วิทยากรการอบรมของโครงการ ฯ ศีล
โดย : นายชลชาติ ชาติวิทยา
ประธานชมรมคนรกั ษ์ไทยในกาพย์กลอน
สดุ ยอดเยาวชนดีเดน่ แหง่ ปี พ.ศ. ๒๕๖๔
เยาวชนคนรกั ษภ์ าษาไทย
นกั กลอนรุ่นเยาว์แหง่ สโมสรยุวกวี
กาลังศึกษาในอดุ มศึกษา ระดบั ปริญญาตรี
นิสิตชัน้ ปีที่ ๒
ภาควิชาภาษาไทย
คณะมนษุ ยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ปจั จบุ ัน พิธีกร
การอ่านบทรอ้ ยกรองเปน็
ทานองเสนาะ ในรปู แบบต่าง ๆ
เนือ้ หาสาระของการเรียนรู้
๑. ความหมายของบทร้อยกรอง
๒. รปู แบบของบทร้อยกรอง
๓. วิธีการอ่านบทร้อยกรอง
๔. ความหมายของการอา่ นทานองเสนาะ
๕. ที่มาของการอา่ นทานองเสนาะ
๖. วัตถปุ ระสงคใ์ นการอ่านทานองเสนาะ
๗. ประโยชนจ์ ากการอา่ นทานองเสนาะ
๘. คุณสมบตั ิของผ้อู า่ นทานองเสนาะทีด่ ี
๙. หลักการอ่านออกเสียงทานองเสนาะ
๑๐. รสที่ใชใ้ นการอ่านทานองเสนาะ
๑๑. หลกั การอา่ นทานองเสนาะของคาประพันธแ์ ต่ละชนิด
๑๒. (Workshop) ทดสอบการอ่าน
บทรอ้ ยกรอง
หมายถึง ถ้อยคาทีเ่ รยี บเรียงใหเ้ ป็นระเบียบ
ตามบญั ญัติแหง่ ฉนั ทลกั ษณโ์ ดยมีกาหนด
ขอ้ บังคับต่าง ๆ เพือ่ ใหเ้ กิดความครึกครนื้
และมีความไพเราะแตกตา่ งไปจากถ้อยคา
ธรรมดา ในการอ่านบทรอ้ ยกรองนนั้ เรา
เรียกวา่ “การอ่านทานองเสนาะ”
รปู แบบของบทร้อยกรอง
แบ่งไดเ้ ป็น ๕ ประเภท คือ
๑. โคลง
๒. ฉันท์
๓. กาพย์
๔. กลอน
๕. รา่ ย
วิธีการอา่ นบทรอ้ ยกรอง
แบ่งออกเป็น ๒ รปู แบบ คือ
๑. อา่ นออกเสียงธรรมดา เปน็ การอ่านออก
เสียงตามปกติเหมือนการอา่ นร้อยแกว้ แต่มี
จงั หวะ วรรคตอน และการเนน้ สมั ผัส ตาม
ลักษณะบังคับของคาประพันธแ์ ต่ละชนิด
วิธกี ารอา่ นบทรอ้ ยกรอง (ตอ่ )
๒. อา่ นเปน็ ทานองเสนาะ เปน็ การอา่ นที่มีเสียงสงู ตา่
หนัก เบา ยาว สั้น เปน็ ทานองเหมือนเสียงดนตรี มีการ
เอื้อนเสียง เน้นสัมผสั ตามจงั หวะ ลีลา และทว่ งทานองที่
แตกต่างไปตามฉนั ทลกั ษณ์ หรือลกั ษณะบงั คับของคา
ประพนั ธช์ นิดต่าง ๆ ให้ชดั เจน ไพเราะ เหมาะสม ทาให้
ผฟู้ งั เกิดอารมณค์ ลอ้ ยตามทานองของเสียงนนั้
การอา่ นทานองเสนาะ
หมายถึง วิธีการอ่านออกเสียงอย่างไพเราะ
ตามลีลาของบทรอ้ ยกรองแต่ละประเภท
หรือจะหมายถึง การอา่ นตามทานอง
(ทานอง = ระบบเสียงสูงต่า ซึ่งมีจงั หวะ
ส้ัน-ยาว) เพือ่ ใหเ้ กิดความเสนาะ
(เสนาะ, น่าฟัง, เพราะ, วงั เวงใจ)
ทีม่ าของการอา่ นทานองเสนาะ
การอา่ นทานองเสนาะมีมานานแล้วแตค่ ร้งั กรงุ สโุ ขทัย เทา่ ที่ปรากฏหลักฐานในศิลา
จารึกพ่อขนุ รามคาแหง พุทธศกั ราช๑๘๓๕ หลักที่หนึ่ง บรรทดั ที่ ๑๘ – ๒๐ ดงั ความ
ว่า “…ดว้ ยเสียงพาดเสียงพิณ เสียงเลือ้ น เสียงขบั ใครจักมักเล่น เล่นใครจกั มกั หัว
หวั ใครจักมกั เลือ้ น เลือ้ น…” จากขอ้ ความดงั กล่าว ฉนั ทิชย์ กระเสสินธุ์ กล่าววา่
เสียงเลื้อน เสียงขับ คือการ้องเป็นทานองเสนาะ สว่ น ทองสืบ ศภุ ะมารค ชี้แจงวา่
เลื้อนตรงกบั ภาษาไทยถิ่นว่า “เลิน่ ” หมายถึง การอา่ นหนงั สือเอือ้ นเสียงเป็นทานอง
ซึง่ คล้ายกับที่ ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่า “เลือ้ น” เปน็ คาภาษาถิน่ แปลว่า อา่ น
ทานองเสนาะ โดยอา้ งถึง บรรจบ พันธเุ มธา กลา่ วว่า คานีเ้ ป็นภาษาถิ่นของไทยใน
พม่า ถือไทยในรัฐฉานหรือไทยใหญ่นน่ั เอง จากความคิดเหน็ ของผู้รปู้ ระกอบกบั
หลกั ฐานในศิลาจารึกพ่อขนุ รามคาแหงดังกลา่ ว ทาใหเ้ ชื่อกันวา่ การอ่านทานอง
เสนาะของไทยมีมานานหลายรอ้ ยปีแล้ว โดยเรียกเปน็ ภาษาไทยถิ่นวา่ “เลื้อน”
ทีม่ าของการอ่านทานองเสนาะ (ต่อ)
ทีม่ าหรือตน้ เคา้ ของการอ่านทานองเสนาะ พอจะสนั นิษฐานได้วา่ น่าจะมีบ่อเกิด
จากการดาเนินวิถีชีวิตของคนไทยในสมยั ก่อน ที่มีความเกี่ยวกนั กับการร้องเพลง
ทานองตา่ ง ๆ ตลอดมา ทงั้ นี้จากเหตผุ ลทีว่ ่า คนไทยมีนิสัยชอบพดู คาคลอ้ งจอง
ให้มีจังหวะด้วยลักษณะสมั ผัสเสมอ ประกอบกับคาภาษาไทยที่มีวรรณยุกต์กากบั
จึงทาให้คามีระดับเสียงสูงต่าเหมือนดนตรี เมื่อประดิษฐท์ านองงา่ ย ๆ ใสเ่ ขา้ ไปก็
ทาให้สามารถสรา้ งบทเพลงรอ้ งขึน้ มาไดแ้ ลว้ ดังนั้นคนไทยจึงมีโอกาสได้ฟงั และ
ชื่นชมกับการรอ้ งเพลงทานองต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดจนตายทีเดียว ซึ่งศิลปะการอ่าน
ทานองเสนาะขึ้นอย่กู บั คามสามารถของผอู้ า่ น และความไพเราะของบทประพนั ธ์
แต่ละประเภท โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง ผู้อา่ นทานองเสนาะจึงตอ้ งศึกษาวิธีการอา่ น
ใหไ้ พเราะ และตอ้ งหม่นั ฝึกฝนการอ่านจนเกิดความชานาญ
ที่มาของการอ่านทานองเสนาะ (ต่อ)
อนึง่ ศิลปะการอา่ นทานองเสนาะ อยู่ทีต่ วั ผู้อา่ น ต้องรู้จกั วิธีการอ่านทอดเสียง
โดยผอ่ นจังหวะใหช้ ้าลง การเอือ้ นเสียง โดยการลากเสียงชา้ ๆ เพื่อใหเ้ ข้าจังหวะ
และใหห้ างเสียงใหไ้ พเราะ การครั่นเสียง โดยทาเสียงสะดุดสะเทือน เพื่อความ
ไพเราะเหมาะสมกับบทกวีบางตอน การหลบเสียง โดยการหกั เสียงให้พลิกกลับ
จากเสียงสงู ลงมาเป็นเสียงตา่ หรือจากเสียงต่าขึน้ ไปเป็นเสียงสูง เนือ่ งจากผ้อู า่ น
ไมส่ ามารถที่จะดาเนินตามทานองตอ่ ไปได้ เปน็ การหลบหนีจากเสียงทีเ่ กิน
ความสามารถ จึงต้องหักทานองพลิกกลบั เข้ามาดาเนินทานองในเขตเสียงของตน
และการกระแทกเสียง โดยการอ่านกระชากเสียงให้ดังผิดปกติในโอกาสที่แสดง
ความโกรธ หรือความไมพ่ อใจ หรือเมื่อตอ้ งการเน้นเสียง
(มนตรี ตราโมท ๒๕๒๗ : ๕๐)
วัตถปุ ระสงคใ์ นการอา่ นทานองเสนาะ
เป็นการอ่านใหค้ นอื่นฟัง ฉะนั้นทานองเสนาะตอ้ ง
อ่านออกเสียง เสียงทาให้เกิดความร้สู ึก-ทาใหเ้ หน็
ความงาม-เห็นความไพเราะ-เห็นภาพพจน์ ผู้ฟงั
สมั ผัสด้วยเสียง จึงจะเข้าถึงรส และความงามของ
บทร้อยกรอง ทีเ่ รียกวา่ “อา่ นแลว้ ฟงั พริ้งเพราะ
เสนาะโสต” การอ่านทานองเสนาะ จึงมุ่งใหผ้ ฟู้ งั
เข้าถึงรส และเหน็ ความงามของบทรอ้ ยกรอง
ประโยชน์จากการอา่ นทานองเสนาะ
๑. ช่วยใหผ้ ฟู้ ังเขา้ ถึงรส และเห็นความงามของบทรอ้ ยกรองทีอ่ ่าน
๒. ช่วยใหผ้ ฟู้ งั ได้รับความไพเราะ และเกิดความซาบซึง้
๓. ช่วยใหเ้ กิดความสนกุ สนานเพลิดเพลิน
๔. ช่วยใหจ้ าบทรอ้ ยกรองได้รวดเร็ว และแมน่ ยา
๕. ช่วยกลอ่ มเกลาจิตใจใหเ้ ป็นคนอ่อนโยน และเยือกเย็น
๖. ช่วยสืบสานศิลปวฒั นธรรมในการอ่านทานองเสนาะไว้เปน็ มรดกสืบไป
คุณสมบัตขิ องผ้อู า่ นทานองเสนาะทดี่ ี
๑. มีลกั ษณะอวยั วะทีใ่ ชใ้ นการออกเสียงเปน็ ปกติ
กล่าวคือ ไมเ่ ปน็ คนลิ้นไก่ส้ัน ฟนั หนา้ เหยิน หรือ
หรอ ปากไม่ปิด และจมูกอี้ เพราะถา้ มีปญั หาใน
เรือ่ งดงั กล่าว จะทาให้ออกเสียงอักษรวรรค ปะ
ผิดหมด หรือออกเสียง ศ,ษ,ส,ซ ไมไ่ ด้ และถา้ มี
คางยื่น หรือจมกู อี้ หรือพดู เสียงขึ้นจมกู เกินปกติ
จะทาใหอ้ อกเสียงถ้อยคาไมช่ ดั
คณุ สมบัติของผอู้ ่านทานองเสนาะทดี่ ี (ตอ่ )
๒. มีสขุ ภาพร่างกาย และจิตใจเป็นปกติดี เพราะ
ถา้ ทอ้ งเสียท้องขึ้น เป็นหวัดเจบ็ คอ หรือมี
ความเครียดวิตกกังวล จะทาใหอ้ ่านได้ไม่ถูกตอ้ ง
หรือไม่ไพเราะเท่าที่ควร
๓. มีสติมนั่ คง และมีความรอบคอบ ไม่มีความ
ประมาท ไม่ตืน่ เตน้ จนเกินไป พิจารณาบทก่อน
อ่านอยา่ งมีสติ และร้จู ักใช้ความคิดอยา่ งรอบคอบ
คุณสมบตั ิของผอู้ ่านทานองเสนาะทดี่ ี (ตอ่ )
๔. มีทักษะสมาธิ ช่างสงั เกต และมีปฏิภาณไหว
พริบดี ไม่อา่ นผิด อ่านตกหลน่ ต่อเติม หรือต่อ
ตวั ต่อคา จนทาใหเ้ สียความไพเราะ
๕. มีพื้นเสียงที่ไพเราะ และน้าเสียงแจ่มใส จะ
ทาใหอ้ า่ นทานองเสนาะมีความไพเราะนา่ ฟัง
คณุ สมบัติของผอู้ ่านทานองเสนาะทดี่ ี (ตอ่ )
๖. มีความเพียรพยายาม มีความอดทนในการ
ฝึกฝนการอา่ นอย่างสม่าเสมอ ทง้ั นี้ยงั รวมถึง
การเปน็ ผูม้ ีความสนใจทีอ่ ยากจะฟัง และศึกษา
วิธีการอา่ นทานองเสนาะจากผอู้ ื่นด้วย เพื่อนา
สิง่ ที่ดีมาปรับปรุงการอ่านทานองเสนาะของตน
ใหด้ ียิง่ ขึ้น
คุณสมบัติของผู้อา่ นทานองเสนาะทดี่ ี (ตอ่ )
๗. มีความรกั สนใจการอ่านอย่างแท้จริง เพราะจะชว่ ย
ใหร้ ฉู้ นั ทลักษณห์ ลกั เกณฑ์ และมีความประทบั ใจในบท
ร้อยกรองของคาประพันธ์แต่ละประเภทมากขึ้น ทาให้
สามารถอา่ นไดถ้ ูกตอ้ งแม่นยา และใหร้ ูจ้ งั หวะการอา่ น
ทานองเสนาะตามมาอยา่ งดี และก่อให้เกิดความรัก
ความศรทั ธาการอา่ นทานองเสนาะอยา่ งลึกซึง้ อันจะ
นาไปสคู่ วามแตกฉานในการอา่ นทานองเสนาะ
ระดบั สูงตอ่ ไป
คณุ สมบัติของผู้อ่านทานองเสนาะทดี่ ี (ตอ่ )
๘. มีความเชือ่ มน่ั ในตนเอง กลา้ แสดงออก
มีบคุ ลิกลักษณะ และมารยาททีด่ ีงาม มีความ
สภุ าพ ออ่ นโยน ขณะทีป่ รากฏตวั ต่อหน้าผฟู้ งั
๙. มีความรูด้ า้ นการอา่ นตีความ และดา้ น
ภาษาไทยเกี่ยวกับลกั ษณะของคาครุ คาลหุ
การผันเสียงวรรณยกุ ต์ คาสมาส และคาแผลง
เป็นอยา่ งดี
คณุ สมบตั ิของผู้อ่านทานองเสนาะทดี่ ี (ตอ่ )
๑๐. มีความสามารถเฉพาะตวั ทางการอ่าน
กล่าวคือ เป็นผู้มีพรสวรรคด์ า้ นพืน้ เสียง แกว้ เสียง
ดี มีความไพเราะอ่านหนังสือได้แตกฉาน เก็บ
ความได้ครบถว้ น เข้าใจเนื้อหาทีอ่ ่านเปน็ อยา่ งดี
และสามารถอา่ นใสอ่ ารมณ์ลีลา ทง้ั เสียงตามบท
รอ้ ยกรองน้ันได้อยา่ งถกู ต้องไพเราะซาบซึง้ อีกด้วย
หลักการอา่ นออกเสยี งทานองเสนาะ
๑. กอ่ นอา่ นตอ้ งสารวจก่อนวา่ บทร้อยกรองที่อ่าน
เป็นคาประพนั ธ์ชนิดใด ผอู้ า่ นต้องรลู้ กั ษณะชนิดของ
คาประพันธ์ทีอ่ า่ น
๒. ต้องรู้จกั ขอ้ บงั คับของคาประพันธ์ที่จะอ่าน
คือ รู้จักสัมผัสคณะ ครุ ลหุ
๓. ตอ้ งรจู้ กั จังหวะการแบง่ วรรคตอน
คาประพนั ธแ์ ต่ละชนิด
หลกั การอา่ นออกเสยี งทานองเสนาะ (ตอ่ )
๔. รจู้ ักทานองเสนาะของคาประพันธแ์ ต่ละชนิด
๕. มีความรเู้ กีย่ วกบั หลักการอ่านคาใหถ้ ูกตอ้ ง
ตามลกั ษณะของเสียง เชน่
๕.๑ ออกเสียงถกู ตอ้ งตามฐานทีเ่ กิดของเสียง เช่น
เสียง จ กับ ฉ, ช เสียง ส กับ ซ ต้องออกเสียงตา่ งกัน
๕.๒ เสียงสระสั้น-ยาว ต้องออกเสียงให้ชัดเจน เชน่
สาม กบั สา มีเสียงต่างกัน
หลกั การอ่านออกเสยี งทานองเสนาะ (ตอ่ )
๖. ก่อนอา่ นออกเสียง ตอ้ งกวาดสายตาจับข้อความที่
อ่านอยา่ งรวดเร็ว พิจารณาวา่ ควรอ่านออกเสียง
อยา่ งไร เมือ่ เริม่ อา่ นสายตาสมั ผสั อักษรให้เลื่อน
สายตาไปตามขอ้ ความทีอ่ ่าน และออกเสียงใหถ้ ูกตอ้ ง
ตามหลกั อกั ขรวิธี เชน่ การอา่ นอกั ษรควบ อกั ษรต่า
การอา่ นสมาส และคาประสม เปน็ ต้น
หลกั การอ่านออกเสยี งทานองเสนาะ (ตอ่ )
๗. รู้จักเอื้อนคา เอื้อนสัมผสั คาบางคา เพือ่ ใหเ้ กิดเสียง
ไพเราะในการอา่ น เชน่ “ขึ้นกระฎีที่สถิต ท่านบิดา”
ต้องอ่าน “ที่สถิต ทา่ น-บิด-ดา เพือ่ ใหค้ าว่า “บิด” รับ
สัมผสั กับคาว่า “สถิต” เป็นต้น
๘. กรณีทีม่ ียัติภงั ค์ ตอ้ งอ่านรวมเสียง เพือ่ ให้รสู้ ึกวา่
เป็นคาคาเดียวกนั อยา่ ทิ้งช่วงนานเกินไป เช่น
ไพเราะ/ราชสุภา-ษิตสื่อ สารนา
หลักการอ่านออกเสยี งทานองเสนาะ (ตอ่ )
๙. คาที่สมั ผัสกนั ตอ้ งเนน้ เสียงให้ชดั เจน ถา้ เป็น
สมั ผัสนอก ต้องทอดเสียงให้มีจังหวะยาว
๑๐. พยางคท์ ีเ่ กินต้องอา่ นแบบรวบคา คือ อ่านเร็ว
และเบาเหมือนอ่านอกั ษรนา เพือ่ ใหเ้ สียงสมั ผัส
ตรงพยางค์ที่ต้องการ
๑๑. เสียงวรรณยุกต์จตั วา ตอ้ งเปิดเสียงใหส้ งู และก้อง
๑๒. อา่ นออกเสียงคาควบกลา้ (ร, ล,ว) ถูกต้องชดั เจน
หลักการอ่านออกเสยี งทานองเสนาะ (ตอ่ )
๑๓. รู้จักผอ่ นลมหายใจใหเ้ หมาะสมกับชว่ งจงั หวะ
ชอ่ งเสียง และกลมกลืนกบั การทอดเสียง อยา่ ให้เสียง
ขาดเปน็ ชว่ ง ๆ หรือมีเสียงหายใจดังแทรกขึน้ มา และ
เมื่ออา่ นถึงตอนที่จะจบบท ตอ้ งเอือ้ น และทอดเสียงให้
จังหวะช้าลงจนกระทั่งจบบท ถา้ เปน็ คาประเภทฉนั ท์
ห้ามเอื้อนตรงคาทีเ่ ป็นคาลหุ เพราะเปน็ เสียงสั้น
และเบา
หลกั การอ่านออกเสยี งทานองเสนาะ (ตอ่ )
๑๔. ตอ้ งใส่อารมณ์ตามบทที่อ่าน และไม่ตัดเสียง
จนเกินไป ตอ้ งให้เหมาะสมกบั เนื้อเรื่อง เช่น บทชม
นาง ชมบ้านชมเมือง ตอ้ งอ่านออกเสียงใหช้ ดั เจน
ละมนุ ละไม ถ้าเนือ้ หาเศร้า เหงา ต้องอา่ นออก
เสียงเนน้ ช้า ถ้าเนื้อหาแสดงอารมณ์โกรธ แค้น
ชิงชัง ตอ้ งอ่านใหม้ ีเสียงกระแทกกระท้ัน เปน็ ตน้
รสที่ใชใ้ นการอ่านทานองเสนาะ
๑. รสถ้อย (คาพูด) - แตล่ ะคามีรสในคาของตัวเอง
ผู้อา่ นจะตอ้ งอา่ นใหเ้ กิดรสถ้อย
ตัวอยา่ ง :
“สักวาหวานอืน่ มีหมื่นแสน ไมเ่ หมือนแมน้ พจมานที่หวานหอม
กลิน่ ประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะน้อมจิตโนม้ ดว้ ยโลมลม
แม้นล้อลามหยามหยาบไมป่ ลาบปลื้ม ดังดดู ดื่มบอระเพด็ ตอ้ งเข็ดขม
ผ้ดู ีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟงั ลมเมินหน้าระอาเอย”
(พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณ)
รสท่ใี ชใ้ นการอ่านทานองเสนาะ (ต่อ)
๒. รสความ (เรือ่ งราวที่อา่ น) - ข้อความทีอ่ ่านมีเรื่องราวเกีย่ วกับอะไร
เชน่ โศกเศรา้ สนุกสนาน ตื่นเตน้ โกรธ รัก เวลาอา่ นต้องอา่ นใหม้ ีลีลาไป
ตามลักษณะของเนือ้ เรื่องนนั้ ๆ
ตวั อยา่ ง : บทโศกตอนที่นางวันทองไปสง่ พลายงามให้ไปหายา่ ทองประศรีทีส่ ุพรรณบรุ ี
“ลูกกแ็ ลดแู ม่แมด่ ลู ูก ตา่ งพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล
สะอืน้ รา่ อาลาดว้ ยอาลยั แลว้ แข็งใจจากนางตามทางมา
เหลียวหลังยงั เหน็ แมแ่ ลเขมน้ แม่กเ็ ห็นลกู นอ้ ยละหอ้ ยหา
แต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวบั วิญญาณ์ โอเ้ ปล่าตาตา่ งสะอื้นยืนตะลึง”
(เสภาขุนชา้ งขุนแผน ตอนกาเนิดพลายงาม : สุนทรภู่)
รสท่ใี ชใ้ นการอา่ นทานองเสนาะ (ตอ่ )
๓. รสทานอง (ระบบเสียงสูงต่าซึ่งมีจงั หวะสน้ั ยาว) - ในบทรอ้ ย
กรองไทยจะประกอบดว้ ย ทานองตา่ ง ๆ เช่น ทานองโคลง ทานอง
ฉนั ท์ ทานองกาพย์ ทานองกลอนและทานองร่าย เปน็ ต้น
ตัวอย่าง : “สัตว์ พวกหนึ่งนีช้ ื่อ พหุบา ทาแฮ
มี อเนกสมญา ยอกย้อน
ท้า เกิดยิ่งจัตวา ควรนบั เขานอ
มาก จวบหมิน่ แสนซ้อน สุดพ้นประมาณฯ”
สตั วาภิธาน : พระยาศรีสนุ ทรโวหาร (น้อย อาจารยากูร)
รสท่ใี ชใ้ นการอา่ นทานองเสนาะ (ตอ่ )
๔. รสคล้องจอง (รสสมั ผัส) - ในบทรอ้ ยกรองต้องมีคาคล้องจอง
ในคาคล้องจองนนั้ ตอ้ งให้ออกเสียงต่อเนือ่ งกนั โดยเน้นสมั ผสั
นอกเปน็ สาคญั
ตัวอยา่ ง :
“ถึงโรงเหลา้ เตากลัน่ ควนั โขมง มีคนั โพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้านรกเจียวอกเรา ให้มวั เมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นนา่ อาย”
“ไม่เมาเหลา้ แล้วแต่เรายังเมารกั สดุ จะหกั หา้ มจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหลา้ เช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจาทุกคา่ คืน”
(นิราศภูเขาทอง : สนุ ทรภู่)
รสทใ่ี ชใ้ นการอ่านทานองเสนาะ (ต่อ)
๕. รสภาพ - เสียงทาให้เกิดภาพ ในแตล่ ะคาจะแฝงไป
ดว้ ยภาพ ในการอ่านใหเ้ ห็นภาพต้องใช้เสียงสูง-ต่า
ดัง–คอ่ ย แล้วแต่จะใหเ้ กิดภาพอย่างไร
ตวั อยา่ ง :
“มดเอย๋ มดแดง เล็กเล็กเรีย่ วแรงแข็งขยัน”
“สพุ รรณหงสท์ รงพ่หู ้อย งามชดช้อยลอยหลงั สินธุ์”
“อยุธยายศล่มแลว้ ลอยสวรรค์ ลงฤๅ”
หลักการอา่ นทานองเสนาะ
ของคาประพนั ธแ์ ตล่ ะชนิด
(Workshop) ทดสอบการอา่ น
ภาคปฏิบตั ิ : แบบฝึกหดั เสริม
ทักษะประกอบการเรียนรู้
แบบฝึกที่ ๑ : โคลงโลกนิติ
“ปลาร้าพันห่อดว้ ย ใบคา
ใบกเ็ หมน็ คาวปลา คละคล้งุ
คือคนหมไู่ ปหา คบเพือ่ น พาลนา
ไดแ้ ต่รา้ ยรา้ ยฟุ้ง เฟือ่ งให้เสียพงศฯ์
ใบพอ้ พนั หอ่ ห้มุ กฤษณา
หอมระรวยรสพา เพริศดว้ ย
คือคนเสพเสนห่ า นักปราชญ์
ความสขุ ซาบฤาม้วย ดุจไมก้ ลิน่ หอม๚”
แบบฝึกที่ ๒ : สามัคคีเภทคาฉนั ท์
“พึงมรรยาทยึด สุประพฤติสงวนพรรค์
รื้อริษยาอัน อุปเฉทไมตรี
ด่งั น้นั ณ หมู่ใด ผิ บ ไรส้ มคั รมี
พรอ้ มเพรียงนิพทั ธ์นี รวิวาทระแวงกนั
หวงั เทอญมิต้องสง สยคงประสบพลัน
ซึ่งสุขเกษมสนั ต์ หิตะกอบทวิการ
ใครเลา่ จะสามารถ มนอาจระรานหาญ
หักลา้ ง บ แหลกลาญ ก็เพราะพรอ้ มเพราะเพรียงกัน”
แบบฝึกที่ ๓ : กาพย์เหช่ มเครื่องคาวหวาน
“มัสม่ันแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดไดก้ ลืนแกง แรงอยากใหใ้ ฝ่ฝันหา
ยาใหญ่ใส่สารพดั วางจานจดั หลายเหลือตรา
รสดีดว้ ยน้าปลา ญี่ปนุ่ ล้ายา้ ยวนใจ
ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้าสม้ โรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง
หมแู นมแหลมเลิศรส พรอ้ มพริกสดใบทองหลาง
พิศหอ่ เห็นรางชาง หา่ งห่อหวนป่วนใจโหย”
แบบฝึกที่ ๔ : บทพากยเ์ อราวณั
“อินทรชิตบิดเบือนกายิน เหมือนองคอ์ มรินทร์
ทรงคชเอราวัณ
ชา้ งนิมิตฤทธิแรงแขง็ ขัน เผือกผอ่ งผิวพรรณ
สีสังขส์ ะอาดโอฬาร์
สามสิบสามเศียรโสภา เศียรหนึง่ เจ็ดงา
ด่ังเพชรรัตนร์ จู ี
งาหนึง่ เจด็ โบกขรณี สระหนึ่งยอ่ มมี
เจ็ดกออบุ ลบนั ดาล”
แบบฝึกที่ ๕ : พระอภัยมณี
“บดั เดีย๋ วดงั หงา่ งเหงง่ วงั เวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขีร่ ุ้งพ่งุ ออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต
แลว้ สอนว่าอยา่ ไว้ใจมนุษย์ มนั แสนสุดลึกลา้ เหลือกาหนด
ถึงเถาวัลย์พนั เกีย่ วที่เลี้ยวลด กไ็ มค่ ดเหมือนหนึง่ ในนา้ ใจคน
มนุษย์นี้ที่รกั อยสู่ องสถาน บิดามารดารกั มักเปน็ ผล
ที่พึง่ หนึ่งพึง่ ได้แตก่ ายตน เกิดเปน็ คนคิดเห็นจึงเจรจา
แมใ้ ครรักรักม่งั ชงั ชงั ตอบ ใหร้ อบคอบคิดอา่ นนะหลานหนา
รู้สิ่งไรไม่สรู้ วู้ ิชา ร้รู ักษาตวั รอดเปน็ ยอดดี”
แบบฝึกที่ ๖ :
รา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑ์มทั รี
“ฝงู ลิงค่างบา่ งชะนีที่นอนหลับ กก็ ลิ้งกลับเกลือกตวั อย่ยู ัว้ เยี้ย ท้ังนก
หกกง็ ัวเงียเหงาเงียบทกุ รวงรงั แตแ่ ม่เที่ยวเซซงั เสาะแสวงทกุ แห่ง
ห้องหิมเวศ ท่ัวประเทศทุกราวปา่ สดุ สายนยั นาทีแ่ มจ่ ะตามไปเล็งแล
สดุ โสตแล้วที่แม่จะซบั ทราบฟงั สาเนียง สดุ สุรเสียงที่แมจ่ ะร่าเรียก
พิไรร้อง สุดฝีเท้าทีแ่ มจ่ ะเยื้องยอ่ งยกย่างลงเหยียบดิน กส็ ุดสิน้ สดุ
ปญั ญาสุดหาสุดค้นเหน็ สดุ คิด จะไดพ้ านพบประสบรอยพระลกู น้อย
แตส่ ักนิดไมม่ ีเลย จึ่งตรสั วา่ เจ้าดวงมณฑาทองทงั้ คู่ของแม่เอย๋ หรือ
ว่าเจา้ ทิ้งขว้างวางจิตไปเกิดอื่นเหมือนแม่ฝนั เมือ่ คืนนี้แลว้ แล”
สิ้นสุดเนือ้ หา
----จบการบรรยาย----
ขอขอบพระคุณทกุ ท่านครบั