The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

7. นายพรไพรสน คนมี

รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี

รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี นายพรไพรสน คนมี ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบุรี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับ เทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราช วิทยาลัย เพชรบุรี ผู้ศึกษา นายพรไพรสน คนมี โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี ปีการศึกษา 2566 การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึก ปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยเพชรบุรี และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้น วิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรายวิชาพัฒนาทักษะ ภาษาไทย ท30106 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี จำนวน 144 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบฝึก ปั้นเรื่องสั้น จำนวน 6 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคการโค้ช จำนวน 6 แผน และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นด้วยแบบฝึกปั้นเรื่อง ร่วมกับเทคนิคการโค้ช สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิค การโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี มีคะแนนร้อยละ 76.44 2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี อยู่ในระดับมากที่สุด (ก)


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.......................................................................................................................... .............. ก สารบัญ.............................................................................................................. ............................. ข บทที่ 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………………………. 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………………………….. 1 วัตถุประสงค์การศึกษา………………………………………………………………………………………….. 6 ขอบเขตการศึกษา………………………………………………………………………………………………… 6 นิยามคำศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………………… 7 ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา………………………………………………………………………………. 8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………… 9 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้น…………………………………………………………….. 9 ความหมายของเรื่องสั้น……………………………………………………………………………………… 9 การแบ่งประเภทของเรื่องสั้น………………………………………………………………………………. 10 แนวคิดเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์………………………………………………………….. 12 ความหมายของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์……………………………………………………………………. 12 ประเภทของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์………………………………………………………………………… 13 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแบบฝึก……………………………………………………………………………….. 13 ความหมายของแบบฝึก……………………………………………………………………………………… 13 วิธีการสร้างแบบฝึก…………………………………………………………………………………………… 14 แนวคิดเกี่ยวกับเทคนิคการโค้ช………………………………………………………………………………. 14 ความหมายของเทคนิคการโค้ช…………………………………………………………………………… 14 กระบวนการโค้ชเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน…………………………………………………………. 15 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………………….. 17 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ………………………………………………………………………………………………………. 20 ประชากร…………………………………………………………………………………………………………….. 20 กลุ่มเป้าหมาย………………………………………………………………………………………………………. 20 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา……………………………………………………………………………………… 20 การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………………………… 22 (ข)


สารบัญ (ต่อ) หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………………………….. 23 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………….. 23 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………….. 25 ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์……………………. 25 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประเมินความพึงพอใจของนักเรียน…………………………………….. 26 บทที่ 5 สรุปผลและอภิปรายผล………………………………………………………………………………………… 27 สรุปผล………………………………………………………………………………………………………………… 27 อภิปรายผล………………………………………………………………………………………………………….. 27 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………… 28 บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………………….. 29 ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………………. 31 ตัวอย่างแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น………………………………………………………………………………….. 31 ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคการโค้ช…………………………………………………. 41 ตัวอย่างเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ผลงานนักเรียน………………………………………………………….. 43 ตัวอย่างหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญและหนังสือเผยแพร่นวัตกรรม…………………………………. 44 (ค)


บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาหาความรู้ เป็นกุญแจแห่งคลังความรู้ ผู้ที่มีทักษะทางภาษาดี มักจะเรียนรู้วิชาต่าง ๆ ได้ดีไปด้วย ทั้งนี้เพราะภาษาช่วยบุคคลเข้าใจเรื่องราว ต่างๆ ที่เรียนได้ดีทั้งยังเป็น เครื่องมือที่ช่วยเสาะแสวงหาความรู้ให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้ภาษายังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการ สื่อสารความเข้าใจกันระหว่างมนุษย์จนอาจกล่าวไส้ว่าหากขาดภาษาเสียแล้ว มนุษย์ก็จะดำเนินชีวิดอยู่ได้ โดยยาก ทั้งในด้านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน อันเป็นกิจกรรมประจำวันของภาษา (มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช, 2550: 211) ภาษาเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนเรามีโอกาสแสวงหาความรู้ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นและใช้ เป็นสื่อกลางที่สำคัญในการติดต่อ โดยมีความผูกพันต่อการดำรงชีวิตของคนไทยมากขึ้นตามลำดับ ใน ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้การติดต่อสื่อสารได้รับความสะดวกรวดเร็วขึ้น กระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวไว้ว่า ภาษาเปรียบเสมือนหัวใจของการติดต่อสื่อสารระหว่างคน ทำให้เกิดความสะดวกและเกิดความเข้าใจตรงกับ เพราะนั้นคนไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของ ภาษาไทย ต้องทำความเข้าใจ ศึกษาหลักเกณฑ์ของภาษาและควรฝึกฝนให้เกิดการพัฒนาการทางภายา ทั้งทักษะ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการสื่อสารใน ชีวิตประจำวันและเสริมความเข้าใจอันดีต่อกัน ทำให้เกิดประโยชน์ที่ดีแก่ตนเอง ชุมชน ประเทศชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 1) นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยจึงได้จัดทำหลักสูตร แกนกลางการศึกมาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อสร้างพื้นฐานการคิด การเรียนรู้การแก้ปัญหา และ ให้ผู้เรียน มีความรู้ความสามารถในการใช้กาษาไทยได้อย่างถูกต้องทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนให้เกิดความเจริญงอกงาม ในการใช้ภาษาตามวัย รวมถึงการคิดสร้างสรรค์ คิด วิพากษ์ คิดวิจารณ์ คิดดัดสินใจแก้ไขปัญหา วินิจฉัยเรื่องราว และการใช้ภาษาอย่างมีเหตุผลตลอดจนให้ เห็นความสำคัญของภาษาไทย ในฐานะเป็นเครื่องมือสื่อสารของคนไทย และเป็นปัจจัยในการสร้าง เอกภาพของชาติ โดยระบุคุณภาพของผู้เรียนภาษาไทยเมื่อจบหลักสูตรการศึกษาชั้นพื้นฐานแล้ว ผู้เรียน ต้องมีความรู้ความสามารถใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างดี อ่าน เขียน ฟัง ดูและพูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการ คิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีเหตุผล และคิดเป็นระบบ มีนิสัยรักการอ่าน การเขียน การแสวงหาความรู้ และ การใช้ภาษาในการพัฒนาตนและสร้างสรรค์งานอาชีพ ตระหนักในวัฒนธรรม สามารถนำทักษะทางภาษา มาประยุกต์ใช้ในชีวิดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกาลเทศะบุคคล มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความสามัคคีในความเป็นชาติไทย มีคุณธรรมจริยธรรม มีวิสัยทัศน์ โลกทัศน์ที่กว้างไกลและ ลึกซึ้ง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 1)


2 การเรียนการสอนภาษาไทยในปัจจุบัน ต้องเน้นการสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ ให้รู้อย่างรู้จริง สื่อสารได้ถูกต้อง เกิดผลดี โดยสามารถใช้ทักษะการฟัง การอ่าน การดูเป็นเครื่องมือในการ สื่อสาร และใช้ทักษะการพูด และการเขียน เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ในบรรดาทักษะต่าง ๆ ทางภาษาไทย การเขียนเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญมากในการสื่อสาร เพราะการเขียนเป็นหลักฐานที่คงทนถาวรยิ่งกว่าทักษะ อื่น ๆ ในการนำเสนอข้อมูลดวามรู้ ความคิด และประสบการณ์ต่าง ๆ ของผู้ส่งสารสู่ผู้รับ ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งทักษะหนึ่งเพราะการเขียนจัดเป็นสื่อที่ ผู้สื่อสารต้องการแสดงความรู้สึกนึกคิดและความต้องการไปยังผู้รับสารคือผู้อ่านโดยอาศัยตัวอักษรเป็นตัว สื่อในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ ชนานุต อุ่นมะดี (2550: 1) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนว่า การเขียนเป็นสื่อลายลักษณ์อักษรที่เป็นประจักษ์พยานว่าน่าเชื่อถือได้ดีกว่าคำพูด และสามารถใช้เป็น หลักฐานสำคัญได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้การเขียนยังเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งของการเรียนภาษา และ การศึกษาเล่าเรียนทำให้นักเรียนจะประสบความสำเร็จในการเรียนแต่ละราชวิชามากน้อยเพียงใด ส่วน หนึ่งนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการเขียนง่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ข่าวสารและข้อมูลต่าง ๆของตน ออกมาเพื่อสื่อความหมายและการกระทำความเข้าใงกับบุคคลอื่น การเขียนมีลักษณะการสื่อสารที่ถาวร สามารถคงอยู่นานตรวจสอบได้ เป็นหลักฐานอ้างอิงนานนับพันนับหมื่นปีถ้ามีการเก็บรักษาให้คงสภาพ เดิมไว้ได้นอกจากนี้การเขียนถือเป็นหัวใจสำคัญเพระต้องใช้ในการบันทึกข้อความ ใช้ในการถ่ายทอด ข้อความ การจด การจารึก การบันทึก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ใช้ภาษาเขียนนอกจากนี้ ทักษะการเขียนเป็นทักษะใน การแสดงออกที่ถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องใช้ภาษาอย่างมีศิลปะในการถ่ายทอด ออกมาอย่างถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 จึงได้ กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เกี่ยวกับสาระการเขียนไว้ว่า ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียน เรียงความ เขียนย่อความ และเขียนเรื่องราวด่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษา ค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 39-40) จากความสำคัญการเขียนที่กล่าว ข้างต้นเป็นทักษะที่ช่วยให้ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาและฝึกจนเกิดความชำนาญ ผู้อ่านและผู้เขียนไม่ได้ เผชิญหน้ากัน เมื่อผู้อ่านไม่เข้าใจหรือ เข้าใจผิด ผู้เขียนไม่มีไอกาส อธิบายเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน ดังนั้นในการเขียนถ่ายทอดความคิดผู้เขียนต้องใช้ภาษาที่มีความชัดเจนและถูกต้องตามหลักภาษาเพื่อ สื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างชัดเจน ผู้เขียนต้องมีความสามารถอย่างแท้จริงในทุก ๆ เรื่อง จึงจะสามารถ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกให้ผู้อ่านเข้าใจได้ นอกจากนี้ ผอบ โปษะกฤษณะ (2538: 115) ได้แสดงความ คิดเห็นไว้ว่า ผู้เขียนที่ดีต้องอาศัยการอ่านมาก ๆ ผู้ที่อ่านเป็นต้องเข้าไจวิธีการเขียนจึงจะจับจุดสำคัญได้ ดังนั้นทักษะการเขียนจึงต้องพัฒนาร่วมกับทักษะการอ่าน เพราะการใช้ข้อมูลทางภาษาด้านการอ่านจะมี ผลต่อการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนทั้งด้านการอ่านและการเขียน เช่นเดียวกับการให้ข้อมูลทาง ทักษะค้านการเขียนจะมีผลต่อการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนทั้งด้านการอ่านและการเขียน การจัดการเรีอนการสอนด้านการเขียนในวิชาภาษาไทยนั้นยังประสบปัญหาหลายอย่าง ถึงแม้ว่า หลักสูตรแกนกลางจะได้กำหนดมาตรฐานในการเขียนและตัวชี้วัดในการเขียนเพื่อจัดการสอนวิชา ภาษาไทย แต่ก็พบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในทักษะการเขียนยังไม่ประสบความสำเร็จตาม


3 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร มีข้อบกพร่องในการเขียนรวมทั้งมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนต่ำ ดังที่ นวรัตน์ สุทธิพันธ์ (2547: 1) สรุปถึงความบกพร่องด้านการเขียนความเรียงร้อยแก้วของนักเรียนว่า เหตุที่นักเรียน มีผล การเรียนต่ำเพราะ ใช้ภาษาไม่เหมาะสม คือใช้คำและกลุ่มคำต่างระดับ ไม่เหมาะสมกับฐานะของ บุคคลและกาลเทศะ ใช้ภาษาไม่กระจ่าง คือใช้คำและกลุ่มคำที่มีความหมายไม่ชัดเจน มีความหมายกำกวม ใช้ประไยคไม่ต่อเนื่องคือใช้สันธานไม่เหมาะสม ใช้ภาพพจน์สื่อความหมายไม่ชัดเจน ใช้ภาษาไม่สละสลวย คือการใช้คำและกลุ่มคำไม่เหมาะสม ใช้ประไยคยาวเกินไป ใช้คำไม่คงที่ ใช้ประไยคผิดหลักภาษาไทยและ เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้องคือ เว้นวรรคในที่ไม่ควรเว้นและไม่เว้นวรรคในที่ที่ควรเว้น ซึ่งสอดคล้องกับการ ทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการสอนเขียนของ เอมอร ชิตะไสภณ (2556: 29- 38) ที่กล่าวไว้ว่า ข้อบกพร่องที่ เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำในภาษาเขียน คือ ใช้คำผิดไวยากรณ์ ใช้คำผิดความหมาย ใช้อักษรข่อไม่ถูกต้อง ใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน ใช้ภาษาด่างประเทศและใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย และพันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ (2556: 67 - 68) กล่าวถึงปัญหาการเขียนเรียงความทางด้านการเลือกใช้ถ้อขคำของนักเรียน มัยยมศึกษาตอนต้นว่า มักจะสะกดผิด ใช้คำไม่ตรงกับความหมาย ใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน ใช้ถ้อยคำ ฟุ่มเฟือย หรือไม่ใช้ภาษาทางการ ไม่ใช้อักษรย่อดามที่ทางการกำหนด ปัญหาดังที่กล่าวข้างต้นสอดคล้องกับปัญหาที่ผู้ศึกษาได้พบกับการจัดการเรียนการสอนสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี รายวิชาพัฒนาทักษะ ภาษาไทย ท30106 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คำอธิบายรายวิชาตามหลักสูตรระบุไว้ว่า พัฒนาทักษะทาง ภาษาทั้ง ฟัง อ่าน พูด เขียนและคิดในระดับที่สูงขึ้น ศึกษาการใช้ภาษาในกิจกรรม ต่าง ๆ ฟัง ดู และอ่าน จากสื่อต่าง ๆ แล้ววิเคราะห์ แสดงความคิดเห็นและประเมินโดยการพูดหรือเขียน สังเคราะห์ความรู้จาก การฟัง การดู การอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ฝึกวิธีสื่อสารในการ ประชุมและบันทึกการประชุม ศึกษางานเขียนของผู้อื่นทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองเพื่อนำมาพัฒนางานเขียน ของตนเอง ทั้งนี้ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ท 2.1 การเขียน กำหนดว่า ผู้เรียนผลิตงานเขียนของ ตนเองในรูปแบบต่างๆ ประเมินงานเขียนของผู้อื่นแล้วนำมาพัฒนางานเขียนของตนเอง และมีมารยาท ในการเขียน กิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาดังกล่าว นักเรียนจะต้องเขียนเรื่องสั้นทางวิทยาศาสตร์ 1 เรื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่มี หลักสูตรมุ่งเน้นในการศึกษาค้นคว้า และดำเนินการจัดการศึกษาให้กับผู้มีความสามารถพิเศษด้าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ทั้งในระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ทั้งนี้เพื่อพัฒนานักเรียน ผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เหล่านั้น ไปสู่ความเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ นัก คิดค้น ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีความที่มีความสามารถระดับสูงเยี่ยม มีเจตคติที่ ดีต่อเพื่อนร่วมโลก และธรรมชาติ สามารถสร้างองค์ความรู้ด้านคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้กับประเทศชาติและสังคมไทยในอนาคต ช่วยพัฒนาประเทศชาติให้สามารถดำรงอยู่ สร้างสังคมแห่ง ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ สังคมแห่งคุณภาพและแข่งขันได้ และสังคมที่ยั่งยืน พอเพียง มีความสมานฉันท์ เอื้ออาทรต่อกัน (โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี. 2560: 4)


4 จากผลการประเมินงานเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนรายวิชาพัฒนาทักษะ ภาษาไทย ท30106 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 พบว่าผลงานการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนยังมีนักเรียนส่วนหนึ่งที่มีระดับคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ ดังรายละเอียดแสดงในตารางดังต่อไปนี้ ตารางที่ 1 คะแนนผลการประเมินเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ชั้น จำนวน นักเรียน ระดับคะแนนประเมิน 1 2 3 4 5 ม.6/1 24 - 5 9 8 2 ม.6/2 24 - 6 11 5 2 ม.6/3 24 - 5 9 7 3 ม.6/4 24 - 6 8 7 3 ม.6/5 24 - 4 7 8 5 ม.6/6 24 - 4 7 7 6 รวม 144 - 30 51 42 21 ** ข้อมูลจาก กลุ่มบริหารงานวิชาการ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี จากตารางข้างต้นสรุปได้ว่านักเรียนได้คะแนนในระดับ 2 คะแนน จำนวน 30 คน นักเรียนได้ คะแนนในระดับ 3 คะแนน จำนวน 51 คน นักเรียนได้คะแนนในระดับ 4 คะแนน จำนวน 42 คน นักเรียน ได้คะแนนในระดับ 5 คะแนน จำนวน 21 คน ผลการประเมินพบว่านักเรียนส่วนมากยังมีผลการประเมิน ระดับต่ำ ทำให้ไม่บรรลุตามอุดมการณ์และเป้าหมายในการพัฒนานักเรียน ที่ระบุว่า โรงเรียนวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มีอุดมการณ์และเป้าหมายในการพัฒนานักเรียน โดยมุ่งส่งเสริมและ พัฒนานักเรียนให้ (ข้อ 3) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจิตวิญญาณของความเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ นักคิดค้น และนักพัฒนาด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ในระดับเดียวกันกับนักเรียน โรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของนานาชาติ(ข้อ 4) รักการเรียนรู้ รักการอ่าน รักการเขียน รักการค้นคว้า อย่างเป็นระบบ มีความรอบรู้รู้รอบ และสามารถบูรณาการความรู้ได้(โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราช วิทยาลัย เพชรบุรี, 2560: 5) ปัญหาดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่าผู้เรียนอาจเกิดจากขาคการฝึกฝนที่ต่อเนื่องและอาจถูกฝึกไม่ถูก วิธีและใช้วิธีสอนที่น่าเบื่อนักเรียนจึงขาดความสนใจกระตือรือร้นในการฝึกฝน เพราะการที่ผู้เรียนจะเกิด ทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ย่อมต้องได้รับการฝึกฝนและปรับปรุงแก้ไข ความบกพร่องต่าง ๆ อยู่เสมอ ครูผู้สอนต้องหาวิธีแก้ไขและปรับปรุงวิธีการสอนและมีการพัฒนาสื่อการ เรียนการสอน ให้มีความน่าสนใจและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสื่อและนวัดกรรมในการจัดการเรียนการ สอนในปังจุบันนั้นมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าครูผู้สอนจะนำสื่อและบวัตกรรมแบบใดมาใช้ในการจัดการ เรียนการสอน ให้เหมาะสมกับวิชาและเทคนิคการสอนในแต่ละรายวิชา


5 กระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวถึงวิชีการสอนที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองให้ ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยยืดผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ วิธีสอนแบบใช้เกม วิธีสอนแบบใช้ สถานการณ์จำลอง วิธีสอนแบบใช้กรณีตัวอย่าง วิธีสอนแบบบทบาทสมมติวิธีสอนแบบแก้ปัญหา วิธีสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิธีสอนแบบใช้แบบฝึกทักษะ เป็นต้น สอดคล้องกับการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ที่กำหนด แนวทางการจัดการศึกษาไว้ในมาตรา 22 ว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพและในมาตรา 24 การจัดการศึกษาต้องยึดหลัก เนื้อหาและกิจกรรมสอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของนักเรียน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่าง บุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและ แก้ปัญหา จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการ อ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2551: 51) ผู้ศึกษาได้ศึกษางานวิจัยต่าง ๆ พบว่าการสอนทักษะการเขียนควรนำสื่อหรือแบบฝึกมาใช้ร่วมกับ วิธีการสอนเพื่อพัฒนาทักษะในการเรียนเรื่อการเขียนจนเกิดความชำนาญ ซึ่งสอดคล้องกับ นงเยาว์ ประโมนะกัง (อ้างถึงใน รพีพรรณ เพชรอนันต์กุล และคณะ, 2564 : 48) ได้แสดงทัศนะว่าสิ่งที่จะช่วยให้ พัฒนาการทางภาษาดีขึ้น คือ การนำความรู้ที่ได้เรียนมาแล้วมาฝึกให้เกิดความเจ้าใจกว้างขวางมากขึ้นโดย อาศัยแบบฝึกเสริมทักษะโดยตรง หัวใจของการสอนวิชาทักนะทางกาษาอยู่ที่ “การฝึก” การฝึกอย่างถูก วิธีเท่านั้นที่จะทำเกิดความชำนาญ คล่องแคล่วว่องไว ทักษะทางภาษาเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องฝึกให้แก่เด็ก ดังผลการวิจัยของ วลีสุมิพันธ์ (อ้างถึงใน วิไลลักษณ์ แก้วกระจ่าง, 2557: 63) ได้วิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบ ความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนซ่อมเสริมโดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะและครูผู้สอน ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการเขียนเรียงความและความสนใจในการเขียน เรียงความของนักเรียนที่เรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยไม่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ผลการวิจัยของ วราพร จำปา (อ้างถึงใน เกียรติสุดา บุญส่ง และคณะ, 2565: 34) ที่วิจัยเรื่อง การศึกษา ลักษณะเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ การเขียน แบบฝึกเสริม ทักษะการเขียนที่สร้างขึ้นสามารถใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัยมศึกบาปีที่ 3 ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้ศึกษายังศึกษายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 ที่กล่าวว่า การเปลี่ยนโฉม บทบาท “ครู” ให้เป็นครูยุคใหม่ โดยปรับบทบาทจาก “ครู” เป็น “โค้ช” หรือ “ผู้อำนวยความสะดวกในการ เรียนรู้” ทำหน้าที่กระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจ แนะนำวิธีเรียนรู้และวิธีจัดระเบียบการสร้างความรู้(สำนัก นายกรัฐมนตรี, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559: 43) และให้สอด รับกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เปลี่ยนไปตาม Generation และกระแสโลกาภิวัตน์ การเรียนรู้ใน ปัจจุบันของผู้เรียน Generation Z มีลักษณะชอบกระบวนการเรียนการสอนผ่านการปฏิบัติหรือการ ลงมือทำ (Active Learning) ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ต้องสะท้อนความต้องการในการพัฒนาผู้เรียนและเน้น


6 การนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียน พร้อมทั้งสามารถสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม มีกิจกรรมการเจรจาโต้ต้อบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน รวมถึงจัด สภาพการเรียนรู้แบบร่วมกันปฏิบัติมากกว่าการฟัง บรรยาย ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องเน้นจัดการเรียนรู้จากการ ลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยความกระตือรือร้น มี ความใฝ่รู้ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ดังที่ จำรัส อินทลาภาพร (2561: 12) ได้กล่าว ไว้ว่า บทบาทของผู้สอนปรับเปลี่ยนจากการบรรยายและควบคุมกิจกรรม มาเป็นการกระตุ้นสร้างแรงจูงใจ การชี้แนะ การแนะนำ การช่วยเหลือ การสนับสนุน การเสริมแรงทางบวก ตลอดจนการให้ข้อมูลย้อนกลับ ที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์สำหรับผู้เรียน ปัจจุบันเราเรียกบทบาทดังกล่าวว่า “การโค้ช (Coaching)” จากผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกเพื่อพัฒนาการเรียนภาษาไทยดังกล่าว จะเห็นได้ว่าแบบฝึก ที่สร้างขึ้นสามารถใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียบของนักเรียนได้โดยนักเรียนที่เรียนด้วยการใช้แบบฝึก จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้เรียนด้วยแบบฝึก และจากแนวคิดที่ว่าบทบาทของครู ควรเปลี่ยนจากผู้สอนเป็น “โค้ช” หรือ “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้” ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะ ทำการศึกษา การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิค การโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 2. วัตถุประสงค์การศึกษา 2.1 เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี 2.2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี 3. ขอบเขตการศึกษา 3.1 ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 3.1.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรายวิชา พัฒนาทักษะภาษาไทย ท30106 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราช วิทยาลัย เพชรบุรีจำนวน 144 คน 3.1.2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรายวิชาพัฒนาทักษะภาษาไทย ท30106 ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรีจำนวน 144 คน 3.2 ตัวแปรที่ศึกษา 3.2.1 ตัวแปรต้น การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกร่วมกับเทคนิคการโค้ช


7 3.2.2 ตัวแปรตาม 1) ทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วย แบบฝึกร่วมกับเทคนิคการโค้ช 3.3 เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา เป็นเนื้อหาวิชาพัฒนาทักษะภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน การเรียนรู้และตัวชี้วัดที่ ท 2.1 การเขียนเรื่องสั้น ตามหลักสูตรโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3.4 ระยะเวลาในการศึกษา ผู้ศึกษาดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการดำเนินการ ศึกษาทั้งหมดเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยสอนสัปดาห์ละ 2 คาบ คาบละ 50 นาที รวมเวลาในการทดลอง ทั้งสิ้น 12 คาบ 4. กรอบแนวคิดในการศึกษา ผู้ศึกษาได้ให้กรอบแนวคิดในการศึกษา ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม 5. นิยามคำศัพท์เฉพาะ ทักษะการเขียน หมายถึง การถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ตลอดจนประสบการณ์ต่างๆ ของผู้เขียน ออกมาเป็นตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ ไปยังผู้อ่านให้เข้าใจตาม จุดประสงค์ที่ต้องการ เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์หมายถึง งานเขียนเรื่องสั้นที่นำความรู้ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งจินตนาการที่มีพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผูกเป็นเนื้อเรื่อง โดยพยายามสร้างสรรค์ให้ผู้อ่าน เกิดความคิดต่อเนื่องในทางวิทยาศาสตร์ สร้างรายละเอียดและให้ข้อมูลต่าง ๆ อย่างสมจริง เหตุการณ์ ในเรื่องอาจเกิดขึ้นได้ หรือน่าจะเป็นไปได้ แบบฝึกปั้นเรื่องสั้น หมายถึง สื่อประกอบการสอนเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ลักษณะแบบฝึกมีเนื้อหาและกิจกรรมการฝึกเขียนตามองค์ประกอบ ของการเขียนเรื่องสั้น แบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช 1. ทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ 2. ความพึงพอใจของนักเรียน


8 แผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคการโค้ช หมายถึง เครื่องมือเตรียมการจัดกระบวนการ เรียนรู้ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น โดยใช้เทคนิคการสอนแบบการโค้ช (Coaching) 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การให้ ข้อมูลเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้2) การใช้พลังคำถาม 3) การประเมินผู้เรียน 4) การให้ข้อมูลย้อนกลับอย่าง สร้างสรรค์ 5) การให้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ต่อยอด และ 6) การถอดบทเรียน ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อ การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช 6. ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา 6.1 เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการเขียนเรื่องสั้น 6.2 เป็นแนวทางในการเลือกใช้สื่อนวัตกรรมเพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทักษะการเขียนประเภท อื่น ๆ


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิค การโค้ชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี ผู้รายงานได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยต่างๆ ซึ่งพอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้น 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ 3. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแบบฝึก 4. แนวคิดเกี่ยวกับเทคนิคการโค้ช 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้น 1.1 ความหมายของเรื่องสั้น เรื่องสั้น ตรงกับคำว่า "Short Story” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งจากพัฒนาการของเรื่องสั้นตั้งแต่ แรกเริ่มจนถึงปัจจุบันที่มีความแตกต่างกันทั้งรูปแบบ เนื้อหา และกลวิธีการประพันธ์ทำให้เป็นการยากที่ จะกำหนดความหมายของเรื่องสั้นได้ตายตัว อย่างไรก็ตามก็มีการพยายามให้ความหมายของเรื่องสั้นอย่าง กว้างๆ เพื่อให้ครอบคลุมลักษณะของเรื่องสั้น ตังนี้ พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรม อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณทิตยสถาน (2545: 398) ได้ให้ความหมาย ของเรื่องสั้นไว้ว่า หมายถึงเรื่องเล่าบันเทิงคดีร้อยแก้ว มีความยาวตั้งแต่ประมาณ 500 คำ (ซึ่งเรียกว่าเรื่องสั้น ชนาดสั้น) ไปจนถึง 15,000 คำ มักจำกัดอยู่แต่เพียงตัวละคร 2-3 ตัว ฉากเดียว และเหตุการณ์เดียว พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (2554: 975) ได้อธิบายความหมายของเรื่องสั้น ไว้ว่า เรื่องสั้น น. บันเทิงคดีร้อยแก้วรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะคล้ายนวนิยายแต่สั้นกว่า โดยมีเหตุการณ์ใน เรื่องและตัวละครน้อย มักจบแบบพลิกความคาดหมาย หรือจบแบบทิ้งให้คิด เป็นต้น ถึงแม้ว่าเรื่องสั้นจะมีลักษณะคล้ายนวนิยาย เพียงแต่สั้นกว่า แต่ในทางวรรณกรรมนั้นถือว่าเรื่องสั้น มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากนวนิยายอยู่พอสมควร ไม่เฉพาะเรื่องความยาว เพราะบางครั้งเรื่องสั้นก็ อาจมีขนาดความยาวเท่ากับนวนิยายขนาดสั้น (Novelette) ซึ่งความยาวของเรื่องก็ไม่อาจนำมาเป็นข้อ ตัดสินได้ว่า งานประพันธ์ชิ้นนั้นเป็นเรื่องสั้นหรือนวนิบาย จนกว่าจะได้ทราบถึงลักษณะและวิธีการ วิเคราะห์จากองค์ ประกอบอื่นๆ เสนีย์ วิลาวรรณ (2549: 76) กล่าวว่า เรื่องสั้นคือความเรียงบรรยายประเภทสมมติเรื่องหรือ เหตุการณ์ขึ้นเอง เช่นเดียวกับนิทานแต่แตกต่างกับนิทานที่เห็นชัดคือ เรื่องสั้นแสดงลักษณะนิสัยกิริยา อาการและคำพูดของตัวละครละเอียดแจ่มแจ้งกว่านิทานและเป็นไปตามปกติธรรมดาที่ควรจะเกิดขึ้นจริง ส่วนนิทานอาจเป็นเรื่องจริงที่พ้นวิสัยเกินความเป็นจริงก็ได้


10 เจือ สตะเวทิน (2553: 39) กล่าวว่า เรื่องสั้นเป็นวรรณคดีประเภทร้อยแก้วที่อาศัยศิลปะและ เทคนิคในการเขียนต่างกับวรรณดีประเภทร้อยแก้วประเภทอื่นๆ เรื่องสั้นจึงมีลักษณะพิเศษ เรื่องสั้นมี ลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกับเรื่องอื่นใด เรื่องสั้นเป็นตัวของตัวเองโดยแท้ จินตา ตวงจินดา (2536: 5 - 6) กล่าวว่า เรื่องสั้นคือเรื่องที่ผู้เขียนแต่งขึ้นมีความยาวพอประมาณ แต่แน่นอนว่าต้องสั้นกว่านวนิยาย ลักษณะเด่นของเรื่องสั้นอยู่ที่แก่นหรือแกนกลาง ซึ่งมีอยู่แกนเดียว หรือ ถ้าจะเป็นความประทับใจก็เป็นดวามประทับใจที่นำมาคลี่คลายขยายเป็นเรื่อง ลักษณะเด่นอีกประการ หนึ่งคือ ขอบเขตของเรื่องและตัวละครมีจำกัด ซูทิพย์ นนภู (2543: 18) กล่าวว่า เรื่องสั้นเป็นการเล่าเรื่องที่ผู้ประพันธ์สมมติตัวละคร เหตุการณ์ และสถานที่ขึ้นมา แล้วนำมาผูกต่อเนื่องกันเข้า เรื่องสั้นควรเป็นเรื่องที่ประหยัดในทุกๆ อย่าง คือ ทั้งตัว ละคร เหตุการณ์ ความยาวและเวลาในการอ่าน ธิดา โมสิกวัตน์ (2549: 698) กล่าวว่า เรื่องสั้น หมายถึง งานเขียนที่แต่งเป็นเรื่องมีขนาดสั้น เละมี โตรงเรื่องไม่ชับซ้อน มีแก่นเรื่องเดียว มีตัวละครน้อย เน้นพฤติกรรมของตัวละครในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มากกว่าจะติดตามพัฒนาการของตัวละคร ฉากในเรื่องจะเกี่ยวข้องกับตัวละครสำคัญ ไพโรจน์ บุญประกอบ (2549: 37 - 38) กล่าวว่า เรื่องสั้นคือบันเทิงคดีขนาดสั้นแม้จะไม่กำหนด แน่นอนตายตัวว่าความยาวต้องเป็นเท่าใด แต่มีลักษณะเด่นเป็นเกณฑ์กลางอยู่ว่าต้องเสนอแก่นเรื่องเพียง ประการเดียว โดยแสดงออกมาในวิกฤติการณ์เดียว ของช่วงชีวิตตัวละคร มีตัวละครน้อย ใช้ฉากและเวลา จำกัด ลักษณะเด่นเหล่านี้ต้องนำไปสู่ความสมบูรณ์ในตัวเองของเรื่องสั้น ทำให้เรื่องสั้นมีลักษณะเสร็จสิ้น กระแสความในตัว จากนิยามเรื่องสั้นที่รวบรวมมานี้ พอจะสรุปความได้ว่า เรื่องสั้น หมายถึง วรรณกรรมร้อยแก้ว ประเภทบันเทิงคดีที่มีขนาดสั้น โครงเรื่องไม่ชับซ้อน มีตัวละครน้อย ใช้ฉากและเวลาจำกัด โดยการดำเนิน เรื่องนั้นจะผูกติดอยู่กับแก่นเรื่องซึ่งมีเพียงประการเดียว ส่วนใหญ่แล้วเรื่องสั้นควรจะต้องเป็นเรื่องที่อำนได้ ต่อเนื่องจากต้นจนจบภายในช่วงเวลาเดียว และโดยทั่วไป ใช้เวลาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบรวดเดียวนั้นไม่น่าจะ เกิน 1 ชั่วโมง 1.2 การแบ่งประเภทของเรื่องสั้น การแบ่งประเภทของเรื่องสั้นจำแนกตามเนื้อเรื่องและกลวิธีการแต่งออกเป็น 18 ประเภท ดังนี้ (ทองสุก เกตุโรจน์ อ้างถึงใน สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร. 2549: 25) 1. เรื่องสั้นประเภทตัวเอกเป็นผู้ร้ายที่ทำความดีหรือประเภทผู้ร้ายผู้ดี ตัวอย่างของเรื่องสั้น ประเภทนี้ เช่น เรื่องขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง ของ อัศศิริ ธรรมโชติ 2. เรื่องสั้นประเภทจิตวิทยา ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องทางลง ของศิริวรณ์ แก้วกาญจน์ เรื่องสัญชาตญาณมืด ของ อ.อุดากร 3. เรื่องสั้นประเภทแนวสังคม ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องผู้บริสุทธิ์ ของ เสาวรี เรื่อง คนบนต้นไม้ ของ นิคม รายวา


11 4. เรื่องสั้นประเภทผจญภัย ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องอสรพิษ ของ ประชาคม ลุ นาชัย 5. เรื่องสั้นประเภทแสดงข้อคิด ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องเศรษฐศาสตร์กลางทะเล ลึก ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ เรื่องถนนที่นำไปสู่ความตาย ของ วิทยากร เชียงกูล 6. เรื่องสั้นประเภทอาชญากรรมและการสืบสวน ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องเมื่อ วัตตสันเรียนรู้กลวิธี ของ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ 7. เรื่องสั้นประเภทจารกรรม ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่อง เตียงสยอง ของ วิลกี้ คอลลินส์ 8. เรื่องสั้นประเกทสงคราม ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องอเมริกัน ของ บุนทะนอง ชมไชพน เรื่องวีรกรรมบ้านช่องช้าง ของ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ 9. เรื่องสั้นประเภทอิงประวัติศาสตร์ ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องฟ้าไห้ที่เชียงตุง ของ ภาษิต ภัทรมูล 10. เรื่องสั้นประเภทลึกลับสยองขวัญและเหนือธรรมชาติ ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่อง ศพใต้เดียง ของ สรจักร 11. เรื่องสั้นประเภทวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่อง เด็กชายสามตาที่ บังเอิญตกลงมาบนโลก ของ มหรรณพ โฉมเฉลา หรือเรื่องผู้สืบทอด, ความรักของชายหนุ่ม ของ ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์ 12. เรื่องสั้นประเภทท้องถิ่นหรือลูกทุ่ง ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้เช่น เรื่องบุญผ้าป่า ของ ปานแต้ม เรื่องเหนือเจ้าแม่ ของ เสริมรัฐ วงศ์อยู่ 13.เรื่องสั้นประเภทตะวันตก ตัวย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่อง เพลิงรักลานแค้น ของ ปริทรรศ หุตางกูร 14. เรื่องสั้นประเภทรักโศก ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องความรักของนริน ของ จารี จันทรวภา เรื่องบทสุดท้ายของความรัก ของ เสาวรี 15. เรื่องสั้นประเภทขบขัน ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่น เรื่องสมควรตาย ของศักดิ์ศิริมี สมสืบ เรื่องลำช้าง ของ ป.อินทรปาลิต เรื่องสั้นสมัยหิน ของ ม.ร.ว.ดึกฤทธิ์ปราโมช 16. เรื่องสั้นประเภทล้อเลียน ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้เช่น เรื่อง เรื่องของหมา ของ ทัศนา วดี เรื่องทีวีพิเศษ ของโกศล อนุสิม เรื่องคนพันธุ์ ของ ลาว คำหอม 17. เรื่องสั้นประเภทการเมือง ตัวอย่างของเรื่องสั่นประเภทนี้ เช่น เรื่อง ความเสมอภาคอยู่ที่ไหน สำริง คำพะอุ เรื่อง บ้านแขนขาด ของ มร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช 18. เรื่องสั้นประเภทเพ้อฝันมหัศจรรย์หรือแฟนตาซี ตัวอย่างของเรื่องสั้นประเภทนี้ เช่นเรื่อง เมืองผีดิบ ของ ไพบูลย์พันธุ์เมือง เรื่องพันธนาการชีวิต ของ ทัศนาวดี


12 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ 2.1 ความหมายของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ นักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายวิทยาศาสตร์ได้ให้ความหมายของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้ วินทร์ เลียววาริณ (2559: 56) กล่าวไว้ว่า เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ คือ เรื่องแต่งที่เกี่ยวพันกับ วิทยาศาสตร์ หรืออาศัยวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่อง หรือเป็นฉาก หรือแสดงผลกระทบ ของวิทยาศาสตร์ต่อมนุษยชาติ ไพฑูรย์ ธัญญา (2565: 19) กล่าวไว้ว่า เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องแต่งอันน่าทึ่งเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์ของมนุษย์ความขัดแย้ง และการผจญภัย ซึ่งสืบเนื่องมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ของ โลกอนาคต ไอแซก อาซิมอฟ (Isaac Asimov) (อ้างถึงใน ปองวุฒิ รุจิระชาคร. 2559: 4) นักเขียนนิยาย วิทยาศาสตร์ที่มีชื่อที่สุดของโลกคนหนึ่งกล่าวว่า “นิยายวิทยาศาสตร์มีอยู่สามแบบ คือ หนึ่ง แบบ WHAT IF…(อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า…) สอง แบบ IF ONLY…( ถ้าเพียงแต่…) และ สาม แบบ IF THIS GOES ON…(ถ้า สิ่งนี้เกิดขึ้นต่อๆไป…) โรเบิร์ต เอ.ไฮน์ไลน์ (Robert A. Heinlein) (อ้างถึงใน ปองวุฒิ รุจิระชาคร. 2559: 5) นักเขียน นิยายและเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของสหรัฐซึ่งได้รับรางวัลสำคัญอยู่บ่อยๆ ผู้เขียนเรื่อง Starship Troopers ได้ให้คำนิยามของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า “…เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยความรู้ของโลกปัจจุบันและอดีต และโดยอาศัยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ใน ธรรมชาติและความสำคัญของระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์…” แซม มอสโควิศช์ (Sam Moscowitz) (อ้างถึงใน สัจภูมิ ละออ. 2558: 4) นักเขียนเรื่อง วิทยาศาสตร์และอาจารย์สอนวรรณกรรมนิยายวิทยาศาสตร์ให้คำนิยามว่า “…เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์เป็น ประเภทหนึ่งของจินตนิยายที่มีลักษณะพิเศษคือ ช่วยผ่อนคลายความไม่อยากเชื่อของฝ่ายผู้อ่าน โดยการ สร้างบรรยากาศความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการคาดคะเนอย่างพิสดารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ กายภาพ อวกาศ เวลา สังคมศาสตร์ และปรัชญา” ชัยวัฒน์ คุประตะกุล (2559: 8) กล่าวว่า เรื่องสั้นเป็นเรื่องแต่งที่ผู้เขียนสามารถใช้จินตนาการได้ อย่างเต็มที่ และจุดเด่นจุดแข็งที่สุดของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์คือความแปลกใหม่ (originality) ซึ่งจะเกิดขึ้น ไม่ได้ถ้าผู้เขียนไม่มีหรือไม่กล้าใช้จินตนาการ เรื่องสั้นหรือนวนิยายวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อการ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ แต่ทั้งสองสิ่งจะพัฒนาไม่ได้ถ้าไม่มีสนามให้แสดงผลงาน และพัฒนาฝีมือ จากทัศนะของนักเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์คือ เรื่องแต่งอันเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์นั่นเอง และเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. Hard Sci-Fi Short Story ได้แก่ เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่อ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น


13 2. Soft Sci-fi Short Storyหรือ Sci-fi Fantasy Short Story เป็นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่เน้นผลกระทบ ของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อมนุษย์ โลก สิ่งมีชีวิตอื่นๆ และสภาพแวดล้อม 2.2 ประเภทของเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ชัยวัฒน์ คุประตะกุล (2551) ได้แบ่งประเภทของเรื่องสั้นไว้ดังนี้ 1. เรื่องประเภทการเดินทางไปในอวกาศระหว่างดวงดาว ระหว่างระบบสุริยะ ระหว่างแกแล็กซี การบุกเบิกอวกาศ การสำรวจอวกาศและดาวเคราะห์ในแกแล็กซี ปละในจักรวาล รวมทั้งการเผชิญหน้า กับสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาจากโลกอื่นหรือในโลกอื่น 2. การเดินทางไปกับเวลา สู่อนาคตหรืออดีต 3. การเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาและทางจิตวิทยาของมนุษย์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิทยาศาสตร์ หรือธรรมชาติ 4. พลังทางกายหรือทางจิต “เหนือมนุษย์ธรรมดา” อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความก้าวหน้าหรืออุบัติเหตุ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5. ผลกระทบจากการประยุกต์วิทยาศาสตร์โดยตรงหรือโดยทางอ้อม ต่อความสัมพันธ์ของมนุษย์ ทั้งในด้านสร้างสรรค์และด้านทำลาย 3. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแบบฝึก 3.1 ความหมายของแบบฝึก มีผู้ให้นิยามความหมายของแบบฝึกไว้ดังนี้ จินตนา ใบกาซูยี (อ้างถึงใน รัตนา รุ่นประพันธ์. 2547: 18) กล่าวว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดเป็น สื่อการเรียนสาหรับให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ เพื่อช่วยเสริมให้เกิดทักษะและความแตกฉานในบทเรียน พันทิพย์ รัตนราช (อ้างถึงใน รัตนา รุ่นประพันธ์. 2547: 18) ได้กล่าวไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียน การสอนประเภทหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ฝึกฝนความคิดและพัฒนาทักษะทางภาษาให้ ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะแบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถฝึกฝนได้ด้วยตนเอง หรือฝึกโดยมี ครูผู้สอนควบคุม และผู้ฝึกจะฝึกได้ตลอดเวลาทั้งในและนอกห้องเรียน โดยฝึกให้เป็นไปตาม ขั้นตอน ตามลำดับความยากง่ายซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการที่สูงขึ้น ธมลวรรณ โชติระโส (2554: 2) กล่าวว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดคือสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้ง เกิดความชำนาญในเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น จากความเห็นดังกล่าวจึงพอสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างแจ่มแจ้ง


14 3.2 วิธีการสร้างแบบฝึก วรนาถ พวงสุวรรณ (อ้างถึงใน รัตนา รุ่นประพันธ์. 2547: 21)กล่าวถึงวิธีการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. ตั้งวัตถุประสงค์ 2. ศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา 3. ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก 3.1 ศึกษาปัญหาการเรียนการสอน 3.2 ศึกษาจิตวิทยาเกี่ยวกับการเรียนการสอน และจิตวิทยาพัฒนาการ 3.3 ศึกษาเนื้อหาวิชา 3.4 วางโครงเรื่องและกำหนดรูปแบบการฝึกให้สัมพันธ์กับโครงเรื่อง 3.5 เลือกเนื้อหาต่างๆ ที่เหมาะสมบรรจุในแบบฝึกให้ครบตามที่กำหนดไว้ 4. แนวคิดเกี่ยวกับเทคนิคการโค้ช 4.1 ความหมายเทคนิคการโค้ช นักการศึกษาและนักวิชาการ ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล (2557: 2); ดวงหทัย โฮมไชยะวงศ์ (2557: 35); ธัญพร ชื่นกลิ่น (2553: 34) ได้กล่าวว่า การโค้ช เป็นกระบวนการ ร่วมมือกันของผู้โค้ชกับผู้ได้รับการโค้ช ที่ช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมกันในการสร้างสรรค์และพัฒนา ศักยภาพทั้งความรู้ ทักษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทของการโค้ช การโค้ชเป็นศาสตร์ที่เติบโตและ ได้รับความนิยมซึ่งได้แตกแขนงมาจากการนิเทศการสอน เช่น เช่น Peer Coaching ของ Joyce & Shower (1996) Cognitive Coaching ของ Costa (2002) Expert Coaching เป็นต้น นักวิชาการได้จัดประเภทของการโค้ชโดยใช้เกณฑ์ในการจัด กลุ่มไว้ ดังนี้วิชัย วงษ์ใหญ่ และ มารุต พัฒผล (2557: 41) ได้นำเสนอการโค้ชหลายประเภทโดยแต่ละประเภทมีลักษณะร่วมที่เหมือนกัน และมีจุดเน้นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้แบ่งกลุ่ม ดังต่อไปนี้ 1. ใช้เกณฑ์ผู้ทำหน้าที่โค้ชและผู้รับการโค้ช แบ่งได้หลายกลุ่มดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1.1 Peer Coaching เป็นการโค้ชโดยเพื่อน ซึ่งอาจเป็นเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนร่วม ชั้นเรียน ของผู้เรียน มุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อให้เกิดการพัฒนา 1.2 Expert Coaching เป็นการโค้ชโดยผู้เชี่ยวชาญ มุ่งให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนา อย่าง ถูกต้องและรวดเร็ว คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญจะต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่โค้ชและมีทักษะการ โค้ชอย่างสูง 1.3 Administrator Coaching เป็นการโค้ชโดยผู้บริหารที่ท าการโค้ชบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ 40 2. ใช้เกณฑ์เป้าหมายของการโค้ช แบ่งได้หลายกลุ่มดังตัวอย่างต่อไปนี้ (วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2558: 42)


15 2.1 Instructional Coaching เป็นการโค้ชเพื่อให้ผู้สอนมีความรู้และทักษะการ จัดการเรียน การสอนที่มีคุณภาพ ผู้ที่เป็นโค้ชอาจเป็นเพื่อน ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้บริหาร 2.2 Literacy Coaching เป็นการโค้ชให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการ อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้และการดำรงชีวิต 2.3 Content Coaching เป็นการโค้ชที่มุ่งเน้นให้ผู้รับการโค้ชหรือผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ เนื้อหาสาระเรื่องใดเรื่องหนึ่งในลักษณะเชื่อมโยงและบูรณาการ 2.4 Leadership Coaching เป็นการโค้ชเพื่อให้ผู้รับการโค้ชมีภาวะผู้นำที่สามารถนำ (Lead) บุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.5 Cognitive Coaching เป็นการโค้ชที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนหรือผู้รับการโค้ชมีทักษะ การรู้คิด โดยเฉพาะด้านการคิดขั้นสูง การแก้ปัญหา การสร้างสรรค์นวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีการโค้ชที่เน้นความแตกต่างของครู (Differentiated Coaching) ที่มุ่งเสริมการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความ แตกต่างกันอย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล หรือจุดเน้นที่สำคัญของรูปแบบการโค้ชดังกล่าว คือ การเริ่มต้นการพัฒนา วิชาชีพให้ครู จากความแตกต่างกันด้านความเชื่อ จุดเด่นหรือจุดแข็งของครูวิธีการเรียนรู้(Learning Style) ของครู (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556: 327) 4.2 กระบวนการโค้ชเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน การโค้ชมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละบริบทของ การโค้ช อนึ่ง การโค้ชในบริบทของการ เรียนการสอน (instructional coaching) มีขั้นตอนดังนี้(มารุต พัฒผล, 2562: 7-12) 1. Feed – up การให้ข้อมูลเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ที่เน้น แรงจูงใจภายใน รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจ Passion ในการเรียนรู้ความสนใจใคร่รู้ ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ การปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้การ Feed-up ที่ดีจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้เรียนใช้กระบวนการเรียนรู้ ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ จากการที่ผู้เรียนมีแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ และ Passion ในการเรียนรู้ 2. Power questions การใช้พลังคำถาม เป็นการตั้งคำถามเชิงลึกในองค์ความรู้ที่เป็น main concept ของการเรียนรู้หรือสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ความ เข้าใจที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้ผู้เรียนมี เป้าหมายว่าเมื่อเสร็จสิ้น กิจกรรมการเรียนรู้แล้ว จะต้องตอบคำถามของผู้สอนให้ได้ซึ่งการตอบ คำถามได้ ของผู้เรียนนั้น จะเป็นสิ่งสะท้อนว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้แล้; 3. Acting & Checking การประเมินผู้เรียน เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ (learning processes) ที่หลากหลายและเหมาะสม สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ และพร้อมกันนี้ผู้สอนตรวจสอบกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วย การสังเกตการปฏิบัติการเรียนรู้ของผู้เรียน และให้คำชี้แนะ คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของ ผู้เรียน


16 4. Feedback การให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ เป็นการให้ข้อมูลย้อนกลับอย่าง สร้างสรรค์แก่ผู้เรียน ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว เพื่อให้ผู้เรียน มองเห็นจุดเด่นและจุดที่ ต้องปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการสะท้อน ผล การประเมินให้ผู้เรียนมองเห็นว่าตนเองเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ อย่างไร 5. Feed – forward การให้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ต่อยอด เป็นการชี้แนะหรือแนะนำผู้เรียนให้ ไปเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ต่อยอดจากการเรียนรู้ในครั้งนี้ เน้นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีนิสัยเป็นบุคคล แห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นรากฐานของการเป็น นักสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต 6. Lesson learned การถอดบทเรียน เป็นการให้ผู้เรียนสะท้อนคิดสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ ตลอดจนการตรวจสอบกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ระดับ ความสำเร็จของการเรียนรู้ของตนเอง วิเคราะห์จุดเด่นและจุดที่ต้อง ปรับปรุงตนเอง ตลอดจนการกำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้ที่มี พัฒนาการสูงขึ้นอย่างเหมาะสมกับระดับความสามารถของตนเอง ซึ่งการถอดบทเรียนจะนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลง (transform) กระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีขึ้น 4.3 ศิลปะการโค้ช ประภาภัทร นิยม (2559: 16) ได้เสนอศิลปะการโค้ช (Art of Coaching) ไว้ดังนี้ 1. มองให้เจอจุดดีสิ่งที่จะทำให้คนอื่นรับฟังโค้ชคือ โค้ชต้องเข้าใจเพื่อนครูและลูกศิษย์ หลังจาก นั้นก็มองหาจุดดีของแต่ละคนให้เจอ 2. ชมให้เป็น เมื่อเจอจุดดีแล้วต้องรู้จักชม เพราะถ้าการแนะนำเริ่มต้นที่ชี้จุดด้อย คนฟัง ย่อม หมดกำลังใจ อย่างไรก็ตาม การชมในที่นี่ต้องชมให้ถูก หมายถึง อย่าใช้คำกว้างๆ ทั่วไป เช่น เยี่ยมเลย เก่ง จังเลย หัวใจของผู้ที่ชมเป็นต้องจริงใจ เมื่อจริงใจแล้วใจจะซื่อตรง มีความสบายใจ ใจจะ เปิดออก เมื่อใจ ผู้ชมเปิดใจ ผู้ที่รับคำชมจะเปิดตาม แต่ถ้าใจผู้ชมปิด ใจคนฟังก็ปิด เพราะฉะนั้น ก่อนชมใครต้องกลับมา ตรวจสอบใจตัวเองก่อน เมื่อหาจุดดีเจอ ชมผู้อื่นได้ จิตใจของโค้ชก็จะดีขึ้น เบิกบานขึ้นด้วย นั่นแปลว่าโค้ช ยกระดับจิตใจตัวเองไปพร้อมผู้ที่รับคำชมด้วย 3. พาผู้เรียนกลับสู่การเรียนได้เสมอ ในการเรียนแบบ Active Learning ซึ่งเป็นการเรียน ปลายเปิดผ่านการลงมือทำ มีโอกาสที่เด็กจะไม่ได้เรียนไปตามแนวทางที่ครูโค้ชต้องการ แต่ฉีกแนวไปตาม ความสนใจ สิ่งที่ครูต้องทำคือรับฟังอย่างใจเย็น แล้วมองให้เห็นและเข้าใจภาพรวมของ เรื่องที่กำลังสอน เพื่อดึงเด็กกลับสู่การเรียนรู้ได้ ไม่ว่าเด็กจะเริ่มต้นสนใจจากประเด็นไหนในเรื่องนี้ก็ตาม 4. เป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้การเป็นครูโค้ชไม่ได้หมายถึงการอยู่เหนือเพื่อนครูและลูกศิษย์ตรงกัน ข้าม ครูโค้ชควรลดทิฐิความเป็นครูลงมาเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกับเพื่อนครูและลูกศิษย์ เพื่อ ไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกด้อยกว่าจนกลายเป็นคอยทำตามคำสั่งอย่างเดียว และเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่เพื่อนครูและลูก ศิษย์เจอได้อย่างถ่องแท้จนแนะนำได้จริง


17 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ เกียรติสุดา บุญส่ง และสุภา พูนผล (2565) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนภาษาไทย ด้วยตนเองสำหรับนักศึกษาชาวต่างประเทศ เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนภาษาไทยด้วยตนเองสำหรับ นักศึกษาชาวต่างประเทศ เพื่อศึกษาความสามารถในการเขียนภาษาไทยของนักศึกษาที่ใช้ชุดฝึกทักษะฯ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อชุดฝึกทักษะฯ ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะฯ มีค่า เท่ากับ 73.88/74.92 นักศึกษาชาวต่างประเทศมีคะแนนเฉลี่ยหลังการใช้ชุดฝึกฯ (post-test) สูงกว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนการใช้ชุดฝึกฯ (pre-test) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ ส่วนผลการศึกษาระดับความสามารถ พบว่าก่อนใช้ชุดฝึกทักษะฯ ร้อยละ 3.45 มีความสามารถในระดับดี ระหว่างการใช้ชุดฝึก ทักษะฯ ร้อยละ 62.07 มีความสามารถในระดับดี และหลังใช้ชุดฝึกทักษะฯ ร้อยละ 3.45 มีความสามารถในระดับดีมาก และร้อยละ 55.17 มีความสามารถอยู่ในระดับดี3) ผลการศึกษา ความพึงพอใจในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.55 ถิรวิท ไพรมหานิยม (2558) ได้วิจัยการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ โดยใช้ แบบฝึกการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษร่วมกับวงจรเดมมิ่ง (PDCA) สำหรับนักศึกษาโปรแกรม ภาษาอังกฤษ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนาขั้นตอนการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาทักษะ การเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ เพื่อศึกษาความรับผิดชอบหลังการฝึกเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ และเพื่อ ศึกษาความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกการเขียนเรื่องสั้น ภาษาอังกฤษร่วมกับวงจรเดมมิ่ง (PDCA) ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาขั้นตอนการเขียนเรื่องสั้น ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกและวงจรเดมมิ่ง (PDCA) ของนักศึกษา ประกอบด้วย 1. การวางแผน (Plan) 2 การดำเนินการ (Do) 3. การตรวจสอบและนำเสนอ (Check) และ4. การปรับปรุงแก้ไข (Act) ตามลำดับ 2. ผลการประเมินโดยอาจารย์ด้านการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษโดยภาพรวม พบว่า นักศึกษาเข้าใจและปฏิบัติตามไม่ครอบคลุมทุกขั้นตอน แต่รายละเอียดในหัวข้อนั้นถูกต้อง สำหรับผลการ ประเมินตนเองของนักศึกษา พบว่า นักศึกษาเข้าใจและปฏิบัติตามครอบคลุมทุกขั้นตอน แต่รายละเอียด บางประเด็นยังไม่ครอบคลุม 3. ผลการศึกษาความรับผิดชอบหลังการฝึกเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ โดยรวมด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและต้านความรับผิดชอบต่อเพื่อนอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษา ความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ข้อคิดเห็น อื่นๆ โดยรวมนักศึกษาเกิดทักษะการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษอย่างมีระบบและมั่นใจในการเขียนมากขึ้น เบญจมาภรณ์ ฤาไชย และ ลลิตพรรณ ปัญญานาค (2564) ได้ศึกษากลวิธีการโค้ชเพื่อพัฒนา รูปแบบการเรียนการสอนภาษาจีน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาแนวคิดกลวิธีการโค้ช (Coaching) และการจัดการเรียนการสอนภายใต้แนวคิดกลวิธีการโค้ช เพื่อนำแนวคิดการจัดการเรียน การสอนภายใต้ กลวิธีการโค้ชมาเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน ภาษาจีน จากการศึกษา ผู้เขียนพบว่า กลวิธีการโค้ชสามารถสร้างแรงบันดาลใจและสร้างความ กระตือรือร้นของผู้เรียนได้เป็น


18 อย่างดี หากใช้แนวคิดกลวิธีการโค้ชมาปรับใช้ในการจัดการเรียน การสอนภาษาจีน จะส่งผลให้ผู้เรียนจะ เกิดแรงบันดาลใจและเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาจีน โดยต้องอาศัยการพัฒนาร่วมกัน 3 ด้าน คือ 1) ด้าน บทบาทของผู้สอน ผู้สอนต้องเปลี่ยน บทบาทจากการเป็นเพียงครูหรือผู้บรรยาย (Teacher) มาเป็นโค้ช (Coach) 2) ด้านบทบาท ของผู้เรียน ผู้เรียนภาษาจีนยุคใหม่ต้องถือคติ “3 ป 4 ก” 3 ป คือ เปิดใจ ปรับตัว และ เปลี่ยนแปลง 4 ก คือ กล้าคิด กล้าสงสัย กล้าถาม และกล้าแลกเปลี่ยน 3) ด้านการจัดการ เรียน การสอน โดยการเปลี่ยนห้องเรียน (Classroom) ให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing Space) พัชรพล ศุภกิจและคณะ (2559: 92) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนารูปแบบการโค้ชเพื่อพัฒนา ความสามารถในการจัดการเรียนของครูสังคมศึกษาที่ส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน มัธยมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการโค้ช “4R Coaching Model” มี 4 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 เริ่มต้น ขั้นที่ 2 ทบทวน ขั้นที่ 3 สะท้อนกลับ และขั้นที่ 4 ปรับปรุง รูปแบบนี้ประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการโค้ช ทักษะการโค้ช การติดตามดูแล ระบบสนับสนุนและเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ กระบวนการโค้ช รพีพรรณ เพชรอนันต์กุล และ รุ่งภัสสรณ์ ศรัทธาธนพัฒน์ (2564) ได้วิจัยการสร้างแบบฝึก การเขียนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทยของนักศึกษาจีนที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทยของนักศึกษาจีนที่ ศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนภาษาไทย และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกการเขียนภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพที่มีประสิทธิภาพ 77.15/79.58 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ นักศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมต่อชุดการสอนอยู่ในระดับ มาก องค์ความรู้จากการวิจัย คือ 1) การสร้างแบบเรียนการเขียนที่ตรงกับระดับความรู้ความสามารถของ นักเรียนและสามารถนำไปใช้ได้จริงในการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาไทย 2) การสร้างแบบฝึกการ เขียนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทยได้ออกแบบถูกต้องตามทฤษฎีและได้รับการตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญการสอนภาษาไทยให้แก่ชาวต่างประเทศ ทำให้กลุ่มตัวอย่างเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการเรียนภาษาไทยในอนาคต 3) กลุ่มตัวอย่างได้รับการพัฒนาที่ตรงกับ ความสามารถของตนเองและสอดคล้องกับความต้องการ วิไลลักษณ์ แก้วกระจ่าง (2557) ได้ศึกษาการเพิ่มทักษะการเขียนด้วยชุดแบบฝึกโครงเรื่อง เพื่อ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการเขียนด้วยชุดแบบฝึกโครงเรื่อง ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของ นักศึกษาต่อแบบฝึกชุดโครงเรื่อง ต่อแบบฝึกชุดโครงโดยรวมต่อแบบฝึกชุดโครงเรื่อง อยู่ในระดับมากที่สุด แบบฝึกชุดโครงเรื่องสร้างความเข้าใจในการวางโครงเรื่องได้ อยู่ในระดับมาก แบบฝึกชุดโครงเรื่องสามารถ เพิ่มประสิทธิภาพทักษะการเขียนได้อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ผลวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนก่อนและ


19 หลังการทำแบบฝึกชุดโครงเรื่อง พบว่านักศึกษาที่ทำแบบฝึกมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทำชุดฝึกสูงกว่าก่อน ทำแบบฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สุกัญญา คำทอง (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์วิชาการเขียน เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เพื่อพัฒนา แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ วิชาการเขียน เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ให้ มีคุณภาพตามเกณฑ์การประเมิน 70/80 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ วิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างพบว่า มีประสิทธิภาพ 78.00/82.33 แสดงว่าแบบฝึกทักษะการเขียนเชิง สร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 70/80 นักเรียนที่ได้ทำแบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนทำแบบฝึกทักษะการเขียนเชิง สร้างสรรค์ อวยชัย สุขณะล้า (2559) ได้ศึกษารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะครูตามแนวคิด กระบวน ชี้แนะ (Coaching) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เพื่อศึกษา สภาพปัญหา และความต้องการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผลวิจัย พบว่า รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะครู 4 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ ของรูปแบบ 3) ขั้นตอนการเสริมสร้างสมรรถนะของครู และ 4) การวัดและประเมินผล โดยมีขั้นตอนการ เสริมสร้างสมรรถนะของครู ประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การสร้างความสัมพันธ์ ขั้นที่ 2 การ วางแผนสอนงานและเรียนรู้ ขั้นที่ 3 การลงมือปฏิบัติงาน ขั้นที่ 4 การสะท้อนผลหลังการปฏิบัติ และขั้นที่ 5 การตรวจสอบติดตามผล


บทที่ 3 วิธีดำเนินการ รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิค การโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับ เทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึก ปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ ราชวิทยาลัย เพชรบุรี ผู้รายงานได้กำหนดขั้นตอนวิธีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประชากร กลุ่มเป้าหมาย การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรายวิชาพัฒนาทักษะ ภาษาไทย ท30106 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี จำนวน 144 คน 2. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่ง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรายวิชาพัฒนาทักษะภาษาไทย ท30106 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรีจำนวน 144 คน 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.1 แบบฝึกปั้นเรื่องสั้น ประกอบด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นจำนวน 6 ชุด ซึ่งว่าด้วยเรื่องการเขียน เรื่องสั้นตามองค์ประกอบเพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ และทุกแบบฝึกมี เนื้อหาเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งจำแนกได้ดังนี้ แบบฝึกที่ 1 การสร้างแก่นเรื่อง แบบฝึกที่ 2 การสร้างโครงเรื่อง แบบฝึกที่ 3 การสร้างตัวละคร แบบฝึกที่ 4 การสร้างบทสนทนา แบบฝึกที่ 5 การสร้างมุมมอง แบบฝึกที่ 6 การสร้างฉาก


21 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคการโค้ช ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิค การโค้ชจำนวน 6 แผน ซึ่งจำแนกได้ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลวิธีการสร้างแก่นเรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 กลวิธีการสร้างโครงเรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 กลวิธีการสร้างตัวละคร แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 กลวิธีการสร้างบทสนทนา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 กลวิธีการสร้างมุมมอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 กลวิธีการสร้างฉาก 3.3 แบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 1 ชุด โดยมีลำดับขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือการศึกษา ดังนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการสร้างชุดแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น โดยศึกษา เอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการเขียน การเขียนเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์และการ สร้างแบบฝึกทักษะการเขียน 2. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในรายวิชาพัฒนาทักษะ ภาษาไทย ท30105 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้ 2.1 ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการสอน 2.2 ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน 2.3 ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อวิเคราะห์ เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรม 4. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 2 โดยการสร้างแบบฝึกและเลือกเนื้อหาใน ส่วนที่จะสร้างแบบฝึกทักษะนั้น ว่าจะทำเรื่องใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้ 5. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง 6. ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุด โดยเน้นย้ำความคิดรวบยอดการเขียนเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ 7. สร้างแบบฝึกในแต่ละชุด 8. ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบด้านเนื้อหา แล้วปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 9. นำไปใช้จริงกับกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาพัฒนาทักษะภาษาไทยน ท 30105 การศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565 10.ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากการฝึกทักษะการเขียนเรื่องสั้นแนว วิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ชแล้ว


22 3.4 การหาค่าความสอดคล้องเครื่องมือสำหรับผู้เชี่ยวชาญ (Item Objective Congruence Index: IOC) แบบฝึกปั้นเรื่องสั้น โดยมีวิธีการดังนี้ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น โดยนำแบบฝึกไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบวัตถุประสงค์ความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง ความถูกต้องของข้อคำถาม และความสามารถในการ นำไปใช้ได้จริง โดยใช้เกณฑ์พิจารณาลงความเห็นดังนี้คะแนน +1 คือ แน่ใจว่าวัดตรงตามจุดประสงค์ คะแนน 0 คือ ไม่แน่ใจ คะแนน -1 คือ แน่ใจว่าวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์เมื่อบันทึกผลการพิจารณา ความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 3 ท่านแล้ว น าไปหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เพื่อตรวจสอบความ ตรงของแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น สำหรับบางข้อที่ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ไม่ถึง 0.50 ผู้ศึกษาได้ดำเนินการ แก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ 3.5 การหาค่าความสอดคล้องเครื่องมือสำหรับผู้เชี่ยวชาญ (Item Objective Congruence Index: IOC) แผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคการโค้ช โดยมีวิธีการดังนี้ หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบโค้ช โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบวัตถุประสงค์ความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง ความถูกต้องของข้อ คำถาม และความสามารถในการนำไปใช้ได้จริง โดยใช้เกณฑ์พิจารณาลงความเห็นดังนี้คะแนน +1 คือ แน่ใจว่าวัดตรงตามจุดประสงค์คะแนน 0 คือ ไม่แน่ใจ คะแนน -1 คือ แน่ใจว่าวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์ เมื่อบันทึกผลการพิจารณาความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 3 ท่านแล้ว นำไปหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เพื่อตรวจสอบความตรงของแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น สำหรับบางข้อที่ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ไม่ถึง 0.50 ผู้ศึกษาได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ 3.6 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นด้วย แบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช มีวิธีการสร้างดังนี้ 1. ศึกษาหลักการสร้างแบบประเมิน 2. สร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช 3. นำแบบประเมินที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน พิจารณาแล้วนำมาปรับปรุงก่อน นำไปใช้จริง 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4.1 จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์โดยใช้แบบฝึกปั้น เรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ชที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นทั้งหมด 6 แบบฝึก ใช้เวลาแบบฝึกละ 100 นาที 4.2 ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช โดยมีกำหนดการดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 9-13 มกราคม 2566 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 สัปดาห์ที่ 2 16-20 มกราคม 2566 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2


23 สัปดาห์ที่ 3 23-27 มกราคม 2566 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 สัปดาห์ที่ 4 30 มกราคม–3 กุมภาพันธ์ 2566 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 สัปดาห์ที่ 5 6-10 กุมภาพันธ์ 2566 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 สัปดาห์ที่ 6 13-17 กุมภาพันธ์ 2566 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 5. การวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากดำเนินการเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ผู้ศึกษาได้นำคะแนนการทำแบบฝึกแต่ละชุดมาหา ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และนำผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการ พัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย ( x ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยกำหนดเกณฑ์ในการแปลความหมายดังนี้4.50 – 5.00 มากที่สุด 3.50 – 4.49 มาก 2.50 – 3.49 ปานกลาง 1.50 – 2.49 น้อย 1.00 – 1.49 น้อยที่สุด 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ 6.1 ค่าดัชนีความสอดคล้อง N R IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ 6.2 ค่าร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตร ดังนี้ 100 f P N = เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 6.3 ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร ดังนี้ X X N = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย X แทน ผลรวมของข้อมูลหรือคะแนน N แทน จำนวนข้อมูล


24 6.4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร ดังนี้ ( ) 2 2 . . ( 1) N X X S D N N − = − เมื่อ SD. . แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 X แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง ( ) 2 X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิค การโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับ เทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึก ปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ ราชวิทยาลัย เพชรบุรี ผู้ศึกษาขอเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น ร่วมกับเทคนิคการโค้ช ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียน เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับ เทคนิคการโค้ช ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับ เทคนิคการโค้ช (N = 144) แบบฝึกที่ ร้อยละของคะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 75.61 1.21 2 75.01 1.01 3 76.87 0.92 4 76.21 0.98 5 74.96 0.91 6 80.01 0.97 ค่าเฉลี่ย 76.44 1.00 จากตารางที่ 2 แสดงผลการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น ร่วมกับเทคนิคการโค้ช พบว่า ภาพรวมนักเรียนได้คะแนนร้อยละ 76.44 โดยแบบฝึกที่ 6 การสร้างฉาก มีระดับคะแนนสูงสุด นักเรียนได้คะแนนร้อยละ 80.01 รองลงมาคือ แบบฝึกที่ 3การสร้างตัวละคร นักเรียน ได้คะแนนร้อยละ 76.87 ส่วนคะแนนต่ำสุดคือแบบฝึกที่ 5 การสร้างมุมมอง นักเรียนได้ระดับคะแนนร้อยละ 74.96 รองลงมาคือแบบฝึกที่ 2 การสร้างโครงเรื่อง นักเรียนได้ระดับคะแนนร้อยละ 75.01 ตามลำดับ


26 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้น วิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้น วิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 1. แบบฝึกและกิจกรรมได้รับการออกแบบให้ผู้เรียนศึกษา เนื้อหาได้ง่ายและตรงตามความต้องการ 4.54 0.93 2. แบบฝึกและกิจกรรม ภาษาเข้าใจง่าย เหมาะสมกับ กลุ่มนักเรียน 4.60 0.97 3. แบบฝึกและกิจกรรมช่วยให้นักเรียนเอาใจใส่ต่อการ เรียนมากขึ้น 4.65 0.99 4. แบบฝึกและกิจกรรมช่วยให้นักเรียนมีความคิด สร้างสรรค์มากขึ้น 4.52 1.02 5. แบบฝึกและกิจกรรมมีเนื้อหาถูกต้องและนำไปใช้ ประโยชน์ได้ 4.56 0.91 ค่าเฉลี่ย 4.57 0.96 จากตารางที่ 3 แสดงผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่อง สั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช มีค่าเฉลี่ย 4.57 ความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด เพื่อพิจารณาเป็นรายข้อ แบบฝึกและกิจกรรมและกิจกรรมช่วยให้นักเรียนเอาใจใส่ต่อการเรียน มากขั้น มีค่าเฉลี่ย 4.65 รองลงมาคือ แบบฝึกและกิจกรรม ภาษาเข้าใจง่าย เหมาะสมกับกลุ่มนักเรียน มีค่าเฉลี่ย 6.60 คะแนนต่ำสุดคือ แบบฝึกและกิจกรรมช่วยให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีค่าเฉลี่ย 4.52 รองลงมาคือ แบบฝึกและกิจกรรมได้รับการออกแบบให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาได้ง่ายและ ตรงตามความต้องการ มีค่าเฉลี่ย 4.54 ตามลำดับ


บทที่ 5 สรุปผลและอภิปรายผล รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิค การโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับ เทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึก ปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ ราชวิทยาลัย เพชรบุรี หลังจากที่ผู้ศึกษาดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว ได้ข้อสรุปและอภิปรายผลการศึกษาได้ ดังรายละเอียดดังนี้ สรุป 1. ผลการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิค การโค้ช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี นักเรียนได้คะแนนร้อยละ 76.44 2. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ด้วยแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ช อยู่ในระดับมากที่สุด อภิปรายผล ข้อคนพบจากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาขออภิปรายผลดังนี้ จากการที่ผู้ศึกษาได้ใช้แบบฝึกปั้นเรื่องสั้นร่วมกับเทคนิคการโค้ชเพื่อพัฒนาทักษะการเขียน เรื่องสั้น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี พบว่า นักเรียนมีผลการพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้น ระดับคะแนนร้อยละ 76.44 ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นและเทคนิคการสอนดังกล่าวสามารถใช้พัฒนาทักษะการเขียนของ นักเรียนได้เป็นอย่างดี นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้น วิทยาศาสตร์ในระดับมากที่สุด สะท้อนว่านักเรียนมีความสุขที่ได้รับกำลังใจและคำชี้แนะในการพัฒนา งานเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของตนเองจากครูผู้สอน มีความพยายามและกระตือรือร้นที่จะทำให้ประสบ ผลสำเร็จ นักเรียนตระหนักในคุณค่าของการเขียน เห็นความความสำคัญของการเขียนและการใช้ภาษา เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคตได้นักเรียนเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนาน มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของ การเขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ตามองค์ประกอบทั้ง 6 ประการ คือ การสร้างแก่นเรื่อง การสร้างโครงเรื่อง การสร้างตัวละคร การสร้างบทสนทนา การสร้างมุมมอง และการสร้างฉาก นักเรียนได้นำผลงาน ทุกขั้นตอนมาร้อยเรียงเป็นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของตนเองได้หนึ่งเรื่องอย่างน่าสนใจ และจะสามารถ เผยแพร่งานเขียนตามจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ได้ต่อได้ ทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะการเขียน


28 เพื่อการบูรณาการองค์ความรู้จากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ตามหลักสูตรการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น สามารถนำความรู้ไปใช้ในการเรียนวิชาอื่นๆ ใช้ในชีวิตประจำวัน และในการศึกษาต่อในระดับที่ สูงขึ้นต่อไป ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวถึงไว้ในบทที่ 1 และ บทที่ 2 ทุกประการ ข้อเสนอแนะ 1. ครูผู้สอนควรดำเนินการสร้างแบบฝึกพัฒนาทักษะนักเรียนในการเขียนให้หลากหลาย และ ครอบคลุมเนื้อหาด้านการเขียนให้มากขึ้น 2. ครูผู้สอนควรให้ความสนใจให้โอกาสนักเรียนที่เรียนอ่อน ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความ กระตือรือร้นในการเรียนและการฝึกทักษะการเขียน ได้มีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนางานของ ตนเองให้เกิดผลสัมฤทธิ์การเขียนที่ดีขึ้น 3. ทำกิจกรรมความร่วมมือกับครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ในการฝึกพัฒนาทักษะการเขียน อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ


บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. จำรัส อินทลาภาพร (2561). การโค้ชเพื่อเสริมสร้างทักษะการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของนักศึกษา วิชาชีพครู. วารสารวิจัยและพัฒนาหลักสูตร. 8(1). 260-268. จินตา ตวงจินดา. (2536). การเขียนเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ : ปาณยา. เจือ สตะเวทิน. (2553). ศิลปะการประพันธ์. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์. ชนานุต อุ่นมะดี. (2550). ผลการใช้เทคนิคระดมสมองและผังความคิดที่มีต่อความสามารถในการเขียนเรียงความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและ การสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. ชัยวัฒน์ คุประตะกุล (2559). (2551) 100 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: ทวีวัฒน์การพิมพ์. _______. เสี้ยวบทสนทนา. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์. ซูทิพย์ นนภู. (2543). งานประพันธ์ประเภทเรื่องสั้นของอังกฤษและอเมริกา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ดวงหทัย โฮมไชยะวงศ์. (2557). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการโค้ชและการดูแล ให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูประถมศึกษาของนักศึกษาวิชาชีพครู. วิทยานิพนธ์บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ถิรวิท ไพรมหานิยม (2558). การพัฒนาทักษะการเขียนเรื่องสั้นภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกการเขียน เรื่องสั้นภาษาอังกฤษร่วมกับวงจรเดมมิ่ง (PDCA) สำหรับนักศึกษาโปรแกรมภาษาอังกฤษ. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. ธมลวรรณ โชติระโส. (2553). การสร้างชุดแบบฝึกเพื่อพัฒนาการเขียนเรียงความสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย, มหาวิทยาลัยทักษิณ. ธัญพร ชื่นกลิ่น. (2553). การพัฒนารูปแบบการโค้ช เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ ของอาจารย์พยาบาล ที่ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาล ในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข. วิทยานิพนธ์บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธิดา โมสิกวัตน์. (2549). การอ่านวรรณกรรมร่วมสมัย. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิการ. นวรัตน์ สุทธิพันธ์. (2547). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ถ้อยคำในงานเขียนร้อยแก้ว สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร. เบญจมาภรณ์ ฤาไชย และคณะ. (2564). การศึกษากลวิธีการโค้ชเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ภาษาจีน. วารสารมณีเชษฐาราม. ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (2021): กรกฎาคม - ธันวาคม 2524. ประภาภัทร นิยม. (2559). การศึกษาองค์รวม : การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. เอกสารประกอบการเสวนา การปฏิรูปการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ. ปองวุฒิ รุจิระชาคร. (2559. เรื่องสั้นและนวนิยายวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: ก้าวกระโดด. ผะอบ โปษะกฤษณะ. (2548). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 4) กรุงเทพฯ : บำรุงสาสน์. พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ. (2556). การสอนเรียงความ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพฑูรย์ ธัญญา. (2565). ความลับของเรื่องสั้น. กรุงเทพฯ: นาคร.


30 ไพโรจน์ บุญประกอบ. (2549). การเขียนสร้างสรรค์ : เรื่องสั้น-นวนิยาย. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2550) . เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย หน่วยที่ 1-8. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ประชาชน. มารุต พัฒผล. (2562). เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่องการโค้ชเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน.กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. รพีพรรณ เพชรอนันต์กุล และคณะ. การสร้างแบบฝึกการเขียนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย ของนักศึกษาจีนที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต. ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 (2564) วารสารบัณฑิตแสงโคมคำ (พฤษภาคม – สิงหาคม 2564). รัตนา รุ่นประพันธ์. (2547). การสร้างแบบฝึกที่ใช้รูปแบบแผนภาพโครงเรื่องพัฒนาทักษะการอ่าน จับใจความของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคนครนายก. ปริญญานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน. ราชบัณทิตยสถาน. (2545). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์. ราชบัณทิตยสถาน. (2545). พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมอังกฤษ-ไทย. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี. (2560).หลักสูตรโรงเรียนวิทยาศาสตร์ (ภูมิภาค). เพชรบุรี. วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล. (2562). การโค้ชเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน. กรุงเทพฯ: จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์. วินทร์ เลียววาริณ (2559). สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ : ดับเบิ้ลนายน์. วิไลลักษณ์ แก้วกระจ่าง. (2557).รายงานการวิจัยการเพิ่มทักษะการเขียนด้วยชุดแบบฝึกโครงเรื่อง. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ. สัจภูมิ ละออ. (2558). เขียนอย่างนักเขียนมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). เอกสารประกอบหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 แนวปฏิบัติการวัดผลประเมินผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชุมนุมสหกรณแหงประเทศไทย. สำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2559). สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566-2570. กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี. สุกัญญา คำทอง (2563). รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ วิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563. กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี. สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร. (2550). เรื่องสั้นไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, เสนีย์ วิลาวรรณ. (2549). การเขียน 2. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. อวยชัย สุขณะล้า. (2560). รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะครูตามแนวคิดกระบวนการชี้แนะ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม -กันยายน พ.ศ. 2560. เอมอร ชิตะไสภณ. (2556). วรรณคดีวิจารณ์สองเชิง. กรุงเทพฯ : สุกัญญา.


31 ภาคผนวก 1. (ตัวอย่าง) แบบฝึกปั้นเรื่องสั้น


32


33


34


35


36


37


38


39


40


41 2. (ตัวอย่าง) แผนการจัดการเรียนรู้แบบเทคนิคการโค้ช 6 ขั้นตอน รหัสวิชา ท30106 รายวิชาพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 หน่วยที่ 4 การเขียนเรื่องสั้น แผนฯ ที่ 1 กลวิธีการสร้างแก่นเรื่อง เวลาเรียน 2 คาบ คาบละ 50 นาที ครูผู้สอน นายพรไพรสน คนมี ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 1.1 มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๒.๑ การเขียน 1.2 ตัวชี้วัด ม.๔-๖/๔, ม.๔-๖/๕, ม.๔-๖/๘ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนบอกกลวิธีสร้างแก่นเรื่องสั้นได้ 2.2 นักเรียนเขียนแก่นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ได้ 3. สาระสำคัญ แก่นเรื่องเป็นแนวคิดหรือสาระสำคัญของเรื่องที่ผู้เขียนต้องการจะนำเสนอต่อผู้อ่าน เป็นแนวคิด รวบยอด (Concept) ของผู้เขียนที่ต้องการนำเสนอต่อผู้อ่าน เป็นศูนย์รวมของเรื่องทั้งหมดที่ผู้เขียน ต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตมนุษย์ซึ่งเวี่ยนว่ายอยู่ในภาวะ รัก โลภ โกรธ หลง อันเป็นธรรมดาของปุถุชนทั่วไป 4. สาระการเรียนรู้ การเขียนแก่นเรื่องสั้น 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน 7. ชิ้นงาน/ภาระงาน 7.1 กิจกรรมที่ 1 สรุปกลวิธีสร้างแก่นเรื่องสั้น 7.2 กิจกรรมที่ 2 เขียนแก่นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ 8. สื่อการเรียนรู้ แบบฝึกปั้นเรื่องสั้น 1 “การสร้างแก่นเรื่อง” 9. กิจกรรมการเรียนรู้ (ใช้กระบวนการเรียนรู้โดยเทคนิคการโค้ช 6 ขั้นตอน) คาบที่ 1 ขั้นที่ 1 Feed – up การให้ข้อมูลเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ 1. ครูชวนนักเรียนสนทนาถึงประสบการณ์การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ชั้น ม.4 จนถึง ม.6 ว่าเป็นอย่างไรบ้าง อาทิ ทำเรื่องใด สาขาใด มีโอกาสเข้าร่วมนำเสนอผลงานในเวทีใดบ้าง ได้รับรางวัลใด 2. ครูชวนนักเรียนนึกถึงความประทับใจจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ว่าคืออะไรบ้าง หรือความรู้สึก เสียใจและความรู้สึกผิดหวังมีอะไรบ้าง ให้นักเรียนเขียนเป็นข้อความสั้น ๆ แล้วอ่านให้เพื่อนฟัง ขั้นที่ 2 Power questions การใช้พลังคำถาม 3. ครูเชื่อมโยงให้นักเรียนเห็นว่าข้อความสั้น ๆ ที่นักเรียนเขียนนั้นมีความน่าสนใจที่ควรใช้เป็น สิ่ง สื่อสารหรือบอกเล่าประสบการณ์แก่ผู้อื่นในลักษณะงานเขียนที่เรียกว่าเรื่องสั้น


42 4. ครูนำนักเรียนทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับการเขียนเรื่องสั้น อาทิ เรื่องสั้นมีลักษณะอย่างไร มีองค์ประกอบใดบ้าง นักเรียนเคยอ่านเรื่องสั้นบ้างหรือไม่ แล้วให้นักเรียนช่วยกันค้นหาหนังสือเรื่องสั้น ประเภทต่าง ๆ จาก Google โดยมีครูคอยชี้แนะว่าเรื่องสั้นเล่มใดมีความน่าใจ หรือเคยได้รับรางวัลใด ขั้นที่ 3 Acting & Checking การประเมินผู้เรียน 5. นักเรียนศึกษาเนื้อหาจากแบบฝึกปั้นเรื่องสั้นชุดที่ 1 การสร้างแก่นเรื่อง ครูคอยสังเกตการปฏิบัติ การเรียนรู้ และให้คำชี้แนะที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน 6. นักเรียนทำกิจกรรมที่ 1 สรุปกลวิธีการสร้างเรื่องสั้น จากนั้นครูมอบหมายนักเรียนนำเสนองานของ ตนเองแก่เพื่อน ๆ คาบที่ 2 ขั้นที่ 4 Feedback การให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ 7. ครูชวนนักเรียนทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับกลวิธีการสร้างแก่นเรื่องสั้น จากนั้นให้ข้อสังเกตจาก การนำเสนอข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ ทั้งจุดเด่นและจุดด้อยที่ต้องปรับปรุงเพื่อพัฒนาให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น ขั้นที่ 5 Feed – forward การให้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ต่อยอด 8. ครูแนะนำตัวอย่างหนังสือเรื่องวิทยาศาสตร์จำนวน 5 เล่มจากเวทีการประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ ของ อพวช. พร้อมทั้งให้ข้อมูลการประกวดและเสนอแนะว่านักเรียนก็สามารถสร้างงานเขียนของตนเองได้ 9. นักเรียนทำกิจกรรมที่ 2 การสร้างแก่นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ โดยครูแนะนำนักเรียนว่าควรใช้ข้อมูล หรือประสบการณ์จากการทำโครงงานมาใช้อย่างไรได้บ้าง ขั้นที่ 6 Lesson learned การถอดบทเรียน 10. ครูนำนักเรียนบอกเล่าถึงแก่นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของตนเองว่าคืออะไร มีที่มาหรือเกิดจากแรง บันดาลใจในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง ครูช่วยนักเรียนสะท้อนคิดแแล้วให้นักเรียนบันทึก แก่นเรื่องที่สมบูรณ์เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป 10. การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ สิ่งที่วัด วิธีการ เครื่องมือที่ใช้ เกณฑ์ประเมินผล 1. นักเรียนบอกกลวิธี สร้างแก่นเรื่องสั้นได้ การตอบคำถาม ในแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น กิจกรรมที่ 1 เกณฑ์การประเมิน ผลงาน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 2. นักเรียนเขียนแก่น เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ได้ การตอบคำถาม ในแบบฝึกปั้นเรื่องสั้น กิจกรรมที่ 2 เกณฑ์การประเมิน ผลงาน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 3. นักเรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียน มุ่งมั่นในการทำงาน สังเกตพฤติกรรม แบบประเมิน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 11. เกณฑ์การแปลผลคะแนน ร้อยละ คะแนน ระดับคุณภาพ เกณฑ์การผ่าน 75 - 100 8 - 12 ดีมาก ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 (9 คะแนน) 50 - 74 5 - 7 ดี 25 - 49 3 - 4 พอใช้ 0 - 24 0 - 2 ปรับปรุง


43 (3) (ตัวอย่าง) เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ผลงานนักเรียน (เมื่อเรียนครบ 6 แบบฝึก)


44 (4) (ตัวอย่าง) เอกสารเชิญผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือวิจัย และเอกสารเผยแพร่นวัตกรรม


Click to View FlipBook Version