The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความหมาย หลักเกณฑ์ทั่วไป หลักการพื้นฐาน
การจำแนกประเภทของสนธิสัญญา
และการพิจารณาตราสารระหว่างประเทศตามกฎหมายไทย

เอกสารสรุปฉบับนี้ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรหรือใช้ในเชิงพาณิชย์
ทั้งนี้มีความจำเป็นต้องอ่านหนังสือเพื่อประกอบความเข้าใจและความถูกต้องครบถ้วน

ภาณุวัฒน์ น.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phanuwatnakhasut, 2022-12-13 08:27:34

สรุปกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายสนธิสัญญาเฉพาะบางประเด็น

ความหมาย หลักเกณฑ์ทั่วไป หลักการพื้นฐาน
การจำแนกประเภทของสนธิสัญญา
และการพิจารณาตราสารระหว่างประเทศตามกฎหมายไทย

เอกสารสรุปฉบับนี้ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรหรือใช้ในเชิงพาณิชย์
ทั้งนี้มีความจำเป็นต้องอ่านหนังสือเพื่อประกอบความเข้าใจและความถูกต้องครบถ้วน

ภาณุวัฒน์ น.

Keywords: ระหว่างประเทศ,law,international law

เอกสารสรุปฉบบั นไ้ี มม่ วี ตั ถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรหรือใชใ้ นเชิงพาณชิ ย์

ทัง้ นีม้ คี วามจำเปน็ ต้องอา่ นหนังสอื เพือ่ ประกอบความเข้าใจและความถกู ตอ้ งครบถว้ น

สรปุ เนอ้ื หากฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดเี มอื ง

“กฎหมายสนธสิ ญั ญา”

ความหมาย หลกั เกณฑท์ ว่ั ไป หลกั การพน้ื ฐาน

การจำแนกประเภทของสนธสิ ญั ญา

และการพจิ ารณาตราสารระหวา่ งประเทศตามกฎหมายไทย

ภาณวุ ฒั น์ นาคะสทุ ธ์ิ

1) ความหมายและหลักเกณฑ์ทั่วไปของสนธิสัญญา อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา
ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on Law of Treaties 1969: VCLT) ได้กำหนดคำนิยามไว้ในขอ้ 2 วรรค 1
(a) ว่า สนธิสัญญา (Treaty) หมายถึง ความตกลงระหว่างประเทศท่ีไดท้ ำขึน้ ระหว่างรัฐเป็นลายลักษณ์อักษณ์
อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะรวมอยู่เป็นเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ
เกี่ยวเนื่องกัน และไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไรก็ตาม จากบทนิยาม สามารถแยกอธิบายองค์ประกอบของ
สนธิสัญญาได้ ดงั น้ี

1.1) เป็นความตกลงระหว่างประเทศ (International agreement) หมายถึง สนธิสัญญา
เป็นนติ ิสัมพนั ธ์ระหว่างรัฐสองรฐั ขนึ้ ไป คำม่ันฝ่ายเดยี วจึงไมอ่ าจเป็นสนธิสัญญาไดต้ ามนยั ของ VCLT

คำว่า “สนธิสัญญา” และคำว่า “ความตกลงระหว่างประเทศ” (International
Arrangement) มีความหมายไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ทุกสนธิสัญญาเป็นความตกลงระหว่างประเทศ แต่ความ
ตกลงระหว่างประเทศไม่จำเปน็ ต้องเปน็ สนธิสัญญากไ็ ด้ขึ้นอยู่กบั เนื้อหา

2.2) รัฐเท่านั้นที่เป็นภาคีในสนธิสัญญา (Between state) VCLT 1969 กำหนดให้
สนธิสัญญาเป็นความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐกับรัฐเท่านั้น และโดยหลักจะต้องเป็นรัฐที่มี
เอกราช (Independent) และอธิปไตย (Sovereignty) ส่วนในกรณีอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมาย
สนธิสัญญาระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศหรือระหว่างองค์การระหว่างประเทศกันเอง ค.ศ. 1986
(Vienna Convention on the Law of Treaties between States and International Organizations or
between International Organizations 1986: VCLT 1986) จะใช้บังคับกับกรณีสนธิสัญญาระหว่างรัฐกับ
องคก์ ารระหวา่ งประเทศหรือระหวา่ งองค์การระหวา่ งประเทศดว้ ยกนั เอง แต่เน้ือหาภายในนน้ั ใกล้เคียงกนั

ดงั นั้นสัญญาสมั ปทาน สญั ญาทางปกครอง หรอื สญั ญาการลงทนุ ระหว่างประเทศท่ีมีคู่สัญญา
ฝา่ ยหน่ึงเปน็ รัฐและฝ่ายหน่งึ เปน็ เอกชนจึงเปน็ เพยี งสญั ญา (Contract) ไมถ่ อื วา่ เป็นสนธิสัญญา

เอกสารสรปุ ฉบับนไี้ มม่ วี ัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรหรือใช้ในเชงิ พาณชิ ย์

ทั้งน้มี ีความจำเป็นต้องอา่ นหนงั สอื เพอื่ ประกอบความเขา้ ใจและความถกู ตอ้ งครบถ้วน

2.3) เปน็ ความตกลงลายลกั ษณ์อกั ษร (Written form) VCLT กำหนดให้สนธิสัญญาตอ้ งเป็น
ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ดังนั้นความตกลงด้วยวาจาจึงไม่อยู่ในขอบเขต
ของ VCLT

แต่ทั้งนี้การตกลงด้วยวาจาก็อาจมีสถานะเป็นสนธิสัญญาได้ตามหลักกฎหมายระหว่าง
ประเทศอ่ืน ๆ เช่น หลักจารตี ประเพณเี กยี่ วกับสนธสิ ญั ญา

2.3) ตกอยู่ภายใตบ้ งั คบั ของกฎหมายระหว่างประเทศ (Governed by international law)
โดยสามารถพิจารณาจากองคป์ ระกอบที่สำคัญประกอบกนั ดังนี้

(2.3.1) การพิจารณาจากถ้อยคำ บริบท และเนื้อหาที่ปรากฎในตราสารระหว่าง
ประเทศ กล่าวคือ หากในตราสารน้ัน ๆ มกี ารใช้บริบทหรือถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal term) หรือเน้อื หาทาง
กฎหมาย ก็มีความเป็นไปได้ที่ตราสารนั้นจะเป็นสนธิสัญญา ถ้อยคำทางกฎหมาย เช่น คำว่า จะต้อง (Shall)
ผกู พัน (Undertake) ภาคี (Parties) แตท่ งั้ นจ้ี ะพจิ ารณาจากเรอื่ งนี้เพยี งอย่างเดียวไม่ได้

(2.3.2) ความตกลงระหว่างประเทศนั้นต้องมีเจตนาที่จะก่อให้เกิดพันธกรณีตาม
กฎหมายระหว่างประเทศ (Intention to giving rise to legally blinding obligations in international
law) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จำเป็นต้องรวมอยู่ในหลักภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศอยู่แล้ว
เช่น ในสนธิสัญญามีการกำหนดให้เมื่อมีข้อพิพาทกันให้ระงับข้อพิพาททางศาลระหว่างประเทศ หรือการ
กำหนดโดยตรงวา่ ไมอ่ ยูภ่ ายใต้บงั คับของกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ

(2.3.3) การพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมในการทำสนธิสัญญา เช่น การ
พิจารณาวา่ กอ่ นมีการทำสนธสิ ญั ญาเคยมกี ารตกลงในเอกสารฉบบั อน่ื ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องไว้ก่อนหน้าหรือไม่

โดยผู้เขียนมีความเห็นว่าจะต้องพิจารณาว่ารัฐภาคีที่ทำความตกลงระหว่างประเทศกันนั้นมี
เจตนาท่ีจะกอ่ ใหเ้ กิดพันธกรณีตามกฎหมายระหวา่ งประเทศหรือไม่เป็นหลัก สว่ นการพจิ ารณาจากถ้อยคำและ
พฤติการณน์ ้นั สามารถนำมาประกอบได้

ความตกลงระหว่างประเทศที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายรัฐใดรัฐหนึ่ง เช่น การซื้อขาย
หรือให้เชา่ ท่ีดินเพ่ือใช้ทำสถานทูตจึงไม่อาจเป็นสนธิสัญญาได้ หรือในกรณีสัญญากู้ยืมเงนิ ระหว่างรฐั กบั รฐั ซึ่ง
โดยทั่วไปแล้วจะตกอยู่ภายใตบ้ ังคบั ของกฎหมายภายของรฐั ผูใ้ ห้กู้ จึงไมใ่ ชส่ นธสิ ัญญา

และในกรณีที่ความตกลงระหว่างประเทศนั้นมีเจตนาทางการเมือง (Political intent) คือ
เป็นการมุ่งผลทางการเมืองอย่างดียวโดยไม่มีเจตนาผูกพันที่จะบังคับกันตามกฎหมาย เช่น คำแถลงการณ์

เอกสารสรุปฉบับนไ้ี มม่ ีวัตถุประสงค์เพ่ือแสวงหากำไรหรอื ใช้ในเชิงพาณชิ ย์
ทง้ั นมี้ ีความจำเป็นตอ้ งอา่ นหนงั สอื เพือ่ ประกอบความเขา้ ใจและความถกู ตอ้ งครบถว้ น

(Communiqué) หรือคำประกาศร่วม (Joint declaration) ซง่ึ เปน็ เพยี งการประกาศถึงหลกั การรว่ มกัน ไม่ได้
กำหนดพนั ธกรณีผูกพนั บังคับตามกฎหมายระหว่างประเทศ เชน่ นีจ้ ึงไม่ถือว่าเปน็ สนธสิ ญั ญา

2) การจำแนกประเภทของสนธสิ ญั ญา การจำแนกออกเป็นประเภทนี้เพ่ือใหเ้ กิดความชัดเจนและเพื่อ
ใชใ้ นบริบททต่ี า่ งกนั การจะจำแนกออกมาเปน็ ประเภทของสนธิสญั ญาต่าง ๆ ได้ จงึ ตอ้ งเป็นสนธิสัญญากอ่ น

2.1) แยกประเภทของสนธสิ ญั ญาโดยจำนวนผู้เขา้ รว่ มเป็นภาคี แบ่งเปน็
(2.1.1) สนธิสัญญาทวิภาคี (Bilateral treaty) มคี ภู่ าคี 2 ฝา่ ย
(2.1.2) สนธสิ ญั ญาพหุภาคี (Multilateral treaty) คูภ่ าคีต้ังแต่ 2 ฝา่ ยข้นึ ไป

2.2) แยกประเภทของสนธสิ ัญญาตามสถานะผทู้ ำสนธิสญั ญา แบง่ เป็น
(2.2.1) สนธสิ ญั ญาที่กระทำโดยประมขุ ของรฐั (Head of states)
(2.2.2) สนธิสญั ญาท่ีกระทำโดยประมุขของรฐั บาล (Head of government)
(2.2.3) สนธสิ ญั ญาทก่ี ระทำโดยคณะรฐั มนตรี (Cabinet)
(2.2.4) สนธสิ ญั ญาทก่ี ระทำโดยหน่วยงานของรัฐ (Inter-Department)

2.3) แยกประเภทของสนธิสญั ญาตามชื่อเฉพาะของสนธิสญั ญา
(2.3.1) สนธิสัญญา (Treaty) ในฐานะเป็นชื่อพิเศษเฉพาะ เป็นข้อตกลงระหว่าง

ประเทศที่มีความสำคัญ มักเป็นข้อตกลงทางการเมืองและมุ่งผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น
สนธิสัญญามิตรภาพ สนธิสัญญาสนั ติภาพ

(2.3.2) อนุสัญญา (Convention) ใช้สำหรับสนธิสัญญาพหุภาคีที่ร่างโดยองค์การ
ระหว่างประเทศหรือจากการประชุมระหว่างประเทศ หรือเปน็ การประมวลกฎหมายระหวา่ งประเทศที่มีอยู่แต่
เดมิ แล้ว เชน่ อนุสัญญาเฮก เกดิ จากการประชุมสันติภาพคร้ังท่ี 1 และ 2 ณ กรุงเฮก

(2.3.3) ปฏิญญา (Declaration) โดยหลักแล้ว ปฏิญญาเป็นการแสดงถึงสนธิสญั ญา
ที่เปน็ การประกาศหลักกฎหมายท่มี ีอยู่แล้วหรอื เป็นการสร้างกฎหมายใหม่

เอกสารสรุปฉบบั นไี้ มม่ ีวัตถุประสงค์เพ่ือแสวงหากำไรหรือใช้ในเชงิ พาณชิ ย์

ทง้ั นีม้ ีความจำเป็นต้องอา่ นหนังสอื เพอ่ื ประกอบความเข้าใจและความถูกต้องครบถว้ น

(2.3.4) พิธีสาร (Protocol) ใช้เรียกสนธิสัญญาที่มีลักษณะเป็นการแก้ไข
เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ต่อท้าย หรือกำหนดรายละเอียดของสนธิสัญญาอีกฉบับหนึ่ง และไม่ใช่ความตกลงท่ี
กระทำข้ึนโดยประมขุ ของรฐั

(2.3.5) กรรมสาร (Act) สนธิสัญญาหลายฝ่ายที่วางหลักกฎหมายหรือระบอบ
กฎหมายในเรอื่ งใดเร่ืองหน่ึง

(2.3.6) กรรมสารสุดท้าย (Final act) เป็นคำที่ใช้เรียกคำแถลงอย่างเป็นทางการ
หรือการสรปุ ผลการพิจารณาหารอื ของการประชมุ ระหว่างประเทศที่ได้ให้รายละเอียดของสนธสิ ัญญาจากการ
ประชมุ

(2.3.7) ความตกลง (Agreement) เป็นเอกสารที่มีความเป็นทางการน้อยกว่า
สนธสิ ญั ญาหรอื อนุสัญญา ใชส้ ำหรบั ความตกลงระหว่างประเทศที่มีขอบเขตจำกัดหรือไม่ได้มลี ักษณะถาวร มัก
ใช้สำหรับความตกลงทางเทคนิคหรอื การบรหิ ารซ่งึ ลงนามโดยหนว่ ยงานของรฐั

(2.3.8) ข้อตกลง (Arrangement) มักใช้ในเรื่งอความตกลงที่มลี ักษณะช่ัวคราวหรอื

เฉพาะกาล

(2.3.8) บันทึกหรือหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange of notes or letters) เป็น
วิธีการที่ไม่เป็นทางการนัก โดยรัฐแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการผูกพันความตกลงบันทึกความเข้าใจบางอย่าง
หรือยอมรับพนั ธกรณบี างอย่าง

(2.3.9) บันทึกการเจรจา (Process-Verbal) บันทึกสาระสำคัญของข้อตลงระหว่าง
ภาคี การบันทกึ เจรจา นอกจากนยี้ ังใช้บันทกึ การแลกเปล่ยี นหรือการให้สตั ยาบนั

(2.3.10) บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) โปรดอย่าด่วน
สรปุ วา่ MOU เป็นหรอื ไมเ่ ปน็ สนธสิ ัญญา เพราะมบี างกรณีท่ี MOU ไม่เปน็ สนธสิ ัญญา ซ่งึ ส่วนมากเกิดจากการ
ที่เอกชนได้นำเอาชื่อ MOU มาเป็นความตกลงในระดับเอกชน ดังนั้น MOU ก็อาจมีสถานะเป็นสนธิสัญญาได้
หากเข้าองค์ประกอบหลักเกณฑ์ของสนธิสัญญาตาม VCLT

(2.3.11) ธรรมนูญหรือข้อบัญญัติ (Statue) ปกติจะใช้ในกรณีเป็นการประมวล
กฎเกณฑห์ รือข้อบังคบั เก่ยี วกับสถาบันระหวา่ งประเทศ เชน่ ธรรมนญู ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 1945
หรอื เปน็ การประมวลกฎหมายท่ีกำหนดโดนการตกลระหวา่ งประเทศ

เอกสารสรปุ ฉบับนไ้ี มม่ ีวัตถปุ ระสงค์เพื่อแสวงหากำไรหรอื ใช้ในเชงิ พาณชิ ย์

ท้ังนมี้ ีความจำเปน็ ตอ้ งอา่ นหนังสอื เพ่อื ประกอบความเขา้ ใจและความถูกต้องครบถว้ น

(2.3.12) สนธิสัญญาที่มีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น ข้อตกลง (Accord) กฎบัตร (Charter)
สาร (Instrument) กตกิ าสัญญา (Pact) หนังสือสัญญา (Compact) บันทึกชว่ ยจำ (Aide-Memoire) เป็นต้น

โดยสนธิสัญญาที่มีชื่อเรียกต่างกันน้ีขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งในแง่ความสำคัญ จำนวนภาคี ความเป็น
ทางการ ผู้ลงนามสนธิสัญญา แต่ไม่ว่าสนธิสัญญาจะมีชื่อเรียกอย่างไร หากว่าเป็นสนธิสัญญาแล้ว ก็ล้วนมีผล
บังคับอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมีความเห็นว่าการจำแนกประเภทที่สำคญั
คือการจำแนก “สนธิสญั ญาทวิภาคี” และ “สนธสิ ญั ญาพหภุ าคี”

3) หลักการพื้นฐานของกฎหมายสนธิสัญญา กำหนดไวใ้ นอรัมภบทย่อหน้า 3 ของ VCLT ไดแ้ ก่

3.1) หลักความยินยอมโดยอิสระ (The principle of free consent) รัฐย่อมไม่ผูกพันกับ
สนธิสัญญาที่รัฐน้ันไม่ได้ให้ความยินยอม แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อยกเว้นบางประการ (แนะนำให้อ่านหนังสือ
เพิ่มเติม) และหากความยินยอมของรัฐเพื่อผูกพันสนธิสัญญาไม่ได้เกิดจากอิสระ กล่าวคือ อาจเกิดจากความ
ผดิ พลาด (Error) การสำคัญผดิ ในขอ้ เท็จจรงิ การฉ้อฉล (Fraud) การประพฤติมิชอบ (Corruption) ของผู้แทน
ตลอดจนการข่มขหู่ รือบบี บงั คบั (Coercion) ยอ่ มทำใหส้ นธสิ ญั ญานั้นไรผ้ ล

3.2) หลักสัญญาต้องได้รับการปฏิบัติตาม/หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt
Servanda) หมายถึง สนธิสัญญาต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติตาม ซึ่งปรากฎอยู่ในข้อ 26 VCLT ที่กำหนด
ว่า “สนธิสัญญาที่ใช้บังคับระหว่างรัฐภาคีจะต้องได้รับการปฏิบัติโดยสุจริต” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลัก Pacta
sunt servanda มีความใกล้ชิดกับหลักสุจริต (The Principle of good faint) กล่าวได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐ
ละเมิดหลัก Pacta sunt servanda ก็ย่อมละเมิดหลักสุจริตไปด้วย แต่ทั้งน้ีหลัก Pacta sunt servanda มี
ข้อยกเว้น คอื

3.2.1) หลักการเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งของสภาวการณ์/หลักการเปลี่ยนแปลงชนั้
รากฐานของสภาวการณ์ (Fundamental change of circumstances/Rebus sic stantibus) เปน็ ขอ้ ยกเวน้
ของหลัก Pacta sunt servanda โดยปรากฎอยู่ในขอ้ 62 วรรค 1 และวรรค 3 VCLT ทว่ี างหลักว่า

“การเปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญของสภาวการณ์ที่มีอยู่ในขณะทำสนธิสัญญาซ่ึ งรัฐภาคีแห่ง
สนธสิ ญั ญาไมไ่ ด้คาดเหน็ มาก่อน ย่อมไม่อาจยกเปน็ เหตเุ พ่อื ยกเลิกหรอื เพกิ ถอนสนธสิ ัญญาได้ เว้นแต่

(a) การดำรงอยู่ของสภาวการณ์นั้นเป็นพื้นฐานสำคัญของการให้ความยินยอมผูกพันตามสนธิสัญญา
ของภาคี และ

(b) ผลของการเปลี่ยนแปลงไปเช่นว่านั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากต่อขอบเขตของ
พนั ธกรณที ี่ยงั ตอ้ งปฏิบัตติ ามสนธิสัญญา”

เอกสารสรปุ ฉบับนไี้ มม่ ีวตั ถุประสงค์เพอ่ื แสวงหากำไรหรอื ใช้ในเชงิ พาณชิ ย์

ท้ังนมี้ ีความจำเป็นตอ้ งอ่านหนงั สอื เพอื่ ประกอบความเข้าใจและความถกู ตอ้ งครบถว้ น

((วรรค 3)) “ภายใต้ข้อบทวรรคก่อนนี้ (ภาตใต้วรรค 1) รัฐภาคีอาจยกเอาการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
ของสภาวการณ์มาเป็นเหตุเพื่อยกเลกิ หรือถอนตัวจากสนธิสัญญา และอาจยกเอาการเปลี่ยนแปลงดังกล่างมา
เปน็ เหตุให้มกี ารระงบั การบังคบั ใชส้ นธิสัญญานนั้ ได้ด้วย”

อย่างไรก็ดี Rebus sic stantibus มีข้อยกเว้นตามข้อ 62 วรรค 2 VCLT คือ “การเปลี่ยนแปลงไป
อยา่ งสำคัญของสภาวการณ์ไมอ่ าจนำมาเปน็ เหตเุ พือ่ ยกเลิกหรือเพิกถอนสนธสิ ญั ญาน้ันได้

(a) หากเปน็ สนธิสัญญาทีก่ ำหนดเขตแดน หรือ

(b) หากการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเปน็ ผลมาจากการละเมดิ พันธกรณแี หง่ สนธิสัญญาโดยรัฐภาคี”

การที่มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนี้ไม่ได้ทำให้สนธิสัญญาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
เพยี งแตเ่ ป็นเหตใุ หร้ ัฐภาคแี ห่งสนธิสญั ญาสามารถยกขน้ึ อา้ งเพื่อยกเลกิ หรือเพิกถอนสนธสิ ญั ญานั้นได้

3.3) หลักสุจริต (The Principle of good faint) เป็นหลักกฎหมายทั่วไปในทางกฎหมาย
ระหว่างประเทศ โดยหลักสุจริตจะถูกนำมาใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำสนธิสัญญา การยกเลิก
สนธสิ ัญญา และยงั นำไปใชใ้ นการตคี วามสนธสิ ญั ญาด้วย โดยคำวา่ “สจุ ริต” หมายถงึ ความมุ่งหมายใหส้ ิ่งที่ตก
ลงกันไว้ในสนธิสัญญาบรรลุผล ไม่กระทำการอันเป็นการเสื่อมเสีย ลดทอน หรือทำลายไปซึ่งสาระสำคัญของ
ความตกลง

4) การพิจารณาตราสารระหว่างประเทศตามกฎหมายไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.
2560 มาตรา 178 วรรค 1 และวรรค 2 วางหลักว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทํา
หนงั สอื สัญญาสนั ตภิ าพสญั ญาสงบศกึ และสญั ญาอ่ืนกบั นานาประเทศหรอื กับองค์การระหว่างประเทศ”

“หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ
อธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออก
พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา และหนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง
ทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของ
รัฐสภา ในการน้ีรัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่
แล้วเสร็จภายในกาํ หนดเวลาดังกลา่ ว ให้ถอื วา่ รฐั สภาให้ความเหน็ ชอบ”

คำวา่ “หนังสอื สญั ญา” ตามรฐั ธรรมนญู มาตรา 178 มีความหมายเดียวกับ “สนธิสัญญา” ตาม VCLT
1969 และยังรวมไปถึงความตกลงที่ทำขึ้นระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศตาม VCLT 1986 ด้วย
มาตรา 178 แยกอธิบายได้ ดงั น้ี

เอกสารสรปุ ฉบบั นไ้ี มม่ ีวตั ถปุ ระสงค์เพือ่ แสวงหากำไรหรือใชใ้ นเชงิ พาณิชย์

ทง้ั น้มี ีความจำเปน็ ตอ้ งอ่านหนงั สอื เพ่ือประกอบความเข้าใจและความถกู ต้องครบถว้ น

4.1) มาตรา 178 วรรค 1 หมายถงึ กรณขี องหนงั สือสัญญาทัว่ ไป คือ เปน็ หนังสือสัญญาที่ไม่
เข้าลักษณะตามมาตรา 178 วรรคสอง ซึ่งตามมติครม. กำหนดให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องส่งเรื่องให้ ครม.
อนุมตั ิโดยไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งผา่ นความเหน็ ชอบจากรฐั สภา

4.2) มาตรา 178 วรรค 2 หมายถึง กำหนดให้หนังสือสัญญาดังต่อไปนี้ต้องได้รับความ
เหน็ ชอบจากรฐั สภา

1. มีบทเปล่ยี นแปลงอาณาเขตไทย

2. มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย
หรอื มเี ขตอำนาจตามหนงั สอื สัญญาหรอื ตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ

3. จะตอ้ งออกพระราชบญั ญตั ิเพื่อใหก้ ารเปน็ ไปตามหนงั สอื สัญญา

4. หนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือ
การค้าหรอื การลงทนุ ของประเทศอย่างกวา้ งขวาง

4.3) มาตรา 178 วรรค 3 เปน็ การอธิบายเพ่ิมเติมในสว่ นของคำว่า “หนงั สอื สัญญาอ่ืนที่อาจ
มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง” โดย
กำหนดวา่ “หนังสือสญั ญาอืน่ ทอี่ าจมผี ลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรอื การลงทุน
ของประเทศอย่างกว้างขวางตามวรรคสอง ได้แก่ หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วมหรือการ
ให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทําให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ
หนงั สอื สัญญาอน่ื ตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ”

4.4) มาตรา 178 วรรคท้าย เป็นกรณีหากเป็นที่สงสัยว่าตราสารระหว่างประเทศนั้น ๆ เป็น
หนังสือสัญญาตามวรรค 1 หรือวรรค 2 โดยกำหนดว่า “เมื่อมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นกรณีตามวรรค
สองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศาลรฐั ธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัย
ใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในสามสบิ วนั นบั แต่วันทไ่ี ดร้ ับคําขอ”

ผู้เขียนจึงพอสรุปได้ว่า การที่ตราสารใด ๆ จะมีสถานะเป็นหนงั สือสัญญาตามกฎหมายไทยหรือไมน่ นั้
จึงต้องพิจารณาจากบทนิยามของสนธิสัญญาของ VCLT จากนั้นจึงจะสามารถพิจารณาได้ว่าตราสารน้ัน ๆ

เอกสารสรปุ ฉบบั นไ้ี มม่ วี ัตถุประสงค์เพอื่ แสวงหากำไรหรือใช้ในเชิงพาณิชย์
ทง้ั นมี้ ีความจำเปน็ ตอ้ งอ่านหนงั สอื เพ่ือประกอบความเข้าใจและความถูกต้องครบถว้ น

จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหรือไม่ เพราะหากไม่ใช่หนังสือสัญญาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความ
เห็นชอบท้งั จากรัฐสภา และไม่ตอ้ งไดร้ ับความเห็นชอบจากครม.1

เพม่ิ เติม
คำวนิ จิ ฉัยศาลรฐั ธรรมนูญที่ 6-7/2551 (ประเดน็ การกำหนดนิยามของหนังสือสัญญา) “ศาล

รัฐธรรมนูญพิจารณาแลวเห็นวา คําวา “หนังสือสัญญา” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หมายถึง ความตกลง
ระหวางประเทศทุกประเภทที่จัดทําขึ้นระหวางประเทศไทยกับตางประเทศหรือ องคการระหวางประเทศใน
รูปแบบท่ีเปนลายลักษณอักษร และอยูภายใตบังคับของกฎหมายระหวางประเทศ ไมวาจะถูกบันทึกไวใน
เอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่เก่ียวพนั กัน และไมวาจะเรียกชื่อวาอยางไร อนั เปนความหมายท่ีตรงกันกับ
คําวา “treaty” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาวาดวยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 และตรงกับที่ศาล
รัฐธรรมนูญไดเคยใหความหมายไวแลว”2

โปรดอา่ นเพ่ิมเร่อื งการสนิ้ สุดของสนธิสญั ญาและกระบวนการจดั ทำสนธิสญั ญา

1 มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 27 มกราคม 2558 เห็นชอบเกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้นกรณีการจัดทำความตกลงที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องสามารถ
ดำเนนิ การได้ตามอำนาจหนา้ ทีโ่ ดยไมต่ อ้ งนำเร่ืองเสนอต่อคณะรฐั มนตรี หากวา่ ไม่เปน็ หนังสอื สญั ญาตามรัฐธรรมนูญ
2 แต่คำวนิ ิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนูญนีม้ ปี ัญหาการตีความวา่ แถลงการร่วมเป็นหนงั สือสญั ญา (โปรดอา่ นเพม่ิ )


Click to View FlipBook Version