สรปุ มตคิ ณะรัฐมนตรี
กลมุ่ งานช่วยอานวยการและประสานราชการ สานกั งานเลขานุการกรม
โทรศัพท์ ๐ ๒๑๔16035 โทรสาร ๐ ๒๑๔๓ ๘๙๐๕
มติ ครม. วนั ท่ี 9 มิถนุ ายน 2563 มเี ร่อื งสาคญั ดงั น้ี คือ
ลาดับท่ี เรือ่ งสาคญั มติ บุคคล/หนว่ ยงาน
ที่เกยี่ วขอ้ ง
1 ร่างพระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลรษั ฎากร (ฉบบั ที่ ..) พ.ศ. ….(การจดั เก็บภาษี เหน็ ชอบ
มลู คา่ เพ่ิมกรณีการใหบ้ ริการทางอิเล็กทรอนิกสจ์ ากต่างประเทศ (e-Service)) เห็นชอบ
เหน็ ชอบ
2 รา่ งระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรี ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกจิ พเิ ศษ พ.ศ. ….
3 ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยกาหนดหลกั เกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนยี มการ อนุมตั ิ
อนมุ ตั ิ
จดทะเบยี นการโอนและการจานองอสงั หาริมทรัพยแ์ ละอาคารชดุ ตามแผนพฒั นา
ระบบสถาบันการเงินระยะท่ี 3 รวม 2 ฉบับ อนุมตั ิ
4 รา่ งพระราชกฤษฎีการะเบยี บขา้ ราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. …. เหน็ ชอบ
5 รา่ งพระราชกฤษฎีกากาหนดหน่วยงานของรฐั ตามพระราชบญั ญตั คิ วามรับผิดทาง
ละเมดิ ของเจ้าหน้าท่ี พ.ศ. 2539 (ฉบบั ที่ ..) พ.ศ. …. (กองทนุ เพ่ือความเสมอภาค อนุมัติ
ทางการศกึ ษา)
6 ร่างกฎกระทรวงระบบการขนสง่ ก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. …. เห็นชอบ
7 รา่ งพระราชบัญญัตแิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบับท่ี ..) อนุมัติ
พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมเก่ยี วกับสถานที่ยืน่ ขอจดทะเบียนห้างหนุ้ ส่วนหรอื บริษทั อนุมตั ิ
อานาจลดและยกเวน้ คา่ ธรรมเนยี มการจดทะเบียนและการขอสาเนาเอกสาร และ อนุมัติ
การนาเทคโนโลยมี าใช้ในการประชมุ กรรมการ) อนมุ ตั ิ
8 ร่างพระราชกฤษฎีกายกเวน้ คุณสมบัติและลักษณะในเร่ืองทุนและอานาจการ รับทราบ
บริหารกจิ การของผขู้ อรบั ใบอนุญาตผลติ อากาศยาน ผ้ขู อรับใบอนญุ าตผลติ รบั ทราบ
สว่ นประกอบสาคัญของอากาศยาน และผู้ขอรบั ใบรับรองหน่วยซอ่ มประเภท
ท่หี น่งึ พ.ศ. ....
9 รา่ งระเบียบสานักนายกรฐั มนตรี ว่าด้วยการบูรณาการเพ่ือพฒั นาความเสมอภาค
และความเท่าเทยี มทางสังคม พ.ศ. ....
10 รา่ งประกาศกระทรวงพาณชิ ย์ เร่ือง กาหนดใหเ้ หรียญตัวเปล่าโลหะเป็นสินคา้ ที่
ตอ้ งขออนุญาตในการนาเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ....
11 ร่างกฎกระทรวงยกเวน้ คา่ ธรรมเนียมสาหรับการประกอบธรุ กิจโรงแรม พ.ศ. ....
12 การจัดตงั้ ศูนยเ์ ทคโนโลยพี ลังงานแหง่ ชาติ (National Energy Technology
Center : ENTEC)
13 ของดการจัดสรรเงนิ ส่งเข้ากองทนุ สงเคราะหเ์ กษตรกร ตามมาตรา 29 แหง่
พระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527
14 การตดิ ตามการดาเนนิ โครงการประกนั รายได้เกษตรกรผปู้ ลูกมันสาปะหลัง
ปี 2562/63
15 สรปุ มตทิ ี่ประชมุ คณะกรรมการจดั ระบบการจราจรทางบก คร้ังท่ี 1/2563
16 มาตรการสง่ เสรมิ และสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผา้ ไทย รบั ทราบ หวั หน้าส่วนราชการ
ในสังกัด พช.
17 รายงานผลการบริหารจดั การทรัพยากรน้าฤดแู ลง้ ปี 2562/63 และการเตรยี ม รบั ทราบ และ
ความพร้อมรองรับฤดฝู น ปี 2563 เห็นชอบ
18 ข้อเสนอแนะเพื่อปอ้ งกนั การทุจริตการเบกิ จ่ายเงนิ อุดหนนุ เพอื่ ชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบ รบั ทราบ และ
ปัญหาทางสงั คมของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย์ เห็นชอบ
กรณีศึกษา กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดิการ รับทราบ กองการเจา้ หนา้ ที่
19 รายงานผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานนอกสถานทต่ี ้ัง (Work From Home) และ
รับทราบ
การเหลอ่ื มเวลาในการทางานในสถานทีต่ ้ังของส่วนราชการ รายสัปดาห์ คร้ังท่ี 4 รบั ทราบ
20 รายงานผลสัมฤทธขิ์ องการปฏิบตั ิงานนอกสถานทีต่ ั้ง (Work from Home) และ
อนุมตั ิ
การเหลอ่ื มเวลาในการทางานในสถานท่ีตัง้ ของรฐั วสิ าหกิจ
21 โครงการเงนิ ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไรอ่ ้อยเพื่อซ้ือปัจจัยการผลิต เหน็ ชอบ
ฤดกู ารผลิตปี 2562/2563 อนมุ ตั ิ
22 การแตง่ ตั้งหวั หน้าคณะผแู้ ทนฝา่ ยไทยการประชุมระดบั รัฐมนตรีอาเซยี นด้าน เห็นชอบ
อาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime: อนมุ ตั ิ
AMMTC) และการแต่งตง้ั คณะกรรมการประสานงานด้านอาชญากรรมขา้ มชาติ
อนุมัติ
23 การขอความเห็นชอบตอ่ ร่างถ้อยแถลงรว่ มของการประชุมรัฐมนตรอี าเซียนด้าน
สวัสดกิ ารสงั คมและการพัฒนาว่าดว้ ยการบรรเทาผลกระทบของโควดิ -19 ตอ่
กลุ่มเปราะบางในอาเซยี น (Joint Statement of the ASEAN Ministerial
Meeting on Social Welfare and Development on Mitigating Impacts of
COVID-19 on Vulnerable Groups in ASEAN)
24 การแต่งตง้ั ผู้ไปปฏิบตั งิ านตามมตคิ ณะรฐั มนตรกี ลับเขา้ รับราชการใหด้ ารง
ตาแหนง่ ประเภทวชิ าการระดับทรงคณุ วุฒิ (กระทรวงยตุ ธิ รรม)
25 การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงอตุ สาหกรรม)
26 การแต่งตงั้ ประธานกรรมการและกรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ นคณะกรรมการวิธีปฏบิ ตั ิ
ราชการทางปกครอง
27 การแตง่ ตง้ั กรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน
เรียน อธบิ ดกี รมการพัฒนาชุมชน รองอธบิ ดีกรมการพฒั นาชมุ ชน และหัวหน้าส่วนราชการในสงั กัด พช.
มติ ครม. มจี านวน 27 ลาดบั มมี ติท่ีเกีย่ วข้องกับกรมฯ ลาดบั ท่ี 16 และ 19
จึงเรียนมาเพือ่ โปรดทราบ
http://www.thaigov.go.th
(โปรดตรวจสอบมตคิ ณะรัฐมนตรีทเี่ ปน็ ทางการจากสานักเลขาธกิ ารคณะรัฐมนตรีอีกครง้ั )
วันนี้ (9 มิถุนายน 2563) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทาเนียบรัฐบาล พลเอก
ประยุทธ์ จนั ทร์โอชา นายกรฐั มนตรี เปน็ ประธานการประชุมคณะรฐั มนตรี ซ่ึงสรปุ สาระสาคญั ดังนี้
กฎหมาย
1. เรอ่ื ง รา่ งพระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรษั ฎากร (ฉบับท่ี ..) พ.ศ. ….
(การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ
(e-Service))
2. เรื่อง ร่างระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยการพัฒนาเขตเศรษฐกจิ พิเศษ พ.ศ. ….
3. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยกาหนดหลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการ
จดทะเบยี นการโอนและการจานองอสงั หาริมทรัพย์และอาคารชุด ตามแผนพัฒนา
ระบบสถาบนั การเงนิ ระยะท่ี 3 รวม 2 ฉบับ
4. เรอ่ื ง ร่างพระราชกฤษฎกี าระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื นกลาโหม พ.ศ. ….
5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากาหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรบั ผดิ ทาง
ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (กองทุนเพ่ือความเสมอภาค
ทางการศึกษา)
6. เรอ่ื ง ร่างกฎกระทรวงระบบการขนสง่ ก๊าซธรรมชาตทิ างทอ่ พ.ศ. ….
7. เรอื่ ง รา่ งพระราชบัญญตั ิแก้ไขเพิ่มเตมิ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ (ฉบับท่ี ..)
พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ย่ืนขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
อานาจลดและยกเวน้ ค่าธรรมเนยี มการจดทะเบียนและการขอสาเนาเอกสาร และ
การนาเทคโนโลยมี าใชใ้ นการประชุมกรรมการ)
8. เร่ือง รา่ งพระราชกฤษฎกี ายกเวน้ คุณสมบัตแิ ละลกั ษณะในเร่อื งทุนและอานาจการ
บรหิ ารกิจการของผูข้ อรบั ใบอนญุ าตผลิตอากาศยาน ผขู้ อรับใบอนุญาตผลติ
สว่ นประกอบสาคัญของอากาศยาน และผ้ขู อรับใบรับรองหน่วยซอ่ มประเภท
ท่ีหนง่ึ พ.ศ. ....
9. เรื่อง ร่างระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบูรณาการเพื่อพัฒนาความเสมอภาค
และความเท่าเทยี มทางสงั คม พ.ศ. ....
10. เรื่อง รา่ งประกาศกระทรวงพาณชิ ย์ เร่ือง กาหนดใหเ้ หรยี ญตัวเปล่าโลหะเปน็ สินคา้ ที่
ตอ้ งขออนุญาตในการนาเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ....
11. เรื่อง รา่ งกฎกระทรวงยกเว้นคา่ ธรรมเนยี มสาหรบั การประกอบธรุ กจิ โรงแรม พ.ศ. ....
เศรษฐกจิ - สังคม
12. เรอ่ื ง การจัดตั้งศนู ย์เทคโนโลยพี ลังงานแหง่ ชาติ (National Energy Technology
Center : ENTEC)
13. เรอื่ ง ของดการจัดสรรเงนิ ส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ตามมาตรา 29 แห่ง
พระราชบัญญตั ิอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527
14. เรื่อง การติดตามการดาเนนิ โครงการประกันรายไดเ้ กษตรกรผู้ปลูกมนั สาปะหลัง
ปี 2562/63
15. เรื่อง สรปุ มติท่ีประชมุ คณะกรรมการจดั ระบบการจราจรทางบก ครงั้ ที่ 1/2563
16. เรื่อง มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใชแ้ ละสวมใส่ผา้ ไทย
17. เรอ่ื ง รายงานผลการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรนา้ ฤดูแลง้ ปี 2562/63 และการเตรียม
ความพรอ้ มรองรับฤดูฝน ปี 2563
18. เรอ่ื ง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ
ปญั หาทางสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย์
กรณศี ึกษา กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดิการ
19. เรอ่ื ง รายงานผลสัมฤทธิข์ องการปฏบิ ัตงิ านนอกสถานทตี่ ง้ั (Work From Home) และ
การเหลอื่ มเวลาในการทางานในสถานทีต่ ั้งของสว่ นราชการ รายสัปดาห์ ครง้ั ที่ 4
20. เรอ่ื ง รายงานผลสัมฤทธ์ิของการปฏิบัติงานนอกสถานที่ต้ัง (Work from Home) และ
การเหล่อื มเวลาในการทางานในสถานทตี่ งั้ ของรัฐวิสาหกจิ
21. เร่ือง โครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพอื่ ซ้อื ปจั จัยการผลิต
ฤดกู ารผลติ ปี 2562/2563
ต่างประเทศ
22. เรอื่ ง การแตง่ ตัง้ หัวหน้าคณะผู้แทนฝา่ ยไทยการประชมุ ระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้าน
อาชญากรรมขา้ มชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational
Crime: AMMTC) และการแตง่ ตัง้ คณะกรรมการประสานงานด้านอาชญากรรม
ขา้ มชาติ
23. เรอ่ื ง การขอความเหน็ ชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรฐั มนตรีอาเซียนด้าน
สวสั ดกิ ารสงั คมและการพัฒนาวา่ ดว้ ยการบรรเทาผลกระทบของโควดิ -19 ตอ่
กลุ่มเปราะบางในอาเซียน (Joint Statement of the ASEAN Ministerial
Meeting on Social Welfare and Development on Mitigating Impacts of
COVID-19 on Vulnerable Groups in ASEAN)
แตง่ ตงั้
24. เรอ่ื ง การแตง่ ต้งั ผูไ้ ปปฏิบตั ิงานตามมตคิ ณะรฐั มนตรกี ลับเข้ารับราชการให้ดารง
ตาแหน่งประเภทวชิ าการระดบั ทรงคุณวฒุ ิ (กระทรวงยตุ ิธรรม)
25. เรอ่ื ง การแตง่ ตงั้ ขา้ ราชการการเมือง (กระทรวงอุตสาหกรรม)
26. เรอื่ ง การแต่งตัง้ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิในคณะกรรมการวธิ ีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง
27. เร่อื ง การแต่งตง้ั กรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสนิ
*******************
สานักโฆษก สานกั เลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี โทร. 0 2288-4396
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับท่ี ..) พ.ศ. …. (การจัดเก็บภาษีมูลค่า
เพม่ิ กรณกี ารใหบ้ ริการทางอเิ ลก็ ทรอนิกสจ์ ากต่างประเทศ (e-Service))
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
ท่ีสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามท่ีกระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการ
ประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป และรับทราบแผนในการจัดทากฎหมาย
ลาดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสาคัญของกฎหมายลาดับรองท่ีออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
ตามท่กี ระทรวงการคลงั เสนอ
ร่างพระราชบัญญัตแิ กไ้ ขเพ่มิ เติมประมวลรัษฎากร (ฉบบั ท่ี ..) พ.ศ. …. ท่ีกระทรวงการคลังเสนอ
คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติหลักการ (มติคณะรัฐมนตรี 17 กรกฎาคม 2561) และสานักงานคณะกรรมการ
กฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว เป็นการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพ่ิมของผู้ประกอบการที่อยู่
นอกราชอาณาจักร ซ่ึงประกอบกิจการใหบ้ ริการโดยใชว้ ธิ ีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามประมวลรัษฎากร โดยกาหนดให้
ผู้ประกอบการท่ีได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศแก่ผู้ท่ีไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
ภาษีมลู คา่ เพ่ิมในประเทศ และไดม้ กี ารใช้บริการนั้นในประเทศ หากผปู้ ระกอบการทไ่ี ดใ้ ห้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ใน
ต่างประเทศมรี ายรบั จากการให้บรกิ ารดงั กลา่ วเกิน 1.8 ล้านบาทตอ่ ปี ให้ย่ืนคาขอจดทะเบียนภาษีมลู ค่าเพ่ิม และให้มี
หน้าท่ีเสียภาษีมูลค่าเพ่ิม สาหรับกรณีผู้ประกอบการต่างประเทศได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้รับบริการใน
ประเทศไทยผ่านดิจทิ ัลแพลตฟอรม์ ต่างประเทศ กาหนดให้รายได้ท่ีได้รับจากการให้บริการนั้นเป็นฐานภาษีมลู ค่าเพิม่
ของดจิ ทิ ลั แพลตฟอรม์ ตา่ งประเทศ ซึง่ หากดิจทิ ัลแพลตฟอร์มต่างประเทศมีรายไดเ้ กนิ 1.8 ลา้ นบาทต่อปี ใหย้ ่นื คาขอ
จดทะเบียนภาษีมลู ค่าเพ่ิม และใหม้ หี นา้ ท่ีเสยี ภาษมี ลู ค่าเพิ่ม ทั้งน้ี เพือ่ ปน็ การสนับสนนุ ให้การจัดเกบ็ ภาษีมูลค่าเพิ่มมี
ประสิทธิภาพยิ่งข้ึน เกิดความเหมาะสมและส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันท่ีเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศ
และต่างประเทศ
สาระสาคญั ของร่างพระราชบญั ญัติ
1. แก้ไขเพิ่มเติมให้การดาเนินการเก่ียวกับเอกสารหลักฐานหรือหนังสืออ่ืนใดตามประมวลรัษฎากร
สามารถดาเนินการดว้ ยกระบวนการทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์ได้
2. แกไ้ ขเพ่ิมเติมบทนิยามคาวา่ “สินค้า” และเพิม่ บทนิยามคาว่า “บริการทางอิเล็กทรอนิกส์” และ
คาว่า “อเิ ลก็ ทรอนิกส์แพลตฟอรม์ ”
3. แก้ไขเพ่ิมเติมหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพ่ิมของผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จาก
ต่างประเทศแก่ผู้ใช้ซ่ึงมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคานวณจากภาษีขายโดยไม่ให้หักภาษีซ้ือ และกาหนดให้
ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มมีหน้าท่ีเสียภาษีมูลค่าเพ่ิมแทนผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการทาง
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
4. แก้ไขเพ่ิมเติมหนา้ ที่ของผู้จ่ายเงินในการนาส่งเงินภาษีมลู ค่าเพิ่ม และหนา้ ที่ของผปู้ ระกอบการใน
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพ่ิม กรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแก่ผู้ใช้ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจด
ทะเบียน
5. กาหนดให้การดาเนนิ การทางทะเบียนภาษีมลู คา่ เพิ่มกระทาโดยกระบวนการทางอิเล็กทรอนกิ ส์ได้
6. กาหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ
ออกใบกากับภาษี
2. เรื่อง รา่ งระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรี วา่ ด้วยการพฒั นาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนา
เขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. …. ตามท่ีสานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ และให้ส่ง
คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของ
สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดาเนินการต่อไปได้ และให้สานักงาน
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม
สานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไป
พิจารณาดาเนนิ การตอ่ ไปดว้ ย
สศช. เสนอว่า ตามที่คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ คร้ังท่ี 1/2563 เม่ือวันท่ี 31 มกราคม
2563 มีมติให้ความเห็นชอบกรอบแนวคิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จานวน 4 พื้นท่ี ได้แก่ การพัฒนาเขต
เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง-ภาคตะวันตก เพื่อเป็นพื้นท่ีการพัฒนา
เศรษฐกิจเชื่อมโยงกบั เขตพัฒนาพเิ ศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตเศรษฐกจิ พเิ ศษชายแดน (SEZ) และให้หนว่ ยงาน
ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการขับเคล่ือนการดาเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมาย และมอบหมายให้ สศช. จัดทาร่าง
ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. …. โดยแก้ไขปรับปรุงระเบียบสานัก
นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2558 ซ่ึงคณะรัฐมนตรีได้มีมติ
รบั ทราบผลการประชมุ คณะกรรมการรฐั มนตรีฝ่ายเศรษฐกจิ คร้งั ท่ี 1/2563 เม่ือวนั ที่ 31 มกราคม 2563 แล้ว ดังนั้น
เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและมติคณะรัฐมนตรี (21 พฤษภาคม 2556 และ
4 กุมภาพนั ธ์ 2563) สศช. จึงได้ยกรา่ งระเบียบสานักนายกรฐั มนตรีในเร่ืองน้ีขึ้น ซง่ึ รา่ งระเบียบในเรื่องนจี้ ะเป็นกลไก
ในระดับนโยบายและระดับพื้นท่ีในการบริหารจัดการ กากับติดตาม และสนับสนุนการดาเนินงานการพัฒนาเขต
เศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อันจะทาให้การบริหารจัดการและขับเคล่ือนพื้นท่ีเขตพัฒนาพิเศษทั้งหมด
อย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพและต่อเน่ืองทั้งพื้นที่ท่ีดาเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน และพื้นที่ท่ีมีศักยภาพเพิ่มเติม
จงึ ไดเ้ สนอรา่ งระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยการพฒั นาเขตเศรษฐกจิ พิเศษ พ.ศ. …. มาเพ่ือดาเนินการ
สาระสาคัญของรา่ งระเบยี บ
1. กาหนดบทนยิ ามคาว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” หมายถงึ พ้ืนท่ดี ังต่อไปน้ี
1.1 พื้นทีเ่ ขตพัฒนาเศรษฐกจิ พิเศษชายแดน 10 แหง่ ได้แก่
(1) เขตพฒั นาเศรษฐกจิ พเิ ศษกาญจนบรุ ี
(2) เขตพัฒนาเศรษฐกจิ พิเศษเชยี งราย
(3) เขตพฒั นาเศรษฐกจิ พเิ ศษตาก
(4) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด
(5) เขตพฒั นาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม
(6) เขตพฒั นาเศรษฐกจิ พเิ ศษนราธิวาส
(7) เขตพัฒนาเศรษฐกจิ พิเศษมกุ ดาหาร
(8) เขตพัฒนาเศรษฐกจิ พเิ ศษสงขลา
(9) เขตพัฒนาเศรษฐกจิ พิเศษสระแก้ว
(10) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย
1.2 พืน้ ทร่ี ะเบยี งเศรษฐกจิ พเิ ศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC)
1.3 พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor : NEC –
Creative LANNA)
1.4 พ้ืนท่ีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic
Corridor : NeEC - Bioeconomy)
1.5 พ้ืนท่ีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง - ภาคตะวันตก (Central-Western
Economic Corridor : CWEC)
และบริเวณพื้นท่ีอ่ืนใดท่ีกาหนดเพ่ิมเติมโดยคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยความเห็นชอบของ
คณะรัฐมนตรีประกาศกาหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และให้ถือว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และพ้ืนท่ี
ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ที่ดาเนินการอยู่แล้วในปัจจุบันสามารถดาเนินการต่อไปได้ โดยให้ระเบียบ
สานักนายกรัฐมนตรีฯ นี้ไม่มีผลกระทบต่อการดาเนินงานที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวก่อน
วนั ทีร่ ะเบียบสานกั นายกรัฐมนตรฯี นใี้ ช้บังคบั
2. กาหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจ
พิเศษ” เรียกโดยย่อว่า “ กพศ.” มีอานาจหน้าท่ีหลักในการกาหนดนโยบายแนวทางการดาเนินงานและการบริหาร
การพฒั นาเขตเศรษฐกจิ พิเศษ ประกอบด้วย
2.1 นายกรฐั มนตรี เปน็ ประธาน
2.2 รองนายกรัฐมนตรซี งึ่ นายกรฐั มนตรมี อบหมาย เปน็ รองประธานกรรมการ
2.3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและ
กีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่า
การกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐม นตรีว่า
การกระทรวงอุตสาหกรรม เปน็ กรรมการ
2.4 ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความม่ันคงแห่งชาติ เลขาธิการ
คณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เลขาธิการคณะกรรมการ
สง่ เสรมิ การลงทุน และผอู้ านวยการสานักงบประมาณ เป็นกรรมการ
2.5 ประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ
ประธานสมาคมธนาคารไทย เปน็ กรรมการ
2.6 ผูท้ รงคณุ วฒุ ิซ่งึ นายกรฐั มนตรีแตง่ ตง้ั จานวนไม่เกนิ สามคนเปน็ กรรมการ
ให้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ
รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายหน่ึงคน และเจ้าหน้าท่ี สศช. ท่ีได้รับ
มอบหมายหน่งึ คน เป็นกรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานุการ
ให้ สศช. ทาหน้าท่ีเลขานุการของ กพศ. รับผิดชอบในด้านวิชาการและธุรการ ตลอดจน
อานวยการในการปฏิบตั หิ น้าทีข่ อง กพศ. และปฏบิ ัติการอน่ื ตามท่ี กพศ. มอบหมาย
3. เร่ือง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยกาหนดหลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอน
และการจานองอสงั หาริมทรพั ย์และอาคารชุด ตามแผนพฒั นาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 3 รวม 2 ฉบบั
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ือง การเรียกเก็บ
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีการควบรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์
ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 ตามหลักเกณฑ์ท่ีคณะรัฐมนตรีกาหนด และร่างประกาศ
กระทรวงมหาดไทย เร่ือง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด
กรณีการควบรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะท่ี 3 ตามหลักเกณฑ์ท่ี
คณะรัฐมนตรีกาหนด รวม 2 ฉบับ ตามท่ีกระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบ
ร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติท่ีเสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสานักงานคณะกรรมการ
กฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดาเนินการต่อไปได้ และให้ มท. รับความเห็นของสานักงบประมาณไป
พจิ ารณาดาเนินการตอ่ ไปดว้ ย
ทั้งนี้ มท. เสนอว่า กรมที่ดินได้ดาเนินการยกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย รวม 2 ฉบับ
เพื่อกาหนดหลักเกณฑ์ในการลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจานอง
อสังหาริมทรัพย์และอาคารชุดให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันท่ี 17 เมษายน 2561 แล้ว โดยเชิญผู้แทน
หน่วยงานท่เี กีย่ วข้อง ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสง่ เสรมิ การปกครองท้องถิ่น สานักงานเศรษฐกิจการคลังและธนาคาร
แห่งประเทศไทย เขา้ ร่วมประชมุ แสดงความคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะด้วยแลว้
กระทรวงการคลัง (กค.) ได้รายงานการดาเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงิน
การคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ว่า การเสนอร่างประกาศ รวม 2 ฉบับ ตามมาตรการเพื่อสนับสนุนการควบรวมธนาคาร
พาณิชย์ไทยที่ กค. เสนอ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (17 เมษายน 2561) เห็นชอบน้ัน จะทาให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี
สรรพากรประมาณ 600 – 1,400 ล้านบาท แต่จะถูกชดเชยด้วยการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการภาษี
เพ่ือขจดั อุปสรรคของการควบรวมกจิ การธนาคารพาณชิ ย์ไทยนนั้ หากถอื ว่าการควบรวมกจิ การเป็นการดาเนนิ กิจการ
ต่อเน่ือง อาจถือไดว้ า่ ไมไ่ ด้ทาให้รัฐสญู เสยี รายได้ภาษแี ตอ่ ย่างใด
จึงได้เสนอร่างประกาศฯ รวม 2 ฉบับ มาเพ่อื ดาเนนิ การ
สาระสาคัญของรา่ งประกาศฯ
1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีการควบรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามแผนพัฒนาระบบสถาบัน
การเงิน ระยะท่ี 3 ตามหลักเกณฑ์ท่ีคณะรัฐมนตรีกาหนด เป็นการกาหนดให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและ
คา่ จดทะเบียนการจานองอสังหาริมทรัพย์กรณีท่ีมีทนุ ทรัพย์ ในอตั ราร้อยละศูนย์จุดศูนยห์ น่ึง สาหรบั ธนาคารพาณิชย์
ที่ควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่กัน ตั้งแต่วันถัดจากวันท่ีประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเป็นตน้
ไป ถึงวนั ที่ 31 ธนั วาคม 2564
2. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ือง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีการควบรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามแผนพัฒนาระบบ
สถาบนั การเงนิ ระยะท่ี 3 ตามหลักเกณฑ์ทคี่ ณะรัฐมนตรีกาหนด เป็นการกาหนดให้เรียกเกบ็ ค่าจดทะเบยี นการโอน
และค่าจดทะเบียนการจานองห้องชุดกรณีท่ีมีทุนทรัพย์ ในอัตราร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่ง สาหรับธนาคารพาณิชย์
ที่ควบเข้ากัน หรือโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่กัน ต้ังแต่วันถัดจากวันท่ีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เปน็ ต้นไป ถึงวันที่ 31 ธนั วาคม 2564
4. เรือ่ ง รา่ งพระราชกฤษฎีการะเบียบขา้ ราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. ….
คณะรฐั มนตรีมมี ตอิ นุมัตดิ งั น้ี
1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีการะเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. …. ตามที่
กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของ
สานักงบประมาณ สานักงาน ก.พ. และสานักงาน ก.พ.ร. ไปประกอบการพจิ ารณาดว้ ย แล้วดาเนินการตอ่ ไปได้
2. ให้กระทรวงกลาโหมรับความเห็นของสานักงบประมาณ และสานักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณา
ดาเนินการตอ่ ไปดว้ ย
3. ให้กระทรวงกลาโหมเร่งรัดการเสนอร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจาตาแหน่งและ
ประโยชนต์ อบแทนอ่ืน ๆ ของข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. …. ตอ่ คณะรัฐมนตรีตอ่ ไป
สาระสาคญั ของร่างพระราชกฤษฎกี า
1. กาหนดให้มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนกลาโหม (กขพ.) โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็น
ประธาน มีหน้าที่เสนอแนะและให้คาปรึกษาในเร่ืองท่ีเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหมแก่รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหม และมอี านาจแต่งตงั้ คณะอนกุ รรมการเพอื่ พิจารณาหรือทาการใด ๆ ตามที่ กขพ. มอบหมายได้
2. กาหนดให้การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหมตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้คานึงถึงระบบ
คุณธรรม เชน่ การรบั บุคคลเพือ่ บรรจุเข้ารบั ราชการและแตง่ ตง้ั ใหด้ ารงตาแหน่งตอ้ งคานึงถึงความรู้ความสามารถของ
บุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ การบริหารจัดการข้าราชการต้องคานึงถึง
ผลสัมฤทธแ์ิ ละประสิทธิภาพของทางราชการและลกั ษณะของงานโดยไมเ่ ลือกปฏิบัติอย่างไมเ่ ป็นธรรม
3. กาหนดคุณสมบัติทั่วไปของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนกลาโหม รวมท้ังเง่ือนไข
การพจิ ารณายกเวน้ ให้ผู้ท่ขี าดคุณสมบตั ทิ ั่วไปบางประการเขา้ รบั ราชการได้
4. กาหนดเก่ียวกับวัน เวลาทางาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจาปี และ
เครอ่ื งแบบของขา้ ราชการพลเรอื นกลาโหม
5. กาหนดให้ตาแหน่งขา้ ราชการพลเรือนกลาโหม มดี ังนี้
5.1 ตาแหน่งประเภทบริหาร ได้แก่ ตาแหน่งที่ปฏิบัติงานบริหารราชการในฐานะหัวหน้า
ส่วนราชการ รองหัวหนา้ สว่ นราชการ และตาแหน่งอน่ื ตามที่ กห. กาหนด
5.2 ตาแหน่งประเภทอานวยการ ได้แก่ ตาแหน่งท่ีปฏิบัติงานด้านอานวยการ ปฏิบัติ
ราชการในฐานะหัวหนา้ หน่วยงานในสงั กัดส่วนราชการ รองหัวหน้าหนว่ ยงานในสังกดั ส่วนราชการซึ่งมใิ ช่ตาแหน่งตาม
6.1 และตาแหนง่ อื่นตามท่ี กห. กาหนด
5.3 ตาแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่ ตาแหน่งที่จาเป็นต้องใช้ผู้สาเร็จการศึกษาระดับ
ปริญญาตามท่ี กห. กาหนด เพ่ือปฏิบัติงานในหนา้ ที่ของตาแหน่งน้นั
5.4 ตาแหน่งประเภทการสอนหรือวิจัย ได้แก่ ตาแหน่งที่จาเป็นต้องใช้ผู้สาเร็จการศึกษา
ระดบั ปริญญาตามที่ กห. กาหนด เพอ่ื ปฏบิ ัติหน้าทีด่ า้ นการสอนหรือวจิ ัยในสถาบนั การศึกษาสังกดั กห.
5.5 ตาแหน่งประเภทท่ัวไป ได้แก่ ตาแหน่งท่ีไม่ใช่ตาแหน่งตาม 5.1 5.2 5.3 และ 5.4
ตามท่ี กห. กาหนด
6. กาหนดใหร้ ะดับตาแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหม มีดังน้ี
6.1 ตาแหน่งประเภทบริหาร มีระดบั ต้น และสูง
6.2 ตาแหน่งประเภทอานวยการ มรี ะดับต้น และสงู
6.3 ตาแหน่งประเภทวิชาการ มีระดับปฏิบัติการ ชานาญการ ชานาญการพิเศษ เช่ียวชาญ
และทรงคุณวุฒิ
6.4 ตาแหนง่ ประเภทการสอนหรือวจิ ัย มดี งั นี้
1) ประเภทครู (ปฏิบัติหน้าท่ีดา้ นการสอนในสถาบันการศึกษาสังกัด กห.) มีระดับ
ครู ครชู านาญการ ครูชานาญการพเิ ศษ ครูเช่ยี วชาญ และครูเชย่ี วชาญพเิ ศษ
2) ประเภทคณาจารย์ (ปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนหรือวิจัยในสถาบันการศึกษา
สังกัด กห. ที่ให้การศึกษาหรือจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา) มีระดับอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์)
6.5 ตาแหน่งประเภททั่วไป มรี ะดับปฏิบัติงาน ชานาญงาน อาวโุ ส และทักษะพเิ ศษ
7. กาหนดให้ตาแหน่งข้าราชการพลเรือนกลาโหม จะมีในส่วนราชการใด จานวนเท่าใด และเป็น
ตาแหน่งประเภทใด สายงานใด ระดับใด ให้เป็นไปตามที่ กห. กาหนด และให้ กห. จัดทามาตรฐานกาหนดตาแหน่ง
โดยจาแนกตาแหน่งเป็นประเภทและสายงานตามลักษณะงาน และจัดตาแหน่งในประเภทเดียวกันและสายงาน
เดียวกันท่ีคุณภาพของงานเท่ากันโดยประมาณเป็นระดับเดียวกัน ทั้งน้ี โดยคานึงถึงลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ
หลกั และคณุ ภาพของงาน
8. กาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาเพื่อให้ได้บุคคลมาบรรจุเข้ารับราชการ การ
สอบแข่งขัน การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ การทดลองปฏิบัติหน้าท่ีราชการ การแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่ง การเลื่อน
ตาแหน่ง การยา้ ย การโอน การนบั เวลาราชการ การให้ได้รับเงินเดือน การแต่งต้ัง การเลือ่ นเงินเดือน การดาเนินการ
ทางวินัย การออกจากราชการ และการให้พ้นจากตาแหนง่ ราชการของข้าราชการพลเรอื นกลาโหม
9. กาหนดเกี่ยวกับการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและการเสริมสร้างแรงจูงใจ เช่น ส่วนราชการมีหน้าที่
ดาเนินการให้มีการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ข้าราชการ ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตนต่อ
ผ้ใู ต้บังคบั บัญชาอย่างมีคุณธรรมและเทยี่ งธรรม และเสริมสรา้ งแรงจูงใจให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาดารงตนเปน็ ขา้ ราชการ
ท่ีดี ข้าราชการผู้ใดประพฤติตนอยู่ในจริยธรรมและปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธ์ิต่อภารกิจ
ของรฐั ใหผ้ บู้ ังคับบญั ชาพิจารณาเล่อื นข้ันเงินเดือนใหต้ ามสมควรแก่กรณี เป็นต้น
10. กาหนดเก่ียวกับการบังคับบัญชา ข้อปฏิบัติและข้อห้าม วินัย การรักษาวินัย ผู้กระทาผิดวินัย
ความผิดวินยั อยา่ งรา้ ยแรง โทษทางวินัยและเหตุอันควรงดโทษ การดาเนินการทางวินัย การลงโทษ ผู้มีอานาจในการ
สง่ั ลงโทษ การอทุ ธรณแ์ ละการรอ้ งทกุ ข์ ของขา้ ราชการพลเรอื นกลาโหม
11. กาหนดเกี่ยวกับการออกจากราชการ การรับราชการต่อเมื่ออายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ การส่ังให้
ออกจากราชการเพื่อรับบาเหน็จบานาญเหตุทดแทน และการสั่งให้ออกจากราชการเพ่ือไปรับราชการทหารตาม
กฎหมายว่าด้วยการรบั ราชการทหารของข้าราชการพลเรือนกลาโหม
12. กาหนดให้ในระหว่างที่ยังมิได้ดาเนินการให้มีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในตาแหน่งอัตรา
ข้าราชการพลเรือนกลาโหม ให้ข้าราชการทหารที่รับราชการอยู่ก่อนวนั ท่ีพระราชกฤษฎีกาน้ีมีผลใช้บังคับให้คงอยู่รบั
ราชการในฐานะข้าราชการทหารเช่นเดมิ โดยให้สามารถดารงตาแหน่งอัตราข้าราชการพลเรือนกลาโหมไปพลางกอ่ น
จนกวา่ จะมกี ารบรรจุหรือแต่งตง้ั บรรจุบุคคลเข้ารับราชการหรอื ดารงตาแหนง่ อัตราข้าราชการพลเรอื นกลาโหมนนั้
5. เร่ือง ร่างพระราชกฤษฎีกากาหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
พ.ศ. 2539 (ฉบับท่ี ..) พ.ศ. …. (กองทนุ เพ่อื ความเสมอภาคทางการศึกษา)
คณะรัฐมนตรมี มี ติอนมุ ัติดังนี้
1. อนุมตั หิ ลักการรา่ งพระราชกฤษฎีกากาหนดหนว่ ยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทาง
ละเมิดของเจ้าหน้าท่ี พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามท่ีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เสนอ
และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รวมพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องน้ีกับร่าง
พระราชกฤษฎีกาฯ ท่ีเป็นเร่ืองทานองเดียวกันซ่ึงอยู่ระหว่างสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาให้เป็น
ฉบับเดยี วกัน แล้วดาเนนิ การต่อไปได้
2. ให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะให้ตรารา่ งพระราชกฤษฎีกากาหนดใหเ้ ปน็ หน่วยงานของรัฐตาม
กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้เสนอเรื่องไปยังสานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพ่ือนาเสนอ
คณะรฐั มนตรภี ายในเดือนมิถุนายน 2563 เพอ่ื ให้มีการตราพระราชกฤษฎกี าในเรื่องนี้ไปในคราวเดยี วกัน
กสศ. เสนอว่า
1. พระราชบัญญัติกองทุนเพ่ือความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 มาตรา 5 และมาตรา 8
บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยให้กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติ
บุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย
วิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น และปัจจุบัน กสศ. ยังไม่ได้รับการกาหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตาม
พระราชบญั ญตั คิ วามรับผดิ ทางละเมิดของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ. 2539
2. โดยท่พี ระราชบัญญตั ิความรับผดิ ทางละเมิดของเจ้าหน้าท่ี พ.ศ. 2539 บัญญัตใิ ห้ “หนว่ ยงานของรัฐ”
หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกช่ืออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค
ราชการส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจท่ีต้ังขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึง
หน่วยงานอื่นของรัฐท่พี ระราชกฤษฎกี ากาหนดให้เปน็ หน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติน้ดี ้วย
3. ดังนั้น เพื่อให้เจ้าหน้าท่ีของ กสศ. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตาม
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 สมควรกาหนดให้ กสศ. เป็นหน่วยงานของรัฐตาม
กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด เพ่ือให้เจ้าหน้าที่ของ กสศ. ซึ่งปฏิบัติหน้าท่ีโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตาม
กฎหมายดังกล่าว
จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกากาหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าท่ี
พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มาเพ่อื ดาเนนิ การ
สาระสาคญั ของรา่ งพระราชกฤษฎกี า
กาหนดให้ กสศ. เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
พ.ศ. 2539 เพือ่ ใหเ้ จ้าหน้าท่ขี อง กสศ. ซึง่ ปฏบิ ัติหน้าทโ่ี ดยสจุ รติ ได้รับความคุม้ ครองตามพระราชบัญญตั ดิ ังกล่าว
ทัง้ น้ี ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกากาหนดหนว่ ยงานของรฐั ตามพระราชบัญญัติดังกลา่ วแลว้ จานวน
64 แห่ง และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจานวน 3 แห่ง ได้แก่ สานักงาน
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ
สานกั งานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การเสนอมาในคร้งั นจี้ งึ เปน็ ลาดับท่ี 68
6. เร่ือง ร่างกฎกระทรวงระบบการขนส่งกา๊ ซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. ….
ตามท่ีกระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพจิ ารณา แลว้ ดาเนินการต่อไป
ได้ และให้กระทรวงพลังงานรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมและสานักงาน
สภาพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ไปพจิ ารณาดาเนินการตอ่ ไป
พน. เสนอวา่
1. ได้มีกฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขเก่ียวกับการแจ้งการอนุญาตและอัตรา
ค่าธรรมเนยี มเก่ียวกบั การประกอบกิจการน้ามนั เชอื้ เพลงิ พ.ศ. 2556 ขอ้ 44 กาหนดใหร้ ะบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติ
ทางท่อเป็นกิจการควบคุมท่ีต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะประกอบการได้ ท้ังน้ี เป็นไปตามมาตรา 17
แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ามันเช้ือเพลิง พ.ศ. 2542 ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมน้ามันเช้ือเพลิง
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ประกอบกับกฎกระทรวงระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. 2556 ข้อ 2 ซ่ึงออกตาม
พระราชบัญญตั ิดังกล่าวข้างต้นได้กาหนดให้ “กา๊ ซธรรมชาติ” หมายความว่า ก๊าซปิโตรเลยี มทีป่ ระกอบด้วยมีเทนเป็น
ส่วนใหญ่และอยู่ในสถานะไอก๊าซ และ “ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ” ไม่รวมถึงท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่นอกชายฝั่ง
ทะเลจนถงึ สถานีแรกบนฝ่งั
2. โดยท่ีปัจจุบันมีการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อท่ีอยู่ในสถานะของเหลวรวมอยู่ด้วย ประกอบกับ
พระราชบัญญัติดังกล่าวตามข้อ 1. ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคาว่า “น้ามันเช้ือเพลิง” หมายความว่า ก๊าซธรรมชาติ
ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ามันดิบ ฯลฯ ดังน้ัน เพ่ือให้มีการกากับดูแลท่อส่งก๊าซธรรมชาติท่ีอยู่นอกชายฝ่ังทะเลจนถึง
สถานีแรกบนฝั่ง และการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อที่อยู่ในสถานะของเหลว ซ่ึงจะทาให้เกิดความเหมาะสมและ
สอดคล้องกับสภาพการประกอบกิจการในปัจจุบัน ตลอดจนสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงสมควรปรับปรุง
กฎกระทรวงระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. 2556 เพื่อให้ครอบคลุมถึงการประกอบกิจการท้ังท่อส่งก๊าซ
ธรรมชาติบนบกและท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล รวมถึงท่อส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ทั้งน้ี ได้รับความเห็นชอบจาก
คณะกรรมการควบคุมน้ามันเชอ้ื เพลิงตามพระราชบัญญตั ิควบคุมนา้ มันเช้ือเพลงิ พ.ศ. 2542 ด้วยแล้ว
จงึ ได้เสนอร่างกฎกระทรวงระบบการขนส่งกา๊ ซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. …. มาเพอื่ ดาเนินการ
สาระสาคัญของรา่ งกฎกระทรวง
1. กาหนดให้ “ก๊าซธรรมชาติ” หมายความว่า ก๊าซปโิ ตรเลยี มทปี่ ระกอบดว้ ยมเี ทนเป็นสว่ นใหญ่
2. กาหนดให้ “ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ” หมายความว่า ระบบที่เกี่ยวกับการ
เคลื่อนย้ายก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก หรือท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลจากต้นทางไปยังปลายทาง
ซ่งึ ประกอบดว้ ย สถานี ทอ่ อุปกรณ์ หรอื เครอ่ื งมอื ตา่ ง ๆ ท่ีใชใ้ นการขนส่งก๊าซธรรมชาติ
3. กาหนดให้ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อต้องได้รับการเห็นชอบรายงานการประเมินผล
กระทบสิ่งแวดล้อมและจัดทารายงานการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการ
ติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข ลด ติดตาม และ
ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มทร่ี ะบไุ วใ้ นรายงานด้านส่งิ แวดลอ้ ม
4. กาหนดให้ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อท่ีไม่ถือเป็นระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางทอ่
ตามกฎกระทรวงนี้ เช่น พืน้ ทพี่ ัฒนารว่ ม โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และโรงผลติ ก๊าซธรรมชาตเิ หลว เปน็ ตน้
5. กาหนดให้ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อต้องมีแผนผังโดยสังเขป แสดงตาแหน่งที่ต้ังของ
ระบบการขนสง่ กา๊ ซธรรมชาติทางท่อ แผนผงั บรเิ วณแสดงแนวท่อ แบบกอ่ สร้าง ระบบการขนส่ง และรายการคานวณ
ความมั่นคงแขง็ แรงและความปลอดภัย
6. กาหนดใหก้ ารออกแบบ การกอ่ สร้าง ติดตง้ั และวัสดุ อุปกรณ์ ของระบบการขนสง่ ก๊าซธรรมชาติ
ทางก่อต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยสมาคมวิศวกรเคร่ืองกลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา มาตรฐานของ
ประเทศกลมุ่ สหภาพยโุ รป หรือมาตรฐานอื่นที่อธบิ ดีกรมธุรกจิ พลงั งานเหน็ ชอบ
7. กาหนดให้สถานีและแท่นประกอบการขนส่งก๊าซธรรมชาติต้องจัดให้มีป้ายห้ามและคาเตือน
เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีและเคร่ืองหมายเพ่ือความปลอดภัย และต้องติดต้ังไว้ในท่ีท่ีเห็นได้ง่าย
ได้แก่ ห้ามสูบบุหร่ี ห้ามจุดไฟและก่อประกายไฟ และห้ามใช้โทรศัพท์เคล่ือนท่ี นอกจากน้ี สถานีต้องติดต้ังเครื่อง
ดับเพลิงชนดิ ผงเคมแี ห้งขนาดบรรจุไมน่ ้อยกว่า 6.8 กโิ ลกรมั ที่ไดม้ าตรฐานผลติ ภัณฑ์อตุ สาหกรรมหรือมาตรฐานอ่ืนท่ี
กรมธุรกจิ พลังงานเหน็ ชอบอยา่ งน้อยสองเครื่องไว้ ณ บรเิ วณทมี่ องเหน็ และสามารถนาออกมาใช้ได้โดยงา่ ย
8. กาหนดให้ผูข้ ออนุญาตต้องจัดให้มกี ารเตรียมการในกรณเี กดิ เหตุฉุกเฉินอยา่ งน้อยต้องมีการจัดทา
แผนป้องกันเหตุฉุกเฉินซ่ึงครอบคลุมท้ังจากเหตุอันเกิดจากเจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่ง
และจากเหตุอนั เกิดจากบุคคลท่วั ไป จัดทาแผนระงับเหตฉุ ุกเฉินและแผนเผชิญเหตุฉุกเฉนิ และจัดทาป้ายข้ันตอนการ
ปฏบิ ตั ิเมือ่ ประสบเหตฉุ ุกเฉินสาหรบั บคุ คลท่ัวไปเมอ่ื มกี ารก่อสรา้ งในพ้ืนท่เี ขตระบบการขนสง่ กา๊ ซธรรมชาตทิ างทอ่
7. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบบั ที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติม
เกี่ยวกับสถานท่ียื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท อานาจลดและยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและ
การขอสาเนาเอกสาร และการนาเทคโนโลยมี าใชใ้ นการประชุมกรรมการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ฉบับท่ี ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพ่ิมเติมเกี่ยวกับสถานที่ย่ืนขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท อานาจลดและยกเว้น
ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและการขอสาเนาเอกสาร และการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการประชุมกรรมการ) ท่ี
สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามท่ีกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการ
ประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป และรับทราบแผนในการจัดทากฎหมาย
ลาดบั รอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสาคัญของกฎหมายลาดับรองท่ีออกตามร่างพระราชบัญญัตดิ ังกล่าว ตามท่ี
กระทรวงพาณิชยเ์ สนอ
พณ. เสนอวา่
1. พณ. ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับท่ี ..)
พ.ศ. .... ท่ีสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วขอยืนยันให้ดาเนินการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
ตอ่ ไป
2. ผลกระทบทีอ่ าจเกดิ ขึน้ จากร่างพระราชบญั ญตั ฉิ บบั น้ีมีดังน้ี
2.1 ผลกระทบเชิงลบ กฎหมายฉบับนี้กาหนดให้บริษัทต้องปฏิบัติ เช่น ในกรณีแก้ไขร่างมาตรา
1099 ซึ่งเปน็ การลดระยะเวลาให้หนงั สือบริคณห์สนธิส้นิ ผลหากมิได้จดทะเบียนบริษัท ภายใน 10 ปี เปน็ 3 ปี นับแต่
วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิจึงอาจเป็นการจากัดระยะเวลาการใช้สิทธิของผู้เริ่มก่อการใน
การใช้ชอื่ บริษัทที่ได้มีการจดทะเบียนไว้ในหนังสือบรคิ ณห์สนธิ แต่ พณ. มีมาตรการป้องกนั แก้ไข คมุ้ ครอง หรือ
เยียวยา ใหแ้ กผ่ ้ไู ด้รบั ผลกระทบในเรือ่ งดังกล่าว โดยได้เพมิ่ บทเฉพาะกาลเพ่ือให้หนังสือบริคณหส์ นธทิ ส่ี ิน้ ผลไปโดย
ผลของการแก้ไขร่างมาตรา 1099 ยังสามารถนามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ภายใน 180 วันนับแต่วันท่ี
พระราชบัญญตั นิ ้มี ีผลใช้บังคับ
2.2 ผลกระทบเชิงบวก กฎหมายฉบับน้ีจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความคล่องตัว สะดวก และ
ช่วยลดต้นทุนในการดาเนินการทางธุรกิจ เพิ่มช่องทางให้บริษัทจากัดสามารถนาเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน
และลดภาระท่ีไม่จาเป็นแก่ประชาชน อันเป็นการอานวยความสะดวกแก่ประชาชนในการประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบ
ธุรกิจสามารถจัดตั้งธุรกิจได้ง่ายขึ้น มีบทคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมีมาตรการ
คมุ้ ครองผู้ถอื หุ้น รวมท้งั เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามาดาเนินธุรกจิ ในรปู แบบบริษัทง่ายข้ึน ซง่ึ เป็นการเสรมิ สร้าง
ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการประกอบธุรกิจและสอดคล้องกับตัวช้ีวัดของ
ธนาคารโลก (World Bank) ซ่ึงจะส่งผลดีต่อการประเมินของประเทศไทยในการจัดอันดับความยาก-ง่าย ในการ
ประกอบธรุ กิจ (Doing Business) โดยจะทาใหม้ กี ารพัฒนาและยกระดับความสามารถในการแข่งขนั ขององค์กรธุรกิจ
ใหท้ ัดเทยี มนานาประเทศ
3. สาหรับการรับฟังความคิดเห็นน้ันได้ดาเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่
เก่ียวข้องโดยการจัดประชุมสัมมนารบั ฟังความคดิ เห็นจากผู้มีสว่ นได้สว่ นเสีย รับฟงั ความคิดเห็นผ่านทางเวบ็ ไซต์ของ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th โทรสารหมายเลข 0 2547 4472 และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
[email protected] จานวน 1 คร้ัง ระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2560 รวมท้ังได้
จัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบท่ีอาจเกิดขึ้นจากกฎหมายตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี (19 พฤศจิกายน
2562) เรื่อง การดาเนินการเพ่ือรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทาร่าง
กฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธ์ิของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมการ
วเิ คราะห์ผลกระทบทีอ่ าจเกดิ ข้นึ จากกฎหมายผ่านทางเว็บไซต์ใหป้ ระชาชนได้รับทราบดว้ ยแลว้
จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับท่ี ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติม
เกี่ยวกับสถานที่ย่ืนขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรอื บริษัท อานาจลดและยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและการ
ขอสาเนาเอกสาร และการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการประชมุ กรรมการ) มาเพอื่ ดาเนินการ
สาระสาคญั ของรา่ งพระราชบญั ญตั ิ
1. กาหนดใหก้ ารยื่นขอจดทะเบียนห้างหุน้ ส่วนหรือบริษัทสามารถยื่น ณ สานักงานทะเบียนหุ้นส่วน
บรษิ ทั แห่งใดกไ็ ด้ ตามทีร่ ัฐมนตรปี ระกาศกาหนด
2. กาหนดใหร้ ฐั มนตรมี อี านาจลดหรอื ยกเวน้ ค่าธรรมเนยี มการจดทะเบยี น การขอตรวจเอกสาร การ
ขอสาเนาเอกสารพร้อมคารบั รอง และค่าธรรมเนยี มอื่นที่เกยี่ วกับห้างหนุ้ ส่วนและบรษิ ัท
3. กาหนดใหห้ นังสอื บริคณห์สนธิท่ีจดทะเบยี นไว้สิน้ ผลลง หากมไิ ดด้ าเนนิ การจดทะเบียนภายในสามปี
4. กาหนดใหม้ กี ารประทบั ตราบรษิ ทั ในใบหนุ้ ทุกใบเฉพาะกรณีทบี่ ริษทั มีตราประทบั
5. กาหนดให้การประชุมกรรมการอาจดาเนินการโดยการติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง
อย่างใด ซ่ึงทาให้กรรมการไม่จาเป็นต้องปรากฏตัวในท่ีประชุมก็ได้ เว้นแต่ข้อบังคับของบริษัทจะกาหนดห้ามไว้ โดย
การประชมุ ดงั กล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธกี าร และเง่ือนไขที่กาหนดในกฎกระทรวง และให้ถือว่ากรรมการซึ่ง
ใช้การตดิ ตอ่ สอื่ สารนน้ั ได้เขา้ รว่ มประชมุ กรรมการ และใหน้ บั เป็นองคป์ ระชมุ และมสี ิทธิออกเสยี งในการประชมุ ดว้ ย
6. กาหนดวิธีการบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นโดยให้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้น
เวน้ แต่บริษทั มีห้นุ ชนิดออกใหแ้ กผ่ ู้ถอื ทีต่ อ้ งโฆษณาในหนังสือพิมพแ์ ห่งทอ้ งทดี่ ว้ ย
7. กาหนดบทเฉพาะกาลรองรับกรณีท่ีมีการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิไว้ก่อนวันที่
พระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับและเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันท่ีมีการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าวถึงวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว มีระยะเวลาเกินสามปี แต่ยังมิได้จดทะเบียนบริษัท ให้สามารถดาเนินการจดทะเบียน
บริษัทได้ภายในหนึ่งรอ้ ยแปดสบิ วัน นบั แต่วันทีพ่ ระราชบญั ญัติน้มี ีผลใช้บงั คบั
8. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกายกเว้นคุณสมบัติและลักษณะในเร่ืองทุนและอานาจการบริหารกิจการของผู้ขอรับ
ใบอนุญาตผลิตอากาศยาน ผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตส่วนประกอบสาคัญของอากาศยาน และผู้ขอรับใบรับรอง
หน่วยซ่อมประเภทท่ีหนึง่ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎกี ายกเว้นคุณสมบัตแิ ละลกั ษณะในเรือ่ งทุนและ
อานาจการบรหิ ารกจิ การของผขู้ อรับใบอนญุ าตผลิตอากาศยาน ผขู้ อรับใบอนุญาตผลิตส่วนประกอบสาคญั ของอากาศ
ยาน และผู้ขอรับใบรับรองหน่วยซ่อมประเภทที่หนึ่ง พ.ศ. .... ตามท่ีกระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่ง
สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี าตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสานกั งานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไป
ประกอบการพจิ ารณาดว้ ย แล้วดาเนนิ การต่อไปได้ และให้กระทรวงคมนาคมรบั ความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรม
และสานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี าไปพิจารณาดาเนินการต่อไปดว้ ย
คค. เสนอว่า
1. โดยท่ีมาตรา 6/2 แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับท่ี 13) พ.ศ. 2562 กาหนดว่า เพ่ือประโยชน์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ
ส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตอากาศยาน การผลิตส่วนประกอบสาคัญของอากาศยาน และการบารุงรักษา
อากาศยานของหน่วยซ่อมประเภทท่ีหนึ่ง สาหรับอากาศยานที่มีมวลว่ิงข้ึนสูงสุดต้ังแต่ห้าพันเจ็ดร้อยกิโลกรัมข้ึนไป
อาจตราพระราชกฤษฎีกายกเว้นคณุ สมบตั แิ ละลักษณะของผูข้ อรับใบอนญุ าตหรือใบรบั รองตามมาตรา 41/22 มาตรา
41/33 และมาตรา 41/95 (1) ในส่วนท่ีเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนซึ่งต้องเป็นของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา 41/23
วรรคหน่งึ (2) และอานาจการบริหารกิจการซ่ึงต้องอยู่ภายใต้การควบคมุ ของบคุ คลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา 41/23
วรรคหน่งึ (4) โดยจะกาหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระยะเวลาของการยกเวน้ ไว้ด้วยก็ได้
2. ดังนั้น จึงเห็นสมควรยกเว้นคุณสมบัติและลักษณะของผู้ขอรับใบอนุญาตหรือใบรับรอง ใน
ส่วนที่เก่ียวกับทุนจดทะเบียนซ่ึงต้องเป็นของผู้มีสัญชาติไทย และอานาจการบริหารกิจการซ่ึงต้องอยู่ภายใต้การ
ควบคมุ ของบุคคลผู้มีสญั ชาตไิ ทย เพ่ือประโยชน์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสง่ เสริมการลงทุนเกี่ยวกบั การผลิต
อากาศยาน การผลิตส่วนประกอบสาคัญของอากาศยานและการบารุงรักษาอากาศยานของหน่วยซ่อมประเภทท่ี
หน่ึงสาหรับอากาศยานท่ีมีมวลว่ิงขนึ้ สูงสุดตั้งแต่หา้ พันเจ็ดร้อยกิโลกรัมขึ้นไป จงึ ได้ยกรา่ งพระราชกฤษฎีกายกเว้น
คุณสมบัติและลักษณะในเร่ืองทุนและอานาจการบริหารกิจการของผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตอากาศยาน ผู้ขอรับ
ใบอนุญาตผลิตส่วนประกอบสาคัญของอากาศยาน และผู้ขอรับใบรับรองหน่วยซ่อมประเภทท่ีหนึ่ง พ.ศ. .... ข้ึน เพ่ือ
ประโยชน์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมการลงทุนเก่ียวกับการผลิตอากาศยาน การผลิตส่วนประกอบสาคัญ
ของอากาศยาน และการบารุงรักษาอากาศยานของหน่วยซ่อมประเภทท่ีหน่ึงสาหรับอากาศยานท่ีมีมวลวิ่งขึ้นสูงสุด
ตั้งแตห่ า้ พันเจด็ รอ้ ยกิโลกรมั ขึน้ ไป ท้ังยงั สง่ เสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการเปน็ ศนู ย์กลางการ
บิน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ อุตสาหกรรม
ต่อเนื่องจากการพัฒนาระบบคมนาคม อันเป็นอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต (New S-curve) ตามแผนแม่บท
ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติและเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่คนไทย
และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อ
ประเทศไทยในภาพรวม
จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกายกเว้นคุณสมบัติและลักษณะในเร่ืองทุนและอานาจการบริหารกิจการของผู้ขอรับ
ใบอนุญาตผลิตอากาศยาน ผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตส่วนประกอบสาคัญของอากาศยาน และผู้ขอรับใบรับรองหน่วย
ซอ่ มประเภทท่หี น่งึ พ.ศ. .... มาเพ่ือดาเนนิ การ
สาระสาคญั ของร่างพระราชกฤษฎีกา
ยกเว้นคุณสมบัตแิ ละลักษณะของผูข้ อรับใบอนุญาตผลติ อากาศยาน และผขู้ อรับใบอนุญาตผลิต
ส่วนประกอบสาคัญของอากาศยาน เช่น ทุนจดทะเบียนต้องเป็นของผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของทุน
ท้ังหมด และการบริหารกิจการต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 41/22 และมาตรา 41/33
และยกเว้นคณุ สมบัตแิ ละลกั ษณะของผขู้ อรบั ใบรับรองหนว่ ยซ่อมประเภทที่หน่งึ สาหรับอากาศยานท่ีมีมวลวิ่งข้ึน
สูงสุดตั้งแต่ห้าพันเจ็ดร้อยกิโลกรัมขึ้นไปตามมาตรา 41/95 (1) ในส่วนที่เกี่ยวกับทุนจดทะเบียนซึ่งต้องเป็นของผู้มี
สญั ชาติไทยตามมาตรา 41/23 วรรคหนึ่ง (2) และอานาจการบรหิ ารกิจการซง่ึ ต้องอยภู่ ายใต้การควบคุมของบุคคลผู้มี
สัญชาติไทย ตามมาตรา 41/23 วรรคหน่ึง (4) โดยกาหนดหลักเกณฑ์ เง่ือนไข และระยะเวลาของการยกเว้นไว้
ดงั น้ี
1. ผขู้ อรบั ใบอนญุ าตหรอื ผูไ้ ด้รับใบรบั รองนั้นตอ้ ง
1.1 เป็นผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือกฎหมายอื่นท่ี
เกย่ี วกับการสง่ เสริมการลงทนุ และ
1.2 ประกอบกิจการโดยอาศัยเทคโนโลยีข้ันสูง โดยเฉพาะต้องมีการใช้อุปกรณ์ท่ีควบคุม
ดว้ ยคอมพวิ เตอร์และอเิ ลก็ ทรอนกิ สใ์ นการออกแบบ การผลติ การจดั การผลิตภณั ฑ์ หรือในการบารงุ รักษาอากาศยาน
ดว้ ย
1.3 จัดให้มีแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรไทย เสนอมาพร้อมกับการ
ขอรับใบอนุญาตหรือใบรับรองด้วย พร้อมทั้งกาหนดองค์ประกอบข้ันต่าของแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการ
พัฒนาบคุ ลากรไทย
2. กาหนดเงอื่ นไขบงั คบั ภายหลงั ให้ผู้รบั ใบอนุญาตหรือใบรบั รองต้องปฏบิ ตั ติ าม ได้แก่
2.1 ผู้รับใบอนุญาตหรือใบรับรองต้องดาเนินการตามแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการ
พัฒนาบุคลากรไทยตลอดระยะเวลาตามใบอนุญาตหรือใบรับรอง และรายงานการดาเนินการตามแผนการถ่ายทอด
เทคโนโลยีและการพฒั นาบุคลากรไทยดงั กลา่ วดว้ ย
2.2 ภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่ได้รับใบอนุญาตหรือใบรับรองผู้รับใบอนุญาตหรือผู้รับ
ใบรับรองต้องจัดให้มีการใชบ้ ุคลากรไทยในการประกอบกจิ การของตนไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสบิ จนสิ้นอายุใบอนุญาต
หรอื ใบรบั รอง แล้วแต่กรณี
3. กาหนดใหพ้ ระราชกฤษฎกี านใี้ ช้บงั คบั ได้ มกี าหนดสบิ ปี
9. เรอื่ ง รา่ งระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบรู ณาการเพื่อพฒั นาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทาง
สังคม พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบูรณาการเพื่อพัฒนาความ
เสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม พ.ศ. .... ท่ีคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอ
คณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 ได้ตรวจพิจารณาแลว้ ตามท่สี านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติเสนอ และ
ให้ดาเนินการต่อไปได้
สาระสาคัญของรา่ งระเบียบ
1. กาหนดให้ในการบูรณาการเพ่ือพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม ต้องเป็นไป
เพื่อวัตถุประสงค์ในการดาเนินการใด ๆ ที่จะให้เกิดความร่วมมือกันของภาคส่วนต่าง ๆ อันจะเป็นการลดหรือแก้ไข
ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันจากสถานะ สิทธิ โอกาส และการเข้าถึงด้านต่าง ๆ ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร
สิ่งแวดล้อม กระบวนการยุติธรรม และด้านอ่ืนใดที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม
เพอื่ ใหก้ ารพัฒนาประเทศเปน็ ไปอย่างย่งั ยนื และสมดลุ
2. กาหนดให้มีคณะกรรมการบูรณาการเพื่อพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม
(กบสท.) และกาหนดองคป์ ระกอบและอานาจหน้าทขี่ องคณะกรรมการฯ
3. กาหนดให้สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทาหน้าท่ีเลขานุการของ
กบสท. รับผดิ ชอบในงานธรุ การและอานวยการในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี อง กบสท.
4. กาหนดใหห้ นว่ ยงานรัฐใหค้ วามรว่ มมอื และสนับสนนุ การดาเนนิ งานของ กบสท.
5. กาหนดให้เบี้ยประชุม ค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการดาเนินงานของ กบสท. และ
คณะอนุกรรมการ คณะทางาน และที่ปรึกษา ท่ี กบสท. แต่งต้ังให้เบิกจ่ายตามระเบียบของทางราชการ โดยเบิกจ่าย
จากงบประมาณของ สศช.
10. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณชิ ย์ เร่อื ง กาหนดให้เหรยี ญตัวเปล่าโลหะเป็นสินค้าทีต่ อ้ งขออนญุ าตในการ
นาเขา้ มาในราชอาณาจกั ร พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรมี ีมติอนมุ ัติในหลกั การรา่ งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรอ่ื ง กาหนดให้เหรียญตวั เปลา่
โลหะเป็นสินคา้ ทีต่ ้องขออนุญาตในการนาเข้ามาในราชอาณาจกั ร พ.ศ. .... ตามท่กี ระทรวงพาณชิ ย์ (พณ.) เสนอ และ
ให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบรา่ งกฎหมาย และร่างอนุบัญญัติทเี่ สนอคณะรัฐมนตรีตรวจพจิ ารณา แล้วให้ดาเนินการ
ตอ่ ไปได้
พณ. เสนอวา่
1. กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ขอให้ พณ. ปรับปรุงประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนา
สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับท่ี 93) พ.ศ. 2536 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2536 โดยมีเหตุผลว่าเพื่อปรับปรุงบัญชี
แนบทา้ ยประกาศกระทรวงพาณิชย์ วา่ ดว้ ยการนาสินคา้ เขา้ มาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 93) พ.ศ. 2536 ใหส้ อดคล้อง
กบั ชนิดราคา และชนดิ โลหะของเหรียญกษาปณ์หมุนเวยี นทีใ่ ช้ในปัจจุบนั โดยให้เหลือบัญชีเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน
เพียงบัญชีเดียว และยกเลิกบัญชีเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 9 ชนิดราคา เน่ืองจากขนาด น้าหนักของเหรียญกษาปณ์ที่
ระลกึ จะเปลย่ี นแปลงตามความเหมาะสม และเหรยี ญท่รี ะลกึ ดังกล่าวมใิ ชเ่ งนิ ตรา จงึ ไมส่ ามารถชาระหนต้ี ามกฎหมาย
ได้ ประกอบกับปัจจบุ ันชนิดโลหะในการผลิตเหรียญกษาปณห์ มนุ เวียน 5 ชนดิ ราคาน้ัน ชนดิ ราคา 5 บาท 1 บาท 50
สตางค์ และ 25 สตางค์ มีการเปล่ียนแปลงไปตามบัญชีเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่า
ด้วยการนาสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 93) พ.ศ. 2536 ลงวันท่ี 31 มีนาคม 2536 จึงทาให้บัญชีเหรียญ
กษาปณ์หมุนเวยี นท้ายประกาศดังกลา่ วมผี ลเฉพาะเหรยี ญกษาปณ์ชนดิ ราคา 10 บาท เท่านั้น
2. พณ. พิจารณาแล้วจึงได้จัดทา “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กาหนดให้เหรียญโลหะตัว
เปล่าเป็นสินคา้ ทีต่ อ้ งขออนญุ าตในการนาเข้ามาในราชขอาณาจกั ร พ.ศ. .... ละบญั ชที ้ายร่างประกาศ” และได้ประชุม
หารือร่วมกับกรมธนารักษ์และกรมศุลกากร เพ่ือพิจารณาร่างประกาศดังกล่าว รวมทั้งส้ิน 3 คร้ัง โดยที่ประชุม
เห็นชอบกับรา่ งประกาศดังกล่าวและบัญชีทา้ ยร่างประกาศฯ
3. ต่อมา พณ. โดยกรมการค้าต่างประเทศได้รับการประสานจากกรมธนารักษ์และกรมศุลกากร
ดังนี้
3.1 กรมธนารักษ์ขอแก้ไขช่ือสินค้าจากเดิม “เหรียญโลหะตัวเปล่า” เป็น “เหรียญตัวเปล่า
โลหะ” เนื่องจากลักษณะของสินค้า คือ เป็นเหรียญที่ยังไม่มีการพิมพ์ลวดลายและทามาจากโลหะ และแก้ไขการ
กาหนดลักษณะ ขนาด น้าหนัก และส่วนผสมของเหรยี ญตวั เปล่าโลหะให้สอดคล้องกับเหรยี ญกษาปณ์หมุนเวียนท่ีใช้
ในปัจจุบันที่ต้องขออนุญาตนาเข้า 9 ชนิดราคา ได้แก่ 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค์ 25 สตางค์ 10
สตางค์ 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ และใชค้ าวา่ “ประมาณ” สาหรับขนาดเสน้ ผ่านศูนย์กลางและน้าหนักของเหรียญตัว
เปลา่ โลหะทุกชนิด
3.2 กรมศลุ กากรกาหนดพิกดั อัตราศลุ กากรและรหสั สถิตขิ องเหรียญตวั เปล่าโลหะ 9 ชนิด
ราคาตามขอ้ มูลของกรมธนารักษ์ตามข้อ 3.1 โดยจดั ประเภทของเหรียญตวั เปลา่ โลหะให้อยใู่ นรายการอนื่ ๆ ท่ีทาด้วย
โลหะ เพ่อื จาแนกเหรียญตวั เปล่าโลหะออกจากของอ่ืน ๆ ท่ีทาดว้ ยโลหะในรอบการปรับปรุงแก้ไขพกิ ัดอตั ราศลุ กากร
ฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2022 (พ.ศ. 2565)
4. พณ. โดยกรมการคา้ ตา่ งประเทศจึงไดป้ รับปรุงร่างประกาศตามขอ้ 2 ให้สอดคล้องกับความเหน็
ของกรมธนารกั ษ์และกรมศลุ กากรตามข้อ 3 เป็น “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรอ่ื ง กาหนดให้เหรียญตวั เปล่า
โลหะเปน็ สินคา้ ท่ตี ้องขออนุญาตในการนาเขา้ มาในราชอาณาจักร พ.ศ. .... และบญั ชีท้ายร่างประกาศฯ” และแกไ้ ข
การกาหนดลกั ษณะ ขนาด น้าหนกั และสว่ นผสมของเหรียญตวั เปลา่ โลหะใหส้ อดคล้องกับเหรียญกษาปณ์หมนุ เวยี น
ทีใ่ ช้ในปจั จบุ ัน โดยกาหนดให้เหรียญตัวเปล่าโลหะท่ีใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณห์ มุนเวยี นตามพิกัดอัตราศลุ กากร
ประเภทยอ่ ยและรหัสสถติ ิ ดงั น้ี 7419.99.99.000 7326.90.99.090 และ 7616.99.90.090 เป็นสนิ คา้ ทต่ี ้องขอ
อนญุ าตนาเข้า เพ่ือป้องกันการปลอมแปลงหรือเลยี นแบบเหรียญกษาปณ์
5. พณ. โดยกรมการคา้ ต่างประเทศไดป้ ระสานหน่วยงานที่เก่ยี วขอ้ งเพ่ือขอความเหน็ ต่อร่าง
ประกาศฯ ตามข้อ 4 โดยกรมธนารกั ษ์ กรมศลุ กากร และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเห็นชอบดว้ ยกับร่าง
ประกาศดังกล่าว และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยไม่มีข้อคดิ เห็นเพิม่ เติม และได้รบั ฟังความคดิ เหน็ ของผมู้ สี ว่ น
เกย่ี วข้องผ่านเวบ็ ไซต์ของกรมการคา้ ตา่ งประเทศ (www.dft.go.th) ระหว่างวนั ท่ี 21 พฤศจิกายน 2562 ถงึ วันท่ี 8
มกราคม 2563 โดยไมม่ ผี แู้ สดงความเห็นตอ่ ร่างประกาศดังกลา่ ว
สาระสาคญั ของรา่ งประกาศ
1. ให้ยกเลกิ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ วา่ ด้วยการนาสินคา้ เข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับท่ี 93)
พ.ศ. 2536 ลงวันท่ี 31 มีนาคม 2536
2. กาหนดบทนยิ ามคาว่า “เหรียญตวั เปล่าโลหะ” หมายความวา่ เหรยี ญตัวเปลา่ โลหะทม่ี ีลกั ษณะ
ขนาด นา้ หนกั และส่วนผสมตามบญั ชีท้ายประกาศ
3. กาหนดให้เหรียญตัวเปล่าโลหะเป็นสินคา้ ท่ตี ้องขออนญุ าตในการนาเขา้ มาในราชอาณาจักร
4. ในกรณีท่ีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลงั เป็นผ้นู าเขา้ เหรียญตวั เปลา่ โลหะไม่ต้องขออนุญาตใน
การนาเขา้ มาในราชอาณาจกั รตามประกาศน้ี
11. เรอื่ ง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมสาหรบั การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมสาหรับการประกอบธุรกิจ
โรงแรม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา
เป็นเรือ่ งด่วน แลว้ ดาเนนิ การต่อไปได้
มท. เสนอวา่
1. ตามท่ีได้ประกาศใช้พระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อ
ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นจานวน
มากไม่สามารถดาเนินกิจการได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีผู้เข้าพักภายในโรงแรม ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติ
(17 มีนาคม 2563) รับทราบข้อสรุปมาตรการและข้อส่ังการเกี่ยวกับ COVID-19 รวมท้ังให้หน่วยงานภาครัฐ
พิจารณามาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ
ไวรัสดังกล่าว โดยอาจพจิ ารณาการขยายเวลาหรอื ผอ่ นผนั ค่าธรรมเนยี มตามกฎระเบยี บต่าง ๆ ได้
2. มท. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ได้รับ
ผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าว และเพ่ือให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวสมควรยกเว้นค่าธรรมเนยี ม
ประกอบธุรกิจโรงแรม อนั จะช่วยบรรเทาความเดอื ดร้อน ลดภาระคา่ ใชจ้ ่ายของผ้ปู ระกอบธรุ กิจโรงแรมที่จะต้องชาระ
คา่ ธรรมเนียมประกอบธรุ กจิ โรงแรมในชว่ งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคตดิ เช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
3. มท. ได้รายงานผลการดาเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ
พ.ศ. 2561 ว่า มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรมจะทาให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ
31,354,200 บาทต่อปี โดยพิจารณาจากจานวนห้องพักของโรงแรมประจาปี พ.ศ. 2562 จานวน 783,855
หอ้ ง ค่าธรรมเนยี มห้องละ 40 บาท แตจ่ ะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใชจ้ า่ ยของผู้ประกอบธรุ กจิ โรงแรม
ท่ีไดร้ บั ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
จึงได้เสนอรา่ งกฎกระทรวงยกเว้นคา่ ธรรมเนียมสาหรบั การประกอบธรุ กิจโรงแรม พ.ศ. .... มาเพื่อดาเนนิ การ
สาระสาคัญของรา่ งกฎกระทรวง
ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม ปีละ 40 บาทต่อห้องพัก ตามข้อ 1 (7)
แห่งกฎกระทรวงกาหนดค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์ และวิธีการชาระค่าธรรมเนียมสาหรับการประกอบธุรกิจโรงแรม
พ.ศ. 2551 แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยกฎกระทรวงกาหนดคา่ ธรรมเนยี ม หลกั เกณฑ์ และวธิ ีการชาระคา่ ธรรมเนียมสาหรับการ
ประกอบธรุ กจิ โรงแรม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2558 ตง้ั แต่วนั ท่ี 1 กรกฎาคม 2563 ถงึ วันท่ี 30 มถิ นุ ายน 2565
เศรษฐกจิ - สังคม
12. เร่อื ง การจดั ต้ังศูนยเ์ ทคโนโลยีพลงั งานแห่งชาติ (National Energy Technology Center : ENTEC)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการการจัดต้ังศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (National Energy
Technology Center : ENTEC) เป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
(สวทช.) ตามทีก่ ระทรวงการอุดมศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวตั กรรม (อว.) เสนอ
สาระสาคัญของเร่อื ง
อว. รายงานว่า
1. รัฐบาลมีนโยบายให้ความสาคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขัน
ของประเทศ และพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน ซ่ึงการ
พัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันผ่านการส่งเสรมิ การวิจยั และพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานเป็นหนึ่ง
ในนโยบายหลักสาคัญ 12 ด้าน ในคาแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาท่ีต้องการขับเคล่ือนการพัฒนาเพ่ือ
มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ 21 ท้ังน้ี หน่วยงานวิจัยด้านพลังงานในประเทศยังอยู่
อยา่ งกระจัดกระจาย โดยส่วนใหญอ่ ย่ภู ายใต้การดาเนนิ การของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ขณะท่รี ัฐวสิ าหกิจและ
บริษัทเอกชนก็มีการทาวิจัยของตนเองเป็นบางส่วน จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยและ
สถาบันวิจัยท่ีมีต่อการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ อีกท้ังยังขาดสถาบันวิจัยด้าน
พลังงานทม่ี ีการวจิ ัยแบบเตม็ เวลาและครอบคลุมในหลายสาขาทเ่ี ป็นความต้องการของประเทศ สวทช. จึงได้มีการ
หารือร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง และได้ข้อสรุปที่ตรงกันในการสนับสนุนให้มีการบูรณาการทรัพยากร
ต่าง ๆ ภายใต้ สวทช. โดยการจัดตั้งศนู ยเ์ ทคโนโลยีพลังงานแหง่ ชาติ (ENTEC) เปน็ หนว่ ยงานเฉพาะทาง
2. คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ในคราวประชุมคร้ังที่
1/2563 เม่อื วนั ที่ 29 มกราคม 2563 มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการการจัดต้ังศนู ย์เทคโนโลยีพลงั งานแหง่ ชาติเป็น
หน่วยงานเฉพาะทางภายใต้ สวทช. โดยใหน้ าเสนอคณะรัฐมนตรพี ิจารณาอนมุ ัตติ ามลาดับ
3. ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) จะเป็นศูนย์รวมในการบูรณาการความร่วมมือใน
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศและนานาชาติ รวมทั้งเช่ือมโยงงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
พลังงานท่ีมุ่งเน้นการต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง (Translational Research) สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ
ภาคอุตสาหกรรมและขยายผลต่อยอดไปสู่การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ โดยอาศัยการทางานในรูปแบบจตุภาคี
(Quadruple Helix) โดยมสี าระสาคญั ดงั นี้
3.1 โครงสร้างของศูนยเ์ ทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ประกอบดว้ ยหนว่ ยงานยอ่ ย ดังนี้
3.1.1 หน่วยวิจัยด้านพลังงาน โดยกาหนดกรอบการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน
ระยะ 5 ปแี รกใน 5 ด้าน ได้แก่
ดา้ นกรอบวจิ ยั รายละเอียด
กลยทุ ธ์ความเป็นผูน้ าด้านงานวิจยั
1 . พ ลั ง ง า น ห มุ น เ วี ย น มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาทางด้านพลังงานแสงอาทิตย์เพ่ือผลิตไฟฟ้าและความ
(Renewable Energy) รอ้ น รวมท้ังพลงั งานหมนุ เวียนอ่นื ที่มศี ักยภาพ เช่น พลงั งานลมเช้ือเพลิงชีวภาพ
โดยการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงชีวภาพสาหรับการใช้งานในสัดส่วนสูงขึ้น เพื่อ
ลดการนาเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดปัญหามลพิษ และช่วยพยุงราคาพืชพลังงานใน
ประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตร
กบั สงิ่ แวดล้อม
2. ระบบกักเก็บพลงั งาน มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาด้านแบตเตอรี่และซุปเปอร์คาปาซิเตอร์1 (Super
(Energy Storage System) Capacitor) เพือ่ สนับสนนุ ใหเ้ กดิ อุตสาหกรรมในประเทศ โดยให้ภาคเอกชนไทยมี
ส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่า ต้ังแต่การผลิตวัสดุต้ังต้น เซลล์ (Cell) แพ็ก (Pack) การ
นาไปใชง้ าน จนถงึ การกาจัด
3. พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาตวั เร่งปฏกิ ริ ิยาเพื่อผลิตน้ามันที่มีมาตรฐานสูงขึ้น เชน่
(Conventional Energy) EURO5 และ EURO6
กลยุทธ์ความเปน็ ผู้นาด้านการสร้างเครอื ข่าย
ดาเนินการร่วมกบั กระทรวงพลงั งาน (พน.) และภาคสว่ นตา่ ง ๆ รวมถงึ หน่วยงานวิจัยด้านพลังงาน
ของประเทศท่ีอยูภ่ ายใต้มหาวิทยาลยั สถาบนั วิจัยภาครฐั และเอกชน
4. การจัดการระบบพลงั งาน มุ่งเน้นการวิจัยเทคโนโลยี ระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) บูรณา
(System Integration and การนาพลังงานทดแทนและระบบกักเก็บพลังงานเข้าสู่ระบบไฟฟ้า
Energy Management) (Renewable Energy Integration)
5. การเพิม่ ประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางไฟฟ้า ( Electrical
พลงั งาน (Energy Efficiency) และประสิทธิภาพทางความร้อน (Thermal Efficiency) และการใช้
Efficiency) ประโยชน์จากของเสยี หรอื ผลติ ภณั ฑท์ ีเ่ ป็นผลพลอยไดจ้ ากอุตสาหกรรมพลังงาน
3.1.2 หน่วยความร่วมมือ มีบทบาทในการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา
หน่วยงานวิจัยในประเทศ (เช่น ศูนย์ต่าง ๆ ภายใต้ สวทช. และ พน.) และต่างประเทศ (เช่น ศูนย์พลังงานอาเซียน)
โดยการดาเนินงานลักษณะภาคีเครือข่าย (Consortium) ที่ได้ดาเนินงานในช่วงที่ผ่านมา เช่น (1) การสร้างเครือข่าย
ความร่วมมอื ดา้ นเทคโนโลยพี ลงั งานกบั หน่วยงานในต่างประเทศ (2) การรวมกล่มุ ของนักวิจัยด้านพลงั งานแสงอาทิตย์
เพ่ือพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดเพอรอฟสไกต์ (3) ภาคีเครือข่ายเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (Thailand
Energy Storage Technology Alliance : TESTA) และ (4) ภาคเี ครือขา่ ยทางด้านพลังงานไฮโดรเจน เพื่อขับเคล่ือน
แฟลตฟอร์มพลังงานในอนาคตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ท้ังน้ี
การดาเนินการในรูปแบบภาคีเครือข่ายจะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งในการบูรณาการงานวิจัยและ พัฒนาจากทุกภาค
สว่ นที่เก่ยี วข้อง เพ่อื ให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์หรือแกไ้ ขปญั หาทางด้านพลงั งานเปน็ สาคญั โดย
ศนู ยเ์ ทคโนโลยพี ลังงานแหง่ ชาติจะมสี ว่ นในการทาหน้าทีเ่ ป็นแกนกลางในการเสนอขอทนุ วจิ ัยสนบั สนุนจากหนว่ ยงาน
ตา่ ง ๆ ทงั้ จากภาครัฐและเอกชน
3.1.3 หน่วยถา่ ยทอดเทคโนโลยี ทาหน้าที่พฒั นากลไกความรว่ มมือการถา่ ยทอดเทคโนโลยี
พลังงานใหม่จากการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมสู่การผลิตภาคอุตสาหกรรม เช่น การส่งเสริมการร่วมลงทุน 3 ฝ่าย
(รฐั เอกชน และสถาบันวิจัย)
3.1.4 ศูนยเ์ รียนรู้ เพอ่ื เปน็ แหล่งเรยี นรู้โครงการสาธิตการใช้เทคโนโลยีดา้ นพลงั งาน
3.2 อัตรากาลังเป็นบุคลากรเดิมที่ปฏิบัติงานด้านพลังงานของ สวทช. โดยมีการบริหารจัดการ
อัตรากาลังและสังกัดภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ให้มีความเหมาะสมกับตาแหน่งหน้าท่ีความ
รับผิดชอบ จงึ ไม่มภี าระงบประมาณเพิ่มแต่อยา่ งใด
3.3 ผลสมั ฤทธ์ิทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั
3.3.1 เช่ือมโยงงานวิจัยและพัฒนา ร่วมกับ พน. สู่การขับเคล่ือนแผนพลังงานให้เป็น
รูปธรรม เพ่ือยกระดบั ประสทิ ธภิ าพด้านพลังงาน
3.3.2 สร้างพันธมิตรหน่วยงานด้านพลังงานในระดับประเทศ และนานาชาติ เพื่อเข้าถึง
สถาบนั วิจยั และมหาวทิ ยาลยั ภายใต้ อว.
3.3.3 ขับเคลื่อนกลไกงานวิจัยพ้ืนฐานสู่ธุรกิจนวัตกรรม (Startup) และภาคอุตสาหกรรม
เพอื่ สร้างขีดความสามารถทจี่ ะแขง่ ขันในเวทโี ลก
3.3.4 สนบั สนุนการพ่งึ พาพลังงานภายในประเทศอยา่ งยง่ั ยืน
3.3.5 สง่ เสรมิ การลดผลกระทบดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม
3.3.6 บรรลุเป้าประสงค์ของเป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืน (Sustainable Development
Goals : SDGs) ของสหประชาชาติตามเป้าหมายด้านพลังงานข้อที่ 7 การสร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึง
พลงั งานในราคาทหี่ าซือ้ ได้ เชือ่ ถือได้ มคี วามยงั่ ยืนและทันสมยั
3.4 เป้าหมายในระยะ 5 ปีแรก (ปี พ.ศ. 2563 - 2567)
3.4.1 สร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 10,000 ล้านบาท ซึ่งวิธีการคิดมูลค่าผลกระทบ
ทางเศรษฐกิจมาจากหลายองค์ประกอบ ได้แก่ การลดค่าใช้จ่ายจากการนาเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การลด
ต้นทนุ ในการผลิต การสรา้ งรายได้เพิ่ม และประโยชนใ์ นเชิงมลู คา่ ของผ้ปู ระกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และชมุ ชน
3.4.2 ถา่ ยทอดเทคโนโลยีให้แก่ธรุ กจิ เทคโนโลยพี ลังงานไม่นอ้ ยกวา่ 10 ราย
3.4.3 สร้างเครือข่ายทางด้านพลังงานภายในประเทศและต่างประเทศไม่น้อยกว่า
60 พนั ธมิตร
3.4.4 มีบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน ท้ังในด้านวิจัย และด้านเทคนิคของ
ศนู ย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติไมน่ อ้ ยกวา่ 120 ราย
3.4.5 พัฒนาการแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีเชิงลึก
(Deep technology)
4. สวทช. ได้หารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องท้ังหน่วยงานภายใต้ อว. ได้แก่ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ ธนบรุ ี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภายใต้ พน. (กรมพฒั นาพลังงานทดแทนและ
อนุรักษ์พลังงานและสานักงานนโยบายและแผนพลังงาน) โดยเห็นพ้องกันว่าควรสนับสนุนให้มี การจัดตั้ง
ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) เพ่ือร่วมกันขับเคล่ือนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานร่วมกับ
พันธมติ รภายนอก
1 ซุปเปอร์คาปาซิเตอร์ หรือตัวเก็บประจุยิ่งยวด เป็นตัวเก็บประจุชนิดหน่ึงที่มีขนาดความจุมากกว่าชนิดปกติ ใช้ในรถไ ฮบริด
โครงงานพลงั งานทดแทนตา่ ง ๆ
13. เรือ่ ง ของดการจัดสรรเงินสง่ เข้ากองทนุ สงเคราะหเ์ กษตรกร ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัตอิ ้อยและ
นา้ ตาลทราย พ.ศ. 2527
คณะรฐั มนตรมี ีมติอนมุ ัติใหง้ ดการจดั สรรเงินส่งเขา้ กองทนุ สงเคราะห์เกษตรกร ตามมาตรา 29 แห่ง
พระราชบัญญัติอ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527 ในทกุ ฤดูการผลติ เป็นการช่ัวคราวจนกว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติ
ออ้ ยและนา้ ตาลทราย พ.ศ. 2527 จะแล้วเสรจ็ ตามทก่ี ระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) (คณะกรรมการออ้ ยและน้าตาล
ทราย) เสนอ
สาระสาคัญของเร่ือง
อก. รายงานว่า
1. ในฤดกู ารผลติ ปี 2558/2559 (เฉพาะเขตคานวณราคาอ้อยท่ี 1 2 3 4 6 7 และ 9) และฤดูการ
ผลิตปี 2559/2560 พบว่าเกิดผลต่างระหว่างรายได้สุทธิทไ่ี ดจ้ ากการจาหนา่ ยนา้ ตาลทรายในแตล่ ะฤดกู ารผลิต
ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญตั ิออ้ ยและนา้ ตาลทราย พ.ศ. 2527 และค่าอ้อยตามราคาอ้อยขั้นสดุ ทา้ ยรวม
กบั ผลตอบแทนการผลติ และจาหนา่ ยนา้ ตาลทรายขน้ั สดุ ทา้ ย ซ่ึงตามมาตรา 57 บัญญตั ิใหโ้ รงงานน้าตาลทราย
นาส่งเงนิ เขา้ กองทุนออ้ ยและนา้ ตาลทรายเทา่ จานวนผลตา่ งดังกล่าว โดยในฤดูการผลิตปี 2558/2559 มีการหกั
เงินเขา้ กองทุนอ้อยและน้าตาลทราย ในอัตราตนั ออ้ ยละ 11 บาท (เฉพาะเขตคานวณราคาอ้อยที่ 1 2 3 4 6 7 และ
9) ส่วนในฤดกู ารผลติ ปี 2559/2560 มีการหักเงินเขา้ กองทุนออ้ ยและน้าตาลทรายในอัตราตนั อ้อยละ 5 บาท
2. ผลการเรียกเก็บเงินตามข้อ 1
2.1 ฤดกู ารผลิตปี 2558/2559 จากโรงงานนา้ ตาล จานวน 51 บรษิ ัท รวมเป็นเงินท้ังสิ้น
1,031.68 ลา้ นบาท มบี ริษทั โรงงานน้าตาลนาเงนิ มาชาระ 50 บริษทั รวมเป็นเงินจานวน 1,016.60 ล้านบาท และ
คา้ งชาระ 1 บรษิ ัท เปน็ เงินจานวน 15.08 ลา้ นบาท
2.2 ฤดูการผลติ ปี 2559/2560 จากโรงงานน้าตาล จานวน 54 บรษิ ทั รวมเป็นเงินทั้งสน้ิ
464.75 ล้านบาท มโี รงงานน้าตาลนาสง่ ครบทุกบริษทั
3. มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญตั อิ ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527 บัญญัตใิ ห้คณะ
กรรมการบริหารกองทุนจัดสรรเงนิ จานวนรอ้ ยละสิบของเงินทก่ี องทนุ อ้อยและน้าตาลทรายได้รับตามมาตรา 57 สง่
เข้ากองทุนสงเคราะหเ์ กษตรกรตามกฎหมายวา่ ดว้ ยกองทนุ สงเคราะหเ์ กษตรกร โดยในกรณจี าเปน็ เกีย่ วกับฐานะทาง
การเงนิ ของกองทุนอ้อยและน้าตาลทราย คณะรฐั มนตรจี ะอนุมัตใิ หง้ ดจัดสรรเงินดังกล่าวไว้เป็นการชวั่ คราวก็ได้
4. คณะกรรมการอ้อยและนา้ ตาลทราย ในคราวประชุมครัง้ ท่ี 3/2563 เมื่อวนั ที่ 26 มีนาคม
2563 มีมตเิ หน็ ชอบให้นาเสนอคณะรัฐมนตรเี พื่อพิจารณาการของดการจดั สรรเงนิ ส่งเขา้ กองทุนสงเคราะห์
เกษตรกร ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบญั ญัติอ้อยและนา้ ตาลทราย พ.ศ. 2527
5. อก. ได้แจง้ เหตุผลความจาเป็นของการของดการจดั สรรเงินสง่ เข้ากองทุนสงเคราะหเ์ กษตรกร
ดังน้ี
5.1 ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การกาหนดผลิตผลเกษตรกรรมขัน้ ตน้
ออกตามความในพระราชบัญญตั กิ องทนุ สงเคราะหเ์ กษตรกร พ.ศ. 2554 ลงวันท่ี 1 ตุลาคม 2557 ไดถ้ อดอ้อยออก
จากผลิตผลเกษตรกรรมข้ันต้นแล้ว เนือ่ งจากออ้ ยเปน็ พืชที่มีพระราชบัญญตั อิ ้อยและน้าตาลทราย พ.ศ. 2527 ซ่ึงเป็น
กฎหมายเฉพาะ โดยมีกองทุนออ้ ยและน้าตาลทรายทีจ่ ดั ตง้ั ขน้ึ เพื่อรกั ษาเสถยี รภาพของระบบอตุ สาหกรรมออ้ ยและ
น้าตาลทรายอยู่แล้ว
5.2 ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณแ์ ละกระทรวงพาณิชย์ เรอ่ื ง การกาหนด
ผลิตภัณฑ์อาหาร ออกตามความในพระราชบัญญตั ิกองทนุ สงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 ลงวนั ท่ี 15 ตลุ าคม 2557
ได้ถอดอ้อยออกจากผลติ ภณั ฑอ์ าหารแล้ว
5.3 รา่ งพระราชบญั ญตั อิ ้อยและน้าตาลทราย (ฉบบั ท.่ี ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรฐั มนตรไี ดม้ มี ติ
เห็นชอบเม่ือวันที่ 24 มนี าคม 2563 ได้ยกเลกิ บทบญั ญตั ิทเี่ ก่ียวข้องกับการจัดสรรเงนิ กองทนุ อ้อยและน้าตาลทราย
เข้ากองทนุ สงเคราะหเ์ กษตรกรตามกฎหมายว่าดว้ ยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร
5.4 ปจั จบุ ันกองทุนสงเคราะหเ์ กษตรกรไม่ไดม้ ภี ารกจิ ท่เี กี่ยวขอ้ งกับอ้อยและน้าตาลทราย
และทผ่ี า่ นมาไมป่ รากฏวา่ มีการนาสง่ เงนิ ให้แก่กองทุนดังกล่าว (อก. แจ้งอย่างไมเ่ ปน็ ทางการว่า ตั้งแต่พระราชบญั ญัติ
ออ้ ยและนา้ ตาลทราย พ.ศ. 2527 มีผลใช้บงั คบั จนถึงฤดูการผลิตปี 2557/58 ไม่เคยเกิดผลต่างระหว่างรายได้สทุ ธิ
ตามมาตรา 54 และคา่ อ้อยตามราคาอ้อยข้ันสดุ ทา้ ยรวมกับผลตอบแทนการผลิตและจาหน่ายนา้ ตาลทรายข้นั สุดท้าย
จงึ ไม่มีการนาสง่ เงนิ ใหแ้ ก่กองทนุ สงเคราะหเ์ กษตรกร) อีกทั้งยงั ไมเ่ คยนาเงนิ จากกองทนุ สงเคราะหเ์ กษตรกรมาใช้จา่ ย
5.5 สถานะทางการเงินของกองทนุ อ้อยและน้าตาลทราย มีแนวโน้มขาดสภาพคล่อง ตามข้อ 6
6. สถานะทางการเงนิ ของกองทุนอ้อยและนา้ ตาลทราย
6.1 สถานะเงนิ กองทุน
ณ วันท่ี 31 มนี าคม 2563 ยอดเงินคงเหลอื รวมทั้งสิน้ 2,357.63 ล้านบาท โดยมภี าระ
ผูกพันท่ตี ้องจา่ ยรวมโครงการตา่ ง ๆ จานวน 1,359.63 ลา้ นบาท ส่งผลให้มเี งนิ สดคงเหลอื ปลอดภาระผูกพันท่ีสา
มารใช้จ่ายได้ จานวน 997.99 ล้านบาท
6.2 เจา้ หน้ีและลูกหนี้ ณ วนั ท่ี 31 มีนาคม 2563 ดังนี้
6.2.1 เจ้าหนี้ ได้แก่ เงนิ ก้เู พ่ือช่วยเหลือชาวไร่ออ้ ยฤดูการผลติ ปี 2558/2559 ต่อ
ธนาคารกรงุ ไทย จากดั (มหาชน) จานวน 2,085.16 ลา้ นบาท
6.2.2 ลกู หนี้ (เช่น ลกู หน้โี รงงานทีค่ า้ งชาระ ลกู หนีช้ าวไรอ่ ้อยและโรงงานตาม
โครงการสนิ เชอ่ื สาหรับจัดซ้ือรถตัดอ้อย เป็นตน้ ) รวมท้ังสิน 2,012.49 ล้านบาท
6.3 ภาระต้องจ่ายเงินชดเชยตามาตรา 56 แหง่ พระราชบัญญตั ิอ้อยและนา้ ตาลทราย
พ.ศ. 2527 คืนใหก้ ับโรงงานนา้ ตาล เนอ่ื งจากราคาอ้อยขั้นสุดทา้ ยและผลตอบแทนการผลติ และการจาหนา่ ยนา้ ตาล
ทรายขนั้ สุดทา้ ยต่ากว่าราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลติ และการจาหนา่ ยนา้ ตาลทรายข้ันต้น ในฤดูการผลติ ปี
2560/2561 และฤดูการผลิตปี 2561/2562 กรณดี ังกลา่ วจะทาให้กองทุนอ้อยและน้าตาลทราย มภี าระหน้ีเงินชดเชย
ท่จี ะต้องชาระคนื ให้แกโ่ รงงานนา้ ตาลไปจนถึงปีงบประมาณ 2566 ซึ่งคาดวา่ กองทุนอ้อยและน้าตาลทรายจาเป็นตอ้ ง
ชดเชยประมาณ 22,799.22 ลา้ นบาท
14. เร่ือง การติดตามการดาเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลงั ปี 2562/63
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ การติดตามการดาเนินโครงการ
ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลัง ปี 2562/2563 [คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (12 พฤศจิกายน 2562 และ
24 กันยายน 2562) อนุมัติในหลกั การโครงการประกันรายไดเ้ กษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลงั ปี 2562/63 และอนุมตั ิให้
ดาเนินโครงการป้องกันและกาจัดโรคใบด่างมันสาปะหลัง ตามลาดับ] โดยเมื่อวันท่ี 23 พฤษภาคม 2563
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ได้ลงพ้ืนท่ี ณ จังหวัด
นครราชสีมา เพื่อติดตามการดาเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลัง โดยได้ช้ีแจงประชาสัมพันธ์
โครงการฯ และร่วมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยมีสาระสาคัญสรุปได้
ดังนี้
1. ความคืบหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสาปะหลัง ปี 2562/63 ธนาคาร
เพ่ือการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคา (ข้อมูล ณ วนั ท่ี 23 พฤษภาคม 2563)
ดังนี้
วงเงนิ จ่ายขาด 9,442,342,800.00 บาท
จา่ ยเงยิ ชดเชยส่วนตา่ งราคาแล้ว 4,842,778,169.24 บาท (ร้อยละ 51)
คงเหลอื 4,599,564,630.76 บาท
ได้รับอนุมัติวงเงินเพม่ิ เตมิ 448,226,666.97 บาท
คงเหลอื งบประมาณจา่ ยขาด 5,047,791,297.73 บาท
โดยมีเกษตรกรไดร้ ับเงินจานวนท้ังสิน้ 398,704 ครวั เรอื น ซ่งึ เกษตรกรและผู้ประกอบการส่วนใหญม่ ีความพึงพอใจใน
โครงการประกนั รายได้เกษตรกรผปู้ ลูกมนั สาปะหลัง และขอให้รฐั บาลดาเนินโครงการดงั กลา่ วในปตี อ่ ไป
2. ปัญหาและแนวทางการแกไ้ ข จากการรบั ฟังปัญหาและความคิดเหน็ จากเกษตรกรและ
ผู้ประกอบการ และสอบถามขอ้ มูลเพ่มิ เติมกบั กรมส่งเสรมิ การเกษตร ธ.ก.ส. และจังหวดั นครราชสมี า สรุปได้ดงั น้ี
ขอ้ เท็จจริง โครงการ โครงการประกนั รายไดฯ้ โครงการปอ้ งกันและกาจดั โรค
ปัญหา (กรณีไดร้ บั เงินชดเชยล่าชา้ ) ใบดา่ งมันสาปะหลงั
(กรณียงั ไมไ่ ด้รบั เงนิ ชดเชย)
สาเหตุ เกษตรกรได้รบั เงนิ ชดเชยส่วนต่าง เกษตรกรท่ีเข้าร่วมโครงการฯ แลว้ ยงั
ตามโครงการประกันรายได้ฯ ล่าชา้ ไมไ่ ด้รับเงินชดเชยคา่ ทาลายต้นมนั
เน่อื งจากกรมส่งเสริมการเกษตรสง่ สาปะหลงั ไรล่ ะ 3,000 บาท จาก
ข้อมูลการแจง้ เกบ็ เกีย่ วของเกษตรกร โครงการฯ ทาให้เกษตรกรท่ยี ังไม่ไดเ้ ข้า
ให้ ธ.ก.ส. ในแตล่ ะเดือน ยังไม่ ร่วมโครงการฯ เกิดความไม่ม่ันใจ จึงไม่
ครบถว้ นในครั้งเดียว เข้าร่วมโครงการฯ และทาลายแปลง
เกษตรกรบางรายท่แี จง้ เก็บเกยี่ ว มีการจาหนา่ ยท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคให้
ในเดอื นเมษายน 63 ยังไม่ได้รับเงนิ เกษตรกรไปปลกู ทาให้โรคดังกลา่ วแพร่
ระบาดเพ่มิ ข้ึน
เกษตรกรบางส่วนแจ้งข้อมูลเกบ็ กรมสง่ เสรมิ การเกษตรอยรู่ ะหว่าง
เก่ยี วแลว้ แตย่ ังไม่ได้ยนื ยันสิทธหิ รือ จัดหาเอกสารท่ีแสดงว่าราชการสั่งให้
ยืนยันหลังจากการประชมุ ทาลายโดยยังไม่ได้รับการชว่ ยเหลือใน
คณะอนุกรรมการฯ ความเสียหายทเี่ กิดขึ้น ตามท่สี านกั
งบประมาณ (สงป.) รอ้ งขอ
ในเดอื นเมษายน 63 ได้มกี ารเปดิ การทาลายแปลงยังไมแ่ ล้วเสรจ็ โดยอยู่
ระบบชว่ ยเหลอื เกษตรกรผูไ้ ด้รับ ระหวา่ งการจัดจา้ งทาลายแปลง จานวน
ผลกระทบจากการแพรร่ ะบาดของ 26,824.975 ไร่
โรค COVID-19 ทาใหเ้ กิดปัญหา
ระบบฐานข้อมลู ขดั ขอ้ ง เนื่องจากมี
ผู้ใช้งานจานวนมาก จงึ ต้องสง่ ขอ้ มูล
รายชอ่ื พร้อมกับเกษตรกรทเี่ ก็บเกี่ยว
ในเดอื นพฤษภาคม 63 โดยคาดว่าจะ
โอนเงนิ ชดเชยให้เกษตรกรได้ภายใน
ตน้ เดอื นมิถุนายน 63
อยู่ระหวา่ งการตรวจสอบข้อมลู
ของกรมส่งเสรมิ การเกษตรกับ ธ.ก.ส.
เช่น การแจง้ เพาะปลกู ซ้าซอ้ น
แนวทางการแกไ้ ข เร่งรัดให้กรมส่งเสรมิ การเกษตร และ ธ.ก.ส. ดาเนนิ การแกไ้ ขปัญหาโครงการ
ประกนั รายได้ฯ ในส่วนข้อมูลเกษตรกรและการโอนเงินสว่ นต่าง
เรง่ รดั ใหก้ รมสง่ เสริมการเกษตรและ สงป. เร่งรัดจ่ายเงนิ ชดเชยรายได้ให้
เกษตรกรทีไ่ ด้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างมนั
สาปะหลงั เพื่อสร้างความเชือ่ มัน่ และเป็นการป้องกนั การแพร่ระบาดของโรค
มอบหมายให้ผ้วู า่ ราชการจังหวดั ที่เป็นแหล่งผลิตมันสาปะหลังจดั ตงั้ ศูนย์
บรหิ ารโครงการประกนั รายได้เกษตรกรแบบเบด็ เสร็จ (One Stop Service)
ของจังหวัด เพื่อรับเร่ืองร้องทุกขจ์ ากเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาพชื เกษตรทมี่ ี
การประกันรายได้ทง้ั 5 ชนิด
15. เรือ่ ง สรปุ มติทป่ี ระชุมคณะกรรมการจดั ระบบการจราจรทางบก คร้งั ที่ 1/2563
คณะรฐั มนตรมี มี ติรับทราบตามทกี่ ระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ มตทิ ปี่ ระชุมคณะกรรมการ
จดั ระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครง้ั ท่ี 1/2563 เมอ่ื วันท่ี 30 มีนาคม 2563 [ซึ่งเปน็ การดาเนนิ การตาม
พระราชบัญญตั ิคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2535 ตามมาตรา 5 (1) ท่ีกาหนดให้ คจร.
เสนอนโยบายและแผนหลกั ต่อคณะรฐั มนตรี] โดยมสี าระสาคญั สรุปได้ดังน้ี
1. คจร. ได้รบั ทราบเร่อื งต่าง ๆ ดงั น้ี
ลาดับ เร่ือง มติ คจร.
1) ความคบื หน้าการดาเนนิ งานตามแผนแม่บทระบบขนส่ง รบั ทราบความคืบหน้าการ
มวลชนทางรางในเขตกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑล โดย ณ ดาเนนิ งานตามแผนแม่บทฯ
เดอื นมกราคม 2563 สรปุ ได้ดังน้ี (1) โครงการท่ีเปิดใหบ้ รกิ าร
แล้ว 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 137.80 กโิ ลเมตร (2) โครงการที่
อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 9 เสน้ ทาง ระยะทางรวม 188.94
กิโลเมตร (3) โครงการอยู่ระหว่างประกวดราคา 7 เส้นทาง
ระยะทางรวม 97.99 กิโลเมตร และ (4) โครงการส่วนต่อขยาย
ปี พ.ศ. 2570-2572 จานวน 8 เส้นทาง ระยะทางรวม 134.43
กิโลเมตร
2) แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางและอตุ สาหกรรม รับทราบแนวทางการพฒั นา
เกยี่ วเนอื่ ง โดย คค. ได้กาหนดแนวทางการพฒั นาอตุ สาหกรรม อุตสาหกรรมระบบรางและ
ระบบราง ประกอบดว้ ย (1) แผนระยะเร่งด่วน 4 ปี (พ.ศ. อตุ สาหกรรมเกี่ยวเนือ่ ง
2563 -2566) สาหรบั การจดั ซือ้ ขบวนรถไฟประเภทที่ใช้
เทคโนโลยที ว่ั ไป และ (2) แผนระยะ 6 ปี (พ.ศ. 2563-2568)
สาหรบั การจัดซอื้ ขบวนรถไฟประเภททใี่ ชเ้ ทคโนโลยีข้นั สงู รวมทั้ง
ไดจ้ ัดประชุมสารวจความสนใจของผ้ปู ระกอบการเอกชนเมื่อวันท่ี
14 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีหน่วยงานภาครฐั และภาคเอกชน/
ผู้ประกอบการรว่ มแสดงความเหน็ และข้อเสนอแนะ โดยทุก
หน่วยงานเหน็ ดว้ ยและมคี วามพรอ้ มสาหรับแผนดังกลา่ ว ท้ังน้ี
คค. จะนาแนวทางการพัฒนาฯ เสนอคณะรัฐมนตรีเพ่ือพิจารณา
ต่อไป
3) โครงการการศกึ ษาสารวจขอ้ มลู ดา้ นการขนส่งและจราจรเพอ่ื รับทราบผลการศึกษาฯ
จดั ทาแผนแม่บทในเมอื งภมู ิภาค จังหวัดบึงกาฬ ปัจจุบนั ศกึ ษา
แล้วเสรจ็ และอนกุ รรมการจัดระบบการจราจรทางบกไดเ้ หน็ ชอบ
และมีมติมอบหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวขอ้ งรบั ไปใชเ้ ป็นข้อมลู และ
แนวทางในการแก้ไขปัญหาดา้ นการขนสง่ และจราจรของจังหวดั
โดยพิจารณาขอรับการจดั สรรงบประมาณในการดาเนนิ งานตาม
แผน 9,202.07 ลา้ นบาท
2. คจร. ได้พจิ ารณาเรอื่ งต่าง ๆ เช่น
ลาดบั เรอ่ื ง มติ คจร.
1) แผนม่บทการแก้ไขปัญหาการจราจรในเขตกรงุ เทพมหานคร - เหน็ ชอบแผนแมบ่ ทฯ
และปริมณฑล แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น คอื (1) การเพ่ิมพื้นที่และ - มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งใช้
ความสามารถในการรองรบั ปรมิ าณการจราจรบนถนนในจุดท่ี แผนแม่บทฯ เปน็ กรอบแนวทางใน
จาเปน็ และ (2) การส่งเสรมิ การใช้ระบบขนสง่ สาธารณะโดยแบ่ง การดาเนนิ การแก้ไขปญั หาจราจร
แผนงานเป็น 2 ระยะ คอื แผนงานระยะเรง่ ด่วน (พ.ศ. 2562- ต่อไป และให้รายงานความคืบหนา้
2566) และแผนระยะกลาง/ยาว (พ.ศ. 2567-2576) รวม ต่อ คจร. ต่อไป
งบประมาณทั้งสิ้น 273,678 ล้านบาท
2) การจัดทามาตรฐานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านการจราจร ได้ - รบั ทราบการจัดทามาตรฐานการ
จัดทามาตรฐานการวเิ คราะหฯ์ เสร็จแล้ว และจากผลการศึกษา วเิ คราะห์ฯ
ได้กาหนดใหก้ ารพฒั นาโครงการต่าง ๆ ซึง่ เดิมไม่ต้องมีการศึกษา - เห็นชอบแผนการนาเสนอผล
ผลกระทบด้านการจราจร เช่น หา้ งสรรพสนิ คา้ หอประชุม สนาม การศึกษาไปส่กู ารปฏบิ ัติ
กีฬา สานักงานของรฐั จะต้องมีการศึกษาและจัดทาผลกระทบ - มอบหมายสานักงานนโยบายและ
ด้านการจราจรในอนาคตดว้ ย นอกจากน้ี ได้กาหนดกรอบการ แผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
นาผลการศึกษาไปสู่การปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ (1) ระยะส้ัน (พ.ศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2563-2564) จัดให้มมี าตรฐานในการจัดทารายงานการวิเคราะห์ ดาเนินการตามแผนการนาผล
การจราจร (TIA) (2) ระยะกลาง (พ.ศ. 2565-2567) การศกึ ษาไปสกู่ ารปฏิบตั ิต่อไป
ประกาศใช้ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีและเสนอร่าง
พระราชบัญญตั ิ (3) ระยะยาว (พ.ศ. 2568-2569) ประกาสใช้
พระราชบัญญตั ิ
3) การปรบั เพิ่มอัตราความเร็วของรถยนต์ทุกประเภทบนถนนที่มี - เห็นชอบในหลักการปรับเพิ่มอตั รา
ช่องจราจรตง้ั แต่ 4 ชอ่ งขึน้ ไป ความเรว็ ของรถยนตบ์ นถนนทาง
หลวงทีม่ ีทางเดินรถทีจ่ ดั แบง่ ชอ่ ง
เดนิ รถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่ 2
ช่องเดนิ รถ มีเกาะกลาง ถนน
เฉพาะแบบกาแพงก้ันและไม่มีจุด
กลบั รถเสมอระดับถนน เป็นอัตรา
ความเรว็ ไมเ่ กิน 120 กม./ชม.
- มอบหมาย คค. ร่วมกบั สานักงาน
ตารวจแห่งชาติ (ตร.) พิจารณา
ปรบั ปรุงกฎกระทรวงทเ่ี กยี่ วข้องเพื่อ
กาหนดอตั ราความเร็วสูงสดุ เป็นไม่
เกนิ 120 กม./ชม. และการกาหนด
ความเร็วข้ันต่า สาหรบั การขับ
รถยนต์ในชอ่ งทางเดินรถช่องขวาสดุ
โดยใชค้ วามเร็วไม่ตา่ กว่า 100 กม./
ชม.
4) การขอทบทวนมตคิ ณะรฐั มนตรี เมอ่ื วันที่ 4 พฤษภาคม 2536 - เหน็ ชอบให้กรมเจ้าท่านาเสนอ
เรอ่ื ง การสง่ เสริมการจัดทา่ เทยี บเรอื สาธารณะเพอ่ื แก้ปัญหา คณะรฐั มนตรเี พ่ือพจิ ารณาขอ
จราจรใหส้ ามารถนาพนื้ ทบ่ี างสว่ นของท่าเรือสาธารณะมาใช้ ทบทวนมตคิ ณะรัฐมนตรีฯ เพื่อให้
ในเชงิ พาณิชย์ เน่ืองจากเดิมจะไม่ให้เอกชนเชา่ ทา่ เทยี บเรอื สามารถนาพื้นทบี่ างส่วนของทา่ เรือ
ของหน่วยงานของรัฐ หรอื วดั ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สาธารณะมาใช้ในเชิงพาณชิ ย์ได้
แบบผกู ขาด แต่ควรกาหนดใหเ้ ป็นท่าเทยี บเรือสาธารณะเพอ่ื - มอบหมายหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวขอ้ งให้
สนบั สนุนการขนส่งทางนา้ อย่างไรกต็ าม เพ่ือเป็นการลดปัญหา การสนบั สนุนการดาเนนิ การให้เกิด
การจราจรในปจั จุบันและยกระดับโครงสรา้ งพนื้ ฐานและการ การพัฒนาระบบขนส่งทางน้า
ให้บริการ จึงตอ้ งเชอ่ื มโยงระบบขนส่งสาธารณะเข้าด้วยกัน
เพื่อให้บริหารในลักษณะตั๋วร่วม และจาเปน็ ต้องบริหารจดั การ เชื่อมต่อกับระบบขนสง่ อน่ื อย่างมี
พื้นทบี่ นท่าเรือให้มีพื้นทีป่ ดิ สาหรบั ใหเ้ อกชนลงทนุ ในระบบตั๋ว ประสิทธภิ าพต่อไป
รว่ มดังกล่าว
5) ขอความเห็นชอบการดาเนนิ งานสว่ นของฐานรากโครงการ - เหน็ ชอบการดาเนินงานสว่ นของ
รถไฟฟา้ สายสนี ้าตาล ชว่ งแคราย – ลาสาลี (บึงกมุ่ ) ของการ ฐานรากโครงการรถไฟฟ้าสายสี
รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในสว่ นที่ น้าตาลฯ ให้ดาเนินการกอ่ สร้างฐาน
ซ้อนทับกับโครงการระบบทางด่วนขัน้ ที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 รากของโครงการท้งั สองไปพร้อมกัน
ของการทางพเิ ศษแหง่ ประเทศไทย (กทพ.) โดยปจั จุบัน รฟม. ทั้งน้ี ให้ กทพ. ตกลงรายละเอยี ดกับ
และ กทพ. อยู่ระหว่างเตรยี มจัดทาบนั ทกึ ขอ้ ตกลงการดาเนนิ งาน รฟม. ตอ่ ไป
ร่วมกัน ซ่งึ รวมถงึ การบริหารและกากบั ดแู ลการก่อสร้าง การ - มอบหมายให้กระทรวงการคลัง
ตรวจรบั พสั ดุ และการเบิกจา่ ยเงินคา่ จา้ งก่อสรา้ ง รวมทั้งปรบั (กค.) หารือสานักงบประมาณจัดหา
แผนการดาเนนิ การเพ่ือให้สามารถก่อสร้างฐานรากของโครงการ แหล่งเงนิ ที่เหมาะสมสาหรับก่อสร้าง
รถไฟฟ้าสายสีน้าตาล ชว่ งแคราย – ลาสาลี (บงึ กมุ่ ) ของ รฟม. ฐานรากโครงการรถไฟฟ้าสายสี
ในสว่ นท่ซี อ้ นทบั กับโครงการระบบทางด่วนขนั้ ที่ 3 สายเหนือ นา้ ตาลฯ วงเงินรวม 1,470 ลา้ น
ตอน N2 ของ กทพ. ไปพร้อมกนั บาท
- รบั ทราบการดาเนนิ โครงการ
รถไฟฟา้ สายสีน้าตาลฯ โดย รฟม.
จะดาเนนิ การตามขนั้ ตอนใน
พระราชบัญญตั ิการรว่ มลงทุน
ระหวา่ งรฐั และเอกชน พ.ศ. 2562
6) แนวทางการปรบั ลดอัตราคา่ โดยสารรถไฟฟา้ โดยแบง่ เป็น 2 - รับทราบแนวทางการปรบั ลดอตั รา
ระยะ ได้แก่ (1) แนวทางการดาเนินงานระยะสน้ั เช่น มาตรการ ค่าโดยสารรถไฟฟา้
ปรบั ลดอัตราคา่ โดยสารรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม โดย - มอบหมาย คค. ร่วมกับ กค.
มคี า่ โดยสารสงู สุด 20 บาท (2) แนวทางการดาเนนิ งานระยะ ศกึ ษาแนวทางการดาเนินงานระยะ
ยาว เช่น การศึกษา การจัดต้ังทุนหมนุ เวียน มาตรการทางดา้ น ยาวต่อไป
ภาษี
7) แนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีด้านการจราจรและขนส่ง - มอบหมายหน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้อง
เพอื่ แกไ้ ขปญั หาจราจรในเขตกรงุ เทพมหานครและปริมณฑล เชน่ ตร. กทพ. ให้การสนบั สนนุ
ปจั จุบันหนว่ ยงานภาครัฐไดม้ ีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการขนสง่ ข้อมลู และการใช้อปุ กรณ์ตรวจวดั
และจราจรในส่วนของฮารด์ แวรค์ อ่ นขา้ งมาก เชน่ การตดิ ต้ัง สภาพจราจรตา่ ง ๆ เพ่อื รว่ ม
กล้องโทรทัศน์ CCTV การติดตั้งระบบตรวจนบั ปริมาณจราจร สนับสนนุ ให้ สนข. สามารถพัฒนา
บนถนน และการตดิ ต้ังระบบ GPS ต่าง ๆ โดย สนข. จะขอรบั ระบบเทคโนโลยเี พ่ือการบริหาร
การสนบั สนุนการใชข้ ้อมลู หรือทรัพยากรท่ีมอี ยู่แลว้ ของ จัดการตอ่ ไป
หน่วยงาน ต่าง ๆ และนามาบรู ณาการและพฒั นา
ทางด้านซอฟต์แวร์ตอ่ ไป
3. เร่ืองอ่ืน ๆ เชน่ มติ คจร.
ลาดบั เรื่อง
1) การเตรยี มมาตรการภาคขนส่งเพอ่ื รองรับสถานการณ์การแพร่ รับทราบการเตรยี มมาตรการภาค
ระบาดของโรคตดิ เช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (Covid-19) โดย ขนสง่ เพื่อรองรบั สถานการณ์การ
คค. ได้ดาเนินการจัดระยะหา่ งทางสังคม (Social Distancing) แพร่ระบาดของ Covid-19
โดยแกไ้ ขกฎหมายท่ีเก่ยี วข้องแลว้
16. เรอื่ ง มาตรการส่งเสริมและสนบั สนุนการใช้และสวมใส่ผา้ ไทย
คณะรัฐมนตรีมมี ตริ บั ทราบมาตรการสง่ เสริมและสนับสนุนการใชแ้ ละสวมใสผ่ ้าไทยตามที่
กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และมอบหมายใหก้ ระทรวงมหาดไทยร่วมกบั กระทรวงวฒั นธรรมเป็นหนว่ ยงาน
เจ้าภาพหลักในการส่งเสริมและสนบั สนนุ ตามมาตรการดังกลา่ วตอ่ ไป โดยให้กระทรวงมหาดไทย (กรมการพฒั นา
ชมุ ชน) รบั ความเหน็ ของหน่วยงานที่เกีย่ วข้องไปพิจารณาดาเนินการตอ่ ไป
สาระสาคัญของเร่ือง
มท. รายงานวา่
1. สภาสมาคมสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ร่วมกับ มท. โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้จัดทา
โครงการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดารงไว้ในแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จ
พระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย
โดยได้ร่วมกันจัดทาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดาเนินการตามโครงการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถ่ินไทย ดารงไว้ใน
แผ่นดินกับจังหวัด 75 จังหวัด และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในส่วนกลาง ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วน
ภูมิภาค เพ่ืออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้าค่า รากเหง้าจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษท่ีสะท้อนให้เห็นบริบททาง
สังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นท่ี ด้วยการส่งเสริมและเผยแพร่ผ้าพ้ืนถิ่นไทยอันให้ดารงคงอยู่ปรากฏเป็นความ
ภาคภูมิใจของคนไทย ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผล
ให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติและกระทบในวงกว้างต่อการใช้ชีวติ ของประชาชนท่วั ประเทศ โดยเฉพาะอย่างย่ิงตอ่
รายได้ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อยซ่ึงเป็นผู้ผลิต ผู้จาหน่าย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก
ดังน้ัน การรณรงค์กระตุ้นให้เกิดค่านิยมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาจากผ้าทอซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทยจะก่อให้เกิด
รายไดก้ ระจายสู่ชมุ ชนอย่างรวดเรว็ และท่วั ถึง
2. นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้กรมการพัฒนาชุมชน มท. เป็นเจ้าภาพหลักและ
เร่งดาเนนิ การจัดทาและเสนอมาตรการสง่ เสริมและสนบั สนุนการใชแ้ ละสวมใสผ่ า้ ไทยต่อคณะรัฐมนตรี
3. มท. ได้จัดทามาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซ่ึงมี
สาระสาคัญ ดังน้ี
3.1 ให้ถือว่ามาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยเป็นนโยบายของ
รัฐบาลในการส่งเสริมให้ข้าราชการ ประชาชน แต่งกายด้วยผ้าไทยตามความเหมาะสมของท้องถ่ินเพิ่มขึ้นหรือ
อย่างน้อยสปั ดาหล์ ะ 2 วัน
3.2 ใหท้ ุกกระทรวงพิจารณาจดั ทามาตรการส่งเสรมิ และสนับสนนุ การใช้และสวมใส่ผ้าไทย
โดยมีแนวทางของการดาเนนิ การ ได้แก่
3.2.1 สร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย เร่ือง การรณรงค์การแต่ง
กายด้วยผ้าไทยและผ้าพ้ืนเมืองแก่ส่วนราชการในสังกัด และในพื้นที่จังหวัดให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หน่วยงาน/
องค์กร ภาครฐั ภาคเอกชน และภาคประชาชน
3.2.2 วิธสี ร้างการรบั รู้ผ่านกจิ กรรม เช่น การประชมุ เสวนา เปน็ ตน้
3.2.3 วิธีสร้างการรับรู้ผ่านสื่อ เช่น แผ่นพับ ป้ายนิทรรศการ สื่อสังคมออนไลน์
เป็นตน้
3.3 จัดทาแผนงาน/โครงการรณรงค์การใช้และสวมใส่ผ้าไทยและผ้าพ้ืนเมืองเพื่อให้เกิด
ความยง่ั ยนื
3.3.1 รวบรวมเนอ้ื หาสาระและข้อมูลเกี่ยวกับผา้ ไทยและผ้าพ้ืนเมืองในพื้นทีจ่ ังหวัด
3.3.2 กาหนดรูปแบบการรณรงค์ ประเมินหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชนที่มี
ศกั ยภาพในการรณรงค์ และสถานการณเ์ กยี่ วกับการรณรงค์การแต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้าพ้นื เมอื ง
3.3.3 จัดทาแผนปฏิบัติการรณรงค์การแต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้าพื้นเมืองของ
จงั หวดั
3.3.4 จัดทาส่ือเน้ือหาสาระเก่ียวกับวิธีการรณรงค์แต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้า
พ้ืนเมือง เพื่อสร้างค่านิยมและการตระหนักรับรู้การรักษามรดกและอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของไทย เผยแพร่แก่
ประชาชนทว่ั ไป
3.4 สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการรณรงค์ระหว่างภาครัฐ/เอกชน และ
ประชาชน รวมท้ังกาหนดบทบาทและหน้าท่ีในการดาเนินงานตามแผนปฏิบัติการของภาคีเครือข่าย เช่น ให้การ
สนับสนนุ งบประมาณทรพั ยากร/บุคลากรชว่ ยทางาน และนาไปรณรงคใ์ นหนว่ ยงานของตน
3.5 จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการแต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้าพ้ืนเมืองในจังหวัดตามห้วง
ระยะเวลาท่ีเหมาะสม
3.6 จัดให้มีการอนุรักษ์ต่อยอดภูมิปัญญาเกี่ยวกับการแปรรูปผ้าไทยผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ
เพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์ในการส่งเสรมิ เศรษฐกิจเชิงสรา้ งสรรค์ และสร้างเศรษฐกจิ ฐานรากในระดับจงั หวดั และชมุ ชน
ตา่ ง ๆ
3.7 ประกาศยกย่องหน่วยงาน/องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้นแบบของ
จงั หวัดท่รี ณรงคก์ ารแต่งกายดว้ ยผ้าไทย และผ้าพืน้ เมืองทเี่ กดิ ผลเป็นรปู ธรรม
3.8 ให้มท. โดยกรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการส่งเสริมและ
สนบั สนนุ การใช้และสวมใส่ผ้าไทย
17. เรื่อง รายงานผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้าฤดูแล้ง ปี 2562/63 และการเตรียมความพร้อมรองรั บ
ฤดูฝน ปี 2563
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สานักงานทรัพยากรน้าแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะ
เลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรนา้ แห่งชาติ เสนอดังนี้
1. รับทราบผลการดาเนินการบรหิ ารจัดการทรพั ยากรน้าในชว่ งฤดแู ลง้ ปี 2562/63
2. มอบหมายให้หน่วยงานท่ีเก่ยี วข้องรบั ไปดาเนนิ การตามมาตรการเตรียมความพร้อมรองรบั ฤดูฝน
ปี 2563 เพ่อื ลดผลกระทบความเสยี หายทอี่ าจจะเกิดขนึ้
สาระสาคัญของเรอื่ ง
สทนช. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้าแห่งชาติ รายงานสรุปผลการบริหารจัดการ
ทรพั ยากรน้าฤดูแล้ง ปี 2562/63 และมาตรการเตรียมความพรอ้ มรองรบั ฤดฝู นปี 2563 สรปุ สาระสาคญั ได้ ดังนี้
2.1 สรุปผลการบรหิ ารจดั การทรัพยากรนา้ ฤดแู ล้ง ปี 2562/63
ประเด็น การดาเนินการ
1) การคาดการณแ์ ละช้เี ป้า 1.1) การขาดแคลนน้าเพื่ออุปโภค-บริโภค มีพื้นท่ีในเขตให้บริการของการ
พื้นที่เฝ้าระวงั ขาดแคลนนา้ ประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) 22 จังหวัด และพ้ืนท่ีนอกเขตให้บริการของ กปภ.
(ชว่ งปลายฤดฝู น ปี 2562) 38 จงั หวดั
1.2) การขาดแคลนน้าเพ่ือการเกษตร มีพื้นที่ในเขตชลประทาน 36 จังหวัด
พื้นที่นอกเขตชลประทาน 36 จังหวัด และพื้นที่ที่มีการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น 30
จังหวัด
2) ปริมาณฝนสะสมในช่วงฤดู ภาพรวมทั้งประเทศมีปริมาณฝนสะสมรวม 216.8 มิลลิเมตร ต่ากว่าค่าปกติ
แล้ง ปี 2562/63 100.1 มิลลิเมตร (ร้อยละ 32) โดยภาคกลางมีฝนสะสมต่ากว่าค่าปกติมากท่ีสุด
(ร้อยละ 54)
3) ผลการจัดสรรน้าในอ่าง
เก็บน้าขนาดใหญ่ในช่วงฤดู ภาค หน่วย : ลา้ นลูกบาศก์เมตร
แล้ง ปี 2562/63
การจัดสรรน้า
แผน ผล รอ้ ยละ
ภาคเหนือ 3,541 3,755 106
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื 1,703 1,521 89
ภาคตะวนั ออก 673 630 93
ภาคกลาง 263 154 59
ภาคตะวนั ตก 6,273 6,194 99
ภาคใต้ 1,300 1,389 107
รวม 13,753 13,643
4) แผน-ผลการเพาะปลูก มแี ผนการเพาะปลูกพืชที่กาหนดไว้ 7.21 ล้านไร่ ผลการเพาะปลูกพชื ทั้งประเทศ
พืชฤดูแลง้ ปี 2562/63 รวม 8.83 ล้านไร่ เพาะปลูกพชื เกินแผน 1.62 ล้านไร่ คิดเปน็ ร้อยละ 122
(ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน
2563)
5) มาตรการการแก้ไขปัญหาท่ี 5.1) การแก้ไขปัญหาน้าเค็ม โดยการเพ่ิมปริมาณน้าจืดเพื่อผลักดันและเจือจาง
สาคัญ ค่าความเค็มบริเวณสถานีสูบน้าสาแล รวม 9 ครั้ง สามารถแก้ไขปัญหาความ
เค็มรุกตัวในแม่น้าเจ้าพระยาตอนล่าง และควบคุมคุณภาพน้าให้อยู่ในเกณฑ์ที่
สามารถนาไปผลติ น้าประปาได้
5.2) การประเมินปริมาณน้าต้นทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
(EEC) ถึงเดือนมิถุนายน 2563 มีเพียง 390 ล้านลูกบาศก์เมตร ซ่ึงต่ากว่า
ค่าเฉลี่ยและไม่เพียงพอต่อการใช้น้าในพ้ืนท่ี จึงมีมาตรการแก้ปัญหาเพื่อให้มีน้า
ใช้ตลอดฤดูแล้ง ปี 2563 เช่น การแบ่งปันน้าจากอ่างเก็บน้าคลองประแกดมา
เติมอ่างเก็บน้าประแสร์ การนาน้าจากแหล่งน้าของภาคเอกชนเข้ามาเสริมระบบ
เครือข่ายน้า การสูบน้าจากแม่น้าบางปะกงมาเติมอ่างเก็บน้าบางพระ และ
การรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนลดการใช้นา้ ลงร้อยละ 10 เพื่อบรรเทาสถานการณภ์ ยั
แลง้ ในพนื้ ทใี่ ห้ดีขน้ึ
6) สรปุ สถานการณภ์ ัยแล้ง 6.1) การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ท่ีขาดแคลน
และการชว่ ยเหลือ (ข้อมูล น้าอุปโภค-บริโภค และการเกษตร จานวน 27 จังหวัด 157 อาเภอ 832 ตาบล
ณ วนั ที่ 30 เมษายน 2563) 5 เทศบาล 7,242 หมบู่ ้าน/ชมุ ชน
6.2) โครงการช่วยเหลือกรณีภัยแล้ง ปี 2562/63 ตามมติคณะรัฐมนตรี
(7 มกราคม 2563) ในพื้นที่ 44 จังหวัด จานวน 2,041 แห่ง ได้รับงบประมาณ
แล้ว จานวน 3,079 ล้านบาท ดาเนินการแล้ว 787 แห่ง (แผน 1,424 แห่ง)
คิดเป็นร้อยละ 55.26
6.3) โครงการเร่งด่วนเพื่อเก็บกักน้าในฤดูฝน ปี 2563 และแก้ไขปัญหา
การขาดแคลนน้าในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (เพ่ิมเติม) ตามมติคณะรัฐมนตรี
(17 มีนาคม 2563) ในพ้ืนที่ 72 จังหวัด จานวน 6,806 โครงการ สามารถเพ่ิม
ปริมาณน้าได้ 214 ล้านลูกบาศก์เมตร งบประมาณรวม 8,269 ล้านบาท ได้เร่ิม
ดาเนินการแล้ว จานวน 107 แห่ง โดยเพิ่มปริมาณน้าเก็บกักได้ 29.91
ลา้ นลกู บาศก์เมตร มพี น้ื ที่รบั ประโยชน์ 115,662 ไร่
2. การวางแผนการจดั สรรนา้ และการเพาะปลูกในฤดฝู น ปี 2563
2.1 การประเมินปริมาณน้าต้นทุนฤดูฝน ปี 2563 ภาพรวมท้ังประเทศมีปริมาณน้า
รวม 33,944 ลา้ นลูกบาศก์เมตร คดิ เป็นนา้ ใชก้ าร 10,518 ลา้ นลูกบาศกเ์ มตร แบง่ เปน็
หนว่ ย : ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร
ภาค ปริมาณนา้ ตน้ ทนุ คิดเปน็ น้าใช้การ
ภาคเหนอื 8,831 2,055
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื 2,757 1,238
ภาคกลาง 184 141
ภาคตะวนั ออก 268 168
ภาคตะวันตก 17,920 4,560
ภาคใต้ 3,984 2,356
2.2 การบรหิ ารจดั การอ่างเกบ็ น้าขนาดใหญ่ 35 แหง่ ในชว่ งฤดฝู น ปี 2563 ภาพรวมท้ังประเทศ
มีปริมาณน้าใช้การรวม 10,307 ล้านลูกบาศก์เมตร น้อยกว่า ปี 2562 จานวน 6,360 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยได้วาง
แผนการจดั สรรนา้ รวม 12,530 ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร แบง่ เป็น
ภาค แผนการจดั สรรนา้ หน่วย : ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร
ภาคเหนือ 3,368
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื 1,716
ภาคตะวนั ออก 506
ภาคกลาง 113
ภาคตะวนั ตก 5,213
ภาคใต้ 1,614
2.3 การประเมินความตอ้ งการใชน้ ้ารายกจิ กรรม รวมท้ังส้ิน 83,085 ล้านลกู บาศก์เมตร
ในเขตชลประทาน นอกเขตชลประทาน หนว่ ย : ลา้ นลกู บาศก์เมตร
(กรมชลประทาน) (กรมทรัพยากรนา้ ) ความตอ้ งการ
กจิ กรรมการใช้นา้ ใชน้ า้ รวม
1) เพอ่ื การอปุ โภค-บรโิ ภค 2,725 928 3,653
2) เพือ่ การรักษาระบบนิเวศ 5,626 5,870 11,496
3) เพอ่ื การเกษตรกรรม 22,634 44,532 67,166
4) เพ่ือการอุตสาหกรรม 367 403 770
รวมทั้งสิ้น 83,085
ท้ังนี้ ในช่วงฤดูฝน ปี 2563 มีความต้องการใช้น้าทุกกิจกรรม มีปริมาณมากกว่าน้าต้นทุน
ซงึ่ ทาให้ต้องนาน้าฝนมาใชอ้ ีก 63,072 ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร ถงึ จะมปี ริมาณนา้ ทีเ่ พียงพอในกจิ กรรมด้านเกษตรกรรมที่มี
แผนการเพาะปลูกพชื ทง้ั ประเทศ 76.27 ล้านไร่
2.4 อ่างเก็บน้าทค่ี าดว่าจะสง่ ผลกระทบต่อกิจกรรมการใช้น้าในเขตชลประทาน
อ่างเก็บน้า ข้อจากัดการจัดสรรนา้ จานวน (แห่ง)
1) อา่ งเกบ็ นา้ ขนาดใหญ่ที่มปี รมิ าณน้า เฉพาะอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ 19
ใช้การน้อยกวา่ รอ้ ยละ 15 และการทาเกษตรต่อเนอื่ ง
2) อ่างเก็บน้าขนาดใหญท่ ่มี ปี ริมาณน้า เฉพาะอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ 11
ใชก้ ารน้อยกวา่ ร้อยละ 30 การทาเกษตรฤดูฝน (บางพ้ืนที่) และ
อุตสาหกรรม
3) อา่ งเก็บนา้ ขนาดใหญท่ ม่ี ปี รมิ าณน้า เฉพาะอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ 4
ใช้การนอ้ ยกว่ารอ้ ยละ 60 การทาเกษตรฤดูฝน (ตามศักยภาพ) และ
อุตสาหกรรม
4) อา่ งเก็บน้าขนาดกลางทค่ี าดว่า เฉพาะการทาเกษตร 182
จะส่งผลกระทบต่อพื้นท่กี ารเกษตร
ท้งั ประเทศ
3. การเตรยี มการบรหิ ารจัดการนา้ เพื่อรองรบั ในฤดฝู น ปี 2563
มาตรการ หนว่ ยงานที่รับผดิ ชอบ
1) การคาดการณ์พ้ืนที่เสี่ยงอุทกภัย โดยจัดทา - สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้า (องค์การมหาชน) (สสน.)
หลักเกณฑ์การวิเคราะห์พื้นที่เฝ้าระวังน้าท่วมจาก - กรมชลประทาน
ฝนคาดการณ์ในระบบ ONE MAP - กรมทรพั ยากรน้า
- กรมปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภัย
- สานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
(องค์การมหาชน) (สทอภ.)
2) การปรับแผนการสง่ น้าเพาะปลูกในพืน้ ทีล่ ุ่มน้า - กรมชลประทาน
เจ้าพระยา จานวน 13 แห่ง - กรมสง่ เสรมิ การเกษตร
3) หลักเกณฑ์และมาตรฐานการบริหารจัดการน้า - คณะอนุกรรมการจัดทาหลักเกณฑ์และมาตรฐานการ
เพื่อเตรียมการรองรับการบริหารจดั การน้าฤดูฝน บรหิ ารจดั การทรพั ยากรนา้
- การไฟฟา้ ฝา่ ยผลติ แหง่ ประเทศไทย (กฟผ.)
- กรมชลประทาน
- สสน.
4) การตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบาย - กรมชลประทาน (43 สถานี)
นา้ และสถานโี ทรมาตร - กรมทรัพยากรนา้ (228 สถาน)ี
- กฟผ. (152 สถาน)ี
5) การตรวจสอบส่งิ กดี ขวางทางน้า - กรมทางหลวง
- กรมทางหลวงชนบท
- การรถไฟแหง่ ประเทศไทย (รฟท.)
- กรมชลประทาน
- กรมสง่ เสริมการปกครองท้องถน่ิ (อปท.)
6) การสารวจแม่น้าคูคลอง และดาเนินการขุด - กรมโยธาธกิ ารและผงั เมอื ง
ลอก กาจัดผักตบชวา - กรมชลประทาน
- กรมเจ้าท่า
- อปท.
- กรุงเทพมหานคร
- สทอภ.
7) การเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือใน - กระทรวงมหาดไทย (มท.)
การให้ความช่วยเหลอื (รวม 7,661 เคร่อื งมอื ) - กระทรวงกลาโหม (กห.)
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)
- กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม (ทส.)
8) การสร้างการรบั รแู้ ละประชาสมั พันธ์ - สทนช.
- กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.)
18. เรื่อง ข้อเสนอแนะเพ่ือป้องกันการทุจริตการเบิกจ่ายเงินอุดหนนุ เพ่ือช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรณศี ึกษา กรมพัฒนาสงั คมและสวัสดกิ าร
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามท่ีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้
ประสบปัญหาทางสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรณีศึกษา กรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการและให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ
กระทรวงการคลัง (กค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงแรงงาน
(รง.) และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องรับไปพิจารณาดาเนินการเพ่ือให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
โดยให้รับความเห็นของสานักงบประมาณ (สงป.) และสานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สานักงาน
ปปง.) ไปประกอบการพจิ ารณาดาเนนิ การด้วย
สาระสาคญั ของเรื่อง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาข้อเสนอแนะเพ่ือป้องกันการทุจริตการเบิก
จ่ายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมของ พม. กรณีศึกษา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซ่ึงได้
ปรากฏปัญหาการร้องเรียนโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคามขณะฝึกงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัด
ขอนแก่นถูกสั่งให้ปลอมเอกสารลายมือชื่อและข้อมูลเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงปลอมรายมือช่ือใน
ใบเสร็จรับเงนิ ดงั น้ัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครัง้ ท่ี 988-59/2561 เมื่อวันท่ี 10 กรกฎาคม 2561 จงึ ได้
มมี ติเหน็ ชอบให้แต่งตง้ั คณะอนุกรรมการเพ่ือศกึ ษามาตรการป้องกนั การทุจรติ เกยี่ วกับงบประมาณงบเงนิ อุดหนุน โดย
การทจุ รติ ท่เี กดิ ข้ึนสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาการร่ัวไหลของงบประมาณงบเงินอุดหนุนในหลายขั้นตอน ท้ังในด้าน
กฎ ระเบียบ ข้อบังคับทางกฎหมาย วิธีการ และแนวทางปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงานท่ีมีความเสี่ยงหรือมีช่องว่างท่ีอาจ
กระทาการทุจริตได้ รวมท้ังระบบการติดตาม ประเมินผล และการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณงบเงินอุดหนุนที่
ไม่รัดกุม ตลอดจนปัญหาในด้านการจัดทาฐานข้อมูลผู้ประสบปัญหาทางสังคมของประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการ
ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นสมควรเสนอข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตออกเป็น 3 ด้าน โดย พม. ได้พิจารณาแล้ว
เห็นดว้ ยในหลักการของขอ้ เสนอแนะดงั กลา่ ว ซง่ึ พม. ได้มีการดาเนนิ การในบางประเดน็ แล้ว สรุปได้ ดงั นี้
ขอ้ เสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. การดาเนินการของ พม.
1. ดา้ นการจัดทาระบบฐานขอ้ มูลผปู้ ระสบปัญหาทางสงั คมของประเทศไทย
(1) รัฐบาลควรกาหนดให้การจดั ทาฐานขอ้ มลู ผ้ปู ระสบ พม. ได้มีการพฒั นาและจดั ทาฐานข้อมูลระบบ
ปญั หาทางสงั คมของประเทศไทยเปน็ วาระแหง่ ชาติ เพื่อ สารสนเทศ ดังนี้
บรู ณาการการปฏบิ ตั งิ านระหวา่ งหน่วยงานทเี่ กย่ี วข้อง - มกี ารพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนขอ้ มูลกลางสวัสดิการ
ในการดาเนินการจัดทาสามะโนประชากร (Census) ของ พม. โดยใชเ้ ลขบตั รประจาตวั ประชาชนในรปู แบบ
โดยปรับปรงุ และจดั ทาฐานข้อมลู ผปู้ ระสบปญั หาทาง Web Service
สงั คมและดาเนินการเชือ่ มโยงฐานขอ้ มลู กบั เลข - มีการจัดทาฐานข้อมูลการให้บรกิ าร
ประจาตวั ประชาชน 13 หลักของกรมการปกครอง - มกี ารจัดทาระบบรายงานผลการพิจารณาใหก้ าร
ฐานข้อมูลบัตรสวสั ดิการแห่งรฐั ตลอดจนฐานข้อมูล ชว่ ยเหลือผปู้ ระสบปญั หาทางสงั คมในรปู แบบกระดาน
อ่ืน ๆ ทเ่ี ก่ียวข้อง โดยให้ พม. เปน็ หน่วยงานหลกั สถานการณ์ทางสังคม
รว่ มกับหนว่ ยงานทเี่ ก่ียวข้อง เช่น กระทรวงการคลงั - มกี ารกาหนดมาตรฐานข้อมูลกลางในการแลกเปลย่ี น
กระทรวงดิจทิ ลั เพ่ือเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เชื่อมโยงขอ้ มูล
กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงแรงงาน กรม - มีการประมวลข้อมลู การให้ความช่วยเหลือในภาพรวม
สง่ เสริมการปกครองท้องถน่ิ เป็นตน้ รปู แบบ One Report เป็นตน้
(2) ให้มีการจดั ตง้ั คณะกรรมการเพื่อร่วมกันดาเนิน
การบรู ณาการการปฏิบตั งิ านและปรบั ปรงุ ฐานข้อมลู
ประสบปญั หาทางสังคมของประเทศไทย
(3) ควรจัดทาระบบสารสนเทศรองรับการใชง้ านข้อมูล
จากฐานข้อมูลทผี่ ู้ใช้งานสามารถปฏิบตั ิงานและเรยี กดู
ข้อมูลบน Web Browser หรือโทรศัพทเ์ คลื่อนที่ได้
และมีการรายงานข้อมลู ได้ตลอดเวลา รวมท้ังจะต้อง
เปดิ เผยข้อมูลใหส้ าธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมลู ได้
2. ด้านเบกิ จ่ายเงนิ งบประมาณงบเงนิ อุดหนนุ
(1) ให้ พม. พจิ ารณาสั่งการใหส้ ว่ นราชการภายใต้สังกดั พม. ไดด้ าเนินการในสว่ นท่เี ก่ียวขอ้ ง ดงั น้ี
ทบทวนหรอื ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบทเี่ กี่ยวข้อง - มกี ารจัดทาแบบฟอรม์ หลักเกณฑ์การช่วยเหลอื เงนิ
กบั การเบิกจา่ ยเงนิ อดุ หนุนและการกาหนดหลักเกณฑ์ ผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน เพอ่ื ลดการใชด้ ลุ ยพินิจ
การใหค้ วามช่วยเหลือกรณเี งินสงเคราะหใ์ นแตล่ ะ ในการพจิ ารณาให้ความชว่ ยเหลือของเจา้ หนา้ ที่
ประเภทให้มคี วามชดั เจนมากย่งิ ขน้ึ ตลอดจนกาหนด - กาหนดใหม้ ีการจา่ ยเงินผ่านระบบธนาคาร
ระเบยี บ วิธกี าร และข้ันตอนในการจ่ายเงนิ สงเคราะห์ (e-Payment) โดยจา่ ยผ่านระบบ Krungthai
ใหม้ คี วามชดั เจนเหมาะสมกับสถานการณ์และ Corporate Online ซ่ึงจะช่วยให้สามารถจา่ ยเงินใหแ้ ก่
สภาวการณใ์ นปัจจุบัน ผูป้ ระสบปญั หาความเดือดร้อนไดโ้ ดยตรง ลดความ
(2) ใหม้ ีการบูรณาการระหวา่ งหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวข้อง ผิดพลาดและโอกาสการทุจรติ
พจิ ารณาจัดให้มีระบบการจา่ ยเงินผา่ นระบบธนาคาร
โดยใชบ้ ตั รใบเดยี วทีส่ ามารถเบิกจา่ ยเงนิ ให้ประชาชน
ซึ่งจะเปน็ การบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสงั คมและ
พัฒนาระบบการรับจ่ายเงนิ ภาครัฐทางอิเล็กทรอนกิ ส์
และมรี ะบบติดตามผลเพ่ือตรวจสอบสถานภาพของผู้มี
สิทธิเป็นประจาทุกปี เพื่อใหฐ้ านข้อมลู เป็นปัจจบุ ันและ
สามารถตรวจสอบได้
(3) พิจารณาศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดให้มีบัตร
สงเคราะห์ผ้ปู ระสบปัญหาทางสงั คม โดยใช้ฐานข้อมลู
เลขประจาตวั ประชาชน 13 หลัก
3. ด้านการติดตาม ประเมนิ ผล และตรวจสอบการใชจ้ า่ ยงบประมาณงบเงินอุดหนุน
(1) ให้มคี ณะกรรมการตรวจสอบ ติดตาม และ พม. ได้ดาเนนิ การในส่วนท่เี ก่ียวข้อง ดังน้ี
ประเมินผล และให้มผี ูท้ รงคุณวุฒจิ ากภายนอก ได้แก่ - มีระบบสารสนเทศช่วยในการตดิ ตามและประเมนิ ผล
ผตู้ รวจราชการสานกั นายกรัฐมนตรี ผแู้ ทนผ้ตู รวจ การให้ความชว่ ยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมแบบ
ราชการภาคประชาชน นกั วิชาการหรอื ผูเ้ ช่ยี วชาญด้าน Real Time และนาเสนอขอ้ มูลให้ผ้บู ริหารระดบั สงู
การสงั คมสงเคราะห์ และผ้แู ทนหน่วยงานท่ีเกีย่ วข้อง สามารถตดิ ตามได้
เข้ารว่ มเปน็ คณะกรรมการดังกล่าว โดยให้มอี านาจ - กาหนดใหม้ ีคณะนเิ ทศกล์ งพ้ืนทส่ี มุ่ ตรวจการ
หน้าที่ในการตรวจสอบเกย่ี วกับความถูกตอ้ งโปร่งใส ดาเนนิ งานของหนว่ ยงานอย่างตอ่ เน่ือง
และความรวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณงบเงิน
อุดหนนุ พรอ้ มการเปดิ เผยรายงานผลการตดิ ตามและ
ประเมนิ ผลของโครงการตอ่ สาธารณะ
(2) เหน็ ควรให้ พม. พิจารณาส่ังการใหส้ ว่ นราชการ
ภายใตส้ งั กัดจดั ทาแผนการตรวจสอบประเด็นหรือ
ขัน้ ตอนที่มคี วามเสี่ยงตอ่ การทจุ ริตในการดาเนนิ การใช้
จ่ายงบประมาณงบเงนิ อดุ หนุน พร้อมท้ังจดั ทาแผน
สาหรับการสุม่ ตรวจสอบกรณีทอ่ี าจมคี วามเสี่ยงต่อ
การทจุ รติ ในการเบิกจา่ ยเงนิ งบประมาณงบเงนิ อดุ หนุน
เพอื่ ชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบปัญหาทางสังคม
19. เร่ือง รายงานผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบตั ิงานนอกสถานทต่ี ั้ง (Work From Home) และการเหลื่อมเวลาใน
การทางานในสถานทต่ี ัง้ ของส่วนราชการ รายสัปดาห์ ครั้งท่ี 4
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลสัมฤทธ์ิของการปฏิบัติงานนอกสถานท่ีต้ัง (Work From
Home) และการเหลื่อมเวลาในการทางานในสถานที่ตั้งของส่วนราชการ รายสัปดาห์ ครั้งท่ี 4 ตามที่สานักงาน ก.พ.
เสนอ โดยสรุปข้อมูล ณ วันท่ี 2 มิถุนายน 2563 ซึ่งได้รับข้อมูลจาก 146 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 99 ของส่วน
ราชการทง้ั หมด (147 ส่วนราชการ) สรุปขอ้ มูลดงั นี้
1. การปฏบิ ตั ิงานนอกสถานทต่ี งั้ ของสว่ นราชการ (Work From Home)
1.1 ส่วนราชการร้อยละ 94 (138 ส่วนราชการ) มีการมอบหมายให้ข้าราชการและ
เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติงานนอกสถานท่ีต้ังของส่วนราชการ และส่วนราชการร้อยละ 45 (66 ส่วนราชการ) กาหนดให้มี
จานวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งร้อยละ 50 ขึ้นไป (ลดลงจากสัปดาห์ท่ีผ่านมา ซึ่งมี 83
สว่ นราชการ คดิ เปน็ ร้อยละ 57) โดยในจานวนน้ีมีสว่ นราชการรอ้ ยละ 14 (21 สว่ นราชการ) มอบหมายใหข้ า้ ราชการ
และเจ้าหน้าท่ีทุกคนปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (ลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ซ่ึงมี 29 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 18)
ท้ังนี้ มีการมอบหมายให้ปฏิบัติงานที่บ้านในหลายรูปแบบ เช่น ปฏิบัติงานที่บ้านสลับกับการมาปฏิบัติงาน ณ สถาน
ทต่ี งั้ ของส่วนราชการ วันเวน้ วนั สัปดาหล์ ะ 1 วัน สปั ดาห์ละ 2 วนั สัปดาห์เว้นสปั ดาห์ เป็นต้น
1.2 ส่วนราชการร้อยละ 6 (8 ส่วนราชการ) มีการมอบหมายให้ข้าราชการและเจ้าหน้าท่ี
ปฏิบัติงานทุกคนปฏิบัติงานในสถานท่ีต้ังของส่วนราชการ เช่น สานักงานทรัพยากรน้าแห่งชาติ สานักงาน
ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน
สานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นตน้
2. การเหลอื่ มเวลาในการทางานในสถานท่ีตงั้ ของส่วนราชการ
2.1 ส่วนราชการกาหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าท่ีเหล่ือมเวลาการปฏิบัติงานเมื่อ
จาเป็นต้องปฏิบัติงานในสถานท่ีต้ังของส่วนราชการ โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 55 กาหนดการเหล่ือมเวลาการปฏิบัติงาน
เปน็ 3 ชว่ งเวลา คือ เวลา 7.30 – 15.30 น. เวลา 8.30 – 16.30 น. และเวลา 9.30 – 17.30 น.
2.2 ส่วนราชการมอบหมายให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏบิ ัติงานในสถานทีต่ ั้งตามวันเวลา
ปกตใิ นบางลกั ษณะงาน โดยลกั ษณะงานส่วนใหญ่ คือ งานใหบ้ ริการประชาชน งานรกั ษาพยาบาลในโรงพยาบาล งาน
ในห้องปฏิบัติการ งานควบคุมผตู้ ้องขงั งานจัดเกบ็ ภาษี
3. แนวทางการบริหารงานของสว่ นราชการ
3.1 การกากับดูแลและบริหารผลการทางาน ส่วนราชการร้อยละ 100 กาหนดให้มีระบบ
รายงานผลงานผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยสว่ นใหญ่รอ้ ยละ 56 ให้ขา้ ราชการและเจ้าหน้าทีร่ ายงานความก้าวหนา้ ของงาน
ทัง้ รายวันและรายสัปดาห์ ผ่าน Application LINE ไปรษณียอ์ เิ ลก็ ทรอนิกส์ และ Google From
3.2 การนาระบบเทคโนโลยดี ิจทิ ัลมาใช้สนับสนนุ การปฏบิ ตั ิงาน ส่วนราชการมกี ารนาระบบ
เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานโดยส่วนใหญ่เลือกใช้ Application LINE ร้อยละ 99 Application
Zoom ร้อยละ 66 Microsoft Team ร้อยละ 32 Cisco Webex ร้อยละ 25 ตามลาดับ โดยส่วนใหญ่ใช้งานผ่าน
คอมพิวเตอร์แบบพกพาและโทรศัพท์เคล่ือนท่ี เชน่ เดยี วกบั ขอ้ มลู ในสัปดาหท์ ีผ่ า่ นมา
4. ข้อจากัดของส่วนราชการ ในการมอบหมายข้าราชการและเจ้าหน้าท่ีให้ปฏิบัติงานนอกสถาน
ท่ตี ้ังของส่วนราชการ ได้แก่ การขาดความพร้อมดา้ นอปุ กรณ์ปฏบิ ตั ิงานและสญั ญาณเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ การขาด
ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน ความไม่สะดวกในการติดต่อส่ือสารและ
การประสานงานในกรณีเร่งด่วน งานเก่ียวกับเอกสารราชการที่ยังคงมีความจาเป็นต้องปฏิบัติงานในสถานที่ต้ัง และ
ลักษณะงานท่ีต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะติดต่อสื่อสารกับเกษตรกร เป็นต้น ไม่สามารถดาเนินการได้ ทาให้ผลการ
ปฏิบตั งิ านไมเ่ ปน็ ตามแผนทีก่ าหนด
5. ข้อเสนอแนะเก่ียวกับการปฏิบัติงานใน-นอกสถานที่ต้ังของส่วนราชการ ได้แก่ ควรจัดให้มี
อุปกรณ์รองรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ต้ัง ควรสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานท่ีบ้าน เช่น ค่าโทรศัพท์
คา่ บรกิ ารอนิ เทอรเ์ น็ต เปน็ ต้น
20. เร่ือง รายงานผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานนอกสถานท่ีต้ัง (Work from Home) และการเหล่ือมเวลาใน
การทางานในสถานทต่ี ้งั ของรัฐวิสาหกิจ
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลสัมฤทธ์ิของการปฏิบัติงานนอกสถานที่ต้ัง (Work from
Home) และการเหลื่อมเวลาในการทางานในสถานที่ต้ังของรัฐวิสาหกิจในสัปดาห์ช่วงระหว่างวันท่ี 25 – 29
พฤษภาคม 2563 ตามทก่ี ระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
สาระสาคญั
รัฐวิสาหกิจภายใต้การกากับดูแลของกระทรวงการคลังโดยสานักงานคณะกรรมการนโยบาย
รัฐวิสาหกิจ (สคร.) มีจานวน 55 แห่ง ลดลง 1 แห่ง จากท่ีได้รายงานในสัปดาห์ก่อนหน้า (ช่วงระหว่างวันที่ 18 – 22
พฤษภาคม 2563) เนือ่ งจากบริษทั การบินไทย จากดั (มหาชน) พ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจเม่อื วนั ท่ี 22 พฤษภาคม
2563 โดยผลสัมฤทธิ์ฯ ของรัฐวิสาหกิจในสัปดาห์ช่วงระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2563 สรุปสาระสาคัญได้
ดังน้ี
1. การปฏิบัติงานนอกสถานท่ีต้ังของรัฐวิสาหกิจ (ปฏิบัติงานท่ีบ้านหรือที่พักหรือสถานท่ีตามท่ี
รฐั วิสาหกจิ กาหนด)
รฐั วิสาหกิจ 50 แห่ง ยงั คงดาเนนิ นโยบายการปฏบิ ตั งิ านนอกสถานท่ีตั้ง และมรี ฐั วิสาหกจิ 5 แหง่
ได้แก่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จากัด โรงพิมพ์ตารวจ สานักงานตารวจแห่งชาติ
สานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และองค์การสุรา กรมสรรพสามิต ท่ีให้พนักงานกลับมา
ปฏิบัติงานในสถานท่ีตั้งตามปกติแล้ว เช่นเดียวกับสัปดาห์ก่อนหน้า (ช่วงระหว่างวันท่ี 18 – 22 พฤษภาคม 2563)
ท้ังน้ี จากจานวนพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด จานวน 272,340 คน มีพนักงานและลูกจ้างปฏิบัติงาน
นอกสถานที่ตง้ั จานวน 55,166 คน หรือคิดเปน็ ร้อยละ 20
2. การปฏิบัติงานในสถานทตี่ ั้งของรฐั วสิ าหกจิ
รัฐวิสาหกิจ 32 แห่ง ยังคงดาเนินนโยบายการปฏิบัติงานเหล่ือมเวลา โดยมีช่วงเวลาเริ่ม
ปฏิบัติงานต้ังแต่เวลา 6.00 น. – 10.30 น. เช่นเดียวกับสัปดาห์ก่อนหน้า (ช่วงระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษถาคม
2563)
3. แนวทางการบรหิ ารงานของรัฐวิสาหกิจ
รัฐวิสาหกิจท่ียังคงดาเนินนโยบายการปฏิบัติงานนอกสถานท่ีตั้งมีการติดตามผลการปฏิบัติงาน
ทั้งเป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ขึน้ อยกู่ ับประเภทของงาน ซ่งึ รฐั วิสาหกิจส่วนใหญ่มีการกากบั ตดิ ตาม และ
บริหารผลการปฏิบัติงานผ่านแอปพลิเคชัน Line ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบการติดตามงานและการลงเวลา
ปฏิบัติงานท่ีองค์กรพัฒนาข้ึนเอง โดยรัฐวิสาหกิจยังคงใช้แอปพลิเคชัน Line มาสนับสนุนการปฏิบัติงานมากที่สุด
ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจมีข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งว่า ควรเตรียมอุปกรณ์และระบบเพ่ือรองรับการ
ปฏิบตั ิงานนอกสถานท่ตี ั้งใหเ้ พียงพอ และควรพัฒนาระบบการปฏิบัตงิ านขององค์กรให้สามารถรองรบั การปฏบิ ัติงาน
นอกสถานที่ต้ังได้ ซึ่งรวมถึงมีการจัดเก็บข้อมูลหรือเอกสารให้อยู่ในรูปแบบของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งควร
พิจารณาลักษณะงานท่ีจาเป็นต้องปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งเท่านั้น เช่น การให้บริการประชาชน และสาหรับงานอ่ืนที่
ไม่จาเปน็ ตอ้ งปฏบิ ัตงิ านในสถานท่ตี ง้ั ควรพจิ ารณาเปล่ยี นรปู แบบเป็นการปฏิบตั ิงานนอกสถานทตี่ ั้งแทน
21. เรอื่ ง โครงการเงนิ ชว่ ยเหลอื เกษตรกรชาวไร่ออ้ ยเพือ่ ซอื้ ปจั จยั การผลติ ฤดกู ารผลติ ปี 2562/2563
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เหมาะสม ตาม
โครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ตามความเห็นของ
กระทรวงการคลัง โดยกาหนดอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยในวงเงิน 6,500 ล้านบาท แก่ชาวไร่
อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานทุกราย ในอัตราตันละ 85 บาท รายละไม่เกิน 5,000 ตัน และวงเงิน 3,500 ล้านบาท
ชว่ ยเหลอื เฉพาะชาวไร่อ้อยท่ีตัดอ้อยสดเข้าโรงงานทุกตนั อ้อย ในอัตราตันละ 92 บาท ตามทก่ี ระทรวงอตุ สาหกรรมเสนอ
ต่างประเทศ
22. เร่ือง การแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
(ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime: AMMTC) แ ละการแ ต่งตั้งค ณ ะกรร ม ก า ร
ประสานงานด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการแต่งต้ังคณะกรรมการประสานงานด้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยไม่
ต้องเสนอให้จัดทาเป็นคาสั่งสานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านอาชญากรรมข้ามชาติขึ้นอีก
ท้ังนี้ ให้สานักงานตารวจแห่งชาติถือปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆ ตามแนวทางอย่างเคร่งครัด
สาหรับการพิจารณามอบหมายผู้แทนที่เหมาะสมเพื่อทาหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยในการประชุมระดับ
รัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ให้สานักงานตารวจแห่งชาตินาเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา
มอบหมายต่อไป ตามนัย ข้อ 14 วรรคหน่ึง (1) ของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไป
ราชการและการจดั การประชมุ ของทางราชการ พ.ศ. 2524
สาระสาคัญ
การเสนอแต่งต้ังคณะกรรมการประสานงานด้านอาชญากรรมข้ามชาติตามที่สานักงานตารวจ
แห่งชาติเสนอ เป็นการดาเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันท่ี 30 กรกฎาคม 2562 (เร่ือง คณะกรรมการต่าง ๆ ที่
แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี) ที่ให้ส่วนราชการพิจารณาเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการที่ยังมีภารกิจสาคัญและจาเป็น
จะตอ้ งคงอยู่ต่อไป ซง่ึ สานักงานตารวจแห่งชาติเหน็ ว่าคณะกรรมการประสานงานด้านอาชญากรรมขา้ มชาติมบี ทบาท
ในการเป็นผู้แทนส่วนราชการไทยในการประชุมเจ้าหน้าท่ีอาวุโสอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Senior
Officials Meeting on Transnational Crime: SOMTC) และการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรม
ข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime: AMMTC) โดย SOMTC และ AMMTC เป็น
องค์กรสาขาภายใต้ประชาคมการเมืองและความม่ันคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community)
ได้รับการจัดต้ังขึ้นเพ่ือกาหนดนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค อาเซียนให้
เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซ่ึงมีการจัดประชุมร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจาอย่างต่อเนื่องเป็น
ประจาทุกปี โดยในการประชุมคร้ังต่อไปของ SOMTC คร้ังที่ 20 กาหนดจะจัดขึ้น ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐ
ฟิลิปปินส์ และการประชุม AMMTC คร้ังท่ี 14 กาหนดจะจัดข้ึน ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งขณะน้ีอยู่
ระหว่างขอความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกอาเซียนในการกาหนดวันประชุม ท้ังน้ี ได้ขอเพิ่มเติมองค์ประกอบ
กรรมการในคณะกรรมการดังกล่าว จานวน 3 ตาแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ
ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพ่ือให้มีความเหมาะสมเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับส่วนราชการและ
หน่วยงานภาครัฐของประเทศไทยท่ีมีความเก่ียวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจะส่งเสริมให้การดาเนินงานและ
ประสานความร่วมมือในกรอบความรว่ มมอื ดงั กล่าวเปน็ ไปอย่างตอ่ เน่ืองและมีประสิทธภิ าพ
23. เร่ือง การขอความเห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสวัสดิการสังคมและ
การพฒั นาว่าด้วยการบรรเทาผลกระทบของโควดิ -19 ต่อกลุ่มเปราะบางในอาเซยี น (Joint Statement of the
ASEAN Ministerial Meeting on Social Welfare and Development on Mitigating Impacts of COVID-
19 on Vulnerable Groups in ASEAN)
คณะรัฐมนตรีมีติเห็นชอบในหลักการต่อร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้าน
สวัสดิการสังคมและการพัฒนาว่าด้วยการบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 ต่อกลุ่มเปราะบางในอาเซียน โดยหากมี
ความจาเป็นต้องแก้ไขเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสาคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อประเทศไทยให้กระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดาเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก และให้รัฐมนตรีว่า
การกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐมนตรี
อาเซียนด้านสวัสดิการสังคมและการพัฒนาสมัยพิเศษ ว่าด้วยการบรรเทาผลกระทบของโควดิ -19 ต่อกลุ่มเปราะบาง
ในอาเซียน ร่วมรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสวัสดิการสังคมและการพัฒนาว่าด้วย
การบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 ต่อกลุ่มเปราะบางในอาเซียน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความความ
มน่ั คงของมนุษยเ์ สนอ
สาระสาคัญของร่างถ้อยแถลงฯ ดังกล่าวเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมของรัฐมนตรีอาเซียนด้าน
สวัสดิการสงั คมและการพฒั นา ในการตระหนักถงึ ความรา้ ยแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผล
ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม ตอ่ ชีวติ ความเปน็ อยขู่ อง เดก็ สตรี คนพิการ ผสู้ ูงอายุ ผู้ยากไร้ กลุ่มคนชายขอบในสงั คม และ
ความจาเป็นในการปกป้องคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ของกลุม่ คนเหลา่ นี้อยา่ งเร่งด่วน โดย
ให้คามน่ั ว่าจะดาเนินการและผลกั ดันในประเด็นตอ่ ไปนี้
ก. สร้างหลักประกันการเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคมในเวลาท่ีเหมาะสมด้วยการจัดสรร
งบประมาณภาครัฐท่ีเพียงพอสาหรบั การช่วยเหลือสงั คม
ข. ปกป้องสิทธิ ความปลอดภัย และศกั ดิศ์ รี
ค. สรา้ งความมน่ั คงดา้ นสขุ ภาพและความปลอดภยั ใหน้ ักสังคมสงเคราะห์
ง. เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระดับชาติและความร่วมมือระหว่างสาขาใน
ระดับอาเซียน
จ. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการฟ้ืนฟูเยียวยาภายหลังการส้ินสดุ ของการแพร่ระบาดแบบบูรณา
การและครอบคลุม
ฉ. ยึดมั่นท่ีจะพัฒนาแผนงานและมาตรการต่อเนื่องที่ผนวกรวมประเด็นคนพิการคานึงถึงมิติ
หญงิ ชาย ตระหนกั ถงึ มิติด้านอายุ และสง่ เสริมการมสี ่วนรว่ มของเดก็
แต่งตัง้
24. เร่ือง การแต่งตั้งผู้ไปปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการให้ดารงตาแหน่งประเภทวิชาการ
ระดบั ทรงคณุ วุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้ง นายพสิษฐ์
อัศววัฒนาพร ผู้ไปปฏิบตั งิ านตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเขา้ รับราชการให้ดารงตาแหนง่ ท่ปี รกึ ษาเฉพาะด้านกฎหมาย
มหาชน (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 สาหรับใน
ส่วนของเงนิ เดือน เงินประจาตาแหน่ง และค่าตอบแทนพเิ ศษนอกเหนือจากเงินเดือน ให้กระทรวงยุตธิ รรมดาเนินการ
ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบยี บที่เกยี่ วข้องต่อไป ท้งั น้ี ต้ังแตว่ นั ทท่ี รงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
เปน็ ต้นไป
ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมได้มีคาส่ังให้ นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตาแหน่ง
ท่ีปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สานักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ลาออกจากราชการเพื่อไป
ปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ซึ่งคาสั่งดังกล่าวออกตามความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติบาเหน็จบานาญ
ข้าราชการ พ.ศ. 2494 และตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎกี ากาหนดหลกั เกณฑ์การสั่งใหข้ ้าราชการไปทา
การ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ พ.ศ. 2550) โดยปฏิบัติหน้าที่ที่สถาบันอนุญาโตตุลาการ เป็น
เวลา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ซ่ึงจะครบกาหนด 4 ปี ในวันท่ี 14 กรกฎาคม 2563 โดยนายพสิษฐ์
อศั ววฒั นาพร ได้ยน่ื แบบขอกลับเข้ารบั ราชการ ตงั้ แตว่ ันท่ี 15 กรกฎาคม 2563 เน่อื งจากครบกาหนด 4 ปี
25. เรอื่ ง การแตง่ ตงั้ ขา้ ราชการการเมอื ง (กระทรวงอุตสาหกรรม)
คณะรฐั มนตรมี ีมติเหน็ ชอบตามท่ีกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอการแต่งตั้ง นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา
ให้ดารงตาแหน่งเลขานกุ ารรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงอุตสาหกรรม ทงั้ น้ี ต้ังแต่วนั ท่ี 9 มิถุนายน 2563 เปน็ ตน้ ไป
26. เร่อื ง การแตง่ ตั้งประธานกรรมการและกรรมการผูท้ รงคณุ วฒุ ใิ นคณะกรรมการวิธปี ฏิบัติราชการทางปกครอง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามท่ีสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอแต่งตง้ั ประธานกรรมการและ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวม 10 คน เนื่องจากประธานกรรมการและ
กรรมการผู้ทรงคุณวฒุ เิ ดมิ ไดด้ ารงตาแหนง่ ครบวาระสามปี ดังน้ี
ประธานกรรมการ
1. นายบวรศักด์ิ อุวรรณโณ
กรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
2. นายนนั ทวัฒน์ บรมานนั ท์
3. นายนพิ นธ์ ฮะกีมี
4. นายบญุ อนนั ต์ วรรณพานิชย์
5. นายประสงค์ วนิ ัยแพทย์
6. นายภทั รศักดิ์ วรรณแสง
7. นายฤทยั หงส์สริ ิ
8. นายวรเจตน์ ภาคีรตั น์
9. นายอธิคม อนิ ทุภตู ิ
10. นายเอกบญุ วงศส์ วสั ดกิ์ ุล
ทง้ั นี้ ตัง้ แต่วนั ท่ี 9 มิถนุ ายน 2563 เป็นตน้ ไป
27. เรอื่ ง การแต่งต้งั กรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสนิ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้คณะกรรมการธนาคารออมสินมีจานวนทั้งสิ้น 13 คน (นับรวม
คณะกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไว้แล้ว และผู้อานวยการซ่ึงเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตาแหน่ง) ตาม
มาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสาหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518
และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม และอนุมัติแต่งต้ังกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสินเพ่ิมเติม ตามที่กระทรวงการคลัง
เสนอ ดงั น้ี
1. นายวจิ ักษณ์ อภริ กั ษ์นันทช์ ัย กรรมการ
2. นายกอ้ ง รุ่งสวา่ ง กรรมการ
ท้ังนี้ ตั้งแต่วนั ที่ 9 มถิ ุนายน 2563 เปน็ ตน้ ไป โดยให้ผทู้ ี่ได้รบั แตง่ ตัง้ ให้ดารงตาแหน่งแทนอยู่ในวาระ
เท่ากบั วาระทีเ่ หลอื อยู่ของกรรมการซ่ึงไดแ้ ต่งตัง้ ไว้แลว้
..............
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรที ่เี ปน็ ทางการจากสานักเลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรีอกี คร้ัง)