The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ประภัสสร ผงทอง, 2021-06-05 04:40:24

พุทธประวัติ ม.2

พุทธประวัติ

วชิ า สังคมศึกษา3 ส22101
ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2

เรอ่ื ง พทุ ธประวตั ิ

หนว่ ย 2

พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง
และชาดก

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1.นักเรียนสามารถสรปุ และวิเคราะหพ ทุ ธประวัติ
(การผจญมาร การตรัสรู การสั่งสอน)ได

2.นักเรยี นมีทกั ษะการคิด วเิ คราะห



1.การใช้คําถามตรงกับจุดประสงค์

พทุ ธประวัติแต่ละตอนแทรกความรูเ้ รอื่ งใดบา้ ง?

ผจญมาร ตรสั รู้ สัง่ สอน

2.การใชค้ ําถามสกู่ ิจกรรมการเรยี นรู้

วิเคราะหพ์ ทุ ธประวัติ
ตอน ผจญมาร ตรสั รู้ ส่งั สอน

3. ครูเล่าเรื่องพุทธประวตั ิ

การผจญมาร

ในวนั ก่อนทีพ่ ระพุทธเจ้าจะตรสั รูน้ ้นั
พระองค์ไดป้ ระทบั บนบัลลังก์หญ้าคาทีโ่ สตถิ
ยพราหมณ์นาํ มาถวายบริเวณใต้ตน้ มหาโพธิ์
พรอ้ มกบั ทรงต้งั ปณิธานแนว่ แนว่ า่

“แม้เลือดและเน้ือในสรีระนจ้ี ะเหือดแหง้ ไป
เหลืออยูแ่ ต่หนัง เอ็น กระดกู ก็ตามทเี ถดิ ตราบ
ใดที่ยังไมบ่ รรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เราจะไมย่ อมลกุ จากบัลลงั ก์นีเ้ ปน็ อนั ขาด”

เมือ่ พญามาร “ปรนมิ มิตวสวัตด”ี ทราบพระปณิธานอันแนว่ แน่
น้นั กร็ ะดมพลเสนามารท้ังหลายมาขดั ขวางการบําเพ็ญเพียรของ
พระองค์ เช่น บนั ดาลให้เกดิ พายุพัดรนุ แรง

แต่ว่าพระองค์ไดท้ รงระลกึ ถึงความดีทีท่ รงบาํ เพ็ญมา คือ
พระบารมี ๑๐ ประการ จึงทรงมพี ระทัยม่ันคงไมห่ วาดกลัวต่อ
อาํ นาจมาร พญามารจงึ กล่าวอา้ งว่าบัลลังกท์ ปี่ ระทบั น้ันเปน็ ของ
ตน โดยอา้ งว่ามเี สนามารท้ังหลายเปน็ พยานและให้พระสิท
ธตั ถะ หาพยาน ยืนยัน พระองคจ์ ึงทรงเหยียดนวิ้ ชลี้ งที่
แผน่ ดิน เพราะในการใหท้ านทกุ คร้งั พระองคท์ รงหล่งั
ทักษิโณทก (น้าํ ทหี่ ล่งั ในเวลาทําทาน) ลงบนแผ่นดิน ฉะน้ัน
แม่พระธรณี จึงเท่ากับเปน็ พยานในการทรงบรจิ าคทาน แม่
พระธรณจี งึ บีบมวยผมซ่งึ ชุม่ ด้วยน้าํ หล่งั ออกมามากมายกลาย
เปน็ ทะเลท่วมพญามารและเสนาท้ังหลายจนแตกพ่ายไปหมดสิ้น

4. ให้นกั เรียนวิเคราะหพ์ ุทธประวัตแิ ตล่ ะตอน 1

บทวเิ คราะห์

มาร คือ กเิ ลส มี 5 ประเภท ได้แก่อะไรบา้ ง

1.1 กิเลสมาร………………………………………………………………….
1.2 ขนั ธมาร…………………………………………………………………..
1.3 อภสิ ังขารมาร………………………………………………………...
1.4 เทวปุตตมาร…………………………………………………………...
1.5 มจั จุมาร………………………………………………………………….

การตรสั รู้

หลังจากพญามารปรนมิ มติ วสวัตดพี ่ายแพ้ไปแลว้ พระสิท
ธตั ถะก็ทรงบําเพ็ญเพียรตอ่ ไป จนบรรลุญาณทง้ั ๓ ตามลาํ ดบั คือ
★ ปฐมยาม ทรงบรรลปุ ุพเพนวิ าสานสุ ตญิ าณ คอื ความหย่ังรู้

ในชาติภพกอ่ น ๆ หมายถงึ ทรงระลึกชาติได้
★ มัชฌมิ ยาม ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ คอื ทรงร้กู ารจุตแิ ละ

การเกดิ ของสรรพสัตวท์ ั้งหลาย หมายถงึ มตี าทิพย์ หูทพิ ย์
★ ปั จฉมิ ยาม ทรงบรรลอุ าสวกั ขยญาณ คอื ตรัสรอู้ รยิ สัจ ๔

ความจรงิ อันประเสรฐิ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ ทุกข์ (ความทุกข)์
สมุทัย (สาเหตุแหง่ ทกุ ข์) นิโรธ (ความดบั ทุกข)์ และมรรค
(หนทางแหง่ ความดับทกุ ข)์

พระพุทธศาสนา คอื คําส่ังสอนของพระพุทธเจา้ และคาํ ส่ังสอนน้ี ถา้ จะกลา่ วอีกนัยหน่งึ กค็ อื
เร่ืองของความจรงิ ท่มี อี ย่แู ลว้ ตามธรรมชาติ พระพุทธเจ้าเปน็ ผู้ทต่ี รัสรสู้ ภาพธรรมนั้นๆ แล้วนาํ
มาบอกเล่าให้เข้าใจชัดข้ึน สัจธรรมหรอื ความจริงท่ีมอี ยแู่ ลว้ ตามธรรมชาตทิ ่ีพระพุทธเจ้าทรงค้นพบ
คือ อรยิ สัจ ๔ หรือความจรงิ อันประเสริฐ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ ทุกข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค

บทวเิ คราะห์ 2

คําสั่งสอนหรือความจงิ ที่พระพุทธเจา้ ตรสั รู้คอื อะไร…………………...

การส่ังสอน

เจ้าชายสิทธตั ถะ ตรสั รู้เปน็ พระพุทธเจ้า
เม่ือย่าํ รุ่งของคนื วันเพ็ญ เดอื น ๖ กอ่ น
พุทธศักราช ๔๕ ปี ขณะทีพ่ ระองค์มพี ระชนมายุ
๓๕ พรรษา หลังจากตรสั รูแ้ ล้ว พระพุทธเจา้
ทรงพักผอ่ นเปน็ เวลา ๗ สัปดาห์ แลว้ เสด็จออก
เผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ทรงคิดถึงพระอาจารย์
ทง้ั สอง คือ อาฬารดาบส และอทุ ทกดาบส แต่
ทา่ นทัง้ สองได้สิ้นชีพแลว้

จงึ เสดจ็ ไปโปรดปั ญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวนั แขวงเมือง พาราณสี พระ
ธรรมเทศนาทพ่ี ระองคท์ รงแสดงครัง้ แรกเรียกวา่ ปฐมเทศนา พระธรรมที่ทรง
แสดง เรียกวา่ ธัมมจกั กัปปวัตนสูตร

หลังจากฟังพระธรรมเทศนา โกณฑญั ญะ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม จึงทลู ขอบวช
นับเปน็ พระสงฆอ์ งคแ์ รกในโลก ตอ่ จากน้ันทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดอกี ๔
ท่าน จนเกดิ ความเข้าใจธรรมและทูลขอบวชตามลาํ ดับ ปัญจวัคคยี ์ท้ัง ๕ จึงสําเรจ็
เปน็ พระอรหันต์

คาํ ส่ังสอนของพระพุทธเจา้ ทเี่ รียกวา่ พระพุทธศาสนา เปน็ หลักคําสอนทเี่ กยี่ วกบั
ความจริงท่ีมีเหตุผลสมบูรณ์ถกู ตอ้ ง และสามารถนาํ มาประพฤตปิ ฏิบัติ และได้รบั
ผลด้วยตนเอง พิสูจนไ์ ด้ ไมจ่ าํ กัดกาลเวลา ฉะน้นั ในพระพุทธศาสนาจึงไม่มีคาํ สอน
ชนดิ ทเี่ รียกว่า “เดา” หรอื “สันนษิ ฐาน” หรอื “คาดคะเน (สมมุติฐาน)” ว่าจะเปน็ อยา่ ง
น้ันอยา่ งนี้ ต้องเปน็ ความจรงิ ทไี่ ด้คน้ ควา้ ประจักษ์แจง้ แล้วจึงใช้ได้ ในการเผยแผห่ ลกั
ธรรมน้ัน พระพุทธเจ้าทรงมหี ลักการสอน ดังนี้

๑) ทรงคํานงึ ถึงความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล คือ มวี ิธกี ารสอนบุคคล

แตกต่างกันไปตามระดบั ของสติปัญญา โดยเปรยี บเทยี บบคุ คลกับดอกบัว ๔ เหลา่ ดังนี้

(๑) อคุ ฆฏติ ญั ญู : ผ้มู ปี ัญญาฉลาด เฉยี บแหลม เพียงแคย่ กหัวขอ้ ข้ึนแสดงก็
สามารถรแู้ ละเขา้ ใจไดท้ ันที เปรยี บได้กับดอกบัวท่ีอยเู่ หนือน้าํ พออาทติ ยฉ์ ายแสง กเ็ บง่
บานได้ทันที

(๒) วิปจิตญั ญู : ผมู้ ปี ัญญาอยู่ในระดบั ปานกลาง ต้องอธบิ าย ขยายความ
จึงจะสามารถรแู้ ละเขา้ ใจได้ เปรยี บเหมอื นดอกบวั ทีอ่ ยู่เสมอผิวน้ํา พร้อมจะบานในวนั รุ่ง
ข้ึน

1

2

(๓) เนยยะ : ผทู้ พี่ อจะแนะนาํ ได้ คอื พอจะฝกึ สอนอบรมใหร้ ้แู ละเข้าใจได้
แต่จะต้อง ยกตัวอยา่ งประกอบให้ชัดเจน เปรยี บเหมือนดอกบัวทีย่ งั โผล่ไม่พ้นน้ํา ซ่ึง
จะบานในวนั ตอ่ ๆ ไป

(๔) ปทปรมะ : ผ้ดู ้อยปั ญญา คอื สอนให้รตู้ ัวอักษรหรือข้อความได้ แต่ไม่
อาจเข้าใจความหมาย เปรยี บเหมือนดอกบัวทยี่ งั จมอยู่ในโคลนตมใต้น้ํา ยอ่ มตกเปน็
อาหารแกป่ ลาและเตา่

3
4

๒) สอนโดยคํานึงถงึ เน้ือหาท่ีสอน เชน่

(๑) สอนจากเนอื้ หาทง่ี า่ ยไปสู่เนอ้ื หาท่ียาก โดยเรียงลําดบั เน้ือหาให้
เขา้ ใจอยา่ งชัดเจนตามลาํ ดบั เชน่ การสอนอรยิ สัจ ๔ คือ

๑. ทุกข์ ๒. เหตแุ หง่ ทกุ ข์ ๓. ความดับทุกข์ ๔.หนทางปฏิบัตใิ หถ้ งึ ความดับทกุ ข์
(๒) สอนดว้ ยวธิ กี ารปฏิบัติ เช่น สอนวิธีการปฏิบัตวิ ปิ ัสสนากัมมฏั ฐาน

สอนวัตรปฏบิ ัตขิ องพระภิกษุสงฆ์

(๓) สอนใหม้ เี หตมุ ผี ล ไม่เชื่อง่าย เชน่ หลกั การสอนในกาลามสูตร ๑๐ ประการ
หรอื สอนใหเ้ ขา้ ใจถึงกฎธรรมชาติท่เี ปน็ ไปตามเหตุปัจจยั
(๔) สอนให้รู้และเขา้ ใจถงึ องค์ประกอบของส่ิงมีชีวิต ในลักษณะองคร์ วม เชน่
หลักของขันธ์ ๕ มนุษยป์ ระกอบดว้ ย นาม รปู (รูป + นาม)
(๕) สอนให้ประพฤตปิ ฏบิ ัติตนอยู่ในทางสายกลาง ไม่สุดโต่งในดา้ นใดดา้ น
หน่งึ เรยี กวา่ มัชฌมิ าปฏปิ ทา เชน่ ปฏิบตั ติ ามอรยิ มรรค ๘

๓) สอนโดยคาํ นึงถงึ ลักษณะการสอน เชน่

(๑) สอนโดยการยกตัวอย่างประกอบ เช่น ยก
เหตุการณ์ท่ีเกดิ ข้ึนแต่ปางกอ่ นทเ่ี รียกวา่ ชาดก
ประกอบการสอนให้เข้าใจง่ายข้นึ

(๒) สอนโดยการสรา้ งบรรยากาศในการ
สอนใหป้ ลอดโปรง่ เพลิดเพลนิ ไมต่ ึงเครียด สอน
เร่ืองยากให้เปน็ เร่อื งง่าย ๆ

(๓) สอนได้ทกุ สถานการณ์ ทุกสถานที่ และ
ปรับตัวให้เขา้ กบั สถานการณน์ นั้ ๆ เช่น สอนตามตน้ ไม้
สอนองคุลีมาลในขณะท่ีกําลงั หลงผดิ ใหก้ ลบั ใจได้

(๔) สอนแบบร้แู จง้ จนผทู้ ี่ไดฟ้ ังสามารถบรรลุพระอรหันตไ์ ด้ เชน่ สอนนางกีสาโคตมี โดย
ให้สืบหาเมล็ดพันธผุ์ ักกาดเพ่ือเปน็ ส่วนประกอบของยาชบุ ชวี ิตบตุ ร จนนางกสี าโคตมีบรรลุ
ถึงสัจธรรมของความตาย
(๕) สอนโดยใชภ้ าษาสุภาพ นุม่ นวล เหมาะสม เช่น สอนคนไม่ดีดว้ ยความดี สอนคนโกรธ
ดว้ ยความไม่โกรธ

3

บทวเิ คราะห์ตอนการส่ังสอน

พระพุทธเจา้ มหี ลกั การสอนอยา่ งไร

……………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………..

5.ข้ันสรุปผล

วิเคราะหพ์ ุทธประวัติ

1. ตอนผจญมาร

มารคือ กเิ ลส มี 5 ประเภทคอื …………………………………………………………………………………………………..

2. ตอนตรสั รู้

พระพุทธเจ้าทรงตรสั รู้ ………………………………………………………………………………………………………………………….

3. ตอนส่ังสอน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..


Click to View FlipBook Version