The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอำชีวศึกษาเพชรบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

3. นางสาวแคทรีริน เอี่ยมศิริ

การประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอำชีวศึกษาเพชรบุรี

การประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี แคทรีริน เอี่ยมศิริ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ


ก กิตติกรรมประกาศ รายงานการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงได้ดี ด้วยความ กรุณาอย่างยิ่งจากนายวรากร ชยุติกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยชีวศึกษาเพชรบุรี ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตาม ตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ทำให้รายงานการประเมินโครงการฉบับนี้ มีความสมบูรณ์มากขึ้น จึงขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณคุณครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีที่ได้ให้ข้อมูลในการจัดทำรายงาน การประเมินโครงการ และผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือการประเมินโครงการ ตามรายนามดังนี้ 1) ดร.อภิชาติ เนินพรหม ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาคใต้ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2) ดร.อโนทยา เรืองศรี ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา 3) ดร.ธนสาร รุจิรา ศึกษานิเทศก์ชำนาญการ หน่วยศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 4) ดร.บัณฑิตย์ สิงห์ช่างชัย ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 5 ) ดร.นทัต อัศภาภรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทุกท่านดังปรากฏรายนามที่ได้กรุณาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษา นอกจากนี้ผู้รายงานขอขอบคุณครอบครัว และนายประเสริฐ รุจิรา อดีตผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ที่ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา และเป็นกำลังใจในการศึกษาครั้งนี้มาโดยตลอด คุณค่าและประโยชน์จากการรายงานนี้ ผู้รายงานขออุทิศ เป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดา คณาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณทุกท่าน แคทรีริน เอี่ยมศิริ


ข ชื่อรายงาน การประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ผู้รายงาน แคทรีริน เอี่ยมศิริ ปีที่รายงาน 2565 บทคัดย่อ การประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินปฏิกิริยา (Reaction)ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการ เรียนการสอนสู่งานวิจัย 2) ประเมินการเรียนรู้ (Learning)ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 3) ประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการ สอนสู่งานวิจัยและ 4) ประเมินผลลัพธ์ (Results)ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู วิทยาลัยอาชีวศึกษา เพชรบุรี จำนวน 67คน เครื่องมือและสถิติที่ใช้ในการรายงาน คือ 1) แบบประเมินความพึงพอใจและแบบ ประเมินพฤติกรรม วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) แบบทดสอบ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยเปรียบเทียบคะแนนระหว่างก่อนและหลังการฝึกอบรม และ 3) แบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้วิธีการสรุปแบบอุปนัย ผลการประเมินโครงการ พบว่า 1) ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction)ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย โดยภาพรวมผู้เข้ารับการอบรม มี ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการเรียนรู้ (Learning)ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการ จัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัยการทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรมคะแนน หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า โครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอบรมสูงขึ้น 3) พฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการ จัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัยโดยภาพรวมพบว่า มีค่าคะแนนความคิดเห็น เฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลลัพธ์ (Results)ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1) ผลลัพธ์ ที่เกิดกับสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษาได้พัฒนาครูในด้านการสอน ให้เกิดการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ผลลัพธ์ที่เกิดกับครู พบว่า ครูได้พัฒนาตนเองในด้านในการจัดการเรียนการสอนผ่านการเรียนรู้ทางด้านการ ใช้วิจัยในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน 3) ผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนได้รับการพัฒนา ทักษะความรู้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น


ค Research Title Assessment of the Training Program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research for teachers at Phetchaburi Vocational College Name Ms. Katreerin Iamsiri Research year Academic year 2022 Abstract Assessment of the Training Program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research for teachers at Phetchaburi Vocational College, aims to 1) assess the Reaction of trainees in the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research, 2) assess the Learning of trainees in the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research, 3) assess the Behavior of trainees in the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research, and 4) assess the Results of trainees in the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research. The target group selected a specific type, namely teachers, Phetchaburi Vocational College, totaling 67 people. The tools and statistics used in the report were 1) satisfaction assessment form and behavioral assessment form, analyzed by Means and Standard Deviation, 2) Quiz form: data analysis by comparing scores between before and after training, and 3) Interview form: data analysis by using inductive summation method. The results of the research revealed that 1) The results of the reaction assessment of trainees in the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research. Overall, the satisfaction of the trainees was at the level the most. 2) The learning outcomes of trainees in the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research. On pre- and post-training tests, post-training scores were statistically significantly higher than pre-training at the .05 level; Showed that the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research, resulting in higher training achievements.


ง 3) Behavior of the trainees in the training program for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research. Overall, it was found that the average score was at the highest level. 4) Results of trainees in the training for Developing Learning Management Competencies to create innovations in teaching and learning to research, divided into 3 aspects: 1) The results of the educational institutions showed that the educational institutions have developed teachers in the field of teaching in order to be able to teach effectively. 2) The results of teachers found that teachers had improved themselves in teaching and learning, through learning to use research to solve teaching and learning problems. 3) The results of the learners were found that learners have developed knowledge skills and have higher academic achievements.


จ สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ บทคัดย่อภาษาไทย บทคัดย่อภาษาอังกฤษ สารบัญ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1.2 วัตถุประสงค์การรายงานการประเมินโครงการ 1.3 ขอบเขตของการรายงานการประเมินโครงการ 1.4 กรอบแนวคิดการประเมินโครงการ 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.6 สมมติฐานการประเมินโครงการ 1.7 ประโยชน์ที่ได้รับ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 2.2 นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา 2.4 การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการอาชีวศึกษา 2.5 ยุทธศาสตร์อาชีวศึกษาระยะ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 – 2579 2.6 แนวคิดการประเมินผลโครงการฝึกอบรมตามรูปแบบของ โดนัลด์ แอล เคิร์กแพทริค (Donald L.Kirkpatrick) (Winfrey, E.C., 1999) 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีดำเนินการ ส่วนที่ 1 การประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการประเมินโครงการ 1.3 การสร้างเครื่องมือ 1.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ก ข ค จ 1 1 3 4 4 5 6 6 7 7 8 8 12 12 15 16 22 22 22 23 23 25 25


ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า ส่วนที่ 2 การประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 2.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการประเมินโครงการ 2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 2.4 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ส่วนที่ 3 การประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานผลการประเมินโครงการ 3.3 การสร้างเครื่องมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ส่วนที่ 4 การประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการ ฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ 4.3 การสร้างเครื่องมือ 4.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 4.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 25 25 26 26 26 26 26 27 27 28 29 29 29 29 29 30 31 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ตอนที่ 2 ผลการประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ตอนที่ 3 ผลการประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 32 32 34 34


ช สารบัญ (ต่อ) หน้า ตอนที่ 4 ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการ ฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย บทที่ 5 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการรายงานผลการประเมินโครงการ 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ ภาคผนวก 35 37 37 38 39 41


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การวิจัยมีความสำคัญต่อวงการวิชาชีพครูเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน การอาชีวศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้เป็นครูจำเป็นต้องพัฒนาหลักสูตร นวัตกรรม วิธีการเรียนการสอน หรือการจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียน การพัฒนาพฤติกรรมผู้เรียน การเพิ่มสัมฤทธิผลการเรียน และการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึง การวิจัยเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทดั้งเดิมของครูที่มีความเชี่ยวชาญ และสนใจเรื่องการสอนโดยเน้น เนื้อหาสาระของบทเรียน จึงทุ่มเทการศึกษา ค้นคว้า หาข้อมูล ทฤษฎี ที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร มากกว่าการศึกษาวิธีการพัฒนาหรือปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียน สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็น ในศตวรรษที่21 ที่จะต้องมีทักษะในเรื่องของการคิดสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดเทคโนโลยี และนวัตกรรม รูปแบบใหม่ สอดคล้องกันกับนโยบายการบริหารจัดการอาชีวศึกษา ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการ อาชีวศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม วิชาชีพให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการอาชีวศึกษาและนโยบาย รวมถึงนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะต้องมีการพัฒนาครูให้มีทักษะในการวิจัยเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา ด้านการอาชีวศึกษาศึกษาและวิชาชีพทั้งในระดับสถานศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษา โดยส่งเสริมครู และคณาจารย์ให้เกิดการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ นวัตกรรม เทคโนโลยี การเรียนการสอนและวิชาชีพ และข้อมูลการบริหารจัดการอาชีวศึกษาของสถานศึกษา การสนับสนุน และประสานงานการแสวงหาทุนวิจัยจากหน่วยงานต่ำง ๆ และการจัดการประชุมวิชาการอาชีวศึกษา เพื่อการจัดการความรู้ (KM) ให้เกิดการพัฒนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงาน ของครูและ คณาจารย์ ในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัย เพื่อการสร้างคุณภาพและมาตรฐานของสถานศึกษา สู่การเป็นอาชีวศึกษายกกำลังสอง รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับของตลาดแรงงาน และสังคมที่มีต่อคุณภาพของผู้เรียนอาชีวศึกษา ที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนจากครูและคณาจารย์ อาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ และมีผลงานการวิจัยและพัฒนาเป็นที่ประจักษ์(ณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์, 2564) โดยในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในบั้นปลาย นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องพยายามค้นคว้าวิธีการใหม่ ๆ ที่ครู คิดค้นขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ นั้น คือ นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการใหม่ ๆ หรือปรับปรุง ของเก่าให้เหมาะสม โดยมีการทดลองหรือพัฒนาจนเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าจะมีผลดีในทางปฏิบัติ สามารถนำไปใช้ในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการนำนวัตกรรมการเรียนการสอน มาใช้แก้ปัญหา ในเรื่องการเรียนการสอน เช่น ปัญหาเรื่องวิธีการสอน ครูส่วนใหญ่ยังคงยึดรูปแบบการสอนแบบบรรยาย โดยมีครูเป็นศูนย์กลางมากกว่าการสอนในรูปแบบอื่น การสอนด้วยวิธีการแบบนี้เป็นการสอน ที่ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในบั้นปลาย เพราะนอกจากจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ขาดความสนใจแล้ว ยังเป็นการปิดกั้นความคิด และสติปัญญาของผู้เรียนให้อยู่ในขอบเขตจำกัดอีกด้วย


2 อีกทั้ง การนำนวัตกรรมไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ ต่อการศึกษา โดยการนำสิ่งประดิษฐ์หรือแนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรียนการสอนนั้นเผยแพร่ไปสู่ครูท่านอื่น หรือเพื่อเป็นตัวอย่างอีกรูปแบบหนึ่งให้กับครูที่สอนในวิชาเดียวกัน ได้นำแนวความคิดไปปรับปรุงใช้ หรือผลิตสื่อการสอนใหม่ และนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป (สุภาภรณ์ ยิ่งสกุล, 2555) การเริ่มต้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่จะเกิดผลลัพธ์ต่อผู้เรียนที่ดีที่สุด ต้องเกิดขึ้นในชั้นเรียน ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาผู้เรียนด้วยกระบวนการวิจัยที่ครูผู้สอน เป็นผู้ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่จะให้ผลดีต่อนักเรียนมากกว่าที่ครูแก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนตามผลการวิจัยของผู้อื่น เนื่องจากครูผู้สอนเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้เรียนมากที่สุด ครูจึงย่อมรู้ธรรมชาติ ภูมิหลังและสภาวะแวดล้อม ของผู้เรียนดีกว่าผู้อื่น แต่ครูต้องพยายามศึกษาค้นคว้าหาแนวทางแก้ปัญหาการเรียนการสอนที่ผู้อื่นทำไว้ เพื่อนำมาเป็นฐานความคิดในการปรับนำไปใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนของตนและจะได้ทราบถึงข้อควรระวัง ที่ผู้วิจัยได้นำเสนอไว้เพื่อป้องกันผิดพลาดซ้ำรอยเดิม รวมทั้งควรปรึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้ และผู้มีประสบการณ์ภายในสถานศึกษา (สุรพงษ์ คงสัตย์ และธีรชาติ ธรรมวงค์, 2551) การวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนซึ่งเป็นหน้าที่หลักของครูและไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก เกินความสามารถของครู อย่างไรก็ตามการพัฒนาการเรียนการสอนเป็นงานที่ต้องใช้เวลา และต้องทำ อย่างต่อเนื่อง การวิจัยในชั้นเรียนจึงไม่ใช่การวิจัยที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่ควรทำอย่างต่อเนื่องจนเป็นปกติ ของงานในหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาผู้เรียนของครูแต่ทว่าครูส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ เรื่องการพัฒนาตนเองด้านการทำวิจัยในชั้นเรียน รวมถึงการเข้าใจผิดว่าการทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นเรื่องที่ยาก และแยกส่วนจากการจัดการเรียนการสอนไม่เห็นประโยชน์ของการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างแท้จริง (อภิสรรค์ ภาชนะวรรณ และเสริมทรัพย์ วรปัญญา, 2561) อัจฉรา สระวาสี(2557) ได้มีการสรุปถึงข้อค้นพบด้านทัศนคติของครูไทยต่อการทำวิจัยในชั้นเรียน พร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมสรุปถึงประโยชน์รวมถึงความจำเป็นของการทำวิจัยในชั้นเรียนไว้ว่า “การทำวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาทั้งสิ้น แต่ครูยังขาดการใช้ความรู้ความเข้าใจ การปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียนมาเป็นเครื่องมือในการค้นหา คำตอบให้กับคำถามที่ครูสนใจด้วยวิธีการเชิงประจักษ์ ครูทุกคนสามารถทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานสอน หรือปรับปรุงและพัฒนางานสอนของตนเองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยวิธีการง่าย ๆ ได้โดยครูสามารถทำวิจัยไปพร้อม ๆ กับการปฏิบัติงานสอนประจำวัน สำหรับ เรื่องที่จะศึกษานั้นส่วนมากจะเป็นปัญหาที่ครูพบจากการปฏิบัติงานสอนในชั้นเรียน หรืออาจมาจาก ความคิดริเริ่มของครูในการที่จะพัฒนาปรับปรุงวิธีสอนหรือสื่อการสอนที่จะใช้อยู่ในปัจจุบัน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” ฉะนั้นแล้ว การที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและองค์ความรู้ในการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครู จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดฝึกอบรม ซึ่งการจัดฝึกอบรมตามรูปแบบของเคริกแพทริค (Kirkpatrick Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่นิยมใช้สำหรับโครงการหรือหลักสูตรฝึกอบรม ซึ่งมีการวัดและประเมินผล เป็น 4 ระดับ ประกอบไปด้วย ระดับที่ 1 การประเมินปฏิกิริยา (Reaction) เป็นการประเมินปฏิกิริยา ตอบสนองของผู้เข้ารับการอบรมว่ามีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับโครงการ เช่น หลักสูตร/เนื้อหาสาระ ตรงกับความต้องการหรือไม่ ความคิดเห็นต่อเอกสาร สถานที่ โสตทัศนูปกรณ์ ระยะเวลาของการอบรม เหมาะสมเพียงไร วิทยากรเหมาะสมหรือไม่ ได้รับความรู้และทักษะในระดับใด มีความคาดหวังอย่างไร ต่อการนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปใช้งาน เป็นต้น เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล อาจเป็นมาตราส่วน


3 ประมาณค่า การสัมภาษณ์ แบบสอบถามควรมีคำถามแบบปลายเปิดไว้ตอนท้าย เพื่อให้ผู้ตอบได้แสดง ความคิดเห็นตามที่ต้องการ ระดับที่ 2 การประเมินการเรียนรู้ (Learning) เป็นการประเมินผลการเรียน ที่เกิดขึ้นกับผู้เข้ารับการอบรม เช่น การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ ก่อน-หลังการฝึกอบรม เกี่ยวกับความรู้/ ความคิด ทัศนคติ/ค่านิยม ทักษะ/การปฏิบัติ เป็นต้น เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล อาจเป็นแบบทดสอบ (Test) แบบวัดการปฏิบัติ (Performance Test) การสังเกตพฤติกรรม ระดับที่ 3 การประเมินพฤติกรรม (Behavior) เป็นการประเมินพฤติกรรมเมื่อกลับไปปฏิบัติงานว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่พึงประสงค์ หรือไม่ มีการนำความรู้และทักษะที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานมากน้อยเท่าไร เป็นต้น เครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูล อาจเป็นแบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกพฤติกรรมของผู้บังคับบัญชา และระดับที่ 4 การประเมินผลลัพธ์ (Results) ที่เกิดต่อองค์กรเป็นการประเมินผลลัพธ์หรือผลกระทบ ที่เกิดต่อองค์กร อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรม เช่น การลดลงของ ปัจจัยเสี่ยง การเพิ่มของประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงาน/องค์กร การลดลงของต้นทุน การเพิ่มกำไร ประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมงาน หรือผู้เกี่ยวข้อง/หน่วยงาน/องค์การ/สถาบัน เป็นต้น โดยเครื่องมือเก็บรวบรวม ข้อมูล อาจเป็นแบบบันทึก (รายงาน) การตรวจสอบ แบบสอบถามผู้บังคับบัญชาของหน่วยงาน แบบบันทึก ค่าสถิติหรือดัชนีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ จากความเป็นมาและความสำคัญข้างต้น เพื่อให้สอดรับกับนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงาน ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้รายงานจึงมีแนวคิดดำเนินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี เพื่อการพัฒนาข้าราชการครู พนักงานราชการ (ครู) และครูพิเศษสอน ประจำปีงบประมาณ 2564 โดยใช้รูปแบบของเคิร์กแพทริค (Kirkpatrick Model) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการประเมินโครงการหรือหลักสูตรฝึกอบรม โดยจะประเมินผล 4 ระดับ คือ การประเมินปฏิกิริยา (Reaction) การประเมินการเรียนรู้ (Learning) การประเมินพฤติกรรม (Behavior) และการประเมินผลลัพธ์ (Results) โดยจะนำข้อมูลและผลลัพธ์ จากการจัดอบรมมาปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรเพื่อพัฒนาข้าราชการครูพนักงานราชการ (ครู) และ ครูพิเศษสอนให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานตำแหน่งให้ตรงกับสายงาน ความชำนาญ ความต้องการ ของบุคลากร รวมไปถึงผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่จะสูงขึ้นต่อไปในอนาคต 1.2 วัตถุประสงค์การรายงานการประเมินโครงการ 1.2.1 เพื่อประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 1.2.2 เพื่อประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 1.2.3 เพื่อประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 1.2.4 เพื่อประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย


4 1.3 ขอบเขตของการรายงานการประเมินโครงการ 1.3.1 ด้านกลุ่มเป้าหมายในการประเมินโครงการ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี จำนวน 67 คน 1.3.2 ด้านเนื้อหา การรายงานการประเมินโครงการในครั้งนี้เป็นการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัย อาชีวศึกษาเพชรบุรี โดยใช้รูปแบบการประเมินของเคิร์ก แพทริค ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ประเมินปฏิกิริยา (Reaction) เป็นการตรวจสอบความรู้สึกหรือความพึงพอใจของ ผู้เข้ารับการอบรม 2) ประเมินการเรียนรู้ (Learning) เป็นการตรวจสอบผลการเรียนรู้ โดยตรวจสอบให้ ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และเจตคติ(Attitude) 3) ประเมินพฤติกรรม (Behavior) เป็นการตรวจสอบว่าผู้ผ่านการอบรมได้ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเป็นไปตามความคาดหวังของโครงการหรือไม่ 4) ประเมินผลลัพธ์ (Results) เป็นการตรวจสอบว่าผลจากการอบรมได้เกิดผลดีต่อ องค์กร หรือเกิดผลกระทบต่อองค์กรในลักษณะใดบ้าง คุณภาพขององค์กรดีขึ้นหรือไม่ 1.3.3 ระยะเวลาในการดำเนินการประเมินโครงการ เดือน ธันวาคม 2564 - เมษายน 2565 1.3.4 ตัวแปรที่ใช้ในการประเมินโครงการ 1) ตัวแปรต้น ได้แก่การฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย 2) ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการ เรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี โดยใช้ รูปแบบการประเมินของเคิร์ก แพทริค ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction) 2) ผลการประเมินการเรียนรู้ (Learning) 3) ผลการประเมินพฤติกรรม (Behavior) 4) ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results) 1.4 กรอบแนวคิดการประเมินโครงการ การประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียน การสอนสู่งานวิจัย ผู้รายงานมีกรอบแนวคิด ดังภาพที่ 1.1


5 ภาพที่ 1.1 แสดงกรอบแนวคิดการประเมินโครงการ 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 การประเมินโครงการ หมายถึง ประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการ เรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย โดยใช้รูปแบบของเคิร์ก แพทริค (Donald L. Kirkpatrick) ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ประเมินปฏิกิริยา (Reaction) หมายถึง การตรวจสอบความรู้สึกหรือความพึงพอใจ ของผู้เข้ารับการอบรม โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจต่อโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 2) ประเมินการเรียนรู้ (Learning) หมายถึง การตรวจสอบผลการเรียนรู้ โดย ตรวจสอบให้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และเจตคติ(Attitude) โดยใช้ แบบทดสอบก่อน-หลัง การอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 3) ประเมินพฤติกรรม (Behavior) หมายถึง การตรวจสอบว่าผู้ผ่านการอบรมได้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไปตามความคาดหวังของโครงการหรือไม่ โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมของ ครูที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน สู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 4) ประเมินผลลัพธ์ (Results) หมายถึง การตรวจสอบว่าผลจากการอบรมได้เกิดผลดี ต่อองค์กร หรือเกิดผลกระทบต่อองค์กรในลักษณะใดบ้าง คุณภาพขององค์กรดีขึ้นหรือไม่ โดยใช้แบบ สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 1.5.2 โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการ สอนสู่งานวิจัย หมายถึง โครงการฝึกอบรมพัฒนาครูผู้สอน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี เพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย จัดโดยงานวิจัยพัฒนา นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม 2564 ตัวแปรต้น การฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการ เรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการ สอนสู่งานวิจัย ตัวแปรตาม ผลการประเมินโครงการ โดยใช้รูปแบบ ของ โดนัลด์ แอล เคิร์กแพทริค (Donald L. Kirkpatrick) ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction) 2) ผลการประเมินการเรียนรู้ (Learning) 3) ผลการประเมินพฤติกรรม (Behavior) 4) ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results)


6 1.5.3 นวัตกรรมการเรียนการสอน หมายถึง รูปแบบ วิธีการ กระบวนการ เทคนิค สื่อและ แหล่งการเรียนรู้ที่ได้มีการศึกษาและพัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้ครูนํามาใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา คุณภาพผู้เรียน 1.5.4 ครูหมายถึง ครูสายงานสอน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย จำนวน 67 คน 1.6 สมมติฐานการประเมินโครงการ 1.6.1 ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย อยู่ในระดับมาก 1.6.2 ผลการประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย หลังการอบรมมีคะแนนสูง กว่าก่อนการอบรม 1.6.3 ผลการประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย อยู่ในระดับมาก 1.6.4 ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย เกิดผลดีต่อผู้เรียน ครูและ สถานศึกษา 1.7 ประโยชน์ที่ได้รับ 1.7.1 ได้ทราบข้อมูลผลการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อ สร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านปฏิกิริยา (Reaction) 2) การเรียนรู้ (Learning) 3) พฤติกรรม (Behavior) และ 4) ผลลัพธ์ (Results) เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจในการ พัฒนา ปรับปรุง จุดอ่อน จุดแข็ง และวิธีการดำเนินงานโครงการในโอกาสต่อไป 1.7.2 ได้ผลผลิตที่เกิดจากการอบรมโครงการนี้ คือการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติของครู ที่สามารถนำสิ่งที่ได้รับจากการอบรมฯ ไปประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอนของตนเองได้ 1.7.3 ได้ทราบแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนผ่านการวิจัย อันจะเป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาผู้เรียน ครู และสถานศึกษา


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการรายงานเรื่องการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ผู้รายงาน ได้ศึกษาค้นคว้าเอกสาร หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และการศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิด ในการศึกษา โดยจัดลำดับเนื้อหาสาระที่สำคัญดังต่อไปนี้ 2.1 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 2.2 นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา 2.4 การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการอาชีวศึกษา 2.5 ยุทธศาสตร์อาชีวศึกษาระยะ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 – 2579 2.6 แนวคิดการประเมินผลโครงการฝึกอบรมตามรูปแบบของโดนัลด์ แอล เคิร์กแพทริค (Donald L.Kirkpatrick) (Winfrey, E.C., 1999) 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2560 – 2567 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2560) ได้ระบุถึง แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 ได้กำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน 6 ยุทธศาสตร์ เพื่อให้แผนการศึกษาแห่งชาติ บรรลุผลตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายการจัดการศึกษา จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์วัตถุประสงค์เป้าหมาย ตัวชี้วัดและแนวทางการพัฒนา ภายใต้6 ยุทธศาสตร์หลักประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา โดยยุทธศาสตร์ที่ 2การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการนำประเทศเข้าสู่สังคมโลก ในศตวรรษที่ 21 และเป็นประเด็นหลักที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 การเตรียมความพร้อมกำลังคนทั้งด้านความรู้ทักษะ สมรรถนะที่จำเป็นให้สามารถปรับตัวและรู้เท่าทัน ต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีพลวัต และการแข่งขันอย่างเสรีและไร้พรมแดน จึงเป็น ความสำคัญจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมกันกำหนดกรอบทิศทาง และเป้าหมายการผลิตและพัฒนากำลังคนที่ชัดเจนในสาขาต่าง ๆ เพื่อการผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการ


8 ของตลาดงานและการพัฒนาประเทศ พัฒนาหลักสูตรการศึกษาในระดับต่าง ๆ ที่สามารถสร้างเสริมทักษะ สำคัญในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะด้านภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์และทักษะดิจิทัล และสอดคล้อง เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติและมาตรฐานอาชีพ/วิชาชีพ ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรมฝีมือแรงงาน และการฝึกงานที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงอย่างครบวงจรในสถานการณ์จริง เช่น ระบบทวิภาคีและสหกิจศึกษา ผลิตและพัฒนาครูผู้สอนที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้าง กำลังคนให้มีสมรรถนะตอบสนองต่อความต้องการของตลาดงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ รองรับพลวัตของโลกและการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 สรุปว่าแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 –2567 ได้กำหนดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งเป็นการวางแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน 6 ยุทธศาสตร์ เพื่อให้แผนการศึกษาแห่งชาติ บรรลุผลตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายการจัดการศึกษา โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 2 ที่มีการระบุถึงการผลิต และพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นประเด็นหลักที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 การเตรียมความพร้อม กำลังคนทั้งด้านความรู้ทักษะ สมรรถนะที่จำเป็นให้สามารถปรับตัวและรู้เท่าทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลง ของโลกที่มีพลวัต และการแข่งขันอย่างเสรีและไร้พรมแดน 2.2 นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2565) 2.2.1 การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย 2.2.2 การยกระดับคุณภาพการศึกษา 2.2.3 การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย 2.2.4 การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2.2.5 การส่งเสริมสนับสนุนวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา 2.2.6 การพัฒนาระบบราชการและการบริการภาครัฐยุคดิจิทัล 2.2.7 การขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาและแผนการศึกษาแห่งชาติ สรุปว่า นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ประกอบไปด้วย 7 ด้าน คือ 1) การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย 2) การยกระดับคุณภาพ การศึกษา 3) การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย 4) การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 5) การส่งเสริมสนับสนุน วิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา 6) การพัฒนาระบบราชการและการบริการภาครัฐยุคดิจิทัล และ 7) การขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาและแผนการศึกษาแห่งชาติ 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (2562) การพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาต้องพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และผู้สำเร็จการศึกษาให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ชุมชน


9 และตลาดแรงงาน โดยต้องผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติและมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ที่ได้กำหนดให้ผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษาต้องมีทักษะ ความรู้และความสามารถที่เข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี รวมถึงมีระบบบริหารจัดการที่มีความคล่องตัว ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษา อาชีวศึกษาได้อย่างกว้างขวาง โดยสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้องมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับสถานประกอบการ ในการพัฒนาหลักสูตร การจัดฝึกอาชีพและฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพสนับสนุนครุภัณฑ์ การเรียนการสอนและการเตรียมความพร้อมในด้านสภาพแวดล้อมทางการศึกษาต่าง ๆ การพัฒนา คุณภาพการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนต้องมุ่งเน้นการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ มีการจัดกิจกรรม เสริมหลักสูตร รวมถึงมีการประเมินมาตรฐานวิชาชีพผู้เรียนอาชีวศึกษาทุกคนก่อนสำเร็จการศึกษา โดยจัดทำเป็นแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาและนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล การพัฒนาหลักสูตรในแต่ละระดับคุณวุฒิต้องมีการดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ กรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติมาตรฐานอาชีพและเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิ อาชีวศึกษาแต่ละระดับ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านความสามารถการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ ตามประเภทวิชาและสาขาวิชาที่ศึกษา โดยต้องมีการประกันคุณภาพของหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สังคมมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งนี้ โดยคาดหวังว่าการพัฒนา หลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและความต้องการในงานอาชีพตามระดับคุณวุฒิวิชาชีพ การบริหารหลักสูตรของสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้และวัดประเมินผลที่มุ่งเน้นสมรรถนะ รวมทั้งการ พัฒนา คุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ควบคู่การเรียนการสอน จะส่งผลให้ผู้เรียน และผู้สำเร็จการศึกษา มีความรู้ สมรรถนะและคุณลักษณะตรงตามมาตรฐานอาชีพ อย่างน้อยตามระดับ คุณวุฒิวิชาชีพ ที่เทียบเคียงกับระดับคุณวุฒิอาชีวศึกษา ตลอดจนสามารถเปิดโอกาสให้มีการเทียบโอน ความรู้และประสบการณ์เพื่อเพิ่มวุฒิการศึกษาและความก้าวหน้าในงานอาชีพด้วย ภาพที่ 2.1 แสดงมาตรฐานหลักที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อนำสู่คุณภาพ ที่มา : หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(หน้า 30 ), โดยสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, 2562, พิมพ์ครั้งที่ 1, วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีกรุงเทพมหานคร.


10 แนวทางการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพให้บรรลุวัตถุประสงค์ พระราชบัญญัติ การอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 มาตรา 10 กำหนดให้คำนึงเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1) การมีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในทางปฏิบัติโดยมีการกระจายอำนาจ จากส่วนกลางไปสู่สถานศึกษาอาชีวศึกษาและสถาบัน 2) การศึกษาในด้านวิชาชีพสำหรับประชาชนวัยเรียนและวัยทำงานตามความถนัดและความสนใจ อย่างทั่วถึงและต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาตรี 3) การมีส่วนร่วมชุมชน สังคมและสถานประกอบการในการกำหนดนโยบายการผลิต และพัฒนากำลังคน รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานการอาชีวศึกษา 4) การศึกษาที่มีความยืดหยุ่น หลากหลาย และมีระบบเทียบโอนผลการเรียนและระบบเทียบ ประสบการณ์การทำงานของบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง 5) การมีระบบจูงใจให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม วิชาชีพ 6) การระดมทรัพยากรทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ โดยคำนึงถึงการประสานประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 7) การมีระบบการพัฒนาครูและคณาจารย์ของการอาชีวศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทัน ต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ภาพที่ 2.2 แสดงแนวทางการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ ที่มา : หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(หน้า 32 ), โดยสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, 2562, พิมพ์ครั้งที่ 1, วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีกรุงเทพมหานคร. การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้สามารถผลิตผู้สำเร็จ การศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถานประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ แหล่งวิทยาการ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะการฝึกอาชีพและการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ทั้งนี้ ในการบริหารการจัดการศึกษาตามหลักสูตรที่เปิดสอน สถานศึกษาอาชีวศึกษาและสถาบัน


11 ควรดำเนินการ ดังนี้ 1) จัดการศึกษาให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน สถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ 2) จัดการศึกษาโดยประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาและหน่วยงานอื่น ทั้งในด้าน การจัดการวิชาการ การใช้บุคลากรและทรัพยากรร่วมกัน 3) จัดการศึกษาโดยการระดมทรัพยากรด้านการเงิน ทรัพย์สินและบุคลากร ทั้งจากรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์การชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น รวมทั้งความร่วมมือในการจัดกิจกรรม และการจัดการทุนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษา 4) จัดการศึกษาให้ผู้เรียนเป็นผู้มีสมรรถนะทางวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพ เป็นพลเมืองดีของสังคม มีความสามารถในการคิด เรียนรู้ วางแผนและพัฒนาตนเอง 5) เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการให้บริการวิชาชีพแก่ชุมชนและท้องถิ่น 6) วิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 7) ทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ส่งเสริมการกีฬา พลานามัยและอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม 8) ส่งเสริมการจัดการศึกษาเชิงธุรกิจ การรับงานการค้า และการรับจัดทำ รับบริการ รับจ้างผลิตเพื่อจำหน่ายที่สอดคล้องกับการเรียนการสอน สำหรับการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาอาชีวศึกษาและสถาบันนั้น จำเป็นต้อง ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการและการมีส่วนร่วมของหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ 1) การจัดทำเอกสาร คู่มือ แนวปฏิบัติ ประกาศ ระเบียบ ปฏิทินงานต่าง ๆ ของสถานศึกษา 2) การวางแผนการบริหารจัดการศึกษา ได้แก่ การจัดซื้อ จัดหา จัดเตรียมความพร้อม ด้านอาคารสถานที่ ทรัพยากรการเรียนการสอน ครูและบุคลากร การจัดหาและพัฒนาแหล่งความรู้ สนับสนุนการเรียนการสอน การแสวงหาความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อเป็นสถานที่ฝึกอาชีพ และหรือฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 3) การจัดทำแผนการเรียน ตารางเรียน ตารางสอน ตารางการใช้ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ 4) การพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้และวัดประเมินผล การพัฒนาสื่อประกอบการเรียนการสอน 5) การนิเทศ กำกับ ติดตามประเมินผลการจัดการเรียนการสอน สรุปว่า การจัดการศึกษาอาชีวศึกษา มีขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษา ให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ชุมชน และตลาดแรงงาน โดยต้องผลิต และพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ สอดคล้องกับการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 มาตรา 10 ซึ่งในการพัฒนา คุณภาพการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้สามารถผลิตผู้สำเร็จการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของสถานประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ แหล่งวิทยาการ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะการฝึกอาชีพและการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ


12 2.4 การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการอาชีวศึกษา 2.4.1 นโยบาย ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ในระยะ 15 ปี (พ.ศ. 2555 - 2569) การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ การผลิตและพัฒนา กำลังคนอาชีวศึกษาของคณะอนุกรรมการการอาชีวศึกษาด้านการกำหนดนโยบาย เป้าหมายการผลิต และแผนพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้ความสำคัญกับคุณภาพผู้สำเร็จอาชีวศึกษาเป็นสำคัญ โดยมุ่งปรับปรุง ปัจจัยสนับสนุน และกระบวนการจัดอาชีวศึกษาให้เกิดคุณภาพ ในด้านต่าง ๆ ดังนี้(สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, 2562) 2.4.2 ภารกิจและนโยบาย สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสู่สากล พ.ศ. 2555-2569 คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดังนี้ 1) ด้านการเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายอาชีพ กำหนดเป้าหมายของการดำเนินงานโดย 2) ด้านการขยายโอกาสในการเรียนอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ 3) ยกระดับคุณภาพการจัดอาชีวศึกษา 4) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สรุปว่า การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการอาชีวศึกษา ประกอบไปด้วย 1) ยุทธศาสตร์การผลิต และพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ในระยะ 15 ปี (พ.ศ. 2555 - 2569) เป็นการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาของคณะอนุกรรมการการอาชีวศึกษา ด้านการกำหนดนโยบาย เป้าหมายการผลิตและแผนพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้ความสำคัญ กับคุณภาพผู้สำเร็จอาชีวศึกษาเป็นสำคัญ โดยมุ่งปรับปรุงปัจจัยสนับสนุน และกระบวนการจัดอาชีวศึกษา ให้เกิดคุณภาพในด้านต่าง ๆ 2) ภารกิจและนโยบาย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายอาชีพ และการขยายโอกาสในการเรียนอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม วิชาชีพ 3) ยกระดับคุณภาพการจัดอาชีวศึกษา ทั้งระดับสถานศึกษา และระดับห้องเรียน เพื่อเป็นการส่งเสริม คุณภาพและสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการจัดอาชีวศึกษา และระดับ ผู้เรียน เป็นการยกระดับความสามารถของผู้เรียนเพื่อให้ผู้สำเร็จอาชีวศึกษา มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันทั้งสมรรถนะหลักและสมรรถนะการทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ โดยใช้ V-NET การประเมิน ด้านมาตรฐานวิชาชีพและการประเมินระดับห้องเรียน และ 4) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร จัดการ ในด้านบริหารทั่วไป ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ ด้านงบประมาณ ใช้แนวทาง Strategic Performance, Based Budgeting: SPBB และ Formula Funding โดยการจัดงบประมาณตามความจำเป็นพื้นฐาน ความเสมอภาค และตามนโยบาย การกระจาย อำนาจจัดซื้อจัดจ้าง จัดหางบประมาณค่าสาธารณูปโภคและค่าจ้างครูให้เพียงพอด้านบริหารงานบุคคล สร้างเครือข่ายครู/สมาคมวิชาชีพ จัดหาลูกจ้าง พนักงานราชการให้เพียงพอ รวมทั้งการพัฒนาระบบ บริหารงานบุคคลของสถาบันการอาชีวศึกษา และด้านการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดอาชีวศึกษา 2.5 ยุทธศาสตร์อาชีวศึกษาระยะ 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 – 2579 สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้จัดทำแผนพัฒนาการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2560 - 2579 ที่ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี(พ.ศ.2560-2579) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560- 2579 และ


13 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560–2564) มีสาระสําคัญ ประกอบด้วย แนวคิดการจัดการอาชีวศึกษา ค่านิยมอาชีวศึกษา วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์กลยุทธ์แผนงาน โครงการ ตัวชี้วัด และการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการอาชีวศึกษาสู่การปฏิบัติ ดังนี้(สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) 2.5.1 แนวคิดการจัดการอาชีวศึกษา การจัดการอาชีวศึกษาเป็นการจัดการศึกษาในด้านวิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคน ในระดับฝีมือ (ปวช.) ระดับเทคนิค (ปวส.) ระดับเทคโนโลยี(ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ) และการฝึกอบรมวิชาชีพ ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนความรู้และทักษะอาชีพระยะสั้นและระยะยาวที่มีความสัมพันธ์ สอดคล้องกับปรัชญาการอาชีวศึกษา กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ และมาตรฐานการอาชีวศึกษา ในแต่ละระดับ 2.5.2 ค่านิยมอาชีวศึกษา ในการจัดการอาชีวศึกษามีค่านิยมที่เป็นเป้าหมายหลักในการปลูกฝังที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ คุณธรรม (Merit) คุณภาพ (Quality) ความร่วมมือ (Collaboration) ความเป็นมืออาชีพ (Professional) 2.5.3 วิสัยทัศน์ แผนพัฒนาการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2560 – 2579 ได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่เป็นความคาดหวัง ตามเจตนารมณ์ของการจัดการอาชีวศึกษา ไว้ดังนี้ “ผู้สำเร็จการอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ มีคุณธรรม คุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการ ในการพัฒนาประเทศ” 2.5.4 พันธกิจ เพื่อให้การจัดการอาชีวศึกษาบรรลุผลตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้จึงมีภารกิจที่ต้องดำเนินการ ดังนี้ 1) ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพสอดคล้อง กับความต้องการของสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระให้มีคุณภาพได้มาตรฐานในระดับสากล 2) ขยายโอกาสการศึกษาวิชาชีพให้กับประชาชนทุกช่วงวัย 3) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาชีวศึกษาภายใต้หลักธรรมาภิบาลโดยอาศัย เครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 4) พัฒนางานวิจัย สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างองค์ความรู้เพื่อการจัด อาชีวศึกษาและพัฒนาวิชาชีพ 5) พัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพด้วยวิธีที่หลากหลาย 2.5.5 วัตถุประสงค์ แผนพัฒนาการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2560–2579 ได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการจัดการอาชีวศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพให้มีคุณธรรม คุณภาพ และความเป็นมืออาชีพ 2) เพื่อเพิ่มโอกาสการศึกษาวิชาชีพกับประชาชนทุกช่วงวัย 3) เพื่อนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการอาชีวศึกษา 4) เพื่อพัฒนางานวิจัย สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้อาชีวศึกษา 5) เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ


14 2.5.6 เป้าหมายด้านคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษา การพัฒนาการอาชีวศึกษาตามแผนพัฒนาการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2560–2579 มีเป้าหมาย เพื่อผลิตและพัฒนาผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพครอบคลุมอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ พฤติกรรม ลักษณะนิสัยและทักษะทางปัญญา 2) ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไป ได้แก่ความรู้และทักษะการสื่อสาร การใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศการพัฒนาการเรียนรู้และการปฏิบัติงาน การทำงานร่วมกับผู้อื่น การใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์การประยุกต์ใช้ตัวเลข การจัดการและการพัฒนางาน 3) ด้านสมรรถนะวิชาชีพ ได้แก่ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะ ในสาขาวิชาชีพสู่การปฏิบัติจริง รวมทั้งประยุกต์สู่อาชีพ 2.5.7 ยุทธศาสตร์การอาชีวศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดทำแผนพัฒนาการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2560-2579 โดยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2560 - 2579) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เพื่อให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานศึกษาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและขับเคลื่อนการจัดการศึกษา อาชีวศึกษาของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางของการพัฒนากำลังคนตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยกำหนดยุทธศาสตร์การอาชีวศึกษา 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้(สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการอาชีวศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนากำลังคนด้านการอาชีวศึกษาเพื่อสร้างขีดความสามารถ ใน การแข่งขันของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะ สอดคล้องกับความ ต้องการในการพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมในด้านการอาชีวศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดการอาชีวศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการอาชีวศึกษา สรุปว่า ยุทธศาสตร์อาชีวศึกษาระยะ 20 ปี เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 2560 – 2579 โดยได้กำหนด วิสัยทัศน์ที่เป็นความคาดหวังตามเจตนารมณ์ของการจัดการอาชีวศึกษา ไว้ว่า “ผู้สำเร็จการศึกษา อาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ มีคุณธรรม คุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ” โดยกำหนดยุทธศาสตร์การอาชีวศึกษา 6 ยุทธศาสตร์ ประกอบไปด้วย 1) การจัดการอาชีวศึกษาเพื่อ ความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ2) การผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา เพื่อสร้างขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3) การพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านอาชีวศึกษา ให้มีสมรรถนะ สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ 4) การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่า เทียมในด้านอาชีวศึกษา 5) การจัดการอาชีวศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 6) การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการอาชีวศึกษา


15 2.6 รูปแบบการประเมินผลการอบรมของโดนัลด์แอล เคิร์กแพททริค (DonaldL. Kirkpatrick) การประเมินผลการอบรมของโดนัลด์ แอล เคิร์กแพททริค มีลักษณะการประเมินที่ตรงกับ วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม โดยเป็นรูปแบบการประเมินที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับการประเมินผล การฝึกอบรมโดยเฉพาะ และจะมุ่งเน้นผลการประเมินในทางลึกมากกว่าทางกว้าง คือ มุ่งเน้นไปที่ ผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรมเป็นหลัก มิได้มุ่งเน้นไปที่ตัวโครงการมากนัก อีกทั้งยังเป็นรูปแบบการประเมิน ที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการในลักษณะใดก็ได้ทั้งในแบบของการฝึกอบรม การสัมมนา การประชุม ปฏิบัติการ จึงเลือกมาใช้ในการศึกษานี้โดยได้เสนอขั้นตอนการประเมินผลการฝึกอบรมเป็น 4 ขั้น คือ 1) การประเมินปฏิกิริยาตอบสนอง (Reaction Evaluation) หมายถึง การวัดผลเพื่อให้ ทราบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อภาพรวมของการจัดการฝึกอบรม การประเมินขั้นนี้ มีวัตถุประสงค์ให้รู้ว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมนั้น มีความรู้สึกอย่างไรต่อฝึกอบรม พอใจหรือไม่ต่อสิ่งที่ได้รับ จากการฝึกอบรม เช่น หลักสูตร เนื้อหาสาระ วิทยากร เอกสาร สถานที่ โสตทัศนูปกรณ์ระยะเวลา ฯลฯ และพอใจมากน้อยเพียงใด 2) การประเมินการเรียนรู้ (Learning Evaluation) หมายถึง การวัดการเพิ่มขึ้นของความรู้ ความสามารถ ทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม ซึ่งความรู้นี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงความรู้ในงานที่ทำแต่เป็นความรู้ ที่ได้รับจากการฝึกอบรม การประเมินผลในขั้นนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้รู้ว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับ ความรู้เกิดความเข้าใจ และทักษะอะไรบ้าง และมีเจตคติอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 3) การประเมินพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลังการอบรม (Behavior Evaluation) การประเมิน ในระดับนี้เป็นการประเมินว่าผู้ที่ผ่านการอบรมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเฉพาะพฤติกรรม ในการทำงาน (Job Behavior) อย่างไร การประเมินผลในขั้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าผู้เข้าร่วม รับการฝึกอบรมได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการทำงานไปในทิศทางที่พึงประสงค์ 4) การประเมินผลลัพธ์ที่เกิดต่อองค์กร (Results Evaluation) การประเมินผลลัพธ์เป็น การประเมินถึงผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรม ในขั้นนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้รู้ว่าการฝึกอบรม ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อหน่วยงานอย่างไรบ้าง (Out Comes) เป็นการประเมินผลที่ต้องการจะให้เกิดขึ้น กับหน่วยงาน เช่น การลดค่าใช้จ่าย การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ภาพที่ 2.3 แสดงรูปแบบการประเมินการอบรมของโดนัลด์แอล เคิร์กแพททริค ที่มา : รูปแบบการประเมินผลการฝึกอบรมของโดนัลด์ แอล เคิร์กแพททริค. (หน้า 16-18), โดยธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา, 2561. สรุปว่า รูปแบบการประเมินการฝึกอบรมของเคิร์กแพททริคไม่ได้มุ่งประเมินเฉพาะความพึงพอใจ และความรู้ความเข้าใจระหว่างการฝึกอบรมเท่านั้น แต่จะมีการติดตามประเมินพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงหลังการฝึกอบรมเป็นระยะ ๆ ด้วย จึงนับได้ว่าเป็นรูปแบบการประเมินที่เป็นระบบ ครบกระบวนการที่น่าสนใจนำไปใช้อย่างยิ่งรูปแบบหนึ่ง


16 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ถิรายุ อินทร์แปลง (2560) (Donald L. Kirkpatrick) การประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมิน แบบผสมผสานเพื่อประเมินการจัดการเรียนการสอนในโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์2 ประการคือ 1) เพื่อสร้างและหาคุณภาพ ของกรอบการประเมินโดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบผสมผสาน เพื่อประเมินการจัดการเรียน การสอน ในโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และ 2) เพื่อประเมินการจัดการเรียนการสอนในโครงการจัดการเรียนการสอน เป็นภาษาอังกฤษตามหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการโดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบผสมผสาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิประจำหลักสูตร ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ฝ่ายวิชาการ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาต่างประเทศกลุ่มผู้จัดทำ หลักสูตรผู้ปกครอง และนักเรียน ตรวจสอบคุณภาพกรอบการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและการสอน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดและประเมินผลการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย (1) แบบสัมภาษณ์ เชิงลึก (In-depth Interview) (2) แบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) (3) แบบประเมินคุณภาพกรอบการประเมิน (4)กรอบการประเมินหลักสูตร และ (5)คู่มือการประเมินหลักสูตร วิธีการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการสร้างและหาคุณภาพกรอบการประเมิน การจัดการเรียนการสอนในโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษตามหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีขั้นตอน 4 ขั้นดังนี้(1) สังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการประเมิน ของแฮมมอนด์รูปแบบการประเมินแบบเน้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและรูปแบบการประเมินแบบผสมผสาน เพื่อกำหนดประเด็นการประเมินหลักและร่างกรอบการประเมินฯ (2) นำข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์ ทฤษฏีมากำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพื่อทำการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) (3) นำร่างกรอบการประเมินเสนอให้กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับกรอบการประเมินให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และ (4) วิเคราะห์ผลการเก็บรวบรวมข้อมูลปรับกรอบ การประเมินให้สมบูรณ์และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของกรอบการประเมิน ระยะที่ 2 เป็นการดำเนินการประเมินตามกรอบการประเมินและคู่มือการประเมินการจัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้กรอบการประเมินที่ประกอบไปด้วยมิติการประเมิน 3 มิติหลัก คือ มิติที่ 1 เป็นมิติด้าน การจัดการเรียนการสอน มีตัวบ่งชี้การประเมินจำนวน 7 ตัวบ่งชี้มิติที่ 2 เป็นมิติด้านการจัดการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแบ่งประเด็นย่อยในการประเมิน 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 กระบวนการ บริหารหลักสูตร ประเด็นที่ 2 กระบวนการรับนักเรียนเข้าเรียน ประเด็นที่ 3 ครูผู้สอน และประเด็นที่ 4 อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวก มีตัวบ่งชี้การประเมินรวมทั้งสิ้น 15 ตัวบ่งชี้มิติการประเมินที่ 3 เป็นมิติ ด้านผลการเรียนรู้ของผู้เรียน มีตัวบ่งชี้การประเมินจำนวน 4 ตัวบ่งชี้กรอบการประเมินที่ได้มีคุณภาพ ด้านความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ การใช้ประโยชน์และความถูกต้อง จากการพิจารณา โดยผู้เชี่ยวชาญ 2) ผลประเมินการจัดการเรียนการสอนในโครงการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษตาม หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการโดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบผสมผสานประเมินใน 3 มิติ การประเมินประกอบไปด้วย มิติที่ 1 เป็นผลการประเมินมิติด้านการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยของผลการประเมิน ตัวบ่งชี้ที่ 1.1 - 1.4 คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75 อยู่ในระดับดีถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน


17 มิติที่ 2 เป็นผลการประเมินมิติด้านการจัดการและสิ่งอำนวยความสะดวกแบ่งประเด็น อยู่ในการประเมิน 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1กระบวนการบริหารหลักสูตรมีผลการประเมินตัวบ่งชี้ที่ 2.1 -2.4 คิดเป็นร้อยละ 100 อยู่ในระดับดีมาก ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน ประเด็นที่ 2 กระบวนการรับ นักเรียนเข้าเรียนมีผลการประเมินตัวบ่งชี้ที่ 2.5 - 2.7 คิดเป็นร้อยละ 66.65 อยู่ในระดับดีถือว่าผ่าน เกณฑ์การประเมิน ประเด็นที่ 3 ครูผู้สอนมีผลการประเมินตัวบ่งชี้ที่ 2.8 คิดเป็นร้อยละ 96.00 อยู่ใน ระดับดีมากถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน และประเด็นที่ 4 อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกมีผลการประเมิน ตัวบ่งชี้ที่ 2.9 - 2.10คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.54 อยู่ในระดับดีถือว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน มิติที่ 3 เป็นผลการประเมินมิติด้านผลการเรียนรู้ของผู้เรียนมีผลการประเมินตัวบ่งชี้ที่ 3.1-3.3 คิดเป็นค่าร้อยละ 90.67 อยู่ในระดับดีมากถือว่าผ่านเกณฑ์ วีรวัฒน์ ปารมี (2560) ได้ศึกษา ผลการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพป่าซาง การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษาของวิทยาลัย การอาชีพป่าซาง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ได้แก่ผู้บริหารวิทยาลัยการอาชีพป่าซาง ครูผู้สอน สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจและนักเรียนระบบทวิศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 65คน โดยผู้ให้ข้อมูล จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนผู้ให้ข้อมูลที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาครูผู้สอนและผู้ให้ข้อมูลในส่วนของ นักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจง ความถี่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า “ผลการจัดการเรียนการ สอนทวิศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพป่าซาง ผู้ให้ข้อมูลในส่วนที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือผลการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษา ด้านสื่อการเรียนการสอน อยู่ในระดับ ดีมาก มีค่าเฉลี่ย 4.71 และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือผลการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษาด้านตัวผู้เรียน อยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ย 4.44 ผลการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพป่าซาง ผู้ให้ข้อมูลในส่วนที่ เป็นนักเรียน พบว่า โดยภาพรวมผลการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษาทุกด้านอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ที่ 3.95 ในด้านสื่อการเรียนการสอนและค่าเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 3.78 ในด้านผู้บริหาร จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย และ ชัยยุธ มณีรัตน์ (2562) ได้ศึกษา การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับการวิจัย ปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน โดยการเรียนการสอนที่ดีควรมีลักษณะเป็นพลวัต นั่นคือมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งครูและผู้เรียนไปพร้อมกัน และกระบวนการที่สามารถพัฒนาครูและ ผู้เรียนไปพร้อมกันนั้นคือ การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน หรือที่เรียกว่าการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งเป็น กระบวนการวิจัย จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้ของครู โดยครูเป็นผู้วิจัยและเป็น ผู้ใช้ผลการวิจัยในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนด้วย ในบทความนี้ จะนำเสนอประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียนรูปแบบการวิจัยปฏิบัติการ กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน การนำผลการวิจัยไปใช้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนและจริยธรรมการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อให้ นักวิชาการและผู้สนใจสามารถนำไปใช้ในการวิจัย การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนและพัฒนาวิชาชีพได้ ประโยชน์ของการวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยที่มีประโยชน์ในการปรับปรุงและ พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญหลายประการ ดังนี้ 1) การวิจัยในชั้นเรียน ทำให้ครูได้ค้นพบนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ในการแก้ปัญหาการพัฒนาผู้เรียนให้ เต็มตามศักยภาพ เนื่องจากการวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการค้นหาความรู้ความจริงด้วยวิธีการที่เป็น ระบบและเชื่อถือได้


18 2) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครูได้พัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาแสวงหานวัตกรรม ในการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้ของตนเองได้ 3) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครูเป็นครูมืออาชีพที่สามารถพัฒนาตนเองและพัฒนาผู้เรียนให้มี ความรู้ ความสามารถและคุณลักษณะที่สำคัญตามมาตรฐานการเรียนรู้ได้ 4) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครูสามารถสร้างองค์ความรู้และนำไปต่อยอดเป็นความรู้ใหม่ที่ใช้ใน การแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้ 5) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครูเกิดทักษะการวิจัย ความสามารถในการประยุกต์ใช้และความ พยายามแสวงหาทางเลือกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 6) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถที่จำเป็นและสำคัญต่อ การนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต 7) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ผู้เรียนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย ทันสมัยและมีความเหมาะสมต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ 8) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้านพัฒนาการ ความสามารถจุดเด่นและจุดด้อยที่ควรได้รับการพัฒนาทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการแสวงหาแนวทาง วิธีการหรือนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนา ผู้เรียนโดยครูซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาของผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างดีที่สุด การวิจัยในขั้นเรียนเป็นการวิจัยที่ใช้แนวคิดของการวิจัยปฏิบัติการ ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ สังเกตและการสะท้อนหรือประเมินผลการปฏิบัติ ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นกระบวนการวิจัย ปฏิบัติการที่มุ่งแก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอนของครูอย่างเป็นระบบมี การดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ปัญหาการวิจัยเป็นปัญหาที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ของครูการพัฒนา คุณลักษณะของผู้เรียน โดยมีครูเป็นผู้ดำเนินการวิจัยและใช้ผลการวิจัยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการคิดค้น พัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ได้ทันทีการวิจัยในชั้นเรียนจึงมีประโยชน์ในการทำให้ครูสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนได้ทำให้ครู เป็นครูมืออาชีพ ทำให้ครูสามารถสร้างองค์ความรู้ที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียน ทำให้ผู้เรียน ได้รับการพัฒนาความรู้ที่จำเป็นและสำคัญต่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ทำให้ผู้เรียนได้รับโอกาสใน การเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย ทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ การวิจัยในชั้นเรียน หรือการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนประกอบด้วยขั้นตอนการวิจัย 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ ปัญหาการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาเอกสารการตั้งสมมติฐานและการเลือกนวัตกรรมสำหรับการแก้ปัญหา ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบและสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 4 การใช้นวัตกรรมแก้ปัญหา การเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 5 การสรุปผลการวิจัย และขั้นตอนที่ 6 การสะท้อนผลการวิจัย นาซีฟะ เจ๊ะมูดอ (2560) ได้ศึกษา การวิจัยเชิงประเมินโครงการเสริมศักยภาพครูสอนตาดีกา ในโรงเรียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้รูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิจัยเชิงประเมินโครงการเสริมศักยภาพครูสอนตาดีกาในโรงเรียนสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้โดยใช้รูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค ในด้านปฏิกิริยา ด้านการเรียนรู้ ด้านพฤติกรรม และด้านผลลัพธ์2) ประเมินประสิทธิภาพโรงเรียนตาดีกาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยวิธีการ DEA และ 3) ศึกษาแนวทางในการเสริมศักยภาพครูสอนตาดีกาในโรงเรียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างคือผู้เข้าฝึกอบรมจำนวน 480คนและโรงเรียนตาดีกาจำนวน 25แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินความพึงพอใจแบบทดสอบ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติแบบประเมิน


19 ทัศนคติต่อวิชาชีพครูแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสำรวจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test dependent คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์และ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพด้วยวิธีDEA และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิจัยเชิงประเมินโครงการเสริมศักยภาพครูสอนตาดีกาในโรงเรียนสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้โดยใช้รูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค ด้านปฏิกิริยาของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านการเรียนรู้มีคะแนนหลังการอบรมมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่า ก่อนอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ด้านพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมีทักษะการปฏิบัติภาพรวมอยู่ในระดับ ปฏิบัติบ่อยครั้งและทัศนคติหลังการอบรมภาพรวมอยู่ในระดับดีมากและด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังอบรม ภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของโรงเรียนตาดีกาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย วิธีการ DEA โดยอาศัยตัวแบบ CCR และ BCC พบว่ามีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพถึง 24แห่ง จาก 25แห่ง 3) แนวทางในการเสริมศักยภาพครูสอนตาดีกาในโรงเรียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า (1) ด้านผู้บริหารโรงเรียนตาดีกาควรมีหลักสูตร หรือโครงการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ ของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนตาดีกา (2) การพัฒนาครูตาดีกา เปิดโอกาสให้ครูตาดีกาได้รับการพัฒนา อย่างทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะครูตาดีกาที่ยังไม่เคยได้รับการฝึกอบรม และ (3) การจัดการเรียน การสอน เพื่อพัฒนาศักยภาพครูสอนตาดีกา ควรมีการนิเทศติดตามการสอนอย่างต่อเนื่อง นรินทร์ สังข์รักษา (2561) ได้ศึกษา การวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของครู อาชีวศึกษาให้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยการวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์และความต้องการในการเสริมสร้างสมรรถนะให้ครูอาชีวศึกษา พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 2) วิเคราะห์รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะให้ครูอาชีวศึกษาพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่อง 3) เสนอแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะให้ครูอาชีวศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และ 4) ประเมินและถอดบทเรียนรูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะให้ครูอาชีวศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างเป็นครูอาชีวศึกษาในภูมิภาคตะวันตก 8 จังหวัด จำนวน 384 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ดำเนินการวิจัยในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี กลุ่มเป้าหมาย 21 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แนวทางการสัมภาษณ์ เชิงลึก และแนวทางการสนทนากลุ่ม หลักสูตรการฝึกอบรมและคู่มือ แบบทดสอบก่อนและหลังการ ฝึกอบรมแบบประเมินคุณภาพงานวิจัย แบบสอบถามความพึงพอใจ แนวทางการถอดบทเรียน การวิเคราะห์เชิงปริมาณความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที และการวิเคราะห์ เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันตก ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความมุ่งมั่นและความพึงพอใจต่อวิชาชีพครู และการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมาก ความต้องการของ การวิจัยในชั้นเรียนทุกคน ร้อยละ 30.00 2) รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะให้ครูพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยการวิจัยในชั้น เรียน เรียกว่า “OCC-EDU Model” และผ่านการรับรองรูปแบบ 3) ผลการทดลอง การจัดอบรมมีคะแนนก่อนการและหลังการอบรมเฉลี่ยแตกต่างกัน การประเมินความรู้ ความสามารถและการปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียนของครูอาชีวศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะให้ครูอาชีวศึกษาพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยการวิจัยในชั้นเรียน


20 ได้แก่ ครูต้องมีแรงบันดาลใจและไฟในตัวผู้บริหารให้งบประมาณ เพื่อนร่วมงานทำงานเป็นทีม ครอบครัวให้กำลังใจ 4) ความพึงพอใจของครูอาชีวศึกษาที่มีต่อรูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะให้ครูพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่องในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และการถอดบทเรียน พบว่า (1) การมีส่วนร่วม ในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการอย่างครูมืออาชีพ (2) มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการให้คุณค่าในวิชาชีพครู (3) มีวัฒนธรรมร่วมในบทบาทของความเป็นครู (4) การปฏิบัติที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างสรรค์การเรียนรู้ (5) ผู้นำมีบทบาท วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษา (6) ครูมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีความมุ่งมั่นและมีไฟในตัว และ (7) ความร่วมมือในการทำงาน เป็นทีม รสาพร หม้อศรีใจ (2562) ได้ศึกษา รายงานการประเมินผลการใช้หลักสูตรการจัดทำหนังสือ เรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการพัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครู การศึกษานอกโรงเรียน 2) ประเมินการเรียนรู้(Learning) ของผู้เข้ารับการพัฒนาตามหลักสูตรการ จัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน 3) ประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการพัฒนาที่นำความรู้และทักษะจากการพัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียน รายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนไปใช้ในการปฏิบัติงาน และ 4) ประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการพัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครู การศึกษานอกโรงเรียนที่เกิดต่อองค์กร ดำเนินการประเมินโดยประยุกต์ใช้รูปแบบของเคิร์กแพทริค (Kirkpatrick Model) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในประเมินหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี สำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนครั้งนี้ เป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู และครู กศน. ของสถานศึกษาที่ส่งข้าราชการครูเข้ารับการ พัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน จำนวน 27 คน มีพื้นที่ดำเนินการศึกษา ได้แก่ 1) กลุ่มศูนย์ หล่ายดอย กศน.อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 2) กลุ่มศูนย์อิงดอย อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย 3) กลุ่มศูนย์ห้าขุนศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย และ 4) กลุ่มศูนย์อู่ข้าวอู่น้ำ อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากการประเมินความพึงพอใจ การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการ สัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม บันทึกข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการสร้างข้อสรุปจากข้อมูล ที่ได้จากการสังเกตการสัมภาษณ์และ การสนทนากลุ่ม พร้อมทั้งวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากข้อมูลที่ได้จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า ผลการประเมินในภาพรวมผ่านเกณฑ์การประเมินทุกด้าน และเมื่อแยก เป็นประเด็น พบว่า 1) ด้านปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการพัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียน รายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน ที่ศึกษาความพึงพอใจต่อหลักสูตรการจัดทำหนังสือ เรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนในภาพรวมผ่านเกณฑ์การประเมิน มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุดสี่ด้าน ได้แก่ ด้านวิทยากรด้านกระบวนการการจัดการเรียนรู้ ด้านหลักสูตร และด้านประโยชน์ที่ได้รับ และระดับมากสองด้าน คือด้านสภาพแวดล้อมและด้านสื่อ ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง


21 ทั้งหมดมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน ในระดับมากขึ้นไป จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 100 2) ด้านการเรียนรู้(Learning) ของผู้เข้ารับการพัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียน รายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน ที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตร การจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี สำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน มีผู้ที่ได้คะแนนรวม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 นวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 100 3) ด้านพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการพัฒนาที่นำความรู้และทักษะจากการ พัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนไปใช้ใน การปฏิบัติงาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการพัฒนาทุกคนนำความรู้และทักษะจากการพัฒนาตามหลักสูตร การจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีไปปรับปรุงและจัดทำหนังสือเรียน นำไปปรับใช้ในการจัดทำและ แนะนำครู กศน. ในการจัดทำใบความรู้ ใบงานและการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการจัดทำ บทเรียนออนไลน์ 4) ด้านผลลัพธ์ (Results) ที่เกิดต่อองค์กร ที่ศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาของผู้เข้ารับ การพัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนที่มีต่อ สถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง พบว่า สถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องของสถานศึกษาทุกแห่งที่ส่งข้าราชการครู เข้ารับการพัฒนาได้รับประโยชน์ในด้านการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี จากสรุปผลการอบรม เอกสารประกอบการอบรมตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี การวางแผนเพื่อยกร่าง หลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่การทำสื่อ ใบความรู้รวมถึงส่งผลให้สถานศึกษามีแผนในการจัดทำ หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีเพิ่มเติมการปรับปรุงหลักสูตรรายวิชาเสรี การพัฒนาบุคลากรในเรื่องการพัฒนา หลักสูตรรายวิชาเลือกเสรีและการจัดทำหนังสือเรียน โดยให้ข้าราชการครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ เมื่อนำ ผลการประเมินเทียบกับเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินที่กำหนดไว้ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกด้าน


22 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ ในการรายงานการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีผู้รายงานแบ่งวิธีการรายงาน ออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 1) การประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 2)การประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 3) การประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย และ 4) การประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย มีรายละเอียดการดำเนินการ ตามขั้นตอนดังนี้ ส่วนที่ 1 การประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1.1 ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ คือ ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ปีการศึกษา 2564 จำนวน 79 คน 1.1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้คำนวณโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane, 1976) เพื่อหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ระดับความเชื่อมั่นเท่ากับร้อยละ 95 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ไม่เกิน 5 หรือระดับนัยสำคัญ 0.05 มีสูตรดังนี้ n = N 1+Ne2 กำหนดให้ n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง N = ขนาดของกลุ่มประชากร e = ความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่าง เมื่อนำข้อมูลมาแทนค่าในสูตร n = 79 1+79(0.05)2 n = 66.25 n = 67


23 ดังนั้น ได้กลุ่มตัวอย่างครูจำนวน 67คน แล้วดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามแผนกวิชา และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก ดังตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 แสดงจำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ปีการศึกษา 2564 จำแนกตามแผนกวิชา แผนกวิชา จำนวนประชากร (คน) จำนวนกลุ่มตัวอย่าง (คน) การบัญชี 9 8 การตลาด 5 4 การเลขานุการ 4 3 คอมพิวเตอร์ธุรกิจ 11 9 วิจิตรศิลป์ 3 3 คอมพิวเตอร์กราฟิก 5 4 แฟชั่นสิ่งทอ 2 2 อาหารและโภชนาการ 10 8 คหกรรมศาสตร์ 2 2 โรงแรม 4 3 ท่องเที่ยว 3 3 สามัญสัมพันธ์ 21 18 รวม 79 67 1.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการประเมินโครงการ เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการประเมินโครงการ คือ แบบสอบถามความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีโดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ตอนที่ 2 ความพึงพอใจต่อโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีจำนวน 18 ข้อ ซึ่งมี ลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของลิเคิร์ท (Likert, 1961: 247) 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมาก 3 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อย 1 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด ตอนที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโครงการฝึกอบรมฯ 1.3 การสร้างเครื่องมือ 1.3.1 ศึกษาเอกสารและหนังสือที่เกี่ยวข้องกับแบบสอบถามความพึงพอใจ


24 1.3.2 ศึกษาบริบทของโครงการฝึกอบรมและครูผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้ แบบสอบถามความพึงพอใจมีการสอบถามได้ตรงประเด็น 1.3.3 สร้างและกำหนดหัวข้อของแบบสอบถามความพึงพอใจต่อโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัย อาชีวศึกษาเพชรบุรี 1.3.4 นำแบบการสอบถามความพึงพอใจต่อโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบคุณภาพ ความถูกต้อง ชัดเจนของการใช้ภาษา ให้มีความตรงเชิงเนื้อหาของคำถามในแต่ละข้อว่าตรงตามวัตถุประสงค์ประเมินโครงการครั้งนี้หรือไม่ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อคำถาม ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนความคิดเห็นดังนี้ คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้อง คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้อง คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่สอดคล้อง ผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ ดังมีรายนามต่อไปนี้ 1) ดร.อภิชาติ เนินพรหม ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาคใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2) ดร.อโนทยา เรืองศรีศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา 3) ดร.ธนสาร รุจิรา ศึกษานิเทศก์ชำนาญการ หน่วยศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 4) ดร.บัณฑิตย์สิงห์ช่างชัย ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 5 ) ดร.นทัต อัศภาภรณ์อาจารย์ประจำสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 1.3.5 หลังจากผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเสร็จแล้ว นำผลคะแนนไปหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของข้อคำถามและวัตถุประสงค์การประเมินโครงการ (Item Objective Congruence Index: IOC) โดยนำค่าที่ได้มาแทนในสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543) IOC = ∑ R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ วัตถุประสงค์การประเมินโครงการ ∑R แทน ผลรวมของคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.3.6 พิจารณาข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ การประเมินโครงการ หากมีค่า IOC≥0.5 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ จากการพิจารณาพบว่าได้ค่า IOC 1.00 ทุกข้อ 1.3.7 นำแบบสอบถามที่ผ่านการแก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try-Out) กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง


25 1.3.8 นำแบบสอบถามที่ได้รับคืนจากการทดลองใช้มาตรวจคะแนนและคำนวณหาค่า ความเชื่อมั่น (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543) ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.931 1.3.9 นำแบบสอบถามมาปรับปรุง และจัดพิมพ์เพื่อนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 1.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้รายงานได้ดำเนินการเก็บข้อมูลตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1.4.1 ผู้รายงานจัดทำโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 1.4.2 จัดดำเนินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีจำนวน 67 คน ระหว่าง วันที่ 10-12 ธันวาคม 2564 จำนวน 21 ชั่วโมง ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี โดยมีวิทยากรภายนอก มาให้ความรู้ตามหลักสูตรการอบรม 1.4.3 ผู้รายงานเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการนำส่งแบบสอบถามความพึงพอใจหลังจาก การอบรม โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ Google Forms ให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมกรอกข้อมูลและ ตรวจสอบข้อมูลตอบรับว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วน 1.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ผู้รายงานได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1.5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้การแจกแจงความถี่ (Frequency) และหาค่าร้อยละ (Percentage) แบบสอบถามความพึงพอใจได้กำหนดมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale) 5 ระดับคุณภาพเพื่อแปลผลข้อมูล ผู้รายงานได้ปรับใช้เกณฑ์ของเบสต์ (Best, 1989) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง พึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง พึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด ส่วนที่ 2 การประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 2.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2.1.1 ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ คือ ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ปีการศึกษา 2564 จำนวน 79 คน 2.1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ คำนวณโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane, 1976) เพื่อหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ระดับความเชื่อมั่นเท่ากับร้อยละ 95 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ไม่เกิน 5 หรือระดับนัยสำคัญ 0.05 เมื่อคำนวณตามสูตร พบว่า ได้กลุ่มตัวอย่างครูจำนวน 67 คน แล้วดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ(Stratified Random Sampling) ตามแผนกวิชา และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก


26 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการประเมินโครงการ เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการประเมินโครงการ คือ แบบทดสอบก่อน-หลัง การอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ ได้มาจากหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย โดยได้รับการอนุเคราะห์จากผู้รับผิดชอบหลักสูตร มาเป็นวิทยากรในการฝึกอบรม และใช้หลักสูตรที่ได้รับการรับรอง โดย ก.ค.ศ. มีรายละเอียดดังนี้ ชื่อหลักสูตร : พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน สู่งานวิจัย รหัสหลักสูตร : 63001007 ชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักสูตร : ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร ผู้รับผิดชอบหลักสูตร : นางอโนทยา เรืองศรี สังกัดศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร 2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 2.3.1 ผู้รายงานจัดทำโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 2.3.2 จัดดำเนินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีจำนวน 67 คน ระหว่าง วันที่ 10-12 ธันวาคม 2564 จำนวน 21 ชั่วโมง ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี โดยมีวิทยากรภายนอก มาให้ความรู้ตามหลักสูตรการอบรม 2.3.3 ผู้รายงานเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการให้ผู้เข้าอบรมทำแบบทดสอบก่อนและ หลังการอบรม โดยใช้แบบทดสอบออนไลน์ Google Forms จากนั้นผู้รายงานตรวจสอบข้อมูลว่ามีความสมบูรณ์ ครบถ้วน 2.4 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ผู้รายงานได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำคะแนนผลการทดสอบก่อนอบรม และหลัง การอบรม มาคิดเป็นร้อยละเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนการอบรมและหลัง การอบรม จากการทดสอบค่าที (t-test) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด , 2545) ส่วนที่ 3 การประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ คือ ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ปีการศึกษา 2564 จำนวน 79 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ คำนวณโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane, 1976) เพื่อหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ระดับความเชื่อมั่นเท่ากับร้อยละ 95 มีค่า ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ไม่เกิน 5 หรือระดับนัยสำคัญ 0.05 เมื่อคำนวณตามสูตร พบว่าได้กลุ่ม ตัวอย่างครูจำนวน 67 คน แล้วดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ(Stratified Random Sampling) ตาม แผนกวิชา และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก ดังตารางที่ 3.1


27 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานผลการประเมินโครงการ แบบประเมินพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีมี 1 ตอน คือ การประเมินพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีจำนวน 7 ข้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของลิเคิร์ท (Likert, 1961: 247) 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อยที่สุด 3.3 การสร้างเครื่องมือ 3.3.1 ศึกษาเอกสารและหนังสือที่เกี่ยวข้องกับแบบประเมินพฤติกรรม 3.3.2 ศึกษาบริบทของโครงการฝึกอบรมและครูผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้แบบประเมิน มีการประเมินได้ตรงประเด็น 3.3.3 สร้างและกำหนดหัวข้อของแบบประเมินพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการ ฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 3.3.4 นำแบบการประเมินพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบคุณภาพ ความถูกต้อง ชัดเจนของการใช้ภาษาให้มีความตรงเชิงเนื้อหาของคำถามในแต่ละข้อว่าตรงตามวัตถุประสงค์ประเมิน โครงการครั้งนี้หรือไม่ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อคำถาม ซึ่งมีเกณฑ์การให้ คะแนนความคิดเห็นดังนี้ คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้อง คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้อง คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่สอดคล้อง ผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ ดังมีรายนามต่อไปนี้ 1) ดร.อภิชาติ เนินพรหม ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาคใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2) ดร.อโนทยา เรืองศรีศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา 3) ดร.ธนสาร รุจิรา ศึกษานิเทศก์ชำนาญการ หน่วยศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 4) ดร.บัณฑิตย์ สิงห์ช่างชัย ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา


28 5 ) ดร.นทัต อัศภาภรณ์อาจารย์ประจำสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3.3.5 หลังจากผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเสร็จแล้ว นำผลคะแนนไปหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของข้อคำถามและวัตถุประสงค์การประเมินโครงการ (Item Objective Congruence Index: IOC) โดยนำค่าที่ได้มาแทนในสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543) IOC = ∑ R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ วัตถุประสงค์การประเมินโครงการ ∑R แทน ผลรวมของคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 3.3.6 พิจารณาข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ การประเมินโครงการ หากมีค่า IOC≥0.5 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ จากการพิจารณาพบว่าได้ค่า IOC 1.00 ทุกข้อ 3.3.7 นำแบบสอบถามที่ผ่านการแก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try-Out) กับ ประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง 3.3.8 นำแบบสอบถามที่ได้รับคืนจากการทดลองใช้มาตรวจคะแนนและคำนวณหา ค่าความเชื่อมั่น (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543) ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.943 3.3.9 นำแบบสอบถามมาปรับปรุง และจัดพิมพ์เพื่อนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้รายงานได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ประเมินพฤติกรรมของครูหลังจากการอบรมเสร็จสิ้น มีขั้นตอนดังนี้ 1) ผู้รายงานจัดทำโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อ สร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 2) จัดดำเนินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีจำนวน 67 คน ระหว่าง วันที่ 10-12 ธันวาคม 2564 จำนวน 21 ชั่วโมง ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี โดยมีวิทยากรภายนอก มาให้ความรู้ตามหลักสูตรการอบรม 3) ผู้รายงานเก็บรวบรวมข้อมูลโดย ให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมประเมินตนเอง หลังจากเสร็จสิ้นการอบรม จากนั้นผู้รายงานตรวจสอบข้อมูลว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วน ระยะที่ 2 ประเมินพฤติกรรมของครูหลังจากการอบรมภายใน 3 เดือน ในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยเป็นการประเมินพฤติกรรมของครูผู้เข้าอบรมหลังจากเสร็จสิ้นจากการ อบรมแล้ว เป็นเวลา 3 เดือน มีขั้นตอนดังนี้ 1) หลังจากการอบรมเสร็จสิ้น ครูนำความรู้และทักษะ ที่ได้รับจากการอบรม ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาตามชื่อเรื่องที่เสนอในที่อบรม ในช่วงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 2) ผู้รายงานเก็บรวบรวมข้อมูลโดย ให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมประเมินตนเอง ครั้งที่ 2 จากนั้นผู้รายงานตรวจสอบข้อมูลว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วน


29 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรม ทำการ วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย (X̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แบบประเมินพฤติกรรมได้กำหนดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คุณภาพเพื่อแปลผลข้อมูล ผู้รายงานได้ปรับใช้เกณฑ์ของเบสต์ (Best, 1989 : 204-208) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง ระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง ระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง ระดับน้อยที่สุด ส่วนที่ 4 การประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ คือ ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ปีการศึกษา 2564 จำนวน 79 คน 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ คำนวณโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane, 1976) เพื่อหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ระดับความเชื่อมั่นเท่ากับร้อยละ 95 มีค่า ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ไม่เกิน 5 หรือระดับนัยสำคัญ 0.05 เมื่อคำนวณตามสูตร พบว่าได้ กลุ่มตัวอย่างครูจำนวน 67 คน แล้วดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ(Stratified Random Sampling) ตามแผนกวิชา และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก ดังตารางที่ 3.1 4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับสถานศึกษา 2) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับครู และ 3) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน 4.3 การสร้างเครื่องมือ 4.3.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลลัพธ์ของการจัดโครงการและศึกษา บริบทของโครงการฝึกอบรมและครูผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้แบบประเมินมีการประเมินได้ตรงประเด็น 4.3.2 สร้างข้อคำถามในแบบสัมภาษณ์โดยนำข้อมูล ที่ได้จากการวิเคราะห์ เป็นกรอบแนวคิด ในการสร้างข้อคำถาม 4.3.3 นำแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบคุณภาพ ความถูกต้อง ชัดเจนของการใช้ภาษาให้มีความตรงเชิงเนื้อหาของคำถามในแต่ละข้อว่าตรงตาม วัตถุประสงค์ประเมินโครงการครั้งนี้หรือไม่ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อคำถาม ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนความคิดเห็นดังนี้ คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้อง คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้อง คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่สอดคล้อง ผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ ดังมีรายนามต่อไปนี้


30 1) ดร.อภิชาติ เนินพรหม ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาคใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2) ดร.อโนทยา เรืองศรีศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา 3) ดร.ธนสาร รุจิรา ศึกษานิเทศก์ชำนาญการ หน่วยศึกษานิเทศก์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 4) ดร.บัณฑิตย์ สิงห์ช่างชัย ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 5 ) ดร.นทัต อัศภาภรณ์อาจารย์ประจำสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 4.3.4 หลังจากผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเสร็จแล้ว นำผลคะแนนไปหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของข้อคำถามและวัตถุประสงค์การประเมินโครงการ (Item Objective Congruence Index: IOC) โดยนำค่าที่ได้มาแทนในสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543) IOC = ∑ R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ วัตถุประสงค์การประเมินโครงการ ∑R แทน ผลรวมของคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 4.3.5 พิจารณาข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ การประเมินโครงการ หากมีค่า IOC≥0.5 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ จากการพิจารณาพบว่าได้ค่า IOC 1.00 ทุกข้อ 4.3.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบสัมภาษณ์ให้เป็นเครื่องมือที่ให้สมบูรณ์ตามข้อเสนอแนะและ จัดพิมพ์เพื่อนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้รายงานได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 สัมภาษณ์ครูหลังจากการอบรมเสร็จสิ้น มีขั้นตอนดังนี้ 1) ผู้รายงานจัดทำโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 2) จัดดำเนินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีจำนวน 67 คน ระหว่าง วันที่ 10-12 ธันวาคม 2564 จำนวน 21 ชั่วโมง ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี โดยมีวิทยากรภายนอก มาให้ความรู้ตามหลักสูตรการอบรม 3) ผู้รายงานเก็บรวบรวมข้อมูลโดย สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม หลังจาก เสร็จสิ้นการอบรม จากนั้นผู้รายงานตรวจสอบข้อมูลว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วน


31 ระยะที่ 2 สัมภาษณ์ครูหลังจากการอบรมภายใน 3 เดือน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยเป็นการสัมภาษณ์ครูผู้เข้าอบรมหลังจากเสร็จสิ้นจากการอบรมแล้ว เป็นเวลา 3 เดือน มีขั้นตอนดังนี้ 1) หลังจากการอบรมเสร็จสิ้น ครูนำความรู้และทักษะ ที่ได้รับจากการอบรม ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาตามชื่อเรื่องที่เสนอในที่อบรม ในช่วงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 2) ผู้รายงานเก็บรวบรวมข้อมูลโดย สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมประเมิน ตนเอง ครั้งที่ 2 จากนั้นผู้รายงานตรวจสอบข้อมูลว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วน 4.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้รายงานนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ทั้ง 2 ระยะ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับสถานศึกษา 2) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับครู 3) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน


32 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการรายงานเรื่องการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการ จัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ผู้รายงานขอนำเสนอผลการรายงานการประเมินโครงการ ออกเป็น 4 ตอน ตามลำดับดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ตอนที่ 2 ผลการประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ตอนที่ 3 ผลการประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ตอนที่ 4 ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ตอนที่ 1 ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 1.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 67 คนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง จำนวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 89.55 และเป็นเพศชาย จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 10.45 ประสบการณ์การเป็นครูผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีประสบการณ์การเป็นครูน้อย กว่า 5 ปีจำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 44.78 รองลงมา มีประสบการณ์การเป็นครูมากกว่า 10 ปีขึ้นไป จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 34.32 และมีประสบการณ์การเป็นครูตั้งแต่ 5 - 10 ปีจำนวน 14 คน คิดเป็น ร้อยละ 20.90ตามลำดับ ครู/วิทยฐานะ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นครูพิเศษสอน จำนวน 19 คน คิดเป็น ร้อยละ 28.36 รองลงมามีวิทยฐานะครูชำนาญการ จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 19.40 มีวิทยฐานะครู ชำนาญการพิเศษ จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 16.42 ครูผู้ช่วย และครู จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 13.43 และพนักงานราชการ (ครู) จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 8.96 ตามลำดับ สาขาวิชา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นครูสาขาวิชาสามัญสัมพันธ์ จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 25.37 รองลงมา ครูสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 14.93 ครูสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 13.43 ครูสาขาวิชาการบัญชี จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 11.94 ครูสาขาวิชาการตลาด และคอมพิวเตอร์กราฟิก จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 7.46 ครูสาขาวิชาการจัดการสำนักงาน และการโรงแรม จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 4.48 ครูสาขาวิชา คหกรรมศาสตร์ และแฟชั่นและสิ่งทอ จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.99 และครูสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.49


33 1.2 ระดับความพึงพอใจของครูผู้เข้าร่วมอบรมที่มีต่อโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพชรบุรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน มีความพึงพอใจต่อโครงการ ฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีโดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.78, S.D. = 0.43) เมื่อ พิจารณารายด้านพบว่า ด้านคุณภาพผลลัพธ์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.87, S.D. = 0.34) รองลงมาคือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและด้านกระบวนการ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.76, S.D. = 0.45) และด้านวิทยากร มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.73, S.D. = 0.46) ตามลำดับ รายละเอียดแต่ละด้าน สามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้ ด้านกระบวนการ กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน มีความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.76, S.D. = 0.45) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าได้รับความรู้หรือประโยชน์จากกระบวนการจัดกิจกรรมทุกขั้นตอน อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.93, S.D. = 0.26) รองลงมาคือเนื้อหาและกิจกรรมตรงกับวัตถุประสงค์ ของโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.90, S.D. = 0.31) ส่วนรูปแบบและวิธีการฝึกอบรม มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.63, S.D. = 0.49) ด้านวิทยากร กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน มีความพึงพอใจต่อโครงการ ฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด(X̅ = 4.73, S.D. = 0.46) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่ากระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วม อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.90, S.D. = 0.31) รองลงมาคือมีความรู้ และเชี่ยวชาญในเนื้อหาที่สอน อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.84, S.D. = 0.37) ส่วนมีความสามารถใน การถ่ายทอด อธิบาย สื่อสารให้เข้าใจง่าย อยู่ในระดับมากที่สุด(X̅ = 4.54, S.D. = 0.56) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน มีความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.76, S.D. = 0.43) เมื่อพิจารณา รายข้อ พบว่าคุณภาพของเอกสารประกอบการฝึกอบรม อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.91, S.D. = 0.29) รองลงมาคือสื่อที่ใช้ในการจัดกิจกรรมน่าสนใจอยู่ในระดับมากที่สุด(X̅ = 4.78, S.D. = 0.42) ส่วนวัสดุ อุปกรณ์ ภาพ เสียง มีความเหมาะสมและเพียงพอ อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.66, S.D. = 0.48) ด้านคุณภาพผลลัพธ์กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน มีความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.87, S.D. = 0.34) เมื่อพิจารณา รายข้อ พบว่าได้รับบริการที่เป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.94, S.D. = 0.24) รองลงมาคือ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.88, S.D. = 0.33) ส่วนได้รับความรู้และทักษะสิ่งที่ตรงตามความต้องการ อยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.82, S.D. = 0.39)


34 ตอนที่ 2 ผลการประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย พบว่าคะแนนและค่าร้อยละของการทดสอบก่อนการอบรมและหลังการอบรม โครงการ ฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย โดยการ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ก่อนเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 14.12 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.35 คิดเป็นร้อยละ 70.60 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 11.77 และหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 18.06 ค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.46 คิดเป็นร้อยละ 90.30 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.32 ผ ล ก า ร ว ิ เ ค ร า ะ ห ์ ค ว า ม แ ต ก ต ่ า ง ข อ ง ค ะ แ น น ก า ร ท ด ส อ บ ก ่ อ น ก า ร อ บ ร ม และหลังการอบรม จากการทดสอบค่าที (t-test) โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 แสดงว่า โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรม การเรียนการสอนสู่งานวิจัย ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอบรมสูงขึ้น ตอนที่ 3 ผลการประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ผู้รายงานขอเสนอผลการประเมินพฤติกรรม โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ 3.1 ระยะที่ 1 ประเมินพฤติกรรมของครูหลังจากการอบรมเสร็จสิ้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน ผลการประเมิน พฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ระยะที่ 1 มีค่าคะแนนความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (X̅ = 4.50, S.D. = 0.50) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการเปิดรับ มีค่าคะแนนความคิดเห็น อยู่ในระดับ มากที่สุด (X̅ = 4.63, S.D. = 0.49) รองลงมาคือ ด้านการรับรู้มีค่าคะแนนความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.61, S.D. = 0.49) และด้านความกระตือรือร้น มีค่าคะแนนความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (X̅ = 4.39, S.D. = 0.49) 3.2 ระยะที่ 2 ประเมินพฤติกรรมของครูหลังจากการอบรมภายในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งเป็นการประเมินพฤติกรรมของครู หลังการอบรมเป็นเวลา 3 เดือน พบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน ผลการประเมิน พฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ระยะที่ 2 มีค่าคะแนนความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.65, S.D. = 0.48) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความรู้มีค่าคะแนนความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.82, S.D. = 0.39) รองลงมาคือ ด้านการรับรู้มีค่าคะแนนความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.73, S.D. = 0.45) และด้านความมุ่งหวัง มีค่าคะแนนความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.51, S.D. = 0.50) 3.3 เปรียบเทียบผลการประเมินพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบผลการประเมินพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ทั้ง 2 ระยะ พบว่า


35 ผลการประเมินพฤติกรรมของครูผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด 67 คน ระยะที่ 2 สูงกว่าระยะที่ 1 ทุกด้าน โดยมี ค่าคะแนนความคิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.15 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า 1) ด้านการรับรู้มีค่าคะแนนความ คิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.12 2) ด้านความรู้มีค่าคะแนนความคิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.22 3)ด้านการเปิดรับ มีค่า คะแนนความคิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.09 4) ด้านความเข้าใจ มีค่าคะแนนความคิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.13 5) ด้านความกระตือรือร้น มีค่าคะแนนความคิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.13 6) ด้านความมุ่งหวัง มีค่าคะแนน ความคิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.08 และ 7) ด้านความพร้อม มีค่าคะแนนความคิดเห็นเฉลี่ยสูงขึ้น 0.28 แสดงให้เห็นว่าหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรม เป็นเวลา 3 เดือน ครูผู้เข้ารับการอบรมยังมีพฤติกรรมตาม ความคาดหวังของโครงการอย่างต่อเนื่อง ตอนที่4 ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย การประเมินผลลัพธ์ (Results) ของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี จำนวน 67 คน ได้นำเสนอในรูปแบบสัมภาษณ์ในประเด็นการสัมภาษณ์ผลลัพธ์จากโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัย อาชีวศึกษาเพชรบุรีโดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการสัมภาษณ์ครูหลังจากการอบรมเสร็จสิ้น และ ระยะที่ 2 สัมภาษณ์ครูหลังจากการอบรมภายใน 3 เดือน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยเป็นการสัมภาษณ์ครูผู้เข้าอบรมหลังจากเสร็จสิ้นจากการอบรมแล้ว เป็นเวลา 3 เดือน สามารถสรุป ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ได้ตามตารางที่ 4.8 ดังนี้ ผลการประเมินผลลัพธ์ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 พบว่า 1) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับ สถานศึกษา ระยะที่ 1 สถานศึกษาได้มีการพัฒนาครูในด้านการสอน ที่มีความรู้ทางด้านการวิจัยเพื่อ การศึกษา ที่จะช่วยส่งเสริมการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอน หรือผู้เรียน ซึ่งจะทำให้เกิด การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระยะที่ 2 ส่งผลให้สถานศึกษามีคุณภาพ ผ่านตัวชี้วัดทางด้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละชั้นปีและแผนกวิชา 2) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับครู ครูได้พัฒนา ตนเองในด้านการจัดการเรียนการสอน ผ่านการเรียนรู้ทางด้านการใช้วิจัยในการแก้ปัญหาและพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนและผู้เรียนรายกลุ่มหรือรายบุคคล และงานวิจัยของครูมีรูปแบบการวิจัยที่หลากหลาย มากขึ้น จากเดิมเป็นการวิจัยในชั้นเรียนเชิงสำรวจ หลังจากการอบรมครูได้พัฒนารูปแบบกระบวนการวิจัยใน ชั้นเรียนในรูปแบบการพัฒนาและแก้ไขปัญหาผู้เรียน และระยะที่ 2 ครูสามารถ แก้ไขปัญหาพัฒนาการ จัดการเรียนการสอนและผู้เรียนรายกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้ได้ อย่างต่อเนื่อง ได้รับการกำกับติดตาม นิเทศการจัดการเรียนการสอนในการประยุกต์ใช้งานวิจัย และได้รับ คำแนะนำเพื่อพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาผู้เรียน ครูได้รับการตรวจคุณภาพงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีครูที่มี ผลการประเมินงานวิจัยในชั้นเรียนระดับดีเด่น จำนวน 12 คน ระดับดีมาก จำนวน 8 คน และได้รับเกียรติ บัตรเพื่อรับรองการทำวิจัยในชั้นเรียน และ 3) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน ระยะที่ 1 ผลลัพธ์ยังไม่เกิด ขึ้นกับผู้เรียน และระยะที่ 2 ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะความรู้ในสาขาวิชาชีพและวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ผ่าน การจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับผู้เรียนผ่านกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนรายบุคคล ตามวิชาที่ครูทำวิจัยในชั้นเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนรายบุคคลสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา


36 จากข้อสังเกต ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับสถานศึกษา 2) ด้าน ผลลัพธ์ที่เกิดกับครูและ 3) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน ในระยะที่ 1 จะมีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันกับ ระยะที่ 2 เนื่องจากการประเมินผลลัพธ์นั้น ประเมินในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน จึงทำให้ทราบว่า การจัด โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับ ครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีนั้น ทำให้เกิดผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพราะฉะนั้นในการรายงาน การประเมินโครงการเพื่อให้ได้ผลที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมินผลลัพธ์ทั้ง 3 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในทางที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นว่าการ จัดอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีในครั้งนี้ส่งผลที่ดีทั้งต่อสถานศึกษา ครู และผู้เรียน


37 บทที่ 5 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การรายงานเรื่องการประเมินโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย 2) เพื่อประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียน การสอนสู่งานวิจัย 3) เพื่อประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย และ 4) เพื่อประเมิน ผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อ สร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย จากการดำเนินการศึกษานั้น สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ ข้อมูล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ได้ดังต่อไปนี้ 5.1 สรุปผลการรายงานผลการประเมินโครงการ 5.1.1 ปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรม ผ่านการประเมินความพึงพอใจต่อโครงการ ฝึกอบรม พัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี โดยรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.78 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 5.1.2 การเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมผ่านการประเมินคะแนนและค่าร้อยละของ การทดสอบก่อนการอบรมและหลังการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย โดยการทดสอบก่อนอบรมและหลังอบรม ก่อนเรียนมีค่า คะแนนเฉลี่ยที่ 14.12 คิดเป็นร้อยละ 70.60 และหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 18.06 คิดเป็นร้อยละ 90.30 5.1.3 พฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการ ผ่านการประเมินพฤติกรรม ใน โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน สู่งานวิจัยมีค่า คะแนนความคิดเห็นเฉลี่ย 4.65 อยู่ในระดับมากที่สุด 5.1.4 ผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย ได้นำเสนอในรูปแบบสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 67 คน ในประเด็นการสัมภาษณ์ผลลัพธ์ของครูที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สำหรับครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีสามารถสรุป ความเป็นรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับสถานศึกษา สถานศึกษาได้มีการพัฒนาครูในด้านการสอน ที่มี ความรู้ทางด้านการวิจัยเพื่อการศึกษา ที่จะช่วยส่งเสริมการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการ สอนหรือผู้เรียน ซึ่งจะทำให้เกิดการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้สถานศึกษามีคุณภาพผ่าน ตัวชี้วัดทางด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละชั้นปีและแผนกวิชา 2) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับครู ครูได้พัฒนาตนเองในด้านในการจัดการเรียนการสอน ผ่าน การเรียนรู้ทางด้านการใช้วิจัยในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน และตัวผู้เรียนรายกลุ่มหรือ รายบุคคลเพื่อให้เกิดผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ได้มากที่สุด


38 3) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะความรู้ในสาขาวิชาชีพ และวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ผ่านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับผู้เรียนผ่าน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนรายบุคคลที่สูงขึ้น 5.2 อภิปรายผล 5.2.1 ผลการประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย โดยรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.78 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งแสดงได้ว่า ผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย มีผลลัพธ์ทางด้านปฏิกิริยา ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับงานวิจัยของ รสาพร หม้อศรีใจ (2562) รายงานการประเมินผลการใช้ หลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน พบว่า ผลการ ประเมินด้านปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้ารับการพัฒนาตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชา เลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน ที่ศึกษาความพึงพอใจต่อหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียน รายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนในภาพรวมผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุดสี่ด้าน ได้แก่ ด้านวิทยากรด้านกระบวนการการจัดการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและด้าน ประโยชน์ที่ได้รับ และระดับมากสองด้าน คือด้านสภาพแวดล้อมและด้านสื่อ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีความพึงพอใจต่อหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนใน ระดับมากขึ้นไป จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 100 5.2.2 ผลการประเมินการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย โดยการทดสอบก่อนอบรม และหลังอบรม ก่อนอบรมมีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 14.12 คิดเป็นร้อยละ 70.60 และหลังอบรมมีค่าคะแนน เฉลี่ยที่ 18.06 คิดเป็นร้อยละ 90.30 และเมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนการ อบรมและหลังการอบรม จากการทดสอบค่าที (t-test) โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการ เรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการ เรียนการสอนสู่งานวิจัย ทำให้ผลสัมฤทธิ์การอบรมสูงขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ นาซีฟะ เจ๊ะมูดอ (2560) การวิจัยเชิงประเมินโครงการเสริมศักยภาพครูสอนตาดีกาในโรงเรียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้ รูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค ซึ่งผลการประเมินการเรียนรู้ มีคะแนนหลังการอบรมมีคะแนน เฉลี่ยมากกว่าก่อนอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2.3 ผลการประเมินพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย มีค่าคะแนนความคิดเห็น เฉลี่ย 4.65 อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งแสดงได้ว่า การแสดงออกทางพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรม โครงการฝึกอบรมพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย สอดคล้องกับงานวิจัยของ รสาพร หม้อศรีใจ (2562) รายงานการประเมินผลการใช้หลักสูตรการจัดทำ หนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งมีความสอดคล้องกันในส่วนของ ผลการประเมินด้านพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้ารับการพัฒนาที่นำความรู้และทักษะจากการพัฒนา ตามหลักสูตรการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีสำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียนไปใช้ในการ ปฏิบัติงาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการพัฒนาทุกคนนำความรู้และทักษะจากการพัฒนาตามหลักสูตร


39 การจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรีไปปรับปรุงและจัดทำหนังสือเรียน นำไปปรับใช้ในการจัดทำและ แนะนำครู กศน. ในการจัดทำใบความรู้ ใบงานและการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการจัดทำ บทเรียนออนไลน์ 5.2.4 ผลการประเมินผลลัพธ์ (Results) ของผู้เข้ารับการอบรมโครงการฝึกอบรมพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนสู่งานวิจัย นำเสนอในรูปแบบ สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 67 คน ใน สามารถสรุปความเป็นรายละเอียด เป็น 3 ด้าน ประกอบไป ด้วย 1) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับสถานศึกษา สถานศึกษาได้มีการพัฒนาครูในด้านการสอน ที่มีความรู้ ทางด้านการวิจัยเพื่อการศึกษา ที่จะช่วยส่งเสริมการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอนหรือ ผู้เรียน ซึ่งจะทำให้เกิดการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้สถานศึกษามีคุณภาพผ่านตัวชี้วัด ทางด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละชั้นปีและแผนกวิชา 2) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับครู ครูได้ พัฒนาตนเองในด้านการจัดการเรียนการสอน ผ่านการเรียนรู้ทางด้านการใช้วิจัยในการแก้ปัญหาการ จัดการเรียนการสอน และตัวผู้เรียนรายกลุ่มหรือรายบุคคลเพื่อให้เกิดผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้ของผู้เรียนให้ได้มากที่สุด และ 3) ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะ ความรู้ในสาขาวิชาชีพและวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ผ่านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและพร้อมแก้ไข ปัญหาให้กับผู้เรียนผ่านกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน รายบุคคลที่สูงขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย และชัยยุธ มณีรัตน์ (2562) การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งมีความสอดคล้องกันในส่วนของผลลัพธ์ใน การนำการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ ที่ประกอบไปด้วย 1) การวิจัยในชั้นเรียน ทำให้ครูได้ค้นพบนวัตกรรม ใหม่ที่ใช้ในการแก้ปัญหาการพัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ เนื่องจากการวิจัยในชั้นเรียนเป็น กระบวนการค้นหาความรู้ความจริงด้วยวิธีการที่เป็นระบบและเชื่อถือได้2) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครู ได้พัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาแสวงหานวัตกรรมในการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาผู้เรียน และการจัดการเรียนรู้ของตนเองได้3) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครูเป็นครูมืออาชีพที่สามารถพัฒนา ตนเองและพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถและคุณลักษณะที่สำคัญตามมาตรฐานการเรียนรู้ได้ 4) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครูสามารถสร้างองค์ความรู้และนำไปต่อยอดเป็นความรู้ใหม่ที่ใช้ในการ แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้5) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ครูเกิดทักษะการวิจัย ความสามารถ ในการประยุกต์ใช้และความพยายามแสวงหาทางเลือกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 6) การวิจัย ในชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถที่จำเป็นและสำคัญต่อการนำไปใช้ในการ ดำเนินชีวิต 7) การวิจัยในชั้นเรียนทำให้ผู้เรียนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย ทันสมัยและมีความเหมาะสมต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ และ 8) การวิจัยในชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านพัฒนาการ ความสามารถ จุดเด่นและจุดด้อยที่ควรได้รับการพัฒนาทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการประเมินไปใช้ 1) ควรนำผลจากการประเมินความพึงพอใจและข้อคิดเห็นของผู้เข้ารับการอบรมที่ผ่าน การพัฒนามาพิจารณาปรับหรือเพิ่ม สื่อ แหล่งเรียนรู้และกระบวนการในการจัดการเรียนรู้ เช่น ควรมีตัวอย่างเพื่อศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม ควรแนะนำหนังสือ สื่อการเรียนรู้ออนไลน์ และแหล่งข้อมูล


40 ที่น่าเชื่อถือด้านต่าง ๆ ควรมีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามการนำไปใช้ให้ได้ผลจริง 2) ควรวิเคราะห์ผู้เข้ารับการพัฒนาเพื่อหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุง ในด้านเวลา ควรเว้นช่วงการอบรมให้เหมาะสม และควรมีการอบรมหลักสูตรการจัดทำสื่อการเรียนรู้และเครื่องมือใน การวิจัยขั้นสูงให้แก่คณะครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 3) คณะผู้บริหารหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรกำกับและติดตามการจัดทำวิจัยใน ชั้นเรียนให้เป็นไปตามหลักระเบียบวิธีวิจัย และรูปแบบการจัดหน้าเอกสารวิจัยที่งานวิจัยพัฒนา นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ เป็นผู้กำหนดแนวทางการพิมพ์ เอกสารรายงานวิจัย 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการรายงานการประเมินโครงการครั้งต่อไป 1) ในการประเมินด้านพฤติกรรม (Behavior) การนำความรู้และทักษะไปใช้ในการ ปฏิบัติงานและด้านผลลัพธ์(Results) ที่เกิดต่อองค์กรควรดำเนินการประเมินตามแผนการอบรม เพื่อ ทราบข้อมูลที่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2) ในการประเมินผลในครั้งต่อไปควรเลือกใช้รูปแบบการประเมินอื่น ๆ เพื่อให้ได้ ข้อค้นพบที่เป็นประโยชน์


171 ภาคผนวก ประกอบด้วย - บรรณานุกรม - ภาคผนวก - ประวัติผู้เขียน https://shorturl.asia/u39RU


Click to View FlipBook Version