The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยภาคเรียนที่1ปี2563 เรื่องผลการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ที่มีต่อความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Faii Sumalee, 2020-12-15 11:08:09

รายงานการวิจัยเรื่องผลการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ที่มีต่อความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์

รายงานการวิจัยภาคเรียนที่1ปี2563 เรื่องผลการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ที่มีต่อความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์

Keywords: รายงานการวิจัย,BBL,ใช้สมองเป็นฐาน,ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทย,ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1,วิจัยในชั้นเรียน





บนั ทกึ ขอ้ ความ

สว่ นราชการ โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ สังกัด สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสมุทรปราการ เขต 1
ที่ วันท่ี 30 พฤศจิกายน 2563
เร่ือง สง่ วจิ ัยในช้นั เรยี น เร่ืองผลการใชแ้ บบฝึกสสี ันการอา่ น โดยใชส้ มองเป็นฐาน ทีม่ ตี ่อความสามารถ
ในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท1่ี /2
โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์

เรียน ผ้อู านวยการโรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์
ตามท่ีข้าพเจ้า นางสาวสุมาลี ชูบุญ ตาแหน่ง ครู ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่การสอน

รายวิชาภาษาไทย 11101 ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563
บัดน้ีข้าพเจ้าได้ดาเนินการจัดทาวิจัยในชั้นเรียน เรื่องผลการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้

สมองเป็นฐาน ที่มีต่อความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์เรียบร้อยแล้ว และขออนุญาตส่งวิจัยในช้ันเรียน
ประจาภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563 ซึง่ แนบมาพร้อมเอกสารนี้

จงึ เรยี นมาเพื่อโปรดทราบและพจิ ารณาลงนาม

ลงชือ่ ..………………………….………………
(นางสาวสมุ าลี ชบู ญุ )
ตาแหนง่ ครู

ความคิดเห็นหวั หนา้ สายช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ความคิดเหน็ รองผอู้ านวยการฯฝา่ ยวชิ าการ
......................................................................
....................................................................... .......................................................................
....................................................................... .......................................................................
....................................................................... ลงชือ่ ……………………………………………..
ลงชอ่ื ……………………………………………..
(นายเสรมิ ชยั เลิศศักด์พิ ณชิ ย์)
(นางวภิ าดา ทองรัตน์) รองผอู้ านวยการโรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์
หวั หน้าสายชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1
เรียนเสนอผ้อู านวยการ
........../......................../............. ทราบ
....................................................................... .........................................................
.......................................................................
....................................................................... ลงช่อื ……………………………………………..
(นายเอกพงษ์ ตรีเนตร)
ลงชอ่ื ……………………………………………..
(นางวิภาดา ทองรัตน์) ผ้อู านวยการโรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์

หวั หนา้ สายชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 1



คานา

การจัดทาวิจัยเรื่องผลการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ท่ีมีต่อความสามารถในการ
อ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาล
พระสมุทรเจดีย์

มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียน
ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน
โดยใช้สมองเป็นฐาน และเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ หลังการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็น
ฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ซ่ึงผลการวิจัยคร้ังนี้สามารถนาไปประยุกต์ใช้กับหน่วยการเรียนรู้อ่ืนๆ
ได้เป็นอยา่ งดี

รายงานการวจิ ัยเลม่ นสี้ าเรจ็ ลุลว่ งได้ด้วยดเี พราะได้รับความอนุเคราะห์ ความชว่ ยเหลือ สนบั สนนุ และ
ความร่วมมือจากหลายบุคคล ผู้วิจยั จงึ ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมและให้ความช่วยเหลือสนับสนนุ จนทาให้
รายงานการวิจัยฉบับนี้สาเรจ็ ไดด้ ้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยฉบับน้ีขอมอบเป็นเครือ่ งบูชา
พระคณุ บิดามารดาครูอาจารยแ์ ละผ้ทู ี่มีพระคุณทุกทา่ นที่ชว่ ยใหง้ านวจิ ัยเล่มนส้ี าเรจ็ ลลุ ่วงดว้ ยดี

สุมาลี ชบู ญุ



ชอ่ื ผู้วจิ ัย : นางสาวสุมาลี ชูบญุ
ชอื่ เรื่อง : ผลการใช้แบบฝกึ สสี นั การอา่ น โดยใชส้ มองเป็นฐาน ท่ีมีตอ่ ความสามารถในการอ่านและ

การเขยี นสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปีท1ี่ /2 โรงเรียนอนุบาล
พระสมุทรเจดยี ์
ปีการศึกษา : ปกี ารศกึ ษา 2563

บทคัดย่อ
การวิจัยคร้งั น้ีเปน็ การวิจยั เชิงทดลอง มีวตั ถุประสงค์เพื่อเปรียบเทยี บความสามารถในการอ่าน
และการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดบั ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ก่อน
และหลงั การใช้แบบฝึกสีสนั การอา่ นโดยใชส้ มองเป็นฐาน และเปรยี บเทียบความสามารถในการอ่านและการเขยี น
สะกดคาภาษาไทยของนกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ หลังการใช้แบบฝึก
สสี ันการอ่าน โดยใชส้ มองเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเตม็
กลุม่ ตวั อยา่ งในการวิจัยคร้งั น้ีคือ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 31 คน โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ จากวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling)
เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัยไดแ้ ก่ แบบฝึกสีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 1 และ
แบบทดสอบวดั ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 จานวน
30 ข้อ
สถติ ทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ คา่ เฉลีย่ (x)̄ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที
(t-test Dependent) และ (One Simple t-test)
ผลการวจิ ัยพบวา่ 1.นกั เรียนท่ีรว่ มกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอา่ น โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน มคี ะแนน
ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05 และ 2.นักเรียนท่ีร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน มีคะแนน
ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 75 ของ
คะแนนเต็ม อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05

สารบัญ ค

คานา หนา้
บทคัดย่อ ก
บทที่ 1 บทนา ข
1
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา 1
วตั ถุประสงค์ของการวิจยั 3
คาถามการวจิ ัย 3
สมมติฐานการวจิ ัย 3
ขอบเขตของการวิจยั 4
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ 4
นิยามศพั ท์เฉพาะ 4
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง 6
เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกยี่ วข้อง 6
กรอบแนวคิดการวจิ ัย 20
บทท่ี 3 วธิ ดี าเนินการวจิ ัย 21
ตัวแปร/ส่ิงที่ตอ้ งการศึกษา 21
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 21
เน้ือหาท่ใี ช้ในงานวจิ ัย 21
เคร่ืองมอื ท่ีใช้ในงานวจิ ยั 22
แผนการวิจัย 23
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 24

สารบญั (ตอ่ )



หน้า

บทที่ 4 ผลการดาเนินการวจิ ยั 25

บทท่ี 5 อภปิ รายผลการวจิ ัยและขอ้ เสนอแนะ 28

สรุปผลการวจิ ัย 29

อภิปรายผล 29

ขอ้ เสนอแนะ 32

รายการอ้างอิง/บรรณานุกรม 33

ภาคผนวก ก ตวั อยา่ ง แบบฝึกสสี ันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน 36
ภาคผนวก ข แบบทดสอบวดั ความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคา
49
ภาษาไทยระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1
ภาคผนวก ค คะแนนความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคาภาษาไทย 54
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ 57
(กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น) และตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล output SPSS 59
ภาคผนวก ง ภาพการจัดกิจกรรมการเรียนร/ู้ การดาเนนิ การวจิ ยั
ประวัตผิ วู้ จิ ยั

สารบญั ตาราง จ

ตาราง หน้า
26
ตารางที่ 1 เปรียบเทยี บค่าเฉล่ยี ของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคา 27
ภาษาไทย ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดีย์
ก่อนและหลงั การจดั กิจกรรมการใช้แบบฝกึ สสี ันการอ่าน โดยใชส้ มองเป็นฐาน
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉล่ยี ของคะแนนความสามารถในการอา่ นและการเขียนสะกดคา
ภาษาไทย ระดับชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์
หลังการจดั กจิ กรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอา่ น โดยใช้สมองเปน็ ฐานกับเกณฑร์ อ้ ยละ 75
ของคะแนนเตม็

1

บทท่ี 1

บทนำ

ควำมเปน็ มำและควำมสำคญั ของปัญหำ
ภาษาไทยเป็นภาษาประจาชาติ เป็นภาษาท่ีคนไทยทุกคนต้องเรียนรู้ในฐานะท่ีเป็นเจ้าของภาษา

เพื่อให้ใช้ภาษาไทยได้อย่างถกู ต้องในการติดตอ่ สื่อสารและการสืบสานภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั แิ ก่ลูกหลานตอ่ ไป
รวมทั้งสามารถใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือเรียนรู้และเผยแพร่วทิ ยาการต่างๆ ประกอบกับปัจจุบนั การใช้ภาษา
พูดและภาษาเขียนเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้ท่ีอยู่ในวงการการศึกษาภาษาไทย ครูภาษาไทย นักเรียนและผู้ท่ี
สนใจภาษาไทย จึงควรรู้จักลักษณะของภาษาไทยและรเู้ ท่าทันการเปลย่ี นแปลงท่เี กิดขึ้น เพื่อใหส้ ามารถเลอื ก
รับการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่ควรรับ สามารถแก้ไขการใช้ภาษาท่ีผิดหรือไม่เหมาะสม และเลือกใช้ภาษาที่
ถูกต้องได้ตามความประสงค์ (สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2554: บทนา) ทั้งน้ีภาษาเป็น
เครือ่ งมือส่อื สารที่มคี วามสาคญั ในการติดตอ่ สือ่ สาร ในการดารงชวี ติ ประจาวนั และภาษายงั เปน็ ส่วนหน่ึงของ
วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ภาษาไทยนับเป็นภาษาหนึ่งท่ีมีเอกลักษณ์ของตัวเองซ่ึงแสดงถึงความเป็นไทย เป็น
มรดกของชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) และภาษาไทยของเราน้ันนับวา่ เป็นภาษาท่ีสาคัญสาหรบั คนไทย
ทุกคน นอกจากจะเป็นเครื่องมอื ในการตดิ ต่อสื่อสารแลว้ ภาษาไทยยังเป็นเอกลักษณ์และความมั่นคงของชาติ
เปน็ มรดกทางวฒั นธรรม เป็นเคร่ืองมือสอ่ื ความหมายที่คนไทยทกุ คนตอ้ งใชไ้ ปตลอดชีวติ และเป็นเครือ่ งผกู พัน
คนไทยให้รู้สกึ เปน็ พวกเดียวกันอยา่ งแนน่ แฟน้ (วรรณี โสมประยรู ,2553)

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ.2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ได้ระบุถึง
ทกั ษะการส่ือสารได้แก่ ทกั ษะการพูด การฟงั การอ่าน และการเขยี น ซึ่งเปน็ เคร่อื งมอื ของการสง่ สารและการ
รับสารการส่งสารได้แก่ การส่งความรู้ ความเชื่อ ความคิด ความรู้สึกด้วยการพูด และการเขียน ส่วนการ
รับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเชื่อ ความคิดด้วยการอ่านและการฟัง การฝึกทักษะการสื่อสารจึงเป็นการ
ฝกึ ทกั ษะการพดู การฟังการอ่านและการเขียนให้สามารถรับสารและสง่ สารอย่างมปี ระสิทธิภาพ ซ่ึงถ้านักเรยี น
ขาดทักษะเหล่านี้ก็จะส่งผลเสียต่อการส่อื สาร ทาให้ไม่สามารถใช้ภาษาไทยในการดาเนินหรือติดต่อสื่อสารกับ
ผอู้ ่ืนชีวิตประจาวันได้ โดยทักษะการอา่ นเปน็ วิธีการหนึ่งที่มนุษย์สามารถใช้แสวงหาความรหู้ รอื ช้อมูลต่างๆได้
เป็นอย่างดี ก้าวทันกับความเปล่ียนแปลง เป็นทักษะท่ีมนุษย์จะต้องทาความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้รับให้ชัดเจน
เพราะหากไม่ทาความเข้าใจ อาจทาให้เกิดความผิดพลาดไปจากความหมายที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อความ
นอกจากน้ีทักษะการเขียนเป็นทักษะสาคัญท่ีใช้สาหรับถ่ายทอด บันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อ
ติดต่อส่ือสารกันระหว่างคนในสังคม ซึ่งแต่ละสังคมได้กาหนดสัญลักษณ์ในการสื่อความหมายแตกต่างกัน
ออกไป การเขยี นเป็นทกั ษะทม่ี ีความสาคัญตอ่ การพัฒนาของมนุษยใ์ นดา้ นตา่ งๆเป็นอย่างมาก มนษุ ยม์ ีโอกาส
พัฒนาศักยภาพของตนเองจากการเขียน (กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธ์ิ, 2551) ทั้งนี้เร่ิมจากการเขียนสะกดคา
ระบบการเขียนภาษาไทย เป็นระบบที่ใช้ตัวอักษรแทนเสียง 3 ประเภท คือ สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์
มาประกอบเป็นพยางค์และคา ในการเขียนคาให้ถูกต้อง จาเป็นต้องศึกษาเร่ืองการใช้สระ พยัญชนะ และ
วรรณยกุ ต์ ตลอดจนการเขียนคาในลกั ษณะพิเศษต่างๆ (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน, 2554)
และการอา่ นแจกลูกสะกดคา เป็นกระบวนการขนั้ พนื้ ฐานของการนารูปคา และเสียงพยัญชนะต้น รูปและเสียง
สระ รูปและเสียงวรรณยุกต์ รูปและเสียงตัวสะกดมาประสมกันทาให้ออกเสียงคาต่างๆ ที่มีความหมายใน
ภาษาไทย เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นไดห้ ลักเกณฑ์ทางภาษาทัง้ การอ่านและการเขยี นไปพร้อมกัน (องิ อร สพุ ันธ์วุ ณิช และ
คณะ, 2554) ทั้งการอ่านและการเขียนสะกดคาล้วนเป็นพ้ืนฐานสาคัญในการเรียนรู้วิชาต่างๆ ถ้านักเรียน

2

มปี ัญหาในการอ่านและการเขียนสะกดคา อา่ นไม่ออก เขียนไม่ได้ จะทาให้ไม่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่
การเรียนในวิชาตา่ งๆได้

ปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทย คือ นักเรียนมีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เป็นจานวนมาก
ท้งั ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งถือวา่ เปน็ เรือ่ งพ้นื ฐานและหวั ใจหลกั ของการศกึ ษาในทุกวชิ า ปญั หา
การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ท้ังหลักสูตรการสอน การจัดกระบวนการเรียนรู้ และ
เทคนิคการสอนของครู ในการสอนแจกลูกสะกดคาภาษาไทย ท่ีเน้นวิธีสอนแบบบรรยาย ซ่ึงไม่สอดคล้องกับ
รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรยี น เพราะนักเรยี นไม่มีโอกาสได้ฝึกคิดและมสี ่วนร่วมในกิจกรรม ทาให้ไมเ่ กิดการ
กระตุ้นสมองในการเรียนรู้ ส่งผลใหน้ ักเรียนขาดความสนใจ สมองของนักเรียนจงึ เกิดการเรยี นรู้ได้ชา้ และไม่
เต็มตามศักยภาพ ส่งผลให้มีปัญหาในการจดจาและเรียนรู้พยัญชนะ สระ และการประสมคา เกิดเป็นปัญหา
อ่านไม่ออกเขยี นไม่ได้

นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ได้กาหนดให้ปี2558 เป็นปีปลอดนักเรียนอ่านไม่ออก
เขียนไม่ได้ โดยพิจารณาว่าการอ่านออกเขียนได้ อ่านคล่องเขียนคล่องและส่ือสารได้ เป็นพื้นฐานท่ีสาคัญ
สูงสดุ อันดับแรกๆ ของการพัฒนาขีดความสามารถของนักเรยี น การพัฒนาความสามารถการอ่าน นอกจากครู
จะต้องมีองค์ความรู้ เข้าใจ ทกั ษะ กระบวนการพัฒนาความสามารถการอ่านของนักเรียนท้ังนักเรียนปกติและ
นักเรียนที่ต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษเพราะปัจจัยความแตกต่างทางสติปัญญาแล้ว ความแตกต่างทาง
พ้ืนฐานของครอบครัว เป็นปัจจัยสาคัญท่ีควรคานึงถึงในการพัฒนาความสามารถการอ่านของนักเรียน
ด้วยเหตุน้ี การดาเนินงาน พัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย จึงกาหนดเป็นนโยบายสาคัญในการเร่งรัด
คุณภาพการอ่านรู้เร่ืองและสื่อสารได้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (Brain –
based Learning) ซ่ึงการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (Brain – based Learning) เป็นรากฐาน
สาคัญในการเรยี นรู้ท่ี เหมาะสมกบั สถานการณ์โลกในปจั จุบัน โดยมงุ่ เน้นการจัดการเรียนรู้ และการอบรมเลย้ี ง
ดูเด็กที่สอดคล้องกับธรรมชาติและการทางานของสมอง ให้เด็กได้ค้นพบตนเอง รู้ศักยภาพของตนเอง
มีความสามารถในการเรียนรู้ การทางาน สามารถแก้ปัญหาในด้านวิชาชีพ รวมถึงปัญหาในชีวิตจริงได้
พร้อมรบั มือกับโลกท่ีเปลยี่ นแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผ่านครู ผ้ปู กครอง และผ้มู ีส่วนเกย่ี วขอ้ งในการจัดการเรียนรู้
ให้แก่เด็ก (สานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้. 2558: บทนา) นอกจากน้ี อัครภูมิ จารภุ ากร และพรพิไล
เลิศวิชา (2550) ได้กล่าวถงึ หลักการสาคัญเก่ียวกับการเรียนรู้ของสมองไว้ดังน้ี 1. สมองเกิดมาเพอ่ื เรียนรู้ รกั ที่
จะเรียนรู้ และรู้วิธีเรียน 2. เด็กเรียนรู้ส่ิงท่ีตัวเองฝึกฝน การฝึกทาให้เกิดความผิดพลาด การแก้ไขความผิด
บกพร่อง การเรียนรู้จากสิ่งน้ัน พยายามทาอีก และทาอีก ทาให้เกิดการเรียนรู้ การทาและเรียนรู้จากความ
ผิดพลาดเป็นส่วนท่ีจาเป็น และเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้ 3.เด็กเรียนรู้ส่ิงที่ฝึกปฏิบัติ เพราะเม่ือฝึกหัด
สมองสรา้ งเดนไดรต์และเช่อื มโยงเข้าด้วยกนั น่ีคือส่ิงทีเ่ รียกว่าการเรยี นรู้ 4. การเรยี นรตู้ ้องใชร้ ะยะเวลา เพราะ
จาเป็นต้องมเี วลาในการท่เี ดนไดรต์จะเจริญและเช่อื มโยงกัน การใช้เวลาในแตล่ ะคนไม่เท่ากัน 5. หากเดก็ ไมไ่ ด้
ใช้สมอง กจ็ ะสูญเสียเซลล์สว่ นนัน้ ไป เพราะเดนไดรตแ์ ละไซแนปส์สามารถสรา้ งขน้ึ โดยการใช้งาน และสญู เสีย
ไปถ้าไม่ได้ใช้งาน 6. อารมณ์มีผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ การคิด และการจาของสมอง
ความกลัว ไม่แน่ใจ และสงสัยตนเอง ฯลฯ กีดกันสมองจากการเรยี น การคิด และจา ความเช่ือมั่น ความสนใจ
ฯลฯ ช่วยสมองให้เรียนรู้ คิด และจดจาได้ดี 7. เด็กทุกคนย่อมเกิดมาเพ่ือเรียนรู้ได้โดยธรรมชาติเหมือนกัน
นอกจากนี้การพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาสามารถใช้แบบฝึก ซ่ึงเป็นสื่อการเรียน

3

การสอน ที่ช่วยพัฒนาทักษะดา้ นต่างๆ ให้บรรลตุ ามจุดมุ่งหมายสาคัญของการเรยี นการสอนและเป็นเคร่ืองมือ
ที่สร้างทักษะ ความรู้ความเข้าใจให้กับนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น สร้างความแม่นยาและฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
(กุลธิดา สุวรรณพาณชิ , 2556)

จากสภาพปัญหาข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาหาวิธีการพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียน
สะกดคาภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝกึ สีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐานมาประยกุ ต์ใช้กับการจัดกจิ กรรมการเรยี น
การสอนกลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย
ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา ผลการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ท่ีมีต่อ
ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1/2
โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ เพอื่ เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนในวชิ า
ภาษาไทยท่ีสามารถพัฒนาให้เกิดการเรียนร้บู รรลวุ ตั ถุประสงค์ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

วตั ถุประสงค์ของงำนวิจัย
1. เพ่ือเปรียบเทยี บความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับช้นั

ประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ ก่อนและหลงั การใช้แบบฝึกสสี ันการอา่ น
โดยใชส้ มองเป็นฐาน

2. เพ่อื เปรียบเทยี บความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนกั เรียนระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 1/2 โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ หลังการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเปน็ ฐานกับ
เกณฑร์ ้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม

คำถำมกำรวิจยั
1. นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ท่ีร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึก

สีสันการอ่าน โดยใช้สมองเปน็ ฐาน จะมีความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนสูง
กวา่ กอ่ นเรียนหรือไม่ อย่างไร

2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ท่ีร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึก
สสี นั การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน จะมีความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคาภาษาไทยหลงั เรยี นสูง
กวา่ เกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม หรือไม่ อย่างไร

สมมติฐำนกำรวจิ ัย
1. ความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคาภาษาไทยของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่1ี /2
โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ ท่ไี ดร้ บั การจัดกิจกรรมการใชแ้ บบฝึกสสี ันการอ่าน โดยใช้สมอง
เปน็ ฐาน หลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05
2. ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที 1ี่ /2
โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดีย์ ท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการใชแ้ บบฝกึ สีสันการอา่ น โดยใช้สมอง
เปน็ ฐาน หลงั เรียนสูงกว่าเกณฑ์รอ้ ยละ 75 ของคะแนนเต็มอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติที่ระดบั .05

4

ขอบเขตกำรวิจัย
1. ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
ประชากรในการวจิ ยั ครั้งน้ีคอื นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดยี ์ สังกัด

สานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563
กลุ่มตวั อย่างในการวจิ ยั คร้ังนี้คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563

โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาสมทุ รปราการเขต 1
จากวิธีการเลือกกล่มุ ตัวอยา่ งแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 31 คน

2. เนื้อหาวิชาท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นส่วนหน่ึงของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ของสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน เรอ่ื งการอา่ นและการเขยี นสะกดคา

สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจ
แก้ปัญหาในการดาเนนิ ชีวติ และมีนิสัยรกั การอ่าน ตัวชี้วัด ป.1/1 อ่านออกเสียงคา คาคล้องจอง และข้อความ
ส้ันๆ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การอ่านออกเสียงและบอกความหมายของคา คาคล้องจองและข้อความที่
ประกอบด้วย คาพ้ืนฐาน คือ คาที่ใช้ในชีวิตประจาวัน ไม่น้อยกว่า 600 คา รวมท้ังคาที่ใช้เรียนรู้ในกลุ่มสาระ
การเรียนรอู้ นื่ ประกอบด้วย คาทีม่ ีรูปวรรณยกุ ต์และไม่มีรปู วรรณยกุ ต์ คาท่มี ีตัวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรง
ตามมาตรา คาทม่ี ีพยัญชนะควบกลา้ คาที่มีอกั ษรนา

สาระท่ี 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย
การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
ตัวช้ีวัด ป.1/2 เขียนสะกดคาและบอกความหมายของคา สาระการเรียนรู้แกนกลาง การสะกดคา การแจกลูก
และการอ่านเป็นคา มาตราตัวสะกดทต่ี รงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา การผนั คา ความหมายของคา

3. ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 12 สัปดาห์ ในตารางเรียนตามปกติ
4. ตวั แปรท่ีศกึ ษา

4.1 ตัวแปรอิสระ คือ การใชแ้ บบฝกึ สีสนั การอา่ น โดยใช้สมองเป็นฐาน
4.2 ตวั แปรตาม คอื ความสามารถในการอา่ นและการเขยี นสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที 1ี่ /2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์

ประโยชน์ที่คำดว่ำจะไดร้ ับจำกกำรวิจัย
เปน็ แนวทางสาหรับครู ผ้บู รหิ าร หรือผู้ทีส่ นใจจะนารูปแบบการจัดกจิ กรรมโดยการใช้แบบฝกึ สีสัน

การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ไปประยุกตใ์ ชใ้ นการพฒั นากิจกรรมการเรียนการสอนในวชิ าภาษาไทยใหม้ ี
ประสิทธภิ าพมากยิง่ ข้นึ

นยิ ำมคำศัพท์เฉพำะ :
ควำมสำมำรถในกำรอ่ำนและกำรเขียนสะกดคำ หมายถึง ความสามารถอันเป็นผลมาจาก

ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ผี ูเ้ รียนได้รับจากการสอนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหน่ึง จากการตอบคาถามโดยวดั ผล

คะแนนของนักเรียนท่ีได้จากการทาแบบทดสอบความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาที่ผู้วิจัย

สรา้ งขนึ้ โดยความสามารถในการอา่ นแจกลูกสะกดคา เป็นกระบวนการขัน้ พ้ืนฐานของการนารูปคา และเสยี ง

พยัญชนะต้น รูปและเสียงสระ รูปและเสียงวรรณยุกต์ รูปและเสียงตัวสะกดมาประสมกันทาให้ออกเสียง

5

คาต่างๆ ที่มีความหมายในภาษาไทย (อิงอร สุพันธุ์วณิช และคณะ, 2554) และความสามารถในการเขียน
สะกดคา ระบบการเขียนภาษาไทย เป็นระบบที่ใช้ตัวอักษรแทนเสียง 3 ประเภท คือ สระ พยัญชนะ และ
วรรณยุกต์ มาประกอบเป็นพยางค์และคา ในการเขียนคาให้ถูกต้อง จาเป็นต้องศึกษาเรื่องการใช้สระ
พยัญชนะ และวรรณยุกต์ ตลอดจนการเขียนคาในลักษณะพิเศษต่างๆ (สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพน้ื ฐาน, 2554)

แบบฝึกสีสันกำรอ่ำน โดยใช้สมองเป็นฐำน หมายถึง แบบฝึกการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยการใช้
สีสันเข้ามาช่วยกระตุ้นสมองในการฝึกให้นักเรียนอ่านสะกดคา โดยใช้สีดาแทนตัวพยัญชนะต้นให้อ่าน
ออกเสียงก่อนเปน็ ลาดับแรก สแี ดงแทนสระ สีน้าเงินแทนตัวสะกด และสีเขียวแทนวรรณยุกต์ ซึ่งช่วยกระตุ้น
สมองให้เด็กฝึกอ่านและเขียนสะกดคาได้อย่างสนุกสนาน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการใช้ส่ือและนวัตกรรม
ท่ีกระตุ้นสมอง Resources Innovation ควรใช้ส่ือและนวัตกรรมที่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น มีสีสันและจาก
แนวคิดทฤษฎีตามหลัก BBL สามารถนามาเช่ือมโยงกับแนวคิดทฤษฎีทางด้านหลักการด้านจิตวิทยาสี
(Psychology of color) ตามท่ีได้มีการศึกษาคน้ คว้าในด้านจติ วิทยาสซี ึ่งเปน็ ตัวกระตุ้นความรู้สกึ และมีผลต่อ
จติ ใจของมนุษย์ สีต่างๆจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงเลือกใช้สีเพ่ือสื่อความรู้สึกและความหมาย
ตา่ งๆในดา้ นจิตวิทยา (อรอนงค์ ฤทธฤ์ิ าชัย, สัญชัย สันตเิ วช และนธิ วิ ดี ทองป้อง, 2560)

6

บทท่ี 2

เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การวจิ ยั เร่ืองผลการใช้แบบฝกึ สสี ันการอา่ น โดยใชส้ มองเป็นฐาน(BBL) ที่มตี อ่ ความสามารถในการอ่าน
และการเขยี นสะกดคาภาษาไทยของนกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1/2 โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์
ผวู้ ิจัยไดศ้ กึ ษาแนวคิด ทฤษฎี จากตารา เอกสาร และงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง ดงั น้ี

1. เอกสารที่เกีย่ วข้องกบั กลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551

2. เอกสารที่เกยี่ วขอ้ งกับแบบฝึก
3. เอกสารท่ีเกย่ี วขอ้ งกับการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูโ้ ดยใช้สมองเปน็ ฐาน
4. เอกสารทีเ่ กี่ยวข้องกบั ความสามารถในการอา่ นและการเขียนสะกดคาภาษาไทย
5. งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วข้อง

1. เอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2551

หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศกั ราช 2551กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ไดก้ ล่าวถงึ ความสาคญั เกี่ยวกับการเรียนกลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดังน้ี

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทยเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพ่ือสร้างความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดารงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเปน็ เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
ต่างๆ เพอื่ พัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคดิ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ และสรา้ งสรรคใ์ ห้ทันต่อการเปลย่ี นแปลงทาง
สังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคง
ทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ียังเปน็ ส่ือแสดงภูมิปัญญาของบรรพบรุ ุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ
เปน็ สมบตั ิล้าค่าควรแกก่ ารเรียนรู้ อนรุ กั ษ์ และสบื สานให้คงอยคู่ ู่ชาติไทยตลอดไป

ภาษาไทยเป็นทกั ษะทตี่ อ้ งฝึกฝนจนเกดิ ความชานาญในการใชภ้ าษาเพ่อื การสือ่ สาร การเรียนรู้อยา่ งมี
ประสิทธภิ าพ และเพือ่ นาไปใช้ในชีวติ จริง

 การอ่าน การอ่านออกเสียงคา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คาประพันธ์ชนิดต่างๆ
การอ่านในใจเพ่ือสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากส่ิงที่อ่านเพ่ือนาไปปรับใช้
ในชีวติ ประจาวัน

 การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคาและรูปแบบต่างๆ ของการ
เขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขยี นตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์
และเขยี นเชงิ สรา้ งสรรค์

 การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรู้สึก พูดลาดับเรอื่ งราวต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่างๆ ท้ังเป็นทางการและไม่เป็น
ทางการ และการพูดเพอ่ื โน้มน้าวใจ

7

 หลกั การใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใชภ้ าษาให้ถูกต้องเหมาะสม
กบั โอกาสและบุคคล การแตง่ บทประพนั ธป์ ระเภทตา่ งๆ และอิทธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

 วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพ่ือศกึ ษาข้อมูล แนวความคดิ คุณค่า
ของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทาความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก
เพลงพนื้ บา้ นที่เปน็ ภูมปิ ัญญาท่ีมคี ณุ ค่าของไทย ซ่งึ ได้ถ่ายทอดความรู้สกึ นึกคิด คา่ นิยม ขนบธรรมเนยี มประเพณี
เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้ส่ังสม
สบื ทอดมาจนถงึ ปจั จบุ ัน (หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พ.ศ. 2551)
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

สาระท่ี 1 การอา่ น
มาตรฐาน ท 1.1 ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความรแู้ ละความคดิ เพือ่ นาไปใชต้ ัดสนิ ใจ

แกป้ ัญหาในการดาเนนิ ชวี ติ และมนี สิ ัยรกั การอ่าน
สาระที่ 2 การเขียน
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขยี นเขยี นสือ่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขยี นเรอื่ งราว

ในรปู แบบตา่ งๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
สาระที่ 3 การฟงั การดู และการพดู
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลอื กฟังและดอู ยา่ งมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคดิ

และความร้สู ึกในโอกาสต่างๆ อยา่ งมวี ิจารณญาณและสร้างสรรค์
สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ

ภาษาและพลังของภาษา ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัตขิ องชาติ
สาระที่ 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณคา่

และนามาประยกุ ต์ใช้ในชีวิตจรงิ

คุณภาพผ้เู รยี น เมอื่ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓

 อ่านออกเสียงคา คาคล้องจอง ข้อความ เรอ่ื งสนั้ ๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกตอ้ ง คลอ่ งแคล่ว
เข้าใจความหมายของคาและข้อความที่อ่าน ตั้งคาถามเชิงเหตุผล ลาดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุป
ความรู้ข้อคิดจากเรื่องท่ีอ่าน ปฏิบัติตามคาสั่ง คาอธิบายจากเร่ืองท่ีอ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจาก
แผนภาพ แผนท่ี และแผนภูมิ อ่านหนงั สอื อยางสม่าเสมอ และมีมารยาทในการอ่าน

 มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจาวัน เขียน จดหมายลาครู
เขียนเรอ่ื งเก่ยี วกับประสบการณ์ เขยี นเรอ่ื งตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขยี น

 เลา่ รายละเอยี ดและบอกสาระสาคัญ ตัง้ คาถาม ตอบคาถาม รวมท้ังพูดแสดงความคดิ ความรู้สึก
เกย่ี วกับเรื่องท่ีฟังและดู พูดสอ่ื สารเล่าประสบการณ์และพดู แนะนา หรือพูดเชิญชวนให้ผู้อื่นปฏิบตั ิตาม และมี
มารยาทในการฟงั ดู และพูด

 สะกดคาและเขา้ ใจความหมายของคา ความแตกตางของคาและพยางค์ หนา้ ท่ีของคา ในประโยค
มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคา แต่งประโยคง่ายๆ แต่งคาคลองจอง แต่งคาขวัญ
และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถน่ิ ได้เหมาะสมกับกาลเทศะ

 เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดท่ีได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนาไปใช้ใน
ชวี ิตประจาวัน แสดงความคิดเหน็ จากวรรณคดีท่อี ่าน รู้จักเพลงพนื้ บ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซง่ึ เป็นวัฒนธรรมของ

8

ท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสาหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจาบทอาขยานและบทร้อยกรอง ท่ีมีคุณค่าตามความ
สนใจได้
ตัวชวี้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางที่เก่ยี วข้องกับเรอ่ื งการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ไดแ้ ก่

สาระท่ี 1 การอา่ น
มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความรแู้ ละความคดิ เพื่อนาไปใช้ตดั สินใจ แกป้ ัญหาในการ
ดาเนนิ ชีวติ และมนี สิ ัยรกั การอา่ น
ตวั ช้วี ัด ป.1/1 อ่านออกเสียงคา คาคลอ้ งจอง และขอ้ ความสัน้ ๆ อักษรนา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง การอ่านออกเสียงและบอกความหมายของคา คาคล้องจอง และข้อความ
ที่ประกอบดว้ ย คาพน้ื ฐาน คือ คาท่ีใช้ในชีวติ ประจาวัน ไม่น้อยกว่า 600 คา รวมทั้งคาที่ใช้เรยี นรูใ้ น
กลมุ่ สาระการเรยี นร้อู ่ืน ประกอบด้วย คาทมี่ ีรูปวรรณยุกต์และไมม่ ีรปู วรรณยกุ ต์ คาที่มตี ัวสะกดตรง
ตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา คาทีม่ ีพยญั ชนะควบกล้า
สาระที่ 4 หลกั การใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง
ของภาษา ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบตั ขิ องชาติ
ตัวชวี้ ัด ป.1/2 เขียนสะกดคาและบอกความหมายของคา
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง การสะกดคา การแจกลูก และการอ่านเป็นคา มาตราตัวสะกดที่ตรงตาม
มาตราและไมต่ รงตามมาตรา การผนั คา ความหมายของคา (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐานกระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551)
จากข้อมูลข้างตน้ เกยี่ วกบั กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 ผเู้ รยี นต้องเกิดองคค์ วามรเู้ ก่ยี วกับคาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ซงึ่ ครผู ูส้ อนต้อง
ออกแบบกิจกรรมการเรยี นรใู้ ห้สอดคลอ้ งกับตัวช้วี ดั เนือ้ หาและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง เพ่ือให้ผเู้ รยี นเกดิ
ความร้ตู รงตามวัตถปุ ระสงค์

2. เอกสารทเี่ กยี่ วข้องกบั แบบฝกึ
2.1 ความหมายของแบบฝึก
แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนชนิดหน่ึง ท่ีช่วยพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้บรรลุตาม

จุดมุ่งหมายสาคญั ของการเรียนการสอนและเป็นเครอื่ งมอื ท่ีสร้างทักษะ ความรู้ความเข้าใจให้กับนักเรียนได้ดี
ยิง่ ข้ึน สรา้ งความแม่นยาและฝึกปฏิบัตไิ ด้ด้วยตนเอง (กุลธดิ า สุวรรณพาณิช, 2556) และเปน็ ส่ือที่ใช้ฝึกทักษะ
เฉพาะ เชน่ ทกั ษะการคิด ทักษะการวเิ คราะห์ การแก้ปัญหา และการปฏบิ ตั ิของนักเรียน ซงึ่ ครสู ามารถสร้าง
แบบฝึกมาเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนได้ (สุวิมล กฤชคฤหาสน์, 2556) นอกจากนี้แบบฝึกทักษะมี
ความสาคัญต่อผู้เรียนในการท่ีจะช่วยส่งเสริมสร้างทักษะให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น
กว้างขวางข้ึนทาให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสาเร็จ (สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา
สนุ ทรประเสริฐ, 2550)

จากความหมายของแบบฝึกข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า แบบฝึก คือ สื่อการสอนชนิดหนึ่งที่
ประกอบการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนซง่ึ ช่วยให้ผ้เู รยี นเกดิ การพฒั นาการเรียนรู้จากการปฏิบตั ิด้วยตนเอง
โดยใช้ทักษะความรู้จากสิ่งท่ีได้เรียนมาแล้วนามาฝึกฝนเพ่ิมเติมและทบทวนเน้ือหาความรู้เพื่อให้เกิดความ
ชานาญ และอาจเปน็ แบบฝึกทักษะเฉพาะ เชน่ ทักษะการคดิ การแก้ปัญหา เป็นต้น

9

2.2 การสรา้ งแบบฝกึ
แนวทางการสร้างชุดแบบฝึก ต้องมีการกาหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการดาเนินการ
วิเคราะห์ทักษะและเน้ือหาท่ีตอ้ งการสร้างแบบฝกึ และเขียนจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม แล้วสรา้ งชุดแบบฝึกให้
สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ และพัฒนาการตามวัยของผู้เรียน (จิรเดช เหมือนสมาน, 2551) ท้ังน้ี
แนวทางสาคัญในการจัดทาชุดแบบฝึกคือ จัดเนื้อหาสาระให้ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย
และความสามารถของผู้เรียน วางรูปแบบให้มีความสัมพันธ์กับเน้ือหาสาระ เรียงจากง่ายไปยาก มีความ
น่าสนใจและท้าทายความสามารถของผู้เรียน มีความถูกต้องไม่เกิดข้อผิดพลาด กาหนดเวลาให้เหมาะสม
ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระ เน้ือหา จุดประสงค์ แล้วจัดทาโครงสร้าง
ออกแบบชุดแบบฝึกให้มีความหลากหลาย แล้วดาเนินการสร้างแบบฝึกรวมทั้งออกข้อสอบก่อนเรียนและ
หลังเรยี น นาไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทดลองใช้แลว้ ปรบั ปรงุ ให้มีประสทิ ธิภาพ แล้วจึงนาไปใชจ้ รงิ (สุคนธ์
สินธพานนท์ ,2553) และสอดคล้องกับ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้อธบิ ายขนั้ ตอนการสร้าง
แบบฝึกทักษะ ดงั นี้
1. ศกึ ษาเน้ือหาสาระสาหรบั การจัดทาแบบฝกึ หัด แบบฝึกทกั ษะ
2. วเิ คราะห์เน้ือหาสาระโดยละเอียดเพ่อื กาหนดจดุ ประสงค์
3. ออกแบบการจดั ทาแบบฝึกหดั แบบฝึกทักษะตามจุดประสงค์
4. สร้างแบบฝึกหัด และแบบฝึกทกั ษะและสว่ นประกอบอืน่ ๆ เชน่
4.1 แบบทดสอบก่อนฝกึ
4.2 บตั รคาสัง่
4.3 ขั้นตอนกจิ กรรมท่ีผ้เู รียนต้องปฏิบตั ิ
4.4 แบบทดสอบหลงั ฝึก
นอกจากนี้ข้นั ตอนการสร้างแบบฝกึ จะคล้ายคลึงกบั การสรา้ งนวตั กรรมทางการศกึ ษาประเภทอนื่ ๆ ซง่ึ มี
รายละเอยี ดดังนี้
1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน เชน่ ปัญหาท่ีเกดิ ขน้ึ ในขณะทา
การสอน, ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
2. ศกึ ษารายละเอียดในหลกั สูตร เพ่อื วเิ คราะห์เนื้อหา จุดประสงคแ์ ละกจิ กรรม
3. พจิ ารณาแนวทางแกป้ ญั หาท่ีเกิดขึน้ จากข้อ 1 โดยการสรา้ งแบบฝึก
และเลอื กเนอื้ หาในสว่ นท่ีจะสร้างแบบฝึกนั้น ว่าจะทาเรอ่ื งใดบา้ ง กาหนดเป็นโครงเร่ืองไว้
4. ศึกษารปู แบบของการสรา้ งแบบฝกึ จากเอกสารตวั อยา่ ง
5. ออกแบบชดุ ฝกึ แต่ละชดุ ให้มรี ปู แบบที่หลากหลายน่าสนใจ
6. ลงมอื สร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พรอ้ มทง้ั ขอ้ ทดสอบก่อนและหลงั เรียนใหส้ อดคล้องกบั เน้อื หาและ
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
7. สง่ ให้ผู้เชยี่ วชาญตรวจสอบ
8. นาไปทดลองใช้ แลว้ บนั ทึกผลเพื่อนามาปรับปรงุ แก้ไขสว่ นทีบ่ กพร่อง

10

9. ปรบั ปรงุ จนมปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ท่ตี ง้ั ไว้
10. นาไปใชจ้ ริงและเผยแพรต่ ่อไป (สุวิทย์ มูลคา และสนุ นั ทา สุนทรประเสริฐ, 2550)
จากความหมายของการสร้างแบบฝึกข้างต้นสรุปไดว้ ่า ในการสร้างแบบฝึกทสี่ าคัญนั้นต้องยึดตวั ผู้ทา
แบบฝึกเป็นสาคัญ โดยมีจุดมุ่งหมายอยา่ งชดั เจนว่าต้องการจะให้แบบฝึกเพ่ือพัฒนาในดา้ นใด หลงั จากน้ันต้อง
สร้างและใช้เนื้อหาท่ีสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย น่าสนใจและกาหนดเวลาที่ใช้ในการทาแบบฝึกได้อย่าง
เหมาะสม

3. เอกสารท่เี กี่ยวข้องกบั การจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชส้ มองเป็นฐาน
3.1 ความหมายสมองเป็นฐาน
การเรยี นรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐาน(Brain-based learning) เป็นกระบวนการเรียนรู้ทต่ี ้องเขา้ ใจ

การทางานของสมอง สมองมีอายแุ ละจังหวะ เรยี นรู้ได้ตลอดเวลา โดยครูผู้สอนต้องทาความเขา้ ใจการทางาน
ของสมองและการจดั สภาพแวดล้อมทีเ่ หมาะสม และต้องทาหน้าที่อานวยความสะดวกให้แกน่ ักเรยี น โดยครู
ไม่ได้มีหน้าท่ีสอนเพียงอย่างเดียว แต่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรดู้ ้วยวิธีการที่หลากหลาย จัดกิจกรรมมา
เป็นฐานของการเรียนรู้แบบองค์รวม กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนุกและอยากเรียนรู้มากย่ิงขึ้น
มีอิสรภาพส่งผลให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับอัครภูมิ จารุภากร และพรพิไล เลิศวิชา
(2550: 234) ที่กล่าวว่าการเรยี นรู้โดยเข้าใจสมอง คือ การทาความเข้าใจหรือมมี ุมมองต่อกระบวนการเรยี นรู้
โดยอิงอาศัยความรู้ความเข้าใจจากการทางานของสมอง ทัศนะตอ่ การเรียนรเู้ ช่นนี้ ทาให้การจดั การเรียนการ
สอนวางอยบู่ นฐานของความสนใจ และการใคร่ครวญว่าปัจจัยใดบ้างท่ีจะทาให้สมองมีการเปลี่ยนแปลง โดยมี
วงจรการทางานของ กลมุ่ เซลล์และเครือข่ายเซลลภ์ ายในสมองทีพ่ ัฒนาข้ึน หรอื วา่ สมองมปี ฏิกิรยิ าตอบรบั ต่อ
การเรียน การสอนแบบใดอย่างไร มีการเปลีย่ นแปลงใดขึน้ ในสมองขณะทเ่ี รียนรู้ และความรู้ ความเข้าใจ และ
ความชานาญของผู้เรียนจะสะท้อนออกมาอย่างไรจากการเปลี่ยนแปลงภายในสมอง การเรยี นรู้จะสัมฤทธ์ิผล
หรือไม่ควรจะใช้วิธีใดประเมิน ท้ังน้ีการเรียนรทู้ ่ีใช้สมองเป็นฐาน (Brain– based learning) เปน็ การท่ีผู้เรียน
ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย ท้ังที่เป็นจริงและวาดฝัน และการหาวิธีการต่างๆ ในการรับประสบการณ์
เขา้ มา รวมถึงการสะท้อนความคิด การคิดวิจารณญาณและการแสดงออกในเชิงศิลปะ ซงึ่ เป็นการสรุปความรู้
เกี่ยวกับการเรียนรู้ (Regate และ Geoffrey Caine, 1990) ท้ังนี้สถาบันคลังสมองของชาติ(2551: 31-32)
อธิบายการเรียนรู้ของสมองว่า สมองของมนุษย์ประกอบไปด้วยเซลล์สมองนับล้านเซลล์ แต่ส่วนใหญ่เซลล์
สมองไม่ได้ถกู ใช้งานตลอดเวลา การเติบโตของเดนไดร์ท เกิดจากการทส่ี มองถกู กระต้นุ ใหเ้ รยี นรู้และจดจาส่ิงที่
เรียนรู้มา เมื่อสมองได้รบั ความรใู้ หม่ปลายประสาทของสมองจะเชอ่ื มต่อกัน แต่ปลายประสาทจะไม่สัมผัสกัน
แต่เป็นการเคล่ือนเข้าหากันในระยะประชิด ฉะนั้นเราอาจกล่าวได้ว่าเมื่อเราเรียนรู้ก็ย่อมหมายถึงเดนไดร์ท
ของเรากาลงั เติบโต หรือซินแนปส์กาลังเชอื่ มต่อกนั

จากข้อมูลข้างตน้ สรุปไดว้ า่ การเรียนรเู้ กดิ จากการทีส่ มองไดร้ ับประสบการณ์แล้วมกี ระบวนการส่งต่อ
สารเคมใี นสมอง รวมไปถึงการเช่อื มตอ่ ของวงจรในสมอง และการเรียนร้ตู ้องใชท้ กุ ส่วนทัง้ การคดิ ความรสู้ ึก
และการลงมือปฏิบัติไปพร้อมๆกัน ซึ่งการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ เกิดจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ี
เหมาะสมกบั ธรรมชาติของสมอง

11

3.2 หลักการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็ นฐาน
อคั รภมู ิ จารุภากร และพรพิไล เลิศวิชา (2550 : 119) ได้กลา่ วถึงหลักการสาคญั เกี่ยวกับ
การเรยี นรูข้ องสมองไว้ดงั นี้
1. สมองเกดิ มาเพื่อเรยี นรู้ รกั ที่จะเรียนรู้ และร้วู ิธเี รยี น
2. เด็กเรียนรูส้ ิ่งท่ีตัวเองฝึกฝน การฝึกทาให้เกิดความผิดพลาด การแก้ไขความผิด บกพร่อง
การเรียนรู้จากส่ิงนั้น พยายามทาอีก และทาอีก ทาให้เกิดการเรียนรู้ การทาและเรียนรู้จากความ
ผิดพลาดเปน็ สว่ นทจี่ าเปน็ และเปน็ ธรรมชาตขิ องการเรียนรู้
3. เด็กเรียนรู้ส่งิ ที่ฝึกปฏิบตั ิ เพราะเม่ือฝึกหดั สมองสร้างเดนไดรต์และเช่ือมโยงเข้าดว้ ยกันนี่
คือสิ่งทีเ่ รียกว่า การเรียนรู้
4. การเรียนรู้ต้องใช้ระยะเวลา เพราะจาเป็นต้องมีเวลาในการท่ีเดนไดรต์จะเจริญและ
เชือ่ มโยงกนั การใชเ้ วลาในแตล่ ะคนไมเ่ ท่ากัน
5. หากเด็กไม่ได้ใช้สมอง ก็จะสูญเสียเซลล์สว่ นน้ันไป เพราะเดนไดรต์และไซแนปส์สามารถ
สรา้ งขน้ึ โดยการใช้งาน และสูญเสียไปถา้ ไม่ไดใ้ ช้งาน
6. อารมณ์มีผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ การคิด และการจาของสมอง
ความกลัว ไม่แน่ใจ และสงสัยตนเอง ฯลฯ กีดกันสมองจากการเรียน การคิด และจา ความเช่ือม่ัน
ความสนใจ ฯลฯ ช่วยสมองให้เรียนรู้ คดิ และจดจาไดด้ ี
7. เด็กทกุ คนยอ่ มเกิดมาเพื่อเรยี นรูไ้ ดโ้ ดยธรรมชาตเิ หมือนกัน
ท้งั น้ีสถาบันคลังสมองของชาติ (2551: 44-60) ได้กล่าวถึงกุญแจสาคัญ 5 ประการ ท่ีจะช่วยกระตุ้น
ให้สมองเกิดการเรยี นรู้ คือ
1. ความท้าทาย(Challenge) กระบวนการเรียนรู้จะต้องมีส่ิงท่ีท้าทาย แต่จะต้องเป็นการท้าทายที่
พอเหมาะพอดี เพื่อทาให้นักเรยี นไม่รสู้ กึ เบอ่ื หนา่ ยในการเรียน เชน่ ใชส้ ือ่ การสอนใหมๆ่ เป็นตน้
2. ความแปลกใหม่ (Novelty) การกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ จะต้องแปลกใหมเ่ สมอ ความแปลกใหม่
นั้นเก่ยี วพันกับการทสี่ มองแสวงหาการอยู่รอด เพราะความแปลกใหมจ่ ะทาให้นกั เรียนตน่ื ตัว
3. ความชัดเจน (Coherence) การเรียนการสอนจะต้องวางกระบวนการและเป้าหมายท่ีชัดเจน
แจ่มแจง้
4. เวลา (Time) กระบวนการเรียนรู้ต้องอาศัยเวลา มิใช่ได้ผลในฉับพลันทันที ยกเว้นการเรียนที่
ตอ้ งการการตอบสนองแรงกระตุน้ ในทันที
5. การสะท้อนกลับ (Feedback) การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เมื่อผู้เรียนมีเวลาในการคิดใคร่ครวญหรือ
สะท้อนกลับสิ่งท่ีได้รับรู้มากับผู้อื่น การสะท้อนกลับเป็นกระบวนการที่สามารถเกิดข้ึนได้ในการทางานกลุ่ม
ซ่งึ จะได้เรียนรจู้ ากเพื่อนโดยเฉพาะถ้าสมาชกิ ในกลมุ่ มจี านวนทีพ่ อเหมาะ การได้มีเวลาสะท้อนกลบั ของผู้เรยี น
จะชว่ ยให้เกิดการเรียนรูไ้ ดเ้ ป็นอยา่ งดี
นอกจากน้ี ส่ือและนวัตกรรม ท่ีกระตุ้นสมอง Resources Innovation ควรใช้สื่อและ
นวัตกรรมที่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น มีสีสัน และมีจานวนเพียงพอสาหรับนักเรียนทุกคน ซ่ึงเครื่องมือเหล่านี้จะ

12

ช่วยในการเรียนรู้ และกระตุ้นให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน และเกิดความต้ังใจที่จะเรียนรู้เนื้อหาท่ีซับซ้อน
ทัง้ น้คี วรมีการเตรยี มสอ่ื เครื่องมอื และอปุ กรณทจี่ าเป็น ไว้ล่วงหน้าเป็นรายปี และจากแนวคดิ ทฤษฎตี ามหลัก
BBL สามารถนามาเช่ือมโยงกับแนวคดิ ทฤษฎที างด้านหลกั การด้านจิตวทิ ยาสี (Psychology of color) ตามท่ี
ได้มีการศึกษาค้นคว้าในด้านจิตวิทยาสีซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกและมีผลต่อจิตใจของมนุษย์ สีต่างๆ จะให้
ความรู้สึกท่ีแตกต่างกัน ดังน้ันเราจึงใช้สีเพ่ือส่ือความรู้สึกและความหมายต่างๆ ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับประสบกาณ์
สงั คม วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ และสภาพภมู ิอากาศด้วย นกั จิตวทิ ยาต่างเห็น
พ้องต้องกันว่า สีกับอารมณ์ของมนุษย์ความเชื่อมโยงกัน และสังเกตว่าสีเป็นส่ืออารมณ์ เพราะบุคคลจะ
ถา่ ยทอดอารมณ์ความรู้สึกของสิง่ ต่างๆ จากการใช้สี การเลือกใชส้ ีจงึ มผี ลโดยตรงกับอารมณ์ของบคุ คล แตส่ ยี ัง
ก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับประสบการณ์ สังคม วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่
สภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศด้วย ในด้านจิตวิทยาสีเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกและมีผล
ตอ่ จติ ใจของมนุษย์ สีต่างๆ จะใหค้ วามรู้สึกที่แตกต่างกัน ดงั น้ันเราจงึ มักใช้สีเพอ่ื สื่อความรู้สึกและความหมาย
ต่างๆ (อรอนงค์ ฤทธ์ิฤาชยั , สัญชัย สนั ตเิ วช และนิธวิ ดี ทองปอ้ ง, 2560)

จากท่ีกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การเรียนรู้ตามแนวคิดโดยใช้สมองเป็นฐานเป็นการเรียนรู้
เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัส ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือและเหมาะสม และการสร้างประสบการณ์
การเรียนรู้ที่ซา้ ๆ เน้นการปฏิบัติและการฝึกฝน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความท้าทาย ความ
แปลกใหม่ โดยการใช้สื่อและนวตั กรรม และใช้สีเขา้ มาเปน็ ตัวชว่ ยกระตนุ้ กระบวนการเรยี นรู้ทางสมอง เปน็ สิ่ง
สาคัญท่ีจะทาใหเ้ กิดการเรียนร้อู ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

4. เอกสารทเี่ กี่ยวข้องกบั ความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคาภาษาไทย
4.1ความหมายของความสามารถในการอ่านสะกดคาภาษาไทย

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คาจากัดความของการอ่านไว้ว่า อ่าน คือการ
ว่าตามตวั หนังสอื ถ้าอา่ นออกเสยี งดว้ ย เรียกวา่ อ่านออกเสียง ถ้าไม่ต้องอา่ นออกเสียงเรียกว่า อา่ นในใจ
สอดคล้องกับ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2554: 77) คาในภาษาไทยปัจจบุ ันจานวนมากท่ีมิได้อ่าน
ตามรูปท่ีเขียน หรือเขียนไม่ตรงกับเสียงที่อ่าน ผู้ท่ีจะอ่านหนังสือไทยจึงต้องรู้หลักการอ่าน เพ่ือให้อ่านได้
เน้อื หาสาระตรงตามที่ผู้เขียนต้องการสอื่ และสามารถออกเสียงได้อย่างถูกต้อง นอกจากน้ีกรมวิชาการ (2546 :
133 - 134) ได้อธิบายการอ่านแจกลูกและการสะกดคาไว้ว่า เป็นกระบวนการขั้นพ้ืนฐานของการนาเสียง
พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด มาประสมเสียงกัน ทาให้ออกเสียงคาต่างๆ ท่ีมีความหมายใน
ภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคาบางครั้งรวมเรียกว่าการแจกลูกสะกดคาจะดาเนินไปดว้ ยกันอย่างกลมกลืน
เพ่ือให้นักเรยี นได้หลักเกณฑ์ทางภาษาท้งั การอ่านและการเขยี นไปพร้อมกัน และความสาคัญของการแจกลูก
สะกดคา เป็นเรื่องท่จี าเป็นมากสาหรับผเู้ ร่ิมเรียน ถ้าหากครูไม่ได้สอนการแจกลูกสะกดคาแกน่ ักเรยี นในระยะ
เริม่ เรียนการอา่ น นักเรยี นจะขาดหลักเกณฑก์ ารประสมคา ทาให้เมื่ออ่านหนังสอื มากขนึ้ จะสับสน อ่านหนงั สือ
ไม่ออก เขียนหนงั สอื ผดิ ล้วนเป็นผลจากการอ่านไม่ออกเขยี นไม่ได้ และยอ่ มส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ในวิชา
อื่นๆอีกด้วย ท้ังน้ีอิงอร สุพันธุ์วณิช และคณะ(2554: 74) การอ่านแจกลูกสะกดคา เป็นกระบวนการขั้น
พน้ื ฐานของการนารูปคา และเสยี งพยญั ชนะตน้ รูปและเสยี งสระ รปู และเสยี งวรรณยุกต์ รูปและเสยี งตวั สะกด
มาประสมกันทาให้ออกเสียงคาต่างๆ ท่ีมีความหมายในภาษาไทย เพื่อให้นักเรยี นได้หลักเกณฑ์ทางภาษาทั้ง
การอา่ นและการเขียนไปพรอ้ มกนั การแจกลกู มีความหมาย 2 นัย ดังน้ี

13

นัยแรก หมายถึง การแจกลูกในมาตราตัวสะกดแม่ ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด และกบ
การแจกลูกจะเร่มิ ต้นการสอนให้จา และออกเสยี งพยญั ชนะและสระใหไ้ ด้กอ่ น จากนน้ั จะเร่ิมแจกลูกในมาตรา
แม่ ก กา จะใช้การสะกดคาไปทีละคาไล่ไปตามลาดับของสระ แล้วจึงอ่านโดยไม่สะกดคา จึงเรยี กว่าแจกลูก
สะกดคา

นัยสอง หมายถึง การเทียบเสียง เป็นการแจกลูกวิธีหนึ่ง เมื่อนักเรียนอ่านคาได้แล้ว ให้นารูปคามา
แจกลกู โดยการเปลยี่ นพยัญชนะตน้ หรอื พยญั ชนะทา้ ย

สรุปได้ว่า การอ่านเป็นการออกเสียงว่าตามตัวหนังสือ และเป็นกระบวนการค้นหา รับรู้ และเข้าใจ
ความหมายของสิง่ ท่ีอ่าน ทั้งนี้พื้นฐานในการอ่านท่ีสาคัญคือการอ่านแจกลูกสะกดคา โดยนาเสียงพยัญชนะต้น
สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด มาประสมเสียงกัน ทาให้ออกเสียงคาต่างๆ ที่มีความหมายในภาษาไทย ได้
และสามารถสือ่ ความคดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เขา้ ใจตรงกนั

4.2 ความหมายของความสามารถในการเขียนสะกดคาภาษาไทย
พจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายว่า การเขียนเป็นคากรยิ า หมายถึงขีด
ให้เป็นตัวหนงั สือ หรือตัวเลข ขดี ให้เปน็ เส้น หรือรูปวาดต่างๆ
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2550 : ภาคผนวก 2/8) ได้ให้ความหมายการเขียนว่า
หมายถึง การสื่อสารด้วยตัวอกั ษรเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด อารมณ์ ความร้สู ึก ประสบการณ์ ข่าวสารและ
จิตนาการ โดยการใช้ภาษาท่ถี กู ตอ้ งเหมาะสมตามหลักการใช้ภาษาและตรงตามเจตนาของผเู้ ขียน
อัครภมู ิ จารุภากร และพรพิไล เลิศวิชา (2550 : 163) การเขียน เป็นเครื่องมือแห่งการส่ือสาร การจัดระบบ
การคิด การพัฒนาความคิด การจดจา ครตู ้องไม่บังคับให้เขียน การจาได้จะเป็นที่มาของการอ่านเข้าใจแลพ
เพลิดเพลิน เด็กควรมีโอกาสเขียน เพื่อสะท้อนการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งนี้รวมถึง การเขียนส่ิงท่ี
เก่ียวข้องกับนิทาน เรื่องเล่า บทร้อยกรอง และเล่าประสบการณ์ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย (2551: 177) ได้ให้ความหมายว่า การเขียนเป็นการส่ือสารด้วยตัวอักษร เพื่อถ่ายทอดความรู้
ความคิด อารมณ์ ความรสู้ ึก ประสบการณ์ ข่าวสาร และจินตนาการจากผู้เขียนไปสผู่ ู้อ่าน การเขียนเปน็ การ
ถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิด จากผู้เขียนไปสู่ผู้อ่าน โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการชักนาความคิด ความรู้
ประสบการณ์ ความรู้สกึ อารมณ์และทัศนคติ การเขียนออกมาได้ตรงกับความคิดอย่างชัดเจน คนก็สามารถ
เข้าใจความคิดน้ันได้ แตถ่ ้าไมม่ ีความสามารถในการใชภ้ าษาเขยี นในการถ่านทอด ก็จะเกิดปัญหาระหวา่ งการ
ส่อื สารได้ ซึ่งอาจทาให้เกิดความเข้าใจผดิ ได้ ดังน้ันผู้เขียนจงึ ต้องมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการเขียน
เป็นอย่างดี และการเขียนเป็นทักษะการถ่านทอดข้อมูล ติดต่อส่ือสารกับคนในสังคม โดยใช้การกาหนด
สัญลักษณ์ในการส่ือความหมายของในสังคมนั้นๆ (กาบกาญจน์ วงศ์วิสิทธ์ิ, 2551) และสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2554: 119) การเขยี นสะกดคา ระบบการเขยี นภาษาไทย เป็นระบบทใ่ี ช้
ตวั อักษรแทนเสียง 3 ประเภท คือ สระ พยัญชนะ และวรรณยกุ ต์ มาประกอบเป็นพยางคแ์ ละคา ในการเขียน
คาให้ถูกต้อง จาเป็นต้องศึกษาเรื่องการใช้สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ ตลอดจนการเขียนคาในลักษณะ
พิเศษต่างๆ เช่น การเขียนช่ือเฉพาะ การเขียนคายืมจากภาษาอังกฤษ การเขียน อักษรย่อ และการใช้

14

เครอ่ื งหมายประกอบคา คู่มือสาคญั ทชี่ ว่ ยให้เขียนคาได้ถกู ต้อง คอื พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งทาง
ราชการประกาศให้ถือเปน็ แบบอย่างในการเขยี น

จากขอ้ มลู ข้างต้นสรปุ ได้ว่า การเขียน เปน็ การสอื่ สารอยา่ งหนึ่งของมนุษย์ ท่ีใชภ้ าษาลายลกั ษณอ์ ักษร
เป็นเคร่ืองมือในการถ่ายทอดความคิด ความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึก อารมณ์และทัศนคติ ความต้องการ
หรือความในใจของผู้เขียนท่ตี ้องการให้ผอู้ ่านไดร้ บั ทราบและเขา้ ใจ โดยการเขยี นสะกดคาทถ่ี ูกจะช่วยใหผ้ ูเ้ ขียน
อ่านและเขียนหนังสือได้ถูกต้อง สื่อความหมายได้แจ่มชัดและมีความมั่นใจในการเขียน และการเขียนคาให้
ถกู ต้อง จาเปน็ ตอ้ งศึกษาเรอื่ งการใช้สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ เพื่อทจ่ี ะได้เขยี นส่ือสารไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

4.3 หลักการสอนการอา่ น
อารี สัณหฉวี (2550: 19-27) อธิบายถึงแนวการสอนอ่านแบบสมดุลภาษา จะประกอบด้วยวิธีการ
ดังตอ่ ไปนี้
1. อา่ นหนังสือให้ฟัง(read aloud) และเล่านิทานให้ฟัง (storytelling) นักการศึกษาชาวนิวซีแลนด์
เริ่มใช้วิธีน้ีในโรงเรียน เน่ืองจากสังเกตเห็นว่าเด็กที่มาจากครอบครัวชั้นกลางท่ีพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง
กอ่ นนอน จะสามารถอ่านหนงั สือได้เร็วและไม่มปี ญั หาในการเรยี น แต่เด็กที่ทางบ้านไมม่ ีหนังสอื ไม่มีการอา่ น
และเล่านทิ านให้ฟัง เด็กเหล่าน้ีจะมปี ญั หาการเรยี นได้ชา้
2. อ่านในใจให้เป็นนิสัย(sustained silent reading) นักการศึกษาชาวนิวซีแลนด์ ได้จัดเวลา
ประมาณ5-10 นาที ทุกวนั ให้นักเรยี นได้มีโอกาสเลือกหนังสือท่ีมอี ยู่ในห้องเรยี น หรือที่ขอยืมจากหอ้ งสมุดมา
และใหน้ งั่ อา่ นเงียบๆในหอ้ งเรยี นทุกวนั
3. อ่านรว่ มกนั ท้ังช้นั (shared reading) ไดแ้ นวคิดจากการอ่านหนงั สือใหเ้ ด็กฟังกอ่ นนอนทบี่ ้าน และ
นักการศึกษาชาวนิวซีแลนด์ ได้นามาสอนนักเรียนกลุ่มใหญ่ทั้งช้ัน โดยใช้หนังสือเล่มเล็กท่ีสามารถอ่านจบได้
ใน5-10 นาที หรอื ในการสอนแต่ละคร้ัง เพือ่ ให้นักเรยี นเหน็ รูปภาพและตัวหนังสือชัดเจนทุกคน จงึ ได้มกี ารทา
เป็นเล่มใหญ่ (Big Books) หนังสือหนึ่งเล่มจะสอนประมาณ3-5 วัน โดยท่ีเมื่ออ่านจบจะให้นักเรียนเล่าเรื่อง
ย้อนกลับ (retell) และมีการอภิปรายเพ่ือฝึกคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา เรยี งลาดับเรือ่ ง ในวันที่สองมีการอ่าน
ซ้าทบทวน และสอนการฝึกสะกดคาหรือหลักภาษา และฝึกการเขียนรูปจากรูปแบบหนังสือท่ีอ่าน ฝึกทา
หนังสือ วันท่ีสามก็อ่านทบทวน และทากิจกรรมทางภาษาต่อ วันที่สี่ทากิจกรรมต่อและวันท่ีห้าเป็นการ
นาเสนอผลงานนักเรียน โดยในระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี1-2 นอกจากอ่านหนังสือเป็นเล่มๆแล้ว ครูจะนา
บทเรยี นฝึกสะกดคาแจกลูกมาสอนวนั ละประมาณ10-15 นาที คาท่ีใช้สอนบางคาจะเป็นคาในหนังสอื ท่ีอ่าน
และใชศ้ ัพทฝ์ าผนงั เพ่ือทบทวนการสอนให้มากขน้ึ
4. ฝึกอ่านกลุ่มย่อย(guided reading) เป็นกระบวนท่ีสาคัญในการสอนภาษา เพราะเป็นโอกาสท่ีครู
จะได้สังเกตความสามารถ และปัญหาในการอ่านของแต่ละคน โดยครูแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น4-6คนต่อ
1กลุ่ม ในแต่ละกลุ่มมรี ะดับความสามารถในการอ่านใกล้เคียงกัน นักเรยี นในกลมุ่ ใช้หนังสืออ่านเลม่ เล็ก แต่ไม่
เหมือนกันในกลุ่มใหญ่ ครูให้นักเรียนกลุ่มย่อยเปิดอ่านหนังสือเงียบๆ เม่ือจบแล้ว ครูจึงอธิบายเร่ืองและคา
โดยให้นักเรียนดแู ละช้ีตาม แลว้ ให้นักเรียนในกลุ่มนี้อ่านให้ครฟู ังทีละคน เพ่ือครูจะไดร้ ู้ว่าใครอ่านไดด้ ีเพียงไร
ในการสอนอ่านกลุ่มย่อยน้ี นักเรียนจะได้รับการฝึกฝห้อ่านเงียบหรืออ่านในใจ เพ่ือเตรยี มสาหรับการอ่านเอง
เพยี งลาพงั และไดอ้ ่านออกเสียงให้ครฟู งั อีกด้วย ซ่งึ สามารถยืดหยนุ่ ให้มกี ารเปล่ียนกลุ่มไดต้ ามความเหมาะสม

15

5. อ่านเองตามลาพัง(independent reading) คือการฝึกให้นักเรียนเลือกหนังสือโดยอิสระ
และอ่านเอง เป็นวิธีการฝึกนิสัยรักการอ่าน เพราะฉะนั้นครูจึงต้องทามุมห้องสมุดในห้องเรียน ให้นักเรียนใช้
เวลาทเ่ี หลอื ในห้องเรยี น มาเลือกหนงั สอื ไปอ่านเอง

6. อ่านหนังสือที่บ้าน(home reading) เพ่ือสร้างนิสัยรักการอ่านตลอดชีวิต ควรให้นักเรียนทา
การบ้านและอ่านหนังสือท่ีบ้านทุกวันอย่างน้อย วันละ 30 นาที โดยให้นักเรียนยืมหนังสือไปอ่าน ท่ีบ้าน
สาหรับนักเรยี นชั้นประถมต้นกจ็ ะเป็นการอ่านให้พ่อแมฟ่ ัง หรืออา่ นเงยี บตามลาพงั แตจ่ ะมสี มุดบนั ทึกชื่อเรอื่ ง
ท่อี ่านและช่ือผ้ปู กครองกากบั

นอกจากนี้กอบกาญจน์ วงศ์วสิ ิทธิ(์ 2551: 96-98) ได้อธิบายการสอนการอ่านมี 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. การอ่านออกเสียง คือการทาความเข้าใจเน้ือหา ข้อความท่อี ่านไปพร้อมๆกับการเปล่งเสียง ดงั นั้น
ผู้อ่านจะต้องมีสมาธิในขณะอ่านข้อความท่ีปรากฏอยู่ด้านหน้า เพราะมิเช่นน้ันแล้วอาจไม่สามารถเข้าใจ
ข้อความที่อ่านได้ รวมทั้งจะต้องใช้น้าเสียงให้เหมาะสมกับเรื่องท่ีอ่าน ต้องข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์ของเน้ือหา
หากเปน็ การอ่านใหผ้ ูอ้ ่นื ฟัง นอกจากเร่ืองของความถกู ตอ้ งในการสะกดคาแล้ว เร่อื งศิลปะในการอา่ นกม็ ีผลต่อ
การทาความเข้าใจของผู้ฟัง เช่น น้าเสียง ลีลาการอ่าน เป็นต้น การฝึกอ่านออกเสียงน้ัน จะทาให้ผู้อ่านรู้จัก
การแบ่งวรรคตอน ความถูกต้องของถ้อยคาที่เปล่งออกมา มีผลต่อความหมายที่จะสื่อสาร และหากมีผู้ฟัง
อยู่ด้วย ผู้ฟังก็สามารถช่วยชี้แนะให้เห็นข้อบกพร่อง และในการฝึกการอ่านเบ้ืองต้น ผู้ฝึกอาจฝึกใช้น้าเสียง
ปกติก่อน และเม่ืออา่ นไดค้ ลอ่ งแลว้ จึงค่อยพัฒนาวิธกี ารอา่ นและเลือกอ่านจากงานเขียนที่แตกต่างกนั ออกไป
2. การอา่ นในใจ เป็นการอา่ นท่ผี ู้ฟงั ตอ้ งทาความเขา้ ใจกับข้อมลู นนั้ ๆ ในขณะทกี่ วาดสายตา และต้อง
รจู้ ักความสาคัญของเรอื่ งนั้นๆ การอ่านในใจเป็นกลไกรว่ มกันระหว่างสายตากับสมอง ดังนั้นการอ่านในใจจึง
เป็นทกั ษะทีส่ ามารถฝึกฝนให้มีประสทิ ธิภาพได้ การอ่านในใจที่ได้ประสิทธิภาพน้ัน พิจารณาได้จากส่ิงสาคัญ
2 ประการ คือ ความสามารถในการรัยรู้ จดจา เข้าใจ และความเรว็ ในการอา่ น ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งจะถือว่า
เป็นนกั อ่านทไี่ มด่ ี เพราะถึงจะอา่ นเร็ว แต่ก็ไม่รเู้ รอื่ งราว แยกแยะประเดน็ ไมไ่ ด้ กย็ ังใช้ไม่ได้ ในทานองเดียวกัน
ถ้าเข้าใจข้อความ รับรู้ จดจาได้ แต่ความเร็วในการอ่านต่ามาก ก็ยังเป็นผอู้ ่านท่ไี มด่ เี ช่นกนั
อีกท้ังอิงอร สุพันธ์วณิช และคณะ (2554: 79-83) ได้อธิบายถึง คาในภาษาไทยแต่ละชนิด เกิดจาก
การประสมเสียงในภาษาไทย 3 ชนิด คือเสยี งพยัญชนะ เสยี งสระ และเสยี งวรรณยุกต์ ตามลาดบั การออกเสยี ง
ดังน้ี เสียงพยัญชนะ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกจากปอด เมื่อผ่านลาคอจะถูกอวัยวะส่วนใดส่วนน่ึงภายใน
ชอ่ งปาก ปิดกัน้ หรอื กักลมไว้ ทาใหเ้ สียงแปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงตา่ งๆในภาษาไทย ซ่ึงตาแหน่งเสียงพยัญชนะ
ในภาษาไทยจะแบง่ เป็น 2 ส่วน ไดแ้ ก่ สว่ นทอี่ ยู่ตน้ คา เรียกว่าเสียงพยญั ชนะต้น และส่วนท่อี ยู่ท้ายคา เรียกว่า
เสียงพยัญชนะท้าย หรือ ตัวสะกด ซึ่งเสียงพยัญชนะตน้ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว
เสียงพยัญชนะต้นควบ และเสียงพยัญชนะต้นเรียง ส่วนเสียงพยัญชนะต้นท้าย หรือเสียงพยัญชนะตัวสะกด
เป็นเสยี งทอ่ี ยใู่ นตาแหน่งท้ายคาหรือทา้ ยพยางค์ มคี าช้ีแจงทีเ่ ป็นระบบตามตาราไทย เรยี กวา่ มาตราตวั สะกด
มี 8 มาตรา 8 เสียง แต่ละมาตราเรียกได้ว่าแม่ ได้แก่ แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กง แม่กน แม่กม แม่เกย
แม่เกอว ส่วนคาหรอื พยางค์ไมม่ ีเสยี งพยญั ชนะทา้ ย เรียกว่า มาตราแม่ ก กา และเสียงสระในภาษาไทย ไดแ้ ก่
เสยี งสระเดี่ยว และเสียงสระประสมหรือสระเลอื่ น นอกจากนย้ี ังมีเสียงวรรณยกุ ต์ คือระดบั เสยี ง สูง กลาง ต่า

16

เกิดจากความถี่ของเสียง ภาษาพูดทุกภาษา ย่อมมีระดับต่าสงู ของเสยี ง ซึ่งการสอนการอ่านคาในภาษาไทยที่
ใช้ตวั พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ประสบกัน มีหลักการผนั วรรณยุกต์ ซึ่งประกอบไปด้วยการใช้อกั ษรสาม
หมู่ทเ่ี รียกว่า ไตรยางค์ ลักษณะพยางค์ท่ีเป็น คาเปน็ คาตาย กบั รปู วรรณยุกต์ สามส่วนนี้ประสมกัน ผทู้ ่ีเรียนรู้
หลักการผันวรรณยุกต์แล้ว จะสามารถอ่านคาในภาษาไทยได้ถูกต้อง (สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขน้ั พนื้ ฐาน, 2554)

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า การสอนการอ่าน ควรมีการเลือกใช้วิธีการท่ีเหมาะสม โดยคานึงถึง
เน้ือหา ระดบั อายุ และความแตกต่างของของผูเ้ รียน เน้นการฝกึ ฝนเป็นประจาจงึ จะเกิดทกั ษะการอา่ น ทั้งการ
สะกดคา การอ่านออกเสียงและการอ่านในใจ เมื่อเกิดทกั ษะการอา่ นกจ็ ะเรียนรจู้ ากสารต่างๆในสื่อสิง่ พิมพไ์ ด้
เกดิ ประสบการณ์เรียนรู้อยา่ งรวดเรว็

4.4 หลกั การสอนการเขยี น
อารี สัณหฉวี (2550: 31-33) ได้อธิบายถึงแนวทางการสอนเขียนแบบสมดุลภาษา ซึ่งประกอบด้วย
วธิ ีสอนเขียนร่วมกัน โดยครูเขียนเป็นแบบอย่าง ซึ่งการสอนเขียนร่วมกันนี้จะมีสอนทุกวัน วันละ10-15นาที
สาหรบั ช้ันประถมศึกษาตอนต้น ครูอาจจะให้นักเรียนชว่ ยกันออกมาเขียน โดยมีพื้นฐานจากเรื่องในหนังสือที่
อ่านรว่ มกนั ในแตล่ ะวนั นอกจากน้ียังได้กล่าวถึงการสอนฝึกเขยี นกลุ่มยอ่ ยและเขียนตามลาพัง ครูสามารถจัด
เวลาทุกวัน วันละ30-40นาที ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ4-6คน แล้วเขียนเร่ืองที่สอนในช่วงเวลาหรือเร่ืองที่
อา่ นรว่ มกนั นักเรียนสามารถใช้คาในหนงั สือโดยใช้สานวนภาษาของนักเรียนเอง ซง่ึ ในระหวา่ งนี้ ครจู ะต้องไป
ช่วยดูทีละกลุ่มเพ่ือแนะนาและพูดคุยกับนักเรียนว่าต้ังใจจะเขียนอย่างไรและมีปัญหาอย่างไร ทั้งนี้การสอน
เขยี นของเดก็ และวาดเพ่ือแสดงความคิดเหน็ และความรสู้ ึก เม่ือเด็กลงมือเขยี น สมองจะเรยี นร้วู ่า การเขียน
เป็นวิธีการท่ีจะบอกเล่า แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขณะท่ีเด็กวาดและใช้เครื่องหมายที่เขียน จะได้ลองกับ
สัญลักษณ์ ตัวอักษร และรหัสเพื่อส่ือความหมาย เสริมสร้างพัฒนาการและความสาเร็จและความภาคภูมิใจ
ในการเขียนของตนเอง (อัครภูมิ จารุภากร และพรพิไล เลิศวิชา, 2550) ทั้งน้ีสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขนั้ พื้นฐาน (2554: 119) กล่าวว่า การสอนเขียนสะกดคา จะต้องเรียนรู้การใช้สระในการเขียนคาท่ี
ปรากฏในคาไทย มีข้อน่าสังเกตที่แตกต่างกัน เช่น การประวิสรรชนีย์ ไม่ประวิชสรรชนีย์ การใช้ ไม้ไต่คู้
การใช้พยัญชนะ การใช้ตัวสะกดซ่ึงเป็นรูปพยัญชนะที่ประกอบอยู่ข้างท้ายสระและมีเสียงประสมเข้ากับสระ
จัดเปน็ พวกๆตามเสยี งสะกด และการใช้วรรณยกุ ต์
สรุปได้ว่า หลักการสอนการเขียน นักเรียนจะต้องได้เรียนรูก้ ารสะกดคาในรูปแบบต่างๆ รู้จักรูปคา
และความหมายของคาอย่างหลากหลาย โดยมีครูเป็นผู้ดูแลให้คาแนะนาอย่างใกล้ชิด และฝึกฝนการเขียน
ให้กับเดก็ อย่างสม่าเสมอควบคู่ไปกับความสนุกสนานและความเพลดิ เพลินโดยการใช้รปู ภาพประกอบจะช่วย
ในการพัฒนาสมองและการจดจาความหมายของคาและฝึกการเขยี นได้ดีย่งิ ขึน้

5. งานวิจัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
นางลุนา ศรกี ุตา (2553) ไดท้ าการวิจยั เร่อื ง รายงานการพฒั นาทักษะการอ่านและเขียนคา
พน้ื ฐานภาษาไทยโดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่2 ปกี ารศกึ ษา
2553 มีวัตถปุ ระสงค์เพือ่ 1)พัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการอ่านและเขยี นคาพื้นฐาน

17

ภาษาไทย ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2/1 2)พฒั นาแบบฝึกทักษะสาระภาษาไทย ใหม้ ีประสิทธภิ าพ
ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 กลุ่มตวั อย่างทใ่ี ช้ในการศึกษาคร้งั นเ้ี ป็นนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรยี น
ท่ี 1 ปีการศึกษา 2553 จานวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคาพื้นฐาน
จานวน 15 แบบฝึก และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกต อบ
3 ตัวเลอื กจานวน 30 ข้อ แบบแผนการทดลองใชแ้ บบกลุ่มเดียว(One Group Pre-test Post-test Design)
ผลการศึกษาค้นควา้ พบวา่

1. การพฒั นาทักษะการอา่ นและเขียนคาพนื้ ฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระ
การเรยี นรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2/1 มีประสิทธิภาพเทา่ กับ 85.43/86.47
ซง่ึ สงู กว่าเกณฑม์ าตรฐานทต่ี งั้ ไว้ คือ 80/80

2. ผลท่ีเกิดกับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคาพ้ืนฐานภาษาไทย โดยใช้
แบบฝกึ ทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 2/1 พบวา่ นักเรยี นมีทักษะการอา่ น
และเขียนดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและเขียนคาพื้นฐานสูงขึ้น
มคี ่าเฉลี่ยร้อยละ 86.47

สนุ ัชชา ศุภธรรมวิทย์ (2556) ได้ทาการวิจัย การพัฒนารูปแบบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียน

ด้วยแท็บเล็ตตามหลักการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่าง

สร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อพัฒนารูปแบบฯ 2.เพ่ือศึกษาผลของการใช้

รูปแบบฯ 3. เพื่อนาเสนอรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการทดลองคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย

จานวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาข้ึนประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ส่ือการสอน

2.ผู้สอน 3.ผู้เรียน 4.การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ และ 5. การวัดและประเมินผล ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรมการ

เรียนด้วยแท็บเล็ตตามหลักการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เพ่ือส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่าง

สร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

หลงั เรยี นของกลมุ่ ตวั อย่างสงู กว่าคะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05

นางสาวกุสุมา คาผาง (2559) ได้ทาการวิจัยเร่ือง ผลของการจัดการเรียนการสอนเขียน
สะกดคาภาษาไทยโดยใช้สมองเป็นฐาน ที่มีต่อทักษะการเขียนสะกดคาของนักเรียนในระดับประถมศึกษา
การวิจัยคร้ังนีม้ ีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคาโดยใชส้ มองเป็นฐานท่ีมี
ต่อทักษะการเขียนสะกดคาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 2) เปรียบเทียบทักษะการเขียนสะกดคา
ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานกับนักเรียนกลุ่มควบคุมที่
ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ ในระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 กลุ่มทดลอง 35 คน และ
กลมุ่ ควบคุม 35 คน เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูลคือ แบบวัดทักษะการเขยี นสะกดคา เครอ่ื งมอื ที่
ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรยี นการสอนเขียนสะกดคาภาษาไทยโดยใชส้ มองเป็นฐาน และแผนการ
จัดการเรียนการสอนเขยี นสะกดคาภาษาไทยแบบปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบยี่ งเบน
มาตรฐาน และการทดสอบคา่ ที ผลการวจิ ัยพบว่า

1. นกั เรยี นทไ่ี ด้รับการจัดการเรยี นการสอนเขียนสะกดคาโดยใช้สมองเป็นฐานมีทกั ษะการเขียนสะกด
คาหลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรยี น อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05

18

2.นักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคาโดยใช้สมองเป็นฐานมีทักษะการเขียน
สะกดคาไม่แตกต่างจากนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคาแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติทรี่ ะดับ .05

3.นักเรียนกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมต่อการเรียนที่ไม่ผ่อนคลาย อยู่ในระเบียบตลอดเวลา
ส่งผลให้ไม่มีความมัน่ ใจในการตอบคาถาม และแสดงความคิดเห็น แต่นักเรียนกลุ่มทดลองมีความผ่อนคลาย
ทาให้มีความม่ันใจในการตอบคาถาม และแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังมีทักษะการฟังผู้อื่นที่ดี สามารถ
ชว่ ยกันหาวิธแี กป้ ัญหาได้ มพี ฤตกิ รรมการเรยี นรทู้ ่ีดีขน้ึ คอื มีความสุขและสนุกสนาน ตลอดจนมคี วามสามารถ
ในการเรยี น คอื มีความเข้าใจและความจาในบทเรียนทีด่ ขี ึน้ อกี ด้วย

นางสาวจิรารัตน์ บุญส่งค์ (2559) ได้ทาการวิจัยเรื่องผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมอง
เป็นฐานท่ีมีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2
มวี ัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2
ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน และ3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นวิชาสังคมศึกษาและความคิดสร้างสรรคข์ องนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ทม่ี ีคะแนนเฉลี่ยสะสม
วิชาสังคมศึกษาสูง ปานกลาง และ่ตา่ หลังการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้สมองเป็นฐาน กลุ่มตัวอยา่ งที่ใช้ในการวิจัย
ครั้งน้ี เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาท่ีปี 2/2 โรงเรียนกอบกุลวิทยาคม อ่าเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น
โรงเรียนในส่านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 รวมนักเรียน
ทั้งส้ิน 32 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใชส้ มองเป็นฐาน จา่ นวน 8 แผน 16 ชว่ั โมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการ
เรียนวิชาสังคมศึกษามีค่าความเชื่อม่ัน .78 และ3) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์มีค่าความเชื่อม่ัน .61
ใชแ้ บบแผนการทดลองแบบทดสอบกอ่ นและหลงั แบบกลุม่ เดียว (One Group Pre-test Post-test) สถติ ิที่ใช้
ในการวจิ ัยคร้งั นี้ คือ คา่ เฉลยี่ ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และ One - way MANOVA

ผลการวิจยั พบว่า
1. นักเรียนทไ่ี ด้รับการจดั การเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน มีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาสังคมศึกษา
หลงั การจดั การเรยี นรูส้ ูงกวา่ ก่อนการจัดการเรียนรอู้ ยา่ งมีนยั ส่าคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .01
2. นักเรยี นทไ่ี ดร้ บั การจัดการเรยี นร้โู ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน มีความคิดสรา้ งสรรคห์ ลังการจดั การเรยี นรู้
สูงกว่าก่อนการจดั การเรยี นรู้อย่างมนี ัยส่าคญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั .01
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาและความคิดสร้างสรรค์ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ที่มีคะแนนเฉลี่ยสะสมวิชาสังคมศึกษาระดับสูง ปานกลาง และ่ต่าหลังการจัดการเรยี นรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
แตกต่างกันอยา่ งไม่มีนยั สา่ คัญที่ระดบั .05

จินต์กวี แสงอรุณ และคณะ (2560) ได้ทาการวิจัย เรื่องการพัฒนาความสามารถด้านการ
เขียนสะกดคา ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ดว้ ยการจัดการเรียนรสู้ มองเป็นฐาน (BBL) ประกอบแบบ
ฝึกทักษะ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพ่ือพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้การเขียนสะกดคาด้วยการ
จัดการเรียนรู้สมอง เป็นฐาน(BBL) ประกอบแบบฝึกทักษะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ท่ีมีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์ E1/E2 (80/80) 2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้การเขียนสะกดคาด้วยการจัดการ
เรียนรู้สมองเป็ นฐาน( BBL) ประกอบแบบฝึกทักษะของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปืที่ 3 3) เพ่ือศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียน ที่มตี ่อการเรยี นรู้การเขียนสะกดคาของนกั เรยี นดว้ ยการจัดการเรียนรู้สมองเป็นฐาน( BBL)
ประกอบแบบฝึกทักษะ กลุ่มเป้าหมายการวิจยั ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3 ของ โรงเรียนบ้านสุวรรณ

19

วารี อาเภอสริ ินธร สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา
2559 จานวน 28 คน เครื่องมือทใ่ี ช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรยี นรู้ เร่ืองการเขียนสะกดคา แบบฝึก
ทักษะ แบบวัดความสามารถด้านการเขียนสะกดคา แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติท่ีใช้
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. ประสิทธิภาพของ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียนสะกดคาของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้
สมองเปน็ ฐาน ( BBL) ประกอบแบบฝึกทักษะ ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียนด้วยการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.82/ 89.30 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้การเรียนรู้แบบการ
เขียนสะกดคาของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจดั การเรียนรู้สมองเป็นฐาน (BBL) ประกอบแบบฝึก
ทักษะเทา่ กับ 0.2454 หรือคิดเป็นรอ้ ยละ 24.54 3.ความพึงพอใจของนักเรียนทีเ่ รยี นด้วยการจัดกิจกรรมการ
การเขียนสะกดคาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้สมองเป็นฐาน (BBL) ประกอบ
แบบฝึกทกั ษะโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ 2.67), (S.D.0.87)

Bilal (2010) ได้ทาการวิจัยเรื่องผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนโดยใช้สมองเป็นฐานของนักเรยี นที่มี
รูปแบบการเรียนรทู้ ่แี ตกต่างกัน การศกึ ษาคร้งั น้ีมวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อศึกษาผลของการเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน
ต่อผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี นทีม่ ีรูปแบบการเรยี นรู้ทแ่ี ตกตา่ งกัน กล่มุ ทศี่ ึกษาประกอบด้วยนกั ศกึ ษา
จากภาควิชาสังคมศาสตร์การศึกษาของครูในคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยมูกลา (N = 68) ในการศึกษาได้ใช้
การออกแบบการทดลองก่อนการทดสอบ - หลงั เรียน รวบรวมข้อมูลโดยใชแ้ บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการ
เรียนและแบบสอบถามรปู แบบการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ Kolb ผลการวิจัยพบว่าแนวทาง BBL ที่ใช้ใน
กลมุ่ ทดลองมีประสิทธิผลในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมากกว่าวิธีการแบบเดิมที่ใช้ในกลุ่ม
ควบคุม แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญระหว่างระดับผลสัมฤทธิข์ องนักเรียนกลุ่มทดลองท่ีมีรูปแบบ
การเรยี นรูท้ ่ีแตกต่างกนั

Awolola (2011) ได้ทาการวิจัยเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สมองเป็นฐานในวิชา
คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายใน Oyo State, Nigeria โดยทาการสุ่มโรงเรียนทั้งหมด 9
โรงเรียน จากแต่ละเขตปกครอง โดยทาการสุ่มเลือกเด็ก 58 คนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ ของแต่ละโรงเรียน
จากการวิจัยพบว่าการเรียนผ่านแผนการเรียนโดยใช้สมองเป็นฐานนั้น ทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาของ
นกั เรียนดีข้นึ มากกว่าการเรียนปกติโดยการจดบันทกึ นักเรียนผ่อนคลายและมีความกระตือรือร้นในการเรยี น
ใส่ใจในการเรียน ทาให้นักเรียนรู้จักการตัดสินใจ ทางานเป็นกลุ่ม และค้นหาจัดเรียงข้อมูลเองได้ ทั้งยังทาให้
นกั เรียนมีความจาและความเข้าใจมากขึ้น เพราะต้องเรียนรู้เองต้ังแต่เริ่มตน้ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์จึงควรปรับ
เอาวธิ ีการแบบดงั กลา่ วมาใช้ในการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

Gozuyesil (2014) ได้ทาการศึกษาเก่ียวกับ ผลของการเรียนรู้ของสมองต่อผลสัมฤทธิ์ทาง
วิชาการ : การศึกษาโดยการอภิวเิ คราะห์ ผลการวจิ ยั แสดงใหเ้ หน็ ว่า 35 จาก 42 มีผลในเชงิ บวก เผยให้เหน็ ว่า
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานมีผลในทางบวก ผลกระทบในระดับกลาง (d = 0.640) ของนักเรียนต่อ
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น นอกจากนี้เม่อื เทียบกบั การศึกษาดาเนินการในตุรกแี ละสหรัฐอเมริกา พบข้อสรุปว่า
มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญระหวา่ งกลุ่มในขณะทีม่ ีความแตกต่างในด้านของระดบั การศกึ ษาเรอ่ื งการสุ่ม
ตัวอยา่ งและขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง

20

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
กรอบแนวคิดการวิจยั ครง้ั น้ี แสดงถึงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตัวแปรอสิ ระกับตัวแปรตาม ซงึ่ สามารถแสดงแผนภาพ

ความสมั พันธ์ของตัวแปรในการวิจยั ไดว้ า่ การใชแ้ บบฝกึ สีสันการอา่ น โดยใช้สมองเปน็ ฐาน ส่งผลต่อ
ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี1/2
โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์

ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตาม

การใช้แบบฝึกสีสนั การอา่ น ความสามารถในการอ่านและการเขยี น
โดยใชส้ มองเป็นฐาน สะกดคาภาษาไทยของนักเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่1ี /2
โรงเรยี นอนุบาลพระสมทุ รเจดยี ์

21

บทท่ี 3
วิธดี ำเนนิ กำรวิจยั

การวิจัยครงั้ น้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลการใช้แบบฝกึ สีสนั การอ่าน โดยใช้
สมองเป็นฐาน ท่ีมีต่อความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ มรี ายละเอยี ดในการดาเนนิ การวจิ ยั ดังตอ่ ไปนี้

ตวั แปร/สิ่งที่ต้องกำรศกึ ษำ
ตัวแปรอิสระ คือ การใชแ้ บบฝึกสีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน
ตวั แปรตาม คอื ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษา

ปีท1ี่ /2 โรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดีย์

ประชำกรและกล่มุ ตัวอย่ำง
ประชากรในการวจิ ัยครง้ั นค้ี อื นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ของโรงเรยี นอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์

สงั กัดสานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสมุทรปราการเขต 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2563
กลุม่ ตัวอยา่ งในการวิจยั คร้งั น้ีคอื นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1/2 ภาคเรยี นท่ี 1

ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดยี ์ สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษา
สมทุ รปราการเขต 1 จากวิธีการเลือกกล่มุ ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 31 คน

เนื้อหำทใ่ี ชใ้ นกำรวจิ ัย
เนื้อหาวิชาท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของระดับชั้น

ประถมศึกษาปีที่1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ของสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน เร่อื งการอา่ นและการเขยี นสะกดคา
สาระท่ี 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจ
แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ป.1/1 อ่านออกเสียงคา คาคล้องจอง และ
ข้อความส้ันๆ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การอ่านออกเสียงและบอกความหมายของคา คาคล้องจอง และ
ขอ้ ความท่ีประกอบดว้ ย คาพื้นฐาน คือ คาท่ใี ชใ้ นชวี ติ ประจาวัน ไมน่ ้อยกวา่ 600 คา รวมทั้งคาที่ใชเ้ รยี นรู้ใน
กลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน ประกอบด้วย คาท่ีมีรูปวรรณยุกต์และไม่มีรูปวรรณยุกต์ คาท่ีมีตัวสะกดตรงตาม
มาตราและไม่ตรงตามมาตรา คาท่ีมพี ยัญชนะควบกลา้ คาที่มีอกั ษรนา

สาระท่ี 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย
การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
ตวั ช้ีวดั ป.1/2 เขยี นสะกดคาและบอกความหมายของคา สาระการเรียนรู้แกนกลาง การสะกดคา การแจกลูก
และการอา่ นเปน็ คา มาตราตวั สะกดท่ตี รงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา การผนั คา ความหมายของคา

22

เคร่อื งมือท่ใี ช้ในกำรวจิ ยั
1. เครอื่ งมอื ที่ใช้ในกำรเรียนกำรสอน
1.1 แบบฝึกสสี นั การอา่ น โดยใช้สมองเปน็ ฐาน ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 1 จานวน 1 ชุด 28 สระ
ขั้นตอนการพฒั นาเครอื่ งมอื : ในการจัดทาแบบฝึกสีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน

มขี ้นั ตอนดงั น้ี
1) ศกึ ษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้โดยการใชส้ มอง

เป็นฐาน
2) ศึกษาศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช2551 (ฉบับปรังปรุง

พ.ศ.2561) กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรอ่ื งการอา่ นและการเขียนสะกดคา
3) ดาเนินการจัดทาแบบฝึกสีสนั การอา่ น โดยใช้สมองเป็นฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้

ภาษาไทย จานวน 1 ชดุ 28 สระ
4) ทดลองใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน กาหนดกิจกรรมและเวลาเรียนให้

เหมาะสมกับขอบข่ายเนื้อหาสาระหรือความคิดรวบยอด จุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมท่ีกาหนดไว้
แลว้ นามาปรับปรุงแกไ้ ข

5) นาแบบฝึกสีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐานที่ได้ทดลองใช้และนามาปรับปรุงแก้ไขแล้ว
ไปใชใ้ นการดาเนนิ การวิจยั

2. เคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นกำรเก็บรวบรวมข้อมลู
2.1 แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับชั้น

ประถมศกึ ษาปีท่ี 1
ข้ันตอนการพัฒนาเคร่ืองมือ : การสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการ

เขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 มีเกณฑ์การวัดประเมินผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์
ประเมนิ เป็น 2 ระดับ คอื ผ่านและไมผ่ า่ น มขี ั้นตอนดังนี้

1) ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตารา บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบั การ
ออกแบบ แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี 1 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้ภาษาไทย

2) ดาเนินการสร้างแบบทดสอบสร้างโดยการวิเคราะห์จุดประสงค์ และตัวชี้วัด
จานวน 30 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที แบ่งเป็นแบบทดสอบการอ่านสะกดคาภาษาไทยจานวน 20 ข้อ ใช้เวลา 10
นาที และแบบทดสอบการเขียนสะกดคาตามคาบอกภาษาไทยจานวน 10 ข้อ ใช้เวลา 10 นาที
โดยแบบทดสอบกอ่ นและหลงั เรียนใช้ฉบบั เดียวกนั

3) นาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 1 เสนอผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจพิจารณาความตรงของเนื้อหา (content validity) ตลอดจน

23

ความถูกต้องเหมาะสมของการใช้ภาษาและข้อคาถาม แล้วนาผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ มาวิเคราะห์
และปรับปรุงแกไ้ ขตามคาแนะนา

4) นาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 1 ที่ผา่ นการตรวจสอบและแก้ไขแล้ว ไปใชก้ บั กลมุ่ ตัวอยา่ ง

แผนกำรวิจัย
ระยะเวลำในกำรดำเนินงำน

1 กรกฎาคม 2563 – 31 ตุลาคม 2562

วัน เดือน ปี กจิ กรรม หมำยเหตุ

1 ก.ค. 2563 – 24 ก.ค. 2563 - ศึกษาสภาพปัญหาและวเิ คราะห์หาแนวทาง
26 ก.ค. 2563 – 17 ต.ค. 2563 แก้ปญั หา
- เขยี นเคา้ โครงงานวจิ ยั ในชนั้ เรยี น
- วิเคราะหผ์ เู้ รยี น
- ออกแบบเครอ่ื งมือทีจ่ ะใชใ้ นงานวิจยั
- เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลและวเิ คราะห์ข้อมลู

18 ต.ค. 2563 – 24 ต.ค. 2563 - สรุปและอภปิ รายผล

25 ต.ค. 2563 – 31 ต.ค. 2563 - จดั ทารูปเล่ม

การดาเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ในการวิจัยคร้งั น้ี ผูว้ จิ ยั ได้ดาเนินการทดลองดงั นี้
1) ผ้วู จิ ัยใหน้ ักเรียนกลุ่มตัวอยา่ งทาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอา่ นและการเขียน

สะกดคาภาษาไทย ระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 กอ่ นการจดั กิจกรรมการใชแ้ บบฝกึ สสี ันการอ่าน โดยใชส้ มอง
เปน็ ฐาน (pre-test) จานวน 30 ข้อ ใชเ้ วลา 20 นาที แบ่งเป็นแบบทดสอบการอา่ นสะกดคาภาษาไทยจานวน
20 ข้อ ใช้เวลา 10 นาที และแบบทดสอบการเขียนสะกดคาตามคาบอกภาษาไทยจานวน 10 ข้อ ใชเ้ วลา 10
นาที แลว้ นาคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยทีไ่ ดก้ ่อนเรยี นมาวเิ คราะหข์ อ้ มลู

2) ดาเนินการจัดกิจกรรมการใชแ้ บบฝกึ สสี ันการอา่ น โดยใช้สมองเปน็ ฐาน โดยบันทึกผลหลัง
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่ือนาไปใชอ้ ภปิ รายผลการวิจัย

3) วดั ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับชนั้ ประถมศกึ ษา
ปที ่ี 1 หลังการจัดกิจกรรมการใชแ้ บบฝึกสีสนั การอ่าน โดยใชส้ มองเป็นฐาน (post-test) โดยใช้แบบทดสอบ
วัดความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ฉบับเดียวกันกับ
ฉบับก่อนเรียน จานวน 30 ข้อ ใช้เวลา 20 นาที แบ่งเป็นแบบทดสอบการอ่านสะกดคาภาษาไทยจานวน

24

20 ข้อ ใช้เวลา 10 นาที และแบบทดสอบการเขียนสะกดคาตามคาบอกภาษาไทยจานวน 10 ขอ้ ใช้เวลา 10
นาที แล้วนาคะแนนทีไ่ ด้หลงั เรียนมาวิเคราะห์ข้อมลู

กำรวิเครำะหข์ อ้ มูล
ผลทไี่ ดจ้ ากการทดลอง นามาวเิ คราะหข์ ้อมูลโดยวธิ กี ารทางสถติ ิ ดว้ ยโปรแกรม SPSS ดงั นี้

1.วเิ คราะหค์ ่าเฉล่ยี (x̄ ) และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนความสามารถในการอ่านและ
การเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสัน
การอ่าน โดยใชส้ มองเป็นฐาน

2.วเิ คราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าเฉล่ียของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคา
ภาษาไทย ระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกจิ กรรมการใชแ้ บบฝึกสีสนั การอ่าน โดยใช้สมอง
เปน็ ฐาน โดยการวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบทางสถิตดิ ้วยการทดสอบค่าที (t-test Dependent)

3.วเิ คราะหค์ วามแตกต่างระหวา่ งคา่ เฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการอา่ นและการเขยี นสะกดคา
ภาษาไทย ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 หลังการจัดกิจกรรมการใชแ้ บบฝกึ สีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเปน็ ฐาน
เปรียบเทียบกับเกณฑ์รอ้ ยละ 75 ของคะแนนเต็ม โดยการวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บทางสถิติด้วยการทดสอบค่าที
(One Simple t-test)

25

บทท่ี 4

ผลการดาเนนิ การวจิ ัย

การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ศึกษาผลการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ท่ีมีต่อ
ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรียน
อนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน และเพ่ือ
เปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน
กบั เกณฑ์รอ้ ยละ 75 ของคะแนนเต็ม

ผู้วจิ ัยได้นาเสนอการวิเคราะห์ขอ้ มูล โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย
ระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ ก่อนและหลงั การจดั กิจกรรมการใชแ้ บบฝกึ สสี ันการ
อา่ น โดยใช้สมองเปน็ ฐาน
ตอนท่ี 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน
โดยใช้สมองเป็นฐานกบั เกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม

26

1. เปรียบเทยี บค่าเฉลยี่ ของคะแนนความสามารถในการอา่ นและการเขยี นสะกดคาภาษาไทย

ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝกึ

สีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเปน็ ฐาน

ผู้วิจัยวเิ คราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทยี บคา่ เฉลยี่ ของคะแนนความสามารถในการอา่ นและการเขียน

สะกดคาภาษาไทย ระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดยี ์ ก่อนและหลังการจดั กิจกรรม

การใช้แบบฝึกสีสนั การอา่ น โดยใช้สมองเป็นฐาน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ดังน้ี

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย

ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสัน

การอา่ น โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน

กล่มุ ทดลอง n x̄ S.D. t sig

ก่อนการจดั 31 9.19 1.537 -26.841 .000*

กิจกรรมการใช้

แบบฝกึ สีสนั

การอา่ น

โดยใชส้ มอง

เปน็ ฐาน

หลงั การจัด 31 16.65 2.537

กิจกรรมการใช้

แบบฝกึ สีสัน

การอา่ น

โดยใชส้ มอง

เปน็ ฐาน

*p < .05

จากตารางท่ี 1 พบว่า นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน

มีคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียน (x̄ = 16.65) สูงกว่าก่อนเรียน

(x̄ = 9.19) อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05

27

2. เปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย

ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสัน

การอา่ น โดยใชส้ มองเปน็ ฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม

ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียน

สะกดคาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ หลังการจัดกิจกรรมการใช้

แบบฝึกสีสันการอ่านโดยใชส้ มองเป็นฐานกับเกณฑ์รอ้ ยละ 75 ของคะแนนเต็ม ดงั น้ี

ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย ระดับช้ัน

ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ หลังการจัดกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน

โดยใช้สมองเป็นฐานกบั เกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเตม็

กลุ่มทดลอง n x̄ S.D. t sig

หลังการจดั 31 16.65 2.537 3.610 .0005*

กจิ กรรม

การใช้แบบฝกึ

สีสันการอา่ น

โดยใช้สมอง

เป็นฐาน

*p < .05
จากตารางที่ 2 พบว่า นักเรียนท่ีร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน

มีคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนมีค่าเฉล่ีย 16.65 ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน 2.537 และพบว่านักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมี
นัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05

28

บทท่ี 5

อภิปรายผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ

การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านและการเขียน
สะกดคาภาษาไทยของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที1่ /2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ ก่ อ น แ ละ ห ลังก ารจั ด
กิจกรรมการใช้แบบฝกึ สีสันการอ่าน โดยใชส้ มองเป็นฐาน และเปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านและการเขยี น
สะกดคาภาษาไทยของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี1/2 โรงเรียนอนบุ าลพระสมุทรเจดีย์ หลังการจัดกิจกรรมการ
ใช้แบบฝึกสสี ันการอ่าน โดยใชส้ มองเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเตม็

วัตถปุ ระสงค์ของงานวิจัย

1. เพ่อื เปรยี บเทียบความสามารถในการอา่ นและการเขยี นสะกดคาภาษาไทยของนักเรยี นระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 1/2 โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดยี ์ ก่อนและหลงั การใช้แบบฝึกสีสนั การอ่าน
โดยใชส้ มองเป็นฐาน

2. เพอ่ื เปรียบเทยี บความสามารถในการอา่ นและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 1/2 โรงเรยี นอนบุ าลพระสมทุ รเจดีย์ หลังการใชแ้ บบฝึกสีสนั การอา่ น โดยใช้สมองเปน็ ฐานกบั
เกณฑร์ อ้ ยละ 75 ของคะแนนเต็ม

คาถามการวิจยั

1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึก
สีสันการอ่าน โดยใช้สมองเปน็ ฐาน จะมีความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคาภาษาไทยหลงั เรยี นสูง
กว่าก่อนเรยี นหรือไม่ อย่างไร

2. นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ท่ีร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึก
สสี นั การอ่าน โดยใช้สมองเปน็ ฐาน จะมีความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลงั เรยี นสูง
กว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเตม็ หรอื ไม่ อย่างไร

ขอบเขตการวิจยั

1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประชากรในการวจิ ัยครง้ั น้คี อื นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ของโรงเรียนอนบุ าลพระสมทุ รเจดยี ์ สังกัด
สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
กลุม่ ตัวอยา่ งในการวจิ ยั ครง้ั น้ีคือ นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1/2 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
โรงเรียนอนุบาลพระสมทุ รเจดยี ์ สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1
จากวิธกี ารเลอื กกล่มุ ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 31 คน
2. เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นส่วนหน่ึงของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีที่1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ของสานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน เรื่องการอ่านและการเขยี นสะกดคา

29

สาระที่ 1 การอา่ น มาตรฐาน ท 1.1 ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคดิ เพ่ือนาไปใช้ตัดสินใจ
แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิต และมนี ิสัยรกั การอ่าน ตัวชี้วัด ป.1/1 อ่านออกเสียงคา คาคล้องจอง และข้อความ
ส้ันๆ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การอ่านออกเสียงและบอกความหมายของคา คาคล้องจอง และข้อความท่ี
ประกอบด้วย คาพ้ืนฐาน คือ คาท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน ไม่น้อยกว่า 600 คา รวมทั้งคาท่ีใช้เรียนรู้ในกลุ่มสาระ
การเรยี นรู้อนื่ ประกอบด้วย คาทีม่ รี ปู วรรณยุกตแ์ ละไม่มรี ปู วรรณยกุ ต์ คาทมี่ ีตัวสะกดตรงตามมาตราและไมต่ รง
ตามมาตรา คาที่มีพยญั ชนะควบกล้า คาทม่ี อี ักษรนา

สาระท่ี 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย
การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
ตัวช้ีวัด ป.1/2 เขียนสะกดคาและบอกความหมายของคา สาระการเรียนรู้แกนกลาง การสะกดคา การแจกลูก
และการอ่านเปน็ คา มาตราตัวสะกดทต่ี รงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา การผันคา ความหมายของคา

3. ระยะเวลาท่ใี ช้ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 12 สปั ดาห์ ในตารางเรยี นตามปกติ
4. ตัวแปรท่ีศึกษา

4.1 ตัวแปรอิสระ คอื การใชแ้ บบฝึกสีสันการอา่ น โดยใช้สมองเป็นฐาน
4.2 ตวั แปรตาม คือ ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนกั เรยี นชนั้
ประถมศึกษาปที ี่1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์

สรปุ ผลการวจิ ยั

ผลการใช้แบบฝึกสีสนั การอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ท่ีมีตอ่ ความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกด
คาภาษาไทยของนกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1/2 โรงเรยี นอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ สามารถสรปุ ผลได้ดังน้ี

1. นกั เรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน มคี ะแนนความสามารถในการ
อา่ นและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05

2. นักเรียนท่ีรว่ มกิจกรรมการใช้แบบฝกึ สีสันการอา่ น โดยใช้สมองเปน็ ฐาน มคี ะแนนความสามารถในการ
อา่ นและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ทก่ี าหนดร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมนี ัยสาคัญ
ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05

อภปิ รายผล

จากการศึกษาคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยของนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 1/2 โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ ท่ีร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมอง
เปน็ ฐาน ผลการศกึ ษาสามารถอภปิ รายไดด้ งั น้ี

นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน มีคะแนนความสามารถในการ
อา่ นและการเขยี นสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรยี นอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05 และมีคะแนน
ความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดร้อยละ 75 ของ
คะแนนเต็ม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้วิจัยออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยใช้แบบฝึกสีสนั การอา่ น โดยใช้สมองเป็นฐาน คลอบคลุมเน้ือหาเกย่ี วกับการอ่านและการเขยี นสะกดคาทั้ง 28
สระ สอดคล้องตามสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐานพุทธศักราช 2551 เรือ่ งอา่ นออกเสียงคา คาคล้องจอง และข้อความส้ันๆ อกั ษรนา และเขียนสะกดคาและ
บอกความหมายของคา (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551)

30

ผู้วิจยั ได้ออกแบบสร้างแบบฝึกสีสันการอา่ น จากการกาหนดจุดมุ่งหมายและวตั ถุประสงค์การเรียนร้ตู าม
ตัวช้ีวัด และคานึงถึงความเหมาะสมกับช่วงวัยของผู้เรียน สอดคล้องกับแนวทางการสร้างชุดแบบฝึก ต้องมีการ
กาหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการดาเนินการ วิเคราะห์ทักษะและเน้ือหาท่ีต้องการสร้างแบบฝึก และเขียน
จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม แล้วสรา้ งชุดแบบฝกึ ใหส้ อดคลอ้ งกับหลกั จิตวิทยาการเรียนรู้ และพัฒนาการตามวัยของ
ผเู้ รยี น (จิรเดช เหมือนสมาน, 2551) และจัดทาแบบฝึกโดยเรยี งลาดับสระจากงา่ ยไปยาก โดยเรยี งจากสระเดี่ยว
ไปสู่สระประสม สอดคล้องกบั แนวทางสาคัญในการจัดทาชดุ แบบฝกึ คอื จัดเนื้อหาสาระให้ตรงตามจุดประสงค์การ
เรียนรู้ เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน วางรูปแบบให้มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระ เรียงจากง่าย
ไปยาก (สุคนธ์ สินธพานนท์ ,2553) นอกจากน้ีผู้วิจัยคานึงถึงหลักการทางานของสมองของนักเรียนตามอายุ
โดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบองค์รวมตามหลักการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
(Brain-based learning) เป็นกระบวนการเรียนรทู้ ี่ต้องเข้าใจการทางานของสมอง สมองมีอายุและจังหวะ เรียนรู้
ได้ตลอดเวลา โดยครูผู้สอนต้องทาความเข้าใจการทางานของสมองและการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
และทาความเข้าใจหรือมีมุมมองต่อกระบวนการเรียนรู้ ทาให้การจัดการเรียนการสอนวางอยู่บนฐานของความ
สนใจ และการใคร่ครวญว่าปัจจัยใดบ้างที่จะทาให้สมองมีการเปลี่ยนแปลง (อัครภูมิ จารุภากร และพรพิไล
เลิศวิชา, 2550) ท้ังนี้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน มีความท้าทาย
และแปลกใหม่ จากการใช้สีสันเข้ามาช่วยกระตุ้นสมองในการฝึกให้นักเรียนอ่านสะกดคา โดยสีดา แทน
ตัวพยัญชนะต้นให้อ่านออกเสียงก่อนเป็นลาดับแรก สีแดงแทนสระ สีน้าเงินแทนตัวสะกด และสีเขียวแทน
วรรณยุกต์ ซ่ึงช่วยกระตุ้นสมองให้เด็กฝึกอ่านและเขียนสะกดคาได้อย่างสนุกสนาน และเกิดความตั้งใจเรียน
ซึง่ สอดคล้องกับหลักการใช้สื่อและนวัตกรรม ท่ีกระตุ้นสมอง Resources Innovation ควรใช้สือ่ และนวัตกรรมที่
แปลกใหม่ น่าต่ืนเต้น มีสสี ัน และมีจานวนเพียงพอสาหรับนักเรยี นทุกคน ซ่ึงเครื่องมือเหล่าน้ีจะช่วยในการเรียนรู้
และกระตนุ้ ให้เด็กรู้สึกสนุกสนาน และเกิดความตัง้ ใจที่จะเรยี นรูเ้ น้อื หาท่ซี บั ซ้อน และจากแนวคดิ ทฤษฎีตามหลัก
BBL สามารถนามาเชื่อมโยงกับแนวคดิ ทฤษฎีทางด้านหลักการด้านจิตวทิ ยาสี (Psychology of color) ตามที่ได้มี
การศกึ ษาค้นคว้าในด้านจิตวิทยาสซี ่ึงเป็นตัวกระตุ้นความรสู้ ึกและมีผลต่อจติ ใจของมนษุ ย์ สีต่างๆ จะใหค้ วามรูส้ ึก
ที่แตกต่างกัน ดังน้ันเราจึงมักใช้สีเพื่อสื่อความรู้สึกและความหมายต่างๆ (อรอนงค์ ฤทธ์ิฤาชัย, สัญชัย สันติเวช
และนธิ ิวดี ทองป้อง, 2560)

ทั้งนี้การออกแบบการสร้างแบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน มีความสอดคล้องกับหลักการสอน

การอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทย โดยเป็นแบบฝึกท่ีเน้นการอ่านออกเสียงพยัญชนะ สระ ตัวสะกด และ

วรรณยุกต์มาประสมกันเป็นเสียงคาต่างๆ ตามหลักการอ่านแจกลูกสะกดคา เป็นกระบวนการข้ันพ้ืนฐานของการ

นารูปคา และเสียงพยญั ชนะต้น รปู และเสยี งสระ รูปและเสียงวรรณยุกต์ รปู และเสียงตวั สะกดมาประสมกันทาให้

ออกเสียงคาต่างๆ ที่มีความหมายในภาษาไทย เพ่ือให้นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาท้ังการอ่านและการเขียน

ไปพร้อมกนั (อิงอร สุพันธุ์วณิช และคณะ, 2554) ทง้ั นก้ี ารเขียนสะกดคาต่อเนื่องมาจากการอ่านสะกดคา เมื่ออา่ น

ได้อย่างถูกต้องแล้วก็จะสามารถเขียนสะกดคาจากตัวอักษรข้างต้น มาประกอบรวมกันเป็นคาและพยางค์เพื่อส่ือ

ความหมายได้ ตามหลักการเขียนสะกดคา ระบบการเขยี นภาษาไทย เป็นระบบที่ใช้ตวั อักษรแทนเสียง 3 ประเภท

คอื สระ พยัญชนะ และวรรณยกุ ต์ มาประกอบเป็นพยางค์และคา ในการเขียนคาให้ถูกต้อง จาเป็นต้องศึกษาเรื่อง

การใช้สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ ตลอดจนการเขียนคาในลักษณะพิเศษต่างๆ เช่น การเขียนช่ือเฉพาะ

การเขียนคายืมจากภาษาอังกฤษ การเขียน อักษรย่อ และการใช้เครื่องหมายประกอบคา คู่มือสาคัญที่ช่วยให้

31

เขียนคาได้ถูกต้อง คอื พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน ซ่ึงทางราชการประกาศใหถ้ ือเป็นแบบอยา่ งในการเขยี น
(สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน, 2554) และคาในภาษาไทยแต่ละชนิด เกิดจากการประสมเสียงใน
ภาษาไทย 3 ชนิด คือเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ ตามลาดับการออกเสียง ซึ่งตาแหน่งเสียง
พยัญชนะในภาษาไทยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่อยู่ต้นคา เรียกว่าเสียงพยัญชนะต้น และส่วนท่ีอยู่ท้ายคา
เรียกว่าเสียงพยัญชนะท้าย หรือ ตัวสะกด ซ่ึงการสอนการอ่านคาในภาษาไทยท่ีใช้ตัวพยัญชนะ สระ และ
วรรณยกุ ต์ประสบกัน มีหลักการผนั วรรณยุกต์ ซ่ึงประกอบไปด้วยการใช้อักษรสามหมูท่ ่ีเรียกวา่ ไตรยางค์ ลักษณะ
พยางค์ที่เป็น คาเป็นคาตาย กับรูปวรรณยุกต์ สามส่วนน้ีประสมกัน ผู้ที่เรียนรู้หลักการผันวรรณยุกต์แล้ว
จะสามารถอ่านคาในภาษาไทยได้ถูกต้อง อีกท้ังการเขียนสะกดคาจะต้องเรียนรู้การใช้สระในการเขียนคาที่ปรากฏ
ในคาไทย ซ่งึ มีข้อน่าสังเกตที่แตกต่างกันและการใช้พยัญชนะ การใช้ตัวสะกดซ่ึงเป็นรูปพยัญชนะท่ีประกอบอยู่ข้าง
ท้ายสระและมีเสียงประสมเข้ากบั สระจัดเป็นพวกๆตามเสียงสะกด และการใช้วรรณยุกต์ (สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2554) และจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้เกมแบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมอง
เป็นฐาน ส่งผลให้การเรียนรขู้ องนักเรียนมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึน้ สามารถอ่านและเขียนสะกดคาได้อย่างถกู ต้อง
ตามผลการวิจยั ของ นางลุนา ศรกี ุตา (2553: บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจยั เร่ืองรายงานการพัฒนาทกั ษะการอา่ นและ
เขียนคาพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2
ปีการศึกษา 2553 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคาพ้ืนฐานภาษาไทย โดยใช้
แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2/1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ
85.43/86.47 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80 2. ผลท่ีเกิดกับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่าน
และเขียนคาพนื้ ฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2/1
พบวา่ นักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนดขี ึ้น ซึง่ ส่งผลใหน้ ักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและ
เขียนคาพื้นฐานสูงข้ึนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.47 (ลุนา ศรีกุตา, 2553) ซ่ึงการฝึกฝนการเขียนให้กับนักเรียนควร
ปฏิบัติอย่างสม่าเสมอควบคู่ไปกับความสนุกสนานและความเพลิดเพลินโดยการใช้รูปภาพประกอบ จะช่วยในการ
พัฒนาสมองและการจดจาความหมายของคาและฝึกการเขียนได้ดีย่ิงข้ึน ตามหลักการสอนเขียนของเด็กและวาด
เพื่อแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก เม่ือเด็กลงมือเขียน สมองจะเรียนรู้ว่า การเขียนเป็นวิธีการที่จะบอกเล่า
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขณะที่เด็กวาดและใช้เคร่ืองหมายท่ีเขียน จะได้ลองกับสัญลกั ษณ์ ตัวอักษร และรหสั เพ่ือ
ส่ือความหมาย เสรมิ สร้างพัฒนาการและความสาเร็จและความภาคภูมิใจในการเขียนของตนเอง (อคั รภูมิ จารุภากร
และพรพไิ ล เลศิ วิชา, 2550)

ทง้ั นี้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยการใช้แบบฝึกสีสันการอา่ น โดยใชส้ มองเป็นฐาน ส่งผลให้นักเรยี น
มีคะแนนความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคาภาษาไทยที่ดขี ึ้น สอดคลอ้ งกับงานวิจยั ของ นางสาว
กสุ ุมา คาผาง (2559: บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเร่อื ง ผลของการจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคาภาษาไทย
โดยใชส้ มองเป็นฐาน ที่มีต่อทกั ษะการเขียนสะกดคาของนกั เรยี นในระดับ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรยี นท่ไี ด้รับ
การจัดการเรียน การสอนเขียนสะกดคาโดยใช้สมองเป็นฐาน มีทั กษ ะการเขียน สะกดคาหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคา
โดยใช้สมองเป็นฐานมีทักษะการเขียนสะกดคาไม่แตกต่างจากนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรยี นการสอนเขียน
สะกดคาแบบปกติ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ 3.นกั เรียนกลุม่ ควบคมุ มีพฤตกิ รรมตอ่ การเรยี น

32

ที่ไม่ผ่อนคลาย อยู่ในระเบียบตลอดเวลา ส่งผลให้ไม่มีความมน่ั ใจในการตอบคาถาม และแสดงความคิดเห็น
แต่นักเรียนกลุ่มทดลองมีความผ่อนคลาย ทาให้มีความมั่นใจในการตอบคาถาม และแสดงความคิดเห็น
อีกท้ังยังมีทักษะการฟังผู้อื่นท่ีดี สามารถช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหาได้ มีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีขึ้น
คือมีความสขุ และสนกุ สนาน ตลอดจนมคี วามสามารถในการเรียน คอื มคี วามเข้าใจและความจาในบทเรียน
ท่ีดีข้ึนอีกด้วย (กุสุมา คาผาง, 2559) และสอดคล้องกับผลการวิจัยของจินต์กวี แสงอรุณ และคณะ (2560:
บทคัดย่อ) ทไ่ี ดท้ าการวจิ ยั เร่ืองการพฒั นาความสามารถดา้ นการเขยี นสะกดคา ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษา
ปที ่ี 3 ด้วยการจดั การเรียนรสู้ มองเป็นฐาน (BBL) ประกอบแบบฝกึ ทกั ษะ ผลการวจิ ยั พบว่า 1. ประสิทธิภาพ
ของแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูก้ ารเขียนสะกดคาของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3 ดว้ ยการจัดการเรียนรู้
สมองเป็นฐาน ( BBL) ประกอบแบบฝึกทักษะ ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียนดว้ ยการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ท่ีพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.82/ 89.30 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้การเรียนรู้แบบการ
เขียนสะกดคาของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ดว้ ยการจดั การเรยี นรู้สมองเปน็ ฐาน (BBL) ประกอบแบบฝึก
ทกั ษะเทา่ กบั 0.2454 หรือคิดเป็นร้อยละ 24.54 3.ความพงึ พอใจของนักเรียนทีเ่ รยี นด้วยการจัดกิจกรรมการ
การเขียนสะกดคาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้สมองเป็นฐาน (BBL) ประกอบ
แบบฝกึ ทักษะโดยรวมอย่ใู นระดับมาก (x̄ 2.67), (S.D.0.87) (จนิ ตก์ วี แสงอรุณ และคณะ, 2560) และการจัด
กิจกรรมการใช้แบบฝึกสีสันการอ่าน โดยใช้สมองเป็นฐาน ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรไู้ ด้ดีมากยิ่งข้ึนและมี
ประสิทธิภาพตามผลการวิจัยในต่างประเทศของ Gozuyesil (2014) ท่ีได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับ ผลของการ
เรียนรู้ของสมองต่อผลสัมฤทธ์ิทางวิชาการ : การศึกษาโดยการอภิวิเคราะห์ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า 35
จาก 42 มผี ลในเชิงบวก เผยให้เห็นว่าการเรยี นรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐานมผี ลในทางบวก ผลกระทบในระดับกลาง
(d = 0.640) ของนักเรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้เมือ่ เทียบกบั การศึกษาดาเนินการในตรุ กแี ละ
สหรัฐอเมรกิ า พบขอ้ สรปุ ว่ามคี วามแตกตา่ งอย่างมีนัยสาคัญระหวา่ งกล่มุ ในขณะที่มีความแตกต่างในดา้ นของ
ระดับการศกึ ษาเรอื่ งการสุ่มตัวอยา่ งและขนาดของกลุม่ ตัวอยา่ ง (Gozuyesil, 2014)

ขอ้ เสนอแนะ

1. ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัยครัง้ นี้
1.1 ครูผสู้ อนตอ้ งมีการคดั เลือกและเตรยี มแบบฝึกใหม้ รี ูปแบบที่สอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์การ

เรียนรแู้ ละเน้ือหาทีใ่ ช้ในการวิจัย และตอ้ งศึกษาข้ันตอนการจัดกจิ กรรมการใชแ้ บบฝึกให้เข้าใจอย่างละเอยี ดก่อน
การปฏบิ ตั ิการสอนทกุ ครัง้ เพอื่ ที่จะไดป้ ฏิบัติตามข้นั ตอนต่างๆในการจดั กจิ กรรมการใช้แบบฝกึ สีสันการอา่ น
โดยใชส้ มองเปน็ ฐานไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง

2. ขอ้ เสนอแนะเพ่อื การวิจยั คร้ังต่อไป
2.1 ควรมีการศกึ ษาวิจยั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยการใช้แบบฝกึ สีสันการอา่ น โดยใช้สมอง

เปน็ ฐานในเน้อื หาหน่วยการเรียนร้อู ื่นๆหรอื ในระดบั ช้ันอน่ื ๆ ของกล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
2.2 ควรศกึ ษารปู แบบของแบบฝกึ การอา่ นและการเขียนสะกดคาภาษาไทยให้มีความหลากหลาย

มากยง่ิ ข้ึน เชน่ การใชแ้ บบฝึกในรูปแบบนวัตกรรมสอื่ มัลตมิ เี ดยี ต่างๆ เปน็ ตน้

33

รายการอา้ งอิง

ภาษาไทย
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). หลักสตู รการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพมหานคร :

โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพรา้ ว.
กุสมุ า คาผาง. (2559). ผลของการจัดการเรยี นการสอนเขียนสะกดคาภาษาไทยโดยใชส้ มองเป็นฐาน ทม่ี ตี อ่

ทกั ษะการเขียนสะกดคาของนกั เรยี นในระดบั ประถมศึกษา. (วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต),
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
กลุ ธิดา สุวรรณพานชิ . (2556). แบบฝกึ ทกั ษะการฟงั คาศพั ทภ์ าษาไทยเบอื้ งต้นสาหรับผู้เรียนชาวต่างชาติ
โดยใช้ส่ือมลั ติมเี ดีย. (สารนิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑิต). มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
กอบกาญจน์ วงศ์วิสทิ ธ.์ิ (2551). ทักษะภาษาเพอ่ื การสื่อสาร. กรงุ เทพมหานคร: โอ.เอส. พริ้นต้ิง เฮ้าส.์
จินตก์ วี แสงอรณุ และคณะ. (2560). การพัฒนาความสามารถด้านการเขยี นสะกดคา ของนักเรยี นชัน้
ประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรยี นรสู้ มองเป็นฐาน (BBL) ประกอบแบบฝกึ ทักษะ. การประชมุ
วชิ าการเสนอผลงานวจิ ัยระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา คร้ังท่ี 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 723-732.
จริ เดช เหมอื นสมาน. (2551). การพัฒนาชุดฝกึ ทกัษะการคิดวิเคราะหจ์ ากสื่อสิง่ พมิ พ์สาหรบั นักเรียน
ิชน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทองเพลง สานกั งานเขตคลองสาน กรงุ เทพมหานคร.
(สารนิพนธ์ กศ.ม. สาขาวชิ าการมัธยมศึกษา) บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
จริ ารตั น์ บญุ สง่ ค์. (2559). ผลของการจัดการเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเป็นฐานทม่ี ตี ่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและ
ความคิดสรา้ งสรรค์ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2. (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑิต),
มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์.
ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ. (2550). แบบฝึกหดั แบบฝึกทกั ษะเพอื่ พัฒนาการเรยี นรู้ผเู้ รียนและการจัดทา
ผลงานวิชาการของขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา. พิมพ์ครงั้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ : ธารอักษร.
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2551). ภาษากับการส่อื สาร. กรงุ เทพมหานคร: หจก. นวสาสน์
การพมิ พ์
ลุนา ศรกี ตุ า. (2553). รายงานการพฒั นาทกั ษะการอ่านและเขยี นคาพื้นฐานภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝกึ
ทักษะสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2553. (วจิ ัยใน
ชั้นเรยี น), โรงเรยี นชมุ ชนบ้านหัวขวั .
วรรณี โสมประยูร. (2553). เทคนคิ การสอนภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : ดอกหญา้ วชิ าการ.
สถาบนั คลังสมองของชาต.ิ (2551). สมองกบั การเรียนรู้. กรงุ เทพฯ: เบสท์ กราฟฟิค เพรส.
สคุ นธ์ สินธพานนท.์ (2553). นวตั กรรมการเรยี นการสอนเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพของเยาวชน. กรงุ เทพฯ:
ห้างหุ้นส่วนจากดั 9119 เทคนิคพร้ินติง้ .
สนุ ชั ชา ศภุ ธรรมวิทย์. (2556). การพฒั นารปู แบบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนดว้ ยแท็บเลต็ ตามหลกั การ
เรยี นรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐาน เพอื่ สง่ เสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ของนักเรยี น
ประถมศึกษา. (วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑิต), จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
สุวทิ ย์ มูลคา และ สนุ ันทา สนุ ทรประเสรฐิ . (2550). ผลงานทางวิชาการส่.ู ..การเล่อื นวทิ ยฐานะ.
กรุงเทพฯ : อี เค บุคส์.
สวุ มิ ล กฤชคฤหาสน์. (2556). เอกสารประกอบการเรยี นการวิจัยทางการศกึ ษาเพ่ือพฒั นา
การสอน. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
สานักงานบริหารและพัฒนาองค์ความร้.ู (2558). การจัดการเรยี นร้ตู ามหลกั การพฒั นาสมอง. Retrieved

34

from https://www. http://www.okmd.or.th/
สานกั งานราชบณั ฑติ ยสภา. (2552). การอ่านและการเขยี นสะกดคา. Retrieved from

http://www.royin.go.th
สานกั งานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สถาบันภาษาไทย. (2554). บรรทัดฐานภาษาไทยเล่ม1.

กรงุ เทพมหานคร: สกสค.
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2550). ปัญหาเด็กเขยี นไม่ไดแ้ กง้ ่ายนดิ เดยี ว. กรงุ เทพฯ : สานกั งาน

คณะกรรมการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน.
อัครภูมิ จารภุ ากรและพรพไิ ล เลิศวชิ า. (2550). ออกแบบกระบวนการเรยี นร้โู ดยเข้าใจสมอง.

กรุงเทพฯ : ดา่ นสทุ ธาการพมิ พ์ จากดั .
อารี สัณหฉวี. (2550). สอนภาษาไทยแนวสมดุลภาษา. กรงุ เทพมหานคร: สมาคมเพื่อการศกึ ษาเด็ก.
องิ อร สุพันธ์วณชิ และคณะ. (2554). ภาษาไทยและบรู ณาการ ระดบั ประถมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร:

โรงพมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
อรอนงค์ ฤทธิฤ์ าชยั , สัญชัย สนั ตเิ วช และ นธิ วิ ดี ทองป้อง. (2560). จิตวิทยาสีกบั หองเรยี น BBL. วารสาร

ศึกษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั ขอนแก่น, 40(1), 1-14.

ภาษาอังกฤษ
A., A. S. (2011). Effect of brain-based learning strategy on student achievment in senior

secondary school mathematics in Oyo State, Nigeria. Cypriot Journal of Education
Sciences (CJES)(2),91-106
Caine, R.,and Caine, G. (1990). Understanding a Brain-Based Approach to Learning and
Teaching. Educational Leadership. Vol. 48, No. 2, pp. 66-70
Duman, Bilal. (2010). The Effects of Brain-Based Learning on the Academic Achievement of
Students with Different Learning Styles. Electronic Journal of Education. Vol. 10, No. 4
pp. 2077- 2103
Gozuyesil. (2014). The Effect of Brain-Based Learning on Academic Achievement: A meta-
analytical study, Electronic Journal of Education. Nigde University TURKEY.

35

ภาคผนวก

36

ภาคผนวก ก
ตวั อย่าง แบบฝกึ สสี นั การอา่ น โดยใช้สมองเป็นฐาน

37

38

39

40

41

42

43


Click to View FlipBook Version