The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ของดีเมืองภูเก็ต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rungaroon25.0543, 2021-09-25 14:47:27

ของดีเมืองภูเก็ต

ของดีเมืองภูเก็ต

ของดีเมืองภูเก็ต

PHUKET

คำนำ

รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการจัดการความรู้และองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้
ศึกษาหาความรู้ในเรื่องของดีเมืองภูเก็ตและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน

ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหรือนักเรียน นักศึกษา ที่
กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือผิดพลาดประการใดผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา
ณ ที่นี้ด้วย

รุ่งอรุณ แย้มพินิจ

สารบัญ

ศาลเจ้าแสงธรรม (อ๊ามเต่งก้อง) 01

ศาลเจ้ากะทู้ (อ๊ามไล่ทู้เต้าบูเก็ง) 02

มูลนิธิเทพราศี (อ๊ามบางเหนียว) 03

ศาลเจ้าสามกอง (อ๊ามหลิมฮู้ไท้ซู่) 04

ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย (อ๊ามจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง) 05

ศาลเจ้าท่าเรือ (อ๊ามท่าเรือ) 06

07

ศาลเจ้ากวนอู นาบอน

อ๊ามปลายแหลมสะพานหิน (ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง) 08

ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้เชิงทะเล ภูเก็ต 09

ศาลเจ้าฮกหงวนก้ง (อ๊ามจ้อซูก้ง) 10
อ้างอิง 11

- 01 -

ศาลเจ้าแสงธรรม ความน่าสนใจของศาลเจ้าแสงธรรม นอกจากสถานที่ตั้งอันสันโดษ
(อ๊ามเต่งก้อง) และเงียบสงบอยู่ในใจกลางเมืองแล้ว ความสำคัญคือความสวยงามของ
สถาปัตยกรรมในรูปแบบจีนประเพณี โดยตัวอาคารเป็นรูปแบบเก๋งจีน
ศาลเจ้าแสงธรรม หรือในภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่าศาลเจ้าเต่งก้องต๋ ขนาดเล็ก กะทัดรัด ส่วนบนหลังคามีปูนปั้นรูปมังกรและตุ๊กตาจีน ซึ่งเป็น
อง หรือศาลเจ้าซิงเจียกอง เป็นศาลเจ้าเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของภูเก็ต ซึ่ง ที่นิยมในมณฑลฮกเกี้ยนประดับตกแต่งอย่างสวยงาม นอกจากนี้ภายใน
มีอายุนับร้อยปี ตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ บนถนนพังงา ตามประวัตินั้น ศาลเจ้า ศาลเจ้ายังมีภาพเขียนลายเส้นสีดำในตารางสี่เหลี่ยมเต็มฝาด้านข้างทั้ง
แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2434 โดยหลวงอำนาจนรารักษ์ (ตันค้วด) เพื่อ สองด้าน ดำเนินเรื่องของ ซิยิ่นกุ้ย* อันเป็นตำนานแห่งอดีตของ เทพอ๋อง
เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าจีนที่สายตระกูลนับถือมาแต่เดิม โดยใช้เป็นสถาน ซุนต่ายสาย เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นมนุษย์มาก่อน
ที่เคารพสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งเพื่อใช้เป็นศูนย์รวมพบปะระหว่าง
ญาติมิตร (ซิยิ่นกุ้ย เกิดที่มณฑลซานซี ในปี ค.ศ.614 ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้สุย
หยางตี้ แห่งราชวงศ์สุย เป็นทหารที่ก้าวหน้าในหน้าที่จนเป็นแม่ทัพใหญ่ รับ
ราชการถึง 2 รัชกาล ในรัชกาลฮ่องเต้ถังไท่จง และฮ่องเต้ถังเกาจง และ
เป็นแม่ทัพที่มีบทบาทสำคัญในยุคราชวงศ์ถัง)

ในปี พ.ศ.2540 ศาลเจ้าแสงธรรม ได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ดี
เด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี โดยผ่านการคัด
เลือกของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้มีการบูรณะ
ศาลเจ้าครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2542 เพื่อฉลองศาลเจ้าครบรอบ 109 ปี ในปี
พ.ศ. 2543

- 02 -

ศาลเจ้ากะทู้
(อ๊ามไล่ทู้เต้าบูเก็ง)

หลังจากที่ได้มีคณะงิ้วเดินทางมาจากเมืองจีน มาเปิดการแสดงที่บ้านกะทู้แต่แล้วผู้แสดงในคณะงิ้วเกิดเจ็บป่วยขึ้น ทำให้คณะงิ้วคิด
ไว้ว่า พวกตนละเลยไม่ได้ประกอบพิธีกินผัก ซึ่งเคยกระทำเป็นประจำทุกปีที่เมืองจีน จึงตกลงกันประกอบพิธีกินผักขึ้นที่โรงงิ้วนั้นเอง
ภายหลังการประกอบ พิธีกินผักที่โรงงิ้วเสร็จแล้ว โรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็หายไปจนหมดสิ้นทำความประหลาดใจให้ชาวกะทู้ ชาวกะทู้ได้เข้า
ร่วมพิธีกินผักกับคณะงิ้วด้วย แต่ไม่มีใครทราบและเป็นผู้รู้เกี่ยวกับพิธีนี้ดี ชาวบ้านทำได้เพียงเคารพบูชา และขอขมาแด่ศาลเจ้า จน
กระทั่งท่านผู้รู้ เดินทางไปถึงมณฑลกังไซ้และเห็นชาวบ้าน ประกอบพิธีถือศีลกินผักแต่เขาแนะนำว่าการประกอบพิธีนั้นไม่ถูกต้อง ตาม
ประเพณีเดิมของฉ้ายตึ่ง(ศาลเจ้า ที่มณฑลกังไซ้) และอาสากลับไปเพื่ออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือควันธูป มาจากมณฑลกังไซ้ในตอน
กลางคืน ท่านผู้รู้ได้ล่องเรือกลับจากประเทศจีนมาถึงที่บางเหลียว (บางเหนียว ในปัจจุบัน) และส่งข่าวไปยังชาวกะทู้ว่าท่านผู้รู้ได้มาถึง
แล้ว ดังนั้นจึงบอกให้ คณะกรรมการในพิธีนี้มารับท่านผู้รู้ในวันถัดไป (ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9) นอกจากนี้ท่านผู้รู้ได้นำบทสวดมนต์ จากตำรา
และคัมภีร์ต่างๆกับเต้าบูเก็ง มาไว้ที่ศาลเจ้าฉ้ายตึ่ง เช่นกัน

นอกจากนี้ศาลเจ้าในต่างจังหวัดและต่างประเทศก็ได้มาอัญเชิญเหี่ยวโห้ย หรือ เหี่ยวเอี้ยน จากศาลเจ้ากะทู้ไปเช่นเดียวกัน คือศาล
เจ้าไท้เป๋ง (ประเทศมาเลเซีย) ศาลเจ้าตะกั่วป่า ศาลเจ้ากระบี่ เป็นต้น

ศาลเจ้าไล่ทู้เต้าบูเก็ง นับเป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่ประชาชนชาวกะทู้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ถูกบันทึกไว้
ชาวบ้านมักไปบนบาน ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้า เพื่อช่วยปกปักรักษา คุ้มครองชีวิตความเป็นอยู่รุ่งเรืองปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
บางคนอธิษฐานไว้ หากประสบผลสำเร็จตามที่อธิษฐานไว้ ก็จะแก้บนด้วยการถือศีลกินผัก ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือบางคนอาจจะ
จัดเครื่องไหว้มาเป็นการแก้บน

- 03 -

มูลนิธิเทพราศี
(อ๊ามบางเหนียว)

อ๊ามบางเหนียว หรือ ศาลเจ้าต่าวบู้เก๊ง หรือ มูลนิธิเทพราศี เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2447 ชาวบ้านเรียกว่า ศาลเจ้าต่าว
โบ้เก๊งหรือฉ้ายตึ๋ง เป็นที่ทราบกันว่ามีคณะงิ้วจีน คณะกังฉ๊ายฮี่ เดินทางมาจากเมืองจีนมาแสดงที่ตรอกเม่าเก้า (ซอยรมณีย์
ปัจจุบัน) ขณะนั้นมีศาลเจ้าอยู่แห่งหนึ่ง จึงได้นำพระเตี๋ยนฮู้หง่วนโส่ย(เหล่าเอี๋ย) มาบำเพ็ญกุศลและเริ่มประเพณีถือศีลกินผักเป็น
ประจำ จนชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสและเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากต่อมา เกิดเพลิงไหม้ที่ศาลเจ้าโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงมีชาว
บ้านกลุ่มหนึ่งได้นำพระเตี๋ยนฮู้หง่วนโส่ย (เหล่าเอี๋ย) ไปประดิษฐานที่อ๊ามบางเหนียวและช่วยกันสร้าง ศาลเจ้าเรือนไม้หลังคามุง
จาก4-5 ปีต่อมา เกิดเพลิงไหม้ศาลเจ้าอีกครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน จากนั้นชาวบ้าน จึงได้นำพระเตี๋ยนฮู้หง่วนโส่ย (เหล่าเอี๋ย)
ไปประดิษฐาน ณ บริเวณตรงกันข้ามที่เกิดเพลิงไหม้ ชาวบ้านบางเหนียวเกิดความเลื่อมใส ศรัทธา ร่วมบำเพ็ญกุศล และถือศีลกิน
ผักทุกปี ทำให้สถานที่คับแคบแก่ผู้ที่มาร่วมทำพิธีกรรมของศาลเจ้า จึงมีคณะนำโดยขุนเลิศภาคารักษ์ ได้ร่วมแรงร่วมใจ กับปรับปรุง
ศาลเจ้าขึ้นใหม่เป็นหลังคามุงสังกะสีและเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน ซื้อที่ดิน 6 แปลง ในปี พ.ศ.2500 คณะกรรมการ บริหารศาลเจ้า
จำนวน 5 คน ได้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิเทพราศี ในปี 2501 จากนั้น ได้มีการปรับปรุงพัฒนาจาก หลังคาสังกะสีเป็นอาคารคอนกรีตที่มี
ขนาดใหญ่ อำนวยความสะดวกแก่ผู้คนที่มาร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย

- 04 -

ศาลเจ้าสามกอง
(อ๊ามหลิมฮู้ไท้ซู่)

การก่อสร้างศาลเจ้าหลิมฮู้ไท้ซู่ไม่ปรากฏว่าเริ่มมีขึ้นตั้งแต่พ.ศ.ใด ทราบแต่ว่ามีผู้มีจิตศรัทธาชื่อหลวงสุนทรจีนประชาบริจาคที่ดิน
ประมาณเกือบหนึ่งไร่ พร้อมทำการสร้างอ๊ามถวายให้พร้อมทั้งมอบองค์พระไท้ซู่ก้องและองค์พระอื่นๆประดิษฐานไว้ในศาลเจ้าหลังจาก
นั้น ได้ตั้งชื่อศาลเจ้าแห่งนี้ว่า ศาลเจ้าหลิมฮู้ไท้ซู่ แต่ชาวบ้านเรียกกันว่า อ๊ามไท้ซู่ก้อง

ประมาณปี พ.ศ.2491-2492 เริ่มมีการบูรณะซ่อมแซมศาลเจ้า ซึ่งมีองค์พระไท้ซู่ก้องได้มาประทับทรงกับม้าทรงเป็นครั้งแรก เมื่อท่านพูด
ผ่านร่างทรงไม่มีใครฟังรู้เรื่องต้องมีคนมาแปลข้อความอีกครั้ง เนื่องจากประวัติเดิมของท่านหลิมฮู้ไท้ซู่ในอดีตชาติครั้งเป็นมนุษย์ ได้ปฏิบัติ
ราชการ ในวังหลวง ดั้งนั้นเวลาพูดจึงติดคำราชาศัพท์ทำให้ฟังไม่รู้เรื่อง ภายหลังจึงขอให้ท่านพูดเป็นภาษาฮกเกี้ยนแทน เมื่อท่านหลิมฮู้ไท้ซู่
ประทับทรง ท่านได้ทำการรักษาคนไข้โดยวิธีการรักษาที่แปลก อย่างแรกท่านจะตรวจวิเคราะห์แล้วก็ออกสลากยาด้วยการเขียน ตัวยาใน
กระดาษทอง ระบุน้ำหนักยาแล้วนำกระดาษทองที่เขียนนั้นมาใส่ในหม้อดิน แล้วนำไปหน้าศาลเจ้า จุดธูป 9 ดอกผูกติดกับหม้อยา บอก
กล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พอธูปหมดดอกก็นำไปเติมน้ำต้มกิน

ต่อมาได้มีการบูรณะอ๊ามอีกครั้งซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า ตำรายาสูญหายไป ตอนที่มีการบูรณะด้วยและในปี พ.ศ.2537 ศาลเจ้าหลิมฮู้ไท้ซู่
ได้มีการบูรณะอีกครั้งและสร้างเสร็จในปีถัดมา

เดิมประเพณีถือศีลกินผักของศาลเจ้าหลิมฮู้ไท้ซู่ต้องไปร่วมพิธีถือศีลกินผักกับศาลเจ้าบางเหนียวแต่ในปี พ.ศ.2538 หลังจากศาลเจ้า
หลิมฮู้ไท้ซู่ หลังใหม่สร้างเสร็จทางอ๊ามก็ได้จัดประเพณีถือศีลกินผักเองและได้อัญเชิญ “เหี่ยวโห้ย” (ไฟศักดิ์สิทธิ์) มาจากมณฑลกังไซ้
ประเทศจีน มีผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีกรรมถือศีลกินผักเป็นจำนวนมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประจำทุกปี

- 05 -

ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เมื่อพวกคณะงิ้วเสร็จสิ้นการแสดงงิ้ว ต่างก็เก็บข้าวของเตรียมจะเดินทางกลับภูมิลำเนา
(อ๊ามจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง) ของตน หัวหน้าคณะงิ้วได้พิจารณาเห็นว่าพี่น้องชาวภูเก็ตทั้งคนจีนคนไทยมีความเลื่อมใส
ศรัทธาในพิธีการถือศีลกินเจ คณะงิ้วเลยได้อัญเชิญเหี่ยวโห้ยและสิ่งของต่างๆซึ่งมีความ
เริ่มแรกเดิมทีของเรื่อง คือ ครั้งสมัยหนึ่งประมาณการผ่านไปเจ็ดสิบกว่าปีแล้วมีงิ้วคณะ จำเป็นจะต้องใช้ในพิธีการกินเจให้ไว้กับพี่น้องชาวภูเก็ตไว้ดำเนินพิธีการกินเจสืบทอดต่อไป พี่
หนึ่งได้นำคณะล่องใต้ไปแสดงตามสถานที่ต่างๆ คณะงิ้วจะต้องอัญเชิญ กิ้วอ๋อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ น้องชาวภูเก็ตต่างพร้อมใจกันจัดตั้งเป็นศาลเจ้าขึ้นที่อ่างอ่าหล่าย(ซอยรมณีย์)
พวกเขานับถือสักการบูชาอย่างสูงให้ท่านติดตามไปคุ้มครองปกปักรักษาให้พวกเขาอยู่เย็น อยู่มาไม่นานนักประมาณในปี พ.ศ. 2450 ก็บังเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ซอยรมณีย์ชาวบ้านต่างก็ช่วย
เป็นสุขตลอดมา กันขนย้ายเหี่ยวโห้ยและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆเพื่อหนีพระเพลิง ซึ่งในสมันนั้นมีผู้ใหญ่บ้าน คือ
นายสุ่ยติ่น แซ่เอี๋ยว นายจี่เต็ก แซ่เจี่ย นายสุ่น (ไม่ทราบนามสกุล) และหลายๆ ท่าน ซึ่งท่าน
ต่อมาคณะงิ้วดังกล่าวได้เดินทางมาถึงภูเก็ตก็ได้เริ่มทำการแสดงอยู่ที่ซอยรมณีย์ทาง ผู้เฒ่าทั้งหลายได้ขนย้ายเหี่ยวโห้ยและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆไปปรึกษากับนายฮก แซ่เอี๋ยว พ่อ
ด้านวัดมงคลนิมิต(ซึ่งคนพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ตเรียกซอยรมณีย์ว่า “อ่างอ่าหล่าย”) ของนายก่วนสิ่ว เจ้าของที่ดิน ที่ตำบลตลาดเหนือ หมู่ที่ 8 อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต คือที่
คณะงิ้วได้มาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตนานพอประมาณ ระหว่างที่คณะงิ้วอยู่ที่ภูเก็ตนั้นก็ได้จัดให้มี ต้องศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยปัจจุบัน เพื่อจะสร้างขึ้นเป็นศาลเจ้า 1 หลัง มุงและกั้นด้วยจาก(ซึ่งเดิมที
พิธีกินผัก(กินเจ)กัน ซึ่งพวกงิ้วได้ถือปฏิบัติสืบอายุเป็นตอนๆมา พิธีการกินเจคือเริ่มขึ้น ที่ตั้งของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย เป็นสวนพลู ด้านทิศตะวันออก ที่เป็นถนนหรือเรียกว่าซอยภูธร
ประมาณเดือน 9 ขึ้น 1 ค่ำ ของปฏิทินจีน (เก้าโง้ยโซ่อีด) ก่อนถึงวันกินเจพวกคณะงิ้วจะ ปัด ปัจจุบันนั้นในสมันก่อนเป็นคลองขนาดใหญ่มีเรือใบ 3 หลัก แล่นเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวน
กวาด ล้างชำระสถานที่เครื่องใช้ หม้อข้าว ถ้วยชาม และสิ่งของที่จะประกอบในพิธีให้สะอาด มาก ซึ่งชาวเรือเหล่านี้ จะขึ้นมาสักการะกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมหรือปุดจ้อที่เห็นกันมาตราบ
ผู้ที่จะเข้าร่วมในพิธีจะต้องแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาว ในพิธีการกินเจซึ่งมีทั้งหมด 9 วัน 9 คืน จนทุกวันนี้) ผลของการเจรจาปรึกษาก็ตกลงกันด้วยดีท่านทั้งหลายก็ได้อัญเชิญ เหี่ยวโห้ย
ในสมัยนั้นก็มีพี่น้องชาวภูเก็ตทั้งคนจีน และคนไทยได้เข้าร่วมพิธีการถือศีลกินเจกับคณะงิ้ว และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมาประดิษฐานไว้ ณ ที่ดังกล่าว นับแต่นั้นมาชาวบ้านก็มักจะเรียกกัน
ด้วย พี่น้องชาวภูเก็ตของเราก็ได้ศึกษาปฏิบัติพิธีการต่างๆ ตั้งแต่วันเริ่มงานกินเจจนเสร็จพิธี ติดปากว่า ศาลเจ้ากิ้วอ๋อง หรือศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยมาจนถึงทุกวันนี้
ในพิธีการกินเจนี้เขาจะมีพิธีขึ้นเสาโกเต้ง มีตะเกียงน้ำมัน 9 ดวง ซึ่งเป็นสัญาลักษณ์ของ
พิธีการกินเจได้เริ่มขึ้นแล้ว ในพิธีการกินเจก็จะมีการประทับทรงพระทำพิธีลุยไฟ สะเดาะ
เคราะห์ อาบน้ำมันซึ่งกำลังเดือด พิธีไหว้เทวดา มีการแห่ขบวนไปตามถนนสายต่างๆพอครบ
กำหนด 9 วัน 9 คืน ก็เป็นอันเสร็จพิธีการกินเจ

- 06 -

ศาลเจ้าท่าเรือ
(อ๊ามท่าเรือ)

ศาลเจ้าท่าเรือ มีองค์พระโป้เส่ง ไต่เต่ (หงอ จินหยิน) เป็นพระประธาน ท่านเป็นเทพเจ้าที่มีความสามารถในวิชาแพทย์แผน
โบราณ เลื่องลือในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บจากประวัติคุณงามความดีและความสามารถในวิชาแพทย์โบราณได้มีผู้รวบรวมตำรับ
ตำรายาได้จัดทำเป็นหนังสือสารานุกรม สมุนไพรจีนขึ้นแปลเป็นภาษาต่างๆ 52 ภาษา แจกให้กับห้องสมุดทั่วโลก จนชาวต่าง
ชาติ ตั้งสมญานามแก่โป้เส่งไต่เต่ว่า เทพเจ้าผู้ช่วยชีวิต

ต่อมา ได้มีการอัญเชิญดวงจิตวิญญาณของเทพเจ้าโป้เส่ง ไต่เต้ มาประทับทรงหรือที่เรียกกันว่า ม้าทรงเพื่อรักษาโรคภัย
ไข้เจ็บให้กับชาวบ้าน สถานที่ใช้ในการประทับทรงก็เป็นบ้านของนายกเพราะตอนนั้นยังไม่มีศาลเจ้า คนที่มารักษากับท่านก็มี
ทั้งคนร่ำรวยและคนจน แต่ท่านไม่ได้คิดค่ารักษา วันหนึ่งมีคนรวยมารักษาโรคและเมื่อหายดีแล้ว ก็บริจาคเงินเป็นจำนวนมาก
ให้กับพระหมอหรือเทพเจ้าหมอ บางคนก็บริจาคที่ดินให้ทางคณะกรรมการและชาวบ้านจึงเห็นว่าควรจะสร้างศาลเจ้า ถ้าที่ดินไม่
เพียงพอก็ให้ซื้อเพิ่ม

ในที่สุด ศาลเจ้าท่าเรือก็บังเกิดขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวบ้านและคณะกรรมการชุดนั้น ได้สร้างบนที่ดินที่ได้รับบริจาค
และซื้อเพิ่มเติม โดยกรรมสิทธิ์ที่ดินและเงินที่ได้รับบริจาคทั้งหมดให้กับกระทรวงมหาดไทยจนถึงทุกวันนี้

ปี พ.ศ.2543 ทางคณะกรรมการมรมติที่จะทำการปรับปรุงอาคารศาลเจ้า อีกทั้งประกอบกับกรมทางหลวงแผ่นดินได้ขยาย
ทาง ทำให้บริเวณศาลเจ้าคับแคบลง จึงดำเนินการจัดซื้อที่ดินด้านหลังและด้านข้างของศาลเจ้า เพื่อขยายและก่อสร้างศาลเจ้า
หลังใหม่ ซึ่งนำรูปแบบประติมากรรมประเทศจีนมาประยุกต์ให้เข้ากับการใช้ประกอบพิธีกรรมและเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แก่
ชุมชนบ้านท่าเรือ จังหวัดภูเก็ต

- 07 -

ศาลเจ้ากวนอู นาบอน เมื่อมีผู้เลื่อมใสมากขึ้น จึงมีการรวบรวมเงินเพื่อจัดสร้างศาลเจ้า
โดยสร้างตัวอาคารเป็นลักษณะก่ออิฐถือปูน สูงประมาณ 1 เมตร ส่วน
ศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุประมาณร้อยกว่าปี ทั้งนี้คนดั้งเดิมในพื้นที่เล่าว่า บนเป็นไม้ หลังคามุงจาก ตั้งประดิษฐานองค์เทพเจ้ากวนอูภายใน
เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นลำคลองใกล้ทะเล มีชาวจีนคนหนึ่งได้นั่งเรือสำเภา หลังจากนั้นไม่นาน เกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นภายในศาลเจ้า คือ รอบๆโต๊ะ
มาจากประเทศจีนและนำรูปเหมือนองค์เทพเจ้ากวนอูมาด้วยเพื่อสักการ บูชาองค์เทพเจ้ากวนอู มีจอมปลวกเกิดขึ้น 4 ทิศ และตรงกลาง อีก 1
บูชาเป็นสิริมงคลเพราะเทพเจ้ากวนอู ถือเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ รวมเป็น 5 องค์ (องค์จอมปลวกตรงกลางได้มีการขออนุญาตเอาออก
โดยชาวจีนท่านนี้ได้สร้างที่พักหลังเล็กๆ พร้อมตั้งบูชาเทพเจ้ากวนอูที่นำ เนื่องจากเป็นอันตรายต่อตัวอาคาร และได้มีการจำลองไว้ตามรูปแบบที่
มาด้วย องค์เทพมานิมิต) และที่น่าแปลกใจคือ ตัวปลวกไม่กัดแทะกินส่วนที่เป็น
เนื้อไม้ของศาลเจ้าเลย
ต่อมาชาวจีนท่านดังกล่าวหายไป เหลือเพียงแต่รูปเคารพขององค์
เทพเจ้ากวนอู ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงทราบข่าวและพากันมาสักการะ หลายปีต่อมา โดยในช่วงประเพณีกินผักปี 2552 ได้รับการอนุญาต
บูชา บางคนก็ได้บนบานศาลกล่าวขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้ากวนอู จากองค์พระผ่านการประทับทรง ให้สร้างอาคารใหม่ทดแทนตัวศาลเจ้า
ซึ่งส่วนใหญ่ก็ประสบผลสำเร็จดังหวังเกือบทุกรายจึงยิ่งทำให้เกิดความ เดิม ที่คับแคบเกินไปสำหรับการทำกิจกรรม อีกทั้งยังชำรุดทรุดโทรม จึง
เลื่อมใสศรัทธามากขึ้น มีการสร้างศาลเจ้าหลังใหม่ในตำแหน่งเดิมครอบศาลเจ้าหลังเก่า โดยใน
วันที่ 20 มกราคม 2553 ได้จัดให้มีพิธียกเสาเอกงบประมาณ 30 ล้าน
บาท ใช้เวลาในการก่อสร้าง 3 ปีเศษ แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดอาคารศาล
เจ้าใหม่ ในปี 2556

- 08 -

อ๊ามปลายแหลมสะพานหิน
(ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง)

ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง สร้างขึ้นเมื่อปี 2539 แล้วเสร็จเมื่อปี 2540 ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน โดยด้านหน้าของ
ศาลเจ้าจะหันออกท้องทะเล บริเวณโดยรอบบรรยากาศร่มรื่น จากประวัติที่จารึกไว้ในแผ่นหินหน้าศาลเจ้าปรากฎว่า พระนา
งกิ้วเที้ยนลื้อ ซึ่งเป็นเทพเจ้าชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายศาสนาเต๋า ในสมัยของพระเจ้าเหลืองได้บอกผ่านร่างทรงของท่านว่า ต้องการที่
จะให้มีการจัดตั้งศาลเจ้าประจำองค์ของท่าน เพื่อท่านจะได้ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองลูกหลานชาวภูเก็ต เพื่อพ้นภัยพิบัติทาง
ธรรมชาติต่างๆความสำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้
  นอกจากจะเป็นสถานที่มีรูปประทับของเทพเจ้ากิ้วเที้ยนเฮียนลื้อ ตั้งอยู่เป็นพระประธานของศาลเจ้าแล้วยังมีรูปบูชาของ
องค์เทพเจ้าจีน ตามความเชื่อของชาวไทยเชื่อสายจีนอีกมากมาย โดยเฉพาะเทพเจ้าที่เป็นเพศหญิงในวันสุดท้ายของประ
เพณีถือศิลกินผักของทุกปี ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้งแห่งนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ เต็มไปด้วยผู้คนเนื่องจากบรรดาศาลเจ้าต่างๆใน
เมืองภูเก็ตต่างจัดขบวนแห่เทพเจ้ามาทำพิธีส่งพระกันที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน

- 09 -

ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้เชิงทะเล ภูเก็ต
(สำนักกิ่มหุ้นเตี่ยน)

ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้เชิงทะเล หรือเดิมเรียกว่า สำนักกิ่มหุ้นเตี่ยน เป็นศาสนสถานเก่าแก่สำคัญที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นที่
เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเชิงทะเลมา ช้านาน ภายในเป็นที่ประดิษฐานของ
พระแกะสลักเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีจำนวน ๓ องค์ ซึ่งถูกอันเชิญมาจากเมืองจีน ประกอบด้วย พระเฮงหู้ (ใบหน้าสีดำ) พระจู้หู้
(ใบหน้าสีแดง) และพระหลุยหู้ (ใบหน้าสีเขียว) โดยรวมเรียกกันว่า “ส่ามอ๋องหู้” ซึ่งแปลว่า เจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๓ องค์ ตัว
อาคารของศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้เชิงทะเลได้รับการบูรณะจากเดิมซึ่งเป็นอาคารไม้มาเป็นอาคารปูน ตกแต่งทาสีอย่างประณีต
สวยงามตามแบบฉบับของอ๊ามหรือศาลเจ้าดั่งเดิม และได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีด้วยความร่วมมือร่วมใจกันทั้งชาวชุมชน
และเทศบาลตำบลเชิงทะเล ความเก่าแก่ขององค์พระแกะสลักที่ถูกอันเชิญมาจากประเทศจีน ความสวยงามของตัวอาคารศาล
เจ้าฯ ตลอดจนชื่อเสียงในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ ทำให้ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้เป็นที่รู้จักและนิยมเดินทางมาเคารพสักการะโดย
นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวต่างชาติ ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้เชิงทะเล ยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่สำคัญตาม
วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นประจำทุกปี โดยกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นอาทิ กิจกรรมประเพณีถือศีลกินผัก ซึ่ง
จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักแก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในวงกว้าง 

- 10 -

ศาลเจ้าฮกหงวนก้ง
(อ๊ามจ้อซูก้ง)

เดิมชาวจีนที่มาทำเหมืองแร่ดีบุกในจังหวัดภูเก็ต ได้อัญเชิญรูปแกะสลักท่านจ้อซือก้งมาจากเมืองจีน ซึ่งได้นำไป
ประดิษฐานไว้ที่ศาลเจ้าเล็กๆด้านหลังโรงแรมถาวร ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ศาลเจ้าขึ้น แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์
ของท่านจ้อซือก้ง กิมซิ้นของท่านไม่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้เลย จึงทำผู้คนเกิดความเลื่อมใสศรัทธายิ่งขึ้น จึงได้
อัญเชิญกิมซิ้นท่านจ้อซือก้งไปประดิษฐานไว้ที่ศาลเจ้ากวนอิมเป็นการชั่วคราว และชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสศรัทธาก็
ร่วมแรงร่วมใจก่อสร้างศาลเจ้าขึ้นมาใหม่ ชื่อว่าศาลเจ้าฮกหงวนก้ง เมื่อสร้างศาลเจ้าเสร็จก็ได้อัญเชิญกิมซิ้นขององค์
จ้อซือก้งมาประดิษฐานไว้ ที่ศาลเจ้าฮกหงวนก้งและเป็นประธานศาลเจ้า ศาลเจ้าฮกหงวนก้ง หรือในอีกชื่อคือ อ๊ามจ้อ
ซูก้ง นี้สร้างมาแล้วประมาณ 80 ปี ศาลเจ้าฮกหงวนก้ง ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนตลิ่งชัน ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง
ภูเก็ต บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา

- 11 -

อ้างอิง

ศาลเจ้าภูเก็ต.สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564.
จากhttps://travel.trueid.net


Click to View FlipBook Version