The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการใช้นวัตกรรม การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

4. นางสาวสุธาสินี เพชรแย้ม

รายงานการใช้นวัตกรรม การใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี

ชื่อรายงานการศึกษา รายงานผลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ผู้รายงาน นางสาวสุธาสินี เพชรแย้ม สาขาวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การ อ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 แบบฝึก (2) แผนการจัดการ เรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 แผน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 และ (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจาก นิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วิธีดำเนินการทดลอง คือ ทดสอบก่อนเรียน ดำเนินการสอนตามกระบวนการเรียนรู้ บันทึกคะแนนระหว่างเรียน ทดสอบหลังเรียน และประเมินความพึงพอใจของ นักเรียน เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยใช้ t-test แบบ dependent ผลการศึกษาพบว่า (1) แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 87.20/85.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 (2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และ (3) นักเรียนที่ เรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน ในระดับ มากที่สุด


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและปัญหาการวิจัย ภาษาไทยมีความสำคัญดังนี้ (1) เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร การดำเนินชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ จะมีการติดต่อสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องราว ความรู้สึก ความนึกคิด ความต้องการ ซึ่งจะส่งสารโดยแสดงพฤติกรรมใน รูปของการพูด การเขียน หรือแสดงด้วยท่าทาง ส่วนผู้รับสาร จะรับสารด้วยการฟัง การดู หรือการอ่าน (2) เป็นเครื่องมือใน การเรียนรู้และแสวงหาความรู้ รับสิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาสติปัญญา กระบวนการคิด การวิเคราะห์ การวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความคิดเห็น ทำให้เกิดความรู้และประสบการณ์ กลายเป็นผู้ที่มีชีวทัศน์และโลกทัศน์ที่สอดคล้อง กับยุคสมัย สามารถติดตามความเจริญก้าวหน้าของศาสตร์ต่าง ๆ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกปัจจุบัน (3) เป็น เครื่องมือสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ภาษาไทยเป็นภาษามาตรฐาน เป็นภาษาที่ใช้ร่วมกัน ทำให้การสื่อสารเข้าใจตรงกันทั้งใน การศึกษา ในทางราชการ และในสื่อสารมวลชน (4) เป็นเครื่องมือในการบันทึกและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของบรรพบุรุษใน รูปของวรรณคดีและวรรณกรรม การอ่านและการศึกษาวรรณคดีและวรรณกรรมแต่ละสมัยทำให้ชนรุ่นหลังรับรู้และเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้แต่ง เข้าใจสภาพความเป็นอยู่ เข้าใจเหตุการณ์ เข้าใจลักษณะสังคม และสังคมของผู้คนในสมัยนั้น ๆ (5) เป็นเครื่องมือสร้างเอกภาพของชาติ ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติที่มีความ เจริญรุ่งเรืองมีอารยธรรม เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเกิดความผูกพันเป็นเชื้อชาติเดียวกันและ (6) เป็น เครื่องมือช่วยจรรโลงใจ ภาษาไทยมีเสียงไพเราะ เมื่อผู้เขียนนำมาแต่งเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ใครได้อ่านได้ฟังก็จะเกิด ความรู้สึกชื่นบาน เกิดความจรรโลงใจ ช่วยให้ชีวิตคนไทยมีความสดชื่น รื่นรมย์ มีสุขภาพจิตที่ดี และเกิดความคิดสร้างสรรค์ (ภาษิตา วิสารสุข 2557: 1-2) การอ่านเป็นทักษะทางภาษาที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในยุคข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน วรรณี โสมประยูร (2553 :120) กล่าวว่า การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการแสวงหาความรู้ เป็นเครื่องมือสำคัญอันจะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต เพราะการอ่านมากจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ความคิดที่กว้างไกล สามารถนำความรู้ ความคิดที่ได้รับจากการอ่านมาช่วยพัฒนา ตนเอง ผู้ที่มีทักษะการอ่านที่ดีจะได้รับประโยชน์จากการอ่านหลายด้าน ทั้งด้านการเรียนและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสมศักดิ์ อัมพรวิสิทธิ์โสภา และธัญลักษณ์ จุ้ยเรือง (2554 :94) กล่าวว่า การสอนการอ่านในระดับประถมศึกษา ต้องวางรากฐานให้ถูกต้องและดีพอที่จะนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการอ่านจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เพื่อ ศึกษาหาความรู้ เพื่อความบันเทิง เป็นต้น การที่บุคคลจะมีทักษะเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและให้มีความเคยชินในการ อ่านในใจ ฝึกให้รักการอ่านจนเป็นนิสัย จากรายงานผลการทดสอบความสามารถขั้นพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ปีการศึกษา 2565 ปรากฏผลความสามารถด้านภาษา ดังตาราง 1.1


ตาราง 1.1 คะแนนการประเมินรายด้านและรายมาตรฐาน ผลการทดสอบความสามารถขั้นพื้นฐานของผู้เรียน ระดับชาติ (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ปีการศึกษา 2565 ความสามารถด้านภาษา ความสามารถด้านภาษา สาระที่ 1 การอ่าน คะแนน มาตรฐาน ท 1.1 : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจ ร้อยละ แก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน 1. ป.3/2 อธิบายความหมายของคำและข้อความที่อ่าน 72.78 2. ป.3/3 ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 86.98 3. ป.3/4 ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน โดยระบุ เหตุผลประกอบ 83.72 4. ป.3/5 สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 67.15 5. ป.3/7 อ่านข้อเขียนเชิงอธิบานและปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ 83.72 6. ป.3/8 อธิบายความหมายของข้อมูลจากภาพ แผนที่ และแผนภูมิ 82.54 จากตาราง 1.1 คะแนนการประเมินรายด้านและรายมาตรฐาน ผลการทดสอบความสามารถขั้น พื้นฐานของผู้เรียน ระดับชาติ (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ปีการศึกษา 2565ความสามารถด้านภาษา จะเห็นได้ว่า คะแนนการประเมินรายมาตรฐาน ท 1.1 ตัวชี้วัด ป.3/5 สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน มีคะแนนร้อย 67.15 ซึ่งถือว่ามีคะแนนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่สถานศึกษาตั้งไว้ร้อยละ 80 ผู้รายงานจึงเห็นควรที่ จะต้องเร่งพัฒนาความสามารถด้านภาษาในมาตรฐานที่ ท 1.1 ตัวชี้วัด ป.3/5 สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรีอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับความสามารถ ด้านภาษาในมาตรฐานที่ ท 1.1 ตัวชี้วัด ป.3/5 ให้อยู่ในเกณฑ์ที่สถานศึกษาตั้งไว้ และมีพัฒนาการที่สูงขึ้น ดังนั้น นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ควรได้รับการพัฒนาด้านการอ่าน ซึ่งเป็นส่วน หนึ่งของการพัฒนาความสามารถทางภาษา ตลอดจนการพัฒนาด้านนิสัยรักการอ่าน การพัฒนาในด้านการอ่านจับใจความ การ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจดบันทึกสิ่งที่ได้อ่านและเรียนรู้ โดยในปัจจุบันปัญหาที่พบมากในการจัดการเรียนการสอน คือ ปัญหาการอ่านจับใจความ สาเหตุมาจาก นักเรียนอ่านหนังสือแล้วไม่สามารถสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ และไม่สามารถ ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านได้ ทำให้การอ่านไม่มีประสิทธิภาพ ดังที่ แววมยุรา เหมือนนิล (2553 :5) ได้กล่าวไว้ว่า การที่ นักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีนิสัยรักการอ่านหนังสือ ส่วนหนึ่งเกิดจากนักเรียนจำนวนมากอ่านจับใจความสำคัญไม่ได้ หรืออ่านได้ช้า ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย นอกจากนี้ ไสว นามเกตุ (2555:2) ได้สรุปปัญหาที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวในการสอนทักษะการ อ่านจับใจความว่า เกิดจากระดับสติปัญญาของนักเรียน นักเรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาไทย บทเรียนไม่เร้าความสนใจ ขาดกิจกรรมและสื่อที่จะกระตุ้นให้นักเรียนต้องการอ่าน ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เรื่องที่นำมาให้นักเรียนอ่านยากเกินไป ครู เน้นการสอนอ่านออกเสียงมากเกินไป


การพัฒนานักเรียนด้านการอ่านโดยใช้สื่อทานพื้นบ้าน เป็นวิถีชีวิต เป็นประเพณีท้องถิ่นที่ครูนักเรียนได้เรียนรู้สิ่งที่ อยู่ใกลตัวเกิดความซาบซึ้ง ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวของนักเรียนที่ครูสามารถใช้ เป็นสื่อการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังให้นกัเรียนเกิดการรักการอ่านจากเรื่องที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตนเองเมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้ แล้วทำให้มีความเข้าใจในเนื้อหา และสามารถฝึกให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิดวิพากษ์วิจารณ์จากการเข้าใจของเนื้อหาที่อ่าน โดยใช้นิทานพื้นบ้านเป็นสื่อการเรียนการสอนการอ่านของทุกภูมิภาคในประเทศไทย จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้รายงานในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี เล็งเห็นถึงความสำคัญของ การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ ซึ่ง เป็นพื้นฐานของการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ จึงสนใจที่จะสร้างสื่อการเรียนการสอน คือ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่าน อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับวัย สอดคล้องกับตัวชี้วัดด้านการอ่านของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ได้แก่ อ่านออกเสียง คำ ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว อธิบายความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถาม และตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุเหตุผลประกอบ สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และมีมารยาทในการอ่าน วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบ ฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ที่มีต่อแบบฝึกเพื่อ พัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้สื่อการเรียนการสอน ประเภทแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด สามารถใช้จัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความ เป็นพื้นฐานของการเรียน การแสวงหาความรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ 3. ครูได้รูปแบบในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจาก นิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสาระ การเรียนรู้อื่น ๆ ได้ 4. สถานศึกษานำความรู้จากสภาพปัจจุบันและปัญหาที่เกี่ยวกับการอ่านจับใจความไปใช้เพื่อการวางแผนป้องกัน การจัดการเรียนการสอนการอ่านจับใจความให้ดียิ่งขึ้น


5. สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำ (นวัตกรรมการศึกษา) ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนการอ่าน จับใจความให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขอบเขตการวิจัย รายงานผลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ผู้รายงานได้กำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นิทาน จำนวน 15 เรื่อง สำหรับให้นักเรียนฝึกการอ่านจับใจความ 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี อำเภอเมืองเพชรบุรีจังหวัดเพชรบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566จำนวน 5 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 180 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัด เพชรบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานเป็นครูประจำชั้น 3. ตัวแปรที่ต้องศึกษา 3.1 ตัวแปรต้น คือ การเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 3.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 4. ระยะเวลา ในการศึกษาครั้งนี้ทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้เวลาทดลอง 6 สัปดาห์สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง ระยะเวลาทั้งหมด 17 ชั่วโมง ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2566 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2566 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่เป็นกิจกรรและคำถาม เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ หลังจากอ่านนิทาน โดยผู้รายงานสร้างขึ้นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ซึ่งจัด กระบวนการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551โดยแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้านที่สร้างขึ้น มีทั้งหมด 15เรื่อง เรื่องละ 4 กิจกรรม


2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถของนักเรียนเมื่ออ่านบทร้อยแก้วแล้ว สามารถสรุปประเด็นสำคัญของเนื้อเรื่องได้ ซึ่งวัดจากการทดสอบโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความ กับนักเรียนที่สอนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน 3. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน หมายถึง คุณภาพหรือเกณฑ์ของแบบ ฝึกที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทำแบบฝึกระหว่างการเรียน ได้คะแนนร้อยละ 80 ของ คะแนนเต็ม 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การ อ่านจับใจความ หลังสิ้นสุดการเรียนการสอน ได้คะแนนร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ หมายถึง เครื่องมือ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ใช้ทดสอบวัดระดับความสามารถในการอ่านจับใจความ เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4ตัวเลือก จำนวน 30ข้อ ซึ่งต้องผ่านการหาคุณภาพ 5. ความพึงพอใจ หมายถึง การแสดงความรู้สึกชื่นชมของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจาก นิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นซึ่งต้องผ่านการหา คุณภาพ 6. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40คน กรอบแนวคิดในการศึกษา ตัวแปรต้น การเรียนการสอนโดยใช้ แบบฝึกเพื่อพัฒนา การอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตัวแปรตาม 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับ ใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รายงานผลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. หลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 ตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี 2551 : 6-15) กล่าวถึงสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยสรุปดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนิน ชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ป.3/1 อ่านออกเสียงคำข้อความเรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว ป.3/2 อธิบายความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ป.3/3 ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ป.3/4 ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุเหตุผลประกอบ ป.3/5 สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ป.3/6 อ่านหนังสือตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน ป.3/7 อ่านข้อความเชิงอธิบายและปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ ป.3/8 อธิบายความหมายข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ ป.3/9 มีมารยาทในการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียน รายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ป.3/1 คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ป.3/2 เขียนบรรยายเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างชัดเจน ป.3/3 เขียนบันทึกประจำวัน ป.3/4 เขียนจดหมายลาครู ป.3/5 เขียนเรื่องตามจินตนาการ ป.3/6 มีมารยาทในการเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกใน โอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์


ป.3/1 เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง ป.3/2 บอกสาระสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู ป.3/3 ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู ป.3/4 พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู ป.3/5 พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ ป.3/6 มีมารยาทในการฟังและการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาของภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ป.3/1 เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ ป.3/2 ระบุชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ป.3/3 ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำ ป.3/4 แต่งประโยคง่าย ๆ ป.3/5 แต่งคำคล้องจองและคำขวัญ ป.3/6 เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ป.3/1 ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ป.3/2 รู้จักเพลงพื้นบ้านและเพลงกล่อมเด็กเพื่อปลูกฝังความชื่นชมวัฒนธรรมท้องถิ่น ป.3/3 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณคดีที่อ่าน ป.3/4 ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ นำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม มี 5 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 การ อ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดี และวรรณกรรม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีมาตรฐานทั้งหมด 5 มาตรฐาน 31 ตัวชี้วัด สำหรับสาระที่ผู้รายงานใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ คือ สาระที่ 1 การอ่าน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ 2.1 ความหมายของการอ่านจับใจความ


แววมยุรา เหมือนนิล (2553 : 12) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า การอ่านจับใจความ คือ การ อ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องของหนังสือแต่ละเล่มว่า คืออะไร ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนดังนี้ 1) ส่วนที่เป็นใจความสำคัญ 2) ส่วนที่ขยายใจความสำคัญหรือส่วนประกอบเพื่อให้เรื่องชัดเจนยิ่งขึ้น ในกรณีเรื่องที่อ่านมีย่อหน้าเดียว ใน ย่อหน้านั้นมีใจความสำคัญหรือส่วนประกอบซึ่งอาจมีได้หลายประเด็น สนิท สัตโยภาส (2555 :108) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านมุ่งจับสาระสำคัญของข้อความหรือเรื่องราวที่อ่านให้ได้การอ่านแบบนี้มักใช้กับการอ่านงานประเภท ข่าว สารคดี บทความ นิทาน เรื่องสั้นและนวนิยาย เป็นต้น สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง สาระที่อ่านแล้วสามารถจับประเด็นของ เรื่อง อธิบายเรื่องที่อ่านได้สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เข้าใจ 2.2 ความสำคัญของการอ่านจับใจความ ทักษะการอ่านจับใจความเป็นทักษะที่มีความสำคัญเพราะถ้านักเรียนมีพื้นฐานที่ดีแล้วสามารถใช้เป็น เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ได้ และมีความสำคัญดังนี้ แววมยุรา เหมือนนิล (2553 : 17) สรุปความสำคัญการอ่านจับใจความว่าการอ่านจับใจความเป็นความ เข้าใจเรื่องที่อ่านระดับต้น และเป็นพื้นฐานสำคัญมากสำหรับการอ่านระดับสูงขึ้นไป จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ (2557 : 4)สรุปความสำคัญของการอ่านจับใจความว่า การอ่านจับ ใจความมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เพราะการ อ่านและการฟังจะทำให้ผู้คนได้รับข่าวสารข้อมูลความรู้ และได้รับทราบความเคลื่อนไหวตลอดจนข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของผู้คนใน สังคม นอกจากนี้การอ่านยังสามารถพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย ผู้รับสารจะได้รับประโยชน์จากการอ่านอย่าง เต็มที่ ถ้าผู้ส่งสารสามารถส่งให้อ่านอย่างครบถ้วนและถูกต้อง กระบวนการสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้รับสารสามารถรับสารจาก เรื่องที่อ่านได้ก็คือการจับใจความ ฉะนั้นการจับใจความจึงนับเป็นหัวใจของการอ่าน สรุปได้ว่า การอ่านเพื่อจับใจความหรือข้อคิด ความคิดสำคัญหลักของข้อความหรือเรื่องที่อ่านเป็นข้อความที่ คลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ไว้ทั้งหมด 2.3 ขั้นตอนการอ่านจับใจความ สุปราณี พัดทอง (2553 : 66-67) สรุปแนวทางการอ่านจับใจความไว้ ดังนี้ 1) อ่านเรื่องที่ต้องการจับใจความสำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่องเพราะชื่อเรื่องมักสอดคล้องกับเรื่อง โดยอ่านตั้งแต่ต้น จนจบเพื่อให้เห็นเนื้อหาส่วนรวม แล้วตอบคำถามให้ได้ว่า เรื่องที่อ่านเป็นเรื่องอะไร ใครทำอะไรที่ใด เมื่อไร อย่างไร ทำไมจึงทำ และได้ผลอย่างไร โดยสังเกตลำดับความสัมพันธ์ของเนื้อเรื่องซึ่งทำให้เรื่องดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมด้วย 2) พิจารณาใจความสำคัญจากแต่ละย่อหน้าโดยหนึ่งย่อหน้าต้องมีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว 3) นำใจความสำคัญของเรื่องที่จับมาได้ทั้งหมดมาเรียบเรียงให้ต่อเนื่องสละสลวย โดยรักษาเนื้อความ เดิมไว้จะได้ใจความสำคัญของทั้งเรื่อง 4) เมื่อเรียบเรียงเสร็จแล้วควรทบทวนว่าเนื้อความต่อเนื่องกันดีหรือไม่มีความสำคัญครบถ้วนหรือไม่


จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ (2557 : 42) กำหนดขั้นตอนและวิธีการอ่านจับใจความว่าเป็น การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ให้เข้าใจนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประโยค ย่อหน้า และเนื้อเรื่องทั้งหมด ตามลำดับ การที่จะ เข้าใจเรื่องราวทุกระดับนี้ อยู่ที่ความสามารถในการจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน การทำความเข้าใจเรื่องราวระดับ ประโยคนั้นไม่ซับซ้อน ผู้อ่านสามารถจับสาระได้เพียงตั้งคำถามว่าประโยคนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับใครหรืออะไร และผู้นั้น หรือสิ่งนั้นกำลังทำอะไรได้ง่ายขึ้น เพราะเข้าใจโครงสร้างของย่อหน้า ในทางตรงกันข้ามถ้าย่อหน้าที่อ่านผู้เขียนได้ เขียนขึ้นโดยไม่ยึดหลักการเขียนย่อหน้า เขียนไปเรื่อย ๆ ไม่มีความคิดหลักหรือไม่มีประโยคความสำคัญ ผู้อ่านจะจับ ใจความสำคัญได้ช้า หรืออาจจับใจความสำคัญได้ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามถ้าผู้อ่านสามารถจับใจความสำคัญแต่ละย่อ หน้าของเรื่องได้ก็เท่ากับจับใจความสำคัญของเรื่องได้แล้ว สรุปได้ว่า หลักการอ่านจับใจความต้องมีการตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน อ่านเรื่องราวอย่างคร่าว ๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า เมื่ออ่านจบให้ตั้งคำถามตนเองว่า เรื่องที่อ่าน มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร นำ สิ่งที่สรุปได้ มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเองเพื่อให้เกิดความสละสลวย 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบนิทานพื้นบ้าน 3.1 ความหมายของนิทานพื้นบ้าน ประมวล พิมพ์เสน (2542: 3) กล่าวว่า นิทานพื้นบ้านหมายถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เล่าสืบต่อกันมา หรือจารไว้เขียนไว้ ตามหนังสือผูกต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องราวของปัจจุบัน หรือมีผู้แต่งไว้พิมพ์หรือเขียนไว้อาจจะเป็นเรื่องยาวหรือเรื่องสั้นก็ได้นิทาน พื้นบ้านอีสานอาจเรียกอย่างหนึ่งว่าวรรณคดีอีสาน แต่ส่วนใหญ่นิยมเรียกนิทานเรื่องยาวว่าเป็นวรรณดคีมีข้อที่น่าคิดอยู่ว่า นิทานต้องเป็นอดีตเสมอ กรมศิลปากร (2546: 5) ได้อธิบายความหมายของนิทานพื้นบ้านไว้ในหนังสือนิทานชาวบ้าน ภาคที่ 1 -4 ว่า นิทาน ชาวบ้านเป็นเรื่องราวที่บุคคลในท้องถิ่นต่าง ๆ แต่งขึ้นและเล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน มีความมุ่งหมายเพื่อเป็นเครื่อง บันเทิงใจและสังสอนให้บุคคลกระทําความดีเช่นมีความกตัญญูกตเวทีซื่อสัตย์สุจริต และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่บางเรื่องแต่งขึ้นเพื่อ อธิบายคําพังเพยเก่า ๆ ของไทย จึงสรุปได้ว่า นิทานพื้นบ้าน หมายถึง นิทานที่เล่าอยู่ในกลุ่มของชาวบ้านเป็นการเล่าสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เป็นมุข ปาฐะและเรื่องที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่บ้านต่าง ๆ อาจจะเป็นเรื่องที่แฝงความจริงอยู่บ้างหรืออาจ เป็นเรื่องสมมุติขึ้นก็ได้ 3.2 ประเภทนิทานพื้นบ้าน ประมวล พิมพ์เสน (2550: 12-15) ได้แบ่งประเภทนิทานพื้นบ้านไว้ดังนี้ 1. นิทานคติธรรม ส่วนใหญ่จะเกิดจากลัทธิความเชื่อและเกิดจากศาสนาจะมีอยู่บ้างที่ปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้รู้ใน หมู่บ้านแต่งขึ้นมา เพื่อเป็นคติเตือนใจเป็นนิทานที่แฝงไว้ด้วยแนวคิดหลักการ หลักธรรมะ ผู้ฟังสามารถแยกแยะสรุปรวบยอด ออกมาเป็นคติสอนใจได้นิทานของชาวอีสานส่วนใหญ่จะเป็นนิทานคําสอน โดยยึดหลักธรรมจากพระพุทธศาสนา 2. นิทานตํานาน เป็นนิทานที่แสดงตํานานประวัติความเป็นมาของสรรพสิ่งต่าง ๆเป็นการแต่งขึ้นมาเพื่ออธิบายหรือ เพื่อหาข้อยุติธรรม ข้อสงสัยต่าง ๆ ในสังคมโลกเช่น ภูเขาท้องฟ้า ดวงดาวต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะอย่างไรก็ตาม นิทานตํานานก็ยังให้ประโยชน์ทั้งด้านแง่คิดและความสนุกสนาน บางครั้งอาจทําให้เกิดความภูมิใจในท้องถิ่นของตนเองอีกด้วย


3. นิทานเจ้าปัญญา นิทานประเภทนี้จะยังคงเหลืออยู่มากกว่าสองพวกที่กล่าวมาเพราะสามารถเพิ่มพูนความรู้แก่ผู้ฟัง ได้เป็ นอย่างดีวรรณกรรมอีสานส่วนใหญ่ตัวเอกจะอัปลักษณ์และปัญญาเฉียบแหลม แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างไม่คาดหมาย นิทานเจ้าปัญญา มีทั้งข้อดีและข้อเสียข้อดีคือแสดงภูมิปัญญาให้เด็กได้ทราบ และให้ความสนุกสนาน ข้อเสียคือ หากปัญญา ที่แสดงออกมานั้นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเด็กจะเลียนแบบทาให้เกิดผลเสียการเล่าจึงต้องบอกผู้ฟังให้ทราบก่อนว่า เรื่องไม่ดีหรือ เหมาะสมเพียงใด 4. นิทานมุขตลก นิทานตลก นอกจากเรื่องจะตลกขบขันแล้วคนเล่าต้องมีบุคลิกตลกด้วยเรื่องเดียวกัน คนหนึ่งเล่า อาจจะไม่ขัน แต่พออีกคนหนึ่งเล่ากลับขบขันสนุกสนานการเล่านิทานประเภทนี้ต้องรู้จักปรับเอาเหตุการณ์ปัจจุบันมาช่วย ต้องรู้จักปรับปรุงเรื่องราวหรือเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ฟัง 5. นิทานเบ็ดเตล็ด เป็นนิทานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่จัดอยู่ในพวกใดที่กล่าวมาส่วนมากจะไม่ค่อยยืดยาวนัก เหมาะที่จะเล่า ในช่วงเวลาน้อย หรือผู้ฟังเป็นเด็กอนุบาล หรือประถม ซึ่งเปิดเรื่องขึ้นมาเป็นที่ตื่นเต้นน่าสนใจ ตัวละครน้อยเหตุการณ์น้อยไม่ สลับซับซ้อน ภาษาฟังง่ายไม่มีสํานวนที่จะต้องมาแปลให้ยุ่งยาก 6. นิทานขําขัน คล้ายกับนิทนมุขตลกจะต่างกันก็แต่ว่านิทานมุขตลกจะเป็นเรื่องยาว มีมุขตลกและตัวละครมากกว่า มีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์เกี่ยวพันกันไป นิทานขําขันจะเป็นการเล่าเหตุการณ์เล่าเรื่องสั้น ๆ แต่ขําส่วนมากจะเป็นการเล่าสู่ กันฟังในสังคมที่มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ บางครั้งอาจเป็นเรื่องลามกโปกฮาไม่มีอะไรเป็นกฎเป็นเกณฑ์


4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 4.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ ขนิษฐา แสงภักดี (2550 : 23) กล่าวว่า แบบฝึก หมายถึง สื่อการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อฝึกฝน เสริมสร้างและ พัฒนาทักษะต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียนจนมีประสบการณ์ และสามารถนำความรู้ต่าง ๆ ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ใช้เป็น เครื่องมือในการประเมินทักษะทางภาษาของนักเรียนได้อีกด้วย จรัล สุขเกษม (2552 : 19) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะว่า เป็นอุปกรณ์การเรียนรู้ อย่างหนึ่งที่สร้างขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกเพื่อเพิ่มพูนทักษะในด้านต่าง ๆ โดยมีลักษณะเป็นแบบฝึกทักษะที่มีกิจกรรมให้นักเรียนกระทำ จากความหมายของแบบฝึกที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่าแบบฝึก หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ครูจัดทำ ขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เกิดความรู้ความชำนาญจนสามารถนำไปปฏิบัติได้และสามารถนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้ 4.2 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2553 : 131) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทักษะ ดังนี้ 1) ทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น 2) ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน 3) ครูได้แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนได้ดีที่สุดตามความสามารถของตน 4) ฝึกให้นักเรียนมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินความสามารถของตนเองได้ 5) ฝึกให้นักเรียนทำงานด้วยตนเอง 6) ฝึกให้นักเรียนได้รับผิดชอบต่องานที่รับมอบหมาย 7) คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 8) แบบฝึกเสริมทักษะช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน ลักษณะการฝึกที่ช่วย ให้เกิดผลดังกล่าว ได้แก่ ฝึกทันทีหลังการเรียนเนื้อหา ฝึกซ้ำ ๆ ในเรื่องที่เรียน วิไล พิพัฒน์มงคลพร (2554 : 28) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้ 1) ช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน 2) เป็นเครื่องมือวัดความก้าวหน้าและประเมินตนเองของนักเรียนได้ หลังจากที่เรียนจบบทเรียนในแต่ ละครั้ง ครูสามารถมองเห็นจุดเด่น จุดบกพร่องของนักเรียนได้อย่างชัดเจน 3) ประโยชน์ในแง่ความแตกต่างระหว่างบุคคล การให้แบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถจะทำให้ นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนมากขึ้น 4) เพื่อให้เกิดความเข้าใจในบทเรียน 5) แบบฝึกทักษะมีคำถามพลิกแพลงหลายรูปแบบที่นักเรียนจะต้องใช้ความคิดในการตอบ หากนักเรียน ได้ทำแบบฝึกบ่อย ๆ จะช่วยฝึกฝนสติปัญญา ไหวพริบให้เกิดความคล่องแคล่วชำนาญยิ่งขึ้น 6) ช่วยให้นักเรียนเกิดความรอบรู้ รู้จักเหตุและผล รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะ และประสบการณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน


7) ส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในตนเอง เพราะนักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง ได้ค้นคว้า แก้ไข ปรับปรุงงานของตนเองอยู่เสมอ 8) ฝึกให้นักเรียนรู้จักการทำงานตามลำพัง รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย แบบฝึกนั้นมีประโยชน์ต่อนักเรียนและครูผู้สอน ในด้านตัวนักเรียนนั้น ทำให้นักเรียนได้เกิดทักษะ เกิดความรู้ ความชำนาญในการฝึกฝน และยังสามารถมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้จนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน ชีวิตประจำวันได้เหมาะสม ในด้านครูผู้สอน แบบฝึกเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ครูผู้สอนมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ในการเรียน ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถให้นักเรียนทำแบบฝึกทบทวนเนื้อหาเดิมได้ด้วยตนเองประหยัดเวลา ช่วยทำให้นักเรียน ประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยของครู ทำให้ลดภาระการสอน ลงได้ ทำให้นักเรียนพัฒนาตามความสามารถของตนเอง และมีความมั่นใจในการเรียน 4.3 หลักในการสร้างแบบฝึกทักษะ ฉวีวรรณ กีรติกร (2557 : 11-12) ได้กล่าวถึงหลักในการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ 1) แบบฝึกที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและลำดับขั้นตอนการเรียนรู้ของผู้เรียน เด็กที่มี ประสบการณ์น้อยจะต้องสร้างแบบฝึกที่น่าสนใจและจูงใจผู้เรียนด้วยการเริ่มจากข้อที่ง่ายไปหายาก เพื่อให้ผู้เรียนมี กำลังใจในการทำแบบฝึก 2) ให้แบบฝึกที่ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการฝึกและต้องมีเวลาเตรียมการไว้ล่วงหน้าอยู่เสมอ 3) แบบฝึกควรมุ่งส่งเสริมนักเรียนแต่ละกลุ่ม ตามความสามารถที่แตกต่างกันของผู้เรียน 4) แบบฝึกแต่ละชุดควรมีคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจหรือมีตัวอย่างแสดงวิธีทำจะช่วยให้ เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น 5) แบบฝึกจะต้องถูกต้อง ครูจะต้องพิจารณาให้ดีอย่าให้มีข้อผิดพลาดได้ 6) แบบฝึกควรมีหลาย ๆ แบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่กว้างไกล หลักในการสร้างแบบฝึก ดังกล่าว ผู้รายงานนำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกให้น่าสนใจ เหมาะสมกับวัย ความสามารถ และความถนัดของนักเรียน เพื่อให้การเรียนการสอนสนุกสนาน นักเรียนมีความพอใจที่จะเรียนและประสบความสำเร็จในการเรียน 4.5 การหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2550 : 494-500) ได้กล่าวถึงขั้นตอนของการหาประสิทธิภาพของสื่อว่า การหา ประสิทธิภาพหลังผลิตสื่อต้นฉบับนั้น ต้องนำสื่อไปทดลองใช้และหาประสิทธิภาพตามขั้นตอนดังนี้ 1) ทดลองแบบเดี่ยว (1:1) เป็นการทดลองกับนักเรียน 3 คน ให้ทดลองกับเด็กอ่อน ปานกลาง และเก่ง อย่างไรก็ตาม หากเวลาไม่อำนวยและสถานการณ์ไม่เหมาะสมก็ให้ทดลองกับเด็กอ่อนและเด็กปานกลาง 2) ทดลองแบบกลุ่ม (1:10) เป็นการทดลองครู 1 ต่อผู้เรียน 6-10 คน โดยคละกันระหว่างเด็กเก่ง ปาน กลาง และอ่อน ห้ามทำการทดลองกับเด็กอ่อนหรือเด็กเก่งล้วน ๆ เวลาทดลองต้องจับเวลาด้วยว่า กิจกรรมแต่ละกลุ่ม ใช้เวลาเท่าไร เมื่อพิจารณาดูว่า สื่อนั้นสามารถใช้กับผู้เรียนในระดับสติปัญญาต่าง ๆ กัน ได้ดีมากน้อยเพียงใด ถ้าพบ ข้อบกพร่องนำมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง 3) ทดลองภาคสนาม (1:100) เป็นการทดลองครู 1 คน ต่อผู้เรียน 30-100 คน ชั้นที่เลือกมาต้องมี นักเรียนคละกันระหว่างเก่ง ปานกลาง และอ่อน ไม่ควรเลือกห้องที่เก่งหรืออ่อน


การคำนวณประสิทธิภาพโดยใช้สูตร E1/E2ดังนี้ 1 = 100 A N X E 2 = 100 B N Y E เมื่อ E1 แทน คะแนนเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนทุกคนระหว่างเรียน E2 แทน คะแนนเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนทุกคนหลังเรียน X แทน คะแนนรวมของนักเรียนทุกคนระหว่างเรียน Y แทน คะแนนรวมของนักเรียนทุกคนหลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของคะแนนระหว่างเรียน B แทน คะแนนเต็มของคะแนนหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน สรุปการหาประสิทธิภาพใช้สูตร E1/E2 โดยทำการทดลองใช้ 3 ขั้นคือ ทดลองแบบเดี่ยว (1:1) กับนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จำนวน 3 คน ทดลองแบบกลุ่ม (1:10) ใช้กับนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน 6-10 คน และ ทดลองภาคสนาม (1:100) ใช้กับนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จำนวน 30-100 คน 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2547 : 97-99) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ไว้ดังนี้ 1) วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระและพฤติกรรมที่ต้องการ จะวัด ตารางวิเคราะห์หลักสูตรจะใช้เป็นกรอบในการออกข้อสอบ โดยระบุจำนวนข้อสอบในแต่ละเรื่องและ พฤติกรรมที่ต้องการจะวัด 2) กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้จุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมที่เป็นผลการเรียนรู้ที่ผู้สอนมุ่งหวังจะให้เกิดขึ้นกับ ผู้เรียน ซึ่งผู้สอนจะต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน และการสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาและตัดสินใจเลือกใช้ชนิดของ ข้อสอบที่จะใช้วัดว่าจะเป็นแบบใด โดยต้องเลือกให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน แล้วศึกษาวิธีเขียนข้อสอบชนิดนั้นให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการและวิธีการเขียนข้อสอบ 4) เขียนข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบลงมือเขียนข้อสอบตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร และให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5) ตรวจทานข้อสอบ เพื่อให้ข้อสอบที่เขียนไว้มีความถูกต้องตามหลักวิชา มีความสมบูรณ์ครบถ้วนตาม รายละเอียดที่กำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาทบทวนตรวจทานข้อสอบอีกครั้ง ก่อนที่จะจัดพิมพ์และนำไปใช้ต่อไป 6) จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง เมื่อตรวจทานข้อสอบเสร็จแล้วให้พิมพ์ข้อสอบทั้งหมด จัดทำเป็น แบบทดสอบฉบับทดลองโดยมีคำชี้แจงหรือคำอธิบายวิธีตอบแบบทดสอบ และจัดวางรูปแบบการพิมพ์ให้เหมาะสม


7) ทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ เป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบก่อนนำไปใช้จริง โดยนำ แบบทดสอบไปทดลองสอบกับกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกลุ่มที่ต้องการสอบจริง แล้วนำผลการสอบมาวิเคราะห์ และปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพ 8) จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง จากผลการวิเคราะห์ข้อสอบ หากพบว่าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพหรือมี คุณภาพไม่ดีพอ อาจจะต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงแก้ไขข้อสอบให้มีคุณภาพดีขึ้นแล้วจึงจัดทำแบบทดสอบฉบับจริงที่จะ นำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป สรุปได้ว่ากระบวนการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์จะมีขั้นตอนสำคัญ คือขั้นวางแผน ขั้นเตรียม ขั้นทดลองสอบ และขั้นประเมินผลแบบทดสอบ กระบวนการนี้จะทำติดต่อซ้ำกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้คุณภาพแบบทดสอบตามที่ต้องการ การวางแผนสร้างแบบทดสอบนับว่าเป็นขั้นสำคัญมากเพราะจะเป็นตัวกำหนดการเขียนข้อสอบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกดังนั้น ตารางวิเคราะห์หลักสูตรจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องสร้างขึ้นก่อนที่จะทำการสร้างแบบทดสอบทุกครั้ง 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 6.1 ทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างความพึงพอใจ มาสโลว์(Maslow, 1970 : 80 อ้างถึงใน ศิริพร เพิ่มผล 2551 : 310) กล่าวถึงทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's The Human Needs Theory) ไว้ว่า ทุกคนมีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อได้รับความ ต้องการอย่างหนึ่งจะต้องการอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะความต้องการ 5 ระดับ ได้แก่ 1) ความต้องการทางสรีระ (Basic Physiological Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ได้แก่ ความต้องการด้านอาหาร อากาศ น้ำ อุณหภูมิการหลับนอน การขับถ่ายที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค การ พักผ่อน ความต้องการทางเพศ เป็นต้น 2) ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Safety and Security Needs) เป็นความต้องการให้ตนเองปลอดภัย จากอันตรายทุกด้าน ความต้องการความมั่นคงในการทำงานตลอดจนความมั่นคงทางฐานะเศรษฐกิจ 3) ความต้องการความรักและเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Needs) เป็นความต้องการความรัก อยากให้ เป็นที่รักยอมรับจากกลุ่ม ต้องการความรักและมีส่วนร่วมในกลุ่ม ให้กลุ่มยอมรับตน เช่น กลุ่มครอบครัว กลุ่มสังคม 4) ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องจากผู้อื่น (Self Esteem Needs) เป็นความต้องการที่จะให้ผู้อื่นยกย่องตน เป็นความปรารถนาของบุคคลที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ 5) ความต้องการจะบรรลุถึงความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง (Self Actualization) เป็นความต้องการขั้นสูงสุด ของมนุษย์เช่น ความต้องการอยากเป็นหัวหน้าสูงสุดของหน่วยงาน ความต้องการอยากเด่นอยากดังในทางหนึ่ง จากแนวความคิดของมาสโลว์ (Maslow) แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุความต้องการในระดับการ รู้จักตนเองได้ทำให้มนุษย์มีความต้องการในระดับสูงมากขึ้น เพราะความต้องการในระดับสูงเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ต้องอยู่ รวมกันเป็นกลุ่มและทำการสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อหวังผลในส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างกว้างขวางเกิด การร่วมมือกัน นำไปสู่การปฏิบัติเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นการสนองความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์นั่นเอง เมื่อมนุษย์ทุกคนมี ความต้องการและความต้องการนั้นได้รับการบริการหรือตอบสนองแล้วย่อมทำให้เกิดความพึงพอใจ


โดยสรุปแล้วก็จะเห็นว่า ความต้องการของมนุษย์นั้นมีอยู่มากมาย ทั้งปริมาณและขอบเขต เพราะมนุษย์ตก อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน การกำหนดความต้องการในปัจจุบันพื้นฐานแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตาม อาจ กล่าวได้ว่า หากความต้องการของมนุษย์ได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์จะเกิดความพึงพอใจในระดับหนึ่ง ซึ่งสิ่ง เหล่านี้จะส่งผลถึงประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กุหลาบ วงษ์ลุน (2557 : 53-55) ได้ทำการศึกษา เรื่อง การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3ผลการศึกษา พบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 87.63/85.11ซึ่งเป็น ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความ มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ชิงชัย วงษ์กอง (2557: บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษา เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่าน จับใจความ และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือเทคนิค LT ผล การศึกษา พบว่า (1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านจับใจความและการคิดวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกประกอบกิจกรรมกลุ่ม ร่วมมือเทคนิค LTชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.88/83.59 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ (2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือเทคนิค LTสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ความสามารถในการวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกประกอบ กิจกรรมกลุ่มร่วมมือเทคนิค LTสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการเรียนรู้ด้านการอ่านจับใจความและการคิดวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือเทคนิค LTโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ภูมิพัฒนา ธนัชยาอิศม์เดช (2558 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษา เรื่อง การศึกษาความสามารถในการอ่านจับ ใจความสำคัญวิชาภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า (1) แบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 82.19/88.38สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้(2) ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความ อยู่ในระดับพอใจมากที่สุด ( X = 4.69, S.D. = 0.73) จากการศึกษางานวิจัยข้างต้นสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการ อ่านจับใจความที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความให้สูงขึ้น และนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด บทที่ 3 วิธีดำเนินการ


รายงานผลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ผู้รายงานได้ดำเนินตามลำดับดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 5 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 180 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานเป็นครูประจำชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย 1.1 แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3จำนวน 15 แบบฝึก 1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 12 แผนการจัดการเรียนรู้ 17 ชั่วโมง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบปรนัย เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 2.2 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ข้อ การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. การสร้างและการหาคุณภาพแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีขั้นตอนในการสร้างและการหาคุณภาพดังนี้ 1.1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ศึกษาหลักการ ทฤษฎี เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เทคนิค และวิธีการสร้าง แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ 1.2 กำหนดเนื้อหา สาระการเรียนรู้ ได้แก่ นิทาน จำนวน 15 เรื่อง สำหรับให้นักเรียนฝึกการอ่านจับใจความ


1.3 ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งได้แก่ 1) นายสุริยา มนตรีภักดิ์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเพชรบุรีวิทยฐานะผู้อำนวยการ เชี่ยวชาญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน 2) นางพรพิมล ธัญพรจิรวัชร์ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3) นางสิรินทร์ นาคเพ็ชร์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับประถมศึกษา 1.4 กำหนดจุดประสงค์ของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ได้แก่ 1) นักเรียนสามารถหาความหมายของคำศัพท์ได้ถูกต้อง 2) เมื่ออ่านนิทานที่กำหนด นักเรียนสามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ถูกต้อง 3) เมื่ออ่านนิทานที่กำหนด นักเรียนสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง 4) เมื่ออ่านนิทานที่กำหนด นักเรียนสามารถเขียนสรุปใจความสำคัญได้ 1.5 กำหนดเค้าโครงของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วย แบบฝึกที่เป็นนิทาน จำนวน 15แบบฝึก มีองค์ประกอบดังนี้ 1) คำชี้แจงการใช้แบบฝึก 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3) แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน จำนวน 15 เรื่อง แต่ละเรื่องมี 4 กิจกรรม ได้แก่ หาความหมายของคำศัพท์ เรียงลำดับเหตุการณ์ ตอบคำถาม และเขียนสรุปเนื้อเรื่อง 4) ตัวอย่างคำตอบ 1.6 นำแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และความเชี่ยวชาญด้านเนื้อหา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตรวจพิจารณาความถูกต้อง และความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) 1.7 คำนวณความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) เฉลี่ยแต่ละรายการ เท่ากับ 1.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่น่าพอใจของแต่ละรายการประเมินคือ 0.50 ขึ้นไป และ ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 1.8 หลังจากประเมินความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว นำแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไปทดลองหาประสิทธิภาพ โดยใช้สูตร E1/E2 ตามขั้นตอนดังนี้


1.9.1 ทดลองแบบ 1:1 ใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาพื้นบ้านพื้นบ้าน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 1ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566จำนวน 3คน ประกอบด้วย เด็กเก่ง 1คน ปานกลาง 1คน และอ่อน 1คน เพื่อตรวจสอบการใช้งาน และความสอดคล้องเหมาะสมในด้านต่าง ๆ อย่างละเอียดจากการสังเกตพฤติกรรมการใช้ของนักเรียน และนำมาแก้ไขข้อบกพร่องให้สมบูรณ์ ในขั้นนี้ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 69.08/68.89 1.9.2 ทดลองแบบ 1:10ใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566จำนวน 9 คน ประกอบด้วยกลุ่มเด็กที่มีความสามารถต่างกัน ได้แก่ กลุ่มเด็กเก่ง 3คน กลุ่มปานกลาง 3คน และกลุ่มอ่อน 3คน เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมในเนื้อหาของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นและนำผลมาแก้ไขอีกครั้ง ในขั้นนี้ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 76.75/75.56 1.9.3 ทดลองแบบ 1:100 ใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้น โดยใช้สูตร E1/E2 กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ เท่ากับ 80/80 ได้ผลการหาค่าประสิทธิภาพดังตาราง 3.1 ตาราง 3.1 ประสิทธิภาพแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 30 คน คะแนนเฉลี่ย ระหว่างทำกิจกรรม (คะแนนเต็ม 400 คะแนน) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (คะแนนเต็ม 30 คะแนน) ประสิทธิภาพของ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 348.80 25.53 87.20/85.11 จากตาราง 3.1 พบว่า การทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย กับนักเรียนจำนวน 30 คน ได้คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนเท่ากับ 348.80 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.20 และนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.11 แสดงว่า แบบฝึกเพื่อ พัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.20/85.11 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 1.9.4 ใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นฉบับที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ นำไปใช้จริงกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 40 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อ พัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้น โดยใช้


สูตร E1/E2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียน และประเมิน ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน 2. การสร้างและหาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพดังนี้ 2.1 ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในการศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตร 2.2 ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 แผน 2.3 หลังจากผู้รายงานได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจาก นิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ได้นำแผนดังกล่าวให้ผู้เชี่ยวชาญ ด้านต่าง ๆ ตรวจพิจารณาความถูกต้อง และความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ 2.4 คำนวณความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ค่าความตรงเชิง เนื้อหา โดยได้ค่าเฉลี่ยแต่ละรายการ เท่ากับ 1.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่น่าพอใจของแต่ละรายการประเมินคือ 0.50 ขึ้น ไป ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 2.5 หลังจากประเมินความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว นำแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึก เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ไปใช้ในการสอนเพื่อทดลองหา ประสิทธิภาพ ตามขั้นตอนดังนี้ 2.5.1 ทดลองแบบ 1:1 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาล เพชรบุรี จำนวน 3 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ประกอบด้วยเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน โดยใช้สอน ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน ตรวจสอบ การใช้งาน ความสอดคล้อง เหมาะสมในด้านต่าง ๆ อย่างละเอียด จากการสังเกตพฤติกรรมการใช้ และนำมาแก้ไขข้อบกพร่องให้สมบูรณ์ 2.5.2 ทดลองแบบ 1:10 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาล เพชรบุรีจำนวน 9 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ประกอบด้วยกลุ่มเด็กที่มีความสามารถต่างกันทั้ง กลุ่มเด็ก เก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน โดยใช้สอนประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน ตรวจสอบ ความถูกต้องเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และนำผลมาแก้ไขอีกครั้ง 2.5.3 ทดลองแบบ 1:100 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียน อนุบาลเพชรบุรี จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้สอนประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อที่จัดทำขึ้น 2.5.4 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการทดลองใช้แล้วเป็น เครื่องมือใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 40 คน ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566


3. การสร้างและการหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพดังนี้ 3.1 ศึกษาหลักการ ทฤษฎี เทคนิคและวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับ ใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบปรนัย เลือกตอบ จำนวน 4 ตัวเลือก 3.2 เขียนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและ จุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 40 ข้อ 3.3 ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูความสอดคล้องระหว่าง แบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ผลปรากฏว่า แบบทดสอบมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 1.00 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 3.4 ทดลองใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างและมีพื้นฐานทักษะการอ่านจับใจความ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้หาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.5 วิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบเป็นรายข้อ หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ 3.6 คัดเลือกแบบทดสอบที่มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ มีค่าความยากง่าย (p) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 1.00 โดยคัดเลือกให้เหลือ 30 ข้อ และหาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบ ซึ่งค่าความเชื่อมั่นควรมีค่าตั้งแต่ .60 ถึง 1.00 3.7 แบบทดสอบจำนวน 30 ข้อ มีความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (rtt) ดัง 3.9 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ จัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์จำนวน 40 ชุด นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 40 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 4. การสร้างและการหาคุณภาพแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึก เพื่อพัฒนาการอ่านจับ ใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ผู้รายงานมีวิธีการสร้างดังนี้ 4.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจจากเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ 4.2 สร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) โดย กำหนดค่าคะแนนเป็น 5ระดับ ตามวิธีของ ลิเคิร์ท (Likert, อ้างถึงในพวงรัตน์ ทวีรัตน์ 2550: 107-108) ดังนี้ 5 หมายถึง ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด 4 หมายถึง ระดับความพึงพอใจ มาก 3 หมายถึง ระดับความพึงพอใจ ปานกลาง 2 หมายถึง ระดับความพึงพอใจ น้อย 1 หมายถึง ระดับความพึงพอใจ น้อยที่สุด


เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน คะแนนเฉลี่ย 4.50-5.00 หมายถึง มากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.50-4.49 หมายถึง มาก คะแนนเฉลี่ย 2.50-3.49 หมายถึง ปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.50-2.49 หมายถึง น้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.49 หมายถึง น้อยที่สุด 4.3 นำแบบประเมินความพึงพอใจที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการหลักสูตรและการสอน และ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วนำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไข 4.4 นำแบบประเมินความพึงพอใจไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาล เพชรบุรี จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เพื่อหาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ( - coefficient) ของครอนบาค (Cronbach 1970 : 161, อ้างถึงในล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2548 : 158) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินทั้งฉบับ เท่ากับ .96 4.5 นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบแผนการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้แบบแผนการศึกษาแบบทดลอง โดยการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2548 : 249) _____________________________________________ T1_ _ _ _ _ _ _ _ _ _X_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ T2 _____________________________________________ X : การทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน T1 : การวัดผลก่อนการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน T2 : การวัดผลหลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน วิธีดำเนินการทดลอง และการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้รายงานได้ทำการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาล เพชรบุรี จำนวน 40 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2566 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2566 โดยสอนในชั่วโมงซ่อมเสริม เวลา 15.30-16.30 น. ตามขั้นตอนดังนี้ 1. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไปทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง รวบรวมคะแนนไว้เป็นคะแนนก่อนเรียน 2. ผู้รายงานดำเนินการสอนตามกระบวนการเรียนรู้จากแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อ พัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กับนักเรียนกลุ่ม


ตัวอย่าง ในระหว่างการสอน ครูผู้สอนบันทึกคะแนนระหว่างเรียนเพื่อใช้ในการหาประสิทธิภาพเครื่องมือ มีรายละเอียด ดังตาราง 3.4 ตาราง 3.4 การดำเนินการสอนแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง แผนที่ วัน/เดือน/ปี กิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน (ชั่วโมง) ช่วงเวลา 1 1 มิ.ย. 2566 ทดสอบก่อนเรียน 1 15.30-16.30 น. 2 2 มิ.ย. 2566 ตำนานเมืองเพชร เรื่อง เขานางพันธุรัต 1 15.30-16.30 น. 3 6 มิ.ย. 2566 นิทานล้านนา เรื่อง วิธีปราบลิง 1 15.30-16.30 น. 4 7 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง สองสัตว์ 1 15.30-16.30 น. 5 8 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้าน เรื่อง นายกาฬกรรณี 1 15.30-16.30 น. 6 9 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง กล้วยสองปลี 1 15.30-16.30 น. 7 12 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง หัวล้านนอกครู 1 15.30-16.30 น. 8 13 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง ปลาแก้มช้ำ 1 15.30-16.30 น. 9 14 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง กินเหล้าแล้วอายุยืน 1 15.30-16.30 น. 10 15 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง กินเหล้าแล้วอายุยืน 1 15.30-16.30 น. 11 16 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ขี้เหล้าเล่นหม้อ 1 15.30-16.30 น. 12 19 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ยายหมาขาว 1 15.30-16.30 น. 13 20 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง เมืองลับแล 1 15.30-16.30 น. 14 21 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง แมลงอัปลักษณ์ 1 15.30-16.30 น. 15 22 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง ย่าผันคอเหนียง 1 15.30-16.30 น. 16 23 มิ.ย. 2566 นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง พญาคันคาก 1 15.30-16.30 น. 17 26 มิ.ย. 2566 ทดสอบหลังเรียน 1 15.30-16.30 น. 3. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียน อนุบาลเพชรบุรี จำนวน 40 คน รวบรวมคะแนนไว้เป็นคะแนนหลังเรียน 4. นำแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้นักเรียนประเมิน รวบรวมคะแนนผลการประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าเฉลี่ย ( X ) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ และคะแนนความพึงพอใจ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2548 : 73) ใช้สูตร


N X X = เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ย X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียน 2.1 หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ และคะแนนความพึงพอใจ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2548 : 73) ใช้สูตร ( 1) ( ) . . 2 2 − − = N N N X X S D เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2 X แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง 2 (X ) แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียน 2.3 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้ สูตร t-test แบบ dependent (พรรณี ลีกิจวัฒนะ 2556 : 87-88) ( ) 1 2 2 − − = N N D D D t df = N-1 เมื่อ t แทน การแจกแจงแบบที D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนหลังเรียนและก่อนเรียน ของนักเรียนแต่ละคน D แทน ผลรวมของคะแนนความแตกต่างระหว่างหลังเรียน และก่อนเรียน N แทน จำนวนนักเรียน


บทที่ 4 ผลการพัฒนา รายงานผลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี มีลำดับขั้นในการนำเสนอดังนี้ ลำดับขั้นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการหาประสิทธิภาพแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ก่อนเรียน – หลังเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนา การอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการหาประสิทธิภาพแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยกับ นักเรียนกลุ่มใหญ่ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 30คน ได้ผลการหาประสิทธิภาพ ของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยดังตาราง 4.1 ตาราง 4.1 ประสิทธิภาพแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการทดลองกลุ่มใหญ่ คะแนนเฉลี่ย ระหว่างทำกิจกรรม (คะแนนเต็ม 400 คะแนน) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (คะแนนเต็ม 30 คะแนน) ประสิทธิภาพของ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการทดลองกลุ่มใหญ่ 348.80 25.53 87.20/85.11 จากตาราง 4.1 พบว่า จากการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย กับนักเรียนกลุ่มใหญ่ จำนวน 30 คน ได้คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนเท่ากับ 348.80 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 87.20 และนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.11 แสดงว่าแบบ ฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จากการทดลองใช้กับกลุ่มใหญ่ มี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.20/85.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80


จากการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 40 คน ได้ผลการหา ประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดังตาราง 4.2 ตาราง 4.2 ประสิทธิภาพแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คะแนนเฉลี่ย ระหว่างทำกิจกรรม (คะแนนเต็ม 400 คะแนน) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (คะแนนเต็ม 30 คะแนน) ประสิทธิภาพของ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 349.96 25.63 87.49/85.42 จากตาราง 4.2 พบว่า จากการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 40คน ได้คะแนนเฉลี่ยระหว่าง เรียนเท่ากับ 349.96คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.49และนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.63คะแนน คิดเป็นร้อย ละ 85.42แสดงว่าแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จากการใช้จริงกับ กลุ่มตัวอย่าง มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.49/85.42ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ จากการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี จำนวน 40 คน ได้ผลการ เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียน ดังตาราง 4.3 ตาราง 4.3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t-test แบบ dependent การประเมิน N X S.D. D t ก่อนเรียน หลังเรียน 40 40 14.44 25.63 4.41 2.05 11.19 28.68** **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


จากตาราง 4.3 พบว่า ในการเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 14.44 คะแนน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.63 คะแนน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 11.19 คะแนน สถิติทดสอบ t-test แบบ dependent ได้เท่ากับ 28.68 ดังนั้น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน จากการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับ ใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปรากฏผลดังตาราง 4.4 ตาราง 4.4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนา การอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายการประเมิน X S.D. แปลผล 1. นักเรียนชอบการเรียนด้วยแบบฝึก 4.63 0.49 มากที่สุด 2. แบบฝึกนี้เป็นแบบฝึกที่น่าสนใจ 4.73 0.45 มากที่สุด 3. แบบฝึกเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดได้อย่างกว้างขวาง 4.79 0.41 มากที่สุด 4. แบบฝึกช่วยให้นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญของเนื้อ เรื่องได้ดีขึ้น 4.88 0.33 มากที่สุด 5. ภาษาที่ใช้ในแบบฝึกเข้าใจง่าย 4.52 0.50 มากที่สุด 6. แบบฝึกมีเนื้อหาหลากหลาย 4.67 0.48 มากที่สุด 7. แบบฝึกรูปแบบนี้น่าจะนำไปใช้ในวิชาอื่นบ้าง 4.81 0.39 มากที่สุด 8. แบบฝึกมีเนื้อเรื่องเหมาะสม 4.56 0.50 มากที่สุด 9. แบบฝึกช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่ม มากขึ้น 4.73 0.45 มากที่สุด 10. นักเรียนนำทักษะการอ่านจับใจความ ไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้ 4.92 0.28 มากที่สุด เฉลี่ย 4.72 0.45 มากที่สุด จากตาราง 4.4 เมื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจภาพรวมอยู่ใน ระดับ มากที่สุด ( X =4.72) โดยมีความพึงพอใจในสูงที่สุดในประเด็น นักเรียนนำทักษะการอ่านจับใจความ ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ ( X =4.92) รองลงมาคือ แบบฝึกช่วยให้นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญของเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ( X =4.88) และนักเรียนมีความพึงพอใจต่ำที่สุดในประเด็น ภาษาที่ใช้ในแบบฝึกเข้าใจง่าย ( X =4.52)


บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผล รายงานผลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึก เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3(2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจาก นิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566จำนวน 40คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3จำนวน 10แบบฝึก (2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเพื่อพัฒนา การอ่านจับใจความจากนิทาน พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3จำนวน 17แผน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3และ (4)แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3วิธีดำเนินการทดลอง คือ ทดสอบก่อนเรียน ดำเนินการสอนตามกระบวนการเรียนรู้ บันทึกคะแนนระหว่างเรียน ทดสอบหลังเรียน และประเมินความพึงพอใจเปรียบเทียบ ความแตกต่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t-test แบบ dependent สามารถสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้ สรุปผลการศึกษา 1. แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 87.20/85.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกในระดับ มากที่สุด อภิปรายผล ผลการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี อภิปรายดังนี้ 1. แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ ผู้รายงานพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.20/85.11ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ หมายความว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย


จากคะแนนระหว่างเรียนทั้ง 10แบบฝึกคิดเป็นร้อยละ 87.20และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ คิดเป็นร้อยละ 85.11แสดงว่า แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ สอดคล้อง กับผลการศึกษาของ อุไรวรรณ นิลนวล (2552: 99-100) ได้ทำการศึกษา เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับ ใจความสำคัญ โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ NHT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6ผลการศึกษาปรากฏว่า แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ NHT มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.54/89.35ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และสอดคล้องกับผลการศึกษาของ จารุวรรณ ปัญญะติ (2555: 88-89) ได้ทำการศึกษา เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนดรุณราษฏร์วิทยา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 94.32/88.90ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของ กุหลาบ วงษ์ลุน (2557 : 53-55) ได้ทำการศึกษา เรื่อง การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์ ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.63/85.11สูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้รายงานมีความเห็นดังนี้ 1.1 แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้านที่ผู้รายงานสร้างขึ้นได้ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารวิชาการ คู่มือครู หนังสือเรียน แนวการจัดกิจกรรม การวัดผลประเมินผล การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้และมาตรฐาน การเรียนรู้ การทำแผนการจัดการเรียนรู้ การกำหนดกิจกรรมการเรียน กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ และการประเมินผล และสร้าง แบบทดสอบ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้านทั้ง 15แบบฝึก ได้สร้างตามขั้นตอนที่จัดไว้อย่างเป็น ระบบ และสร้างตามหลักการสร้างของแบบฝึกที่ดี สร้างโดยคำนึงถึงกฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ (Thorndike) ซึ่งเป็นการ เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองของผู้เรียนในแต่ละขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการเรียนรู้ 3กฎ ได้แก่ กฎแห่งความ พร้อม (Law of readiness) คือ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างจะต้องมีสภาพความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ กฎแห่งการฝึกหัด (Law of exercise) คือ นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จะได้รับการฝึกหัดกระทำซ้ำบ่อย ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้นานและคงทนถาวร และกฎแห่งผลที่พอใจ (Law of effect) คือ เมื่อนักเรียนสามารถทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบได้ถูกต้อง ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจและอยากเรียนรู้ต่อไปอีก 1.2 แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้านที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ได้ผ่านกระบวนการตามลำดับ ขั้นตอนของการศึกษาค้นคว้า กล่าวคือ ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านเนื้อหา ด้าน หลักสูตรและการสอนทั้ง 3 ท่าน ได้ทดลองใช้เครื่องมือกับนักเรียนแบบ 1:1, แบบ 1:10 และแบบ 1:100 แล้วนำผลที่ได้ไป ปรับปรุงแก้ไข ก่อนนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจริง แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้านที่ผู้รายงานสร้างขึ้น เน้นไปที่การฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง การจัดการเรียนการสอนเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางการ เรียนรู้ (Child Center) การเรียนรู้โดยการกระทำ (Learning by Doing) เมื่อนักเรียนทำแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จากนิทานพื้นบ้าน ไม่ผ่านเรื่องใด ก็ทำการสอนซ่อมเสริมเป็นรายบุคคล ทำให้สามารถแก้ไขจุดบกพร่องของนักเรียนได้ทันท่วงที ทำให้มีความมั่นใจในการเรียน และนักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทำให้เรียนอย่างมีความสุข


2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ของกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3/2โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 14.44คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.63คะแนน คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11.19คะแนน ณิชาพร ปรีชาวิภาษ (2555 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษา เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ผลการศึกษา พบว่า ผลการเรียนรู้ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับ ใจความ โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ ผล การศึกษาของ ชิงชัย วงษ์กอง (2557: บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษา เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการ อ่านจับใจความ และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือเทคนิค LT ผลการศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ เทคนิค LT ที่มีประสิทธิภาพ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งผู้รายงานมีความเห็นดังนี้ผล การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน พื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ สูงขึ้น เนื่องจากแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีการ พัฒนาอย่างมีระบบตามลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง และใช้หลักจิตวิทยาในการสร้าง โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะที่ให้ นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง เช่น เปิดโอกาสให้นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องและฝึกจับใจความสำคัญ ฝึกเรียงลำดับเหตุการณ์ ฝึกเขียนสรุปใจความด้วยตนเอง ซึ่งนอกจากนักเรียนจะต้องเรียนด้วยตนเองและพึ่งตนเองแล้วยังต้องพึ่งปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน บุคคล และสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย รวมทั้งต้องอาศัยทักษะกระบวนการต่างๆเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้ นักเรียนอยู่ใน สภาพที่มีความพร้อมในการรับรู้และมีโอกาสนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย นักเรียนในชั้นเรียนร่วมกัน ปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดและสมาชิกในชั้นเรียนทุกคนมีความรับผิดชอบ โดยร่วมกันอ่านจับใจความ เสนอความคิดอภิปราย สรุปเนื้อหา และข้อคิดเห็นร่วมกัน นำเสนอผลการอภิปราย ทำให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมีความสามัคคีช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน และมีสุขภาพจิตที่ดี 3. ผลการประเมินด้านความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุด ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดยนักเรียนมีความพึง พอใจในระดับ มากที่สุด ในทุกประเด็นเรียงตามลำดับคะแนน ดังนี้ นักเรียนนำทักษะการอ่านจับใจความ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ แบบฝึกช่วยให้นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญของเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น แบบฝึกรูปแบบนี้น่าจะนำไปใช้ในวิชาอื่นบ้าง แบบฝึก เปิดโอกาสให้นักเรียนคิดได้อย่างกว้างขวาง แบบฝึกนี้เป็นแบบฝึกที่น่าสนใจ แบบฝึกช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้และ ประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น แบบฝึกมีเนื้อหาหลากหลาย นักเรียนชอบการเรียนด้วยแบบฝึก แบบฝึกมีเนื้อเรื่องเหมาะสม และ ภาษาที่ใช้ในแบบฝึกเข้าใจง่ายสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ อนันต์ โค้วจิริยะพันธุ์ (2555 : 87- 88) ได้ทำการศึกษา เรื่องรายงานผลการพัฒนาสมรรถภาพการอ่าน โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านใหม่ท่าต้นเกี๋ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ผลการศึกษาด้าน


ความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความ โดยภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของ ภูมิพัฒนา ธนัชยาอิศม์เดช (2558 : บทคัดย่อ) ได้ ทำการศึกษา เรื่อง การศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ วิชาภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ผล การศึกษาด้านความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ อยู่ในระดับพอใจ มากที่สุด ผลจากการศึกษาครั้งนี้เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ ให้สูงขึ้นอย่างแท้จริง และนักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดในการเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อ พัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1.1 การสอนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้านให้ได้ผลดีควรสอดแทรก จริยธรรมในเรื่องต่าง ๆ โดยสอดแทรกในนิทานหรือเรื่องสั้น และกิจกรรมการเรียนรู้ ควรปลูกฝังคุณลักษณะที่ดี จึง จะส่งผลให้การสอนให้มีประโยชน์มากที่สุด 1.2 ครูผู้สอนควรปลูกฝังนักเรียนในเรื่องความสนใจในการอ่าน และมารยาทในการอ่าน เพราะการอ่านมาก ๆ จะทำให้อ่านจับใจความได้ดีขึ้น 1.3 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สามารถนำแบบฝึกเพื่อพัฒนาการ อ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นไปใช้ได้ทันที 2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป 2.1 ควรจะมีการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความระหว่างวิธีสอนโดยใช้ แบบฝึก กับวิธีสอนโดยใช้สื่ออื่น ๆ 2.2 ควรศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ และความคงทน ในการเรียนรู้ 2.3 ควรที่จะมีการสร้างแบบฝึกในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เป็นต้น และควรสร้างแบบฝึกสำหรับนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆ ด้วย เพราะแบบฝึกช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างดี


บรรณานุกรม กุหลาบ วงษ์ลุน. (2557). การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้าน โนนสมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3. สารนิพนธ์ การศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเอง ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร. เกิดศิริ ชมภูกาวิน. (2554). ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้ชุดฝึกของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่ (จอมทอง). วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. คชากฤช เหลี่ยมไธสง. (2556). การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้จากบทเรียนโปรแกรมการเรียนการสอนผ่านเว็บที่มี โครงสร้างต่างกัน ของนิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (เทคโนโลยี การศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. จรัล สุขเกษม. (2552). ผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านออกเสียงเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียง ฉ ช ของนักเรียนชั้น ม. 1/3โรงเรียนทุ่งกว๋าววิทยาคม. ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ. จารุวรรณ ปัญญะติ. (2555). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนดรุณราษฏร์วิทยา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ. (2557). ภาษากับการสื่อสาร. กรุงเทพมหานคร : พี.เพรส. ฉวีวรรณ กีรติกร. (2557). เอกสารประกอบการพัฒนาการคิดคำนวณของนักเรียนระดับประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชัยยงค์พรหมวงศ์. (2550). ประสิทธิภาพสื่อการสอนระดับปฐมวัย ในเอกสารการสอนชุดวิชาสื่อการสอนปฐมวัย การศึกษา หน่วยที่8 -15. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ชิงชัย วงษ์กอง. (2557). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความ และการคิด วิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกประกอบกิจกรรมกลุ่มร่วมมือเทคนิค LT. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม. ณิชาพร ปรีชาวิภาษ. (2555). การพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4.วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธิดา โมสิกรัตน์ และนภาลัย สุวรรณธาดา. (2554). ภาษาไทย 1. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์. พรทิพย์ ตรีสกุลวงษ์. (2554). การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญภาษาไทย สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4กรณีศึกษา โรงเรียนบ้านโคกตะเคียน อำเภอกาบ เชิง จังหวัดสุรินทร์.วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต หาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.


พรรณี ลีกิจวัฒนะ. (2556). เอกสารประกอบการสอนวิชาสถิติสำหรับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 8.กรุงเทพมหานคร : คณะครุศาสตรอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2550). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2547). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : เฮ้าส์ ออฟ เคอร์มัสท์. พูลสุข ญาณไพศาล. (2550). การอ่านเพื่อชีวิต. ภูเก็ต : สถาบันราชภัฎภูเก็ต. ภาษิตา วิสารสุข. (2557). ภาษาไทย คนไทยต้อง พูด-อ่าน-เขียน-เป็น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : แพรธรรม. ภูมิพัฒนา ธนัชยาอิศม์เดช. (2558). การศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญวิชาภาษาไทย โดยใช้ แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยา เขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การจัดการเรียนรู้ ภาควิชาครุศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. มัณฑนีกุฏาคาร. (2556). เอกสารคำสอนวิชา วผ 401 การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาหลักสูตร และการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เยาวดีวิบูลย์ศรี. (2558). การวัดผลและการสร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รวิวรรณ ศรีคร้ามครัน. (2557). ความรู้ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้. วารสารรามคำแหง, 22 (ฉ. พิเศษ) : 81 – 95. โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี . (2551). หลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. เพชรบุรี : งานวิชาการ โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2548). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่6.กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาสาส์น. ลัดดาวัลย์ แดงใหญ่. (2556). ความพึงพอใจของนักเรียนนักศึกษาที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักเรียนในวิทยาลัยพณิชย การ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วรรณา แซ่ตั้ง. (2551). การสร้างแบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. วรรณี โสมประยูร. (2553). เทคนิคการสอนภาษาไทย. กรุงเทพมหานคร : ดอกหญ้าวิชาการ. วลาสินี บริบูรณ์. (2554). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนบทบาทร่วมกับการสอน ที่มุ่งเน้นการ ปฏิบัติงานเพื่อเสริมสร้างความสามารถการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2553). เอกสารประกอบการสอนวิชา สัมมนาหลักสูตรและการสอนภาษาไทย. มหาสารคาม : ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


วิไล พิพัฒน์มงคลพร. (2554). เอกสารประกอบการสอนวิชา 215311 การสร้างชุดฝึกทักษะภาษาไทย. ขอนแก่น : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. แววมยุรา เหมือนนิล. (2553). การอ่านจับใจความ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ชมรมเด็ก. ศิริพร เพิ่มผล. (2551). ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อการบริหารงานสถานศึกษาสังกัดเทศบาลเมือง น่าน : กรณีศึกษาโรงเรียนสามัคคีวิทยาคาร (เทศบาลบ้านพระเนตร). วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. สนิท สัตโยภาส. (2555). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น. กรุงเทพมหานคร : 21 เซ็นจูรี่. สมรภูมิขวัญคุ้ม. (2556). ความพึงพอใจของบุคลากรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีต่อการจัดสวัสดิการ ภายในมหาวิทยาลัย. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สมศักดิ์ อัมพรวิสิทธิ์โสภา และธัญลักษณ์ จุ้ยเรือง. (2554). ทักษะการอ่านจับใจความ.กรุงเทพมหานคร : ภูมิบัณฑิต. สมุทร เซ็นเชาวณิช. (2552). เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน). (2555). บทสรุปสำหรับผู้บริหาร ผล การประเมินคุณภาพภายนอก โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://aqa.onesqa.or.th/SummaryReport.aspx. วันที่ค้นข้อมูล : 20 มกราคม 2557. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. สุปราณี พัดทอง. (2553). การใช้ภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ไสว นามเกตุ. (2555). การปฏิบัติการพัฒนาการอ่านภาษาไทยเพื่อจับใจความโดยใช้แบบฝึกทักษะชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโปร่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2.วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหา บัณฑิต สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. อนันต์ โค้วจิริยะพันธุ์. (2555).รายงานผลการพัฒนาสมรรถภาพการอ่าน โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านใหม่ท่าต้นเกี๋ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. อุมาภรณ์ ทองเสมอ. (2557). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้นิทานและรูปภาพ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต. อุไรวรรณ นิลนวล. (2552). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือแบบ NHT กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ซ่อมเสริม เรื่อง การอ่านจับใจความจากนิทานพื้นบ้าน เวลา 22 ชั่วโมง แผนที่2 ตำนานเมืองเพชร เรื่อง เขานางพันธุรัต เวลา 1 ชั่วโมง _______________________________________________________________________________ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ป.3/1 อ่านออกเสียงคำข้อความเรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว ตัวชี้วัด ป.3/2 อธิบายความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตัวชี้วัด ป.3/3 ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ตัวชี้วัด ป.3/4 ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุเหตุผลประกอบ ตัวชี้วัด ป.3/5 สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน สาระสำคัญ การอ่านจับใจความจากนิทาน มีหลักในการอ่านได้แก่ อ่านเรื่องราวอย่างคร่าว ๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความ สำคัญของแต่ละย่อหน้า เมื่ออ่านจบให้ตั้งคำถาม ถามตนเองว่า เรื่องที่อ่าน มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และนำ สิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเอง การฝึกฝน การอ่านจับใจความจากนิทาน สามารถ ทำให้นักเรียนลำดับเหตุการณ์และได้ข้อคิดไปใช้ในการดำเนินชีวิต จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านความรู้ (K) 1. นักเรียนสามารถหาความหมายของคำศัพท์ได้ถูกต้อง (K) 2. เมื่ออ่านนิทานที่กำหนด นักเรียนสามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ถูกต้อง (K,P) 3. เมื่ออ่านนิทานที่กำหนด นักเรียนสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง (K) 4. เมื่ออ่านนิทานที่กำหนด นักเรียนสามารถเขียนสรุปใจความสำคัญได้(K,P) 5. นักเรียนมีความมุ่งมั่นในการทำงาน(A) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. รับผิดชอบ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้


สาระการเรียนรู้ 1. การอ่านจับใจความจากนิทาน เรื่องที่ 1 ตำนานเมืองเพชร เรื่อง เขานางพันธุรัต 2. การเรียงลำดับเหตุการณ์ การตอบคำถาม และการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง กระบวนการเรียนรู้ 1. ครูอธิบายหลักการอ่านจับใจความสำคัญ ให้นักเรียนเข้าใจ 2. ครูอธิบายหลักการเขียนสรุปใจความสำคัญ ให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนเปิดแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน เรื่องที่ 1 ตำนานเมืองเพชร เรื่อง เขานาง พันธุรัต ทำกิจกรรมที่ 1 หาความหมายของคำศัพท์ด้วยการสืบค้นจากพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ออนไลน์(ไม่มีคะแนน) 4. นักเรียนอ่านเรื่องที่ 1 ตำนานเมืองเพชร เรื่อง เขานางพันธุรัต อย่างคร่าว ๆ 5. นักเรียนอ่านนิทานอีกครั้งโดยละเอียด ทำกิจกรรมที่ 2 เรียงลำดับเหตุการณ์ โดยให้นักเรียนนำเหตุการณ์ที่ กำหนดให้ เขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ให้ถูกต้องตามเนื้อเรื่อง (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) 6. นักเรียนทำกิจกรรมที่ 3 ตอบคำถามจากเรื่อง จำนวน 10 ข้อ โดยเป็นข้อคำถามแบบอัตนัย (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) 7. นักเรียนเขียนสรุปใจความสำคัญของนิทาน โดยเนื้อหาสั้น กระชับ ใช้สำนวนภาษาของตนเอง และได้ ใจความสมบูรณ์ ลงในกิจกรรมที่ 4 (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) 8. ครูเก็บแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ เพื่อตรวจให้คะแนน พร้อมบันทึกคะแนน (นอกเวลาเรียน) 9. ครูแนะแนวคำตอบ กิจกรรมที่ 1 – 3 นักเรียนสอบถาม ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง และร่วมกันสรุป ใจความสำคัญของเรื่อง (แนวคำตอบกิจกรรมที่ 4) สื่อการเรียนรู้ 1. ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง หลักการอ่านจับใจความ 2. ใบความรู้ที่ 2 เรื่อง หลักการเขียนสรุปใจความสำคัญของเรื่อง 3. แบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน เรื่องที่ 1 ตำนานเมืองเพชร เรื่อง เขานางพันธุรัต ประกอบด้วย 3.1 กิจกรรมที่ 1 หาความหมายของคำศัพท์ 3.2 กิจกรรมที่ 2 เรียงลำดับเหตุการณ์ 3.3 กิจกรรมที่ 3 ตอบคำถาม 3.4 กิจกรรมที่ 4 เขียนสรุปเนื้อเรื่อง


การวัดและประเมินผล สิ่งที่ต้องการวัด วิธีวัด เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. การอ่าน จับใจความ ตรวจแบบฝึก เพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทาน - แบบฝึกเพื่อพัฒนา การอ่านจับใจความจากนิทาน เรื่องที่ 1 - แบบบันทึกคะแนนระหว่าง เรียน - นักเรียนรายบุคคลทำแบบฝึก เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจาก นิทาน ได้คะแนนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม - นักเรียนในภาพรวมทั้งชั้นเรียน ทำแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่าน จับใจความจากนิทาน ได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 2. คุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ สังเกตพฤติกรรม แบบประเมินคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ นักเรียนรายบุคคลและในภาพรวมทั้ง ชั้นเรียน ได้ผลการประเมิน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในระดับ พอใช้ ขึ้นไป 1. เกณฑ์การประเมินแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน ร้อยละ 80 – 100 ช่วงคะแนน 16 – 20 ระดับ ดีมาก ร้อยละ 70 – 79 ช่วงคะแนน 14 – 15 ระดับ ดี ร้อยละ 50 – 69 ช่วงคะแนน 10 – 13 ระดับ พอใช้ ร้อยละ 0 – 49 ช่วงคะแนน 0 – 9 ระดับ ปรับปรุง เกณฑ์การตรวจให้คะแนนแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความจากนิทาน กิจกรรมที่ 2 เรียงลำดับเหตุการณ์ (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) 5 คะแนน หมายถึง นำเหตุการณ์ที่กำหนดให้ เขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ ถูกต้องตามเนื้อเรื่องทุกเหตุการณ์ และเขียนสะกดคำถูกต้องทุกคำ 4 คะแนน หมายถึง นำเหตุการณ์ที่กำหนดให้ เขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ ถูกต้องตามเนื้อเรื่องทุกเหตุการณ์ แต่เขียนสะกดคำผิด 1 – 2 คำ 3 คะแนน หมายถึง นำเหตุการณ์ที่กำหนดให้ เขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ ไม่ถูกต้อง 1-2 เหตุการณ์ และเขียนสะกดคำถูกต้องทุกคำ 2 คะแนน หมายถึง นำเหตุการณ์ที่กำหนดให้ เขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ ไม่ถูกต้อง 1-2 เหตุการณ์ แต่เขียนสะกดคำผิด 1 – 2 คำ 1 คะแนน หมายถึง นำเหตุการณ์ที่กำหนดให้ เขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ ไม่ถูกต้อง มากกว่า 2 เหตุการณ์ 0 คะแนน หมายถึง ไม่เขียน


กิจกรรมที่ 3 ตอบคำถาม (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) ตอบถูกและสะกดคำถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด และ/หรือ สะกดคำผิด ได้ 0 คะแนน กิจกรรมที่ 4 เขียนสรุปเนื้อเรื่อง (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) 5 คะแนน หมายถึง เขียนสรุปใจความสำคัญ ได้ครบถ้วนตามประเด็นหลักและถูกต้อง ข้อความกระชับ ใช้สำนวนภาษาของตนเองเขียนสะกดคำถูกต้องทุกคำ 4 คะแนน หมายถึง เขียนสรุปใจความสำคัญ ได้ครบถ้วนตามประเด็นหลัก และถูกต้อง ข้อความอาจไม่กระชับ ใช้สำนวนภาษาของตนเอง และเขียน สะกดคำผิดไม่เกิน 1 คำ 3 คะแนน หมายถึง เขียนสรุปใจความสำคัญได้ถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วนตามประเด็นหลัก ใช้สำนวนภาษาของตนเอง และเขียนสะกดคำผิดไม่เกิน 2 คำ 2 คะแนน หมายถึง เขียนสรุปใจความสำคัญได้ถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน ตามประเด็นหลัก นำสำนวนภาษาของเนื้อเรื่องมาใช้และ/หรือ เขียนสะกดคำผิดเกิน 2 คำ 1 คะแนน หมายถึง เขียนสรุปใจความสำคัญไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ตามประเด็นหลัก และนำสำนวนภาษาของเนื้อเรื่องมาใช้ 0 คะแนน หมายถึง ไม่เขียนสรุปเนื้อเรื่อง 2. เกณฑ์การประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คะแนน 7 - 9 หมายถึง ดี คะแนน 5 - 6 หมายถึง พอใช้ คะแนน 3 - 4 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์การให้คะแนนประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์มีวินัย 3 หมายถึง นักเรียนเข้าเรียนตรงเวลา มีวินัยในการเรียน ไม่ส่งเสียงและไม่หยอกล้อเล่นกับเพื่อนในห้องเรียน 2 หมายถึง นักเรียนเข้าเรียนตรงเวลา แต่หยอกล้อเล่นกับเพื่อนเป็นบางครั้ง 1 หมายถึง นักเรียนเข้าเรียนไม่ตรงเวลา และหยอกล้อเล่นกับเพื่อนขณะเรียน ใฝ่เรียนรู้ 3 หมายถึง นักเรียนตั้งใจเรียน และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ 2 หมายถึง นักเรียนตั้งใจเรียน แสวงหาความรู้ตามที่ครูสั่ง 1 หมายถึง นักเรียนขาดความสนใจเรียนเป็นบางครั้ง แสวงหาความรู้ตามที่ครูสั่งเท่านั้น รับผิดชอบ 3 หมายถึง นักเรียนส่งงานตรงกำหนดเวลาทุกครั้ง และปฏิบัติกิจกรรมตามที่ครูสั่งเสมอ ๆ 2 หมายถึง นักเรียนส่งงานตรงกำหนดทุกครั้ง แต่ขาดการร่วมกิจกรรมเป็นบางครั้ง 1 หมายถึง นักเรียนส่งงานไม่ตรงกำหนดเวลา และขาดการร่วมกิจกรรมในห้องเรียน


ใบความรู้ที่ 1 หลักการอ่านจับใจความสำคัญ ความหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านจับใจความ คือ การอ่านเพื่อจับใจความหรือข้อคิด ความคิดสำคัญหลักของข้อความ หรือเรื่องที่อ่าน เป็นข้อความที่คลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ไว้ทั้งหมด ใจความสำคัญ หมายถึง ใจความที่สำคัญ และเด่นที่สุดในย่อหน้า เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถครอบคลุม เนื้อความในประโยคอื่น ๆ ในย่อหน้านั้นหรือประโยคที่สามารถเป็นหัวเรื่องของย่อหน้านั้นได้ ถ้าตัดเนื้อความของ ประโยคอื่นออกหมด หรือสามารถเป็นใจความหรือประโยคเดี่ยว ๆ ได้ โดยไม่ต้องมีประโยคอื่นประกอบ ซึ่งในแต่ละ ย่อหน้าจะมีประโยคใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว หรืออย่างมาก ไม่เกิน 2 ประโยค หลักการจับใจความสำคัญ 1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน 2. อ่านเรื่องราวอย่างคร่าว ๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า 3. เมื่ออ่านจบให้ตั้งคำถามถามตนเองว่า เรื่องที่อ่าน มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 4. นำสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเองเพื่อให้เกิดความสละสลวย วิธีจับใจความสำคัญ วิธีการจับใจความมีหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความชอบว่าอย่างไร เช่น การขีดเส้นใต้ การใช้สีต่าง ๆ กัน แสดง ความสำคัญมากน้อยของข้อความ การบันทึกย่อเป็นส่วนหนึ่งของการอ่านจับใจความสำคัญที่ดี แต่ผู้ที่ย่อควรย่อด้วย สำนวนภาษาและสำนวนของตนเอง ไม่ควรย่อด้วยการตัดเอาข้อความสำคัญมาเรียงต่อกัน เพราะอาจทำให้ผู้อ่าน พลาดสาระสำคัญบางตอนไป อันเป็นเหตุให้การตีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ วิธีจับใจความสำคัญมีหลักดังนี้ 1. พิจารณาทีละย่อหน้า หาประโยคใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า 2. ตัดส่วนที่เป็นรายละเอียดออกได้ เช่น ตัวอย่าง สำนวนโวหาร อุปมาอุปไมย (การเปรียบเทียบ) ตัวเลข สถิติ ตลอดจนคำถามหรือคำพูดของผู้เขียนซึ่งเป็นส่วนขยายใจความสำคัญ 3. สรุปใจความสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตนเอง


ใบความรู้ที่ 2 หลักการเขียนสรุปใจความสำคัญของเรื่อง การเขียนสรุปใจความสำคัญของเรื่อง การเขียนสรุปใจความสำคัญของเรื่อง เป็นการเขียนสรุปเรื่องจากการฟังหรือการอ่าน เก็บใจความสำคัญของเรื่อง แล้วนำมาเขียนใหม่โดยใช้ถ้อยคำสำนวนภาษาของตนเองเพื่อให้ง่ายในการเข้าใจ ขั้นตอนการเขียนสรุปใจความสำคัญของเรื่อง 1. อ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดอย่างน้อย 2 เที่ยว เพื่อให้เข้าใจว่าเรื่องที่อ่านเกี่ยวข้องกับใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 2. หาสาระที่สำคัญของเรื่องมาเขียนโดยใช้ภาษาของตัวเอง 3. ใช้คำที่สั้น เข้าใจง่าย และได้ใจความ ไม่ควรใช้คำย่อ ตัวอย่าง การเขียนสรุปใจความสำคัญของเรื่อง ปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทเขาพนมรุ้งเป็นเทวสถานที่สร้างถวายพระศิวะ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่นับถือพระศิวะเป็น ใหญ่ ปราสาทเขาพนมรุ้งสร้างต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ พ.ศ.1501 – 1700 กษัตริย์ขอมผู้สร้างปราสาทที่ สำคัญพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าหิรัณยวรมัน ด้วยเหตุนี้จึงได้นำชื่อของพระองค์มาตั้งชื่อเส้นทางที่ตัดเข้าสู่เขาพนมรุ้ง ที่มา : หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 หน้า 4 วิธีสรุปใจความสำคัญของเรื่อง ใคร พระเจ้าหิรัณยวรมัน กษัตริย์ขอม ทำอะไร สร้างปราสาทพนมรุ้ง เมื่อไร พ.ศ. 1501 – 1700 อย่างไร เพื่อถวายพระศิวะ ผลเป็นอย่างไร นำชื่อของพระเจ้าหิรัณยวรมันมาตั้งเป็นชื่อถนน สรุปใจความสำคัญของเรื่อง ดังนี้ พระเจ้าหิรัณยวรมัน เป็นกษัตริย์ขอม ได้สร้างปราสาทเขาพนมรุ้งในระหว่าง พ.ศ.1501– 1700 เพื่อถวายพระ ศิวะ จึงได้นำชื่อของพระองค์มาตั้งเป็นชื่อถนน


เรื่องที่ 1 ตำนานเมืองเพชร เรื่อง เขานางพันธุรัต เขานางพันธุรัต ตั้งอยู่ที่บ้านเขาไม้นวล ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นางพันธุรัตเป็นยักษ์ ได้รับพระสังข์มาเป็นบุตรบุญธรรมโดยนางและบริวาร แปลง ร่างเป็นมนุษย์ วันหนึ่งพระสังข์ได้เข้าไปในเขตหวงห้าม จึงรู้ว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์ก็คิด หลบหนี พระสังข์ได้เข้าไปในเขตหวงห้าม ลงไปชุบตัวในบ่อทอง เอาชุดเจ้าเงาะและของวิเศษ เหาะหนี นางพันธุรัตกลับมา ไม่พบพระสังข์ก็ออกตาม นางพยายามอ้อนวอนให้พระสังข์กลับ แต่ไม่เป็นผล นางพันธุรัตเสียใจจนอกแตกตาย ตามตำนานเมืองเพชร พอนางพันธุรัตตาย พระ สังข์ก็ได้จัดการทำศพ และร่างของนางก็ได้กลายเป็นภูเขา ซึ่งถ้ามองดี ๆ ก็จะคล้ายผู้หญิงนอน ชาวบ้านจึงได้เรียกภูเขาลูกนี้ว่า "เขานางนอน หรือเขานางพันธุรัต" สืบต่อมาจนเท่าทุกวันนี้ ที่มา : สารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย


กิจกรรมที่ 1 หาความหมายของคำศัพท์ คำชี้แจง ให้นักเรียนอ่านเนื้อเรื่อง หาคำศัพท์ที่ไม่ทราบความหมาย และหาความหมายจากพจนานุกรม ที่ คำศัพท์ ความหมาย 1. บุตรบุญธรรม 2. แปลงร่าง 3. ชุบตัว 4. วิเศษ 5. อกแตกตาย


กิจกรรมที่ 2 เรียงลำดับเหตุการณ์ คำชี้แจง ให้นักเรียนนำข้อความที่กำหนดให้ไปเขียนเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ ให้ถูกต้องตามเนื้อเรื่อง พระสังข์เหาะหนีไป นางพันธุรัตเสียใจจนอกแตกตาย นางพันธุรัตรับพระสังข์มาเลี้ยง นางพันธุรัตอ้อนวอนให้พระสังข์กลับมา พระสังข์ไม่ยอมกลับ


กิจกรรมที่ 3 ตอบคำถาม คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. เขานางพันธุรัต ตั้งอยู่ที่ไหน ตอบ __________________________________________________________ 2. นางพันธุรัต มีลักษณะอย่างไร ตอบ __________________________________________________________ 3. เหตุใดตอนแรกพระสังข์จึงไม่รู้ว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์ ตอบ __________________________________________________________ __________________________________________________________ 4. พระสังข์มีร่างกายทอง เพราะเหตุใด ตอบ __________________________________________________________ __________________________________________________________ 5. เหตุใดพระสังข์จึงเดินทางหนีจากเมืองยักษ์ได้อย่างรวดเร็ว ตอบ __________________________________________________________ 6. พระสังข์นำสิ่งใดออกมาจากเมืองยักษ์ ตอบ __________________________________________________________ 7. เหตุใดพระสังข์จึงไม่ยอมกลับไปเมืองยักษ์ ตอบ __________________________________________________________ 8. ร่างของนางพันธุรัตเมื่อตายแล้ว กลายเป็นสิ่งใด ตอบ __________________________________________________________ 9. ใครเป็นผู้ทำศพนางพันธุรัต ตอบ __________________________________________________________ 10. ปัจจุบันชาวบ้านเรียกชื่อภูเขาในเรื่องที่อ่านว่าอะไร ตอบ __________________________________________________________


กิจกรรมที่ 4 เขียนสรุปเนื้อเรื่อง คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนสรุปเนื้อเรื่องให้ได้ใจความสมบูรณ์ __________________________________________________________ __________________________________________________________ __________________________________________________________ __________________________________________________________ __________________________________________________________ __________ คิวอาร์โค้ดแบบฝึกการอ่าน จับใจความจากนิทานพื้นบ้าน


ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน


การเผยแพร่ เผยแพร่ผลงานวิชาการ กับเว็บไซต์ครูเชียงรายดอทเน็ต เผยแพร่ผลงานวิชาการ กับเว็บไซต์ครูบ้านนอก


Click to View FlipBook Version