รายงานการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) เพื่อ ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคนิคการ สอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ภายใต้โครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) นวัตกรรมการศึกษาเพื่อ พัฒนาการศึกษาไทยจังหวัดเพชรบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดย นางกนกลักษณ์ แกล้วทะนง ครูโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 1 กระทรวงเลขาธิการ
คำนำ รายงานการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) เพื่อส่งเสริมและ พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เล่มนี้เป็นการศึกษาและพัฒนารูปแบบวิธีการจัดการ เรียนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพในศตวรรษที่ 21 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี โดยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาเป็นแผนการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ 5Es ใช้ร่วมกับสื่อ My logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผนเป็นเวลา 26 ชั่วโมง ซึ่งผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการเรียนรู้นี้จะเป็นเครื่องมือและทิศทาง ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ยในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นอีกต่อไป ในการพัฒนา และยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในด้านทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 การจัดการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของ ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เล่มนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีต้องขอขอบพระคุณ นายวีระ ใจแสน ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย และนางสาวจุฑามณี ชูเชิด รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ยที่ส่งเสริมและ สนับสนุนในการทำพัฒนานวัตกรรม ขอขอบคุณครูศรีนภา แก้วแจ้ง หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ โรงเรียน คณะครู และนักเรียน ที่ให้ความช่วยเหลือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ให้คำปรึกษา และคำแนะนำ รวมถึงให้กำลังใจอันเป็นผลให้การทำผลงานวิชาการ ครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ ทำให้การพัฒนานวัตกรรมการ เรียนการสอนนี้เป็นประโยชน์ต่อครูและบุคลากร ทางการศึกษา ตลอดจนหน่วยงานทางการศึกษาอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้อง เพื่อนำเอกสารผลงานทางวิชาการ และข้อเสนอแนะนี้ไปเป็นข้อมูลในการจัดการเรียนรู้สืบไป นางกนกลักษณ์ แกล้วทะนง
บทคัดย่อ การพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุจุดประสงค์1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิง รุก ( Active Science Learning) ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 3) เพื่อพัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กลุ่ม ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 40 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัด ดอนไก่เตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1.แผนการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3. แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ /ทักษะการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 4. แบบประเมินสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน 5. แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์และ เจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศษสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน OIC ผลการศึกษา พบว่า 1. คะแนนก่อนเรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.27 คะแนนหลังเรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.35 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.03 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมี ค่าเท่ากับ 1.09 คิดเป็นร้อยละ 88.60 มีระดับคุณภาพดีมาก และมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.95 การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ในการ กระตุ้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง และการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เชิงรุกแบบหลากหลาย ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยประเมิน จากแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ที่สร้างขึ้นนั้นมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (OIC) ที่ยอมรับทุกองค์ประกอบ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว มีกิจกรรมที่หลากหลาย ที่ผู้เรียนสามารถสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง และได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับขั้นตอนอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนได้รับประโยชน์และประสบการณ์ตรง 3. ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.15 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.69 คิดเป็นร้อยละ 85.78 มีระดับคุณภาพ พึงพอใจมาก ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานตื่นเต้นกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีความหมาะสมกับ ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน คำสำคัญ : การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก , การสอนแบบ 5Es ,สื่อ My logbook ก
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ……………………………..………………………………………………….…………................. ก สารบัญ…………………………………………………………………..………………………………........... ข บทที่ 1 บทนำ………………………………………………..……………………………………………………….……. 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา.........................................……………….. 1 วัตถุประสงค์…………………...........................................…………………………..…... 3 เป้าหมาย................................................................………………….……………….. 3 ขอบเขตการดำเนินงาน................................................……………………………... 4 ตัวแปรที่ศึกษา..........................................................………………………………... 4 นิยามคำศัพท์เฉพาะ...................................................………………………………... 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ...................................................…………………….… 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………….…………………………………… 8 2.1 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้……..…………………………………… 8 2.2 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก............................................................................. 10 2.3 การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน.............................………….……. 14 2.4 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21..................................………………….……. 17 2.5 กรอบแนวคิดในการพัฒนา.........................................…………………….……. 19 3 วิธีการดำเนินการ………………………………...………………………………..……………..………... 20 ขอบเขตประชากร/กลุ่มตัวอย่าง......................…………………………………............ 20 เครื่องมือ...........................................................................……………………………... 20 การเก็บรวบรวมข้อมูล.........................................................…………………………... 22 การวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................…...…………………... 23 กิจกรรมการดำเนินงาน............................................................…...………………….. 24 4 ผลการพัฒนา......………………………………...………………………………..……………..………... 30 5 สรุปและอภิปรายผลการพัฒนา..…………...………………………………..……………..………... 35 บรรณานุกรม...………………………….………………..……………………………….……………….. ภาคผนวก………………………………………….…………………………...…….……..……………….. ข
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา จากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) กล่าวว่า “การ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยในภาพรวมมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลของการยกระดับ สุขภาวะ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา และระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ตามดัชนีการพัฒนามนุษย์ของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติสะท้อนว่าคนไทยทุกช่วงวัยมีความรู้ความสามารถโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่ กลับพบว่ามีทักษะด้านการอ่านหรือการศึกษาหาความรู้ลดลง และมีจำนวนเยาวชนที่ไม่ได้เรียนและไม่ได้ ทำงานใด ๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ศักยภาพของเยาวชนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์และไม่ได้รับการพัฒนา โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ต่ำจากรายงานขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เเละ การพัฒนาที่ทำการทดสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียน อายุ 15 ปีทั่วโลก ในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน พบว่า นักเรียนไทยร้อยละ 59.5 อยู่ในกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และมี นักเรียนไทยเพียงร้อยละ 0.18 ที่ทำคะแนนได้ในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐาน การพัฒนาประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การแข่งขันด้านเศรษฐกิจที่เข้มข้นมากขึ้น จึงจําเป็นอย่าง ยิ่งที่จะต้องพัฒนามนุษย์เนื่องจากเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ ทักษะ และ ทัศนคติจากการยกระดับคุณภาพการศึกษา การเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ รวมถึงการพัฒนาให้เป็นคนที่ สมบูรณ์ในทุกช่วงวัยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 4แนวทางการจัดการศึกษา มาตรา 22 ที่ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุก คนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการ ศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ” การจัดการศึกษาเป็น กระบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง จึงจําเป็นต้องพัฒนาทักษะทุกด้านให้กับผู้เรียนในสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่ง เป็นการจัดการศึกษาที่พัฒนาผู้เรียน 3 ด้าน คือ 1. ทักษะเรียนรู้และนวัตกรรม 2.ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี 3. ทักษะชีวิตและอาชีพ (แนวทางการจัดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21, 2558: 14) ผู้เรียนจึงต้องพัฒนาทักษะต่าง ๆ ให้มากขึ้นตามไปด้วยเช่น ทักษะภาษา ทักษะทางคณิตศาสตร์ ทักษะการ คิด ทักษะวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์อาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือค้นหาและ นําพามนุษย์ชาติเข้าถึงความรู้ ความจริง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นความชํานาญ หรือ ความสามารถในการใช้ความคิดเพื่อค้นคว้าความรู้ รวมทั้งการแก้ปัญหาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะทางปัญญา (Intellectual Skill) นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ด้านการยกระดับ คุณภาพการศึกษา ข้อ 2 การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง มุ่งเน้น กระบวนการแบบถักทอความรู้ ทักษะคุณลักษณะของผู้เรียนเข้าด้วยกันด้วยการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและเรียนรู้อย่างมีความสุข และพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 1
รวมถึงพัฒนาระบบการวัดและประเมินผลเชิงสมรรถนะ โดยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนใช้ทักษะการคิดมากกว่าการใช้ความจำ โดยไม่เน้นการสอน และการเรียนแบบ ท่องจำ และไม่เน้นการสอบ เพื่อให้ได้คะแนนสูง ๆ ครูผู้สอนควรเลิกการบรรยายเป็น สำคัญ แต่ควรให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นให้นักเรียน ได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (ภัสราภรณ์ สหะกิจ, 2564) ได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียน ครู และ ผู้อื่นผ่านการลงมือปฏิบัติที่เกิดจากการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดขั้นสูง และนำกระบวนการสืบ เสาะหา ความรู้มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน ฝึกฝนการเรียนรู้โดยใช้ ความสามารถทางด้านการคิดหาเหตุผลจากข้อมูลที่ได้รับ คือให้นักเรียน เผชิญปัญหา นิยามศัพท์ให้ชัดเจน ตั้งสมมติฐาน สำรวจข้อมูล รวบรวมข้อมูล และสร้างข้อสรุปด้วยตนเอง (Suchman, 1962) เนื้อหาสาระ ต่าง ๆ ในทุกกลุ่มสาระในการออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนอาจจะผสานและบูรณาการหลาย ๆ สมรรถนะทั้งที่เป็นสมรรถนะเฉพาะในสมรรถนะหลักนั้น หรือสมรรถนะเฉพาะใน สมรรถนะหลักอื่น ๆ ได้ ข้ามกลุ่มหรือผ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆได้ หรือนำไปประยุกต์ใช้ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้ต่าง ๆ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2562) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการจัดการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วย ตนเองมีประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางความคิด ค้นพบความรู้หรือ แนวทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางความคิด ค้นพบความรู้หรือแนวทางแก้ปัญหา ได้เอง และสามารถนํามาใช้ในชีวิตประจําวันได้ การดําเนินกิจกรรมการเรียนการสอนจะให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าทดลอง ระดมสมอง ศึกษาใบความรู้อื่นๆ ผู้สอนจะเป็นผู้คอยช่วยเหลือการตรวจสอบความรู้ใหม่ๆ ซึ่งอาจกระทําได้ทั้งการตรวจสอบกันเองระหว่างกลุ่ม หรือผู้สอนช่วยเหลือใน การตรวจสอบความรู้ใหม่ๆ กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ขึ้นจะช่วยเสริมสร้างพลังความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนให้เต็มขีด ความสามารถ โดยประยุกต์ใช้หลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง เน้นบรรยากาศในการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนมี อิสระในการคิดทุกคนมีโอกาสใช้ความคิดอย่างเต็มศักยภาพ (จรรยา โท๊ะนาบุตร,2563) จากผลการศึกษาวิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มุ่งพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 เรื่อง สารบริสุทธิ์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง สารบริสุทธิ์ หลังการเรียนด้วยชุดกิจกรรมสูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้เรียนสามารถสืบเสาะหาความรู้ด้วย ตนเอและได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับขั้นตอนอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนได้รับประโยชน์และ ประสบการณ์ตรง ทำให้ผู้เรียนเกิด ความรู้ความเข้าใจ เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะ ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้ที่คงทน (พิชญาภา พัฒน์รดากุล,2563) จากการรายงานการปปฏิบัติงานของโรงเรียนในปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง เนื่องด้วยสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียน การสอนในรูปแบบ On-Line และ On-Site ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากการกำหนดของสถานการณ์ ทำ 2
ให้การจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาความรู้ผ่านการลงมือ ปฏิบัติด้วยตนเองและฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างเต็มศักยภาพภายใต้ ข้อจำกัดของสถานการณ์โรคติดต่อ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สามารถนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ได้จริง สามารถสังเคราะห์องค์ความรู้ออกมา ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ และเกิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมี แนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและสรุปองค์ความรู้ ด้วยตนเอง โดยการออกแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) เพื่อ ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 2. เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 3. เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป้าหมาย เชิงปริมาณ ➢ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 365 คน ได้รับการ จัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ เชิงคุณภาพ ➢ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมีทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 ผ่านเกณฑ์ในระดับดี ร้อยละ 80 ➢ นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ➢ ครูผู้สอนสามารถจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้และ พัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 ผ่านเกณฑ์ระดับ ดี ร้อยละ 80 และสามารถเผยแพร่แนวทางเพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาตนเองของครูผู้สอนในสาระการเรียนรู้อื่นได้ 3
ขอบเขตการดำเนินงาน การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) เพื่อส่งเสริมและพัฒนา ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้พัฒนาได้กำหนดขอบเขตการดำเนินงานไว้ดังนี้ 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จังหวัดเพชรบุรี จำนวนห้องเรียน 9 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 356 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ที่กำลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 40 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบ กลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากประชากรทั้งหมด 9 ห้องเรียน 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) ด้วย เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในศตวรรษที่ 21 เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย 3. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา คือ ดำเนินการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดย ทำการศึกษาตามโครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตร สถานศึกษา พ.ศ.2565 จำนวน 26 ชั่วโมง 4. ขอบเขตด้านเนื้อหา เรื่อง ชีวิตพืชน่ารู้ โดยวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัดจากตามหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว.1.2 ป.2/1 ระบุว่าพืชต้องการแสงและน้ำเพื่อการเจริญเติบโตโดยใช้ข้อมูลจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ ว.1.2 ป.2/2 ตระหนักถึงความจําเป็นที่พืชต้องได้รับน้ำและแสงเพื่อการเจริญเติบโต โดยดูแลพืชให้ได้รับสิ่งดังกล่าวอย่างเหมาะสม และ ว.1.2 ป.2/3 สร้างแบบจำลองที่บรรยายวัฎจักรชีวิต ของพืชดอก โดยจัดกิจกรรมการสอนให้ตรงตามหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย พ.ศ.2565 4
และข้อสรุปจาก PLC ร่วมกันในโรงเรียนระหว่างผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และ กรรมการสถานศึกษา 5. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ชีวิตพืชน่ารู้ จำนวน 10 ข้อ 6. แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็น แบบประเมินทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์และสมรรถนะของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ใน ศตวรรษที่ 21 3Rs 8Cs ในการทำกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 7. แบบประเมินสมรรถนะหลักที่สำคัญของผู้เรียน เป็นแบบประเมินสมรรถนะหลักที่สำคัญ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในการกำกิจกรรมตามแผนการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 8. แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นแบบ ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์จำนวน 3 ด้าน คือ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้และความมุ่งมั่นในการทำงาน และ เจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ โดยประเมินความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ประเมินกิจกรรมการ สอนของครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในการทำกิจกรรมตามแผนการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 9. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) โดยใข้ เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่อง ชีวิตพืชน่ารู้ 9.1 เทคนิคการจัดกิจกรรมกระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(The 5Es of InquiryBased Learning) 9.2 โครงสร้างการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ จำนวน 26 ชั่วโมง ตารางที่ 1 แสดงแผนการจัดการเรียนรู้ชีวิตพืชน่ารู้ แผนจัดการเรียนรู้ เรื่อง จำนวนชั่วโมง 1 ปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืช 2 2 แสงกับการดำรงชีวิตของพืช 4 3 น้ำกับการดำรงชีวิตของพืช 4 4 ส่วนประกอบของดอก 2 5 เรียนรู้ชีวิตพืช 4 6 การสืบพันธุ์ของพืชดอก 4 7 ศึกษาวัฏจักรชีวิตของพืชดอก 6 รวมชั่วโมงในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 26 5
กรอบแนวคิดการพัฒนา แผนภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการพัฒนา นิยามคำศัพท์เฉพาะ 1.การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (Active Science Learning) หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรีย รู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้ แนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวก โดยจัดกิจกรรมการรเรียนรู้ที่หลากหลายด้วยการใช้สื่อภาพจำลอง เพลง จัดกิจกรรมการทดลอง ให้ผู้เรียนเกิดการกระบวนการคิดขั้นสูง มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการ ประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ และสามารถสรุปองค์ความรู้ได้ถูกต้องลงในสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ของตนเอง 2. เทคนิคการสอน 5Es หมายถึง กระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(The 5Es of InquiryBased Learning) มีขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการสอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) 4. ขั้นขยายความรู้ (elaboration) และ 5. ขั้นประเมิน (evaluation) 3. สื่อ My Logbook เรื่อง ชีวิตพืชน่ารู้ หมายถึง แบบบันทึกการสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเองของ ผู้เรียน เรื่อง ชีวิตพืชน่ารู้ 4. ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษะที่ 21 หมายถึง ทักษะการเรียนรู้ 3Rs 8Cs ดังรูปภาพที่ 1 การสอนแบบ 5Es สื่อ My Logbook 6
รูปภาพที่ 1 แสดงภาพทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs 8Cs) ที่มา : https://myblogalyn02.blogspot.com/2019/05/21_9.html 5. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ทักษะการสังเกต ทักษะการตั้งสมมุตฐาน ทักษะการทดลอง ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุปข้อมูล และทักษะการสร้างแบบจำลอง 6. สมรรถนะหลักของผู้เรียน หมายถึง สมรรถนะหลักที่สำคัญของผู้เรียน คือ ความสามารถใน การสื่อสาร ความสามารถในการคิด และความสามารถในการแก้ปัญหา 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน หมายถึง ความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการ ทำงาน 8.เจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์หมายถึง ความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้วยการประเมินตนเอง และประเมินกิจกรรมการสอนของครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษการรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สามารถ ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมี วิจารณญาณ และการคิดแก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 2. ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนจากผู้รับองค์ความรู้มาเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่องค์ความรู้ ที่ เกิดจากการศึกษา ค้นคว้าให้เกิดประโยชน์กับฮชุมชนท้องถิ่นของตนเอง 3. ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. ครูผู้สอนสามารถพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนใน ศตวรรษที่ 21 พัฒนาตนเองให้เป็นครูมืออาชีพอย่างมีคุณภาพ และสามารถเผยแพร่เป็นแนวทางให้กับ ครูผู้สอนสาระการเรียนรู้อื่นๆ ในระดับสถานศึกษา และระดับทั่วไป 5. โรงเรียนสามารถพัฒนาผู้เรียน ครู ให้มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานสากล และเป็นโรงเรียนชั้นนำ ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ได้ความน่าเชื่อถือในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ 7
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาการพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ ผู้จัดทำได้ศึกษาหลักการ / แนวคิด / ทฤษฎี / งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องตามลำดับดังนี้ 2.1 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ 2.2 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2.3 การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 E’s of Inquiry-Based Learning) 2.4 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2.5 กรอบแนวคิดในการพัฒนา 2.1 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ ความหมายของการจัดการเรียนรู้กตัญญู เพชราภรณ์(2563 : 2) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ คือกระบวนการที่ผู้สอน จัดสถานการณ์ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยผ่านการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้สอน กับผู้เรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถณประสงค์ที่กำหนดไว้และสามารถนำ ประสบการณ์การเรียนรู้นั้นไปใช้ได้ กณลิสรา จิตรชญาวณ (2562 : 2) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ในการดำเนินงานของผู้สอนตั้งแต่การวางแผนการจัดการเรียนรู้จนสิ้นสุดการ ประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรมและเกิดทักษะหรือ สมรรถนะต่าง ๆ ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่สำคัญในการนำหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งนี้ครูผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจและสามารถ หลักสูตรนำไปสู่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาการทางสมองพร้อมสอดแทรก คุณธรรมจริยธรรม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553 : 6) ที่สำคัญการจัดการเรียนรู้ เป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ตามวัตถณประสงค์ของผู้สอน (สำนักงานส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน, 2557 : 8) สรุปไปด้ว่า การจัดการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในวิธีต่าง ๆ โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้วางแผนการจัดการเรียนรู้ ผ่านการ ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ทักษะ คณภธรรม จริยธรรม และคุณลักษณอันพึงประสงค์ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 8
2.2 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก 1. ความหมายของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง แปลตามตัวก็คือ เป็นการเรียนรู้ผ่านการ ปฏิบัติหรือการลงมือทำ “ความรู้” ที่เกิดขึ้นก็เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ กระบวนการในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องได้มีโอกาสลงมือกระทำมากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว ต้องจัดกิจกรรมให้ ผู้เรียนได้การเรียนรู้โดยการอ่าน การเขียน การโต้ตอบ และการแก้ปัญหา อีกทั้งให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการ คิดขึ้นสูง ได้แก่ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า “เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยการร่วมมือระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ในการนี้ ครูต้องลดบทบาทในการสอน และการให้ข้อความรู้แก่ผู้เรียนโดยตรง แต่ไปเพิ่มกระบวนการและกิจกรรมที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความ กระตือรือร้นในการจะทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น และอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ โดยการพูด การเขียน การอภิปรายกับเพื่อนๆ การสอนแบบ Active Learning คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการลงมือ กระทำ และใช้กระบวนการคิดโดยผู้เรียน จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ (Receivers) ไปสู่การมีส่วนร ในการสร้างความรู้ (Co - creators) ใน ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การสื่อสารไร้พรมแดนการเข้าถึงแหล่งข้อมูลสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ผลกระทบจากยุคโลกาภิวัตน์ นี้ส่งผลให้ผู้เรียนจำเป็นจะต้องมีความสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้แสวงหา ความ รู้อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับปัจจุบันมีองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นมากมายทุกวินาทีทำให้เนื้อหาวิชามีมากเกิน กว่าที่จะเรียนรู้จากในห้องเรียนได้หมด ซึ่งการสอนแบบเดิมด้วยการ “พูด บอก เล่า” ไม่สามารถจะพัฒนา ให้ผู้เรียนให้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนในชั้นเรียนไปปฏิบัติได้ดี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ จัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และการเรียนรู้ของผู้เรียน จากผู้สอน คือผู้ถ่ายทอด ปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ชี้แนะวิธีการค้นคว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถแสวงหา ความรู้และประยุกต์ใช้ทักษะต่างๆ สร้างความเข้าใจด้วยตนเอง จนเกิดเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (ไพฑูรย์ สิน ลารัตน์, 2545,สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ และทัศนีย์ บุญเติม,2545,ทิศนา แขมมณี,2548,บัณฑิต ทิพากร,2550) Active Learning เป็นการจัดการเรียนรู้แบบเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียน ประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต หลักการ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นการนำเอาวิธีการสอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายมา ใช้ออกแบบแผนการสอนและกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน Active Learning จึงถือเป็นการจัดการเรียนรู้ประเภทหนึ่งที่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) หมายถึง การออกแบบการเรียนรู้ และการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง สร้างองค์ความรู้ผ่านการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) การได้ ปฏิบัติงาน สร้างสรรค์งาน และนำเสนองานด้วยตัวเอง การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียน 9
การสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ขั้น สูง (Higher- Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า ไม่เพียงแต่เป็นผู้ฟัง ผู้เรียนต้อง อ่าน เขียน ตั้งคำถาม และอภิปรายร่วมกัน ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคำนึงถึงความรู้เดิม และความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ผู้เรียนจะ ถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ 2. ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 1. Active Learning ส่งเสริมการมีอิสระทางด้านความคิด และการกระท าของผู้เรียน การมี วิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะมีโอกาส มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริง และมีการใช้ วิจารณญาณ ในการคิด และตัดสินใจในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กำกับทิศทางการ เรียนรู้ ค้นหาสไตล์การเรียนรู้ของตนเอง สู่การเป็นผู้รู้คิด รู้ตัดสินใจด้วยตนเอง (Metacognition) เพราะฉะนั้น Active Learning จึงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความคิดขั้น สูง (Higher Order Thinking) ในการมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์การคิดแก้ปัญหา การประเมิน ตัดสินใจ และการสร้างสรรค์ 2. Active Leaning สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งความ ร่วมมือในการปฏิบัติงานกลุ่มจะนำไปสู่ความสำเร็จในภาพรวม 3. Active Learning ทำให้ผู้เรียนทุ่มเทในการเรียน จูงใจในการเรียน และทำให้ผู้เรียน แสดงออกถึงความรู้ความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นใน สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย ผู้เรียนเลือกเรียนรู้ กิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เกิดความรับผิดชอบ และทุ่มเทเพื่อมุ่งสู่ ความสำเร็จ 4. Active Learning ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบวกทั้งตัวผู้เรียน และตัวครูเป็นการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เลือกใช้ความถนัด ความสนใจ ความสามารถที่เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) สอดรับกับแนวคิดพหุปัญญา (Multiple Intelligence) เพื่อแสดงออกถึงตัวตนและศักยภาพของตัวเองส่วนครูผู้สอนต้องมีความ ตระหนักแนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตาม นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ที่จะปรับเปลี่ยนบทบาท แสวงหาวิธีการ กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อช่วย เสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ครูเกิดทักษะในการสอน และมีความเชี่ยวชาญ ในบทบาทหน้าที่ ทีรับผิดชอบ เป็นการพัฒนาตน พัฒนางาน และพัฒนาผู้เรียนไปพร้อมกัน 5. กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สามารถรักษาผลการเรียนรู้ให้อยู่คงทน และ นาน กว่ากระบวนการเรียนรู้ Passive Learning เพราะกระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้อง กับการ ทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ โดยสามารถเก็บและจำสิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ผู้สอน สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง จะสามารถเก็บจำในระบบ 10
ความจำระยะยาว (Long Term Memory) ทำให้ผลการเรียนรู้ยังคงอยู่ได้ในปริมาณที่มากกว่าระยะยาว กว่า ซึ่งอธิบายไว้ ดังรูปภาพที่ 2 รูปภาพที่ 1 แสดงกรวยแห่งการเรียนรู้ ที่มา : https://www.sobkroo.com/articledetail.asp?id=959 จากรูปจะเห็นได้ว่า กรวยแห่งการเรียนรู้นี้ได้แบ่งเป็น 2 กระบวนการ คือ 1. กระบวนการเรียนรู้ Passive Learning - กระบวนการเรียนรู้โดยการอ่านท่องจำผู้เรียนจะจำได้ในสิ่งที่เรียนได้เพียง 10% - การเรียนรู้โดยการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียวโดยที่ผู้เรียนไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ด้วยกิจกรรมอื่นในขณะที่อาจารย์สอนเมื่อเวลาผ่านไปผู้เรียนจะจำได้เพียง 20% - หากในการเรียนการสอนผู้เรียนมีโอกาสได้เห็นภาพประกอบด้วยก็จะทำให้ผลการเรียนรู้คงอยู่ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% - กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพิ่มขึ้น เช่น การให้ดูภาพยนตร์การ สาธิต จัดนิทรรศการให้ผู้เรียนได้ดู รวมทั้งการนำผู้เรียนไปทัศนศึกษา หรือดูงาน ก็ทำให้ผลการเรียนรู้ เพิ่มขึ้นเป็น50% 2. กระบวนการเรียนรู้ Active Learning - การให้ผู้เรียนมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์จนเกิดความรู้ ความเข้าใจนำไปประยุกต์ใช้สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าหรือ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และพัฒนา ตนเองเต็มความสามารถ - รวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เขาได้มีโอกาสร่วมอภิปรายให้มีโอกาสฝึกทักษะการ สื่อสารทำให้ผลการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 70% - การนำเสนองานทางวิชาการ เรียนรู้ในสถานการณ์จำลอง ทั้งมีการฝึกปฏิบัติ ในสภาพจริง มีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผลการเรียนรู้เกิดขึ้นถึง 90% 11
3. ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.1 ความรู้เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ และการสรุปทบทวนของผู้เรียน 3.2 เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา การนํา ความรู้ ไปประยุกต์ใช้ 3.3 เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ 3.4 เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิด 3.5 เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง 3.6 เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ และ หลักการสู่การสร้างความคิดรวบยอด 3.7 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ มีการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมกัน และร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน 3.8 ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3.9 ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทํางาน และการแบ่งหน้าที่ความ รับผิดชอบ 3.10 ผู้สอนเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง 4. ลักษณะการเรียนรู้เชิงรุก 4.1 เป็นการพัฒนาศักยภาพการคิด การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 4.2 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ในรูปแบบของความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน 4.3 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 4.4 เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศสู่ทักษะการคิดวิเคราะห์ และ ประเมินค่า 4.5 ผู้เรียนได้เรียนรู้ความมีวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 4.6 ความรู้เกิดจากประสบการณ์และการสรุปของผู้เรียน 4.7 ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง 5. ลักษณะของการจัดกระบวนการเรียนรู้ 5.1 จัดการเรียนรู้ที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหาและการนำ ความรู้ไปประยุกต์ใช้ 5.2 จัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 5.3 จัดให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง 5.4 จัดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ ร่วมกัน สร้างร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน 12
5.5 จัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน และการแบ่ง หน้าที่ความรับผิดชอบในภารกิจต่าง ๆ 5.6 จัดกระบวนการเรียนที่สร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะ เป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 5.7 จัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง 5.8 จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร หรือสารสนเทศ และหลักการ ความคิด รวบยอด 5.9 ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วย ตนเอง 5.10 จัดกระบวนการสร้างความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้และการสรุป ทบทวนของผู้เรียน 6. บทบาทของครูผู้สอน 6.1 ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นหลักในการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมต้องสะท้อนความต้องการใน การพัฒนาผู้เรียนและเน้นการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียน 6.2 วางแผนเกี่ยวกับเวลาในจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของเนื้อหา และกิจกรรม 6.3 สร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม การอภิปราย และการเจรจาโต้ตอบ ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน 6.4 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดความเลื่อนไหล มีชีวิตชีวา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน ทุกกิจกรรมรวมทั้งกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ 6.5 จัดสภาพการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน 6.6 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ท้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ หลากหลาย 6.7 ครูผู้สอนต้องใจกว้าง ยอมรับความสามารถในการแสดงออกและความคิดเห็นเของผู้เรียน 7. รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน (Active Learning) ครอบคลุมวิธีการ จัดการเรียนรู้หลากหลายวิธี เช่น 1. การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) 2. การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) 3. การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) 4. การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) 5. การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) 6. การเรียนรู้การบริการ (Service Learning) 13
7. การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 E’s of Inquiry-Based Learning) 8. การเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) ฯลฯ โดยสรุป การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียนโดยการนำเอาวิธีการสอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรม กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน ชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้สอน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น พัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไข ปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต และถือเป็นการจัดการเรียนรู้ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี คุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ที่มา :http://www.aksorn.com/active-learning/ 2.3 การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 E’s of Inquiry-Based Learning) 1.ความหมาย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2544, หน้า 56) ได้ให้ ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง การจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการให้นักเรียนเป็น ผู้ค้นคว้าหาความรู้หรือสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูเป็นผู้อำนวยความ สะดวกเพื่อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เสาวลักษณ์กันนิยม (2554, หน้า 17) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้สบบสืบเสาะหา ความรู้ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้การสอนที่เน้นผู้เรียนให้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง มีประสบการณ์ในการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สละกระบวนการทางความคิดค้นพบ ความรู้หรือแนวทางการ แก้ปัญหาได้เอง และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ส่วนครูเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์สละเทคโนโลยี (2555, หน้า 20) กล่าวว่าวิทยาศาสตร์เป็นการ สืบเสาะหาความรู้ โดยมนุษย์ได้พัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ด้วยการตั้ง จากความหมายดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้สบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การ จัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้ค้นคว้าาหาความรู้หรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยการสืบเสาะหาความรู้ด้วยการ ตั้งคำถามที่สงสัยอยากรู้ให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ ได้ฝึกปฏิบัติแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้เตรียมสภาพสแดล้อมในการเรียนรู้ สนับสนุน ชี้แนะ ช่วยเหลือ ตลอดจนแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างการเรียนการสอน ตั้งคำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด ความคิดและลงมือแสวงหาความรู้หาวิธีการ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง 2.ลักษณะของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กุณฑรี เพ็ชรทวีพรเดช สละคณะ (2550) ได้กล่าวถึงลักษณะของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ได้ ดังนี้ 1. ผู้สอนเป็นผู้จัดสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง 14
2. ผู้สอนตั้งคำถามให้ผู้เรียนเป็นผู้ตอบเป็นส่วนใหญ่ในตอนเริ่มต้น และผู้สอนจะลดบทบาทลงให้ ผู้เรียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นจนสามารถกำหนดปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาได้ 3. ผู้สอนจะต้องยอมรับฟังคำถาม ความคิดเห็นของผู้เรียน 4. ถ้าปัญหาใดยากเกินไป ผู้เรียนไม่สามารถสก้ปัญหาได้ผู้สอนอาจร่วมอภิปรายให้ข้อมูล สารสนเทศสก่ผู้เรียน และร่วมกันหาทางแก้ปัญหาต่อไป 3. รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท., 2546) ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่งเกิดขึ้นจาก ความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่ น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้ มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่ศึกษา ในกรณีที่ไม่มีประเด็นใดที่น่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอด้วยประเด็นขึ้นมาก่อน เมื่อมีคำถามที่ น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจก แจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากขึ้น อาจรวมทั้งการรับรู้ประสบการณ์เดิม หรือ ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 2.ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษา อย่างถ่องแท้แล้วก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางสำหรับการตรวจสอบตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่ เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำ ได้หลายวิธี เช่นทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่าง เพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3.ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นนี้อาจ เป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น ที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือความคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่นๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งจะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 15
5.ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียน มีความรู้อะไรบ้างอย่างไร และมากน้อยเพียงใดจากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้ง หรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็น กระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็น พื้นฐานในการเรียนต่อไป จากขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ที่ได้กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้เริ่มต้นด้วยการที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์หรือปัญหาให้กับนักเรียน อาจจะเป็นการพูด หรือการใช้คำถาม เพื่อสร้างความสนใจให้กับนักเรียน ให้นักเรียนร่วมกันคิดหรือคาดคะเนแนวทางในการ แก้ปัญหานั้น จากนั้นให้นักเรียนทำการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบโดยการทดลองหรือวิธีการอื่น ๆ เมื่อได้ข้อมูล แล้วสรุปหรือสร้างแนวคิดรวบยอดขึ้นใหม่ซึ่งเป็นความรู้ที่พบขั้นสุดท้าย และกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ จากการเรียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน จากการที่ได้ศึกษารายละเอียดของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้พบว่า วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกให้ ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ โดยใช้กระบวนการทางความคิดหาเหตุผล ทำให้ค้นพบความรู้หรือแนวทาง แก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง ซึ่งในศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ใช้ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ คือ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) หมายถึง ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เพื่อกระตุ้นให้เกิด ความสนใจของผู้เรียนด้วยสื่อภาพ บทเพลง คำถาม สื่อจำลอง สื่อนำเสนอที่น่าสนใจ โดยใช้เทคนิควิธีการ ตั้งคำถามทบทวน ความรู้หรือประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเพื่อเชื่อมโยงผู้เรียนเข้าสู่ความรู้ของบทเรียนใหม่ เป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้แก่ผู้เรียน 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) หมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนท ความเข้าใจในประเด็นหรือ คำถามที่สนใจศึกษา แล้วมีการวางแผนกำหนดแนวแทางในการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมติฐาน กำหนด ทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อรวบรวมข้อมูลความรู้ที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจประเด็น หรือ ปัญหานั้น ๆ โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การทดลอง การสืบค้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นคว้าข้อมูล จากเอกสาร แหล่งข้อมูลต่าง ๆ จนได้ข้อมูลความรู้ที่เกี่วข้องกับประเด็นหรือ ปัญหาที่ศึกษาอย่างเพียงพอที่จะ นำไปใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) หมายถึง เป็นขั้นที่ผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์กับ ผู้เรียน เช่น ให้การสนทนาตั้งคำถามกระตุ้นให้คิด เพื่อให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบ และนำข้อมูลความรู้จากการศึกษา ค้นคว้าในขั้นที่ 2 มาวิเคราะห์ สรุปผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาในรูปแบบสารสนเทศต่าง ๆ เช่น เขียนแผนผังความคิด สรุปความรู้ สร้างแบบจำลอง เป็นต้น ในขั้นนี้ฝึกให้ผู้เรียนใช้สมองคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ 16
4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) หมายถึง ขั้นที่ผู้สอนเลือกใช้เทคนิควิธีสอนต่าง ๆ ที่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ที่เกิดขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำ แบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้และ การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ระดมสมองเพื่อคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่สร้างขึ้นใหม่ไป เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมโดยนำข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือนำไปปฏิบัติในสถานการณ์ ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของตนเอง เพื่อขยายความรู้ความเข้าใจให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในขั้นตอนนี้ ฝึกสมองของผู้เรียนให้สามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างมีคุณภาพ เสริมสร้างวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลออกไป 5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) หมายถึง ขั้นประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย กระบวนการ ต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร มากน้อยเพียงใด และจะนำความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในการ เรียนรู้เรื่องอื่น ๆ หรือในชีวิตประจจำวันได้อย่างไร กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ทั้งเนื้อหา หลักการ และทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการ เรียนรู้ต่อไป ผู้เรียนจะเกิดเจตคติและเห็นคุณค่าของตนเองจากผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มี ความสุขอย่างแท้จริง 2.4 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ปจจุบันเปนยุคที่โลกมีความเจริญกาวหนาอยางรวดเร็วอันสืบเนื่องมาจากการใชเทคโนโลยีเพื่อ เชื่อมโยงขอมูลตาง ๆ ของทุกภูมิภาคของโลกเขาดวยกัน กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นใน ศตวรรษที่ 21 สงผลตอวิถีการดํารงชีพของสังคมอยางทั่วถึง ครูจึงตองมีความตื่นตัวและเตรียมพรอมในการ จัดการเรียนรูเพื่อเตรียมความพรอมใหนักเรียนมีทักษะสําหรับการออกไป การดํารงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 โดยทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ที่สําคัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู (Learning Skill) สงผลใหมีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรูเพื่อใหเด็กในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความรู ความสามารถ และทักษะจําเปนซึ่งเปนผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพรอมดานตางๆ ที่เปนปจจัยสนับสนุน ที่จะทําใหเกิดการเรียนรูทักษะแหงศตวรรษ ที่ 21 (21st Century skills) วิจารณ พานิช (2555 : 16-21) ไดกลาวถึงทักษะเพื่อการดํารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้ สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบดวย 1. ภาษาแม และภาษาสําคัญของโลก 2. ศิลปะ 3. คณิตศาสตร 4. การปกครองและหนาที่พลเมือง 5. เศรษฐศาสตร 6. วิทยาศาสตร 7. ภูมิศาสตร 17
8. ประวัติศาสตร โดยวิชาแกนหลักนี้จะนํามาสูการกําหนดเปนกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร สําคัญตอการจัดการเรียนรูในเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวขอสําหรับศตวรรษที่ 21 โดย การสงเสริมความเขาใจในเนื้อหาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแหงศตวรรษที่ 21 เขาไปในทุก วิชาแกนหลัก ดังนี้ 1. ทักษะแหงศตวรรษที่ 21 1.1 ความรูเกี่ยวกับโลก (Global Awareness) 1.2 ความรูเกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร ธุรกิจ และการเปนผูประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy) 1.3 ความรูดานการเปนพลเมืองที่ดี (Civic Literacy) 1.4 ความรูดานสุขภาพ (Health Literacy) 1.5 ความรูดานสิ่งแวดลอม (Environmental Literacy) 2. ทักษะดานการเรียนรูและนวัตกรรม จะเปนตัวกําหนดความพรอมของนักเรียนเขาสูโลก การ ทํางานที่มีความซับซอนมากขึ้นในปจจุบัน ไดแก 2.1 ความริเริ่มสรางสรรคและนวัตกรรม 2.2 การคิดอยางมีวิจารณญาณและการแกปญหา 2.3 การสื่อสารและการรวมมือ 3. ทักษะดานสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีเนื่องดวยในปจจุบันมีการเผยแพรขอมูลขาวสาร ผานทางสื่อและเทคโนโลยีมากมาย ผูเรียนจึงตองมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิด อยางมี วิจารณญาณและปฏิบัติงานไดหลากหลาย โดยอาศัยความรูในหลายดาน ดังนี้ 3.1 ความรูดานสารสนเทศ 3.2 ความรูเกี่ยวกับสื่อ 3.3 ความรูดานเทคโนโลยี 4. ทักษะดานชีวิตและอาชีพในการดํารงชีวิตและทํางานในยุคปจจุบันใหประสบความสําเร็จ นักเรียนจะตองพัฒนาทักษะชีวิตที่สําคัญ ดังตอไปนี้ 4.1 ความยืดหยุนและการปรับตัว 4.2 การริเริ่มสรางสรรคและเปนตัวของตัวเอง 4.3 ทักษะสังคมและสังคมขามวัฒนธรรม 4.4 การเปนผูสรางหรือผูผลิต (Productivity) และความรับผิดชอบเชื่อถือได (Accountability) 4.5 ภาวะผูนําและความรับผิดชอบ (Responsibility) 5. ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะตองเรียนรูคือ การเรียนรู3R 8C 3R คือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อผู้เรียนทุกคน มีดังนี้ 1. Reading คือ สามารถอ่านออก 18
2. (W)Riteing คือ สามารถเขียนได้ 3. (A)Rithmatic คือ มีทักษะในการคำนวณ 8C เป็นทักษะต่างๆที่จำเป็นเช่นกัน ซึ่งทุกทักษะสามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนรู้ได้ทุก วิชา มีดังนี้ 1. Critical thinking and problem solving คือ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่าง มีวิจารณญาณและสามารถแก้ไขปัญหาได้ 2. Creativity and innovation คือ การคิดอย่างสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม 3. Cross-cultural understanding คือ ความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมและ กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม 4. Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ 5. Communication information and media literacy คือ มีทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ 6. Computing and IT literacy คือ มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และรู้เท่าทันเทคโนโลยี 7. Career and learning skills คือ มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้ 8. Compassion คือ มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย ทักษะทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในยุคการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เป็น อย่างมาก ซึ่งมีความแตกต่างจากการเรียนรู้ในสมัยก่อน ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 มี คุณภาพและประสิทธิภาพ (ศศิธร บัวทอง,2562) 2.5 กรอบแนวคิดการพัฒนา แผนภาพที่ 2 แสดงขั้นตอนการดำเนินงานวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ การสอนแบบ 5Es สื่อ My Logbook 19
บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook ชีวิตพืชน่ารู้ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เชิงรุก ( Active Science Learning) ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่อง ชีวิตพืช น่ารู้ 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ได้ดำเนินการศึกษาตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ขอบเขตประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จังหวัดเพชรบุรี จำนวนห้องเรียน 9 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียน ทั้งหมด 356 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ที่กำลังศึกษาในภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 40 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบ กลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากประชากรทั้งหมด 9 ห้องเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา 2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 2.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Learning Science) ด้วยเทคนิคการ สอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook จำนวน 7 แผน 26 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาและ ตรวจสอบ จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ 1) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี2) หัวหน้า กลุ่มงานบริหารวิชาการระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการโรงเรียน 4)รอง ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยใช้เกณฑ์ประเมินผล ดังนี้ ตอนที่ 1 แบบประเมินความถูกต้อง เหมาะสมของ แผนการจัดการเรียนรู้ ตอนที่ 2 แบบประเมินความสอดคล้องของแผนการ จัดการเรียนรู้ คะแนนระหว่าง 1 – 14 ระดับคุณภาพต้องปรับปรุง คะแนนระหว่าง 15 – 23 ระดับคุณภาพดี ค่าความสอดคล้องต้องมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป คะแนนระหว่าง 24 – 30 ระดับคุณภาพดีมาก ผลการประเมินความสอดคล้องมีความถูกต้องและสอดคล้องสามารถนำไปใช้ได้ 21
2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.2.1 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องชีวิตพืช น่ารู้ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 10 คะแนน โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโดยการหาค่า IOC จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 2) หัวหน้างานด้านหลักสูตรและการสอน 3) ด้านการสอนวิทยาศาสตร์ พิจารณาตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความเที่ยงตรง เชิงโครงสร้าง (Construct Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC และคัดเลือกข้อสอบที่ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป (นิภา เพชรสม และคณะ, 2550: 50) โดยใช้เกณฑ์ประเมินผล ดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อสอบมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อสอบมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ -1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อสอบไม่มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ผลการประเมินความ สอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับ ตัวชี้วัดและจุดประสงค์การเรียนรู้ พบว่ามีผลการ ประเมินสอดคล้องกันนำไปใช้ได้ 2.2.2 สื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีเนื้อหาสาระการเรียนเพื่อเป็นแนวทางในสรุปองค์ความรู้ ดังนี้ 1. ทบทวนความรู้โครงสร้างและหน้าที่ของพืช 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช 3. การสร้างแบบจำลองพืชดอกในท้องถิ่น 4. ภาพวาดแบบจำลองของดอกและสรุปความรู้ส่วนประกอบของดอก 5. การสืบพันธ์แบบอาศัยเพศ 6. ขั้นตอนการถ่ายละอองเรณู 7. วัฎจักรชีวิตของพืช 8. การงอกของเมล็ด 9 .ระยะเวลาวัฎจักรชีวิตของพืช 10. วิธีการดูแลต้นไม้ 11.การประเมินความรู้ความเข้าใจและความพึงใจในการจัดการเรียนรู้เรื่องชีวิตน่ารู้ 2.2.3 แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์/ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต่อการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับ สื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ โดยการคำนวณค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใน การแปลระดับคุณภาพ ดังนี้ 0.50 – 1.49 ระดับคุณภาพ น้อยที่สุด 1.50 – 2.49 ระดับคุณภาพ น้อย 21
2.50 – 3.49 ระดับคุณภาพ ปานกลาง 3.50 – 4.49 ระดับคุณภาพ มาก 4.50 – 5.00 ระดับคุณภาพ มากที่สุด 2.2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ โดยการคำนวณ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ในการแปลระดับคุณภาพ ดังนี้ 0.00 – 19.00 ระดับคุณภาพ ความพึงพอใจน้อยที่สุด 20.00 – 49.00 ระดับคุณภาพ ความพึงพอใจน้อย 50.00 – 69.00 ระดับคุณภาพ ความพึงพอใจปานกลาง 70.00 – 89.00 ระดับคุณภาพ ความพึงพอใจมาก 89.00 – 100.00ระดับคุณภาพ ความพึงพอใจมากที่สุด เมื่อปรับปรุงแบบประเมินทักษะกระบวนการและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประเมิน ความพึงใจตามข้อเสนอแนะที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงนำแบบประเมินไปใช้จริง กับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 40 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 2.3.1 นำแบบประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุด ก่อนเรียนไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนการทดลองสอน แล้วเก็บรวบรวมผลการทดสอบก่อน เรียนไว้เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป 2.3.2 ดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Learning Science) การสอนแบบสืบเสาะ 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 2.3.3 ตรวจงานที่นักเรียนบันทึกลงในสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ในระหว่างเรียน 2.3.4 เมื่อทำการสอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ / ทักษะในศตวรรษที่ 21 และ แบบความพึงพอใจ /เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ การจัดกิจกรรม 2.3.5 นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนทักษะในศตวรรษที่ 21 และแบบความพึง พอใจ /เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ต่อการจัดกิจกรรมมาวิเคราะห์โดยใช้ t-test 2.3.6 จัดทำสรุปผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 22
2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล 2.4.1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดย ใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test Dependent Samples) 2.4.2 เปรียบเทียบผลการประเมินทักษะกระบวนการ /ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Learning Science) การสอนแบบสืบเสาะ 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.4.3 การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดย ประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอน 5Es และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 วิเคราะห์จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (OICX 2.4.4 ศึกษาความพึงพอใจและเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย จำนวนนักเรียน 40 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยมีเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ย 3.ระยะเวลาในการศึกษา การจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) เรื่องชีวิต พืชน่ารู้ จำนวน 26 ชั่วโมง ดังนี้ ตารางที่2 แสดงการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ จำนวน 26 ชั่วโมง แผนจัดการเรียนรู้ เรื่อง จำนวนชั่วโมง วันที่ทำการสอน 1 ปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืช 2 7,10 พ.ย.2565 2 แสงกับการดำรงชีวิตของพืช 4 14,17,21,24 พ.ย.65 3 น้ำกับการดำรงชีวิตของพืช 4 28 พ.ย. ,1,8,15 ธ.ค.65 4 ส่วนประกอบของดอก 2 19,22 ธ.ค.65 5 เรียนรู้ชีวิตพืช 4 26,29 ธ.ค.65 ,5,9 ม.ค.66 6 การสืบพันธุ์ของพืชดอก 4 12,16,19,23 ม.ค.66 7 ศึกษาวัฏจักรชีวิตของพืชดอก 6 26,30 ม.ค. ,2,6,9,13 ก.พ.66 รวมชั่วโมงในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 26 23
3. กิจกรรมการดำเนินงาน 3.1 ขั้นตอนกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ปัจจัยที่ส่งผลเพื่อนำมาพัฒนา โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ยเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนให้เป็น โรงเรียนชั้นนำมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มี คุณภาพ อันหมายถึง เป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนที่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข บน พื้นฐานของความเป็นไทย ภายใต้บริบท สังคมโลกใหม่ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพและความสามารถในระดับสูง ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร เพื่อการพึ่งตนเองและเพื่อสมรรถนะในการแข่งขัน มีการ บริหารงานโดยใช้รูปแบบ WEERA Model ดังแผนภาพที่ 2 ดังนี้ แผนภาพที่ 2 แสดงกระบวนการบริหารโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ยรูปแบบ WEERA Model จากการบริหารงานโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ยรูปแบบ WEERA Model มีการดำเนินงานตามกลยุทธ์ โรงเรียนโดยเริ่มจากจัดประชุมผู้บริหาร คณะครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการร่วมกัน PLC ระดับโรงเรียน วิเคราะห์การปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา จากการรายงานสรุปผลการดำเนินโครงการต่างๆ การวิเคราะห์ผลการสอบระดับชาติ ONET NT และ RT โดยใช้หลักการ SWOT เข้ามาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและ อุปสรรค พิจารณาปัจจัยภายในและภายนอก สภาพแวดล้อม พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับดีลดลงจากปีการศึกษา 2563 อีกทั้งด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคไวรัสโคโรน่า 2019 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ยต้องมีการปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ On-Line จึงทำให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ลดลง จากข้อสรุปจากการ PLC ระดับโรงเรียน ทางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มี การนำข้อสรุปมา PLC กับครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 ทั้งหมด เพื่อหาแนวทางการ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังนี้ 24
แผนภาพที่ 3 แสดงขั้นตอนการดำเนินงานวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 3.2 ขั้นตอนการออกแบบนวัตกรรม การพัฒนานวัตกรรมโดยสังเคราะห์จากเป้าหมายตามหลักการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญร่วมกับการนำมาสังเคราะห์กับข้อสรุปแนว ทางการพัฒนาจากการ PLC ตั้งแต่ระดับโรงเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ และระดับสายชั้น เพื่อดำเนินการ ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning ) ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ โดยกระบวนการพัฒนานวัตกรรมใช้วิธี System Approach ประกอบด้วย Input Process Output Feedback และทุกขั้นตอนจะควบคุม โดยวงจรคุณภาพ PDCA ดังแสดงในแผนภาพ ที่ 3 ดังนี้ แผนภาพที่ 4 แสดงใช้วิธี System Approach ในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน การควบคุม การประเมินประสิทธิภาพ การประเมินประสิทธิผล ปัจจัยนำเข้า(Input) กระบวนการ(Process) ผลผลิต(Output) การวิเคราะห์ความต้องการ ความจำเป็น • ผู้เรียน • สิ่งแวดล้อม • ชิ้นงานเพื่อการเรียนรู้ • จุดประสงค์การเรียนรู้ • อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความ สะดวก ผลการเรียนรู้ • ความรู้ความเข้าใจ • ความสามารถในการปฏิบัติ • ทักษะ/สมรรถะในศตวรรษที่ 21 • คุณลักษณะของผู้เรียน • ความพึงพอใจของผู้เรียน • กลยุทธ์การเรียนการสอน (Active Learning Science) • การสอน 5Es • วิธีการ/พฤติกรรมการเรียน การเรียนรู้ ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) การสอนแบบ 5Es สื่อ My Logbook 25
จากกระบวนการพัฒนานวัตกรรมใช้วิธี System Approach ประกอบด้วย Input Process Output Feedback และทุกขั้นตอนจะควบคุมโดยวงจรคุณภาพ PDCA ดังแสดงแผนภาพนั้น มี ดำเนินการ ดังนี้ ขั้นตอนการวางแผน (Plan) 1. ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดรายวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรสถานศึกษาฉบับ ปรับปรุง พ.ศ.2564 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2.สืบค้นและศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และรูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) และสื่อ Logbook เพื่อหาแนวทางนำมาจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียน 3.3 ขั้นการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 1.กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดแล้วนำจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหามาออกแบบและ สร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยการจัดการเรียนรู้ โดยออกแบบสื่อ My Logbook เรื่อง ชีวิตพืชน่ารู้ กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิต พิสัยและด้านทักษะพิสัย 2.ระบุเทคนิควิธีการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ระบุใช้สื่อ/นวัตกรรมที่ใช้จัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและผู้เรียน 3. กำหนดวิธีการวัดและประเมินผลพร้อมเครื่องมือการวัดและประเมินผลไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งออกแบบและสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ให้ครอบคลุมตามตัวชี้วัดและมาตรฐานการ เรียนรู้ คือ การประเมินการปฏิบัติ(Authentic Assessment) และการประเมินสภาพจริง (Performance Assessment) โดยผ่านการปฏิบัติของผู้เรียน โดยการวัดและประเมินผลด้วยวิธีการดังกล่าวต้องวัดและ ประเมินได้ครอบคลุม ครบถ้วนพฤติกรรมของผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน ดังนี้ ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) การประเมินความรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นการ ให้ผู้เรียนได้รับความรู้ความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ทั้งเนื้อหาด้านทฤษฎีและปฏิบัติซึ่งความรู้ใน เนื้อหาสาระนี้สามารถประเมินโดยการใช้แบบทดสอบ ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียนทั้งหมด ตลอดจน การทำงานร่วมกันและคุณลักษณะต่างๆ ซึ่งสามารถประเมินด้วยวิธีการสังเกตได้อย่างชัดเจน ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) การประเมินทักษะในรายวิชาวิทยาศาสตร์ตาม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะที่สำคัญของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 26
4. จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ของกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และประชุมวิชาการของระดับ โดยพิจารณาจากความ เหมาะสมของเนื้อหาบริบทของวิชา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูล เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขคุณภาพ ของแผนการจัดการเรียนรู้ให้เกิดความสมบูรณ์ และนำไปใช้จริง 3.3 ขั้นการทดสอบ ขั้นการปฏิบัติ (Do) นำแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es โดยใช้สื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ไปใช้จัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ดังแผนภาพนี้ แผนภาพที่ 5 แสดงการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) ขั้นการตรวจสอบ (Check) ตลอดเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะมีการนิเทศติดตาม (แบบบันทึกการนิเทศ , คลิปวิโอการ สอน,รายงานการ PLC) มีการบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้ สรุปผลการวัดและประเมินผล เพื่อจัดทำข้อมูลสารสนเทศบันทึกการเรียนรู้ และแจ้งให้ผู้เรียนทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป กรณีผู้เรียนไม่ผ่านจะมีการดำเนินการพัฒนาหรือซ่อมเสริมในส่วนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การ ประเมินให้ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกคน ขั้นการปรับปรุงแก้ไข (Act) 1.ประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยนักเรียน ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ชีวิตพืชน่ารู้ ประเมินทักษะกระบวนการ/ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประเมิน การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Learning Science) 27
ความพึงพอใจของนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อนำมาวิเคราะห์ พัฒนาและปรับปรุงแก้ไขการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้หรือสื่อการเรียนการสอนให้สมบูรณ์และมีคุณภาพสูงขึ้น 2.นำผลการวิเคราะห์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้ เข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนครู เพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล แก้ไขปัญหา และหาแนวทางปรับปรุงเพื่อพัฒนาต่อไป 3.4 ขั้นตอนการขยายผล / เผยแพร่ / PLC 3.4.1 รายงานผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ต่อผู้บริหารโรงเรียน 3.4.2 ขยายผลนำเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es โดยใช้สื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ในการ ประชุมกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย รูปภาพที่ 2 แสดงการประชุม PLC ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3.4.3 ขยายผลเพื่อแนวทางในการการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es โดยใช้สื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ในการ ประชุมเชิงปฏิบัติการการอบรมการพัฒนาครูและบุคลากรเชิงปฏิบัติการ “เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์สู่ ความเป็นเลิศ ครั้งที่ 2/2565 ระดับโรงเรียน ในวันที่ 22 มีนาคม 2566 3.4.4 ขยายผลเพื่อแนวทางในการการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es โดยใช้สื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ในการ ประชุมเชิงกิจกรรมระดับประถมศึกษาปีที่ 2 โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ระดับ ประถมศึกษา ระหว่างวันที่ 25 – 27 เมษายน 2566 และกิจกรรระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง วันที่ 28 - 30เมษายน 2566 28
บทที่ 4 ผลการพัฒนา จุดประสงค์ในการพัฒนา 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) ด้วย เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ 2. เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 3. เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ผลการพัฒนา จุดประสงค์ข้อที่ 1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก รุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ แสดงดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ นักเรียนชั้น ป.2/1 N คะแนนเต็ม x̅ S.D. Df T P(sig) ก่อนเรียน หลังเรียน 40 40 10 5.68 8.35 1.27 1.03 39 13.33* .000* *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ พบว่า คะแนนก่อน เรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.27 คะแนนหลังเรียนของ นักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.35 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.03 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ตารางที่ 3 แสดงผลการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ รายการประเมินทักษะกระบวนการ / ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จำนวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย S.D. ระดับ คุณภาพ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 40 18 15.43 1.11 ดีมาก สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 40 9 7.53 0.55 ดีมาก องค์ความรู้ใน My Logbook ของผู้เรียน 40 12 10.78 0.95 ดีมาก ทักษะการเรียนรู้ 3Rs 8Cs 40 33 30.05 1.75 ดีมาก รวม 72 63.79 4.36 ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 100 88.60 ดีมาก ค่าเฉลี่ย 18 15.95 1.09 ดีมาก จากตารางที่ 3 แสดงผลการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 หลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ พบว่า ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.09 คิดเป็นร้อยละ 88.60 มีระดับคุณภาพดีมาก จุดประสงค์ข้อที่ 2 พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ดังแสดงในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 แสดงผลการประเมินกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2/1 ที่ รายการประเมิน ผู้ประเมิน คนที่ 1 ผู้ประเมิน คนที่ 2 ผู้ประเมิน คนที่ 3 ค่าเฉลี่ย IOC สรุปผล -1 0 1 -1 0 1 -1 0 1 1 การเขียนสาระสำคัญมีความสัมพันธ์ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 2 จุดประสงค์การเรียนรู้มีความ สอดคล้องสัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้ 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 30
ที่ รายการประเมิน ผู้ประเมิน คนที่ 1 ผู้ประเมิน คนที่ 2 ผู้ประเมิน คนที่ 3 ค่าเฉลี่ย IOC สรุปผล -1 0 1 -1 0 1 -1 0 1 3 หลักฐานการเรียนรู้มีความสัมพันธ์ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้/ กิจกรรมการเรียนรู้ 1 1 0 0.67 0.67 ใช้ได้ 4 วิธีการวัดผลประเมินผลมีความสัมพันธ์ กับจุดประสงค์การเรียนรู้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และสมรรถนะที่สำคัญ ของผู้เรียน 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 5 เครื่องมือวัดผลประเมินผล มี ความสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความสัมพันธ์ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1 1 1 1 1 ใช้ได้ 7 สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ มี ความสัมพันธ์สอดคล้องกับกิจกรรม การเรียนรู้ 1 1 1 1 1 ใช้ได้ คะแนนเฉลี่ยรวม 6.67 0.95 ใช้ได้ ผลการประเมิน ใช้ได้ จากตารางที่ 4 แสดงผลการประเมินกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 โดยประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 พบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนใน ศตวรรษที่ 21 โดยประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ที่สร้างขึ้นนั้นมี ค่าดัชนีความสอดคล้อง ( OIC) ที่ยอมรับทุกองค์ประกอบ 31
จุดประสงค์ข้อที่ 3 พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตารางที่ 5 แสดงผลการประเมินผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 รายการประเมิน จำนวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย S.D. ระดับคุณภาพ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 40 18 15.43 1.11 ดีมาก เจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ (นักเรียนประเมินตนเอง) 40 9 7.53 0.55 พึงพอใจมาก ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน ของครู 40 5 4.49 0.53 พึงพอใจมาก รวม 32 27.45 2.09 คิดเป็นร้อยละ 100 85.78 พึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 10.67 9.15 0.69 พึงพอใจมาก จากตารางที่ 5 แสดงผลการประเมินผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 พบว่า ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.15 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.69 คิดเป็นร้อยละ 85.78 มีระดับคุณภาพพึงพอใจมาก 32
บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการพัฒนา การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก ( Active Science Learning) เพื่อ ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดดอน ไก่เตี้ย สามารถสรุปและอภิปรายผลการพัฒนา ได้ดังนี้ สรุปและอภิปรายผลการพัฒนา 1.ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้ เทคนิคการสอน 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 พบว่า คะแนนก่อนเรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.68 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.27 คะแนนหลังเรียนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.35 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.03 มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผู้เรียนมีทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.95 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.09 คิดเป็นร้อยละ 88.60 มีระดับคุณภาพดีมาก ทั้งนี้เนื่องมาจาก ผู้พัฒนาได้สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ในการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดคำถาม คิดและลงมือเสาะแสวงหา ความรู้ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง และการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เชิงรุกแบบ หลากหลาย สามารถเรียนรู้วิธีการจัดระบบความคิด ลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับสืบเสาะหาความรู้ และสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเองลงในสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ของตนเองได้อย่างถูกต้อง อีกทั้ง ยังเกิดความสุขสนุกสนานในการจัดการเรียนรู้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สอดคล้องกับ พิชญา ภา พัฒน์รดากุล (2563) ที่ศึกษาการจัดการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มุ่งพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 เรื่องสารบริสุทธิ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารบริสุทธิ์ หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว มีเนื้อหาที่ใกล้ตัว และมีกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งผู้เรียนสามารถสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง และได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม ตามลำดับ ขั้นตอนอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนได้รับประโยชน์และประสบการณ์ตรง ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎีพหุปัญญาของ Gardner (1983 อ้างถึงใน ทิศนา สขมมณี, หน้า 2555, หน้า 85-90) ได้กล่าวว่า ผู้ เรียนสต่ละคนมีระดับเชาว์ปัญญาแตกต่างกัน ครูผู้สอนจัดการเรียนการสอนที่มีความหลากหลาย ให้เหมะ สมกับผู้เรียน ดังนั้นแสดงชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และมีสื่อการสอนที่ หลากหลาย รวมทั้งมีการทดลองที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ
เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้ที่คงทนอีกด้วย จึงส่งผลให้คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เสน่ห์ กองศาสนา (2550) ซึ่งได้ วิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสารและสมบัติของสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการเรียนการสอนด้วยชุดการสอนกับ แบบปกติ พบว่า ชุดการสอน มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้รับการเรียน การสอนด้วยชุดการสอนสูงกว่าผู้เรียนที่ได้รับ การสอนสบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ผลการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2/1 พบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยประเมินจากแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ที่สร้างขึ้นนั้นมีค่าดัชนี ความสอดคล้อง ( OIC) ที่ยอมรับทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้เป็นเพราะแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก (Active Science Learning) โดยใช้การสอนแบบ 5Es ร่วมกับสื่อ My Logbook เรื่องชีวิตพืชน่ารู้ ได้ผ่าน การประเมินคุณภาพและความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญทําให้แผนการจัดการเรียนรู้มีการจัดกิจกรรมอย่างเป็น ระบบ โดยแผนการจัดการเรียนรู้มีการศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด รวมทั้ง ศึกษาเอกสารและตําราที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ วิธีการจัดการเรียนรู้จนเข้าใจ เน้น กระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงหรือสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเองได้ผ่านการลงมือปฏิบัติ กิจกรรมและยึดผู้เรียนเป็นสำคัญในทุกกิจกรรม โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำคอยกระตุ้นผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ที่พัฒนาขึ้นจากการใช้หลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว มีกิจกรรมที่หลากหลายที่ ผู้เรียนสามารถสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง และได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมตามลำดับขั้นตอนอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนได้รับประโยชน์และประสบการณ์ตรงในการฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประสบผลสําเร็จ สอดคล้องกับงานวิจัย สุพีชญา ยงยิ่งเยาว์(2565) ได้ศึกษาจากการจัดการเรียนรู้เพื่อ ส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพในศตวรรษที่ 21 เรื่องการเกษตร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ พบว่า การ จัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพในศตวรรษที่ 21 เรื่อง การเกษตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.00/87.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนด ทั้งนี้เป็นเพราะแผนการจัดการเรียนรู้ได้ ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญทําให้แผนการจัดการเรียนรู้มีการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและอาชีพในศตวรรษที่ 21 เรื่อง การเกษตร ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เช่นเดียวกับ อุไรวรรณ ปานีสงค์และคณะ (2560) ในการศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสริมด้วยเทคนิคการจัดแผนผังมโนทัศน์เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่มีผล ต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาชีววิทยา เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังเรียน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสริมด้วยเทคนิคการจัดแผนผัง มโนทัศน์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของการวิจัยที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ 33
เนื่องจากกระบวนการสร้างผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอนต่างๆ เริ่มตั้งแต่การเลือกและเรียบเรียงหน่วย การเรียนรู้ การศึกษาเอกสารหลักสูตร คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสริมด้วยเทคนิคการจัดแผนผังมโนทัศน์ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน แนวทางในการวัดผลและ ประเมินผล นอกจากนี้ยังได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบแก้ไขจากอาจารย์ที่ปรึกษาและ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลก่อนน าไปใช้กับนักเรียน ตลอดจนแผนการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสริมด้วยเทคนิคการจัดแผนผังมโนทัศน์ มีกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ส่งเสริม ให้ผู้เรียนเกิดการคิด และปฏิบัติ เพื่อน าไปสู่การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง แล้วนำความรู้เหล่านั้นมา จัดระบบโดยการเขียนเป็นแผนผังมโนทัศน์ทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจเรื่องที่เรียนได้ดียิ่งขึ้น 3.ผลการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 พบว่า ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และเจตคติ ที่ดีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.15 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่า เท่ากับ 0.69 คิดเป็นร้อยละ 85.78 มีระดับคุณภาพพึงพอใจมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เกิดความสนุกสนานตื่นเต้นกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและ มีความหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน ครูจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ตื่นเต้นเสริมพลังทางบวก และการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างมีชีวิตชีวา สามารถทำให้ผู้เรียนนำเนื้อหาที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติจริง และครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการความสะดวก กระตุ้นและสร้างความคงทนในการจดจำข้อมูล และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน สอดคล้องกับ นัยนา สะงึมรัมย์ (255) ในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ เสริมด้วยการแสดงกลวิทยาศาสตร์กเรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้เสริมด้วยการแสดงกลวิทยาศาสตร์มีจิตวิทยาศาสตร์หลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องมาจากการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เสริมด้วยการแสดงกล วิทยาศาสตร์ ทำให้นักเรียนได้รับทั้งความรู้และความ สนุกสนาน สนใจ อยากรู้อยากเรียนมากขึ้น ซึ่งมี ความเห็นสอดคล้องกับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช (2554 : ออนไลน์) ที่เสนอว่าการ แสดงกลวิทยาศาสตร์เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ทำให้ผู้ชมตระหนักถึง ประโยชน์และคุณค่าของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม และมนัสนันท์ เรืองวรกานต์ (2554) ที่ศึกษาการเพิ่มพูนความเข้าใจเรื่องความดันบรรยากาศและพลศาสตร์ ของของไหลโดยใช้การแสดงกลวิทยาศาสตร์ พบว่า การแสดง กลวิทยาศาสตร์ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจ และมีเจตคติต่อวิชาฟิสิกส์อยู่ในระดับดี อีกทั้งยังสอดคล้องกับธัญลักษณ์ มณีวรรณ และคณะ (2561) ใน การศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง พบว่า เจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับกำรจัดกิจกรรมกำ รเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) พบว่า ภาพรวมมีค่าเท่ากับ 4.76 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.53 อยู่ในระดับมีเจตคติสูงมาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า นักเรียนได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติ ร่วมคิดแก้ปัญหา 34
แลกเปลี่ยนความรู้และทำงานร่วมกัน ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครู กิจกรรมการเรียนรู้เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ เน้นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและมีการใช้เทคโนโลยีในกำรเรียนรู้ผ่าน โทรศัพท์มือถือที่สามรถดึงดูดความสนใจในการเรียนของนักเรียนได้ อีกทั้งรูปแบบของกิจกรรมกำรเรียนรู้ เข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย นักเรียนจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการได้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองและทำให้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่และกิจกรรมยังเน้นกิจกรรมกลุ่ม ทำให้นักเรียนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กล้าแสดงความคิดผ่อนคลาย ข้อเสนอแนะและการนำไปใช้ 1. จากการวิเคราะห์ข้อค้นพบจากบันทึกผลหลังสอนในแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่า การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ครูผู้สอนควรมีวางแผนและเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรม และขั้นตอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างดี เมื่อผู้เรียนเกิดปัญหาขึ้นมาในระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูต้อง สามารถให้คำปรึกษาได้ทันที เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างราบรื่น 2. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ครูผู้สอนควรลดบทบาทการสอนลง ต้องเป็นผู้ อำนวยความสะดวกในการแสวงหาความรู้ ส่งเสริมการเรียนรู้และแก้ปัญหาของนักเรียน 3. ครูผู้สอนควรใช้เทคนิคการเสริมแรงทางบวกอย่างเหมาะสมผู้เรียน และมีการส่งเสริมหรือกระตุ้น ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 4.ครูผู้สอนควรคำนึงถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงรุก โดยเน้นการฝึกกระบวนการคิด และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และควรเลือกกิจกรรมการเรียนรู้/เทคนิค/สื่อ ที่เหมาะสมกับวัยของ ผู้เรียน ข้อเสนอแนะในการพัฒนาต่อไป 1. ในการจัดการเรียนการสอนควรเลือกใช้การจัดการเรียนรู้สบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ให้ เหมาะสมตามมาตรฐานตัวชี้วัดที่ควรพัฒนา เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ควรเลือกเนื้อหาให้มีความสัมพันธ์กับ กิจกรรม เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย 3. การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เกิดการเรียนรู้ผ่านการ ปฏิบัติอย่างแท้จริง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรายวิชาอื่นได้ เช่น สังคมศึกษา ภาษาไทย ประวัติศาสตร์ ฯลฯ 35
ภาคผนวก การสรุปผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ VDO นำเสนอผลลัพธ์ของผู้เรียน VDO ตัวอย่างการสอน สรุปความพึงพอใจการจัดการเรียนการสอน ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนรายคน ประเมิน OIC ประเมิน 3 Rs 8Cs
รวมคำสั่ง รวมเอกสาร VDO ตัวอย่างการสอน แบบบันทึกสื่อ My Logbook