The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัย นายเมธา แก้วพรรณา สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เมธา แก้วพรรณา, 2024-02-07 06:50:33

งานวิจัย นายเมธา แก้วพรรณา สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา

งานวิจัย นายเมธา แก้วพรรณา สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา

การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ เรื่องนาฏศัพท์ โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยา นายเมธา แก้วพรรณา รหัสนักศึกษา 63040105122 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ เรื่องนาฏศัพท์ โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยา ผู้วิจัย นายเมธา แก้วพรรณา อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.จิราพรรณ เอี่ยมแก้ว ครูพี่เลี้ยง นางสาวเนตต์ชนา น้อยอุ่นแสน อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราช ภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (นางสาวปิ่นเกศ วัชรปาน) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน ……………………………………………………………..อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก (ดร.จิราพรรณ เอี่ยมแก้ว) .………………………..………………………………….…อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นายก้องเกียรติ ใจเย็น) ………………………………………………….……..……ครูพี่เลี้ยง (นางสาวเนตต์ชนา น้อยอุ่นแสน)


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ เรื่องนาฏศัพท์ โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยา ผู้วิจัย นายเมธา แก้วพรรณา สาขาวิชา นาฏศิลป์ศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา ดร.จิราพรรณ เอี่ยมแก้ว ครูพี่เลี้ยง นางสาวเนตต์ชนา น้อยอุ่นแสน ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 รูปแบบการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิง สํารวจ กลุ่มเปเหมายเป้านนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 1 ห้อง และจาก การศึกษาและวิเคราะห์ แบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย แสดงให้เห็นว่าระดับเจตคติ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 40 คน โดยเฉลี่ยจาก แบบสอบถามทั้งหมดได้3.49 คะแนน ซึ่งแปล ความได้ว่านักเรียนมีเจตคติอยู่ในระดับปานกลางต่อวิชา นาฏศิลป์ศึกษา


ก คำนำ ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความ เข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทําให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดํารงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศ ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนนําไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และ สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป เจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทยเป็นส่วนสําคัญที่จะทําให้ผู้เรียนมีความตระหนัก เห็นความสําคัญ และประโยชน์ของการเรียนวิชาภาษาไทยดังที่่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนให้ความสําคัญในการ เรียนวิชาภาษาไทยมากขึ้น ช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันหากนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดี ต่อการเรียน ก็จะส่งผลให้นักเรียนไม่ให้ความสําคัญ ไม่สนใจในการเรียนวิชาภาษาไทย ซึ่งจะเป็นอุปสรรค สําคัญในการที่จะจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่โรงเรียนกําหนด ในฐานะครูผู้สอน จึงเห็นความสําคัญที่จะศึกษาเกี่ยวกับเจตคติของนักเรียนเพื่อที่จะสามารถนํามาเป็นแนวทางในการปรับปรุง เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน และทําให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ข สารบัญ คำนำ…………………………………………………………………………………………………………… ก สารบัญ……………………………………………………………………………………………..………... ข บทที่ หน้า บทที่ 1 บทนำ………………………………………………………………………….……...........………... 1 ความเป็นมาและความสำคัญ………………………………………………………….…….…. 1 วัตถุประสงค์การวิจัย…………………………………………………………………………..…. 2 สมมติฐานการวิจัย……………………………………………………………………………….… 2 ขอบเขตการวิจัย………………………………………………………………………………….… 2 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………….…... 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ…………………………………………………….…………….…… 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………..….. 5 แนวคิดเจตคติ…………………………………………………………………………………………….….. 6 องค์ประกอบของเจตคติ………………………………………………………………………..………… 7 คุณลักษณะของเจตคติ............................................................................................ .. 7 ปัจจัยที่ทำไห้เกิดเจตคติ…………………………………………………………………………………... 9 การเปลี่ยนแปลงเจตคติ............................................................................................. 10 การวัดเจตคติ……………………………………………………………………...………………………. 11 เทคนิคการสอนแบบช่วยเพื่อน……………………………………………………………………… 12 ความหมาย………………………………………………………………………………………………… 12 ความเป็นมา………………………………………………………………………………………………. 13 แนวทฤษฏี………………………………………………………………………………………………… 14


ข งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………………………………………… 21 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย………………………………………………………………………………..… 22 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………………… 22 เครื่องมือ การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ……………………………………... 23 การและหาคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย………………………………………………………… 23 การดำเนินและเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………….............………………………… 26 การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………….…………... 26 สถิติที่ใช้ในการในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………….. 28 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………. 29 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………… 29 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………. 29 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายและข้อเสนอแนะ…………………………………………………………… 32 ความมุ่งหมายของการวิจัย…………………………………………………………………………. 32 วิธีการดำเนินงานวิจัย………………………………………………………………………………. 32 สรุปผลการวิจัย……………………………………………………………………………………… 32 อภิปรายการศึกษา………………………………………………………………………………… 33 อ้างอิง…………………………………………………………………………………………………………… 34




1 บทที่ 1 บทนำ 1.ความเป็นมาและความสำคัญ ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน คนไทยจึงควร อนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไปนอกจากนี้วัฒนธรรมยังเป็นการดำเนิน ชีวิตที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ว่าจะ เป็น การละเล่น การแสดง การร้อง เพลงพฤติกรรม และบรรดาผลงานทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นงานด้านจิตรกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะวรรณคดีดนตรีปรัชญา ศีลธรรม จรรยา ภาษา กฎหมาย ความเชื่อขนบธรรมเนียม ประเพณีตลอดจนความคิดความรู้ในลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามหรือความเสื่อมเสียของสังคม และ ในขณะเดียวกันวัฒนธรรมยังกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสังคมทั้งเรื่องความเป็นระเบียบ ความรู้สึกความประพฤติและกิริยาอาการหรือการกระทำใดใดของมนุษย์ลงรูปเป็นพิมพ์เดียวกันและสำแดง ออกมา ให้ปรากฏเป็นภาษาศิลปะความเชื่อถือระเบียบประเพณีความกลมเกลียวความก้าวหน้า ของ ประเทศชาติและสินละทำอันดีของประชาชน ดังนั้นวัฒนธรรมจึงมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและ ต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติมาก ซึ่งได้ถ่ายทอดกันรุ่นต่อรุ่นโดยสิ่งใดที่ดีแล้วก็เก็บไว้สิ่งใดควรแก้ก็ ทำการแก้ไขให้ดีขึ้นเพื่อจะส่งเสริมให้มีลักษณะที่ดีและเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติต่อไป (ไพศาล ภู่ไพบูลย์; อังคณา ตติรัตน์ และ ปนัดดา มีสมบัติงาม ,2550 การจัดการเรียนรู้สาระที่ 1นาฏศิลป์นาฏยะศัพท์และภาษาท่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้น ทักษะการปฏิบัติทางด้านนาฏศิลป์ในลักษณะการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย อย่างมีลีลาที่อ่อนช้อย งดงามดังนั้นการสอนนาฏศิลป์จึงจำเป็นต้องมีหลักในการเรียนรู้โดยเฉพาะเพื่อทำให้การจัดการเรียนการสอน บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ซึ่งการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมอาจกำหนดได้3 ลำดับขั้นตอนต่อไปนี้คือ 1. ฝึกการใช้มือ และเท้า เบื้องต้น 2. ฝึกปฏิบัติท่านาฏยศัพท์เบื้องต้น 3. ฝึกภาษาท่า การแสดงอารมณ์ความรู้สึกด้วยร่างกาย เจดคติที่ดีต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนมีความตระหนักเห็นความสำคัญ และประโยชน์ของการเรียนวิชานาฏศิลป์ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนให้ความสำคัญในการ เรียนวิชานาฏศิลป์ มากขึ้นช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้นแต่ในทางกลับกัน หากนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อ การเรียนก็จะส่งผลให้นักเรียนไม่ให้ความสำคัญไม่สนใจ ในการเรียนวิชานาฏศิลป์ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ใน การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่โรงเรียนกำหนด ในฐานะครูผู้สอนจึงเห็น


2 ความสำคัญที่จะศึกษาเกี่ยวกับเจ็ดคติของนักเรียนเพื่อที่จะสามารถนำมาเป็น แนวทางในการปรับปรุงเนื้อหา และกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนและทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 2. วัตถุประสงค์ในการวิจัย 2.1 เพื่อส่งเสริมการมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน หนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 2.2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนอง หานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีโดยใช้เทคนิคการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 3. สมมติฐานการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ของทางการเรียนจากการใช้เทคนิคการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อส่งเสริมการ เรียนรู้ในของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีเจตดติที่ดีต่อวิชานาฏศิลป์มากยิ่งขึ้น 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1 ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีประจำปี การศึกษา 2564 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 30 คน 4.2 ขอบเขตตัวแปร 4.2.1 ตัวแปรต้น คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 4.2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ของทางการมีเจตคติต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 4.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน นาฏศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา เรื่อง นาฏยศัพท์และภาษาท่า 4.4 ขอบเขตระยะเวลา


3 ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวม 4 สัปดาห์ ในภาคเรียน ที่ 1 ประจำปี การศึกษา 2566 5.กรอบแนวคิด ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม 6. นิยามคำศัพท์เฉพาะ 6.1 เจตคติ หมายถึง สภาพความรู้สึกทางด้านจิตใจที่เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรูปของบุคคล อันเป็นผลทําให้เกิดมีทำทีหรือมีความคิด เห็นรูปสึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ เห็นหรือไม่ เห็นด้วย 6.2 กิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การกระทำใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างบทเรียนโดย ครูผู้สอนสื่อความหมายกับผู้เรียนผ่านการใช้สื่อชนิดต่าง ๆ เพื่อติดต่อสื่อสาร ความรู้เนื้อหาสาระที่ผู้เรียนต้อง ศึกษาตามหลักสูตรที่วางไว้ 6.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถในการเรียน โดยใช้การจัดกิจกรรมกระตุ้น นักเรียนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องที่เรียนจากการจัดการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 6.4 นาฏยภาษาหรือภาษาท่า หมายถึง การสื่อความหมายหรือสื่อสารให้เข้าใจกัน โดยใช้กิริยาท่าทาง การรำในทางนาฏศิลป์ เรียกว่า รำบท หรือรำตีบท คือ การแสดงท่ารำแทนคำพูด รวมทั้งการแสดงอารมณ์ด้วย การรำบทเป็นการใช้ภาษาที่พัฒนามาจากท่าทางโดยธรรมชาติ ท่ารำที่ใช้ในการรำตีบท 6.5 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียน หนองหานวิทยา อำเภอหนองหานวิทยา จังหวัดอุดรธานี 1.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การมีเจคติ ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 2.เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการจัก กิจกรรม การเรียนการสอนแบบเพื่อน ช่วยเพื่อน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนอง หาน จังหวัดอุดรธานี


4 7. ประโยชน์ที่ได้รับ 7.1 ได้ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการสอนเพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อวิชานาฏศิลป์ที่สามารถ นำมาปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 7.2 ผู้เรียนมีเจตคติต่อการเรียนนาฏศิลป์ และผลสัมฤทธิ์ในรายวิชานาฏศิลป์จากเทคนิคการสอนแบบ เพื่อนช่วยเพื่อนได้ดียิ่งขึ้น


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเรื่อการมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ เรื่องนาฏศัพท์ กลุ่มสาระการ เรียนศิลปะ(นาฏศิลป์) โดยใช้โดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นสื่อร่วมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน หนองหานวิทยา ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตารางงานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัย มี รายละเอียดดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับเจตคติ 1.1 ความหมายของเจตคติ 1.2 องค์ประกอบของเจตคติ 1.3 คุณลักษณะของเจตคติ 1.4 ปัจจัยที่ทําให้เกิดเจตคติ 1.5 การเปลี่ยนแปลงเจตคติ 1.6 การวัดเจตคติ 2.เทคนิคการสอน แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2.1 ความหมาย 2.2 ความเป็นมา 2.3 แนวคิดทฤษฎี 3. สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดเกี่ยวกับเจตคติ 1.1 ความหมายของเจตคติ


6 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน. 2542 : 221) ให้ความหมายของเจตคติว่า หมายถึง ทำทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด พวงรัตน์ทวีรัตน์(2540 : 108) กล่าวว่า เจตคติ หมายถึง การเตรียมพร้อมแห่งสภาพจิตใจของบุคคล ในการกระทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เจตคติเป็นอารมณ์ที่มีอยู่ในทุกผู้ทุกคน แต่อยู่ในระดับที่แตกต่างกัน เจตคติเป็นสิ่งที่ ผลักดันบุคคลให้แสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ อันอยู่ในลักษณะที่พึงพอใจก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กระบวนการเรียนและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล แอลพอร์ต (Allport. 1985 : 798) ให้ความหมายว่าเจตคติหมายถึง สภาพความพร้อมทางจิตใจ ซึ่ง เกิดขึ้นจากประสบการณ์สภาวะความพร้อมนี้จะเป็นแรงที่จะกําหนดทิศทางของปฏิกิริยาของบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง กู้ด (Good. 1973 : 49) ให้ความหมายของเจตคติว่า เจตคติหมายถึง ความเอนเอียงหรือความชอบ ของบุคคลที่แสดงผลเฉพาะไปสู่วัตถุสิ่งของ สถานการณ์หรือคุณค่า ตามปกติจะประกอบไปด้วยความรู้สึกและ อารมณ์ เจตคติ หมายถึง สภาวะของความพร้อมทางจิตใจซึ่งเกิดจากประสบการณ์สภาวะความพร้อมนี้เป็น แรงที่กําหนดทิศทางของปฏิกิริยาระหว่างบุคคลที่มีต่อบุคคล สิ่งของและ สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง (Allport อ้าง ถึงในนวลศิริ เป้าโรหิต, 2545 : 125) เจตคติ หมายถึง ความรู้สึกที่แสดงออกมาในทางบวก หรือทางลบ เช่น พอใจ ไม่พอใจ เห็นด้วย ไม่ เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบต่อบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เจตคติ หมายถึง ความรู้สึกโน้มเอียงของจิตใจที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ เรื่องใด เรื่องหนึ่ง หรือแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ เชิงนิมาน และเชิงนิเสธ เจตคติ หมายถึง ความรู้สึกที่คนเรามีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือหลายสิ่ง ในลักษณะที่เป็นอัตวิสัย (Subjective) อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้น หรือการแสดงออกที่เรียกว่า พฤติกรรม เจตคติหมายถึง ความรูปสึก หรือทำทีของบุคคลที่มีต่อบุคคล วัตถุสิ่งของ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ความรู้สึก หรือทำทีจะเป็นไปในทํานองที่พึงพอใจ หรือไม่พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้เจตคติ หมายถึง สภาพความคิด ความเขาใจและความรู้สึกเชิงประเมินที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ เช่น วัตถุ สถานการณ์ความคิด ผู้คน เป็นต้น ซึ่งเจตคติทําใหบุคคลมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งนั้น ในลักษณะเฉพาะตัวตามทิศทางของ ทัศนคติที่มีอยู่


7 จากนิยามต่าง ๆ ที่กล่าวมาทําให้พอสรุปได้ว่าเจตคติ คือ สภาพความรู้สึกทางด้านจิตใจที่เกิดจาก ประสบการณ์และการเรียนรู้ของบุคคลอันเป็นผลทําให้เกิดมีทำทีหรือมีความคิด เห็นร็สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ใน ลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ เห็นหรือไม่เห็นด้วย 1.2 องค์ประกอบของเจตคติ โดยทั่วไป เจตคติประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1. องค์ประกอบด้านความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Component) เป็นองค์ประกอบด้านความรู้ ความเข้าใจของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้านั้น ๆ เพื่อเป็นเหตุผลที่จะสรุปความ และรวมเป็นความเชื่อ หรือช่วยในการ ประเมินค่าสิ่งเร้านั้น ๆ 2. องค์ประกอบด้านความรู้สึกและอารมณ์ (Affective Component) เป็นองค์ประกอบด้าน ความรู้สึก หรืออารมณ์ของบุคคล ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งเร้า ต่างเป็นผลต่อเนื่องมาจากที่บุคคลประเมินค่าสิ่ง เร้านั้น แล้วพบว่าพอใจหรือไม่พอใจ ต่องการหรือไม่ต้องการ ดีหรือเลวองค์ประกอบทั้งสองอย่างมี ความสัมพันธ์กัน เจคติบางอย่างจะประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจมา แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบด้าน ความรู้สึกและอารมณ์น้อย เช่น เจตคติที่มีต่องานที่ทํา ส่วนเจตคติที่มีต่อแฟชั่นเสื้อผ้าจะมีองค์ประกอบด้าน ความรู้สึกและอารมณ์สูง แต่มีองค์ประกอบด้านความรู้ความเข้าใจต่ำ 3. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavioural Component) เป็นองค์ประกอบทางด้านความพร้อม หรือความโน้มเอียงที่บุคคลประพฤติปฏิบัติ หรือตอบสนองต่อสิ่งเร้าในทิศทํางที่จะสนับสนุนหรือคัดค้าน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อ หรือความรู้สึกของบุคคลที่ได้รับจํากกํารประเมินค่าให้สอดคล้องกับความรู้สึกที่มีอยู่ เจต คติที่บุคคลมีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ต่องประกอบด้วยทั้งสามองค์ประกอบเสมอ แต่จะมี ปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไป โดยปรกติบุคคลมักแสดงพฤติกรรมในทิศทางที่สอดคล้องกับเจตคติที่มีอยู่แต่ก็ ไม่เสมอไปทุกกรณี ในบางครั้งเรามีเจตคติอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมตามเจตคติที่มีอยู่ก็มี 1.3 คุณลักษณะของเจตคติ เจตคติมีคุณลักษณะที่สําคัญดังนี้ 1. เจตคติเกิดจากประสบการณ์ สิ่งเร้าต่าง ๆ รอบตัวบุคคล การอบรมเลี้ยงดู การเรียนรู้ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดเจตคติ แม้ว่าจะมีประสบการณ์ที่เหมือนกันก็เป็น เจตคติที่แตกต่างกันได้ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น สติปัญญา อายุ เป็นต้น


8 2. เจตคติเป็นการเตรียม หรือความพร้อมในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า เป็นการเตรียมความพร้อม ภายในของจิตใจมากกว่าภายนอกที่สังเกตได้สภาวะความพร้อมที่จะตอบสนอง มีลักษณะที่ซับซ้อนของบุคคล ว่า ชอบหรือ ไม่ชอบ ยอมรับหรือไม่ยอมรับ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย 3. เจตคติมีทิศทางของการประเมิน ทิศทางของการประเมินคือลักษณะความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ เกิดขึ้น ถ้าเป็นความรู้สึกหรือประเมินว่าชอบ พอใจ เห็นด้วย ก็คือเป็นทิศทางในทางที่ดีเรียกว่าเป็นทิศทางใน ทางบวก และถ้าประเมินออกมาในทางไม่ดี เช่น ไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็มีทิศทางในทางลบ เจตคติทางลบไม่ได้ หมายความว่าไม่ควรมีเจตคตินั้นเป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสิ่งนั้น 4. เจตคติมีความเข้ม คือมีปริมาณมากน้อยของความรู้สึก ถ้าชอบมากหรือไม่เห็นด้วยอย่างมากก็ แสดงว่ามี ความเข้มสูง ถ้าไม่ชอบเลยหรือเกลียดที่สุดก็แสดงว่ามีความเข้มสูงไปอีกทางหนึ่ง 5. เจตคติมีความคงทน เจตคติเป็นสิ่งที่บุคคลยึดมั่นถือมั่น และมีส่วนในการกําหนดพฤติกรรมของคน นั้น การยึดมั่นในเจตคติต่อสิ่งใด ทําให้การเปลี่ยนแปลงเจตคติเกิดขึ้นได้ยาก 6. เจตคติมีทั้งพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอก พฤติกรรมภายในเป็นสภาวะทางจิตใจ ซึ่ง หากไม่ได้แสดงออก ก็ไม่สามารถรูปได้ว่าบุคคลนั้นมีเจตคติอย่างไรในเรื่องนั้น เจตคติเป็นพฤติกรรมภายนอก แสดงออกเนื่องจากถูกกระตุ้น และการกระตุ้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ ร่วมอยู่ด้วย 7. เจตคติต่องมีสิ่งเร้าจึงมีการตอบสนองขึ้น ไม่จําเป็นว่าเจตคติที่แสดงออกจากพฤติกรรมภายในและ พฤติกรรมภายนอกจะต่องตรงกัน เพราะก่อนแสดงออกนั้นก็จะปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพของสังคม แล้วจึง แสดงออกเป็นพฤติกรรมภายนอก 8. เจตคติ เป็นสภาวะก่อนที่พฤติกรรมโต้ตอบ (Predisposition to respond) ต่อเหตุการณ์หรือสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะหรือจะเรียกว่าสภาวะพร้อมที่จะมีพฤติกรรมจริง 9. เจตคติ จะมีความคงตัวอยู่ในช่วงระยะเวลา (Persistence overtime) แต่มิได้หมายความว่าจะไม่ มีการเปลี่ยนแปลง 10. เจตคติ เป็นตัวแปรหนึ่ง นําไปสู่ความสอดคล้องระหว่าง พฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิดไม่ว่าจะเป็น การแสดงออกโดยวาจา หรือการแสดงความรู้สึก ตลอดจนการที่จะต้องเผชิญหรือหลีกเลี่ยงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 11. เจตคติ มีคุณสมบัติของแรงจูงใจ ในอันที่จะทําให้บุคคลประเมินผล หรือเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่ง หมายความต่อไปถึงการกําหนดทิศทางของพฤติกรรมจริงด้วย


9 1.4 ปัจจัยที่ทาให้เกิดเจตคติ เจตคติเกิดจากการมีประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม หากประสบการณ์ที่เราได้รับเพิ่มเติม แตกต่างจากประสบการณ์เดิม เราก็จะเปลี่ยนแปลงเจตคติได้การเปลี่ยนแปลงเจตคติมี 2 ทาง 1. การเปลี่ยนแปลงในทางเดียวกัน (Congruent Change) หมายถึง เจตคติเดิมของบุคคลที่เป็นไปใน ทางบวกจะเพิ่มมากขึ้นในทางบวก แต่ถ้าเจตคติเป็นไปทางลบก็เพิ่มมากขึ้นในทางลบด้วย 2. กํารเปลี่ยนแปลงไปคนละทํางาน (Incongruent Change) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงเจตคติเดิม ของบุคคลที่เป็นไปในทางบวกจะลดลงและไปเพิ่มทางลบ หลักการของการเปลี่ยนแปลงเจตคติรวมทั้งการ เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกัน หรือการเปลี่ยนแปลงไป คนละทางนั้น มีหลักการว่า เจตคติที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางเดียวกันเปลี่ยนได้ง่ายกว่าเจตคติที่เปลี่ยนแปลงไปคนละทาง เพราะการเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันมี ความมั่นคง ความคงที่มากกว่าการเปลี่ยนแปลงไปคนละ ทางการเปลี่ยนแปลงเจตคติเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่อไปนี้ 1. ความสุดขีด (Extremeness) เจตคติที่อยู่ปลายสุดเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเจตคติที่ไม่รุนแรงนัก เช่น ความ รักที่สุดและความเกลียดที่สุดเปลี่ยนแปลงยากกว่าความรักและความเกลียดที่ไม่มากนัก 2. ความซับซ้อน (Multicomplexity) เจตคติที่เกิดจํากสําเหตุเดียวกันเปลี่ยนได้ง่ายกว่าเกิดจากหลาย ๆ สาเหตุ 3. ความคงที่ (Consistency) เจตคติที่มีลักษณะคงที่มาก หมายถึงเจตคติที่เป็นความเชื่อฝังใจ เปลี่ยนแปลง ยากกว่าเจตคติทั่วไป 4. ความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (Interconnectedness) เจตคติที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะที่เป็นไป ในทางเดียวกันเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเจตคติที่มีความสัมพันธ์ไปในทางตรงกันข้าม 5. ความแข็งแกร่งและจํานวนความต้องการ (Strong and Number of Wants Served) หมายถึง เจตคติที่มี ความจําเป็นและความต้องการในระดับสูง เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าเจตคติที่ไม่แข็งแกร่งและไม่อยู่ในความ ต้องการ 6. ความเกี่ยวเนื่องกับค่านิยม (Centrality of Related Values) เจตคติหลายเรื่องเกี่ยวเนื่องจํากค่านิยมความ เชื่อว่าค่านิยมนั้นดีน่าปรารถนา และเจตคติสืบเนื่องจากค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก 1.5 การเปลี่ยนแปลงเจตคติ


10 เจตคติของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้เนื่องมาจาก 1. การชักชวน (Persuasion) ทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงใหม่ได้หลังจากที่ได้รับคําแนะนํา บอกเล่า หรือได้รับความรูปเพิ่มพูนขึ้น 2. การเปลี่ยนแปลงกลุ่ม (Group change) ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลได้ 3. การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เป็นการชักชวนให้บุคคลหันมาสนใจหรือรับรู้โดยการสร้างสิ่ง แปลกๆใหม่ๆขึ้น สิ่งที่มีอิทธิพลต่อเจตคติอย่างมาก คือ 1. บิดา มารดา ของเด็ก 2. ระเบียบแบบแผน วัฒนธรรมของสังคม 3. การศึกษาเล่าเรียน 4. สิ่งแวดล้อมในสังคม 5. การพักผ่อนหย่อนใจที่แต่ละคนใช้ประจําตัว 1.6 การวัดเจตคติ การวัดเจตคติเป็นเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปเพราะเจตคติเป็นความรู้สึกนึกคิด เป็นสภาพทาง จิตใจ ซึ่งไม่ สามารถวัดได้โดยตรง การวัดเจตคตินิยมวัดออกมาทางบวกและทางลบ ทางบวกหมายถึง เจตคติในทางดี ส่วน ทางลบหมายถึงเจตคติไปในทางตรงข้าม วิธีวัดเจตคติโดยตรงจึงทําไม่ได้นอกจากทําการศึกษา ซึ่งมีนักกําร ศึกษาได้สรุปไว้ดังนี้ 1. การสังเกต (Observation) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ศึกษาเจตคติโดยใช้ประสาทหูและตาเป็นสําคัญ การสังเกตเป็นวิธีการศึกษาพฤติกรรมที่แสดงออกของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วนําข้อมูลที่สังเกตนั้นไป อนุมานว่าบุคคลนั้นมีเจตคติต่อสิ่งนั้นอย่างไรปัจจัยสําคัญที่จะช่วยให้การสังเกตได้ผลดี ผู้สังเกตต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ มีความใส่ใจต่อสิ่งที่สังเกต (Attention) มีประสาทสัมผัสที่ดี (Sensation) มีสัญชานที่ดี (Perception) มีมโนคติที่ดี (Conception) โดยสามารถสรุปเรื่องราวได้ถูกต้องและเชื่อถือได้กระบวนการเพื่อ ให้ผลการสังเกตสามารถรวบรวมข้อมูลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ควรมีวิธีการดาเนินการสังเกต คือ 1. มีการเตรียมงานล่วงหน้า เช่น เตรียมการบันทึก เครื่องมือต่าง ๆ ต้องพร้อม 2.ไม่มีอคติ 3. ต้องสังเกตหลาย ๆ ด้าน


11 4. ใช้ระยะเวลาสังเกตอย่างต่อเนื่องและนานพอสมควร 5. อาจใช้เครื่องมืออื่น ๆ ช่วยอย่างระมัดระวัง เช่น แบบสํารวจ การบันทึกระเบียนสะสม และอื่น ๆ หลักเกณฑ์ของการสังเกตที่ดี ประกอบด้วย 1. ผู้สังเกตจะต้องมีความรูปในเรื่องที่สังเกตนั้นให้มาก 2. หาความสอดคล่องระหว่างประเด็นและพฤติกรรมที่จะทําการสังเกต 3.กําหนดจุดมุ่งหมายที่ต้องการสังเกตให้ชัดเจน 4. ในการสังเกตผู้สังเกตจะต้องทําอย่างระมัดระวังและใช้ความละเอียดถี่ถ่วน 5. ผู้สังเกตจะต้องมีทักษะในการใช้เครื่องมือตามที่กําหนดขึ้น 6. ผู้สังเกตจะต้องพร้อมที่จะทําการสังเกตและกําจัดอคติส่วนตัวออกไปให้หมด 2.เทคนิคการสอน แบบเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นเทคนิคการสอนที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาในวิจัยเรื่องการมีเจตคติต่อวิชาเรียนนาฏศิลป์ 2.1 ความหมาย วิธีการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer-assistedlearning strategies) หมายถึงการเรียนรู้ที่ นักศึกษามีโอกาสช่วยเหลือและร่วมกนั พัฒนาทักษะของตนเองโดยการจับคู่ผู้สอนจะเลือกนักศึกษาที่ผลการ เรียนดีจับคู่กบนักศึกษาที่ ผลการเรียนอ่อน เพื่อให้เพื่อนที่ผลการเรียนดีได้ช่วยเหลือและพัฒนาความรู้ให้เพื่อน ที่ อ่อนกว่า ผู้สอนจะให้คําแนะนํา และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปี ที่ 11 ฉบับที่ 2: กรกฎาคม -ธันวาคม 2560) “เพื่อนช่วยเพื่อน” หรือ “Peer Assist” เป็นการจัดการความรู้ก่อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing) เพื่อแสวงหาผู้ช่วยที่มีความแตกต่าง มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ เพื่อขยายกรอบ ความคิดให้กว้างและมีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น โดยอาศัย “คน” เป็นธงนำ (People Driven) เปิดมุมมอง ความคิดที่หลากหลายจากการแลกเปลี่ยนระหว่างทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่มองอะไรเพียงด้านเดียว : ฉัตรชัย ไชยวุฒิ. (2552). ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer assist) เป็นการจัดการองค์ความรู้ก่อนการลงมือทำกิจกรรม (Learning before doing) เพื่อเป็นการแสวงหาผู้ช่วยที่มีความสามารถที่แตกต่างมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์


12 ความรู้เพื่อขยายกรอบความคิดให้กว้างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยคนมาเป็นธงนำเปิดมุมมองทาง ด้าน ความคิดที่หลากหลายจากการแลกเปลี่ยนกันระหว่างทีมหรือบุคคลต่อบุคคล(นันทวัน วัฒนมงคลสุขและ คณะ , 2560) การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นกิจกรรมการสอนอีกประเภทหนึ่งที่จัดให้ผู้เรียนได้ช่วยเหลือเกื้อกูล กัน คือ เพื่อนช่วยเพื่อนในลักษณะ เก่งช่วยอ่อน เป็นวิธีการที่คนเก่งจะช่วยอธิบาย แนะนำ และช่วยแก้ไข ปัญหาให้แก่คนที่มีผลการเรียนอ่อนกว่าการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้เป็นการจัดเพื่อให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมใน การคิด วางแผน ปฏิบัติประเมินผล ทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสในการเรียนรู้ได้พิจารณาและค้นหาความรู้ความ สามารถของตนเองให้ผู้เรียนได้มองเห็นภาพลักษณ์แห่งตน และการมองเห็นคุณค่าของตนเองต่อความสำเร็จ ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้หล่อหลอม รักและมีความพร้อมที่จะเรียนมีความสุขในการ เรียน โดยเน้นให้มีการทำกิจกรรมการเรียนการสอนแบบต่อเนื่อง อาทิการสอนด้วยการจับคู่ที่เป็นรูปแบบ การ สอนที่ให้ผู้เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนดีกว่า เลือกจับคู่กับผู้เรียนที่มีความสามารถทางการเรียน ต่ำกว่า หรือด้อยกว่า แล้วทำหน้าที่ในการสอนในเรื่องที่ตนเองมีความถนัดและมีทักษะที่ดีเช่น มหาวิทยาลัย 3 การ จัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนของผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและผู้เรียนปกติPeer-assisted Learning Associated of hearing-impaired and normal-hearing students 39 บอร์นมัท (Bournemouth University, 2002) กำหนดให้มีการจัดการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน คือ การ เรียนการสอน ที่เกี่ยวกับการสนับสนุนและการให้ความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความสามารถทางการเรียนสูงกว่า เป็นการเรียน การสอนที่หวังเพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ความสามารถทางการเรียนให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม กับระดับชั้นการศึกษาต่อไป 2.2 ความเป็นมา เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist) เป็นเครื่องมือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใช้ครั้งแรกที่บริษัท BP-Amoco ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศอังกฤษ โดยการสร้างให้เกิดกลไกการเรียนรู้ประสบการณ์ผู้อื่น ซึ่ง เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์หรือร่วมวิชาชีพ (peers) ก่อนที่จะเริ่มดำเนินกิจกรรมหรือโครงการใดๆ ทั้งนี้ ความหมายของ “เพื่อนช่วยเพื่อน” จะเกี่ยวข้องกับ - การประชุมหรือการปฏิบัติการร่วมกันโดยมีผู้ที่ได้รับเชิญจากทีมภายนอก หรือทีมอื่น (ทีมเยือน) เพื่อมาแบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ กับทีมเจ้าบ้าน (ทีมเหย้า) ที่เป็นผู้ร้องขอความช่วยเหลือ- เครื่องมือ สำหรับแบ่งปันประสบการณ์ ความเข้าใจ ความรู้ ในเรื่องต่างๆ - กลไกสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างบุคคลสำหรับข้อดีของการทำ Peer Assist นั้น ได้แก่


13 - เป็นกลไกการเรียนรู้ก่อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing) ผ่าน ประสบการณ์ผู้อื่น เพื่อให้รู้ว่าใครรู้อะไร และไม่ทำผิดพลาดซ้ำในสิ่งที่เคยมีผู้ทำผิดพลาด ตลอดจนเรียนลัด วิธีการทำงานต่าง ๆ ที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนจากประสบการณ์ของทีมผู้ช่วยภายนอก - ช่วยให้ทีมเจ้าบ้านได้ความช่วยเหลือ ความคิดเห็น และมุมมองจากทีมผู้ช่วยภายนอก ซึ่ง อาจนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาหรือการทำงานใหม่ๆ วิธีการแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” วิธีการแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” สามารถทำได้ ดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าทำ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ทำไปเพื่ออะไร อะไรคือต้นตอของปัญหา ที่ต้องการขอความช่วยเหลือ 2. ตรวจสอบว่าใครที่เคยแก้ปัญหาที่เราพบมาก่อนบ้างหรือไม่ โดยทำแจ้งแผนการทำ “เพื่อนช่วย เพื่อน” ของทีมให้หน่วยงานอื่นๆ ได้รับรู้ เพื่อหาผู้ที่รู้ในปัญหาดังกล่าว 3. กำหนด Facilitator (คุณอำนวย) หรือผู้สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในกระบวนการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทีม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ 4. คำนึงถึงการวางตารางเวลาให้เหมาะสมและทันต่อการนำไปใช้งาน หรือการปฏิบัติจริง โดยอาจ เผื่อเวลาสำหรับปัญหาที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น 5. ควรเลือกผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย (Diverse) ทั้งด้านทักษะ (Skill) ความสามารถ/ความเชี่ยวชาญ (Competencies) และประสบการณ์ (Experience) สำหรับจำนวนผู้เข้าร่วม แลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 6-8 คนก็เพียงพอ 6. มุ่งหาผลลัพธ์หรือสิ่งที่ต้องการได้รับจริงๆ กล่าวคือ การทำ “เพื่อนช่วยเพื่อน” นั้นจะต้องมองให้ ทะลุถึงปัญหา สร้างทางเลือกหลายๆ ทาง มากกว่าที่จะใช้คำตอบสำเร็จรูปทางใดทางหนึ่ง 7. วางแผนเวลาสำหรับการพบปะสังสรรค์ทางสังคม หรือการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ (นอกรอบ) 8. กำหนดบทบาทของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน ตลอดจนสร้างบรรยากาศ เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน 9. แบ่งเวลาที่มีอยู่ออกเป็น 4 ส่วน คือ - ส่วนแรกใช้สำหรับทีมเจ้าบ้านแบ่งปันข้อมูล (Information) บริบท (Context) รวมทั้ง แผนงานในอนาคต


14 - ส่วนที่สองใช้สนับสนุน หรือกระตุ้นให้ทีมผู้ช่วยซึ่งเป็นทีมเยือนได้ซักถามในสิ่งที่เขา จำเป็นต้องรู้ - ส่วนที่สาม ใช้เพื่อให้ทีมผู้ช่วยซึ่งเป็นทีมเยือนได้นำเสนอมุมมองความคิด เพื่อให้ทีมเจ้า บ้านนำสิ่งที่ได้ฟังไปวิเคราะห์ - ส่วนที่สี่ ใช้สำหรับการพูดคุยโต้ตอบ พิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 2.3 แนวคิดทฤษฎี เมื่อจะเริ่ม "ลงมือทำ" เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราไม่เคยทำ หรือไม่สันทัด หรือยังได้ผลไม่เป็นที่พอใจ ขั้นตอนแรกของการจัดการความรู้คือหาข้อมูล (ความรู้) ว่าเรื่องนั้นๆ มีบุคคลหรือกลุ่มคน ที่ไหน หน่วยงานใด ที่ทำได้ผลดีมาก (best practice) และถือเป็นกัลยาณมิตร (peers) ที่อาจช่วยแนะนำหรือให้ความรู้เราได้ กัลยาณมิตรนี้อาจเป็นเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานเดียวกัน อาจเป็นหน่วยงานอื่นในองค์กรเดียวกัน หรือเป็นคน ที่อยู่ในองค์กรอื่นก็ได้ แล้วติดต่อขอเรียนรู้วิธีทำงานจากเขา ไปเรียนรู้จากหน่วยงาน จะโดยวิธีไปดูงาน โทรศัพท์หรือ e-mail ไปถาม เชิญมาบรรยาย หรือวิธีอื่นๆ ก็ได้ หลักคิดในเรื่องนี้ก็คือ มีคนอื่นที่เขาทำได้ดีอยู่ แล้ว ในเรื่องที่เราอยากพัฒนาหรือปรับปรุง ไม่ควรเสียเวลาคิดขึ้นใหม่ด้วยตนเอง ควร "เรียนลัด" โดยเอาอย่าง จากผู้ที่ทำได้ดีอยู่แล้ว เอามาปรับใช้กับงานของเรา แล้วพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ย้ำว่าการเรียนรู้จากกัลยาณมิตรนี้ จะต้องไม่ใช่ไปลอกวิธีการของเขามาทั้งหมด แต่ไปเรียนรู้แนวคิดและแนวปฏิบัติของเขาแล้วเอามาปรับปรุงใช้ งานให้เหมาะสมต่อสภาพการทำงานของเรา 3. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ศิลปะ 3.1 ทำไมต้องเรียนศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มี จินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์กิจกรรม ทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจน การ น าไปสู่การพัฒนา สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษา ต่อหรือประกอบอาชีพได้ 3.2 เรียนรู้อะไรในศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทาง ศิลปะ เกิด ความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะแขนง ต่าง ๆ ประกอบด้วย สาระสำคัญ คือ


15 3.2.1 ทัศนศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอผลงาน ทาง ทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการ 7 ของศิลปินใน การสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์เข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 3.2.2 ดนตรีมีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็น คุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ร้องเพลง และ เล่นดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเสียงดนตรี แสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรีในเชิง สุนทรียะ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณี วัฒนธรรม และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ 3.2.3 นาฏศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอด ความรู้สึก ความคิดอย่าง อิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิตประจ าวัน เข้าใจความสัมพันธ์ ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล 3.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ ๑.๑ สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ ๑.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็น คุณค่างานทัศนศิลป์ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ ๒.๑ เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน


16 มาตรฐาน ศ ๒.๒เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของ ดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล 8 สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ ๓.๑ เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า นาฏศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน มาตรฐาน ศ ๓.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็น คุณค่าของ นาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล 3.4 คุณภาพผู้เรียน 3.4.1 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1)รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง และจำแนกทัศนธาตุของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและ งานทัศนศิลป์ มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพระบายสีโดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ภาพปะติด และงานปั้น งานโครงสร้างเคลื่อนไหวอย่างง่าย ๆ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกจาก เรื่องราว เหตุการณ์ ชีวิตจริง สร้างงานทัศนศิลป์ตามที่ตนชื่นชอบ สามารถแสดงเหตุผลและวิธีการในการ ปรับปรุงงานของตนเอง 2)รู้และเข้าใจความสำคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจ าวัน ที่มาของงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น ตลอดจนการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น 3)รู้และเข้าใจแหล่งก าเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหน้าที่ ความหมาย ความสำคัญของบท เพลงใกล้ตัวที่ได้ยิน สามารถท่องบทกลอน ร้องเพลง เคาะจังหวะ เคลื่อนไหว ร่างกายให้สอดคล้องกับบทเพลง อ่าน เขียน และใช้สัญลักษณ์แทนเสียงและเคาะจังหวะ แสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับดนตรี เสียงขับร้องของ ตนเอง มีส่วนร่วมกับกิจกรรมดนตรีในชีวิตประจำวัน 4) รู้และเข้าใจเอกลักษณ์ของดนตรีในท้องถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความสำคัญ และประโยชน์ของ ดนตรีต่อการด าเนินชีวิตของคนในท้องถิ่น 5) สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ สามารถแสดงท่าทางประกอบจังหวะ เพลงตามรูปแบบ นาฏศิลป์ มีมารยาทในการชมการแสดง รู้หน้าที่ของผู้แสดงและผู้ชม รู้ประโยชน์ของการแสดงนาฏศิลป์ใน ชีวิตประจ าวัน เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงที่เหมาะสมกับวัย 6) รู้และเข้าใจการละเล่นของเด็กไทยและนาฏศิลป์ท้องถิ่น ชื่นชอบและภาคภูมิใจ ในการละเล่น พื้นบ้าน สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่นพื้นบ้านกับการดำรงชีวิต 9 ของคนไทย บอกลักษณะเด่น และเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทยตลอดจนความสำคัญของการแสดง นาฏศิลป์ไทยได้


17 3.4.2 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1) รู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สี แสงเงา มีทักษะพื้นฐานในการ ใช้วัสดุอุปกรณ์ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาด สัดส่วนความสมดุล น้ำหนัก แสงเงา ตลอดจนการใช้สีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงานทัศนศิลป์ ๒ มิติ ๓ มิติ เช่น งานสื่อผสม งานวาดภาพ ระบายสี งานปั้น งานพิมพ์ภาพ รวมทั้งสามาร สร้างแผนภาพ แผนผัง และ ภาพประกอบเพื่อถ่ายทอด ความคิดจินตนาการเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และสามารถ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง งานทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่แตกต่างกัน เข้าใจปัญหาในการจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลดและเพิ่มในงานปั้น การสื่อความหมายในงาน ทัศนศิลป์ของตน รู้วิธีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ตลอดจน รู้และเข้าใจคุณค่าของงานทัศนศิลป์ที่มีผลต่อ ชีวิตของคนในสังคม 2) รู้และเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพลของความ เชื่อความศรัทธา ในศาสนา และวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น 3) รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเสียงดนตรี เสียงร้อง เครื่องดนตรีและบทบาทหน้าที่ รู้ถึงการเคลื่อนที่ขึ้น ลง ของท านองเพลง องค์ประกอบของดนตรี ศัพท์สังคีตในบทเพลง ประโยคและ อารมณ์ของบทเพลงที่ฟัง ร้อง และบรรเลงเครื่องดนตรี ด้นสดอย่างง่าย ใช้และเก็บรักษาเครื่องดนตรีอย่างถูกวิธี อ่าน เขียนโน้ตไทยและ สากลในรูปแบบต่าง ๆ รู้ลักษณะของผู้ที่จะเล่นดนตรีได้ดี แสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์ประกอบดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกของบทเพลงที่ฟัง สามารถใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมทางนาฏศิลป์และ การเล่าเรื่อง 4) รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมไทยและ วัฒนธรรมต่าง ๆ เรื่องราวดนตรีในประวัติศาสตร์ อิทธิพลของวัฒนธรรมต่อดนตรี รู้คุณค่าดนตรีที่มา จากวัฒนธรรมต่างกัน เห็น ความสำคัญในการอนุรักษ์ 5) รู้และเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดงภาษาท่า นาฏยศัพท์พื้นฐาน สร้างสรรค์การ เคลื่อนไหวและการแสดงนาฏศิลป์ และการละครง่าย ๆ ถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ และ สามารถออกแบบ เครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ประกอบการแสดงง่าย ๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง 10 นาฏศิลป์และการละคร กับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจ าวัน แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และ บรรยายความรู้สึกของตนเองที่มี ต่องานนาฏศิลป์ 6) รู้และเข้าใจความสัมพันธ์และประโยชน์ของนาฏศิลป์และการละคร สามารถ เปรียบเทียบการ แสดงประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถิ่น และสิ่งที่การแสดงสะท้อนวัฒนธรรม ประเพณี เห็นคุณค่าการ รักษาและสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ไทย


18 3.4.3 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1) รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการ สร้างงาน ทัศนศิลป์ ๒ มิติ และ ๓ มิติ เพื่อสื่อความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์รูปแบบเนื้อหา และประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อื่น สามารถเลือกงาน ทัศนศิลป์โดยใช้เกณฑ์ที่ก าหนดขึ้น อย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิก ในการน าเสนอข้อมูลและมีความรู้ ทักษะที่จ าเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์ 2) รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ของชาติและท้องถิ่น แต่ละยุคสมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ที่มาจากยุคสมัยและ วัฒนธรรมต่าง ๆ 3) รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึก ของบทเพลงจาก วัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้น เทคนิคการร้องบรรเลง อย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ตใน บันไดเสียงที่มีเครื่องหมาย แปลง เสียงเบื้องต้นได้ รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลงาน ทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้าน ดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดงความคิดเห็นและบรรยาย อารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถนำเสนอบท เพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการ ประเมินคุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ดนตรีและบทบาทของดนตรีในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและ สังคม 4) รู้และเข้าใจที่มา ความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรมใน ยุคสมัยต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ท าให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ 5) รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสาร ผ่านการแสดง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพการ 11 แสดง วิจารณ์ เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ร่วมจัดการ แสดง น าแนวคิดของการ แสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวัน 6) รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ของนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการ แสดงนาฏศิลป์จาก วัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์เครื่องแต่งกาย ในการแสดงนาฏศิลป์และ ละคร มีความเข้าใจ ความสำคัญ บทบาทของนาฏศิลป์และละครใน ชีวิตประจำวัน


19 3.4.4 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1) รู้และเข้าใจเกี่ยวกับทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมาย สามารถ ใช้ศัพท์ทาง ทัศนศิลป์ อธิบายจุดประสงค์และเนื้อหาของงานทัศนศิลป์ มีทักษะและเทคนิคในการใช้วัสดุ อุปกรณ์และ กระบวนการที่สูงขึ้นในการสร้างงานทัศนศิลป์ วิเคราะห์เนื้อหาและแนวคิด เทคนิค วิธีการ การแสดงออกของ ศิลปินทั้งไทยและสากล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการออกแบบ สร้างสรรค์งานที่เหมาะสมกับโอกาส สถานที่ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพสังคมด้วยภาพ ล้อเลียนหรือการ์ตูน ตลอดจนประเมินและ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ด้วยหลักทฤษฎีวิจารณ์ศิลปะ 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ในรูปแบบตะวันออกและรูปแบบตะวันตก เข้าใจอิทธิพลของ มรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อการสร้างสรรค์งาน ทัศนศิลป์ในสังคม 3) รู้และเข้าใจรูปแบบบทเพลงและวงดนตรีแต่ละประเภท และจำแนกรูปแบบ ของวงดนตรีทั้งไทย และสากล เข้าใจอิทธิพลของวัฒนธรรมต่อการสร้างสรรค์ดนตรี เปรียบเทียบ อารมณ์และความรู้สึกที่ได้รับจาก ดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน อ่าน เขียน โน้ตดนตรีไทยและ 4) วิเคราะห์ เปรียบเทียบรูปแบบ ลักษณะเด่นของดนตรีไทยและสากลในวัฒนธรรม ต่าง ๆ เข้าใจ บทบาทของดนตรีที่สะท้อนแนวความคิดและค่านิยมของคนในสังคม สถานะทางสังคม ของนักดนตรีใน วัฒนธรรมต่าง ๆ สร้างแนวทางและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและอนุรักษ์ดนตรี 5) มีทักษะในการแสดงหลากหลายรูปแบบ มีความคิดริเริ่มในการแสดงนาฏศิลป์เป็นคู่ และเป็นหมู่ สร้างสรรค์ละครสั้นในรูปแบบที่ชื่นชอบ สามารถวิเคราะห์แก่นของการแสดงนาฏศิลป์และละครที่ต้องการสื่อ ความหมายในการแสดง อิทธิพลของเครื่องแต่งกาย แสง สี เสียง ฉาก 12 อุปกรณ์ และสถานที่ที่มีผลต่อการ แสดง วิจารณ์การแสดงนาฏศิลป์และละคร พัฒนาและใช้เกณฑ์การประเมินในการประเมินการแสดง และ สามารถวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้คนใน ชีวิตประจ าวัน และน ามาประยุกต์ใช้ในการแสดง 6) เข้าใจวิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการแสดงละครไทย และบทบาทของบุคคล สำคัญในวงการ นาฏศิลป์และการละครของประเทศไทยในยุคสมัยต่าง ๆ สามารถเปรียบเทียบการน า การแสดงไปใช้ใน โอกาสต่าง ๆ และเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย 3.5 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ ๓ นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ ๓.๑ (ม.๑) เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลปะอย่างสร้างสรรค์วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่านาฏศิลปะถ่ายทอดความรูสึกความคิดอยางอิสระ ชื่นชม และประยุกตใชใน


20 ชีวิตประจำวัน ๑. อธิบายอิทธิพลของนักแสดงชื่อดัง ที่มีผลตอการโน้มน้าวอารมณหรือ ความคิดของผู้ชม สาระการเรียนรู้ การปฏิบัติของผู้แสดงและผู้ชม ประวัตินักแสดงที่ชื่นชอบ การพัฒนารูปแบบของการแสดง ๒. ใชนาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละคร ในการแสดง สาระการเรียนรู้ อิทธิพลของนักแสดงที่มีผลตอพฤติกรรมของผู้ชม ๓.แสดงนาฏศิลปะและละครในรูปแบบง่าย ๆ สาระการเรียนรู้ นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละคร ในการแสดง ภาษาท่า และการตีบท ทาทางเคลื่อนไหวที่แสดงสื่อทางอารมณ์ ระบำเบ็ดเตล็ด รำวงมาตรฐาน ๔. ใช้ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม ในกระบวนการผลิตการแสดง สาระการเรียนรู้ รูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ - นาฏศิลป์ - นาฏศิลป์พื้นบาน - นาฏศิลป์นานาชาติ ๕. ใชเกณฑ์ง่าย ๆ ที่กำหนดใหในการพิจารณาคุณภาพการแสดงที่ชม โดยเน้นเรื่องการใชเสียงการแสดงท่า และการเคลื่อนไหว สาระการเรียนรู้ บทบาทและหนาที่ของฝ่ายต่าง ๆ ในการจัดการแสดง การสร้างสรรค์กิจกรรมการแสดงที่สนใจโดยแบ่งฝ่ายและหน้าที่ให้ชัดเจน หลักในการชมการแสดง


21 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นางรัตนาภรณ์ริยะปา (2550) ได้ทําการศึกษา เจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีระดับผลการเรียนต่างกัน พบว่า นักเรียนที่มีระดับผลการเรียนต่างกันมี เจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน โดยนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนสูงมีเจตคติต่อการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ในระดับดี มีค่าเฉลี่ย 3.05 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.40 นักเรียนที่มีระดับผลการ เรียนปานกลาง มีเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 2.89 และค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) 1.66 และนักเรียนระดับผลการเรียนต่ำ มีเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับ ค่อนข้างไม่ดี มีค่าเฉลี่ย 2.44 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.52 เอกชัย ยุติศรี (2550) ได้ทําการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านจับใจความภาษาไทยและเจตคติต่อวิชา ภาษาไทยของนักศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยกระบวนการ กลุ่มสัมพันธ์กับการเรียนด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์บริการ การศึกษานอกโรงเรียนอําเภอพระนครศรีอยุธยา ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2550 จํานวน 2 กลุ่ม รวม 56 คน เป็นกลุ่มตามสภาพจริง จับฉลากเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดย กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์กลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการเรียนด้วยตนเอง ระยะเวลาที่ใช้ในกา ทดลอง 18 ชั่วโมง ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ทั้งสองกลุ่มสอบก่อนการ ทดลองและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมแบบหลายตัวแปร (MANCOVA) โดยใช้ความถนัดทางการเรียนเป็นตัวแปรร่วม ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านจับใจความภาษาไทยของกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรูปโดยกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรูปโดยการเรียนด้วยตนเอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ 2. เจตคติต่อวิชาภาษาไทยของกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยการเรียนด้วยตนเอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิต


22 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีเจตคติที่ดีต่อวิชานาฎศิลป์ เรื่องนาฏยะศัพท์ โดยใช้ เทคนิคการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นสื่อร่วมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ½ โรงเรียนหนองหานวิทยา ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1.ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 1.1 ประชากร ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนหนองหานวิทยาปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง รวม 30 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองหานวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีจำนวน 30 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (ClusterRandom Sampling) 2.รูปแบบในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest –Posttest Design) โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60)


23 ตารางที่ 3.1แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง 1 x T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย 1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) แทน การจัดการเรียนรู้ออนไลน์ โดยใช้โปรแกรมเกม Blooket T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องนาฏยศัพท์จำนวน 3แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 6ชั่วโมง 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์เรื่องนาฏยศัพท์ก่อนเรียนและหลัง เรียน ชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองดังนี้ 4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องนาฏยศัพท์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระการ เรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์) จำนวน 3 แผน ได้แก่ความเป็นมาของนาฏศิลป์และนาฏยศัพท์ประเภทของนาฏย ศัพท์ รูปแบบการปฎิบัตินาฏยศัพท์ทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง ได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 4.1.1ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศลิป์) ระดับมัธยมศึกษา เกี่ยวกับสาระมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด กระบวนการเรียนรู้ สื่อและแหล่ง เรียนรู้ การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ 4.1.2ศึกษาเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์)ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความรู้พื้นฐานนาฏศิลป์และนาฏยศัพท์


24 4.1.3 เลือกเนื้อหาสาระที่จะนำมาใช้ในการทดลอง ได้แก่ ความเป็นมาของนาฏศิลป์ ประเภทของ นาฏยศัพท์รูปแบบการปฏิบัตินาฏยศัพท์ 4.1.4 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะเพื่อนช่วยเพื่อนเรื่อง นาฏยศัพท์เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมเรียนการสอน 4.1.5 กำหนดรูปแบบเพื่อเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะเพื่อนช่วยเพื่อน เรื่องนาฏยศัพท์ 4.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องนาฏนศัพท์โดยใช้ทักษะเพื่อนช่วยเพื่อน ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิชานาฏศิลป์ด้านหลักสูตรและการวัดประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้อง ด้านการวัดการประเมินผล ด้านเนื้อหา ด้านวิธีสอนและตรวจสอบความสอดคล้อง รวมทั้งความเป็นไปได้ ระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหา นิยามศัพท์เฉพาะ กิจกรรม วิธีดำเนินการ และการประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาลงความเห็นและให้คะแนนดังนี้ (นครชัย ชาญอุไร,2561:160-161) ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและสอดคล้อง ซึ่งกันและกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและสอดคล้อง ซึ่งกันและกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมไม่มีความเหมาะสมและไม่ สอดคล้องซึ่งกันและกัน แล้วนาคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item –objectiveCongruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 4.1.7 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดกิจกรรมตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย 4.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อแก้ไขปรับปรุง เวลา สื่อการสอน ปริมาณเนื้อหาและกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดกิจกรรม บันทึก ปัญหา ข้อบกพร่องต่างๆ แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 4.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและ ปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลอง 4.1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป


25 4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์) เรื่อง ความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับนาฏศิลป์(นาฏยศัพท์) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โดยการสอนใช้ทักษะเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นสื่อร่วม ซึ่ง ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก มีลำดับขั้นตอนการสร้างดังนี้ 4.3.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร คู่มือครู คู่มือการวัดและการประเมินผล และเทคนิควิธีสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3.2 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา สาระการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความรู้ พื้นฐานนาฏศิลป์(นาฏนศัพท์) 4.3.3 ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 4.3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเพื่อ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเหมาะสม แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขถูกต้องตรงตามลักษณะ ข้อเสนอแนะ 4.3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ ปรึกษาวิจัย เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาความเหมาะสม เพื่อน ามา ปรับปรุงแก้ไขให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งมีเกณฑ์ การให้คะแนนความคิดเห็น ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4.3.6 น าคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อค าถามกับความจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) เป็นรายข้อ โดยข้อสอบแต่ละข้อมีค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 4.3.7 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์)ที่ปรับปรุงแก้ไขไป ทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่านการเรียนเรื่องนี้มาแล้ว เพื่อหาค่าความยากง่าย แล้วคัดเลือก ข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.63-0.80 หาค่าอ านาจจำแนกแล้วคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าอำนาจ จำแนกอยู่ระหว่าง 0.39–0.59


26 4.3.8 นำแบบทดสอบที่ได้คัดเลือก ไปทดสอบกับนักเรียนที่ผ่านการเรียนเรื่องนี้ เพื่อหาความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยคำนวณจาก สูตร K-R ของ Kuder Richardson ได้ค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 4.3.9 จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง พร้อมที่จะนำไปใช้ในการทดลองต่อไป 5. การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ท าการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยดำเนินการดังนี้ 5.1 ชี้แจงให้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน จำนวน 30 คน ให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลการศึกษา พร้อมทั้งแนะนำการเรียนเรื่อง ความรู้พื้นฐานนาฏศิลป์(นาฏยศัพท์) จากนั้นให้กลุ่ม ตัวอย่างที่เป็นนักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 20 ข้อ ระยะเวลา 40 นาที ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้ว บันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนนก่อนเรียน 5.2 ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการสอนเองโดยการ จัดการเรียนรู้อโดยใช้ทักษะเพื่อนช่วยเพื่อน ประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 เรื่องย่อย และให้นักเรียน ปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะทุกครั้ง เริ่มจากแบบฝึกทักษะที่ 1 จนถึงแบบฝึกทักษะที่ 3 ตามลำดับ 5.3 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ เวลา 40 นาที โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน แล้วบันทึก ผลการสอบไว้เป็นคะแนนหลังเรียน 5.4 เก็บรวบรวมข้อมูลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ไปทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ ความก้าวหน้าทางการเรียน และนำคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนและคะแนนแบบทดสอบย่อยหลังเรียนไป วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 6.การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 6.1 หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการท าแบบฝึกทักษะเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 80ตัวแรก 6.2 หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการท าแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนเพื่อเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ 80 ตัวหลัง 6.3 วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมินคุณภาพของแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบ วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)


27 6.4 วิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) และค่าอ านาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน ซึ่งผู้วิจัยวิเคราะห์ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.63-0.80และค่าอ านาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.22-0.47 6.5 วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีของคูเดอร์ริ ชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20ซึ่งผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้เท่ากับ0.77 6.6 หาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ซึ่งกำหนดตามเกณฑ์ ประสิทธิภาพ 80/80ซึ่งผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาค่าหาประสิทธิภาพของกระบวนการได้เท่ากับ 94.22/89.67 6.7 วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีของกูดแมนเฟรทเชอร์ และสไนเดอร์ซึ่งผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ ได้เท่ากับ 0.7304 6.8 หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบสอบถามความพึงพอใจ จากนั้นแปลผลตาม เกณฑ์ที่กำหนดไว้ 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 7.1 สถิติที่ใช้หาคุณภาพของเครื่องมือ 7.1.1การหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 7.1.1.1การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวังกับเนื้อหา (บุญชม ศรี สะอาด,2543: 102) 7.1.1.2 การหาค่าความค่าความยาก (p) ค่าอ านาจจ าแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) โดยใช้โปรแกรม HAPPY EXCEL 7.1.2 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการการเรียนรู้ออนไลน์ เรื่อง ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ ละคร(ละครร า)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 (เผชิญ กิจระการ ,2544: 49) 7.2 สถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย 7.2.1 ร้อยละ 7.2.2 ค่าเฉลี่ย(Arithmetic Mean) 7.2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation)


28 7.3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ SPSS for Windows 7.3.1สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) 7.3.2สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 คือ การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test for One Sample)


29 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่1โรงเรียนหนองหานวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. สัญลักษ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล X แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตาราง 1 ผลการประเมินเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน หนองหานวิทยา ภาคเรียนที่ 1 พ.ศ.256


30 ข้อคำถาม X S.D. ระดับเจตคติ 1.วิชานาฏศิลป์ทําให้นักเรียนรำได้เมากขึ้น 2.นักเรียชอบวิชานากศิลป์เพราะสนุกกับ กิจกรรมการเรียนการสอน 3.วิชานาฏศิลป์ทําให้นักเรียน เรียนวิชาอื่น ๆ ได้เข้าใจมากขึ้น 4.นักเรียนทําแบบฝึกหัด จดสมุดงาน ที่ครู มอบหมาย เสร็จทันเวลาทุกครั้ง 5.วิชานาฏศิลป์ช่วยให้นักเรียนสามารถ ค้นหาขอ้มูลกี่ยวกับรายวิชานาฏศิลป์ในเรื่องที่ สนใจ จากแหล่งต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด 6.วิชานาฏศิลป์เป็นวิชาที่นักเรียนนําไปใช้ ประโยชน์ได้น้อย 7.นักเรียนเข้าเรียนตรงเวลาทุกครั้งเมื่อถึงเวลา เรียนวิชานาฏศิลป์ 8.นักเรียนคิดว่าเนื้อหาในแต่คาบเหมาะสมกับ เวลาในการเรียน 9.นาฏศิลป์ไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาตินักเรียน ภูมิใจที่ได้รำ 10.วิชานาฏศิลป์ไม่มีประโยชน์ต่อการทํางาน ในอนาคต 11.วิชานาฏศิลป์ทําให้นักเรียนเกิดความคิด สร้างสรรค์ 12.วิชานาฏศิลป์ทําให้นักเรียนจีบและตั้งวงได้ดี ขึ้นลายมือสวยขึ้น และถูกต้อง 13.วิชานาฏสิลป์เป็นวิชาที่เข้าใจ ยาก แม้จะ ตั้งใจเรียนก็ตาม 14.วิชานาฏศิลป์ช่วยให้นักเรียนมีความมั่นใจ ในการแสดงและสื่อสารกับผู้อื่น 15.นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ตอบคําถาม มีส่วนร่วมในการเรียนวิชานาฏศิลป์ 4.02 3.71 3.44 3.93 3.54 2.54 4.46 3.85 4.40 2.39 3.52 3.66 2.62 3.68 3.54 .92 .997 .980 1.001 .918 1.141 .877 1.010 .855 1.278 .996 1.150 1.096 .942 .988 มีเจตคติที่ดี มีเจตคติที่ดี มีเจตคติในระดับปาน กลาง มีเจตคติที่ดี มีเจตคติในระดับปาน กลาง มีเจตคติที่ดีอย างยิ่ง มีเจตคติที่ดี มีเจตคติที่ดี มีเจตคติที่ดี มีเจตคติที่ดีอย่างยิ่ง มีเจตคติในระดับปาน กลาง มีเจตคติที่ดี มีเจตคติในระดับปาน กลาง มีเจตคติที่ดี มีเจตคติในระดับปาน กลาง


31 16. นักเรียนคิดว่าวิธีการสอนของครูทําให้ นักเรียนสนใจเรียนวิชานาฏศิลป์ 17. วิชานาฏศิลป์เป็นวิชาที่ไม่สนุก ไม่น่าสนใจ เฉลี่ยรวมกิจกรรมการเรียนการสอน 3.92 2.16 3.49 .911 1.090 .399 มีเจตคติที่ดี มีเจตคติที่ดีอย่างยิ่ง มีเจตคติในระดับปาน กลาง จากตาราง 1 เมื่อพิจารณา เจตคติต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียน หนองหานวิทยาภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีคะแนนเฉลี่ย (X) รวม 3.49 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) .399 เมื่อเทียบ กับคะแนนเกณฑ์พิจารณาเจตคติ พบว่านักเรียนมีมีเจตคติในระดับปานกลางต่อการเรียนวิชา นาฏศิลป์


32 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสํารวจเพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 256 ระดับชั้น ม.1 จํานวน 40 คน ความมุ่งหมายของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กําหนดความมุ่งหมายเพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยา วิธีการดำเนินงานวิจัย 1. ประสานงานกับอาจารย์ประจําโรงเรียนเพื่อขออนุญาต ใช้เวลาในคาบเรียนวิชานาฏศิลป์เพื่อเก็บ ข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย จํานวน 1 ห้องเรียน 2. ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการทําวิจัยครั้งนี้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทํา ให้ข้อมูลที่ได้รับใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด 3. นําแบบสอบถามแจกให้กับกลุ่มเป้าหมายทํา เพื่อเก็บข้อมูล 4. เก็บแบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมายให้ครบทุกฉบับเพื่อนํามาวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัยและ อภิปรายผลต่อไป สรุปผลการศึกษาวิจัย จากการศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์แสดง ให้เห็นว่าระดับเจตคติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 40 คน โดยเฉลี่ยจากแบบสอบถามทั้งหมดได้3.49 คะแนน ซึ่งแปลความได้ว่านักเรียนมีเจต คติ อยู่ในระดับปานกลางต่อวิชาภาษาภาษาไทย อภิปรายผลการศึกษา จากการศึกษาพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองหานวิทยาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 40 คน มีเจตคติต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ในระดับคะแนนเฉลี่ย 3.49 ซึ่งแปลความหมายได้ว่า เจตคติต่อการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งจากผลการศึกษานี้ อาจอภิปรายได้ว่า การที่ระดับเจตคติของนักเรียนอยู่เพียงระดับปานกลางนั้นอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ คือ


33 1.วิธีการสอนของครูที่ส่วนใหญ่ต้องใช้การสอนแบบบรรยาย ผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน โดยการบอกเล่า หรืออธิบาย ผู้เรียนเป็นฝ่ายฟัง และมีการจดบันทึกในส่วนที่เป็นสาระสําคัญ เนื่องจากครูต้อง ถ่ายทอดเนื้อหาเป็นจํานวนมาก และนักเรียนในแต่ละห้องเรียนก็มีจํานวนมากเช่นกัน (20-25 คน) ทําให้ครูยัง ไม่สามารถกระตุ้นผู้เรียน หรือตั้งคําถามให้ผู้เรียนเพื่อทําให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนได้อย่างทั่วถึง 2.การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควรสืบเนื่องจากการที่ในแต่ละห้องเรียนมี นักเรียนเป็นจํานวนมาก การจัดโต๊ะที่นั่งของนักเรียนติดกันเกินไปทําให้เป็นอุปสรรคในการจัดกิจกรรมที่ให้ นักเรียนได้เคลื่อนไหว หรือออกมาทํากิจกรรมหน้าชั้นเรียน นอกจากนี้ยังทําให้ครูผู้สอนไม่สามารถเดินดู นักเรียนได้อยางทั่วถึงจึงไม่สามารถควบคุมดูแลนักเรียนได้เท่าที่ควร เกิดปัญหานักเรียนคุยเล่นรบกวนการ เรียนการสอนของาครู ส่งผลต่อระดับเจตคติของนักเรียนโดยรวม จากสาเหตุดังกล่าวผู้ควรจะต้องหาวิธีแก้ไขปัญหา และพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน เพื่อให้ สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนและสภาพแวดล้อมของห้องเรียนเพื่อเพิ่มระดับเจตคติต่อการเรียน วิชา นาฏศิลป์ของผู้เรียน เนื่องจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารเกี่ยวกับเจตคติทําให้ทราบว่าเจตคติเป็นสิ่งที่ สนับสนุน ให้บุคคล แสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ หากผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อกิจกรรมการเรียนวิชานาฏศิลป์ต่อครูและ กระบวนการวิชานาฏศิลป์ย่อมส่งผลให้ผู้เรียนมีความขยันตั้งใจเรียน และประสบผลสําเร็จทางการ เรียน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นที่ครูจะต้องมีความเข้าใจผู้เรียนและพัฒนาเจตคติที่ดีให้กับผู้เรียน เพื่อให้การ เรียน การสอนดําเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


34 การอ้างอิง alexnder,Lewis saylor. (1981). Teaching model. Well,Shower Joyce. (1992). การสอน. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). การศึกษาออนไลน์. ถนอม เลาหจรัสแสง. (2563). การเรียนการสอนออนไลน์. ทิสศนา แขมมณี. (2551). การสอน. มารุต พัฒผล วิชัย วงศ์ยุทธ. (2563). พวงรัตน์ทวีรัตน์(2540 : 108) แอลพอร์ต (Allport. 1985 : 798) กู๊ด (Good. 1973 : 49) (Allport อ้างถึงในนวลศิริ เปาโรหิต, 2545 : 125)


Click to View FlipBook Version