า เจ๊ะแว 5 13
25 น.ส. ฟิรดาวส์ รกั ษธ์ รรม 5 12
26 น.ส. ฮานาน สามะ 5 13
27 น.ส. พรรณภัทร หะรตั พนั ธ์ 5 13
28 น.ส. จุฬาวลั ย์ รักษา 4 13
29 น.ส. ฮซั ซนู า สาเหล็ม 5 13
30 น.ส. เรรนิ ทร์ จารีมติ ร์ 3 14
31 น.ส. พชิ ญ์สินี ช่วยแสง 3 11
คะแนนรวม 121 406
คะแนนเฉลี่ย 3.90 13.10
สว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำน 1.14 0.79
คะแนนเฉลย่ี ร้อยละ (406 121)100 61.29
465
จากตาราง 2 พบว่า นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6/1 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนมีคา่ เฉล่ีย
3.90 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลงั เรยี นมีค่าเฉลยี่ 13.10 คะแนน โดยมคี ะแนนเฉลี่ยร้อยละ 61.29
ตำรำง 3 แสดงคะแนนแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6/1
เรือ่ งลาดับและอนุกรมดว้ ยรปู แบบ SSCS เล่มท่ี 3 เรือ่ งลาดับเรขาคณิต กอ่ นและหลงั ไดร้ ับการ
ฝกึ ดว้ ยแบบฝกึ ทักษะ
ที่ ช่อื ช่อื สกุล คะแนนก่อนได้รบั กำรฝึก คะแนนหลังไดร้ บั กำรฝึก
1 นาย ธญั เทพ ลีฬหาวงศ์ (15 คะแนน) (15 คะแนน)
2 นาย อฟั ฟาน ดอเลาะหมิ
3 น.ส. อภญิ ญา อริยะพนั ธ์ุ 2 13
4 น.ส. อาณรี า มะเซ็ง
5 นาย เซาฟี เฮงตาแกะ 3 13
6 น.ส. อนุตตรีย์ แกลว้ ณรงค์
7 น.ส. นุสรยี า คอปอ 4 14
3 13
5 13
4 14
4 14
31
ท่ี ช่ือ ชอ่ื สกุล คะแนนกอ่ นไดร้ บั กำรฝกึ คะแนนหลงั ได้รับกำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
8 น.ส. พรนภิ า อ่อนชลุ ี 5 13
9 นาย ทินวัฒน์ โลหะวิจารณ์ 3 14
10 นาย อฟิ ฟาน กระโด 2 13
11 น.ส. จริ อร บวั อนิ ทร์ 3 14
12 น.ส. รยั มีย์ วันสอารี 3 12
13 น.ส. สุชญา เจรญิ จาตุรงค์ 3 13
14 นาย กษิดเ์ิ ดช แกน่ แกว้ 4 13
15 น.ส. ดดี ีอามาล เจ๊ะ 6 14
16 น.ส. สณุ ฐั ชา จันทรพ์ ศิ าล 3 13
17 น.ส. สภุ ญาณี พงศช์ ัยยุทธ 2 13
18 น.ส. สกีฟา วถิ กี ลุ 3 12
19 น.ส. เบญญาภา ฮ่งศริ ิ 3 13
20 น.ส. ยรู ีดา ตวนั 4 12
21 น.ส. ณัฎฐา หม่ืนสทิ ธิ์ 4 13
22 น.ส. พิยดา อนิ ทศระ 4 13
23 น.ส. อัซซลั วา อาลีมามะ 4 14
24 น.ส. คาลิดา เจะ๊ แว 3 13
25 น.ส. ฟริ ดาวส์ รักษ์ธรรม 3 12
26 น.ส. ฮานาน สามะ 4 13
27 น.ส. พรรณภทั ร หะรัตพันธ์ 4 14
28 น.ส. จุฬาวลั ย์ รักษา 4 12
29 น.ส. ฮัซซนู า สาเหลม็ 4 13
30 น.ส. เรรินทร์ จารมี ิตร์ 3 13
31 น.ส. พชิ ญส์ ินี ชว่ ยแสง 3 11
คะแนนรวม 109 404
คะแนนเฉล่ยี 3.52 13.03
ส่วนเบ่ยี งเบนมำตรฐำน 0.89 0.75
คะแนนเฉลย่ี รอ้ ยละ (404 109)100 63.44
465
จากตาราง 3 พบวา่ นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/1 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนมีคา่ เฉลยี่
3.52 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรยี นมีค่าเฉล่ยี 13.03 คะแนน โดยมคี ะแนนเฉลยี่ ร้อยละ 63.44
32
ตำรำง 4 แสดงคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/1
เรื่องลาดับและอนุกรมด้วยรปู แบบ SSCS เล่มที่ 4 เรอ่ื งอนุกรมเลขคณติ ก่อนและหลังได้รบั การ
ฝึกดว้ ยแบบฝกึ ทักษะ
ท่ี ชื่อ ช่อื สกลุ คะแนนกอ่ นไดร้ บั กำรฝึก คะแนนหลงั ได้รบั กำรฝกึ
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
1 นาย ธัญเทพ ลฬี หาวงศ์
2 นาย อัฟฟาน ดอเลาะหมิ 3 14
3 น.ส. อภิญญา อรยิ ะพันธ์ุ 3 14
4 น.ส. อาณีรา มะเซง็ 4 14
5 นาย เซาฟี เฮงตาแกะ 4 13
6 น.ส. อนตุ ตรีย์ แกล้วณรงค์ 5 13
7 น.ส. นุสรียา คอปอ 4 14
8 น.ส. พรนภิ า อ่อนชุลี 4 14
9 นาย ทินวัฒน์ โลหะวจิ ารณ์ 4 13
10 นาย อิฟฟาน กระโด 3 14
11 น.ส. จิรอร บัวอินทร์ 3 13
12 น.ส. รยั มีย์ วนั สอารี 3 14
13 น.ส. สชุ ญา เจริญจาตุรงค์ 3 13
14 นาย กษิดิ์เดช แก่นแกว้ 3 13
15 น.ส. ดีดอี ามาล เจ๊ะ 4 13
16 น.ส. สณุ ัฐชา จนั ทร์พิศาล 4 13
17 น.ส. สภุ ญาณี พงศช์ ัยยุทธ 3 13
18 น.ส. สกฟี า วิถีกุล 3 13
19 น.ส. เบญญาภา ฮ่งศริ ิ 3 13
20 น.ส. ยูรดี า ตวัน 3 13
21 น.ส. ณัฎฐา หมื่นสทิ ธิ์ 4 13
22 น.ส. พยิ ดา อนิ ทศระ 4 13
23 น.ส. อซั ซัลวา อาลีมามะ 4 13
24 น.ส. คาลิดา เจะ๊ แว 4 14
25 น.ส. ฟริ ดาวส์ รักษธ์ รรม 4 13
26 น.ส. ฮานาน สามะ 3 13
27 น.ส. พรรณภทั ร หะรัตพนั ธ์ 4 13
28 น.ส. จฬุ าวลั ย์ รักษา 4 14
29 น.ส. ฮัซซูนา สาเหล็ม 4 12
30 น.ส. เรรนิ ทร์ จารมี ิตร์ 4 13
31 น.ส. พิชญส์ นิ ี ช่วยแสง 3 14
3 12
33
ท่ี ช่ือ ช่ือสกุล คะแนนก่อนไดร้ ับกำรฝึก คะแนนหลงั ได้รบั กำรฝกึ
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
คะแนนรวม 111 411
คะแนนเฉลีย่ 3.58 13.26
ส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน 0.58 0.56
คะแนนเฉล่ยี รอ้ ยละ (411111)100 64.52
465
จากตาราง 4 พบวา่ นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/1 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี นมีค่าเฉล่ยี
3.58 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคา่ เฉลี่ย 13.26 คะแนน โดยมีคะแนนเฉล่ียร้อยละ 64.52
ตำรำง 5 แสดงคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1
เรือ่ งลาดบั และอนุกรมดว้ ยรูปแบบ SSCS เลม่ ที่ 5 เร่ืองอนุกรมเรขาคณติ ก่อนและหลงั ได้รบั การ
ฝกึ ด้วยแบบฝกึ ทักษะ
ท่ี ช่ือ ชือ่ สกุล คะแนนกอ่ นไดร้ บั กำรฝกึ คะแนนหลังได้รับกำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
1 นาย ธญั เทพ ลฬี หาวงศ์
2 นาย อฟั ฟาน ดอเลาะหมิ 4 14
3 น.ส. อภิญญา อรยิ ะพนั ธ์ุ 3 14
4 น.ส. อาณรี า มะเซง็ 5 13
5 นาย เซาฟี เฮงตาแกะ 4 14
6 น.ส. อนตุ ตรยี ์ แกล้วณรงค์ 5 13
7 น.ส. นุสรยี า คอปอ 4 13
8 น.ส. พรนิภา อ่อนชุลี 4 13
9 นาย ทินวฒั น์ โลหะวิจารณ์ 4 13
10 นาย อิฟฟาน กระโด 4 13
11 น.ส. จริ อร บัวอนิ ทร์ 3 13
12 น.ส. รยั มยี ์ วนั สอารี 4 13
13 น.ส. สุชญา เจริญจาตุรงค์ 3 13
14 นาย กษดิ ิ์เดช แก่นแกว้ 3 13
15 น.ส. ดีดอี ามาล เจ๊ะ 4 13
16 น.ส. สุณัฐชา จนั ทร์พศิ าล 4 13
17 น.ส. สุภญาณี พงศ์ชัยยุทธ 3 13
18 น.ส. สกฟี า วิถกี ลุ 4 14
19 น.ส. เบญญาภา ฮง่ ศิริ 3 13
20 น.ส. ยรู ีดา ตวัน 3 14
21 น.ส. ณฎั ฐา หมื่นสทิ ธิ์ 5 13
22 น.ส. พยิ ดา อนิ ทศระ 4 13
5 13
34
ท่ี ชื่อ ชอื่ สกุล คะแนนก่อนไดร้ ับกำรฝกึ คะแนนหลังไดร้ ับกำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
23 น.ส. อัซซัลวา อาลมี ามะ 4 14
24 น.ส. คาลิดา เจะ๊ แว 4 13
25 น.ส. ฟิรดาวส์ รักษ์ธรรม 3 13
26 น.ส. ฮานาน สามะ 4 13
27 น.ส. พรรณภัทร หะรตั พนั ธ์ 3 14
28 น.ส. จฬุ าวลั ย์ รกั ษา 4 13
29 น.ส. ฮซั ซูนา สาเหลม็ 3 13
30 น.ส. เรรนิ ทร์ จารีมติ ร์ 3 14
31 น.ส. พชิ ญส์ นิ ี ช่วยแสง 4 11
คะแนนรวม 117 409
คะแนนเฉลย่ี 3.77 13.19
ส่วนเบย่ี งเบนมำตรฐำน 0.67 0.60
คะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ (409 117)100 62.80
465
จากตาราง 5 พบวา่ นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6/1 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี นมีค่าเฉลย่ี
3.77 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรยี นมีค่าเฉลยี่ 13.19 คะแนน โดยมีคะแนนเฉล่ียร้อยละ 62.80
ตำรำง 6 แสดงคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/8
เร่อื งลาดบั และอนุกรมดว้ ยรปู แบบ SSCS เลม่ ที่ 1 เรือ่ ง ลาดบั ก่อนและหลังได้รับการฝึก
ดว้ ยแบบฝึกทกั ษะ
ท่ี ชื่อ ช่อื สกลุ คะแนนกอ่ นได้รับกำรฝึก คะแนนหลงั ไดร้ ับกำรฝกึ
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
1 นาย อนพุ งศ์ อาหลี
2 11
2 นาย ธนภัทร ชฎารัตน์ 3 12
4 11
3 นาย ศตคุณ พราหมเภทย์ 3 10
2 11
4 นาย เมธานนท์ ศิรวิ ฒุ นิ นท์ 4 12
3 11
5 นาย ภาสกร วงศก์ ระจา่ ง 3 10
3 12
6 นาย เกยี รติภูมิ เพช็ รรตั น์ 3 11
3 13
7 น.ส. นารีรตั น์ มะลิวลั ย์ 3 10
3 10
8 น.ส. สุนารี แทนบุญ
9 นาย นฐั วัฒน์ ชแู กว้
10 น.ส. ณฐั ริกา ยงยศยิ่ง
11 น.ส. พรพิมล กลิน่ สุวรรณ์
12 นาย อบั ดุลเราะห์มาน บราเฮง
13 นาย มนพล จางพพิ ัฒน์
35
ที่ ชอื่ ช่ือสกุล คะแนนกอ่ นไดร้ ับกำรฝกึ คะแนนหลังได้รบั กำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
14 น.ส. สุปราณี ไหมเหลอื ง 2 11
15 น.ส. แอนนา ดามูซอ 3 11
16 นาย กองวทิ ย์ พรมคง 4 11
17 น.ส. นฤมล บุญอนนั ต์ 3 11
18 น.ส. กนกวรรณ แกว้ แดง 3 11
19 น.ส. ปยิ ะภรณ์ ขจรวีระธรรม 5 12
คะแนนรวม 59 211
คะแนนเฉลยี่ 3.11 11.11
สว่ นเบย่ี งเบนมำตรฐำน 0.74 0.81
คะแนนเฉล่ยี รอ้ ยละ (211 59)100 53.33
285
จากตาราง 6 พบว่า นกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6/8 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี นมีค่าเฉล่ีย
3.11 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีคา่ เฉล่ีย 11.11 คะแนน โดยมคี ะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ 53.33
ตำรำง 7 แสดงคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6/8
เรอ่ื งลาดบั และอนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS เล่มที่ 2 เรอื่ งลาดับเลขคณติ ก่อนและหลังได้รับการฝึก
ด้วยแบบฝึกทกั ษะ
ท่ี ช่ือ ช่ือสกุล คะแนนกอ่ นไดร้ ับกำรฝึก คะแนนหลงั ได้รบั กำรฝกึ
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
1 นาย อนุพงศ์ อาหลี
2 10
2 นาย ธนภทั ร ชฎารัตน์ 3 11
4 11
3 นาย ศตคุณ พราหมเภทย์ 2 11
2 11
4 นาย เมธานนท์ ศิรวิ ฒุ ินนท์ 2 11
3 11
5 นาย ภาสกร วงศก์ ระจ่าง 1 11
2 11
6 นาย เกยี รตภิ ูมิ เพช็ รรัตน์ 2 11
2 12
7 น.ส. นารีรัตน์ มะลิวัลย์ 3 10
2 10
8 น.ส. สนุ ารี แทนบญุ 2 11
3 11
9 นาย นฐั วัฒน์ ชูแกว้ 3 11
10 น.ส. ณัฐริกา ยงยศยิง่
11 น.ส. พรพิมล กลิ่นสุวรรณ์
12 นาย อบั ดลุ เราะห์มาน บราเฮง
13 นาย มนพล จางพพิ ฒั น์
14 น.ส. สปุ ราณี ไหมเหลอื ง
15 น.ส. แอนนา ดามูซอ
16 นาย กองวทิ ย์ พรมคง
36
ท่ี ช่ือ ช่ือสกลุ คะแนนกอ่ นไดร้ ับกำรฝกึ คะแนนหลงั ได้รบั กำรฝกึ
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
17 น.ส. นฤมล บญุ อนนั ต์ 3 11
18 น.ส. กนกวรรณ แก้วแดง 3 11
19 น.ส. ปยิ ะภรณ์ ขจรวีระธรรม 3 12
คะแนนรวม 47 208
คะแนนเฉลย่ี 2.47 10.95
สว่ นเบย่ี งเบนมำตรฐำน 0.70 0.52
คะแนนเฉลย่ี ร้อยละ (208 47)100 56.49
285
จากตาราง 7 พบวา่ นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6/8 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี นมีคา่ เฉลี่ย
2.47 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรยี นมีคา่ เฉล่ยี 10.95 คะแนน โดยมคี ะแนนเฉล่ยี ร้อยละ 56.49
ตำรำง 8 แสดงคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6/8
เรื่องลาดับและอนุกรมดว้ ยรปู แบบ SSCS เลม่ ที่ 3 เร่อื งลาดับเรขาคณิต กอ่ นและหลังได้รับการ
ฝกึ ด้วยแบบฝึกทักษะ
ท่ี ชื่อ ช่อื สกลุ คะแนนกอ่ นไดร้ ับกำรฝกึ คะแนนหลงั ได้รบั กำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
1 นาย อนุพงศ์ อาหลี 2 10
2 นาย ธนภัทร ชฎารตั น์ 3 11
3 นาย ศตคุณ พราหมเภทย์ 4 10
4 นาย เมธานนท์ ศริ ิวฒุ นิ นท์ 2 11
5 นาย ภาสกร วงศ์กระจา่ ง 2 10
6 นาย เกียรตภิ ูมิ เพช็ รรัตน์ 2 11
7 น.ส. นารรี ัตน์ มะลิวัลย์ 3 10
8 น.ส. สุนารี แทนบญุ 1 11
9 นาย นัฐวฒั น์ ชูแกว้ 2 10
10 น.ส. ณัฐริกา ยงยศย่ิง 2 11
11 น.ส. พรพิมล กลน่ิ สวุ รรณ์ 2 12
12 นาย อบั ดลุ เราะห์มาน บราเฮง 3 10
13 นาย มนพล จางพพิ ฒั น์ 2 10
14 น.ส. สุปราณี ไหมเหลือง 2 11
15 น.ส. แอนนา ดามูซอ 2 10
16 นาย กองวิทย์ พรมคง 2 11
17 น.ส. นฤมล บญุ อนันต์ 2 10
18 น.ส. กนกวรรณ แกว้ แดง 2 10
19 น.ส. ปิยะภรณ์ ขจรวีระธรรม 2 12
37
ท่ี ชื่อ ชอ่ื สกลุ คะแนนกอ่ นไดร้ บั กำรฝกึ คะแนนหลงั ไดร้ ับกำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
คะแนนรวม 42 201
คะแนนเฉลย่ี 2.21 10.58
ส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน 0.63 0.69
คะแนนเฉล่ียร้อยละ (201 42)100 55.79
285
คะแนนเฉล่ยี ร้อยละ (201 42)100 55.79
285
จากตาราง 8 พบวา่ นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6/8 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนมีคา่ เฉล่ีย
2.21 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรยี นมีคา่ เฉลีย่ 10.58 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลย่ี ร้อยละ 55.79
ตำรำง 9 แสดงคะแนนแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/8
เรอ่ื งลาดบั และอนุกรมด้วยรปู แบบ SSCS เลม่ ท่ี 4 เรอ่ื งอนุกรมเลขคณติ ก่อนและหลงั ได้รบั การ
ฝกึ ดว้ ยแบบฝึกทักษะ
ท่ี ชอ่ื ชอื่ สกุล คะแนนก่อนไดร้ บั กำรฝกึ คะแนนหลงั ไดร้ บั กำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
1 นาย อนพุ งศ์ อาหลี 3 11
2 นาย ธนภัทร ชฎารัตน์ 3 11
3 นาย ศตคณุ พราหมเภทย์ 3 11
4 นาย เมธานนท์ ศิรวิ ฒุ ินนท์ 3 11
5 นาย ภาสกร วงศ์กระจา่ ง 3 11
6 นาย เกยี รตภิ มู ิ เพ็ชรรัตน์ 3 11
7 น.ส. นารีรตั น์ มะลิวัลย์ 3 11
8 น.ส. สุนารี แทนบุญ 3 11
9 นาย นัฐวัฒน์ ชแู กว้ 2 11
10 น.ส. ณฐั รกิ า ยงยศยง่ิ 3 11
11 น.ส. พรพิมล กลนิ่ สวุ รรณ์ 3 12
12 นาย อบั ดลุ เราะห์มาน บราเฮง 3 10
13 นาย มนพล จางพิพฒั น์ 3 12
14 น.ส. สปุ ราณี ไหมเหลือง 3 11
15 น.ส. แอนนา ดามซู อ 3 12
16 นาย กองวิทย์ พรมคง 3 11
17 น.ส. นฤมล บญุ อนนั ต์ 3 12
18 น.ส. กนกวรรณ แก้วแดง 3 11
19 น.ส. ปยิ ะภรณ์ ขจรวรี ะธรรม 2 11
38
ท่ี ช่ือ ช่อื สกลุ คะแนนก่อนได้รับกำรฝึก คะแนนหลังได้รับกำรฝกึ
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
คะแนนรวม 55 212
คะแนนเฉล่ยี 2.89 11.16
สว่ นเบีย่ งเบนมำตรฐำน 0.32 0.50
คะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ (212 55)100 55.09
285
จากตาราง 9 พบวา่ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/8 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย
2.89 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรยี นมีคา่ เฉลยี่ 11.16 คะแนน โดยมีคะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ 55.09
ตำรำง 10 แสดงคะแนนแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/8
เรือ่ งลาดับและอนุกรมดว้ ยรปู แบบ SSCS เล่มที่ 5 เร่อื งอนุกรมเรขาคณิต ก่อนและหลงั ได้รบั
การฝกึ ดว้ ยแบบฝกึ ทักษะ
ท่ี ชอ่ื ชือ่ สกลุ คะแนนก่อนไดร้ บั กำรฝกึ คะแนนหลงั ไดร้ ับกำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
1 นาย อนุพงศ์ อาหลี 3 10
2 นาย ธนภทั ร ชฎารัตน์ 4 9
3 นาย ศตคณุ พราหมเภทย์ 3 10
4 นาย เมธานนท์ ศิรวิ ุฒินนท์ 2 11
5 นาย ภาสกร วงศ์กระจ่าง 2 10
6 นาย เกียรตภิ ูมิ เพช็ รรตั น์ 2 11
7 น.ส. นารีรตั น์ มะลวิ ัลย์ 2 10
8 น.ส. สุนารี แทนบุญ 2 11
9 นาย นัฐวัฒน์ ชแู ก้ว 2 10
10 น.ส. ณฐั รกิ า ยงยศย่งิ 3 11
11 น.ส. พรพมิ ล กล่นิ สุวรรณ์ 3 11
12 นาย อับดลุ เราะห์มาน บราเฮง 3 9
13 นาย มนพล จางพิพัฒน์ 2 11
14 น.ส. สุปราณี ไหมเหลือง 3 11
15 น.ส. แอนนา ดามซู อ 3 10
16 นาย กองวทิ ย์ พรมคง 3 11
17 น.ส. นฤมล บุญอนนั ต์ 2 10
18 น.ส. กนกวรรณ แกว้ แดง 3 11
19 น.ส. ปยิ ะภรณ์ ขจรวีระธรรม 2 11
39
ที่ ช่อื ชื่อสกลุ คะแนนกอ่ นไดร้ ับกำรฝึก คะแนนหลงั ได้รบั กำรฝึก
(15 คะแนน) (15 คะแนน)
คะแนนรวม 49 198
คะแนนเฉล่ีย 2.58 10.42
สว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำน 0.61 0.69
คะแนนเฉลยี่ ร้อยละ (198 49)100 52.28
285
จากตาราง 10 พบว่า นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/8 ทาคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนมีคา่ เฉล่ยี
2.58 คะแนนและคะแนนแบบทดสอบหลังเรยี นมีค่าเฉล่ยี 10.42 คะแนน โดยมีคะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ 52.28
ตำรำง 11 แสดงคะแนนเฉลย่ี แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/1
เรอ่ื งลาดบั และอนุกรมดว้ ยรปู แบบ SSCS ก่อนและหลังไดร้ ับการฝึกด้วยแบบฝกึ ทกั ษะ
เล่ม เร่ือง คะแนนเฉลย่ี กอ่ น ส่วนเบ่ยี งเบน คะแนนเฉลีย่ หลัง ส่วนเบีย่ งเบน
ท่ี ไดร้ ับกำรฝึก มำตรฐำนของ ได้รับกำรฝึก มำตรฐำนของ
(15 คะแนน) คะแนนก่อนไดร้ ับ (15 คะแนน) คะแนนหลังได้รบั
กำรฝกึ กำรฝึก
1 ลาดับ 4.94 0.96 13.13 0.96
2 ลาดบั เลขคณติ 3.90 1.14 13.10 0.79
3 ลาดบั เรขาคณิต 3.52 0.89 13.03 0.75
4 อนุกรมเลขคณติ 3.58 0.58 13.26 0.56
5 อนุกรมเรขาคณติ 3.77 0.67 13.19 0.60
คะแนนเฉลี่ย 3.94 0.85 13.14 0.73
คะแนนเฉล่ยี รอ้ ยละ (13.14 3.94) 100 61.33
15
จากตาราง 11 พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/1 ทาคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบก่อนเรียนมี
ค่าเฉลี่ย 3.94 คะแนน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนได้รับการฝึกมีค่าเฉล่ีย 0.85 คะแนน และ
คะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 13.14 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนนหลังได้รับ
การฝกึ มคี ่าเฉล่ยี 0.73 คะแนนโดยมคี ะแนนเฉล่ยี รอ้ ยละ 61.33
40
ตำรำง 12 แสดงคะแนนเฉลย่ี แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/8
เร่ืองลาดับและอนุกรมดว้ ยรูปแบบ SSCS กอ่ นและหลังไดร้ ับการฝกึ ดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะ
เล่ม เรื่อง คะแนนเฉล่ียก่อน สว่ นเบ่ียงเบน คะแนนเฉลีย่ หลัง ส่วนเบยี่ งเบน
ท่ี ได้รบั กำรฝกึ มำตรฐำนของ ได้รับกำรฝึก มำตรฐำนของ
(15 คะแนน) คะแนนกอ่ นไดร้ ับ (15 คะแนน) คะแนนหลงั ได้รับ
กำรฝกึ กำรฝกึ
1 ลาดับ 3.11 0.74 11.11 0.81
2 ลาดบั เลขคณิต 2.47 0.70 10.95 0.52
3 ลาดบั เรขาคณติ 2.21 0.63 10.58 0.69
4 อนกุ รมเลขคณติ 2.89 0.32 11.16 0.50
5 อนุกรมเรขาคณติ 2.58 0.61 10.42 0.69
คะแนนเฉลย่ี 2.65 0.60 10.84 0.64
คะแนนเฉลีย่ ร้อยละ (10.84 2.65)100 54.60
15
จากตาราง 12 พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/8 ทาคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบก่อนเรียนมี
ค่าเฉลี่ย 2.65 คะแนน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนได้รับการฝึกมีค่าเฉลี่ย 0.60 คะแนน และ
คะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉล่ีย 10.84 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนหลังได้รับ
การฝกึ มีคา่ เฉลย่ี 0.64 คะแนนโดยมีคะแนนเฉลย่ี ร้อยละ 54.60
ตำรำง 13 แสดงคะแนนเฉลย่ี แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
เร่อื งลาดับและอนุกรมดว้ ยรูปแบบ SSCS กอ่ นและหลงั ไดร้ ับการฝกึ ด้วยแบบฝกึ ทักษะ
เลม่ ชน้ั คะแนนเฉลี่ยกอ่ น สว่ นเบย่ี งเบน คะแนนเฉล่ียหลัง ส่วนเบ่ยี งเบน
ท่ี ได้รับกำรฝกึ มำตรฐำนของ ได้รับกำรฝึก มำตรฐำนของ
(15 คะแนน) คะแนนก่อนได้รับ (15 คะแนน) คะแนนหลังไดร้ บั
กำรฝึก กำรฝึก
1 ม.6/1 3.94 0.85 13.14 0.73
2 ม.6/8 2.65 0.60 10.84 0.64
คะแนนเฉลี่ย 3.30 0.73 11.99 0.69
คะแนนเฉลยี่ ร้อยละ (11.99 3.29) 100 58.00
15
จากตาราง 13 พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ทาคะแนนเฉล่ียแบบทดสอบก่อนเรียนมี
ค่าเฉล่ีย 3.30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนได้รับการฝึกมีค่าเฉล่ีย 0.73 คะแนน และ
คะแนนแบบทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 11.99 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนหลังได้รับ
การฝึกมคี า่ เฉลี่ย 0.69 คะแนนโดยมีคะแนนเฉลย่ี ร้อยละ 58.00
41
บทที่ 5
สรปุ ผล อภิปรำยผล และขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ืองลาดับและ
อนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและ
วิเคราะห์ขอ้ มูล พร้อมนาเสนอสรปุ ผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ดังตอ่ ไปน้ี
สรุปผลกำรวิจัย
ผลจากการใช้แบบฝึกทักษะ เร่ือง ลาดับและอนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS สาหรับนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารงุ จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จานวน 2 ห้อง
รวมท้ังหมด 50 คน ปรากฏว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์จากการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ือง ลาดับและ
อนุกรม มีคะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน สูงกวา่ คะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี น ท้งั 5 เล่ม
อภปิ รำยผลกำรวิจยั
จากการวจิ ยั เรอื่ ง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ดว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะ เรือ่ ง ลาดับและ
อนุกรมด้วยรูปแบบ SSCS สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา
สามารถอภปิ รายผลไดด้ ังนี้
1. จากคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.99) สูงกว่า คะแนนแบบทดสอบก่อน
เรียน (คา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 3.30) เนอ่ื งจากนกั เรียนได้มีกระบวนการในการเรียนรู้ท่ีเป็นระบบ เรียนรู้เน้ือหาจาก
ง่ายไปยาก และมีครหู รอื เพ่ือนร่วมกันให้คาแนะนา ทาให้เกดิ การเรยี นรู้ท่ีแทจ้ รงิ
2. ผู้วิจัยได้สร้างแบบฝึกทักษะท่ีคานึงถึงวัยและวุฒิภาวะของนักเรียนเป็นสาคัญ โดยจัดเนื้อหาไว้
อย่างครบถ้วนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ง่ายต่อการเรียนรู้และเข้าใจของนักเรียน นอกจากน้ีสีสันท่ี
สวยงามของแบบฝึกทักษะยังสามารถดึงดูดให้นักเรียนอยากเรียนรู้และค้นคว้าอย่างต่อเน่ือง แตกต่างจาก
การเรียนตามปกตใิ นหนังสือเรียน
ข้อเสนอแนะในกำรวจิ ัย
1. การจัดการเรียนรดู้ ว้ ยรูปแบบ SSCS ในช่วงแรกอาจต้องใช้เวลามาก ทั้งน้ีเนื่องจากนักเรียนอาจ
ยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการของรูปแบบ ดังนั้น ครูจึงควรให้เวลานักเรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนในแต่ละ
ขั้นตอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SSCS และควรให้การเสริมแรงต่าง ๆ เพ่ือให้นักเรียนเกิดกาลังใจใน
การเรียนรู้
2. ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ SSCS ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น ดังนั้น สาหรับครูผู้สอนที่พบกับปัญหาการจัดการเรียนรู้ในบริบทที่
ใกลเ้ คยี งกนั อาจจะนารูปแบบการจดั การเรียนรู้ SSCS ไปใช้ในการแก้ปญั หาที่เกิดขน้ึ ได้อีกแนวทางหน่งึ
2. การพัฒนาทักษะการคิดคานวณ หากต้องการใหน้ กั เรียน เรยี นรดู้ ว้ ยความสนุกสนาน และเข้าใจ
เนอ้ื หาอย่างแท้จริง ควรนาสือ่ การสอนทเี่ ปน็ รปู ธรรมและน่าสนใจก่อให้เกิดการเรียนรู้ เพ่ือให้นักเรียนได้ฝึก
ปฏิบตั อิ ยา่ งชดั เจนเกยี่ วกบั ทกั ษะท่ีต้องการฝึก ซ่งึ จะทาให้นักเรยี นสนใจเรียนมากยง่ิ ข้นึ
42
บรรณำนุกรม
กัญชนก กามะพร. (2553). กำรเปรียบเทียบควำมสำมำรถในกำรเช่ือมโยงทำงคณิตศำสตร์ผลสัมฤทธิ์
ทำงกำรเรียนและเจตคติต่อกิจกรรมกำรเรียนกำรสอน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 5 โดย
ใช้กำรสอนแบบ SSCS และกำรสอนแบบ KWDL. ปริญญานพิ นธ์การศึกษามหาบัณฑิตสาขาวิชา
การวจิ ยั การศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน. (2551). หลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำนพุทธศักรำช 2551.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตร.
ฉลองรัตน์ พารีสอน และคณะ. (2553). กำรพัฒนำชุดกิจกรรมด้วยวิธีกำรสอนแบบ SSCS เร่ือง ทฤษฎี
บทพีทำโกรัส สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 2. สารนิพนธ์การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
การศกึ ษามหาบัณฑิตสาขาหลกั สตู รและการสอน มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ชยั วฒั น์ สุทธิรตั น์. (2555). 80 นวตั กรรมกำรจดั กำรเรียนรูท้ เ่ี นน้ ผูเ้ รียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ : แดแน็กซ์
อินเตอร์คอรป์ อเรช่ัน.
ชานนท์ จันทรา. (2553). ขั้นตอนกำรวิธีพิสูจน์ทำงคณิตศำสตร์สำหรับครู. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.
ชูศรี วงศ์รัตนะ. (2552). เทคนคิ กำรใชส้ ถติ เิ พือ่ กำรวจิ ยั . นนทบุรี : อนิ เตอร์ โปรเกรสซิฟ จากดั .
ญานิศา ศรีโชติ. (2554). กำรพัฒนำชุดกิจกรรมด้วยวิธีกำรสอนแบบ SSCS เรื่องสมกำรเชิงเส้นตัวแปร
เดียวสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 1. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กศ.ม. มหาวิทยาลัย
นเรศวร.
นันทวัน คาสียา. (2551). กำรเปรียบเทียบควำมสำมำรถในกำรคิดอย่ำงมีวิจำรณญำณ ผลสัมฤทธ์ิ
ทำงกำรเรียนกลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์ และเจตคติต่อกำรเรียนคณิตศำสตร์ เร่ือง
อสมกำร ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 3 ท่ีเรียนด้วยวิธีกำรเรียนรู้แบบ LT กำรเรียนรู้แบบ
KWL และกำรเรียนรู้แบบ SSCS. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัย
การศึกษา มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2554). กำรวิจัยกำรเรียนรู้ทำงคณิตศำสตร์. มหาสารคาม : สานักพิมพ์มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
ปยิ รัตน์ จาตุรนั ตบุตร. (2547). หลักคณติ ศำสตร์. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
พิชติ ฤทธ์ิจรญู . (2552). หลกั กำรวดั และประเมินผลกำรศึกษำ. กรุงเทพฯ: เฮา้ ออฟ เคอรม์ สิ ท์.
พชิ ติ ฤทธจ์ิ รญู . (2553). กำรวจิ ยั เพอ่ื พฒั นำกำรเรียนรปู้ ฏิบตั ิกำรวิจัยในชน้ั เรียน. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์
แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
43
พิรยิ พงศ์ เตชะศิริยืนยง. (2552). กำรศึกษำผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 4 ที่
ได้รับกำรสอน แบบสืบสวนสอบสวนโดยใช้เกมคณิตศำสตร์ เรื่องกำรให้เหตุผล. สารนิพนธ์
การศึกษามหาบณั ฑิตสาขาวชิ าการมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
มณีรัตน์ พันธุตา. (2557). กำรศึกษำควำมสำมำรถในกำรแก้ปัญหำคณิตศำสตร์และผลสัมฤทธ์ิทำงกำร
เรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 4 โดยใช้รูปแบบ SSCS ร่วมกับกระบวนกำรแก้ปัญหำ
ของ POLYA. วารสารศกึ ษาศาสตร์ ฉบับวจิ ัยบณั ฑิตศกึ ษา. ปที ่ี 8 ฉบับที่ 4.
ยุพนิ พพิ ธิ กุล. (2545). กำรเรียนกำรสอนคณติ ศำสตร์ยคุ ปฏริ ูปกำรศกึ ษำ. กรงุ เทพฯ: บพธิ การพิมพ.์
เยาวดี รางชยั กุล วิบูลยศ์ รี. (2553). กำรวดั และกำรสร้ำงแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์
แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
สมเดช บุญประจักษ์. (2551). หลักกำรคณิตศำสตร์. กรุงเทพฯ: Learn and Play MATHGROUP
PHANAKHON.
สริ ิพร ออมสนิ . (2553). กำรพัฒนำชดุ กิจกรรมดว้ ยวิธีกำรสอนแบบ SSCS เร่ืองสมกำรกำลังสองตัวแปร
เดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 4. สารนิพนธ์การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองการศึกษา
มหาบัณฑิตสาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา (วิจัยและพัฒนาการศึกษา) มหาวิทยาลัย
นเรศวร.
สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (2554). วธิ สี อนตำมแนวปฏิรูปกำรศึกษำเพอื่ พัฒนำคุณภำพของเยำวชน.
กรุงเทพฯ : หา้ งหุ้นสว่ นจากดั 9199 เทคนคิ พรน้ิ ต้งิ .
สุภาพร ปิ่นทอง. (2554). กำรเปรียบเทียบควำมสำมำรถในกำรแก้ปัญหำคณิตศำสตร์ เรื่องอสมกำร
และเจตคติต่อกำรเรียนวิชำคณติ ศำสตร์ ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 3 ท่ีได้รับกำรสอนโดย
ใช้รูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ SSCS และกำรสอนโดยใช้เทคนิค KWDL. วิทยานิพนธ์ปริญญา
การศึกษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการมธั ยมศกึ ษา บณั ฑิตวิทยาลัยมหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.