The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานผลนวัตกรรมด้านการนิเทศติดตามและประเมินผล เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

8. นางสาวอมรรัตน์ คันชั่ง

รายงานผลนวัตกรรมด้านการนิเทศติดตามและประเมินผล เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21

รายงานผลนวัตกรรมด้านการนิเทศติดตามและประเมินผล เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 นางสาวอมรรัตน์ คันชั่ง ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


(1) ชื่อเรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ผู้วิจัย นางสาวอมรรัตน์ คันชั่ง ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ปีที่ทำการวิจัย 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 2) แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 3) ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน/รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอน ทั้งสิ้น 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม จำนวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็น แบบสอบถามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศตามแนวคิด ของแฮริส (Harris) ได้จำแนกไว้ 6 ด้านคือ 1) การประเมินสภาพงาน 2) การจัดลำดับความสำคัญของงาน 3) การออกแบบวิธีการทำงาน 4) การจัดสรรทรัพยากร 5) การ ประสานงาน 6) ด้านการอำนวยการ การสนทนา กลุ่ม (Focus group discussion) แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 และ แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยได้รับข้อมูลกลับคืน 124 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งนำมาวิเคราะห์ข้อมูลในการ วิจัยครั้งนี้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ (f) ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) โดยวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก ทั้ง 6 ด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการประสานงาน ด้านการจัดสรรทรัพยากร ด้านการอำนวยการ ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน และด้านการประเมินสภาพงาน 2. แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 มีดังนี้1) ควรกำหนดเกณฑ์ การปฏิบัติงาน และนำผลการประเมินเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 2) ควรมีการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา 3) ควรนำทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศการศึกษามาประยุกต์ใช้4) ควรมีการสำรวจความต้องการ ของครูเพื่อวางแผนการดำเนินงาน 5) ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการหาแนวทางการแก้ปัญหา 3. ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 พบว่าบุคลากรมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของ โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา


(2) เพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ผู้นิเทศมีความเป็นกัลยาณมิตร รองลงมา ผู้นิเทศให้ข้อเสนอแนะแนว ทางแก้ไขข้อบกพร่อง ผู้นิเทศมีการวางแผนการนิเทศอย่างเป็นระบบ ผู้นิเทศเปิดโอกาสให้ผู้รับการนิเทศมีส่วนร่วม ควรกำหนดให้มีการนิเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ผู้นิเทศรับฟังความคิดเห็นของผู้รับการนิเทศ ผู้นิเทศมีเทคนิคและ วิธีการนิเทศที่เหมาะสม ผลการนิเทศสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ผู้นิเทศชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการ จัดการเรียนรู้ ผู้นิเทศมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่นิเทศ ผู้นิเทศให้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขข้อบกพร่อง ระยะเวลาในการนิเทศ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด


(3) คำนำ วิธีการบริหารจัดการในสถานศึกษาที่มีแบบแผนอย่างเป็นระบบและขั้นตอนชัดเจน อันจะก่อให้เกิดความ ร่วมมือการช่วยเหลือการแนะนำบุคลากรทางการศึกษาในการปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอน ส่งผลต่อคุณภาพ ของผู้เรียนและเป้าหมายการศึกษาที่กำหนดไว้ มีกระบวนการดังนี้ 1) การประเมินสภาพงาน (Assessing) 2) การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) 3) การออกแบบวิธีการทำงาน (Designing) 4) การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources 5) การประสานงาน (Coordinating) 6) การอำนวยการ (Directing) การวิจัย เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษ ที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 เป็นรายงานที่นำเสนอ ข้อมูลเกี่ยวกับบทนำ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีการดำเนินการ ผลการศึกษา สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะกระบวนการ นิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ผู้วิจัยขอขอบคุณ ผศ.ดร.ดาราวรรณ ญาณะนันท์ ดร.สิริมา เจริญศรี ดร.สุพัตรา จันทร์ศิริโพธา นายคำนวณ สมศรีและ นางสาวกาญจนา สุขสำราญ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นอย่างดี และขอขอบคุณคณะครูที่ให้ความร่วมมือในการจัดทำรายงานเล่มนี้ ผู้วิจัยหวังว่าการวิจัย เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ฉบับนี้ คงเป็นประโยชน์ กับผู้สนใจได้นำไปประยุกต์ใช้ในการนิเทศการศึกษาต่อไป อมรรัตน์ คันชั่ง ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2


(4) สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.........................................................................................................................................................................................(1) คำนำ...............................................................................................................................................................................................(3) สารบัญ ...........................................................................................................................................................................................(4) สารบัญตาราง.................................................................................................................................................................................(5) สารบัญภาพ....................................................................................................................................................................................(6) บทที่ 1 บทนำ.............................................................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา.........................................................................................................................1 วัตถุประสงค์ของวิจัย......................................................................................................................................................3 ข้อคำถามของการวิจัย....................................................................................................................................................3 สมมติฐานของวิจัย.........................................................................................................................................................3 กรอบแนวคิดการวิจัย.....................................................................................................................................................3 ขอบเขตการพัฒนาการวิจัย............................................................................................................................................4 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย.........................................................................................................................................5 นิยามศัพท์เฉพาะ...........................................................................................................................................................5 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง...........................................................................................................................................6 โครงการโรงเรียนกองทุนการศึกษา................................................................................................................................6 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21...................................................................................................................................7 ความหมายของการนิเทศการศึกษา........................................................................................................................................................9 ความจำเป็นและความสำคัญของการนิเทศการศึกษา..................................................................................................10 จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา.............................................................................................................................11 หลักการนิเทศการศึกษา...............................................................................................................................................12 กระบวนการนิเทศการศึกษา........................................................................................................................................15 ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ.......................................................................................................................................17 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................................................................................18 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย........................................................................................................................................................22 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย...........................................................................................................................................22 ระเบียบวิธีวิจัย.............................................................................................................................................................23 - แบบแผนการวิจัย........................................................................................................................................23 - กลุ่มตัวอย่าง................................................................................................................................................23 - ตัวแปรที่ศึกษา............................................................................................................................................23 - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..............................................................................................................................24 - การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ.....................................................................................................................25 - การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................................................25 - การวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................................................................26 - สถิติที่ใช้ในการวิจัย.....................................................................................................................................26


(5) สารบัญ หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................................................................27 ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามตามตัวแปรที่ต้องการศึกษา.................................27 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2...............................29 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม (focus group discussion) แนวทางการพัฒนา กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2...................................................................34 ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2...............................35 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผล...................................................................................................................................................37 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................................................................37 อภิปรายผล..................................................................................................................................................................38 ข้อเสนอแนะของการวิจัย.............................................................................................................................................41 ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป ....................................................................................................................41 บรรณานุกรม ..................................................................................................................................................................................42 ภาคผนวก........................................................................................................................................................................................44 - รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ - ผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่ม - แบบสอบถามเพื่อการวิจัย เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 - แบบสอบถามความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 - การเผยแพร่งานวิจัยฯ - QR Code งานวิจัย เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2


(6) สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 2.1 ความแตกต่างการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 20 และศตวรรษที่ 21.....................................................................9 ตารางที่ 3.1 แสดงกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล.....................................................................................................................23 ตารางที่ 4.1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ...........................................................................................................27 ตารางที่ 4.2 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 เมื่อจำแนกตามความคิดเห็นของแต่ละกลุ่มโดยภาพรวม..........................................................................29 ตารางที่ 4.3 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการประเมินสภาพงาน........................................................................................................................30 ตารางที่ 4.4 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน.......................................................................................................30 ตารางที่ 4.5 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน.................................................................................................................31 ตารางที่ 4.6 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการจัดสรรทรัพยากร..........................................................................................................................32 ตารางที่ 4.7 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการประสานงาน.................................................................................................................................33 ตารางที่ 4.8 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 ด้านการอำนวยการ...................................................................................................................................33 ตารางที่ 4.9 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2..............................................................35


(7) สารบัญภาพ หน้า แผนภาพที่ 1.1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย...................................................................................................4 แผนภาพที่ 2.1 กรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21..........................................................................8


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2560-2579 ที่ว่าการศึกษาคือต้นทุนทางปัญญาที่สำคัญในการพัฒนาทักษะ ด้านต่าง ๆ คุณลักษณะและสมรรถนะในการประกอบสัมมาชีพ และการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข อันจะนำไปสู่เสถียรภาพ และความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ ในเวทีโลกท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 ได้กำหนดจุดมุ่งหมาย คือ การมุ่งเน้นการสร้างโอกาส ความเสมอภาคทางการศึกษา และการศึกษาเพื่อสร้างการมีงานทำและสร้างงานได้ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้ง ความเป็นพลวัตร เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวหน้าข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่พัฒนา แล้วซึ่งต้องพัฒนาการศึกษาใน 5 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (Access) ความเท่าเทียม ทางการศึกษา (Equity) คุณภาพการศึกษา (Quality) ประสิทธิภาพ (Efficiency) และตอบโจทย์บริบทที่มี การเปลี่ยนแปลง (Relevancy) อีกทั้งพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 7 ว่าด้วยเรื่อง ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ในมาตรา 52 กำหนดไว้ดังนี้ กระทรวงต้องส่งเสริม ให้มีระบบกระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ที่เหมาะสมกับการที่เป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยการกำกับและประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากร ประจำการอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560 : 1) ปัจจุบันงานในด้านการศึกษาได้มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าไปมาก มีการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในด้านหลักสูตรการศึกษา วิธีการสอน เทคโนโลยี รวมถึงการบริหารจัดการภายในสถานศึกษา การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นส่งผลให้บุคลากรต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันที่มุ่งเน้น ให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยดูได้จากแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ที่เน้น การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ของไทยมีการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ได้ทั่วถึง อย่างมีคุณภาพ ซึ่งโดยทั่วไปการบริหารจัดการงานในโรงเรียนประกอบด้วยงานหลัก 4 งาน คือ งานบริหาร งานวิชาการ งานบริหารงานงบประมาณ งานบริหารงานบุคคลและงานบริหารงานทั่วไป พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 22 กำหนดไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึด หลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด” และมาตรา 47 กำหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับแนวทางการพัฒนา คุณภาพการศึกษาต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญ 3 ประการ คือ กระบวนการเรียนการสอน กระบวนการบริหาร และกระบวนการนิเทศการศึกษา (กลุ่มงานนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา, 2555 : 1) ที่ต้อง สนับสนุนส่งเสริมไปด้วยกันในลักษณะของเกลียวเชือก กระบวนการนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการ พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยมุ่งให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพส่งผล ถึงคุณภาพของผู้เรียน กระบวนการนิเทศการศึกษาช่วยทำให้เกิดการพัฒนาคน พัฒนางาน สร้างการประสาน สัมพันธ์และขวัญกำลังใจ ซึ่งต้องดำเนินงานให้ประสานสัมพันธ์กับกระบวนการอื่นในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา


2 ให้บรรลุเป้าหมาย ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า การจัดการที่ดีเป็นกุญแจนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร การนิเทศที่ดีนำไปสู่การจัดการที่ดี(สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2562 : 6) โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา เป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการกองทุนการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำให้โรงเรียนเป็นต้นแบบในการ สร้างคนดีคืนสู่สังคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยเหลือพัฒนา การเรียนการสอนอย่างยั่งยืน สร้างเสริมให้ครูมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูที่ดี นักเรียนเป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 มีโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จำนวน 7 แห่ง คือ 1) โรงเรียนบ้านหุบกะพง 2) โรงเรียนบ้านป่าเด็ง 3) โรงเรียนบ้านหนองเขื่อน 4) โรงเรียน บ้านดอนขุนห้วย 5) โรงเรียนบ้านหนองปืนแตก 6) โรงเรียนบ้านแม่คะเมย และ 7) โรงเรียนบ้านด่านโง โดยมี โรงเรียนบ้านหุบกะพง และโรงเรียนบ้านป่าเด็ง ได้เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 1 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 ส่วนโรงเรียน ที่เหลือเข้าร่วมในรุ่นที่ 2 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 จากรายงานสรุปผลการดำเนินงานโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2565 พบว่า จุดเด่น คือ มีการบริหารและการจัดการอย่างเป็นระบบ ใช้เทคนิคการประชุมที่หลากหลายวิธีเช่น การประชุมแบบมีส่วนร่วม การประชุมระดมสมอง การประชุมกลุ่ม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายที่ชัดเจน มีการปรับแผนพัฒนาคุณภาพการจัด การศึกษา แผนปฏิบัติการประจำปีที่สอดคล้องกับผลการจัดการศึกษาสภาพปัญหาความต้องการพัฒนา และนโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตร ครูผู้สอนสามารถจดัการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ มีการดำเนินการนิเทศกำกับติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และการจัดทำรายงานผลการจัดการศึกษา โดยใช้กระบวนการวิจัยในการรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการ วางแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา จุดที่ควรพัฒนา คือ ควรมีการนิเทศอย่างเป็นระบบ จัดการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติจริงเพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้สื่อเทคโนโลยี สารสนเทศและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนมากขึ้น มีการบริหารจัดการชั้นเรียนเชิงบวก เน้นการ มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ให้เด็กรักครู ครูรักเด็ก และเด็กรักเด็กรัก ที่จะเรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ตรวจสอบ และประเมินผู้เรียนอย่างเป็นระบบ และนำผลมาพัฒนาผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมูลสะท้อนกลับ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้(รายงานสรุปการดำเนินงานโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา, 2565 : 1 - 5) จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นการนิเทศการศึกษาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องอาศัยหลักวิชาและมีความ เป็นระบบตามลักษณะงานที่เหมาะสมกับบริบทและสภาพที่แท้จริงในปัจจุบัน เนื่องจากมีการพัฒนาทางสังคม และเทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพพร้อมรับกับสังคมที่ไร้พรมแดน สามารถดำรงชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย กระบวนการนิเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ ของการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้านคุณภาพการศึกษา (ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ และรมญ์รัมภา ณัฐธัญอดิรุจ, 2563 : 3) ผู้วิจัยจึงพัฒนานวัตกรรมด้านการนิเทศติดตามและประเมินผล เรื่อง กระบวนการนิเทศ การศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


3 ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 เพื่อเป็นแนวทางดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลกับโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 วัตถุประสงค์ของวิจัย 1. เพื่อทราบกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษ ที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 2. เพื่อทราบแนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของบุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ข้อคำถามของการวิจัย 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 อยู่ในระดับใด 2. แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 เป็นอย่างไร 3. ความพึงพอใจของบุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 อยู่ในระดับใด สมมติฐานของวิจัย 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 อยู่ในระดับมาก 2. แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 เป็นพหุแนวทาง 3. ความพึงพอใจของบุคลากรของของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 อยู่ในระดับมาก กรอบแนวคิดการวิจัย ในการวิจัย เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ได้กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้


4 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม แผนภาพที่ 1.1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย ขอบเขตการพัฒนาการวิจัย เพื่อให้การวิจัยครั้งนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย โดยมุ่งศึกษา กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตามแนวคิดของแฮริส (Harris,1985 : 13-15) ซึ่งมี 6 กระบวนการ ดังนี้ 1) การประเมินสภาพงาน (Assessing) 2) การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) 3) การออกแบบวิธีการ ทำงาน (Designing) 4) การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources 5) การประสานงาน (Coordinating) 6) การอำนวยการ (Directing) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและคุณครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 จำนวน 122 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 853 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและคุณครู โรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 124 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตัวแปรที่วิจัย 1. ตัวแปรต้น ได้แก่ กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษ ที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตามแนวคิดของแฮริส 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษาฯ และความพึงพอใจของผู้รับการนิเทศโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ก ร ะ บ ว น ก า ร น ิ เ ท ศ การศึกษาของโรงเรียนใน โครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตามแนวคิดของแฮริส 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนใน โครงการกองทุนการศึกษาฯ 2. แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษา ของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาฯ 3. ความพึงพอใจของบุคลากรของโรงเรียนใน โครงการกองทุนการศึกษาฯ


5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการวิจัยที่ใช้ครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตามแนวคิดของแฮริส (Harris) โดยผู้วิจัยนำมาจาก แบบสอบถามของนางสาวชุติมา แย้มจ่าเมือง (2554 : 138-142) 2. แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) เพื่อหาแนวทางการพัฒนากระบวนการ นิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 3. แบบประเมินความพึงพอใจความพึงพอใจของผู้รับการนิเทศโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. เพื่อวางแผนการจัดการนิเทศการสอนให ตรงตามความตองการของครูโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 2. เพื่อนําผลการวิจัยไปเป็นขอมูลและแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพและ บรรลุวัตถุประสงคในการจัดการเรียนรูสำหรับผู้เรียนตอไป นิยามศัพท์เฉพาะ 1. กระบวนการนิเทศการศึกษา หมายถึง วิธีการบริหารจัดการในสถานศึกษาที่มีแบบแผนอย่าง เป็นระบบและขั้นตอนชัดเจน อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือการช่วยเหลือการแนะนำบุคลากรทางการศึกษาในการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอน ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนและเป้าหมายการศึกษาที่กำหนดไว้ มีกระบวนการ ดังนี้ 1) การประเมินสภาพงาน (Assessing) 2) การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) 3) การออกแบบ วิธีการทำงาน (Designing) 4) การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources 5) การประสานงาน (Coordinating) 6) การอำนวยการ (Directing) 2. โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 หมายถึง สถานศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 โรงเรียน ได้แก่ 1) โรงเรียนบ้านหุบกะพง 2) โรงเรียนบ้านป่าเด็ง 3) โรงเรียนบ้านหนองเขื่อน 4) โรงเรียนบ้านดอนขุนห้วย 5) โรงเรียนบ้านหนองปืนแตก 6) โรงเรียนบ้านแม่คะเมย และ 7) โรงเรียนบ้านด่านโง 3. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของผู้รับการนิเทศที่มีต่อการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2


6 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานวิจัย เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษา เอกสารที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอจำแนกเป็น 9 ประเด็น รายละเอียดแต่ละประเด็น มีดังต่อไปนี้ 1. โครงการโรงเรียนกองทุนการศึกษา 2. ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 3. ความหมายของการนิเทศการศึกษา 4. ความจำเป็นและความสำคัญของการนิเทศการศึกษา 5. จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา 6. หลักการนิเทศการศึกษา 7. กระบวนการนิเทศการศึกษา 8. ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โครงการโรงเรียนกองทุนการศึกษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริ ในเรื่องการศึกษาว่านอกจากจะเป็นคนเก่งแล้ว เหนืออื่นใดต้องเป็นคนดี ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทาน ในโอกาสวันเด็กปี พ.ศ. 2530 ว่า “เด็กนอกจากจะต้องเรียนความรู้แล้ว ยังต้องหัดทำการงานและการทำความดีด้วย เพราะการทำงานจะช่วยให้มีความสามารถ มีความขยัน อดทน พึ่งตนเองได้ และการทำความดีนั้นจะช่วยให้มี ความสุขความเจริญ ทั้งป้องกันตนไม่ให้ตกต่ำ” ในปี พ.ศ. 2555 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงรับสั่งให้จัดตั้งกองทุนการศึกษาขึ้น อันเป็นโครงการพระราชดำริโครงการ สุดท้าย และตั้ง “โรงเรียนคุณธรรมจริยธรรม” เพื่อสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง ดังรับสั่งที่มีกับคณะองคมนตรีว่า “ฉันจะตั้งกองทุนการศึกษา ให้เอาเงินฉันไปใช้ ไปทำอย่างไรก็ได้ เป้าหมายคือให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” และเพื่อให้โรงเรียนคุณธรรมจริยธรรม ประสบความสำเร็จ คณะกรรมการกองทุนฯ จึงแบ่งขั้นตอนออกเป็น 6 ขั้นตอน คือ 1. การสร้างความยอมรับจากทุกภาคส่วนในโรงเรียนร่วมกัน ตกลงกันทั้ง ผู้บริหาร ครู และนักเรียน รับรู้ว่าเราต้องการจะเปลี่ยนโรงเรียนให้ดีขึ้น 2. ร่วมกันระดมความคิด ทำบัญชีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในช่วง 2-3 ปีที่ได้พบเห็นมา รวมทั้งพฤติกรรมพึงประสงค์ที่อยากจะเห็นในรอบ 12 เดือน มองให้ครบอย่าง 360 องศา ทั้งครู นักเรียน และผู้บริหาร ก่อนจะไปหาความถี่ของทั้งสองสิ่ง 3. ให้ทุกคนลองคิดว่าหากต้องการให้มีพฤติกรรมที่พึง ประสงค์และลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ จะใช้คุณธรรมใดมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ 4. เมื่อได้คุณธรรมที่ทุกคนตกลง กันแล้ว เช่น ความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ จิตอาสา ให้คิดโครงการที่จะทำให้มีคุณธรรมเหล่านี้มากขึ้นใน 1 ปีต่อจากนั้น เช่น ผู้บริหารคิดว่าจะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างจะโปร่งใสมากขึ้น ครูจะไม่เบียดเบียนเวลาราชการ นักเรียนบอกจะไม่ ลอกการบ้านเพื่อน กลับบ้านไหว้พ่อแม่ ไม่เที่ยวกลางคืน ดูหนังสือรับผิดชอบ 5. เมื่อได้นโยบายแล้ว ให้ทุกคน ประกาศสิ่งที่จะทำให้คนอื่นฟัง พูดเองโดยไม่มีคนบังคับ ให้เขาได้แสดงความรับผิดชอบเอง ก็จะปฏิบัติกันจริง


7 6. ขั้นสุดท้ายคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและการทำให้ยืนยาว ซึ่งเราเห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนแปลงจริงผลสำเร็จของ โครงการนี้ แรกเริ่มคือสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนดีขึ้นร่มรื่น เพราะมีชมรมจิตอาสาของเด็ก ๆ ช่วยดูแล ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้บริหารและนักเรียนดี รู้จักรับผิดชอบตัวเอง เด็กมีวินัย ปฏิบัติตามข้อตกลง และกฎระเบียบต่าง ๆ ของ โรงเรียน ผลพลอยได้คือผลการสอบโอเน็ตของเด็กดีขึ้น เป็นเพราะคนเก่งก็ช่วยเพื่อนแนะนำเพื่อน โรงเรียนได้รับ รางวัลต่างๆ มากขึ้น ทำให้ชุมชนเกิดความตื่นตัวอยากเข้าช่วยดูแลบุตรหลานในโรงเรียนด้วย ปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้า ร่วมโครงการกว่า 155 โรงเรียน กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทยผลสำเร็จของโครงการนี้ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โลกในศตวรรษที่ 21 มีช่วงระยะเวลาระหว่าง ค.ศ. 2001 – ค.ศ. 2100 หรือ พ.ศ. 2544 - พ.ศ.2643 ซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่มีการเปลี่ยนแปลงและเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อันเป็นผล สืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีเชื่อมข้อมูลต่าง ๆ ของทุกภูมิภาคและทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลทางเศรษฐกิจ และการลงทุน ความมั่นคงทางการเมืองการปกครอง ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ความก้าวหน้า ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและ สังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา ดังนั้น การจัดการศึกษาทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นการจัดการศึกษาที่ต้องเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกเพื่อใช้ในการ ดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพโดยให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ ความสามารถและสมรรถน ะที่เกิด ขึ้นกับผู้เรียน ซึ่งทักษะสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุด คือทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) โดยอ้างถึงรูปแบบ (Model) ที่มาจากเครือข่ายองค์กรความร่วมมือ (Partnership for 21st Century Skills) หรือ เรียกย่อว่า เครือข่าย P21 ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาจากความร่วมมือของครู นักการศึกษา ผู้นำทางธุรกิจ ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และองค์กรวิชาชีพระดับประเทศ รวมทั้ง โรงเรียน และสำนักงานการศึกษาของรัฐที่ ต้องการให้เยาวชนมีความรู้ ทักษะสำหรับออกไปดำรงชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21 (Rotherham,A., & Willingham,D.,2009 อ้างถึงใน สุทธิวรรณ ตันติรจนาวงศ์, 2560) ทักษะการเรียนรู้ในโลกศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1) ความรู้ แนวคิดสำคัญในศตวรรษ ที่ 21 (21st Century Themes) และ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) 2) ระบบสนับสนุนการศึกษา (Support Systems) ของศตวรรษที่ 21 โดยมีระบบในการสนับสนุนการเรียนรู้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่แสดงให้ เห็นว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนที่จบการศึกษามี ดังนี้(PCS,2009b อ้างถึงใน สุทธิวรรณ ตันติรจนาวงศ์, 2560) 1) ความรู้ แนวคิดสำคัญในศตวรรษที่ 21 เป็นความรู้ในวิชาพื้นฐานโดยมุ่งเน้นไปที่การอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) คณิตศาสตร์ (Arithmetic) หรือที่เรียกว่า 3Rs และแนวคิดที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 (Key Subjects – 3Rs and 21st Century Themes) รวมทั้งมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ประกอบด้วย (1) ทักษะชีวิตและอาชีพทำงาน (Life and Career Skills ) (2) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) โดยมุ่งเน้นไปที่การคิดวิเคราะห์ ( Critical thinking) การสื่อสาร (Communication) การร่วมมือ (Collaboration) การคิดสร้างสรรค์ (Creativity) หรือที่เรียกว่า 4C’s และ (3) ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills) 2) ระบบสนับสนุนการศึกษา เป็นระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ประกอบด้วย (1) มาตรฐานและการ ประเมิน (Standards and Assessments) มุ่งเน้นไปที่ความรู้เนื้อหาและความเชี่ยวชาญมีมาตรฐานการเรียนรู้


8 เน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สามารถแก้ปัญหาได้โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานที่มีคุณภาพสูงในชั้น เรียนและหลังการเรียน (2) หลักสูตรและการสอน (Curriculum and Instruction) มุ่งเน้นการเรียนในรูปแบบ สหวิทยาการ บูรณาการนวัตกรรมการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบสืบค้น (Inquiry Based Learning) การเรียนรู้ จากการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และทักษะการคิดที่สูงขึ้น (3) การพัฒนาทางวิชาชีพ (Professional Development) มุ่งเน้นให้ครูมีความรู้ ความสามารถในการสอนแบบบูรณาการ ใช้กลยุทธ์ในการ สอนที่หลากหลายในชั้นเรียนให้ผู้เรียนสามารถนำไปปฏิบัติได้และ (4) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้(Learning Environments) สร้างการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติและการสนับสนุนของบุคลากรและสภาพแวดล้อมทาง กายภาพที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องโลก แห่งความจริงตามบริบทศตวรรษที่ 21 ให้ผู้เรียนเรียนรู้จาก การลงมือปฏิบัติเป็นการเรียนแบบโครงการ (Project Based Learning) หรือลงมือปฏิบัติในงานอื่น ๆ ที่นำมาใช้ใน การเรียนรู้ การเรียนรู้จากสื่อเครื่องมือเทคโนโลยีและทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพ ผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นผู้เรียนยุค Gen Net หรือผู้เรียน ยุค Tweenies หมายถึงผู้เรียนที่เกิด ในช่วงปลายของสหัสวรรษที่แล้วถึงช่วงต้นของสหัสวรรษปัจจุบัน ผู้เรียนกลุ่มนี้ถือเป็นผู้เรียนในยุคแห่งอนาคตซึ่ง ได้รับการมองว่ามีคุณสมบัติที่แตกต่างจากผู้เรียนในยุคที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากการที่ผู้เรียนในกลุ่ม ดังกล่าวเกิดมาพร้อมกับยุคที่มีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ และเครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องมีคุณลักษณะจำเป็น 8 ประการสำหรับ ผู้เรียนยุค Gen Net/Tweenies 1) ความรับผิดชอบและพึ่งพาตนเองในการเรียนรู้ 2) ทักษะด้านการคิด 3) ทักษะ ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ทักษะในการสืบเสาะค้นหา 5) ความกระตือรือร้น 6) ทักษะ พื้นฐานด้านไอซีที 7) ทักษะในด้านการใช้ภาษาสากล 8) ความสนใจในวัฒนธรรม และ ความตระหนักถึงความ เป็นไปในโลก (ถนอมพร เลาหจรัสแสง, 2550) เพื่อให้เห็นถึงฐานความคิดและแนวทางการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ที่ชัดเจน จึงได้มีองค์กรและ หน่วยงานทางวิชาการ ได้ให้กรอบความคิดเกี่ยวกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไว้ดังนี้ (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ อธิป จิตตฤกษ์, 2556 : 34) แผนภาพที่ 2.1 กรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มา: วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และอธิป จิตฤกษ์. (2556: 34)


9 การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีความแตกต่างจากการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 20 ตารางที่ 2.1 ความแตกต่างการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 20 และศตวรรษที่ 21 (แม็คเอ็ดดูเคชั่น, 2558) การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 20 การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 1. Curriculum (เรียนรู้ตามหลักสูตร) 1. Projects (เรียนรู้จากการทำโครงงาน) 2. Time-slotted (จัดการเรียนการสอนตามตาราง เรียนตายตัว) 2. On-demand (จัดการเรียนการสอนตามความ ต้องการ) 3. One-size-fits-all (แบบเดียวกันทั้งห้อง) 3. Personalized (เหมาะสมรายบุคคล) 4. Competitive (แข่งขัน) 4. Collaborative (ทำงานร่วมกัน) 5. Classroom (เรียนในห้องเรียน) 5. Global Community (ห้องเรียนสู่ชุมชน โลก) 6. Text-based (เรียนรู้ตามหนังสือเรียน) 6. Web-based (เรียนรู้ผ่านเครือข่าย) 7. Summative Tests (สอบเพื่อตัดสินผล การ เรียนรู้) 7. Formative Evaluations (ประเมินเป็น ระยะเพื่อ ปรับปรุงการเรียนรู้) 8. Learning for School (เรียนรู้เพื่อให้จบจาก โรงเรียน) 8. Learning for Life (เรียนรู้เพื่อชีวิต) ความหมายของการนิเทศการศึกษา การนิเทศการศึกษา (Supervision) เป็นกระบวนการทำงานและความร่วมมือระหว่างผู้นิเทศ กับผู้รับ การนิเทศ เพื่อประสิทธิภาพอันสูงสุดในการเรียนของนักเรียน การนิเทศเป็นการกระตุ้นให้การ ทำงานประสบ ผลสำเร็จ ซึ่งมีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ แฮริส (Harris,1985 :10) มีความเห็นวา การนิเทศการศึกษาคือ สิ่งที่บุคลากรในโรงเรียนกระทำกับ บุคคลหรือสิ่งของเพื่อมุ่งหมายในการคงไวหรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของโรงเรียนให้เป็นไป ตาม แนวทางที่จะ สงอิทธิพลให้บรรลุจุดมุ่งหมายหลักการสอนของโรงเรียนนั่นคือ การนิเทศการศึกษา มุ่ง ให้เกิดผลต่อผู้เรียนโดยผ่าน บุคคลและวัสดุ จอมพงศ์มงคลวนิช (2555 : 131) ให้ความหมายของการนิเทศว่า หมายถึง กระบวนการทำงานร่วมกัน ของผู้บริหารกับบุคลากรภายในสถานศึกษา ซึ่งจะต้องร่วมมือกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อปรับปรุงและพัฒนา คุณภาพการปฏิบัติงานของครูเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให้สูงขึ้นตามจุดมุ่งหมายที่ทางสถานศึกษาคาดหวังไว้ ชุมศักดิ์อินทร์รักษ์(2559 : 207) ให้ความหมายของการนิเทศ หมายถึง กระบวนการในการจัดกิจกรรม อัน นำไปสู่จุดหมายปลายทางที่พึงประสงค์และเป็นการแสดงถึงกิจกรรมการนิเทศที่เป็นไปในทางการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือปรับปรุงการเรียนการสอนเพื่อให้ได้มาตรฐานที่กำหนดในการประกันคุณภาพ หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562 : 2) ได้กล่าวถึงการนิเทศ การศึกษาไว้ว่า เป็นกระบวนการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือ ชี้แนะและพัฒนางานให้ประสบ ความสำเร็จทันต่อ สภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อีกทั้งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเหลือสนับสนุน กระบวนการบริหาร และ กระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ จากแนวคิดและความหมายต่าง ๆ ที่กล่าวมาสรุปเป็นความหมายของการนิเทศทางการศึกษาได้ว่า การนิเทศการศึกษา หมายถึง กระบวนการบริหารจัดการในสถานศึกษาที่มีแบบแผนที่มีระบบและขั้นตอนชัดเจน


10 อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือการช่วยเหลือ การแนะนำบุคลากรทางการศึกษาในการปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียน การสอน ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนและเป้าหมายการศึกษาที่กำหนดไว้ ความจำเป็นและความสำคัญของการนิเทศการศึกษา การนิเทศการศึกษามีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนการสอน เพราะการนิเทศช่วย พัฒนาครู ส่งเสริมครูให้เจริญงอกงามทางวิชาชีพ การนิเทศการศึกษาช่วยครูหลายประการ บริกส์และจัสต์แมน (Briggs and Justman,1952 : 5-19) ได้กล่าวถึงความจำเป็นและความสำคัญ ของการนิเทศการศึกษา ไว้ดังนี้ 1. สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ การศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสังคม ด้วย ศึกษานิเทศก์หรือผู้ทำหน้าที่นิเทศจึงต้องเป็นตัวแทนการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 2. ความรู้ในสาขาต่าง ๆ เพิ่มขึ้นโดยไม่หยุดยั้งเกิดความคิดให้ม่อยู่ตลอดเวลา จำเป็นยิ่งต้องมีครูที่ จะต้องติดตามศึกษาให้มีความรู้ใหม่อยู่เสมอ แต่เนื่องจากภาระหน้าที่ในงานสอนมีอยู่มากศึกษานิเทศก์หรือผู้ทำ หน้าที่นิเทศจึงต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ 3. การศึกษา คือ ความเจริญงอกงามถ้าหยุดนิ่งคือหมายถึงความล้าหลังการนิเทศ การศึกษาจะเป็น กระบวนการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ เพราะการนิเทศเป็น กระบวนการกลางที่ประสานประโยชน์นโยบายสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมหรือการกระทำที่สุดและเป็นเครื่องมือ สำคัญของผู้บริหารที่ชาญฉลาดนำไปใช้ประโยชน์ในการคิดริเริ่มงานพัฒนางานติดตามงานและสร้างขวัญกำลังใจ 4. ความจำเป็นในการรักษามาตรฐานทางการศึกษา ศึกษานิเทศก์หรือผู้ทำหน้าที่นิเทศเป็นผู้ดูแล ด้านนโยบายและมาตรฐานการศึกษาให้ดำเนินไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยเหนือกำหนด 5. การพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคคลที่ประกอบอาชีพครูได้รับการศึกษาต่อระหว่างการ ประกอบอาชีพการศึกษาดังกล่าว ส่งผ่านทางศึกษานิเทศก์หรือผู้ทำหน้าที่นิเทศศึกษานิเทศก์หรือผู้ทำหน้าที่นิเทศ จะเป็นผู้ประสานให้ครูได้รับการฝึกฝนทางทักษะและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพของตนอยู่ตลอดเวลา 6. การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นในการให้บริการแก่ครูจำนวนมากที่มีความสามารถต่างกัน อีกประการหนึ่งการศึกษาได้ขยายตัวไปอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้สิ่งเหล่านี้ต่างก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือทั้งนั้น 7. การนิเทศการศึกษาล้วนมีความจำเป็นต่อความเจริญงอกงามของครูและนักเรียนแม้ว่าครูได้รับการ ฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดีก็ตาม แต่ครูก็ต้องปรับปรุงอยู่เสมอในขณะทำงานในสถานการณ์จริง 8. การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือครูในการเตรียมการสอน เนื่องจากครูต้อง ปฏิบัติงานในกิจกรรมต่าง ๆ กัน และจะต้องเผชิญกับภาวะที่ค่อนข้างหนัก ครูจึงไม่อาจสละเวลาได้มากเพียงพอต่อ การตระเตรียมการสอน การนิเทศการศึกษาจึงสามารถลดภาระของครูได้ในกรณีดังกล่าว 9. การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นต่อการทำให้ครูเป็นบุคคลที่ทันสมัยอยู่เสมอ จากการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีอยู่เสมอทำให้เกิดพัฒนาการทางการศึกษา ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติข้อแนะนำที่ได้ จากการวิเคราะห์และการอภิปรายจากการค้นพบของการวิจัยมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตดังกล่าว 10. การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาชีพแบบประชาธิปไตย และสามารถให้ ประโยชน์ในการสร้างสรรค์นอกจากนั้นยังสามารถรวมพลังของทุกคนที่อยู่ในกระบวนการศึกษา


11 11. การนิเทศการศึกษาเป็นการสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทุก ระดับให้ดำเนินงาน ไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว 12. การนิเทศการศึกษาลดการกระทำผิดกล่าวคือผู้นำองค์การจะได้ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาและ ปรับปรุงการปฏิบัติงานก่อนที่จะอยู่ในสภาพ “สายเกินแก้” ลฎาภา นาคคูบัว (2556) กล่าวว่า งานนิเทศการศึกษาเป็นงานที่ปฏิบัติกับครู เพื่อให้เกิดผลต่อคุณภาพ ผู้เรียนโดยตรง โดยมีความสำคัญ คือ 1) เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถของครูผู้สอน 2) เพื่อช่วยให้ครูสามารถ วิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง 3) เพื่อช่วยให้ครูค้นหาวิธีการทำงานด้วยตนเอง 4) เพื่อ ช่วยให้ครูมีความศรัทธาในวิชาชีพของตน 5) เพื่อช่วยให้ครูมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ 6) เพื่อช่วยให้ครูมีทักษะใน การปฏิบัติงาน เช่น การพัฒนาหลักสูตร การปรับปรุง การเรียนการสอน การใช้และผลิตสื่อการสอน การวัดและ ประเมินผล เป็นต้น 7) เพื่อช่วยครูให้สามารถทำวิจัยในชั้นเรียนได้ สรุปได้ว่า การนิเทศเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญ ที่จะทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของ โรงเรียนดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้บริหาร คณะครู ได้ปรับปรุงคุณภาพ การเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนเองให้มีคุณภาพเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่กำหนด จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษา จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศึกษาเป็นการช่วยเหลือครู หรือมุ่งหวังให้ครูพัฒนาการจัดการจัดการเรียน การสอนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยการทำงานหลายฝ่าย แนวทางการดำเนินงานให้ สำเร็จตามเป้าหมาย การจะดำเนินการให้ได้ผลดีต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน โดยนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายการนิเทศการศึกษาไว้ดังนี้ จอมพงศ์มงคลวนิช (2555 : 132) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายการนิเทศการศึกษาว่า เป็นการช่วยเหลือ และพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน และช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้องตลอดจน ทำให้เกิดความมั่นใจและความภูมิใจในการปฏิบัติงาน รุ่งชัชดา พรเวหะชาติ(2557 : 40) ได้กล่าวว่าจุดมุ่งหมายการนิเทศการศึกษามีหน้าที่ ที่จะทำให้ สถานศึกษาเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายที่จะดำเนินไปสู่วัตถุประสงค์ของสถานศึกษา ภารกิจของศึกษานิเทศก์ผู้บริหาร สถานศึกษาครูอาจารย์จำเป็นต้องพัฒนาตนเองมิใช่เน้นแต่เรื่องเทคนิคการสอนและคิดค้นระเบียบวิธีการสอนเท่านั้น หากแต่ยังต้องมุ่งเสริมสร้างความเจริญเติบโตของนักเรียนรอบด้าน คือ ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ด้านร่างกาย ด้านสังคม คณะกรรมการคุรุสภา (2557 : 57) ได้กล่าวถึงการนิเทศการศึกษาไว้ว่า มีจุดมุ่งหมายตามวิธีปฏิบัติงาน 4 ประเภท ดังนี้ 1. การนิเทศเพื่อการแก้ไข (correction) เป็นการนิเทศที่เกิดจากการพบข้อผิดพลาดและบกพร่องก็ให้ หาทางช่วยแก้ไขโดยวิธีการต่าง ๆ 2. การนิเทศเพื่อป้องกัน (preventive) เป็นการนิเทศที่พยายามหาวิธีการต่าง ๆ มาจัดดำเนินงาน เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น


12 3. การนิเทศเพื่อก่อ (construction) เป็นการนิเทศที่เกิดพยายามที่จะกระทำในทางที่เหมาะสมเพื่อ ความเจริญเติบโตในอนาคตเช่นการใช้ระเบียบวิธีสอนที่ดีเป็นประจำช่วยให้กำลังใจช่วย กระตุ้นให้ครูทำงานด้วย ความกระฉับกระเฉง 4. การนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์ (creation) การนิเทศที่พยายามคิดสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดมีขึ้น ในสถานศึกษา จากจุดมุ่งหมายดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษามีจุดมุ่งหมายสอดคล้องกับการ นิเทศการเรียนการสอน เพื่อให้ครูได้พัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถบริหารงานวิชาการ และนิเทศการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดย ผ่านกระบวนการนิเทศ หลักการนิเทศการศึกษา การปฏิบัติงานใด ๆ ในองค์การหรือหน่วยงาน ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จหรือบรรลุจุดมุ่งหมาย ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ดำเนินงานจะต้องมีหลักการในการทำงานการนิเทศการศึกษาก็เช่นเดียวกับงาน อื่น ๆ ที่ผู้นิเทศต้องมีหลักการในการนิเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งหลักการนิเทศนั้นได้มีนักการศึกษา และนักวิชาการต่างประเทศให้แนวคิดไว้ต่าง ๆ ดังนี้ บริกส์ และ จัสต์แมน (Briggs and Justman,1952 : 410) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับหลักการนิเทศการศึกษา ไว้ว่า 1. การนิเทศการศึกษาจะต้องเป็นการส่งเสริม และการสร้างสรรค์ 2. การนิเทศการศึกษาต้องเป็นประชาธิปไตย 3. การนิเทศการศึกษาจะต้องเกี่ยวข้องอยู่กับการรวบรวมแหล่งวิทยาการเข้าเป็นกลุ่ม มากกว่าที่จะมา แบ่งแยกผู้นิเทศเป็นรายบุคคล 4. การนิเทศการศึกษาควรตั้งอยู่บนรากฐานของการพัฒนาวิชาชีพมากกว่าที่จะเน้นความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล 5. จุดมุ่งหมายสูงสุดของการนิเทศการศึกษา คือ การหาทางช่วยเด็กให้บรรลุผลตามความมุ่งหมาย ของการศึกษา 6. การนิเทศการศึกษาจะต้องแสวงหาแนวทางที่จะส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาการของครู โดยเฉพาะเกี่ยวกับความถนัดของแต่ละบุคคล 7. การนิเทศการศึกษาจะต้องเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความรู้สึกพึงพอใจและอบอุ่นใจให้แก่ครูและ ความสัมพันธ์อันดีในหมู่คณะครู 8. การนิเทศการศึกษาควรเริ่มจากสภาพการณ์ปัจจุบันที่กำลังเผชิญอยู่ 9. การนิเทศการศึกษาควรเป็นการส่งเสริมความก้าวหน้าและความพยายามของครูให้สูงขึ้น 10. การนิเทศการศึกษาควรเป็นการปรับปรุงและส่งเสริมเจตคติและข้อคิดเห็นของครูให้ถูกต้อง 11. การนิเทศการศึกษาควรเป็นไปอย่างง่าย ๆ และไม่มีพิธีรีตอง 12. การนิเทศการศึกษาควรใช้เครื่องมือและกลวิธีง่าย ๆ 13. การนิเทศการศึกษาควรตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผล 14. การนิเทศการศึกษาควรมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน และสามารถประเมินผลได้โดยตนเอง


13 รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ(2557 : 40) กล่าวว่า หลักการนิเทศการศึกษาเป็นศาสตร์ที่มีหลักการที่ถูกเรียบ เรียงอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปใช้ในการนิเทศการศึกษาได้อย่างดีในการกระทำและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ย่อมขึ้นอยู่กับหลักทางการทางปรัชญาแห่งชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดเป้าหมายและแรงจูงใจในการ กระทำพฤติกรรมของแต่ละบุคคลในการนิเทศการศึกษาเป็นการรวบรวมหลักการและพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียน การสอนและในการศึกษาซึ่งถูกควบคุมโดยเป้าหมาย หลักการธรรมชาติและความจริงของสถานการณ์ให้ห้องเรียน ซึ่งในหลักการก็จะเป็นแนวทางในการกระทำของบุคคลในอนาคตซึ่งหลักการถูกรวบรวมจากข้อเท็จจริง ประสบการณ์ที่เป็น วชิรา เครือคำอ้าย (2558 : 82) ได้กล่าวถึงหลักการการนิเทศการศึกษาที่ดีควรอยู่บนพื้นฐานปรัชญา การศึกษา ควรเป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถสรุปผลจากข้อมูลหรือข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ มีความเป็นประชาธิปไตยที่เคารพในความคิดความเชื่อของคนที่มีความแตกต่างบนฐานของการคิดอย่างมี วิจารณญาณและคิดสร้างสรรค์รวมถึงส่งเสริมให้ทุกคนได้แสดงออกอย่างเสรีเพราะทุก ๆ ความคิดย่อมมีคุณค่า และ มีความหมายรวมถึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งการมีส่วนร่วมนั้นเป็น สิ่งจำเป็นของการนิเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต จากแนวคิดของนักการศึกษาที่กล่าวถึงหลักการนิเทศการศึกษาพอจะสรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษา ควรมีความถูกต้อง ตามหลักวิชาการเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการการส่งเสริม สร้างสรรค์ คำนึงถึงความพอใจ ของแต่ละบุคคลในการแบ่งงานหรือมอบหมายหน้าที่ ให้ขวัญกำลังใจ ในการทำงาน ใช้หลักมนุษย์สัมพันธ์ในการ ปฏิบัติงานกับหมู่คณะตลอดจนต้องมีการวัดการประเมินผลด้วย กระบวนการนิเทศการศึกษา สิ่งสำคัญในการนำเอาหลักการ ทฤษฎี และแนวคิดต่าง ๆ ไปสู่ภาคปฏิบัตินั้นก็คือ “กระบวนการ” เป็น ขั้นตอนของการดำเนินงานที่มีแบบแผนมีลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีนักการศึกษาและนักวิชาการได้นำเสนอกระบวนการนิเทศ ไว้ดังนี้ แฮริส (Harris, 1985 : 13-15) ได้เสนอกระบวนการนิเทศไว้ 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การประเมินสภาพงาน (Assessing) คือ เป็นกระบวนการศึกษาถึงสภาพต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูล ที่จำเป็นเพื่อจะนำมาเป็นตัวกำหนดถึงความต้องการและความจำเป็นเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประกอบด้วย งานต่อไปนี้ คือ 1.1 วิเคราะห์ข้อมูล (Analyzing) มีการศึกษา หรือพิจารณาถึงธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่าง ๆ 1.2 สังเกต (Observing) มีการสังเกตสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบอย่างถี่ถ้วน เพื่อนำไปสู่การ จำแนกแยกแยะได้ 1.3 ทบทวน (Reviewing) มีการทบทวนโดยการทำซ้ำหรือตรวจสอบ ปรากฎการณ์หรือกิจกรรม ต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง 1.4 วัดพฤติกรรมการทำงาน (Measuring performance) มีการวัดพฤติกรรม การทำงานอย่าง พินิจ พิเคราะห์ และมีวิจารณญาณ 1.5 เปรียบเทียบพฤติกรรมการทำงาน (Comparing performance)


14 2. การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) เป็นกระบวนการกำหนดเป้าหมาย จุดประสงค์ และกิจกรรมต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญประกอบด้วยงานต่อไปนี้ 2.1 การกำหนดเป้าหมาย (Setting goals) มีการกำหนดเป้าหมายการนิเทศของบุคลากร ในโรงเรียนไว้ในโครงการ 2.2 การกำหนดวัตถุประสงค์ (Specifying objectives) มีการกำหนด วัตถุประสงค์การนิเทศแต่ ละเรื่อง 2.3 การกำหนดทางเลือก (Selecting alternative) มีการเสนอวิธีการนิเทศ และวิธีการปฏิบัติ เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบุคลากรได้เลือกใช้ 2.4 การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Assigning priorities) มีการจัดลำดับความสำคัญของ วิธีการที่เสนอให้ไว้เป็นทางเลือก 3. การออกแบบวิธีการทำงาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผนหรือกำหนด โครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประกอบด้วยงานต่อไปนี้ 3.1 จัดสายงานให้มีความสัมพันธ์กัน (Organizing) มีการจัดระบบของปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและ จัดปัญหาที่ใกล้เคียงให้เป็นกลุ่ม เพื่อความสะดวกในการจัดการนิเทศ 3.2 การนำทฤษฎีหรือแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ(Devising) มีการคิดล่วงหน้าถึง หลักการ แนวคิด และทฤษฎีต่าง ๆ ที่จะมาใช้ในกระบวนการทำงาน 3.3 การเตรียมการ (Preparing) มีการเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ใน การปฏิบัติงาน 3.4 การจัดระบบการทำงาน (Systematizing) 3.5 การกำหนดแผนในการทำงาน (Programming) มีการเขียนแผนปฏิบัติการ หรือโครงการ นิเทศของโรงเรียนตามที่คิดไว้ 4. การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) เป็นกระบวนการกำหนดทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดในการทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วยงานต่อไปนี้ 4.1 การกำหนดทรัพยากร (Allotting) มีการกำหนดทรัพยากรให้แก่บุคลากร หรือโครงการตาม ความต้องการที่กำหนดไว้ 4.2 การจัดสรรทรัพยากร (Distributing) มีการจัดแบ่งทรัพยากรต่าง ๆระหว่าง บุคลากร หรือ โครงการให้ทั่วถึงตามที่กำหนด 4.3 การกำหนดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับจุดมุ่งหมายเฉพาะ (Apportioning) มีการจัดแบ่ง ทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับโครงการหรือการปฏิบัติงานที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ 4.4 การมอบหมายงาน (Designating) มีการกำหนดหน้าที่ให้บุคลากร ปฏิบัติงานตามที่ได้รับ มอบหมาย 5. การประสานงาน (Coordinating) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับบุคลากร เวลา วัสดุอุปกรณ์และสิ่ง อำนวยความสะดวกทุก ๆ อย่างเพื่อจะทำให้การเปลี่ยนแปลงบรรลุผลสำเร็จงานในกระบวนการประสานงาน ได้แก่ 5.1 ประสานงาน (Coordinating) มีการประสานงานการใช้ทรัพยากรในการทำงานให้เกิดความ ร่วมมือที่ดีในโรงเรียน


15 5.2 สร้างความสามัคคีพร้อมเพรียงในการทำงาน (Harmonizing) มีการประสานงานงานในด้าน บุคลากร วัสดุ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 5.3 ปรับการทำงานส่วนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ (Adjusting) มีการชี้แจงงานที่แต่ละคนต้อง ปฏิบัติ 5.4 กำหนดเวลา (Scheduling) มีการกำหนดเวลาการทำงานแต่ละช่วงให้ชัดเจน 5.5 สร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น (Defining relationships) 6. การอำนวยการ (Directing) เป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสม อันจะสามารถบรรลุผลแห่งการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด ได้แก่ 6.1 การแต่งตั้งบุคลากร (Appointing) มีการแต่งตั้งกรรมการอย่างเป็นทางการ 6.2 การกำหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ (Prescribing) มีการกำหนดระเบียบหรือแนวทางในการ ปฏิบัติงานในทิศทางมี่ต้องการและมีการกำหนดทางเลือกไว้ให้สามารถตัดสินใจเลือกได้หลายทางเลือก 6.3 การกำหนดระเบียบแบบแผน (Regulating) กำหนดระเบียบแบบแผน เกี่ยวกับเวลาปริมาณ หรืออัตราความเร็วในการปฏิบัติงาน 6.4 แนะนำการปฏิบัติงาน (Gilding) มีการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน มีการแนะนำการปฏิบัติงาน เช่น การประชุม 6.5 ชี้แจงกระบวนการทำงาน (Specifying procedures) 6.6 ตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการปฏิบัติงาน (Deciding on alternatives) มีการตัดสินใจ เกี่ยวกับทางเลือกในการปฏิบัติงาน ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ (2557 : 48) ได้เสนอว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ผู้บริหาร สถานศึกษา ครูศึกษานิเทศก์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องจัดให้มีการดำเนินการ อย่างมีแผนงานในการทำงาน มีการจัดสรรงบประมาณ บุคลากร ทรัพยากรอื่น ๆ สนับสนุนเพื่อให้การดำเนิน กิจกรรมการนิเทศมีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือครูส่งเสริมและ สนับสนุนให้ครูมีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ โดยให้การสนับสนุนกิจกรรมทุกด้าน การดำเนินงานการนิเทศการศึกษาต้องทำเป็นวงจรต่อเนื่องและเป็นกัลยาณมิตร ประเมินโดยมีดรรชนีวัด ความสำเร็จของการนิเทศการศึกษา คือ คุณภาพของผู้เรียน โดยผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามเป้าหมายของหลักสูตร ซึ่งผู้นิเทศจะต้องมีการสร้างเครื่องมือที่นำไปใช้ในการนิเทศ เพื่อทราบผลการดำเนินงานการจัดการเรียนการสอนของครูและเครื่องมือวัดผลเพื่อทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียน เพื่อให้เป็นดรรชนีตัวชี้วัดความสำเร็จของการนิเทศการศึกษาโดยการนิเทศการศึกษาต้องมีกิจกรรม การควบคุมการนิเทศ จัดลำดับกิจกรรมของงานนิเทศ การจัดสรรปัจจัยสนับสนุน การประสานงาน การทำงาน เป็นทีม ซึ่งการนิเทศภายในจะประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับกระบวนการ ในการนิเทศเป็นสำคัญ ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ และรมญ์รัมภา ณัฐธัญอดิรุจ (2563 : 17-18) ได้เสนอแบบจำลองกระบวนทัศน์ ทางการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางการนิเทศการศึกษาในทศวรรษใหม่ไว้ 6 ขั้นตอน ดังนี้


16 1. การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situational analysis - S) เป็นกระบวนการศึกษาสภาพต่าง ๆ เพื่อให้ ได้ข้อมูลเพื่อเป็นการกำหนดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีกระบวนการย่อย ๆ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจะศึกษา ธรรมชาติและความสัมพันธ์ของเรื่องต่าง ๆ การสังเกต เป็นการมองสิ่งรอบข้างด้วยความละเอียดถี่ถ้วน การทบทวน เป็นการตรวจสอบสิ่งรอบตัวด้วยความตั้งใจ การวัดพฤติกรรมการทำงาน ในการนิเทศครั้งนี้ ได้แก่ การวิเคราะห์ บริบทของโรงเรียน การวิเคราะห์สภาพ ทั่วไปของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และชุมชน การวิเคราะห์สภาพปัญหา และความต้องการของครูการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียน การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาส เป็นต้น 2. การกำหนดนโยบายและการวางแผน (Policy and plan - P) เป็นกระบวนการ กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย แผนงาน โครงการ และกิจกรรมตามลำดับ ประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมายการกำหนด วัตถุประสงค์เฉพาะ การกำหนดทางเลือก การจัดลำดับความสำคัญของงาน 3. การจัดดำเนินการนิเทศ (Operation-O) เป็นกระบวนการปฏิบัติงานตามโครงการและกิจกรรม ที่วางไว้ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยประกอบด้วยกระบวนการย่อย ๆ คือ การแต่งตั้งบุคลากรผู้รับผิดชอบ โครงการ การมอบหมายบุคลากรให้ทำงานในแต่ละโครงการหรือแต่ละ กิจกรรม การแนะนำการปฏิบัติงาน การตัดสินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการปฏิบัติงานการกำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ตรงกับความต้องการของโครงการและ กิจกรรม การจัดสรรทรัพยากรไปให้โครงการและกิจกรรมอย่างเหมาะสม การกำหนดทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ตาม ความมุ่งหมายเฉพาะอย่าง การประสานการปฏิบัติงานให้ทีมงานดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพการสร้างความ พร้อมเพรียงกันให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด การกำหนดเวลาในการทำงานในแต่ละช่วงเวลาหรืออัตราเร่งในการ ทำงาน เป็นต้น 4. การจัดความรู้ (Knowledge management- K) เป็นกระบวนการที่เน้นการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกัน เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง ร่วมรับฟังความเห็นและผลของการปฏิบัติกิจกรรม เช่น การจัดกิจกรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มและครูทุกคนในสถานศึกษา การหาวิธีการนำเอาทฤษฎีหรือหลักการไปสู่การ ปฏิบัติการจัดระบบการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาการนิเทศและการตัดสินใจ การจัดระบบสารสนเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ ให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ 5. การประเมินผล (Evaluation-E) ) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการติดตามผลการประเมิน โครงการและกิจกรรมต่าง ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการย่อย ๆ คือ การจัดการประเมินโครงการ การประเมินผลการ ปฏิบัติงาน การพิจารณาผลงานในเชิงปฏิบัติว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด การจัดให้มีการวิจัยที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน เพื่อปรุงงานในโรงเรียน การยกย่อง ชมเชย ให้รางวัลแก่ครูผู้มีผลงานดีเด่นหรือเป็นตัวอย่าง 6. การพัฒนาปรับปรุงการนิเทศการศึกษาเพื่อวางแผนดำเนินงานต่อไป (Development- D ) เป็น กระบวนการที่นำผลการประเมินมาวิเคราะห์หาแนวทางพัฒนา ปรับปรุง ให้เหมาะสม สามารถบรรลุผลแห่งการ เปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด ซึ่งมีกระบวนการย่อย ๆ คือ การใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการสื่อสารเพื่อการนิเทศ การเปิด โอกาสให้ครูนำเสนอผลงานทางวิชาการ การนำระบบการประกันคุณภาพมาใช้ควบคู่กับการนิเทศการศึกษาการ พัฒนางานให้เป็นการปฏิบัติที่ดี(Good practice) หรือ การปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best practice) การนำผลการ ประเมินมาพิจารณาวางแผนดำเนินการต่อไป จากกระบวนการนิเทศการศึกษาที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า กระบวนการนิเทศการศึกษา หมายถึง การ ทำงานที่มีขั้นตอน การดำเนินการนิเทศอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง และเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการสนับสนุนการเรียน


17 การสอน ให้ดำเนินงานไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยมีขั้นตอน ที่สำคัญ ดังนี้ 1. การประเมินสภาพงาน (Assessing) 2. การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) 3. การ ออกแบบวิธีการทำงาน (Designing) 4. การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) 5. การประสานงาน (Coordinating) 6. การอำนวยการ (Directing) ทฤษฎีความพึงพอใจ 1. ความหมายของความพึงพอใจ นฤมล จำอินทร์ (2557 : 32) สรุปความหมายของความพึงพอใจว่า “ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึก ชอบ พอใจ หรือเจตคติที่ดีของบุคคลที่มีต่อการทำงาน หรือปฏิบัติกิจกรรม หรือการ เรียนการสอน ความพึงพอใจ ทำให้บุคคลเกิดความสบายใจ เกิดความสุข เป็นผลดีต่อการปฏิบัติงาน” ในขณะที่ ดวงพร ริบแจ่ม (2557 : 37) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ความพึงพอใจเป็น ความรู้สึกของบุคคล ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ เกิดจากปัจจัยหลายด้านประกอบกัน เช่น ความต้องการ ความคาดหวังและประสบการณ์ เป็นต้น เมื่อบุคคลได้รับการตอบ ซึ่งตรงกับความต้องการหรือความคาดหวังจะเกิดความรู้สึกด้านบวกและกลายเป็นความพึง พอใจ” ปัญภัคร ตาว๊ะ (2560 : 67) กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจหรือ มีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ตน ต้องการตรงกันข้าม หากความต้องการ ไม่ได้รับการตอบสนอง ความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้นแทนที่ ความพึงพอใจที่มีต่อสิ่งใด ๆ จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นจะต้อง พิจารณาถึงลักษณะของการให้บริการขององค์กร ประกอบกับระดับความรู้สึกของผู้มารับบริการในมิติต่าง ๆ ของ แต่ละบุคคล อาจกล่าวได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกของบุคคลที่รัก ชอบใจ พอใจต่อการ ทำงาน การปฏิบัติ ตน หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ตรงกับความต้องการหรือการคาดหวังแล้ว เกิดความสบายใจ สุขใจ เกิดความรู้สึกด้านบวก จนกลายเป็นความพึงพอใจ 2. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ นักจิตวิทยา ชื่อ อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow , สรุปจาก นฤมล จำอินทร์. 2557 : 33) ได้ เสนอทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ว่า มนุษย์มีความต้องการอยู่ 5 ระดับ คือ 1. ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Need) เป็นความต้องการขั้นต่ำสุด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น ในการดำรงชีวิต เช่น ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ซึ่งถ้าได้สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดความพึง พอใจ 2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Need) เป็นความต้องการเพื่อปกป้องพิทักษ์ตนเองให้ เกิดความมั่นคงปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เช่น สัญญาจ้างงาน ข้อตกลงระหว่าง ฝ่ายจัดการกับสหภาพ แรงงาน การประกันการว่างงาน ฯลฯ 3. ความต้องการทางสังคม (Social Need) เป็นความต้องการให้ผู้อื่น และสังคม ยอมรับ คบหา สมาคม และเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน มีมิตรภาพและความรักต่อกัน


18 4. ความต้องการมีฐานะทางสังคม (Esteem Need) ความต้องการมีฐานะในสังคม สามารถแบ่ง ออกได้ 2 ด้าน คือ 4.1 ปรารถนาที่จะเข้มแข็ง เชื่อมั่นในตนเอง ความอิสรเสรีภาพ 4.2 ต้องการชื่อเสียง ตำแหน่ง ฐานะ ความเด่นดัง การรับรอง และความชื่นชมจาก ผู้อื่น 5. ความต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา (Self Actualization) เป็นความ ต้องการขั้น สูงสุดของมนุษย์ และความต้องการขั้นสูงสุดของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน องค์กรควรสนองตอบความ ต้องการของมนุษย์ คือ เปิดโอกาสให้คนที่ดีมีโอกาสที่จะสนองความ ต้องการตามอุดมการณ์ของเขาให้มากที่สุด เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะพอใจมากหาก ได้แสดงผลงานที่สูงที่สุดที่ตนเองจะได้ทำ จากแนวคิดทฤษฎีของมาสโลว์ข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยต้องการศึกษาว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกอบรม อยู่ในระดับใด และ มีส่วนใด ที่ยังบกพร่องอยู่ ผู้วิจัยจะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นไป งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พรรณภา มหาวิชา (2557 : ง) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง กระบวนการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียนวัดศรีนวล ธรรมวิมล สังกัดกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายดานอยูในระดับมาก โดยเรียงตามค่าเฉลี่ย จากมากไปน้อย ดังนี้ ด้าน การจัดลำดับความสำคัญของงานด้านการอำนวยการ ด้านการประสานงาน ด้านการประเมินสภาพการทำงาน ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน และด้านการจัดสรรทรัพยากร แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศของผู้บริหาร โรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล สังกัดกรุงเทพมหานคร คือ 1. ควรมีการเปรียบเทียบพฤติกรรมต่าง ๆ จากการ ทำงานโดยมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินและเปรียบเทียบพฤติกรรมต่าง ๆ จากการทำงานร่วมกันอย่าง เหมาะสม 2. ควรมีการจัดลำดับความสำคัญของทางเลือกในการนิเทศการงานตามความสำคัญและสิ่งที่เป็นเรื่อง เร่งด่วน 3. ควรมีการนำทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการนิเทศมาประยุกตใชให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน 4. ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรูควรเลือกวิธีการปฏิบัติงานที่คลองกับทรัพยากรที่มีอยู่จากการสำรวจความต้องการ จากสมาชิกเพื่อวางแผนการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม 5. ควรให้ความรู้แนวทางวิธีการในการนิเทศอย่าง หลากหลายเหมาะสมกับรายวิชา ภัณฑิรา สุปการ (2557 : ง) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องรูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบรูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศการศึกษาระดับการศึกษาขั้น พื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) การบริหารจัดการ 2) การมีสวนร่วม 3) การนิเทศ 4) การใช้เทคโนโลยีและ 5) การประเมินผล 2. รูปแบบการ บริหารจัดการการนิเทศการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 เป็นพหุองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กัน โดยองค์ประกอบด้านการมีสวนร่วม มีอิทธิพล ทางตรงต่อองค์ประกอบด้านการบริหารจัดการ และมีอิทธิพลทางออมตอองค์ประกอบด้านการประเมินผล การใช้ เทคโนโลยีและการนิเทศ 3. จัดอันดับความสำคัญแต่ละองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศ การศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 ตาม ความคิดเห็นของศึกษานิเทศก์เรียงลำดับได้ดังนี้ 1) การบริหารจัดการ 2) การประเมินผล 3) การมีส่วนร่วม 4) การนิเทศ และ 5) การใชเทคโนโลยี 4. ผลการยืนยันรูปแบบการบริหารจัดการการนิเทศ สำหรับศตวรรษที่ 21


19 ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นสอดคลองกันว่า รูปแบบมีความเหมาะสมเป็นไปได้ถูกต้องและนําไปใช้ประโยชน์ได้ สอดคล้องกับกรอบแนวคิดทฤษฎีของการวิจัย สิริขวัญ สุพรรณคง (2559 : ง) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การนิเทศการศึกษาของโรงเรียนบรรหารแจ่มใส วิทยา 1 ผลการวิจัยพบว่า 1. การนิเทศการศึกษาของโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 ทั้งโดยภาพรวมและราย ด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับตามค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้การให้ความช่วยเหลือครูโดยตรง การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาหลักสูตรการพัฒนากลุ่มและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2. ผลการเปรียบเทียบความ คิดเห็นต่อการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนบรรหารแจ่มใส วิทยา 1 เมื่อจำแนกตามเพศ อายุระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ประสบการณ์ในตำแหน่ง และวิทยฐานะไม่แตกต่างกัน ต่อศักดิ์ เนียมวิลัย (2559 : ง) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการนิเทศภายในรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า สภาพการนิเทศภายในของ โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 โดยภาพรวมพบว่าอยู่ใน อันดับมาก อันดับสูงสุด ได้แก่ ด้านการอำนวยการ และ อันดับต่ำสุด ได้แก่ ด้านการออกแบบวิธีการทำงานแนว ทางการนิเทศภายในของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 ตามขอบเขตการนิเทศภายในของ Harris ทั้ง 6 ด้าน ดังนี้1) ด้านการประเมินสภาพการทำงานผู้นิเทศและผู้รับ การนิเทศควรศึกษาสภาพบริบทโดยทั่วไปของการนิเทศภายในโรงเรียนเพื่อร่วมกันวางแผนการนิเทศและกำหนด กิจกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน 2) ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงานผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศควรร่วม ประชุมวางแผนกำหนด ความสำคัญก่อน-หลังการนิเทศ 3) ด้านการออกแบบวิธีการทำงานผู้นิเทศและผู้รับการ นิเทศควร ร่วมกันวางแผนระบบการทำงานกำหนดระยะเวลาในการนิเทศในแต่ละครั้ง และควรปรับปรุงแผน ในการทำงาน 4) ด้านการจัดสรรทรัพยากรโรงเรียน ควรจัดหาสื่อให้เพียงพอ และเหมาะสมกับการจัดการเรียน การสอน 5) ด้านการประสานงาน โรงเรียนควรกำหนดให้มีการประชุมหารือฝ่ายต่าง ๆ ในโรงเรียนประสานคณะ ครูทุกคนให้ทราบถึงกำหนดการ ระยะเวลา สถานที่ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอน ชี้แจงรายละเอียด ต่าง ๆ ให้ทุกคนเข้าใจในงานนิเทศภายใน แต่งตั้งคำสั่งผู้นิเทศและแจ้งให้ผู้รับการนิเทศทราบกำหนดการนิเทศ ระยะเวลาในการนิเทศ และรายละเอียดต่าง ๆ ในการนิเทศหัวข้อในการนิเทศ และ 6) ด้านการอำนวยการ โรงเรียนควรนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข และหาวิธีการแก้ไขต่อไป อนงค์ จันทร์หอม (2562 : ง) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในกลุ่ม ตำบล ยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในกลุ่มตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับ ค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้ การจัดสรรทรัพยากร การประสานงาน การอำนวยการ การจัดลำดับ ความสำคัญของงาน การออกแบบวิธีการทำงาน การประเมินสภาพงาน 2. แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศ การศึกษาของโรงเรียนในกลุ่มตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี คือ 1) ควรมีการประเมินผลงานจากผู้ที่ ได้รับมอบหมายและการจัดกระบวนการเรียนการสอน รวมทั้งทำการนิเทศการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2) สำรวจ ความต้องการของครูในการเลือกวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ตรงกับความต้องการและตรงเป้าหมายของการทำงาน ที่กำหนดไว้ในโครงการ 3) ควรจัดระบบงานที่มีความสำคัญอย่างเหมาะสมสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 4) ควร ประชุมคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อสำรวจความต้องการและความจำเป็นการใช้ทรัพยากรในแต่ละ โครงการ และสรุปเป็นมติของโรงเรียนและควรมีการจัดสรรทรัพยากรให้แก่บุคลากรหรือโครงการตามความ


20 ต้องการที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม 5) ควรมีการประสานงานระหว่างผู้รับผิดชอบและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้เกิด ความเข้าใจในการร่วมมือกันปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเวลา และกิจกรรมที่ต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์ 6) ควร มีการปรึกษาหารือในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติตามทางเลือกแนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนาการ ปฏิบัติงานร่วมกัน จุฬารักษ์ โคตรจักร (2563 : ง) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณ วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาใน โรงเรียนโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อเรียงลำดับค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปหาน้อย ดังนี้ด้านการวางแผนและการกำหนดทางเลือก ด้านการปฏิบัติการนิเทศการศึกษา ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการพัฒนา ด้านการสร้างสื่อ เครื่องมือและพัฒนาวิธีการ และด้านการประเมินผลและรายงานผล 2. แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศ การศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 9 คือ 1) ควรมีการประชุม ผู้บริหารและครูทุกคน เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการนิเทศของโรงเรียนและความต้องการจากเสียงของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และครูเพื่อวางแผนการดำเนินงานโดยแต่งตั้งครูนิเทศและกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน 2) แต่งตั้งคณะทำงานที่มีความรู้ความสามารถด้านการนิเทศและมีภาระงานไม่มาก และจัดการประชุมชี้แจง รายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานให้ทุกคนทราบและถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน 3) สร้างสื่อสำหรับ การนิเทศที่หลากหลายและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน 4) ปฏิบัติงานให้ครบทุกขั้นตอนและใช้เทคนิคการ จับคู่นิเทศ เพื่อให้ครูมีมุมมองที่หลากหลายและให้ครูมีส่วนร่วมในการนิเทศ 5) การกำกับ ติดตาม ประเมินผล การนิเทศอย่างต่อเนื่อง และนำผลที่ได้มาปรับปรุงและพัฒนา ชาญณรงค์ ส่งแสงรัตน (2565 : ก) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การศึกษาความพึงพอใจต่อการนิเทศภายใน สถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนสตรีปากพนัง พบว่า ผลการประเมินความพึง พอใจต่อการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการสถานศึกษามีคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.77- 4.69 ค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ การนิเทศภายในโดยมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ สถานศึกษา ที่มีความสอดคล้องเหมาะสมตามบริบทของ โรงเรียนสตรีปากพนังอยู่ในระดับมากทุกข้อ ปาจัค (Pajak,1999) ได้ทำการวิจัยโดยการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศการศึกษา โดย คำนึงถึงองค์ประกอบด้านความรู้เจตคติและทักษะที่เกี่ยวกับการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของผู้บริหาร สถานศึกษา พบว่า สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้นิเทศการศึกษามีทั้งหมด 12 ด้าน ประกอบด้วย การสื่อสาร การ พัฒนาบุคลากร โครงการสอน การวางแผนและการเปลี่ยนแปลง การจูงใจและจัดบุคลากร การสังเกตและการ ประชุมนิเทศ การพัฒนาบุคลากร ความสัมพันธ์กับชุมชน การวิจัย และประเมินผลโครงการ คัทซียูบะ (Kutsyuruba,2003) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการจัดการนิเทศในโรงเรียนของครู โรงเรียนมัธยมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า การนิเทศภายในเป็นปัจจัยหนึ่งในการปรับปรุงพฤติกรรมของครูผู้สอน พัฒนา และปรับปรุงวิธีการสอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการนิเทศภายในจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการ พัฒนาครูโดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนครูผู้สอนต้องได้รับการนิเทศภายใน การให้คำแนะนำการสนับสนุนและการ ให้ความช่วยเหลือครูเพื่อให้ครูผู้สอนได้รับการนิเทศภายในอย่างถูกต้องซึ่งส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของนักเรียน ดียิ่งขึ้น


21 เบอร์เฮน (Berhane,2014) ได้ทำการวิจัยเพื่อประเมินแนวปฏิบัติและความท้าทายของการนิเทศการ เรียนการสอนในโรงเรียนประถมศึกษา ประชากร ได้แก่ โรงเรียนประถม 24 แห่งที่มีผู้อำนวยการ โรงเรียน 24 คน และครู 157 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์พบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของครูในการนิเทศ การติดต่อประสานงาน การร่วมมือระหว่างกลุ่มยังไม่เพียงพอ ผู้อำนวยการ โรงเรียนมีข้อจำกัดในการนิเทศหลายประการ อาทิภาระงานที่มากเกินไป นอกจากนี้งบประมาณไม่เพียงพอต่อ ความต้องการพัฒนาครู เบอร์กีรอน (Bergeron,2004) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนิเทศ พบว่า การยอมรับจากครูวิชาการโรงเรียน และการยอมรับของครูในยุคใหม่ เห็นว่าครูที่ปฏิบัติหน้าที่นิเทศเป็นผู้ที่มีความสำคัญทั้งทางด้านวัฒนธรรมและการ มีเหตุผลเท่าที่ผ่านมาครูผู้ทำการนิเทศได้ถูกใช้เป็นประโยชน์ในการควบคุมคุณภาพการศึกษาในปัจจุบันได้ ออกแบบเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมีการมองข้ามบทบาทของครูซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้และข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยของการเรียนรู้การนิเทศเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของครูให้เป็นครูมืออาชีพและยังมีผลต่อการ เรียนรู้อีกด้วย จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่ได้นำมาเสนอพบว่ากระบวนการนิเทศเป็นกระบวนการที่สำคัญ ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน อีกทั้งเป็นการฝึกฝนครูโดยมีการวางแผนและการทำงานเป็นระบบ ส่งผลให้ครูมีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระบวนการนิเทศนั้นเป็นกระบวนการที่มีแบบแผน ลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกัน 6 ขั้นตอน ตามแนวคิดของแฮริส ดังนี้ 1. การประเมินสภาพงาน (Assessing) 2. การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) 3. การออกแบบ วิธีการทำงาน (Designing) 4. การจัดสรรทรัพยากร ( Allocating Resources) 5. การประสานงาน (Coordinating) และ 6. การอำนวยการ (Directing)


22 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อทราบกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 2) เพื่อทราบแนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของ บุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน/รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอน ของโรงเรียนโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวน 124 คน วิธีดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการวิจัย และระเบียบวิธีวิจัย ดังนี้ ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย เพื่อให้การวิจัยดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยกำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้วิจัยจึงกำหนดรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาปัญหาวิจัย ศึกษาสภาพปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 รวบรวม ข้อมูลจากการศึกษา แนวคิด หลักการ ทฤษฎี จากเอกสาร ข้อมูลทางสถิติ รายงาน บทความต่าง ๆ ตลอดจนวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งใน ประเทศ และต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำการวิจัย ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รับข้อเสนอแนะ ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินการวิจัย เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยประยุกต์เครื่องมือจากงานวิจัยที่เหมาะสมกับงานวิจัยในครั้งนี้ นำมาขอคำปรึกษา คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ในการตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง จำนวน 7 โรงเรียน ได้แก่ 1) โรงเรียนบ้านหุบกะพง 2) โรงเรียนบ้านป่าเด็ง 3) โรงเรียนบ้านหนองเขื่อน 4) โรงเรียนบ้านดอนขุนห้วย 5) โรงเรียนบ้านหนองปืนแตก 6) โรงเรียนบ้านแม่คะเมย และ 7) โรงเรียนบ้านด่านโง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 นำข้อมูลที่เก็บ รวบรวมตรวจสอบความสมบูรณ์ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติและแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนที่ 3 การรายงานผลการวิจัย ตรวจสอบ ความถูกต้อง ปรับปรุง แก้ไข ข้อบกพร่องตามหลักวิชาและปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ของผู้เชี่ยวชาญ แล้วจัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ระเบียบวิธีวิจัย เพื่อให้งานวิจัยครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดและบรรลุวัตถุของการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนด ระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งประกอบด้วย แผนแบบการวิจัย ประชากร ตัวแปรที่ศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างและการพัฒนา เครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิจัย โดยมีรายละเอียดดังนี้


23 แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) ที่มีแบบแผนการวิจัยใน ลักษณะกลุ่ม ตัวอย่างเดียว ศึกษาสภาวการณ์ไม่มีการทดลอง (The one – short, nonexperimental case study) ซึ่งเขียน เป็นแผนผัง (Diagram) ได้ดังนี้ เมื่อ S หมายถึง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา X หมายถึง ตัวแปรที่ศึกษา O หมายถึง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและคุณครู โรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 124 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตารางที่ 3.1 แสดงกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล ที่ โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล รวม ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการ ครูผู้สอน 1 โรงเรียนบ้านหุบกะพง 1 15 16 2 โรงเรียนบ้านป่าเด็ง 3 34 37 3 โรงเรียนบ้านหนองเขื่อน 1 10 11 4 โรงเรียนบ้านดอนขุนห้วย 1 15 16 5 โรงเรียนบ้านหนองปืนแตก 1 16 17 6 โรงเรียนบ้านแม่คะเมย 1 14 15 7 โรงเรียนบ้านด่านโง 1 11 12 รวม 9 115 124 ตัวแปรที่ศึกษา สำหรับการวิจัยครั้งนี้มีตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ตัวแปรพื้นฐาน และตัวแปรที่ศึกษา ซึ่งมี รายละเอียด ดังนี้ 1. ตัวแปรพื้นฐาน เป็นตัวแปรเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ 1.1 เพศ หมายถึง เพศหญิง หรือ เพศชาย 1.2 อายุ หมายถึง อายุของผู้ตอบแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) ต่ำกว่า 30 ปี 2) 30- 40 ปี 3) 41-50 ปี และ 4) 51 ปีขึ้นไป 1.3 ระดับการศึกษาสูงสุด หมายถึง ระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ปริญญาตรี 2) ปริญญาโท 3) สูงกว่าปริญญาโท


24 1.4 ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน หมายถึง ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบันของผู้ตอบแบบสอบถามโดยแบ่ง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ผู้อำนวยการโรงเรียน 2) คุณครูผู้สอน 1.5 ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) ไม่เกิน 5 ปี 2) 6- 10 ปี 3) 11-15 ปี และ 4) 16 ปีขึ้นไป 2. ตัวแปรที่ศึกษา เป็นตัวแปรเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตาม แนวคิดของ แฮริส (Harris) มีกระบวนการ ดังนี้ 2.1 การประเมินสภาพงาน (Assessing) หมายถึง กระบวนการศึกษาสภาพต่าง ๆ ที่ เป็นอยู่เพื่อ เป็นข้อมูลในการกำหนดการเปลี่ยนแปลง ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลโดยศึกษาหรือพิจารณา ถึงธรรมชาติ และ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ การสังเกตถึงสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบนำไปสู่การ จำแนกแยกแยะ การทบทวนโดย การทำซ้ำหรือตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ โดยการวัดพฤติกรรมการทำงาน อย่างพินิจพิเคราะห์ และมีวิจารณญาณ 2.2 การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) หมายถึง การกำหนดเป้าหมายการ นิเทศของ โรงเรียนไว้ในโครงการ กำหนดวัตถุประสงค์การนิเทศแต่ละเรื่อง โดยเสนอวิธีการนิเทศและวิธีการปฏิบัติเพื่อเป็น ทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบุคลากรได้เลือกใช้การจัดลำดับความสำคัญของวิธีการที่เสนอให้ไว้เป็นทางเลือก 2.3 การออกแบบวิธีการทำงาน (Designing) หมายถึง การจัดระบบของปัญหาที่มีความ ใกล้เคียง ให้เป็นกลุ่ม เพื่อความสะดวกในการจัดนิเทศ การคิดล่วงหน้าถึงการนำหลักการ แนวคิด ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ การเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ และบุคลากรให้พร้อมในการปฏิบัติงาน และการกำหนดโครงการหรือแผนปฏิบัติการ นิเทศของโรงเรียนตามที่คิดไว้ 2.4 การจัดสรรทรัพยากร (Allocating Resources) หมายถึง การกำหนดทรัพยากรต่าง ๆ ให้แก่ บุคลากรหรือโครงการตามความต้องการที่กำหนดไว้การจัดแบ่งทรัพยากรให้บุคลากร หรือ โครงการ การแบ่งปัน ทรัพยากรตามความต้องการที่กำหนดไว้การกำหนดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับจุดมุ่งหมายเฉพาะและการกำหนดให้ บุคลากรปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย 2.5 การประสานงาน (Coordinating) หมายถึง กระบวนการประสานการทำงานให้เกิด ความ ร่วมมือ และการดำเนินงานภายใน สร้างความสามัคคีพร้อมเพรียงในการทำงาน การชี้แจงงานให้บุคลากรจะต้อง ปฏิบัติ 2.6 การอำนวยการ (Directing) หมายถึง กระบวนการทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมในการ ดำเนินการตามแผนให้มากที่สุด โดยการแต่งตั้งบุคลากรหรือคณะกรรมการอย่างเป็นทางการ กำหนด แนวทางหรือ ระเบียบปฏิบัติในการทำงาน และกำหนดทางเลือกไว้ให้สามารถตัดสินใจอย่าง หลากหลายเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้มี 3 ประเภท คือ 1) แบบสอบถามสำหรับเก็บข้อมูล 2) แบบบันทึก การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ


25 1. แบบสอบถาม สำหรับเก็บข้อมูล จำนวน 1 ฉบับ แบ่ง ออกเป็น 2 ตอน มีรายละเอียดดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตัวเลือกที่ กำหนดไว้ให้ (forced choice) ให้ข้อมูลเรื่อง เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน และประสบการณ์ในการ ปฏิบัติงาน ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกอง ทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตามแนวคิด ของแฮ ริส (Harris) โดยผู้วิจัยนำมาจากแบบสอบถามของนางสาวชุติมา แย้มจ่าเมือง แบบสอบถามในตอนที่ 2 มีลักษณะคำถามเป็นแบบจัดลำดับคุณภาพ 5 ระดับตาม แนวคิดของลิเคิร์ธ (Likert’s five rating scale) โดยกำหนดค่าเป็น 5 ระดับ 2. แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) เพื่อหาแนวทางการพัฒนากระบวนการ นิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 3. แบบสอบถามความพึงพอใจ มีลักษณะคำถามเป็นแบบจัดลำดับคุณภาพ 5 ระดับตาม แนวคิดของ ลิเคิร์ธ (Likert’s five rating scale) โดยกำหนดค่าเป็น 5 ระดับ การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นโดย นางสาวชุติมา แย้มจ่าเมือง จากงานวิจัยเรื่อง “กระบวนการนิเทศที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ในกรุงเทพมหานคร” วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งหาความเชื่อมั่นด้วยวิธีการหาสัมประสิทธิ์แอลฟา ( coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach, 1970) ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 และแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น หาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (-coefficient) (Cronbach, 1970) ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.84 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นระบบ ผู้วิจัยดำเนินการตาม ขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ผู้วิจัยทำหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 เพื่อขอความร่วมมือ จากโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน ในการตอบแบบสอบถามการวิจัยครั้งนี้ 2. จัดเตรียมแบบสอบถาม ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง จากกลุ่มตัวอย่าง ประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครูผู้สอน โดยชี้แจงวัตถุประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความ เป็นจริง พร้อมนัดหมายวันเวลาในการเก็บแบบสอบถามด้วยตนเอง


26 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอน โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 124 คน ซึ่งหลังการเก็บรวบรวมข้อมูล นำแบบสอบถามมาตรวจสอบความสมบูรณ์ และนำข้อมูล ดังกล่าวไปคำนวณหาค่าสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้สถิติในการ วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ ระดับ การศึกษาสูงสุด ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยใช้ความถี่ (frequency) และ ร้อยละ (Percentage) 2. การวิเคราะห์กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (̅) และส่วนเบี่ยงเบน (S.D.) ไปเทียบกับเกณฑ์ ซึ่งเกณฑ์การแปลความหมายของคะแนน ผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์ในการวิเคราะห์ตามแนวคิดของ เบส์และคาน (Best and Kahn, 1993) ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ มีรายละเอียด ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มีการปฏิบัติในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีการปฏิบัติในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีการปฏิบัติในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีการปฏิบัติในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีการปฏิบัติในระดับน้อยที่สุด 3. การหาแนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ซึ่งได้ประเด็นจากคำถาม ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดของแต่ละด้าน โดยผู้วิจัยเป็น ผู้ดำเนินการ สนทนากลุ่ม และผู้ร่วมสนทนากลุ่ม ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน และข้าราชการครู รวมผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ทั้งหมด 14 คน จาก การเลือกตัวแทนจากจำนวน 7 โรงเรียน ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ดังนี้ 1) ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้แก่ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน สำเร็จการศึกษาปริญญาโท สาขาบริหาร การศึกษา 2) ครูวิชาการ ได้แก่ ครูที่เป็นข้าราชการ มีหน้าที่รับผิดชอบงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศ มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี 4. การวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (̅) และส่วนเบี่ยงเบน (S.D.) ไปเทียบกับเกณฑ์ ซึ่งเกณฑ์การแปลความหมายของคะแนน ผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์ในการ วิเคราะห์ตามแนวคิดของเบส์และคาน (Best and Kahn, 1993) ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ มีรายละเอียด ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด


27 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย เรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 เพื่อให้ เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยดำเนินการแจก แบบสอบถามแก่ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน/รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอน ของโรงเรียน โครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวน 124 คน จากนั้น เก็บรวบรวมแบบสอบถามแล้ว นำมาวิเคราะห์และเสนอผลการวิเคราะห์ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามตามตัวแปรที่ต้องการศึกษา ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม (focus group discussion) แนวทางการพัฒนากระบวนการ นิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตารางที่ 4.1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม (N=124) สถานะของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน (คน) ร้อยละ 1. เพศ - ชาย - หญิง 36 88 29.03 70.97 รวม 124 100.00 2. อายุ - ต่ำกว่า 30 ปี - 30 – 40 ปี - 41 – 50 ปี - 51 ปี ขึ้นไป 27 68 13 16 21.77 54.84 10.48 12.90 รวม 124 100.00


28 สถานะของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน (คน) ร้อยละ 3. ระดับการศึกษาสูงสุด - ปริญญาตรี - ปริญญาโท 94 30 45.16 30.65 รวม 124 100.00 4. ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน - ผู้อำนวยการโรงเรียน/รองผู้อำนวยการโรงเรียน - คุณครูผู้สอน 9 115 7.26 92.74 รวม 124 100.00 5. ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน - 1 – 5 ปี - 6 – 10 ปี - 11 – 15 ปี - 16 ปีขึ้นไป 56 38 15 15 45.16 30.65 12.10 12.10 รวม 124 100.00 จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 70.97 เป็นเพศชาย จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 29.03 มีอายุ 30 - 40 ปีมากที่สุด จำนวน 68 คน คิดเป็น ร้อยละ 54.84 รองลงมามีอายุต่ำกว่า 30 ปี จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 21.77 มีอายุ51 ปีขึ้นไป จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 12.90 และมีอายุ41 – 50 ปีจำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 10.48 ส่วนใหญ่จบการศึกษา สูงสุด ระดับปริญญาตรี จำนวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 45.16 และ ระดับปริญญาโท จำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 30.65 มีตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบันเป็นครูผู้สอน มากที่สุด จำนวน 115 คน คิดเป็นร้อยละ 92.74 และ ผู้อำนวยการโรงเรียน/รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 7.26 มีประสบการณ์ในการ ปฏิบัติงาน 1 – 5 ปี มากที่สุด จำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 45.16 รองลงมา มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ระหว่าง 6 – 10 ปี จำนวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ 30.65 และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานน้อยที่สุด 2 อันดับ สุดท้าย ได้แก่ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานระหว่าง 11 – 15 ปี และ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 16 ปี ขึ้นไป จำนวนละ 15 คน คิดเป็นร้อยละ 12.10


29 ตอนที่2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตารางที่ 4.2 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 เมื่อจำแนกตามความคิดเห็นของแต่ละกลุ่มโดยภาพรวม กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 2 ระดับการปฏิบัติ (N = 124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 1. ด้านการประเมินสภาพงาน 4.07 0.70 มาก 6 2. ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน 4.20 0.69 มาก 4 3. ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน 4.18 0.67 มาก 5 4. ด้านการจัดสรรทรัพยากร 4.24 0.72 มาก 2 5. ด้านการประสานงาน 4.25 0.68 มาก 1 6. ด้านการอำนวยการ 4.21 0.66 มาก 3 เฉลี่ยรวม 4.19 0.69 มาก จากตารางที่ 4.2 พบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ใน ระดับ มาก (̅=4.19, S.D.= 0.69) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก ทั้ง 6 ด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการประสานงาน (̅=4.25, S.D.= 0.68) ด้านการจัดสรรทรัพยากร (̅=4.24, S.D.= 0.72) ด้านการอำนวยการ (̅=4.21, S.D.= 0.66) ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน (̅=4.20, S.D.= 0.69) ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน (̅=4.18, S.D.= 0.67) และด้านการประเมินสภาพงาน (̅=4.07, S.D.= 0.70) ตามลำดับ เมื่อพิจารณา เมื่อพิจารณาตามตัวแปรต่าง ๆ ของกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ทั้ง 6 มีรายละเอียดสามารถนำเสนอ ได้ดังตารางที่ 4.3 – 4.8


30 ตารางที่ 4.3 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการประเมินสภาพงาน ด้านการประเมินสภาพงาน ระดับการปฏิบัติ (N=124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 1. มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการศึกษาหรือพิจารณาถึง ธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสภาพการณ์ต่าง ๆ 3.98 0.71 มาก 3 2. มีการสังเกตถึงสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบ เพื่อนำไปสู่การจำแนกแยกแยะได้ 4.10 0.68 มาก 2 3. มีการทบทวนโดยการทำซ้ำหรือตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ 4.25 0.69 มาก 1 4. มีการวัดพฤติกรรมการทำงานอย่างพินิจพิเคราะห์ และมีวิจารณญาณ 3.95 0.72 มาก 4 เฉลี่ยรวม 4.07 0.70 มาก จากตารางที่ 4.3 พบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการประเมินสภาพงาน โดย ภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก (̅=4.07, S.D.= 0.70) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ใน ระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ มีการทบทวนโดยการทำซ้ำหรือตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุด (̅=4.25, S.D.= 0.69) รองลงมาคือ มีการสังเกตถึงสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบเพื่อนำไปสู่การ จำแนกแยกแยะได้ (̅=4.10, S.D.= 0.68) มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการศึกษาหรือพิจารณาถึงธรรมชาติและ ความสัมพันธ์ของสภาพการณ์ต่าง ๆ (̅=3.98, S.D.= 0.71) และมีการวัดพฤติกรรมการทำงานอย่างพินิจพิเคราะห์ และมีวิจารณญาณ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (̅=3.95, S.D.= 0.72) ตารางที่ 4.4 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ระดับการปฏิบัติ (N=124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 1. มีการกำหนดเป้าหมายการนิเทศของโรงเรียนไว้ใน โครงการ 4.21 0.68 มาก 2 2. มีการกำหนดจุดประสงค์การนิเทศของโรงเรียนไว้ใน โครงการ 4.35 0.72 มาก 1


31 ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ระดับการปฏิบัติ (N=124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 3. เสนอวิธีการนิเทศและวิธีการปฏิบัติ เพื่อเป็น ทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบุคลากรได้เลือกใช้ 4.05 0.69 มาก 4 4. มีการจัดลำดับความสำคัญของวิธีการที่เสนอให้ไว้ เป็นทางเลือก 4.19 0.67 มาก 3 เฉลี่ยรวม 4.20 0.69 มาก จากตารางที่ 4.4 พบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการจัดลำดับความสำคัญ ของงาน โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก (̅=4.20, S.D.= 0.69) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการ ปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ มีการกำหนดจุดประสงค์การนิเทศของ โรงเรียนไว้ในโครงการ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (̅=4.35, S.D.= 0.72) รองลงมาคือ มีการกำหนดเป้าหมายการนิเทศ ของโรงเรียนไว้ในโครงการ (̅=4.21, S.D.= 0.69) มีการจัดลำดับความสำคัญของวิธีการที่เสนอให้ไว้เป็นทางเลือก (̅=4.19, S.D.= 0.67) และเสนอวิธีการนิเทศและวิธีการปฏิบัติเพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบุคลากร ได้เลือกใช้ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (̅=4.05, S.D.= 0.69) ตารางที่ 4.5 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน ระดับการปฏิบัติ(N=124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 1. มีการจัดระบบของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและจัด ปัญหาที่มีความใกล้เคียงให้เป็นกลุ่ม เพื่อความ สะดวกในการจัดนิเทศ 4.00 0.62 มาก 4 2. มีการคิดล่วงหน้าถึงหลักการหรือแนวคิดต่าง ๆ ที่ จะมาใช้ในการนิเทศในแต่ละกลุ่มปัญหา 4.25 0.65 มาก 2 3. มีการเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ และบุคลากร ที่จำเป็นต้องใช้ 4.13 0.69 มาก 3 4. มีการเขียนโครงการหรือแผนปฏิบัติการนิเทศ ของโรงเรียนตามที่คิดไว้ 4.32 0.72 มาก 1 เฉลี่ยรวม 4.18 0.67 มาก


32 จากตารางที่ 4.5 พบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก (̅=4.18, S.D.= 0.67) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ใน ระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ มีการเขียนโครงการหรือแผนปฏิบัติการนิเทศของ โรงเรียนตามที่คิดไว้มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (̅=4.32, S.D.= 0.72) รองลงมาคือ มีการคิดล่วงหน้าถึงหลักการหรือ แนวคิดต่าง ๆ ที่จะมาใช้ในการนิเทศในแต่ละกลุ่มปัญหา (̅=4.25, S.D.= 0.65) มีการเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ และ บุคลากรที่จำเป็นต้องใช้(̅=4.13, S.D.= 0.69) และมีการจัดระบบของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและจัดปัญหาที่มี ความใกล้เคียงให้เป็นกลุ่ม เพื่อความสะดวกในการจัดนิเทศ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (̅=4.00, S.D.= 0.62) ตารางที่ 4.6 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการจัดสรรทรัพยากร ด้านการจัดสรรทรัพยากร ระดับการปฏิบัติ (N=124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 1. มีการกำหนดทรัพยากรให้แก่บุคลากรหรือโครงการ ตามความต้องการที่กำหนดไว้ 4.15 0.68 มาก 4 2. มีการจัดแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ระหว่างบุคลากร หรือโครงการให้ทั่วถึงตามที่กำหนด 4.25 0.67 มาก 3 3. มีการแบ่งปันทรัพยากรให้แก่บุคลากรหรือโครงการ ตามความต้องการที่กำหนดไว้ 4.45 0.79 มาก 1 4. มีการจัดแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับ โครงการหรือการปฏิบัติงานที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ 4.31 0.70 มาก 2 5. มีการกำหนดให้บุคลากรปฏิบัติงานตามที่ได้รับ มอบหมาย 4.05 0.75 มาก 5 เฉลี่ยรวม 4.24 0.72 มาก จากตารางที่ 4.6 พบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการจัดสรรทรัพยากร โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก (̅=4.24, S.D.= 0.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ใน ระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ มีการแบ่งปันทรัพยากรให้แก่บุคลากรหรือโครงการตาม ความต้องการที่กำหนดไว้ (̅=4.45, S.D.= 0.79) รองลงมาคือ มีการจัดแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับ โครงการหรือการปฏิบัติงานที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ (̅=4.31, S.D.= 0.70) มีการจัดแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ระหว่าง บุคลากร หรือโครงการให้ทั่วถึงตามที่กำหนด (̅=4.25, S.D.= 0.67) มีการกำหนดทรัพยากรให้แก่บุคลากรหรือ


33 โครงการตามความต้องการที่กำหนดไว้กำหนด (̅=4.15, S.D.= 0.68) และมีการกำหนดให้บุคลากรปฏิบัติงาน ตามที่ได้รับมอบหมาย มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (̅=4.05, S.D.= 0.75) ตารางที่ 4.7 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการประสานงาน ด้านการประสานงาน ระดับการปฏิบัติ (N=124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 1. มีการประสานงานการทำงานให้เกิดความร่วมมือ และการดำเนินงานภายใน 4.13 0.65 มาก 3 2. มีการสร้างความสามัคคีในกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน 4.37 0.69 มาก 1 3. มีการชี้แจงงานที่บุคลากรแต่ละบุคคลต้องปฏิบัติ 4.25 0.71 มาก 2 เฉลี่ยรวม 4.25 0.68 มาก จากตารางที่ 4.7 พบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการประสานงาน โดยภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก (̅=4.25, S.D.= 0.68) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ มีการสร้างความสามัคคีในกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน (̅=4.37, S.D.= 0.69) รองลงมาคือ มีการชี้แจงงานที่บุคลากรแต่ละบุคคลต้องปฏิบัติ(̅=4.25, S.D.= 0.71) และมีการประสานงานการ ทำงานให้เกิดความร่วมมือและการดำเนินงานภายใน มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (̅=4.13, S.D.= 0.65) ตารางที่ 4.8 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการอำนวยการ ด้านการอำนวยการ ระดับการปฏิบัติ (N=124) แปลผล อันดับ ̅ S.D. 1. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการ 4.34 0.71 มาก 1 2. มีการกำหนดระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติงานใน ทิศทางที่ต้องการ 4.21 0.67 มาก 2 3. มีการกำหนดทางเลือกได้หลายแนวทาง 4.09 0.61 มาก 3 เฉลี่ยรวม 4.21 0.66 มาก


34 จากตารางที่ 4.8 พบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการอำนวยการ โดยภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก (̅=4.21, S.D.= 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการ (̅=4.34, S.D.= 0.71) รองลงมา คือ มีการกำหนดระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติงานในทิศทางที่ต้องการ (̅=4.21, S.D.= 0.67) และมีการกำหนดทางเลือกได้หลายแนวทาง มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (̅=4.09, S.D.= 0.61) ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม (focus group discussion) แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศ การศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 จากการวิเคราะห์ระดับกระบวนการนิเทศของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษ ที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 รายด้านทั้ง 6 ด้าน คือ 1) การประเมิน สภาพงาน 2) การจัดลำดับความสำคัญของงาน 3) การออกแบบวิธีการทำงาน 4) การจัดสรรทรัพยากร 5) การประสานงาน 6) ด้านการอำนวยการ นำมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน นำไป เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ดังตารางที่ 4.3 จนถึงตารางที่ 4.8 และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อคำถามที่มี ค่าเฉลี่ยต่ำสุด พร้อมทั้งนำไปทำการสนทนากลุ่ม (focus group discussion) โดยเรียนเชิญผู้อำนวยการโรงเรียนและครูวิชาการ เพื่อหาแนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศของ โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 2 ซึ่งผลการวิเคราะห์แต่ละด้านสรุปได้ ดังนี้ 1. ด้านการประเมินสภาพงาน ผู้บริหารควรดูจากหน้าที่ความรับผิดชอบในการดำเนินงานหรือกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย ว่ามี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานมากน้อยเพียงใด เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ผู้บริหารควร ใส่ใจถึงกระบวนการทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อพิจารณาหาข้อบกพร่องจากการดำเนินงานรวมไปถึงการ สังเกตพฤติกรรมการทำงานของครูผู้สอนว่ามีเทคนิควิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร เป็นที่น่าสนใจสำหรับ ผู้เรียนหรือไม่ ทั้งนี้ผู้บริหารและครูควรมีการกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานเพื่อนำผลการประเมินไปเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ 2. ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ผู้บริหารควรมีการจัดลำดับความสำคัญของทางเลือกในการนิเทศการศึกษาในการวางแผน และ ดำเนินงานโดยสำรวจความต้องการของครู ทั้งนี้ผู้บริหารและครูควรมีเกณฑ์เพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหา เร่งแก้ปัญหาตามความเร่งด่วน และควรกำหนดทางเลือกอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของครูที่ต่างกัน 3. ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน ผู้บริหารควรศึกษาความรู้อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับการนิเทศ เพื่อจะได้นำหลักการแนวคิด ทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทการทำงาน และผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์


35 อันกว้างไกล มุ่งส่งเสริมให้ครูและบุคลากรพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ เกี่ยวกับวิธีเทคนิคการจัดการเรียนการสอน สร้างค่านิยมและทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานการนิเทศ การศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4. ด้านการจัดสรรทรัพยากร ผู้บริหารและคณะครูควรวางแผนและประชุมร่วมกัน เพื่อสำรวจความต้องการของครู โดยคำนึงถึง หลักประสิทธิภาพและความจำเป็น นำจุดที่ควรพัฒนาของแต่ละโครงการมาพิจารณาประกอบเพื่อใช้ในการ คาดคะเนการใช้ทรัพยากรตามความต้องการของครู โดยมีมติที่ประชุม ซึ่งผู้บริหารจะต้องพิจารณาและควบคุมการ ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงทีหากมีการจัดสรรไปแล้วแต่ไม่เพียงพอหรือมากเกิน ความจำเป็น 5. ด้านการประสานงาน ผู้บริหารควรมีการประสานงานและชี้แจงงานกับทุกฝ่ายก่อนการดำเนินงานทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการ ทำงานที่ซับซ้อน ทำให้การดำเนินงานราบรื่น อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจให้กับครูและบุคลากรใหม่ที่จะต้อง ปฏิบัติงาน สร้างความมั่นใจการปฏิบัติงาน ทำให้การดำเนินงานบรรลุ เป้าหมายที่ตั้งไว้ 6. ด้านการอำนวยการ ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการหาแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อตอบสนองความ ต้องการของครูและผู้เรียน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการนิเทศ ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการ กองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตารางที่ 4.9 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของ โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 2 รายการประเมิน ผลการประเมิน (N = 124) ระดับ ความพึงพอใจ อันดับ ̅ S.D. 1. ผู้นิเทศมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่นิเทศ 4.15 0.65 มาก 10 2. ผู้นิเทศมีเทคนิคและวิธีการนิเทศ ที่เหมาะสม 4.28 0.71 มาก 7 3. ระยะเวลาในการนิเทศ 4.05 0.68 มาก 12 4. ผู้นิเทศมีการวางแผนการนิเทศอย่างเป็น ระบบ 4.45 0.67 มาก 3 5. ผู้นิเทศเปิดโอกาสให้ผู้รับการนิเทศมีส่วน ร่วม 4.37 0.64 มาก 4 6. ผู้นิเทศรับฟังความคิดเห็นของผู้รับการ นิเทศ 4.32 0.59 มาก 6


36 รายการประเมิน ผลการประเมิน (N = 124) ระดับ ความพึงพอใจ อันดับ ̅ S.D. 7. ผู้นิเทศชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการ จัดการเรียนรู้ 4.19 0.73 มาก 9 8. ผู้นิเทศให้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข ข้อบกพร่อง 4.10 0.72 มาก 11 9. ประโยชน์ที่ได้รับจากการนิเทศ 4.48 0.64 มาก 2 10. ผลการนิเทศสามารถนำไปใช้ในการพัฒนา ผู้เรียน 4.27 0.61 มาก 8 11. ควรกำหนดให้มีการนิเทศอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ 4.35 0.65 มาก 5 12. ผู้นิเทศมีความเป็นกัลยาณมิตร 4.49 0.62 มาก 1 รวม 4.29 0.66 มาก จากตาราง 4.9 พบว่าบุคลากรมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (̅=4.29, S.D.= 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการ ปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ผู้นิเทศมีความเป็นกัลยาณมิตร (̅=4.49, S.D.= 0.62) รองลงมา ผู้นิเทศให้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขข้อบกพร่อง (̅=4.48, S.D.= 0.64) ผู้นิเทศมีการ วางแผนการนิเทศอย่างเป็นระบบ (̅=4.45, S.D.= 0.67) ผู้นิเทศเปิดโอกาสให้ผู้รับการนิเทศมีส่วนร่วม (̅=4.37, S.D.= 0.64) ควรกำหนดให้มีการนิเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ (̅=4.35, S.D.= 0.65) ผู้นิเทศรับฟังความคิดเห็น ของผู้รับการนิเทศ (̅=4.32, S.D.= 0.59) ผู้นิเทศมีเทคนิคและวิธีการนิเทศที่เหมาะสม (̅=4.28, S.D.= 0.71) ผลการนิเทศสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน (̅=4.27, S.D.= 0.61) ผู้นิเทศชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการ จัดการเรียนรู้ (̅=4.19, S.D.= 0.73) ผู้นิเทศมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่นิเทศ (̅=4.15, S.D.= 0.65) ผู้นิเทศ ให้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขข้อบกพร่อง (̅=4.10, S.D.= 0.72) ระยะเวลาในการนิเทศ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (̅=4.10, S.D.= 0.72)


37 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษ ที่ 21 สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 2) แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียน ในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 3) ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน/รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอน ทั้งสิ้น 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม จำนวน 1 ฉบับ แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการนิเทศตาม แนวคิดของแฮริส (Harris) ได้จำแนกไว้ 6 ด้านคือ 1) การประเมินสภาพงาน 2) การจัดลำดับความสำคัญของงาน 3) การออกแบบวิธีการทำงาน 4) การจัดสรรทรัพยากร 5) การ ประสานงาน 6) ด้านการอำนวยการ การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) แนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกอง ทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษ ที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 และ แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยได้รับข้อมูลกลับคืน 124 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งนำมาวิเคราะห์ข้อมูลในการ วิจัยครั้งนี้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ (f) ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) โดยวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป สรุปผลการวิจัย ในการวิจัยกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัยไว้ดังนี้ 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับ มาก ทั้ง 6 ด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการประสานงาน ด้านการจัดสรรทรัพยากร ด้านการอำนวยการ ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน และด้านการประเมินสภาพงาน 2. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกอง ทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ตามแบบสอบถามทั้ง 6 ด้าน มีข้อย่อยแต่ละด้านมีค่าสถิติอยู่ในระดับต่ำสุด จึงนำมาเป็นปัญหาในการสนทนากลุ่ม ( focus group discussion) โดยตัวแทนผู้บริหารของโรงเรียน และครูวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรีเขต 2 จำนวน 14 ท่าน ได้เสนอแนวทาง ดังนี้1) ด้านการประเมินสภาพงาน ผู้บริหารควรดู จากหน้าที่ความรับผิดชอบในการดำเนินงานหรือกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย ว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการ ดำเนินงานมากน้อยเพียงใด เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ผู้บริหารควร ใส่ใจถึงกระบวนการทำงานอย่างเป็น ลำดับขั้นตอน เพื่อพิจารณาหาข้อบกพร่องจากการดำเนินงานรวมไปถึงการสังเกตพฤติกรรมการทำงานของครูผู้สอน


38 ว่ามีเทคนิควิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้เรียนหรือไม่ ทั้งนี้ผู้บริหารและครูควรมีการ กำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานเพื่อนำผลการประเมินไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 2) ด้านการจัดลำดับความสำคัญ ของงาน ผู้บริหารควรมีการจัดลำดับความสำคัญของทางเลือกในการนิเทศการศึกษาในการวางแผน และดำเนินงาน โดยสำรวจความต้องการของครู ทั้งนี้ผู้บริหารและครูควรมีเกณฑ์เพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหาเร่งแก้ปัญหา ตามความเร่งด่วน และควรกำหนดทางเลือกอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของครูที่ต่างกัน 3) ด้านการออกแบบ วิธีการทำงาน ผู้บริหารควรศึกษาความรู้อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับการนิเทศ เพื่อจะได้นำหลักการแนวคิด ทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทการทำงาน และผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ อันกว้างไกล มุ่งส่งเสริมให้ครูและบุคลากรพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ เกี่ยวกับวิธีเทคนิคการจัดการเรียนการสอน สร้างค่านิยมและทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานการนิเทศ การศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4) ด้านการ จัดสรรทรัพยากร ผู้บริหารและคณะครูควรวางแผนและประชุมร่วมกัน เพื่อสำรวจความต้องการของครู โดยคำนึงถึง หลักประสิทธิภาพและความจำเป็น นำจุดที่ควรพัฒนาของแต่ละโครงการมาพิจารณาประกอบเพื่อใช้ในการ คาดคะเนการใช้ทรัพยากรตามความต้องการของครู โดยมีมติที่ประชุม ซึ่งผู้บริหารจะต้องพิจารณาและควบคุมการ ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงทีหากมีการจัดสรรไปแล้วแต่ไม่เพียงพอหรือมากเกิน ความจำเป็น 5) ด้านการประสานงาน ผู้บริหารควรมีการประสานงานและชี้แจงงานกับทุกฝ่ายก่อนการดำเนินงาน ทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซับซ้อน ทำให้การดำเนินงานราบรื่น อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจให้กับครู และบุคลากรใหม่ที่จะต้องปฏิบัติงานสร้างความมั่นใจการปฏิบัติงานทำให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6) ด้านการอำนวยการ ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการหาแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อตอบสนอง ความต้องการของครูและผู้เรียน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการนิเทศ 3. ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 พบว่าบุคลากรมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของ โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ผู้นิเทศมีความเป็นกัลยาณมิตร รองลงมา ผู้นิเทศให้ข้อเสนอแนะแนว ทางแก้ไขข้อบกพร่อง ผู้นิเทศมีการวางแผนการนิเทศอย่างเป็นระบบ ผู้นิเทศเปิดโอกาสให้ผู้รับการนิเทศมีส่วนร่วม ควรกำหนอให้มีการนิเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ผู้นิเทศรับฟังความคิดเห็นของผู้รับการนิเทศ ผู้นิเทศมีเทคนิคและ วิธีการนิเทศที่เหมาะสม ผลการนิเทศสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ผู้นิเทศชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการ จัดการเรียนรู้ ผู้นิเทศมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่นิเทศ ผู้นิเทศให้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขข้อบกพร่อง ระยะเวลาในการนิเทศ มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด การอภิปรายผล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ มีหลายประเด็นที่ควรนำมาพิจารณา เพื่อให้ทราบสภาพแท้จริง ที่เป็นไปได้ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงอภิปรายผลการวิจัยดังนี้ 1. จากผลการวิจัย พบว่ากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ ในระดับ มาก ทั้ง 6 ด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการประสานงาน ด้านการจัดสรรทรัพยากร


39 ด้านการอำนวยการ ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน และด้านการประเมิน สภาพงาน ผลดังกล่าวสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกอง ทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 อยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทั้ง 6 ด้านดังนี้ 1.1 ด้านการประเมินสภาพงาน ผลการวิจัยกระบวนการนิเทศ พบว่า เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน ด้านการประเมินสภาพงานอยู่ในระดับมาก แต่มีค่าสถิติต่ำที่สุด เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะบางโรงเรียนนำข้อมูลมา วิเคราะห์เปรียบเทียบการดำเนินงานแต่อาจจะไม่ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับ จุฬารักษ์ โคตร จักร ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง กระบวนการนิเทศ การศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 9 ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัด สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 พบว่าผู้บริหารควรตระหนักในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยศึกษา หรือ พิจารณาจากบริบทโรงเรียน การเปรียบเทียบพฤติกรรมการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรใน สถานศึกษา 1.2 ด้านการจัดความสำคัญของงาน ผลการวิจัยพบว่า การจัดลำดับความสำคัญของงาน อยู่ใน ระดับมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้บริหารมีการกำหนดจุดประสงค์และเป้าหมายในการนิเทศ ส่งผลให้ครู และ บุคลากรปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่ผู้บริหารตั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกับ อนงค์ จันทร์หอม ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในกลุ่มตำบล ยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในกลุ่มตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมและราย ด้านอยู่ในระดับมาก 1.3 ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน ผลการวิจัย พบว่า การออกแบบวิธีการทำงานอยู่ใน ระดับ มาก เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้บริหารมีการวางแผน โดยเขียนเป็นโครงการหรือแผนปฏิบัติการ นิเทศของโรงเรียน เพื่อให้ครูมีการเตรียมความพร้อมในการรับการนิเทศ นอกจากนี้ ผู้บริหารมีการ กำหนดลักษณะงานให้เหมาะสม กับครูที่รับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับ ปาจัค (Pajak) ได้ทำการวิจัยโดย การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ นิเทศการศึกษาโดยคำนึงถึงองค์ประกอบด้านความรู้เจตคติและทักษะที่เกี่ยวกับการปรับปรุงการจัดการเรียนการ สอนของผู้บริหารสถานศึกษา อาทิ การวางแผน การจัดบุคลากร การพัฒนาบุคลากร การประชุมการนิเทศ และ ประเมินผลการนิเทศ 1.4 ด้านการจัดสรรทรัพยากร ผลการวิจัยพบว่า การจัดสรรทรัพยากรอยู่ในระดับมาก เหตุที่เป็น เช่นนี้เพราะมี ผู้บริหารสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้อง กับ ต่อศักดิ์ เนียมวิลัย ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการนิเทศภายในรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครสวรรค์ เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารควรอำนวยความ สะดวก ในการจัดหาสื่อให้เพียงพอ และเหมาะสม กับการจัดการเรียนการสอน 1.5 ด้านการประสานงาน ผลการวิจัยพบว่า ด้านการประสานงาน อยู่ในระดับมาก เหตุ ที่เป็น เช่นนี้เพราะ ผู้บริหารตระหนักและเห็นความสำคัญการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในองค์กร การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลให้ดีจนเกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือครูด้านการ จัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับ คัทซียูบะ (Kutsyuruba) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการจัดการนิเทศใน โรงเรียนของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ผลการวิจัย พบว่า การนิเทศภายในเป็นปัจจัยหนึ่งในการปรับปรุงพฤติกรรม ของครูผู้สอนโดยเริ่มต้นจากการ สนับสนุนครูผู้สอน ต้องได้รับการนิเทศภายใน โดยการให้คำแนะนำ การ


40 สนับสนุน และการให้ความ ช่วยเหลือครูเพื่อให้ครูผู้สอนได้รับการนิเทศภายในอย่างถูกต้องซึ่งส่งผลให้คุณภาพ การศึกษาของ นักเรียนดียิ่งขึ้น 1.6 ด้านอำนวยการ ผลการวิจัยพบว่า ด้านอำนวยการ อยู่ในระดับมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ ผู้บริหารมีการแต่งตั้งบุคลากรที่มีความเหมาะสมกับภาระงาน คำนึงถึงความแตกต่างและ ความสามารถของครู และบุคลากรที่แตกต่างกัน มีการกำหนดแนวทางหรือระเบียบในการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับ อนงค์ จันทร์หอม ได้ทำการวิจัยเรื่องกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนใน กลุ่มตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ผลการวิจัยพบว่า ด้านอำนวยการ ผู้บริหารควรมีการ กำหนดทางเลือกหลากหลายแนวทาง และให้ครูมีโอกาส แสดงความคิดเห็นร่วมกันส่งผลให้การ ดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ 2. การพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 แต่ละด้านควรได้รับการพัฒนาดังนี้ 1) ด้าน การประเมินสภาพงาน ผู้บริหารควรดูจากหน้าที่ความรับผิดชอบในการดำเนินงานหรือกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย ว่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานมากน้อยเพียงใด เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ผู้บริหารควร ใส่ใจถึงกระบวนการทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อพิจารณาหาข้อบกพร่องจากการดำเนินงานรวมไปถึงการ สังเกตพฤติกรรมการทำงานของครูผู้สอนว่ามีเทคนิควิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร เป็นที่น่าสนใจสำหรับ ผู้เรียนหรือไม่ ทั้งนี้ผู้บริหารและครูควรมีการกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานเพื่อนำผลการประเมินไปเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ 2) ด้านการจัดลำดับความสำคัญของงาน ผู้บริหารควรมีการจัดลำดับความสำคัญของทางเลือกในการนิเทศ การศึกษาในการวางแผน และดำเนินงานโดยสำรวจความต้องการของครู ทั้งนี้ผู้บริหารและครูควรมีเกณฑ์เพื่อ จัดลำดับความสำคัญของปัญหาเร่งแก้ปัญหาตามความเร่งด่วน และควรกำหนดทางเลือกอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความ ต้องการของครูที่ต่างกัน 3) ด้านการออกแบบวิธีการทำงาน ผู้บริหารควรศึกษาความรู้อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับ หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับการนิเทศ เพื่อจะได้นำหลักการแนวคิด ทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ บริบทการทำงาน และผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล มุ่งส่งเสริมให้ครูและบุคลากรพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ เกี่ยวกับวิธีเทคนิคการจัดการเรียนการสอนสร้างค่านิยมและทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานการนิเทศ การศึกษาให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4) ด้านการจัดสรรทรัพยากร ผู้บริหารและคณะครูควรวางแผนและประชุมร่วมกัน เพื่อสำรวจความต้องการของครู โดยคำนึงถึงหลักประสิทธิภาพและความจำเป็น นำจุดที่ควรพัฒนาของแต่ละ โครงการมาพิจารณาประกอบเพื่อใช้ในการคาดคะเนการใช้ทรัพยากรตามความต้องการของครู โดยมีมติที่ประชุม ซึ่งผู้บริหารจะต้องพิจารณาและควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงทีหากมี การจัดสรรไปแล้วแต่ไม่เพียงพอหรือมากเกินความจำเป็น 5) ด้านการประสานงาน ผู้บริหารควรมีการประสานงาน และชี้แจงงานกับทุกฝ่ายก่อนการดำเนินงานทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซับซ้อน ทำให้การดำเนินงานราบรื่น อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจให้กับครูและบุคลากรใหม่ที่จะต้องปฏิบัติงานสร้างความมั่นใจการปฏิบัติงานทำ ให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้6) ด้านการอำนวยการ ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการหา แนวทางการแก้ปัญหา เพื่อตอบสนองความต้องการของครูและผู้เรียน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการ นิเทศ 3. บุคลากรของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบุรี เขต 2 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับ ศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก


41 สอดคล้องกับ ชาญณรงค์ ส่งแสงรัตน (2565 : ก) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การศึกษาความพึงพอใจต่อการนิเทศภายใน สถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนสตรีปากพนัง พบว่า ผลการประเมินความพึง พอใจต่อการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการสถานศึกษามีคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.77- 4.69 ค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ การนิเทศภายในโดยมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ สถานศึกษา ที่มีความสอดคล้องเหมาะสมตามบริบทของ โรงเรียนสตรีปากพนังอยู่ในระดับมากทุกข้อ ข้อเสนอแนะของการวิจัย จากการศึกษากระบวนการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สำหรับศตวรรษ ที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการ พัฒนา กระบวนการนิเทศให้สถานศึกษามีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นแนวทางในการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ควรวิเคราะห์สภาพปัญหาและสภาพแวดล้อม เพื่อใช้ในการวางแผนการนิเทศ การศึกษาแบบระยะ ยาวและควรกำหนดค่าเป้าหมายร่วมกัน 2. ควรจัดทำคู่มือหรือเอกสารเพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน 3. ควรมีการจัดแบ่งทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับโครงการหรือการปฏิบัติงานที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ 4. ควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีการอบรมหรือให้ความรู้ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรพัฒนาตนเองให้ เท่าทันเทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการสอนที่น่าสนใจและทันสมัย ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาวิจัยที่เน้นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งที่เป็นปัญหา โดยอาจวิจัยในระดับโรงเรียน ศูนย์เครือข่าย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่สามารถนำไปพัฒนาการดำเนินการกระบวนการ นิเทศการศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้ง 2. ควรมีการวิจัยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการนิเทศการศึกษาของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 3. ศึกษากระบวนการนิเทศของโรงเรียนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ


42 บรรณานุกรม กลุ่มงานนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา. คู่มือนิเทศภายในโรงเรียน. 2555 คณะกรรมการคุรุสภา, มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, 2557) จุฬารักษ์ โคตรจักร. “กระบวนการนิเทศการศึกษาในโรงเรียนภัทรญาณวิทยา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9” (วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหาร การศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2563). ง. จอมพงศ์ มงคลวนิช, การบริหารองค์การและบุคลากรทางการศึกษา (กรุงเทพฯ: บริษัท วีพริ้นท์ (1991) จำกัด , 2555) ชาญณรงค์ ส่งแสงรัตน. การศึกษาความพึงพอใจต่อการนิเทศภายในสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วม ของ คณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนสตรีปากพนัง.2565. ชุติมา แย้มจ่าเมือง “กระบวนการนิเทศที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของครูโรงเรียน เอกชน ในกรุงเทพมหานคร” (วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหาร การศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554). ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ และรมญ์รัมภา ณัฐธัญอดิรุจ “การวิจัยและพัฒนาแบบจำลองกระบวน ทัศน์ทางการนิเทศ การศึกษา ในโรงเรียนประถมศึกษาที่คัดสรร เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางการนิเทศ การศึกษาใน ทศวรรษใหม่”, วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ อุตรดิตถ์ปีที่10, ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563) ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ และรมญ์รัมภา ณัฐธัญอดิรุจ. การวิจัยและพัฒนาแบบจำลองกระบวน ทัศน์ทางการนิเทศ การศึกษา ในโรงเรียนประถมศึกษาที่คัดสรรเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางการนิเทศ การศึกษาใน ทศวรรษใหม่, วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎ อุตรดิตถ์ ปีที่10, ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563). ดวงพร รินแจ่ม. (2557). การพัฒนาชุดกิจกรรมคำภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทยชั้น มัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน. (สำเนาเย็บเล่ม) ต่อศักดิ์ เนียมวิลัย. “แนวทางการนิเทศภายในรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3” (ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหาร การศึกษา บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, 2559), นฤมล จำอินทร์. (2557). การพัฒนาการเรียนการสอน เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน. (สำเนาเย็บ เล่ม). ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ, การนิเทศการศึกษา, (ราชบุรี : โรงพิมพ์ศรีอักษร, 2557) ปัญภัคร ตาจ๊ะ. (2557). ความพึงพอใจของครูต่อการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารกลุ่มเครือข่าย พัฒนา คุณภาพการศึกษาสามัคคี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 6. การ ค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยรามคําแหง. พรรณภา มหาวิชา, “กระบวนการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล สังกัดกรุงเทพมหานคร” (วิทยานิพนธปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557).


Click to View FlipBook Version