พระพทุ ธศาสนา
ม.3 ส 23106
วนั เขา้ พรรษา
ครูลดั ดา เทศศรเี มือง
กลมุ่ สาระสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม โรงเรยี นสตรรี าชินทู ศิ อดุ รธานี
คานา
วนั สำคญั ทำงพระพุทธศำสนำ เรอื่ งวนั เขำ้ พรรษำในรูปแบบ
หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E booK) ผ้จู ดั ได้รวบรวมขอ้ มูลเกีย่ วกบั วนั
วสิ ำขบชู ำ นำเสนอออกมำในรูปแบบที่นำ่ สนใจ นำ่ อำ่ นและเขำ้ ใจง่ำยข้ึน
ผ้จู ดั ทำหวังเป็นอย่ำงย่ิงว่ำวันสำคญั ทำงพระพทุ ธศำสนำ เร่ืองวัน
เขำ้ พรรษำในรูปแบบหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (E booK) เลม่ นี้จะเปน็
ประโยชนแ์ ก่ผูท้ ี่สนใจไมม่ ำกก็น้อย
สารบัญ
เร่ือง หนา้
คำนำ ก
สำรบัญ ข
วนั เขำ้ พรรษำ 1
ประเพณแี หเ่ ทียนพรรษำ 4
ประเพณีถวำยผ้ำอำบนำ้ ฝน 5
คำถำม 8
วนั สาคัญทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
วนั เขา้ พรรษา
การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุตงั้ ใจวา่ จะอย่ปู ระจาทวี่ ดั ใดวดั หนึ่ง
ไมไ่ ปคา้ งคนื ท่ีใดในช่วงฤดฝู นตลอดเวลา 3 เดือน ซึ่งตรงกับวันแรม 1 คา่
เดอื น 8 ถึงวันขน้ึ 15 คา่ เดอื น 11
มลู เหตแุ หง่ การอยู่จาพรรษาของพระภกิ ษุ กเ็ นอื่ งดว้ ยในสมยั พทุ ธกาลยงั ไม่
มีธรรมเนียมการอยจู่ าพรรษา พระภิกษยุ ังจาริกไปตามสถานที่ต่าง ๆ แต่เม่อื ถงึ ฤดูฝน
การจาริกไปมาไมส่ ะดวก สมยั น้นั ยังมีพระภกิ ษจุ านวนไมม่ าก รู้วา่ กาลใดควรหรอื ไม่
ควรจารกิ ไปมา จึงมิได้ทรงมบี ญั ญตั ิไว้ แตเ่ มื่อมพี ระภิกษมุ ากขนึ้ พระภกิ ษบุ างพวก
ไม่รู้กาลควรไมค่ วร จาริกไปมาตลอดปี ทาให้ไปเหยยี บพืชผล ทาลายขา้ วกล้าของ
ชาวบ้าน จึงเกิดการตาหนติ เิ ตียนของชาวบา้ น เมอ่ื พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรง
บัญญัติให้พระภิกษุอยู่จาพรรษาชว่ งฤดูฝน เป็นเวลา 3 เดอื น
พุทธศาสนิกชนชาวไทยไดเ้ ริ่มบาเพ็ญกศุ ลเน่ืองใน
เทศกาลเขา้ พรรษามาตง้ั แตส่ มยั สุโขทยั ดังขอ้ ความในศลิ าจารกึ
พ่อขุนรามคาแหงมหาราชว่า “พอ่ ขนุ รำมคำแหง เจำ้ เมืองสโุ ขไท
ทง้ั ชำวแม่ ชำวเจ้ำ ทว่ ยป่ัว ทว่ ยนำง ลูกเจ้ำ ลกู ขนุ ท้งั สนิ้ ทัง้ หลำย
ทง้ั ผูช้ ำย ผู้หญงิ ฝงู ท่วยศรทั ธำในพระพทุ ธศำสนำ ทรงศีลเมอ่ื
พรรษำทกุ คน”
ประเพณแี หเ่ ทยี นพรรษา
ประเพณแี หเ่ ทียนพรรษำเกิดจำกควำมจำเปน็ ทใี่ นสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟำ้ ใช้
เม่อื พระสงฆ์มำจำพรรษำรวมกันมำกๆ กจ็ ำเป็นต้องปฏิบตั ิสมณกิจ เช่น ทำวตั รสวดมนต์
ตอนเชำ้ มืดและตอนพลบค่ำ ศึกษำพระปรยิ ัติธรรม ซ่งึ เปน็ กจิ กรรมท่ีต้องกำรแสงสวำ่ ง
โดยเฉพำะเทยี นทพ่ี ระสงฆจ์ ุดบชู ำพระรตั นตรยั ต้องสวำ่ ง
พทุ ธศำสนิกชนนยิ มหล่อเทียนต้นใหญไ่ ปถวำยพระภกิ ษุในวัดใกลๆ้ บ้ำน เปน็
พุทธบูชำ เพอื่ ให้สำมำรถจุดอยไู่ ด้ตลอดเวลำ ๓ เดือน เทยี นดังกล่ำวเรยี กว่ำ “เทยี น
จำนำพรรษำ” โดยมขี บวนแห่กนั อยำ่ งสนุกสนำน เรียกว่ำ “ประเพณแี หเ่ ทยี นจำนำ
พรรษำ”
ประเพณีถวายผ้าอาบนา้ ฝน
ผ้ำอำบนำ้ ฝน คอื ผ้ำอำบนำ้ ที่ถวำยแดพ่ ระภิกษสุ งฆก์ อ่ นเขำ้ พรรษำ ผ้ำอำบ
น้ำฝนเทียบไดก้ ับผ้ำขำวมำ้ ของชำวบ้ำน กำรถวำยผ้ำอำบนำ้ ฝนนี้เปน็ ประเพณีทม่ี มี ำ
ตั้งแต่คร้งั สมัยพทุ ธกำล
กำรถวำยผ้ำอำบนำ้ ฝนไมม่ ีกำหนดแนน่ อนวำ่ ต้องถวำยวันไหน เพยี งแตใ่ ห้อยู่
ในระยะ ๑ เดอื น ก่อนเข้ำพรรษำ กำรถวำยผ้ำอำบน้ำฝนของวัดตำ่ งๆ จงึ ไม่ตรงกนั
วันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
กำรประกอบพิธีถวำยผ้ำอำบน้ำฝน
• นำผ้ำอำบน้ำฝนทจ่ี ะถวำยมำรวมกันไว้
• ทำสลำกติดไว้ท่ีของถวำย ปกติจะมีของถวำยอ่ืนเป็นบริวำรด้วย เช่น ร่ม พุ่มเทียน ไม้ขีด
สบู่ ยำสฟี นั กระดำษชำระ
• เม่ือพระสงฆ์มำพร้อมกันแล้ว ผู้เป็นหัวหน้ำก็จะกล่ำวนำ ตั้งนะ โม ๓ จบ แล้วกล่ำวนำ
ถวำย
วันสาคัญทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
คาถวายผ้าอาบน้าฝน
• อิมำนิ มย ภนฺเต, วสฺสิกสำฏิกำนิ, ภิกขุสงฺฆสฺส โอโณชยำม, สำธุ โน ภนฺเต ภิกฺขุ
สงฺโฆ, อมิ ำน,ิ วสฺสกิ สำฏิกำน,ิ ปฏคิ ฺคณฺหำตุ, อมฺหำก, ทีฆรตฺต หิตำย สขุ ำย
คาแปล
คำถำม
เพรำะเหตุใด
พระพุทธเจ้ำจงึ ใหพ้ ระพ
ภิกษุสงฆจ์ ำพรรษำ