The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนที่ความคิด (mind mapping)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piyaboot253, 2021-03-31 11:20:26

งานวิจัย

1. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนที่ความคิด (mind mapping)

งานวิจยั ในชน้ั เรียน

เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรอื่ ง ภูมศิ าสตร์ทวีปเอเชยี
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ก่อนเรยี นและหลังเรียนดว้ ยกจิ กรรมการเรยี นรู้
โดยใช้แผนท่ีความคิด (mind mapping)

โดย
นายปยิ ะบตุ ร จติ รช่วย

ตำแหน่ง ครู
กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

โรงเรียนมกุ ดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร
สำนกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 22

2

บทที่ 1

บทนำ

ควำมสำคญั และควำมเป็ นมำ

พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ระบุวา่ การจดั การศึกษาตอ้ ง
ยดึ หลกั วา่ ผเู้ รียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ และถือวา่ ผเู้ รียนมีความสาคญั
ท่ีสุด กระบวนการจดั การศึกษาตอ้ งส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเตม็ ตาม
ศกั ยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2544 : 35) ฉะน้นั การจดั การเรียนรู้ครูจาเป็นตอ้ งเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมการเรียนการสอนโดยลดบทบาทจากการที่ครูยดึ ตนเองเป็นสาคญั มาเป็นการวางแผนการ
จดั กิจกรรมเพื่อใหน้ กั เรียนเกิดการเรียนรู้ดว้ ยตนเองใหม้ ากท่ีสุด มาตรา 23(2) เนน้ การจดั การศึกษา
ในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั ใหค้ วามสาคญั ของการบรู ณาการความรู้ คณุ ธรรม
กระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของระดบั การศึกษา โดยเฉพาะความรู้และทกั ษะดา้ น
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมท้งั ความรู้ ความเขา้ ใจและประสบการณ์เร่ืองการจดั การ การ
บารุงรักษาและการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรธรรมและส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งสมดุลยงั่ ยนื และมาตรา 24
ไดร้ ะบุใหส้ ถานศึกษาและหน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งดาเนินการจดั เน้ือหาสาระและกิจกรรมใหส้ อดคลอ้ ง
กบั ความสนใจและความถนดั ของผเู้ รียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล ฝึ กทกั ษะ
กระบวนการคดิ การจดั การ การเผชิญสถานการณ์และการประยกุ ตค์ วามรู้มาใชเ้ พอื่ ป้องกนั และ
แกไ้ ขปัญหาจดั กิจกรรมใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบตั ิใหท้ าได้ คิดเป็น ทา
เป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อยา่ งตอ่ เน่ือง ส่งเสริมสนบั สนุนใหผ้ สู้ อนสามารถจดั บรรยากาศ
สภาพแวดลอ้ มส่ือการเรียน และอานวยความสะดวกเพือ่ ใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้
(สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2544 : 26 - 28)

โดยจุดมุ่งหมายของหลกั สูตรม่งุ พฒั นาคนไทยใหม้ ีคณุ ภาพและศกั ยภาพในการพฒั นา
ตนเองและพฒั นาสงั คม และกาหนดสาระการเรียนรู้ของหลกั สูตรไว้ 8 กลุ่มสาระ คือ ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สุขศึกษา และพละศึกษา ศิลปะ
การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาตา่ งประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2544 : 4-5)
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม เป็นกลุ่มสาระท่ีตอ้ งเรียนตลอด 12 ปี
การศึกษา ต้งั แต่ระดบั ประถมศึกษาจนถึงระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้
ท่ีมีลกั ษณะเป็นสหวทิ ยาการ โดยนาวิทยาการจากแขนงวชิ าตา่ งๆ ในสาขาสังคมศาสตร์มาหลอม

3

รวมเขา้ ดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ ภมู ิศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ จริยธรรม ประชากรศึกษา
ส่ิงแวดลอ้ มศึกษา รัฐศาสตร์ สงั คมวทิ ยา ปรัชญาและศาสนา กล่มุ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรม จึงเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมศกั ยภาพการเป็นพลเมืองดีใหแ้ ก่
ผเู้ รียน โดยมีเป้าหมายของการพฒั นาความเป็นพลเมืองดี ซ่ึงถือเป็นความรับผดิ ชอบของทกุ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ดว้ ยเช่นกนั (กรมวิชาการ. 2544 : 3)

ภูมิศาสตร์จดั เป็นสาระการเรียนรู้หน่ึงในกล่มุ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม มีขอบข่ายการเรียนรู้ท่ีมีสาระหลกั เป็นความคิดรวบยอดท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ศาสตร์ตา่ งๆ หลาย
ศาสตร์ คือ ภมู ิศาสตร์ สิ่งแวดลอ้ ม ประวตั ิศาสตร์ มานุษยวทิ ยา ที่มงุ่ ใหม้ ีความเขา้ ใจในเรื่องมิติ
สัมพนั ธท์ างภูมิศาสตร์กบั สภาพแวดลอ้ มต่างๆที่ปรากฏอยบู่ นโลก ความสมั พนั ธต์ อ่ กนั และกนั และ
ต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ การจดั การเรียนรู้ตอ้ งให้ผเู้ รียนไดร้ ู้จกั ตนเอง แสวงหาความรู้และ
ประสบการณ์ในการศึกษาความสัมพนั ธ์ของมนุษยก์ บั สิ่งแวดลอ้ มในเชิงมิติสมั พนั ธ์ ท้งั ในส่วนของ
ประเทศไทยกบั โลกที่เราอาศยั อยู่ มีความสามารถที่จะอธิบายลกั ษณะตาแหน่ง แหลง่ ที่ แบบแผน
และกระบวนการต่างๆท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การศึกษา ปรากฏการณ์ของสิ่งแวดลอ้ มธรรมชาติ และ
วฒั นธรรม คิดวิเคราะห์และตดั สินปัญหาต่างๆที่มีผลต่อสงั คม คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดลอ้ มที่
เก่ียวขอ้ งกบั ผลประโยชน์ของชาติและผลกระทบที่มีตอ่ โลก (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546 : 6)

ปัจจุบนั ปัญหาการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียน
มกุ ดาหาร อาเภอเมือง จงั หวดั มุกดาหาร ซ่ึงประสบปัญหาการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน
ในวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม โดยเฉพาะในสาระการเรียนรู้ภมู ิศาสตร์ ซ่ึงปัจจุบนั การ
จดั กิจกรรมการเรียนการสอนในสาระดงั กล่าวยงั ไม่สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาสาระของวิชา ซ่ึงเป็นเน้ือหา
ที่จาเป็นตอ้ งอาศยั กระบวนการคิดอยา่ งมีเหตุมีผล มีวิจารณญาณ นาขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากการศึกษามาช่วย
ในการตดั สินปัญหาทางภมู ิศาสตร์อยา่ งมีเหตมุ ีผล มีหลกั เกณฑแ์ ละรอบคอบ ซ่ึงการจดั กิจกรรมการ
เรียนการสอนในปัจจุบนั ยงั ขาดการพฒั นาทกั ษะกระบวนการคิด ครูผสู้ อนยงั เนน้ ใหน้ กั เรียนทอ่ งจา
และยงั ยดึ ครูผสู้ อนเป็นศูนยก์ ลาง นกั เรียนขาดทกั ษะในการนาขอ้ มลู ทางภูมิศาสตร์มาช่วยในการ
ตดั สินปัญหา อยา่ งมีเหตมุ ีผล มีหลกั เกณฑแ์ ละความรอบคอบ การท่ีนกั เรียนขาดทกั ษะการคิดอยา่ ง
มีเหตุผล โดยเฉพาะทกั ษะการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ ทาใหน้ กั เรียนเกิดความเบื่อหน่าย และไม่
สามารถเขา้ ใจเน้ือหาการเรียนรู้สาระภูมิศาสตร์ไดอ้ ยา่ งลึกซ้ึง ขาดเหตุผล และเกณฑท์ ่ีใชใ้ นการเลือก
และการตดั สินใจอยา่ งมีประสิทธิภาพ ทาใหก้ ารจดั กิจกรรมการเรียนการสอนไมเ่ ป็นไปตามความ
ม่งุ หมาย ส่งผลทาใหผ้ ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนอยใู่ นระดบั ต่ากวา่ เกณฑท์ ่ีต้งั ไว้ ซ่ึงจากสภาพปัญหา
การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม โดยเฉพาะในสาระภมู ิศาสตร์

4

ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 จึงควรหาวิธีการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือพฒั นาทกั ษะการ
คิดของผเู้ รียน โดยเฉพาะทกั ษะการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ ซ่ึงจะช่วยพฒั นากิจกรรมการเรียนการสอน
และช่วยพฒั นาทกั ษะการคดิ ของผเู้ รียน ซ่ึงสามารถนาไปใชใ้ นการเรียนการสอนในรายวิชาตา่ งๆ

เทคนิคแผนท่ีความคิด (Mind mapping technique) เป็นวธิ ีหน่ึงในการพฒั นาความคดิ
วเิ คราะหท์ ่ีบซู าน (Buzan. 1997: 31) เป็นผพู้ ฒั นาข้ึนมาในปี ค.ศ 1970 โดยพยายามจาลองการ
ทางานของสมองลงบนแผน่ กระดาษ ซ่ึงเขาเชื่อวา่ การคิดของมนุษยม์ ีการเชื่อมโยงกนั เป็นร่างแหทุก
ทิศทกุ ทางไมม่ ีที่สิ้นสุด เป็นการคดิ แบบรอบทิศทาง (radiant thinking) ในการใชเ้ ทคนิคดงั กล่าว
อาศยั การกาหนดสัญลกั ษณ์ คาสาคญั หรือคาหลกั และเช่ือมโยงความคิดเหลา่ น้นั ร่วมกนั รวมท้งั มี
การขยายความคิดไดท้ กุ ทิศทางในปริมาณไม่จากดั ตามตอ้ งการ การใชเ้ ทคนิคแผนที่ความคดิ
สามารถใชป้ ระโยชนใ์ นกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การจดบนั ทึก การวางแผน การตดั สินใจ การแก้
ปัญหา เป็นตน้

จากหลกั การและเหตผุ ลขา้ งตน้ ผวู้ ิจยั จึงมีความสนใจท่ีจะนาการสอนโดยการจดั กิจกรรม
การเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั ความคดิ (Mind Mapping)มาใชใ้ นการศึกษาวจิ ยั การจดั กิจกรรมการเรียน
เร่ือง ภูมิศาสตร์ประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี
ที่ 1 ท้งั น้ีเพ่อื เป็นการส่งเสริมการเรียนการสอนให้เป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ พฒั นาทกั ษะ
กระบวนการคดิ ท้งั ยงั เป็นการส่งเสริมการนานวตั กรรมการศึกษามาใชพ้ ฒั นาการเรียนการสอนต่อไป

ควำมม่งุ หมำยของกำรศึกษำค้นคว้ำ

เพอื่ เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวปี เอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้
สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยกิจกรรมการ
เรียนรู้โดยใชแ้ ผนท่ีความคิด

ควำมสำคญั ของกำรศึกษำค้นคว้ำ

ผลการศึกษาคร้ังน้ี ทาใหไ้ ดแ้ นวคิดในการใชเ้ ทคนิคแผนท่ีความคิดประกอบการเรียนการ
สอนภูมิศาสตร์เพอื่ เป็นแนวทางสาหรับครูท่ีจะนาไปใชป้ ระยกุ ตก์ บั การเรียนการสอนในบทเรียน
อ่ืนๆ เพือ่ ให้เกิดประสิทธิภาพตอ่ ไป

5

สมมตฐิ ำนของกำรศึกษำค้นคว้ำ

นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 หลงั ไดร้ ับการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนที่ความคดิ เร่ือง ภูมิศาสตร์
มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน

ขอบเขตของกำรศึกษำค้นคว้ำ

1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากรเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ท่ีเรียนในภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2562

โรงเรียนมกุ ดาหาร อาเภอเมืองมกุ ดาหาร จงั หวดั มกุ ดาหาร จานวน 78 คน จาก 10 หอ้ งเรียน
กลุ่มตวั อยา่ งเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1/5 ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา

2562 โรงเรียนมกุ ดาหาร อาเภอเมืองมกุ ดาหาร จงั หวดั มุกดาหาร จานวน 40 คน ไดม้ าโดยการ
เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

2. ตวั แปรที่ใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้ มีดงั น้ี
2.1 ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนท่ีความคดิ
2.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ภมู ิศาสตร์

3. เน้ือหาท่ีใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้ ไดแ้ ก่ เน้ือหาวชิ าสังคมศึกษา เรื่อง ภมู ิศาสตร์
ประเทศไทย ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พ.ศ.2551 ฉบบั ปรับปรุง 2561

4. ระยะเวลาในการศึกษาคน้ ควา้ ดาเนินการศึกษาคน้ ควา้ ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา
2562 ใชเ้ วลา 18 ชว่ั โมง

นยิ ำมศัพท์เฉพำะ

1. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนท่ีความคดิ หมายถึง การจดั กิจกรรมการเรียนการ
สอนโดยนาการใชแ้ ผนผงั ความคิด มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน โดยแบง่
กิจกรรมการเรียนการสอนออกเป็น 5 ข้นั ตอนดงั ตอ่ ไปน้ี

ข้นั ท่ี 1 ข้นั นาเขา้ สู่บทเรียนโดยการกระตุน้ ความสนใจของผเู้ รียน
ข้นั ท่ี 2 ข้นั การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยจดั กิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนท่ี
กาหนด
ข้นั ท่ี 3 นกั เรียนสร้างความรู้ดว้ ยตนเองโดยใช้แผนผงั ความคดิ ในการพฒั นาความเขา้ ใจ

6

ข้นั ที่ 4 นกั เรียนนาเสนอผลงานโดยใชแ้ ผนผงั ความคดิ ในการนาเสนอเน้ือหาท่ีไดศ้ ึกษา
ข้นั ที่ 5 ข้นั สรุปกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่อื นามาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวนั
ของตน
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนกั เรียนที่ไดจ้ ากการทาแบบทดสอบ
เร่ือง ภูมิศาสตร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ที่ผรู้ ายงานสร้างข้ึนเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4
ตวั เลือก จานวน 30 ขอ้

7

บทท่ี 2

เอกสำรและงำนวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง

ในการศึกษาคร้ังน้ี ผรู้ ายงานไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ งและไดน้ าเสนอ
ตามลาดบั หวั ขอ้ ต่อไปน้ี

1. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม

2. เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั แผนท่ีความคดิ
3. เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
4. งานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง

หลกั สูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้สังคมศึกษำ ศำสนำ
และวฒั นธรรม

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุม่ สาระการเรียนรู้สงั คม
ศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ : 2 -105)

กรมวชิ าการ (2546 : 199 – 200) ไดส้ รุปวา่ สงั คมโลกมีการเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็ว
ตลอดเวลา กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ช่วยใหน้ กั เรียนมีความรู้ ความ
เขา้ ใจ วา่ มนุษยด์ ารงชีวิตอยา่ งไร ท้งั ในฐานะปัจเจกบคุ คล และการอยรู่ ่วมกนั ในสังคม การปรับตวั
ตามสภาพแวดลอ้ ม การจดั การทรัพยากรท่ีมีอยอู่ ยา่ งจากดั นอกจากน้ี ยงั ช่วยใหน้ กั เรียนเขา้ ใจถึงการ
พฒั นา เปล่ียนแปลงตามยคุ สมยั กาลเวลา ตามเหตปุ ัจจยั ต่างๆ ทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจในตนเองและผอู้ ื่น
มีความอดทน อดกล้นั ยอมรับในความแตกตา่ ง และมีคุณธรรม สามารถนาความรู้ไปปรับใชใ้ นการ
ดาเนินชีวติ เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ และสงั คมโลก

กรมวิชาการ (2546 : 199 – 200) ไดส้ รุปวา่
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรมวา่ ดว้ ยการอยู่ร่วมกนั ในสงั คม ท่ี
มีความเช่ือมสมั พนั ธ์กนั และมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งหลากหลาย เพ่ือช่วยใหส้ ามารถปรับตนเองกบั
บริบทสภาพแวดลอ้ มเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทกั ษะ คณุ ธรรม และค่านิยมท่ี
เหมาะสม โดยไดก้ าหนดสาระต่างๆไว้ ดงั น้ี

8

ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพ้นื ฐานเก่ียวกบั ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนบั ถือ การนาหลกั ธรรมคาสอนไปปฏิบตั ิในการ
พฒั นาตนเอง และการอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันติสุข เป็นผกู้ ระทาความดี มีคา่ นิยมท่ีดีงาม พฒั นาตนเองอยู่
เสมอ รวมท้งั บาเพญ็ ประโยชนต์ อ่ สงั คมและส่วนรวม

หนา้ ที่พลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสงั คม
ปัจจุบนั การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ ลกั ษณะและ
ความสาคญั การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวฒั นธรรม คา่ นิยม ความเชื่อ
ปลกู ฝังค่านิยมดา้ นประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ สิทธิ หนา้ ที่ เสรีภาพการ
ดาเนินชีวิตอยา่ งสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก

เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินคา้ และบริการ การบริหาร
จดั การทรัพยากรที่มีอยู่อยา่ งจากดั อยา่ งมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอยา่ งมีดุลยภาพ และการนาหลกั
เศรษฐกิจพอเพยี งไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั

ประวตั ิศาสตร์ เวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์ วิธีการทางประวตั ิศาสตร์
พฒั นาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบนั ความสัมพนั ธแ์ ละเปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณ์ต่างๆ
ผลกระทบท่ีเกิดจากเหตกุ ารณ์สาคญั ในอดีต บุคคลสาคญั ท่ีมีอิทธิพลต่อการเปล่ียนแปลงตา่ งๆในอดีต
ความเป็นมาของชาติไทยวฒั นธรรมและภมู ิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่สาคญั ของโลก

ภมู ิศาสตร์ ลกั ษณะของโลกทางกายภาพ ลกั ษณะทางกายภาพ แหลง่ ทรัพยากร และ
ภมู ิอากาศของประเทศไทย และภมู ิภาคต่างๆ ของโลก การใชแ้ ผนท่ีและเครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ความสมั พนั ธก์ นั ของส่ิงตา่ งๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพนั ธ์ของมนุษยก์ บั สภาพแวดลอ้ มทาง
ธรรมชาติ และส่ิงที่มนุษยส์ ร้างข้ึน การนาเสนอขอ้ มลู ภมู ิสารสนเทศ การอนุรักษส์ ่ิงแวดลอ้ มเพื่อการ
พฒั นาที่ยง่ั ยนื

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
สาระท่ี 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเขา้ ใจประวตั ิ ความสาคญั ศาสดา หลกั ธรรมของ

พระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนบั ถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาท่ีถกู ตอ้ ง ยดึ มนั่ และปฏิบตั ิตาม
หลกั ธรรมเพือ่ อยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันติสุข

มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนกั และปฏิบตั ิตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธารงรักษา
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนบั ถือ

สาระท่ี 2 หนา้ ที่พลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนินชีวติ ในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏิบตั ิตนตามหนา้ ที่ของการเป็นพลเมืองดี มีคา่ นิยมที่

ดีงาม และธารงรักษาประเพณีและวฒั นธรรมไทย ดารงชีวิตอยู่ร่วมกนั ในสังคมไทย และสงั คมโลก

9

อยา่ งสนั ติสุข
มาตรฐาน ส 2.2 เขา้ ใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบนั ยดึ มนั่ ศรัทธา

และธารงรักษาไวซ้ ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ ทรงเป็นประมุข
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เขา้ ใจและสามารถบริหารจดั การทรัพยากรในการผลิตและการ

บริโภคการใชท้ รัพยากรท่ีมีอยู่จากดั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพและคมุ้ ค่า รวมท้งั เขา้ ใจหลกั การของ
เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดารงชีวิตอยา่ งมีดุลยภาพ

มาตรฐาน ส 3.2 เขา้ ใจระบบ และสถาบนั ทางเศรษฐกิจตา่ ง ๆ ความสมั พนั ธ์ทาง
เศรษฐกิจและความจาเป็นของการร่วมมือกนั ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก

สาระที่ 4 ประวตั ิศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เขา้ ใจความหมาย ความสาคญั ของเวลาและยคุ สมยั ทาง

ประวตั ิศาสตร์ สามารถใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์มาวิเคราะหเ์ หตุการณ์ตา่ งๆ อยา่ งเป็นระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เขา้ ใจพฒั นาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบนั ในดา้ น

ความสัมพนั ธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณ์อยา่ งต่อเน่ือง ตระหนกั ถึงความสาคญั และสามารถ
วเิ คราะหผ์ ลกระทบท่ีเกิดข้ึน

มาตรฐาน ส 4.3 เขา้ ใจความเป็นมาของชาติไทย วฒั นธรรม ภมู ิปัญญาไทย มีความ
รักความภูมิใจและธารงความเป็ นไทย

สาระที่ 5 ภมู ิศาสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เขา้ ใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพนั ธ์ของสรรพส่ิง

ซ่ึงมีผลตอ่ กนั และกนั ในระบบของธรรมชาติ ใชแ้ ผนท่ีและเครื่องมือทางภมู ิศาสตร์ ในการคน้ หา
วิเคราะห์ สรุปและใชข้ อ้ มูลภมู ิสารสนเทศอยา่ งมีประสิทธิภาพ

มาตรฐาน ส 5.2 เขา้ ใจปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมนุษยก์ บั สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพท่ี
ก่อใหเ้ กิดการสร้างสรรคว์ ฒั นธรรม มีจิตสานึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทรัพยากรและ
ส่ิงแวดลอ้ มเพือ่ การพฒั นาท่ียง่ั ยนื

10

เอกสำรและงำนวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้องกบั แผนที่ควำมคิด

จากการศึกษาคาวา่ Mind mapping พบวา่ มีคาไทยหลายคาท่ีใชแ้ ทน เช่น แผนภมู ิความคิด
แผนผงั ทางปัญญา แผนผงั ความคิด แผนท่ีความคิด เป็นตน้ แต่ทกุ คามีความเหมือนกนั หรือคลา้ ยกนั
โดยตอ้ งเร่ิมจากความคดิ หลกั หรือความคิดรวบยอด (Concept) ใหญ่ก่อน แลว้ จึงแยกออกเป็นความคิด
รองและแตกกระจายความคิดรองออกไปสู่รายละเอียดท่ีขยายหรือสนบั สนุนความคิดหลกั หรือ
ความคดิ รองใหช้ ดั เจนยง่ิ ข้ึนอยา่ งมีความสมั พนั ธ์กนั

ในการศึกษาคร้ังน้ี ผรู้ ายงานใชค้ าวา่ แผนท่ีความคดิ (Mind Mapping) ซ่ึงเปรียบเสมือน
กระจกที่สะทอ้ นการคิดรอบทิศทางของเราออกมาใหไ้ ดร้ ับรู้ ทาใหเ้ ขา้ ใจระบบความคิดของตนเอง
และทาใหเ้ กิดอิสระในการคิด การเขียนแผนที่ความคิดเขียนไดร้ อบทิศทางไมส่ ิ้นสุด (Buzan. 1997:
31) ในการสร้างแผนท่ีความคิดตอ้ งสร้างจากการทางานประสานกนั ของสมองท้งั สองซีก ซีกขวาท่ี
เก่ียวขอ้ งกบั ภาพ สัญลกั ษณ์ จินตนาการ และซีกซา้ ยที่เป็นการใชเ้ หตผุ ลและการคดิ ดา้ นเหตุผล

1. ความหมายของแผนท่ีความคิด
บูซาน (Buzan. 1991: 57) ไดน้ ิยามวา่ แผนท่ีความคิดเป็นเทคนิคที่ใชใ้ นการจดั ระบบ

ความคิดท่ีมีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงความคดิ ต่างๆ เขา้ ดว้ ยกนั การจดั ลาดบั ความสาคญั
การใหน้ ้าหนกั การผกู การต่อความคิดหรือขอ้ มลู ตา่ งๆ ใหเ้ ขา้ กนั อยา่ งมีระเบียบก่อนที่จะส่ือออกมา
ใหผ้ อู้ ื่นเขา้ ใจตามจุดมงุ่ หมายของผเู้ ขียน โดยใชค้ าสาคญั ในการนาเสนอความคิดตา่ งๆ เหลา่ น้นั เป็น
ความคดิ หลกั (Main Ideas) และจะใหค้ วามสาคญั กบั การแตกกระจายความคิดจากจุดกลางออกไป
เร่ือยๆ ซ่ึงเปรียบเสมือนความคดิ ยอ่ ย โดยใชส้ ี สัญลกั ษณ์ การสร้างภาพ มิติ ช่วยในการกาหนด
ความสมั พนั ธข์ องความคิดใหเ้ ป็นระบบระเบียบ มีเสน้ ลากใหเ้ ห็นความเชื่อมโยงสมั พนั ธ์และแจ่มแจง้
ชดั เจน

เกลบ์ (Gelb. 1996: 52) กล่าววา่ เป็นวิธีการของกระบวนการคดิ ตามธรรมชาติอยา่ ง
ตอ่ เน่ืองบนกระดาษ โดยการแสดงออกถึงความคดิ ในรูปแบบมิติ มีสีสัน แสดงดว้ ยภาพ คาสาคญั
เชื่อมโยง และรูปแบบอิสระ ซ่ึงเป็นกระบวนการท่ีงา่ ยที่สามารถช่วยจดั การรูปแบบของการเปล่ียน
แปลงท่ีซบั ซอ้ นและเขา้ ใจรูปแบบของอาการเปล่ียนแปลงน้นั

สมศกั ด์ิ สินธุระเวชญ์ (2542: 30) กล่าววา่ การใชแ้ ผนท่ีรูปแบบตา่ งๆ จะทาใหเ้ ห็น
ภาพรวมท้งั หมด เห็นความสมั พนั ธ์ของความคดิ รวบยอดต่างๆ ซ่ึงทาใหค้ วามคดิ ยดื หยุน่ และเห็น
ภาพขอ้ เทจ็ จริงชดั เจน สามารถเก็บไวใ้ นหน่วยความจาไดง้ ่าย

ธญั ญา ผลอนนั ต์ (2543: 1) ไดเ้ สนอไวว้ า่ แผนที่ความคิด คือ เทคนิคการจดบนั ทึกที่
พฒั นาข้ึนจากความรู้เร่ืองสมองและความทรงจาของมนุษย์

ไสว ฟักขาว (2544: 2) ไดใ้ หค้ วามหมายเอาไวว้ า่ แผนที่ความคิด (Mind Map) เป็น

11

เครื่องมือในการเรียนรู้ท่ีใชใ้ นการช่วยผเู้ รียนในการเชื่อมโยงสารสนเทศต่างๆ เก่ียวกบั เร่ืองใดเร่ือง
หน่ึง ระหวา่ งความคดิ หลกั ความคิดรองและความคดิ ยอ่ ยที่เก่ียวขอ้ งใหเ้ ห็นเป็ นรูปธรรมในลกั ษณะ
แผนภาพ

น้าผ้งึ มีนิล (2545: 6) กลา่ ววา่ แผนผงั ความคิดหมายถึงวธิ ีการนาขอ้ มลู หรือขอ้ ความ
ที่ผา่ นการประมวลความรู้แลว้ โดยการนาเสนอดว้ ยผงั ความคดิ แบบตา่ งๆ เพื่อเป็นการส่ือสารใหผ้ ู้
อา่ นเขา้ ใจงา่ ยและมีความชดั เจนยงิ่ ข้นึ ประกอบดว้ ย ผงั การจาแนกขอ้ มูล ผงั มโนทศั น์ ผงั เวนน์
ไดอะแกรม ผงั ใยแมงมุม ผงั กา้ งปลา ผงั Flowchart และผงั เรียงลาดบั

วิสาข์ จตั ิวตั ร์ และกาญจนา สุจิต (2545: 1) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ แผนภูมิความคิด คือ
เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการจดั รวบรวม สรุปและแสดงความคดิ หรือขอ้ มลู ท่ีสาคญั ในรูปแบบของแผนภูมิ
หรือรูปภาพ

สุวทิ ย์ มูลคา และอรทยั มูลคา (2545: 179) กลา่ วไวว้ า่ แผนท่ีความคิดเป็นรูปแบบที่
ใชแ้ สดงการเชื่อมโยงขอ้ มูลเกี่ยวกบั เร่ืองใดเร่ืองหน่ึง ระหวา่ งความคดิ หลกั ความคดิ รองและความ
คิดยอ่ ยที่สัมพนั ธก์ นั

วฒั นา วิชิตชาญ (2546: 13) กลา่ ววา่ แผนผงั ความคิด (Mind Mapping) หมายถึงการ
สร้างภาพรวมจากหวั ขอ้ หวั ขอ้ หน่ึงโดยอาศยั คาหลกั (Keywords) เป็นศนู ยก์ ลางที่ก่อให้เกิดความ
คดิ เสริมต่อ แตกแขนงออกไปเป็นคาเก่ียวขอ้ ง (Trigger words) อีกจานวนมาก ซ่ึงโยงใยใหเ้ ห็น
สมั พนั ธภาพเชิงบรู ณาการของขอ้ มูลท้งั หมดอยา่ งชดั เจน

กณั หา คาหอมกลุ (2547: 47) แผนผงั ความคิด (Mind Mapping) หมายถึงแผนผงั ท่ี
แสดงถึงความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจของผเู้ รียน ท่ีผา่ นการประมวลความรู้ความคิดตามลาดบั
ข้นั ตอนและเช่ือมโยงความรู้เดิมกบั ความรู้ใหม่ ดว้ ยการเขียนคา ประโยค วลี สญั ลกั ษณ์และเสน้
เชื่อม โดยใหค้ าสาคญั หรือหวั เร่ืองอยตู่ รงกลางหรือดา้ นบนสุดของแผนผงั ส่วนใจความรองกระจาย
ออกไปหรือแตกสาขาออกมา ซ่ึงประกอบไปดว้ ยส่วนสาคญั 3 ส่วน คือ คาสาคญั เสน้ เชื่อมโยงและ
คาหรือวลีท่ีแสดงถึงขอ้ มลู หรือคาสาคญั น้นั ๆ

สมั ฤทธ์ิ บญุ นิยม (2548: 42) ไดใ้ หค้ วามหมายของแผนท่ีความคิดวา่ เป็นเครื่องมือท่ี
ช่วยในการเรียนรู้ รวบรวม บนั ทึกและสรุปความรู้ความคิด โดยเร่ิมจากความคิดหลกั หรือหัวเร่ือง
แลว้ แยกออกไปเป็นความคดิ รองและความคดิ ยอ่ ยๆ อยา่ งเป็นระบบ เป็นการทางานร่วมกนั ของ
สมองท้งั ซีกซา้ ยและซีกขวา

จากการศึกษาสามารถสรุปไดว้ า่ แผนท่ีความคิด เป็นเคร่ืองมือในการจดั ระบบความรู้
ความคดิ และความเขา้ ใจ โดยใชค้ าสาคญั แทนความคดิ หลกั เชื่อมโยงความสัมพนั ธ์ไปความคดิ รอง

2. คณุ ลกั ษณะสาคญั และกฎเกณฑข์ องแผนที่ความคดิ

12

บซู าน (สมาน ถาวรรัตนวณิช. 2541: 34; อา้ งอิงจาก Buzan. 1997: 59) สรุปคณุ ลกั ษณะ
เฉพาะของแผนท่ีความคดิ ไว้ 4 ลกั ษณะ ดงั น้ี

1. ประเด็นที่สนใจไดร้ ับการสร้างภายในตรงกลาง
2. หวั ขอ้ หลกั ของประเด็นอยรู่ อบภาพตรงกลางทกุ ทิศทาง เสมือนก่ิงกา้ นตน้ ไม้
3. กิ่งกา้ นประกอบดว้ ยภาพหรือคาสาคญั ท่ีเขียนบนเสน้ ท่ีโยงใยกนั ส่วนคา
อื่นๆ ท่ีมีความสาคญั รองลงมาจะถูกเขียนในกิ่งกา้ นท่ีแตกออกในลาดบั ต่อๆ ไป
4. กิ่งกา้ นจะถกู เช่ือมโยงกนั ในลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั ตามตา แหน่งและความสาคญั
จากคุณลกั ษณะเฉพาะของแผนท่ีความคดิ ท้งั 4 ขอ้ ขา้ งตน้ แสดงไดด้ งั ภาพประกอบ 1

ภาพประกอบ 1 ตวั อยา่ งลกั ษณะของ Mind Mapping
ท่ีมา: ไสว ฟักขาว. (2544, 22–23 สิงหาคม). The Meaningful Learning Approach.
เอกสารประกอบการฝึกอบรมเชิงปฏิบตั ิการครูวิทยาศาสตร์.
กฎเกณฑข์ องแผนที่ความคิด

การสร้างแผนท่ีความคดิ มีกฎเกณฑก์ าหนดลกั ษณะพ้ืนฐานหรือเรียกวา่ เทคนิค
(techniques) โดยการเรียนรู้ทางแผนท่ีความคดิ จาเป็นตอ้ งอาศยั เทคนิคในอนั ที่จะช่วยทาใหแ้ ผนท่ี
ความคิดน้นั มีประสิทธิภาพในการคดิ เพ่มิ ข้ึน ซ่ึงถือวา่ เป็นลกั ษณะพ้นื ฐานท่ีตอ้ งมีในแผนท่ีความคิด
ทุกแผนท่ี โดยแบง่ ไดเ้ ป็น 4 ลกั ษณะ ดงั น้ี (Buzan. 1997: 97-105)

13

1. ใชก้ ารเนน้ (use emphasis) ในการสร้างแผนท่ีความคิดจะตอ้ งมีการเนน้ ให้
เห็นถึงความสาคญั ของความคิดในแผนที่ โดยอาศยั องคป์ ระกอบตา่ งๆ ไดแ้ ก่

1.1 การใชร้ ูปภาพตรงกลางและใชส้ ีต้งั แต่ 3 สีข้ึนไป
1.2 การใชค้ าและรูปภาพท่ีมีมิติแตกตา่ งกนั
1.3 การใชค้ าหรือรูปภาพท่ีสามารถรับรู้และเขา้ ใจไดง้ า่ ย
1.4 การใชค้ า เส้น และรูปภาพท่ีมีขนาดแตกตา่ งกนั
1.5 การเวน้ ระยะที่เหมาะสมระหวา่ งองคป์ ระกอบตา่ งๆ ของแผนผงั
2. การเชื่อมโยงสัมพนั ธ์ (use association) ในการสร้างแผนท่ีความคิด ผสู้ ร้าง
สามารถถา่ ยทอดความคดิ ท่ีมีการเชื่อมโยงออกมาไดด้ ว้ ยการใชเ้ ทคนิคต่างๆ ดงั น้ี
2.1 การใชล้ กู ศรเม่ือตอ้ งการเชื่อมโยงความคิดภายในความคดิ หลกั เดียวกนั หรือ
ระหวา่ งความคดิ หลกั แตล่ ะความคดิ
2.2 การใชส้ ี
2.3 การใชร้ หสั หรือสญั ลกั ษณ์ต่างๆ
3. มีความชดั เจน (be clear) แผนที่ความคดิ จะตอ้ งมีความชดั เจนในประเดน็
ตอ่ ไปน้ี
3.1 ในการแสดงความคดิ จะใชค้ าเพียง 1 คาตอ่ เสน้ 1 เสน้ เทา่ น้นั
3.2 การถ่ายทอดความคิดของผสู้ ร้างแผนท่ีสามารถเขยี นลงบนแผนท่ีความ
คิดไดโ้ ดยใชค้ าที่ส้ันกะทดั รัด และสามารถแสดงถึงความสาคญั ไดด้ ว้ ยการใชต้ าแหน่งบนแผนผงั
3.3 ในการเขียนคาจะเขียนเหนือเสน้ แตล่ ะเส้น
3.4 ลากเส้นแต่ละเส้นใหม้ ีความยาวเท่ากบั ความยาวของคาบนเส้น
3.5 ลากเสน้ หลกั เพอื่ เช่ือมโยงรูปภาพตรงกลางกบั ความคิดหลกั
3.6 แสดงความเช่ือมโยงของเสน้ แตล่ ะเสน้ กบั เสน้ อื่นๆ
3.7 ลากเสน้ หลกั ใหห้ นากวา่ เสน้ อ่ืนๆ
3.8 สร้างแผนท่ีความคิดใหม้ ีลกั ษณะที่ตอ่ เนื่องกนั
3.9 วาดรูปภาพใหม้ ีความชดั เจนที่สุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้
3.10 พยายามวางกระดาษในการสร้างแผนท่ีใหอ้ ยใู่ นแนวนอน
3.11 เขียนคาไมใ่ หก้ ลบั หวั
4. สร้างหรือพฒั นารูปแบบส่วนตวั (personal style) ในการสร้างแผนท่ีใหม้ ี
ลกั ษณะตามความตอ้ งการของตนเองน้นั ยอ่ มทาไดแ้ ต่ยงั ตอ้ งรักษากฎเกณฑข์ องการสร้างแผนท่ี
ความคิดดว้ ย ซ่ึงในการพฒั นารูปแบบของแผนที่ความคดิ ใหเ้ ป็นรูปแบบของตนเองน้นั จะเป็นผลทา
ใหจ้ ดจาขอ้ มูลในแผนท่ีความคดิ ไดง้ ่ายยงิ่ ข้นึ

14

นอกจากใชเ้ ทคนิคตา่ งๆ ช่วยใหแ้ ผนท่ีมีประสิทธิภาพแลว้ ยงั ตอ้ งอาศยั การวางรูปแบบ
ของแผนที่ท่ีดีอีกดว้ ย ไดแ้ ก่

1. การใชก้ ารเรียงลาดบั ข้นั ของการคดิ (use hierarchy) การสร้างแผนที่ความคิดตอ้ งมี
การเรียงลาดบั ความคิดก่อนและหลงั ในเร่ืองตา่ งๆ

2. การใชก้ ารเรียงลาดบั เก่ียวกบั ตวั เลข (use numerical order) การสร้างแผนที่
ความคดิ ในงานบางอยา่ ง เช่น การพดู การเรียงความ และการตอบขอ้ สอบ ตอ้ งมีลาดบั ในการเขียน
หรือการพดู ตวั เลขเป็นสัญลกั ษณ์ที่จะอา้ งอิงถึงข้นั ตอน และช่วยจดั ข้นั ตอนในการนาเสนอไดเ้ ป็น
อยา่ งดี

ขอ้ เสนอแนะเก่ียวกบั ลกั ษณะของแผนที่ความคิดท่ีดี ควรมีลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี
1. แผนท่ีความคดิ ไมม่ ีความยงุ่ เหยงิ หรือความสบั สน ถึงแมว้ า่ จะมีการแตกแขนง

ของความคดิ มากมาย แต่ผอู้ า่ นแผนท่ีสามารถเขา้ ใจถึงความคดิ และข้นั ตอนของความคิดท่ีแสดงใน
แผนท่ีความคดิ ไดโ้ ดยไม่สับสน

2. รูปภาพและคามีความหมายท่ีชดั เจน และมีความเป็นรูปธรรมสามารถเขา้ ใจ
ไดง้ ่ายโดยใชเ้ วลานอ้ ย

ธญั ญา ผลอนนั ต์ (2543: 96-105) ไดส้ รุปกฎของแผนที่ความคิดไวด้ งั น้ี
1. เร่ิมดว้ ยภาพสีตรงก่ึงกลางหนา้ กระดาษ ภาพๆ เดียวจะแทนคามากกวา่ พนั คาและ

ยงั ช่วยใหเ้ กิดความคดิ สร้างสรรคแ์ ละเพ่ิมความจามากข้ึนดว้ ย ใหว้ างกระดาษตามแนวนอน
2. ใชภ้ าพใหม้ ากท่ีสุดในการเขยี นแผนที่ความคิด ตรงไหนท่ีใชภ้ าพไดใ้ หใ้ ชภ้ าพ

ก่อนใชค้ าหรือรหสั เพอ่ื เป็นการช่วยการทางานของสมอง ดึงดูดสายตาและช่วยจา
3. ควรเขียนคาบรรจงตวั ใหญ่ๆ ถา้ เป็นภาษาองั กฤษใหใ้ ชต้ วั พิมพใ์ หญ่ เพื่อท่ีวา่ เมื่อ

ยอ้ นกลบั มาอา่ นใหม่จะเห็นภาพที่ชดั เจน สะดุดตาอา่ นงา่ ย และก่อผลกระทบตอ่ ความคิดมากกวา่
ทาใหง้ ่าย ชดั เจน ช่วยใหส้ ามารถประหยดั เวลาได้ เม่ือยอ้ นกลบั มาอา่ นใหม่

4. เขียนคาเหนือเสน้ และแต่ละเส้นตอ้ งเช่ือมต่อกบั เสน้ อ่ืนๆ เพ่อื ใหแ้ ผนที่ความคิดมี
โครงสร้างพ้นื ฐานรองรับ

5. คาควรจะมีลกั ษณะเป็นหน่วย เช่น คาละเสน้ เพราะจะช่วยใหแ้ ตล่ ะคาเช่ือมโยงกบั
คาอื่นๆ ไดอ้ ยา่ งอิสระ เปิ ดทางใหแ้ ผนท่ีความคดิ ท่ีสร้างข้ึนมีความยดื หยนุ่ และคลอ่ งตวั มากข้นึ

6. ใชส้ ีใหท้ วั่ แผนผงั ทางปัญญาที่สร้างข้นึ เพราะสีช่วยยกระดบั ความจา เพลินตา
กระตนุ้ สมองซีกขวา

จากการศึกษาสามารถสรุปไดว้ า่ การเขียนแผนท่ีความคิด เป็นการขยายความคิดจาก
คาหลกั ท่ีเขยี นไวต้ รงกระดาษดว้ ยสญั ลกั ษณ์ รูปภาพ หรือขอ้ ความที่ชดั เจน และไดท้ าการแตก
ความคดิ จากคาหลกั ดว้ ยกฎเกณฑต์ ่างๆ ซ่ึงอาจจะใชก้ ารเนน้ ดว้ ยสีหรือเสน้ โดยมีการเช่ือมโยงใน

15

แต่ละความคิดท่ีแตกยอ่ ยออกมา
3. ข้นั ตอนในการสร้างแผนท่ีความคิด
ฮีลแมน และคณะ (สุพศิ กล่ินบปุ ผา. 2545: 16; อา้ งอิงจาก Heilman; et al. 1990:

142) ไดเ้ สนอแนะการทาแผนที่ความคิดไวเ้ ป็นข้นั ตอน ดงั น้ี
1. เลือกคาท่ีเป็นหวั เร่ือง หรือหวั ขอ้ เร่ือง
2. เขยี นคาที่เป็นหวั เรื่องไวบ้ นกระดานดา หรือกระดาษชาร์ท
3. ระดมสมอง (Brainstorm) เก่ียวกบั คาที่สมั พนั ธก์ บั หวั ขอ้ (Topic) แลว้ เขียนคา

เหล่าน้ีลงไป
4. จบั กล่มุ คาเป็นพวกๆ แลว้ เขยี นหวั ขอ้ ย่อยๆ เติมคาท่ีจาเป็นเพิ่มเติมลงในแผนที่

ความคดิ
ไคลน์ และคณะ (สุพศิ กล่ินบปุ ผา. 2545: 15; อา้ งอิงจาก Klein; et al. 1991: 279)

ไดเ้ สนอวิธีการสร้างแผนท่ีความคิดไวด้ งั น้ี
1. เลือกคาที่เป็นคาศพั ทส์ าคญั ของเคา้ เร่ือง หรือหวั ขอ้ และเขยี นคาท่ีเป็นหัวเร่ืองเช่น

Boating ลงตรงกลางแผนท่ีความคดิ
2. ครูใหน้ กั เรียนคดิ คาท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั หวั เรื่อง เมื่อนกั เรียนบอกคา ครูเขียนคาน้นั ๆ ลง

บนกระดานรอบๆ คาสาคญั หรือหวั เร่ือง เช่น เกี่ยวกบั เรือ นกั เรียนนึกถึงคาวา่ Fish, sail,water, beach
เป็ นตน้

3. กระตนุ้ ใหน้ กั เรียนอภิปรายวา่ ทาไมจึงคิดวา่ Boating เป็นคาศพั ทส์ าคญั ซ่ึง
นกั เรียนอาจจะอภิปรายวา่ เม่ือพดู ถึงการตกปลา การพายเรือเป็นหวั ขอ้ สาคญั ของเรื่อง

4. นกั เรียนอภิปรายวธิ ีท่ีคาสัมพนั ธ์กบั คาอื่นๆ เช่น เราใชเ้ รือเพื่อออกไปตกปลา
หรือเราพายเรืออยใู่ นน้า เป็นตน้

บูซาน (Buzan. 1997: 96) กลา่ วถึงวธิ ีการสร้างแผนที่ความคิดไวด้ งั น้ี
1. เร่ิมดว้ ยภาพสีตรงก่ึงกลางหนา้ กระดาษ ภาพๆ เดียวมีค่ากวา่ คาพนั คา ซ้ายงั ช่วยให้

เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเพ่มิ ความจามากข้ึนดว้ ย ใหว้ างกระดาษตามแนวนอน
2. ใชภ้ าพใหม้ ากท่ีสุด ในแผนที่ความคิดส่วนที่ใชภ้ าพไดใ้ หใ้ ชก้ ่อนคาหรือใช้

รหสั เป็นการช่วยการทางานของสมอง ดึงดูดสายตาและช่วยจา
3. ควรเขียนคาบรรจงตวั ใหญ่ๆ ถา้ เป็นภาษาองั กฤษใหใ้ ชต้ วั พมิ พใ์ หญ่ เพอ่ื การ

ยอ้ นกลบั มาอา่ นใหม่ จะทาใหเ้ ห็นภาพท่ีชดั เจนข้นึ สะดุดตา อ่านง่าย ชดั เจน จะช่วยใหป้ ระหยดั
เวลาเม่ือยอ้ นกลบั มาอา่ นอีกคร้ัง

4. เขียนคาเหนือเสน้ แตล่ ะเส้นตอ้ งเชื่อมต่อกบั เสน้ อื่นๆ เพือ่ ใหแ้ ผนที่ความคดิ มี
โครงสร้างพ้ืนฐานรองรับ

16

5. คาควรจะมีลกั ษณะเป็นหน่วยคา กล่าวคือ คาละเส้น เพราะจะช่วยใหแ้ ตล่ ะคา
เช่ือมโยงกบั คาอื่นๆ ไดอ้ ยา่ งอิสระ เปิ ดทางใหแ้ ผนท่ีความคิดคล่องตวั และยดื หยนุ่ มากข้ึน

6. ใชส้ ีใหท้ ว่ั แผนที่ความคดิ เพราะสีจะช่วยยกระดบั ความจา เพลินตา กระตนุ้ สมอง
ซีกขวา

7. เพ่อื ใหเ้ กิดความคิดสร้างสรรคใ์ หมๆ่ ควรปลอ่ ยใหส้ มองมีอิสระมากที่สุดเท่าที่
จะเป็นไปได้ อยา่ มวั คิดวา่ จะเขียนลงตรงไหนดี หรือจะใส่หรือไมใ่ ส่อะไร เพราะจะทาใหเ้ สียเวลาและ
ความคิดหยดุ ชะงกั

สมาน ถาวรรัตนวณิช (2541: 38) ไดก้ ลา่ วถึงข้นั ตอนในการสร้างไวท้ ้งั หมด 6 ข้นั ดงั
ต่อไปน้ี

ข้นั ท่ี 1 เริ่มดว้ ยสญั ลกั ษณ์หรือรูปภาพลงบนกลางกระดาษ
ข้นั ท่ี 2 ระบคุ าสาคญั หลกั
ข้นั ที่ 3 เชื่อมโยงคาอื่นๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั คาสาคญั หลกั ดว้ ยเส้นโยงจากคาสาคญั หลกั
ตรงกลางออกไปทุกทิศทกุ ทาง
ข้นั ที่ 4 เขียนคาท่ีตอ้ งการ 1 คาตอ่ 1 เส้น และแต่ละเสน้ ควรเกี่ยวขอ้ งกบั เส้นอ่ืนๆ
ดว้ ย
ข้นั ที่ 5 ขยายคาสาคญั อื่นๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งใหม้ ากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ข้นั ที่ 6 ใชส้ ี รูปภาพ ลกั ษณะของเสน้ เป็นการระบุถึงลกั ษณะของการเช่ือมโยง
การเนน้ หรือลาดบั
กองวจิ ยั ทางการศึกษา กรมวิชาการ (2543: 45) ไดเ้ สนอแนะวิธีสร้างแผนท่ีความคิด
ไวด้ งั น้ี
1. กาหนดขอ้ ความหรือคาท่ีเป็นประเด็นหลกั ไวใ้ นวงกลม
2. กาหนดขอ้ ความหรือวลีท่ีเป็นประเด็นรองซ่ึงเก่ียวขอ้ งกบั ประเดน็ หลกั โดยอาจใช้
ดินสอสีเขียนแสดงวงกลมตา่ งกนั
3. ถา้ มีความคิดยอ่ ยๆ หรือประเดน็ ย่อยๆ ท่ีมีความสัมพนั ธ์เช่ือมโยงกนั อาจเป็น
ส่วนขยายไดอ้ ีกตอ่ ไป
จากวิธีการสร้าง Mind Mapping ของกองวิจยั ทางการศึกษา กรมวชิ าการ ท้งั 3 ขอ้
ขา้ งตน้ แสดงให้อยใู่ นรูปของแผนภมู ิไดด้ งั ภาพประกอบ 2 ดงั น้ี

17

ภาพประกอบ 2 ตวั อยา่ งรูปแบบของ Mind Mapping
ที่มา: กรมวิชาการ, กองวิจยั ทางการศึกษา. (2543). แนวการจดั กิจกรรมเพือ่ สร้างเสริม
คณุ ลกั ษณะ ดี เก่ง มีสุข. หนา้ 47.

ไสว ฟักขาว (2544: 6) ไดเ้ สนอข้นั ตอนการสร้าง Mind Map ไวด้ งั น้ี
1. เขยี นคาหรือขอ้ ความ หรือ รูปภาพแทน main concept ไวต้ รงกลางหนา้ กระดาษ
2. เขยี นคาหรือขอ้ ความที่เป็น concept รอง กระจายออกไปรอบๆ main concept
3. ลากเส้นเช่ือมโยงระหวา่ ง main concept กบั concept รอง
4. เขียน concept ยอ่ ย กระจายออกจาก concept รองแต่ละอนั โดยเขยี นขอ้ ความไวบ้ น

เสน้ แต่ละเสน้
สัมฤทธ์ิ บญุ นิยม (2548: 51) สรุปเป็นวธิ ีสร้างแผนที่ความคิด ไดด้ งั น้ี
1. เตรียมกระดาษที่ไม่มีเส้น
2. เขียนคาสาคญั หรือความคิดหลกั ตรงก่ึงกลางหนา้ กระดาษ
3. โยงเส้นและเขียนคาหรือความคดิ รองแยกออกไป โดยรอบคาหรือความคิด

หลกั ไดท้ กุ ทิศทกุ ทาง
4. โยงเส้นและเขยี นคาหรือความคดิ ยอ่ ยออกจากคาหรือความคิดรองเส้นละ 1

คาซ่ึงมีความหมายเก่ียวขอ้ งสมั พนั ธก์ นั โดยสามารถเขยี นคาหรือความคิด ขยายความแตกก่ิงกา้ น
ไดอ้ ยา่ งอิสระ

5. เนน้ คาดว้ ยวลี เส้น รูปภาพ ตามคาหรือเส้นต่างๆ โดยแยกสีท่ีเส้นตามคาสาคญั
หรือความคดิ รองแต่ละคาใหเ้ ห็นความแตกต่างกนั

6. ทาใหส้ วย มีศิลป์ สีสดใส มากดว้ ยจินตนาการแทรกอารมณ์ใหห้ รูหรา แปลก

18

พสิ ดารตามใจชอบ
จากการศึกษาสามารถสรุปไดว้ า่ ข้นั ตอนในการสร้างแผนที่ความคดิ ตอ้ งเขยี นความ

คดิ หลกั ไวต้ รงกลางกระดาษ ซ่ึงอาจใชภ้ าพหรือสัญลกั ษณ์แทนความหมายน้นั และใชเ้ สน้ เช่ือมโยง
ไปยงั ความคิดรองและความคดิ ยอ่ ย โดยสามารถเชื่อมโยงจากความคดิ หลกั ไดท้ กุ ทิศทุกทาง ส่วน
การเขียนคาสาคญั เหนือเสน้ แต่ละเส้นตอ้ งเชื่อมตอ่ กบั เสน้ อ่ืนๆ เพ่ือใหม้ ีโครงสร้างพ้ืนฐานรองรับ
เดียวกนั นอกจากสียงั สามารถใชร้ ะบายเพิม่ เติมเพื่องา่ ยต่อการจดจา

4. ประโยชน์ของแผนท่ีความคิดกบั การเรียนการสอน
บริงคแ์ มนน์ (Brinkmann. 2003: 39-41) กล่าวถึงประโยชนข์ องการใชแ้ ผนท่ีความคิด

ในการเรียนการสอนวชิ าคณิตศาสตร์ ดงั น้ี
1. สามารถมองเห็นความรู้คณิตศาสตร์ในมมุ ท่ีกวา้ งมากข้ึน
2. สามารถจดจาและดึงความรู้เดิมมาใชใ้ นกระบวนการเรียนรู้ที่เร็วข้นึ จาไดไ้ มล่ ืม
3. สามารถเป็นเคร่ืองมือในการทบทวนความจาและสรุปใจความสาคญั
4. สามารถช่วยสรุปรวมความคดิ ต่างๆ ที่หลากหลายของนกั เรียน
5. สามารถช่วยในการเชื่อมโยงขอ้ มลู ใหมๆ่ เพอ่ื ใหเ้ กิดความรู้
6. สามารถเป็นเครื่องมือท่ีช่วยนาเสนอคิดรวบยอดใหม่
7. สามารถแสดงใหค้ วามรู้ความเขา้ ใจในการเรียนของนกั เรียนและครูสามารถท่ี

จะบอกไดว้ า่ เป็นส่ิงที่ถกู ตอ้ งหรือยงั มีขอ้ ผดิ พลาด พร้อมช้ีแนะเพิ่มเติมได้
8. สามารถเป็นโอกาสท่ีใหน้ กั เรียนสร้างสรรคต์ ามความนึกคดิ เพราะจะทาให้

นกั เรียนเกิดความรู้สึกท่ีดีต่อวชิ าคณิตศาสตร์
9. สามารถแสดงใหเ้ ห็นการเชื่อมโยงระหวา่ งคณิตศาสตร์และส่ิงตา่ งๆ รอบตวั

สมศกั ด์ิ สินธุระเวชญ์ (2544: 21) กลา่ วถึงประโยชนข์ องแผนผงั ความคิด (Mind
Mapping) กบั การใชง้ านดา้ นการจดั การเรียนรู้ ดงั น้ี

1. ดา้ นผเู้ รียน ผเู้ รียนสามารถนาแผนผงั ความคิด (Mind Mapping) มาใชส้ าหรับ
จดบนั ทึกความรู้ การสรุป การอภิปราย ทบทวนความรู้เดิม การจดั ระบบขอ้ มูลที่กระจดั กระจายให้
เป็นระเบียบ ตลอดจนการวางแผนการทางาน การเสนอผลงาน และการเขียนรายงาน

2. ดา้ นผสู้ อน ครูผสู้ อนสามารถนาแผนผงั ความคิด (Mind Mapping) มาใชเ้ ป็น
เคร่ืองมือในการวางแผนการสร้างหลกั สูตร แผนการสอน การประเมินผลการเรียนรู้ การประเมิน
โครงการการเตรียมบทเรียน การเสนอผลงาน การบนั ทึกการประชุม การสรุป การอภิปราย ใชใ้ น
การระดมความคิด การตรวจสอบความรู้ของผเู้ รียนและใหผ้ เู้ รียนสรุปความเขา้ ใจจากบทเรียน

19

ไสว ฟักขาว (2544: 13) ไดก้ ลา่ วถึงประโยชนข์ องแผนที่ความคิด (Mind Mapping)
ไวด้ งั น้ี

1. ใชใ้ นการวเิ คราะห์เน้ือหาหรืองานต่าง ๆ
2. ช่วยบนั ทึกและสามารถมองเห็นขอ้ มลู จากการระดมสมอง
3. ใชใ้ นการสรุปหรือสร้างองคค์ วามรู้
4. ช่วยจดั ระบบความคิดทาใหจ้ าไดด้ ี
5. ช่วยส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์ เช่น การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ
6. ใชใ้ นการจดโนต้ หรือทาโนต้ สาหรับนาเสนอ
7. ช่วยส่งเสริมการทางานของสมองซีกซา้ ยและซีกขวา
ทวีศกั ด์ิ ภวนานนั ท์ (2545: 27) กลา่ วถึงประโยชน์ของแผนผงั ความคดิ ดงั น้ี
1. สาหรับขอ้ มูลที่ซบั ซอ้ น หากเขยี นดว้ ยแผนผงั ความคดิ จะช่วยทาใหเ้ กิดความ
รวดเร็วมากกวา่ การเขียนเป็นคาหรือเป็นประโยค
2. เนื่องจากแผนผงั ความคดิ เป็นวธิ ีการคดิ ท่ีตอ้ งใชส้ มองท้งั สองขา้ งซ่ึงสมองซีก
ซา้ ยจะทาหนา้ ท่ีในการวเิ คราะห์คา ภาษา สัญลกั ษณ์ ระบบ ลาดบั ความเป็นเหตุเป็นผลตรรกวิทยา
ส่วนสมองซีกขวาจะทาหนา้ ที่สงั เคราะห์ คดิ สร้างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จงั หวะ
3. ช่วยทาใหร้ ะลึกถึงข่าวสารที่เคยคิด วาดไวไ้ ดง้ ่าย เพราะแผนผงั ขอ้ มลู ไดถ้ ูก
บนั ทึกในความทรงจาอย่างมีโครงสร้างเป็นระบบ
4. ช่วยจดั การกบั ข่าวสารตา่ งๆ ในรูปของโครงสร้างความสัมพนั ธ์
5. สมองดา้ นขวาท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ความคดิ ริเร่ิมสร้างสรรคห์ รือแนวคดิ ใหมๆ่ จะถกู
พฒั นาและใชง้ านมากข้นึ
น้าผ้งึ มีนิล (2545: 30) กลา่ วถึงประโยชน์ของแผนผงั ความคดิ ในดา้ นต่างๆ ดงั น้ี
1. เป็นเครื่องมือที่ใชส้ ารวจความรู้เดิมของผเู้ รียน ทาใหไ้ ดข้ อ้ มูลที่เป็นประโยชน์
สาหรับการสอนของครู
2. เป็นเครื่องมือท่ีช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดทกั ษะการคดิ และแสดงแบบของการคิดที่
เขา้ ใจงา่ ยสามารถอธิบาย และมองเห็นไดอ้ ยา่ งเป็นระบบชดั เจน
3. เป็นเครื่องมือสาหรับการเรียนรู้ โดยใชผ้ งั กราฟฟิ กสรุปส่ิงท่ีเรียนเพื่อจะทาให้
เกิดความคงทนของการเรียนรู้เพราะผเู้ รียนจะเห็นถึงความสมั พนั ธข์ องสิ่งที่เรียนไปท้งั หมด
4. ช่วยพฒั นาสมองท้งั ซีกซา้ ยและซีกขวาของผเู้ รียน
จากการศึกษาสามารถสรุปไดว้ า่ แผนที่ความคดิ (Mind Mapping) เป็นเครื่องมือท่ีมี
ประโยชน์ในการช่วยจดจา การวางแผนการทางาน การทบทวนและการสรุปเรื่องราวตา่ งๆ ไดเ้ ป็น
อยา่ งดี

20

เอกสำรท่ีเกยี่ วข้องกบั ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน

1. ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ไดม้ ีนกั การศึกษาใหคานิยามหรือความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไวต้ า่ ง ๆ กนั

ดงั น้ี
กูด (Good. 1973 : 7) กล่าววา่ ผลสมั ฤทธ์ิ คอื การทาใหส้ าเร็จ

(Accomplishment) หรือประสิทธิภาพทางดา้ นการกระทาที่กาหนดให้ หรือในดา้ นความรู้ ส่วน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง การซ้ึงความรู้ (Knowledge Attained) การพฒั นาทกั ษะใน
การเรียน ซ่ึงอาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบท่ีกาหนดให้ คะแนนที่ไดจ้ ากงานที่ครูมอบหมายให้
หรือท้งั สองอยา่ ง

อนาตาซี (ปริยทิพย์ บุญคง. 2546 : 7 ; อา้ งอิงมาจาก Anastasi. 1970 : 107)
กลา่ วไวพ้ อสรุปไดว้ า่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนมีความสมั พนั ธ์กบั องคป์ ระกอบดา้ นสติปัญญา และ
องคป์ ระกอบดา้ นที่ไม่ใชส้ ติปัญญา ไดแ้ ก่ องคประกอบดา้ นเศรษฐกิจ สังคม แรงจูงใจ และ
องคป์ ระกอบท่ีไม่ใชส้ ติปัญญาดา้ นอื่น

ไอแซงค์ อาโนลด์ และไมลี (ปริยทิพย์ บุญคง. 2546 : 7 ; อา้ งอิงมาจาก
Eysenck. Arnold and Meili. 1972 : 6) ใหค้ วามหมายของคาวา่ ผลสัมฤทธ์ิ หมายถึง ขนาดของ
ความสาเร็จที่ไดจ้ ากการทางานท่ีตอ้ งอาศยั ความพยายามอยา่ งมาก ซ่ึงเป็นผลมาจากการกระทาที่ตอ้ ง
อาศยั ท้งั ความสามารถท้งั ทางร่างกายและทางสติปัญยา ดงั น้นั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนจึงเป็นขนาด
ของความสาเร็จท่ีไดจ้ ากการเรียน โดยอาศยั ความสามารถเฉพาะตวั บคุ คล ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
อาจไดจ้ ากกระบวนการที่ไม่ตอ้ งอาศยั การทดสอบ เช่นการสงั เกต หรือการตรวจการบา้ น หรือ
อาจไดใ้ นรูปของเกรดจากโรงเรียน ซ่ึงตอ้ งอาศยั กระบวนการท่ีซบั ซอ้ น และระยะเวลานานพอ
สมควร หรืออาจไดจ้ ากการวดั แบบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนทวั่ ไป

มีเรน (Mehren. 1976 : 73) ใหค้ วามหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา่
หมายถึง ความรู้ ทกั ษะและสมรรถภาพสมองดา้ นต่างๆของผเู้ รียนต่อการเรียน แต่ละวชิ าซ่ึง
สามารถวดั ไดจ้ ากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน

ชวาล แพรัตกลุ (2516 : 15) กล่าววา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
ความสาเร็จในดา้ นความรู้ ทกั ษะและสมรรถภาพดา้ นต่างๆของสมอง ดงั น้นั ผลสัมฤทธ์ิทาง
การเรียนควรประกอบดว้ ยส่ิงสาคญั อยา่ งนอ้ ยสามส่ิง คอื ความรู้ ทกั ษะ และสมรรถภาพสมอง
ดา้ นตา่ ง ๆ

ไพศาล หวงั พานิช (2526 : 86) ใหค้ วามหมายวา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หรือ

21

ผลสมั ฤทธ์ิทางการศึกษา เกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ
ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเกิดจากการฝึกอบรม หรือจากการสอน การวดั ผลสัมฤทธ์ิซ่ึงเป็นการ
ตรวจสอบระดบั ความสามารถของบุคคลวา่ เรียนแลว้ มีความรู้ความสามารถเท่าใด

อารมณ์ เพชรชื่น (2527 : 46) ไดใ้ หค้ วามหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา่
หมายถึง ผลที่เกิดข้ึนจากการเรียนการสอนการฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่างๆท้งั ท่ีโรงเรียน ท่ีบา้ น
และสิ่งแวดลอ้ มอ่ืนๆซ่ึงประกอบดว้ ยความสามารถทางสมอง ความรู้สึก คา่ นิยม จริยธรรมต่างๆ

เดโช สวนานนท (2512 : 3) ไดอ้ ธิบายความหมายของคาวา่ ผลสัมฤทธ์ิทาง
การเรียน หมายถึง ความสาเร็จท่ีไดร้ ับจากความพยายาม จากการลงแรงเพื่อมุ่งในจุดหมายปลายทาง
ท่ีตอ้ งการ หรืออาจหมายถึงระดบั ความสาเร็จท่ีไดร้ ับแต่ละดา้ น โยเฉพาะ หรือระดับความสาเร็จ
ที่ไดร้ ับโดยทว่ั ไปก็ได้ เช่น เดก็ คนหน่ึงพยายามทอ่ งจาบทกลอนบทหน่ึงในช่วงเวลาหน่ึง เขาจา
ไดม้ ากนอ้ ยเท่าไหร่ก็เรียกวา่ เขามีความสัมฤทธ์ิในการจาบทกลอนน้นั มากนอ้ ยเพียงน้นั ความสัมฤทธ์ิ
น้ีอาจจะทดสอบได้

สุรชยั ขวญั เมือง (2532 : 12) ใหค้ วามหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา่
หมายถึง ความรู้ท่ีไดร้ ับจากการสอน หรือทกั ษะท่ีไดพ้ ฒั นาข้นึ ตามลาดบั ข้นั ในวชิ าต่างๆท่ีไดเ้ รียน
มาแลว้ ในสถานศึกษา

จากความหมายที่กล่าวมาขา้ งตน้ พอจะสรุปความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนไดว้ า่
หมายถึง ความสาเร็จของผเู้ รียนในดา้ นความรู้ ทกั ษะและสมรรถภาพสมองดา้ นตา่ งๆ ของผเู้ รียน
ตอ่ การเรียนรู้

2. องคป์ ระกอบท่ีมีอิทธิพลตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ไดม้ ีนกั การศึกษากล่าวถึงองคป์ ระกอบท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไว้

ดงั น้ี
พรี ์โคสน์ (Prescott. 1961 : 27) กล่าวถึงองคป์ ระกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรียนของผูเ้ รียนในและนอกหอ้ งเรียน ประกอบดว้ ยลกั ษณะต่อไปน้ี
1. องคป์ ระกอบทางร่างกาย ไดแ้ ก่ อตั ราการเจริญเติบโต ความบกพร่อง

ทางกาย
2. องคป์ ระกอบทางความรัก ไดแ้ ก่ ความสัมพนั ธข์ องบิดา มารดา กบั ลกู และ

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมาชิกท้งั หมดของครอบครัว
3. องคป์ ระกอบทางวฒั นธรรมและสงั คม ไดแ้ ก่ความเป็นอยขู่ องครอบครัว

สภาพแวดลอ้ มทางบา้ น
4. องคป์ ระกอบทางความสมั พนั ธใ์ นเพ่ือนวยั เดียวกนั ไดแ้ ก่ ความสัมพนั ธ์

ในเพ่ือนวยั เดียวกนั ของนกั เรียนท้งั ท่ีบา้ นและโรงเรียน

22

5. องคป์ ระกอบทางพฒั นาตน ไดแ้ ก้ สติปัญญา ความสนใจ เจตคติที่มีตอ่
การเรียน

6. องคป์ ระกอบทางการปรับตวั ไดแ้ ก่ การแสดงออกทางอารมณ์
วิมล ส่ิมเศรษโฐ (ปริยทิพย์ บุญคง. 2546 : 8 ; อา้ งอิงมาจาก วิมล สิ่มเศรษโฐ
2527 : 33) ไดก้ ล่าวถึงตวั แปรท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในโรงเรียนน้นั ประกอบดว้ ย

1. พฤติกรรมดา้ นความรู้ ความคิด หมายถึง ความสามารถท้งั หงายของผเู้ รียน
ซ่ึงประกอบดว้ ยความถนดั และพ้นื ฐานเดิมของผเู้ รียน

2. คุณลกั ษณะทางดา้ นจิตวิทยา หมายถึง สภาพการณ์หรือแรงจูงใจท่ีจะทาให้
ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ใหม่ ไดแ้ ก่ ความสนใจ เจตคติที่มีต่อเน้ือหาวชิ าเรียน โรงเรียนและระบบ
การเรียน ความคิดเห็นเกี่ยวกบั ตนเอง ลกั ษณะบุคลิกภาพ

3. คณุ ภาพการสอน ซ่ึงไดแ้ ก่ การไดร้ ับคาแนะนา การมีส่วนร่วมในการเรียน
การสอน การเสริมแรงจากครู การแกไ้ ขขอ้ ผิดพลาด และรู้ผลวา่ ตนเองกระทาไดถ้ กู ตอ้ งหรือไม่

ปณตพร โจทยก์ ิ่ง (ปริยทิพย์ บุญคง. 2546 : 8 –9 ; อา้ งอิงมาจาก ปณตพร
โจทยก์ ่ิง. 2530 : 34-35) ไดก้ ลา่ วถึงองคป์ ระกอบท่ีมีอิทธิพลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนใน
โรงเรียนน้นั ประกอบดว้ ย

1. คณุ ลกั ษณะของผเู้ รียน ไดแ้ ก่ ความพร้อมทางสมอง และความพร้อมทาง
สติปัญญา ความพร้อมทางดา้ นร่างกายและความสามารถทางดา้ นทกั ษะของร้างกาย คุณลกั ษณะ
ทางจิตใจ ซ่ึงไดแ้ ก่ ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติและคา่ นิยม สุขภาพ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ตนเอง
ความเขา้ ใจในสถานการณ์ อายุ เพศ

2. คณุ ลกั ษณะของผสู้ อน ไดแ้ ก่ สติปัญญา ความรู้ในวิชาที่สอน การพฒั นา
ความรู้ ทกั ษะทางร่างกาย คณุ ลกั ษณะทางจิตใจ สุขภาพ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ตนเอง ความเขา้ ใจ
ในสถานการณ์ อายุ เพศ

3. พฤติกรรมระหวา่ งผสู้ อนกบั ผเู้ รียน ไดแ้ ก่ ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผสู้ อนจะตอ้ ง
มีพฤติกรรมที่มีความเป็นมิตรต่อกนั เขา้ อกเขา้ ใจ ความสัมพนั ธก์ นั ดีมีความรู้สึกที่ดีต่อกนั

4. คุณลกั ษณะของกลุ่มผเู้ รียน ไดแ้ ก่ โครงสร้างของกล่มุ ตลอดจน
ความสัมพนั ธ์ของกลมุ่ เจตคติ ความสามคั คี และภาวะผนู้ าและผตู้ ามท่ีดีของกลมุ่

5. คณุ ลกั ษณะของพฤติกรรมเฉพาะตวั ไดแ้ ก่ การตอบสนองต่อการเรียนการ
มีเคร่ืองมือและอุปกรณ์พร้อมในการเรียน ความสนใจต่อบทเรียน

6. แรงผลกั ดนั ภายนอก ไดแ้ ก่ บา้ น มีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคนในบา้ นดี
สิ่งแวดลอ้ มดี มีวฒั นธรรมและคณุ ธรรมพ้นื ฐานดี เช่น ขยนั หมน่ั เพยี ร ความประพฤติดี

23

ปริยทิพย์ บญู คง (2546 : 10) ไดก้ ลา่ วถึงองคป์ ระกอบท่ีมีอิทธิพลต่อ
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนไวด้ งั น้ี

1. ดา้ นคณุ ลกั ษณะการจดั ระบบในโรงเรียน ตวั แปรดา้ นน้ีจะประกอบดว้ ย
ขนาดของโรงเรียน อตั ราส่วนนกั เรียนต่อครู อตั ราส่วนนกั เรียนต่อห้องเรียน ซ่ึงตวั แปรเหลา่ น้ีมี
ความสัมพนั ธ์กบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

2. ดา้ นคุณลกั ษณะของครู ตวั แปรทางดา้ นคุณลกั ษณะของครูประกอบดว้ ย
ประสบการณ์ อายุ วุฒิภาวะของครู การฝึกอบรมของครู จานวนวนั ลาของครู จานวนคาบท่ีสอน
ในหน่ึงสปั ดาห์ ความเอาใจใส่ในหนา้ ท่ี ทศั นคติเกี่ยวกบั นกั เรียน ซ่ึงตวั แปรเหล่าน้ีมีความสมั พนั ธ์
กบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน

3. ดา้ นคุณลกั ษณะของนกั เรียน ประกอบดว้ ยตวั แปรเกี่ยวกบั ตวั นกั เรียน เช่น
เพศ อายุ สติปัญญา การเรียนพเิ ศษ การไดร้ ับความช่วยเหลือเก่ียวกบั การเรียน สมาชิกในครอบครัว
ระดบั การศึกษาของบิดามารดา อาชีพของผปู้ กครอง ความพร้อมในเร่ืองอปุ กรณ์การเรียน ระยะทาง
ไปเรียน การมีอาหารกลางวนั รับประทาน ความเอาใจใส่ตอ่ การเรียน ทศั นคติต่อการเรียนการสอน
ฐานนะทางครอบครัว การขาดเรียน การเขา้ ร่วมกิจกรรมท่ีทางโรงเรียนจดั ข้นึ ตวั แปรเหล่าน้ี
กม็ ีความสัมพนั ธ์กบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

4. ดา้ นภูมิหลงั ทางเศรษฐกิจ สงั คม และส่ิงแวดลอ้ มของนกั เรียน การศึกษา
เก่ียวกบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสภาพเศรษฐกิจสังคมกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนส่วนใหญ่เป็น
การศึกษาในตา่ งประเทศ ซ่ึงประกอบดว้ ยตวั แปร เช่น ขนาดครอบครัว ภาษาท่ีพดู ในบา้ น ถ่ินฐาน
ที่ต้งั ของบา้ น

3. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ไดม้ ีผใู้ หค้ วามหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไวด้ งั น้ี
สมนึก ภทั ทิยธนี (2544 : 73-82) ไดใ้ หค้ วามหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ

ทางการเรียน วา่ หมายถึง แบบทดสอบวดั สมรรถภาพทางสมองตา่ งๆที่นกั เรียนไดร้ ับการเรียนรู้
ผา่ นมาแลว้ ซ่ึงแบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบท่ีครูสร้างกบั แบบทดสอบมาตรฐาน
แต่เนื่องจากครูตอ้ งทาหนา้ ท่ีวดั ผลนกั เรียน คอื เขียนขอ้ สอบวดั ผลสัมฤทธ์ิท่ีตนไดส้ อน ซ่ึงเกี่ยวขอ้ ง
โดยตรงกบั แบบทดสอบที่ครูสร้างและ มีหลายแบบแตท่ ่ีนิยมใชม้ ี 6 แบบดงั น้ี

1. ขอ้ สอบแบบอตั นยั หรือความเรียง (Subjective or Essay Test) ลกั ษณะ
ทวั่ ไป เป็นขอ้ สอบที่มีเฉพาะคาถาม แลว้ ใหน้ กั เรียนเขยี นตอบอยา่ งเสรี เขียนบรรยายตามความรู้
และขอ้ คดิ เห็นของแต่ละคน

24

2. ขอ้ สอบแบบกาถกู -ผดิ (True-false Test) ลกั ษณะทว่ั ไป ถือไดว้ า่ ขอ้ สอบ
แบบกาถกู -ผดิ คือขอ้ สอบแบบเลือกตอบท่ีมี 2 ตวั เลือก แตต่ วั เลือกดงั กลา่ วเป็นแบบคงท่ีและ
มีความหมายตรงกนั ขา้ ม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกนั -ต่างกนั เป็นตน้

3. ขอ้ สอบแบบเติมคา (Completion Test) ลกั ษณะทว่ั ไป เป็นขอ้ สอบที่
ประกอบดว้ ยประโยคหรือขอ้ ความที่ยงั ไมส่ มบูรณ์ใหผ้ ตู้ อบเติมคา หรือประโยค หรือขอ้ ความลงใน
ช่องวา่ งที่เวน้ ไวน้ ้นั เพ่ือใหม้ ีใจความสมบรู ณ์และถูกตอ้ ง

4. ขอ้ สอบแบบตอบส้ันๆ (Short Answer Test) ลกั ษณะทวั่ ไป ขอ้ สอบ
ประเภทน้ีคลา้ ยกบั ขอ้ สอบแบบเติมคา แตแ่ ตกต่างกนั ท่ีขอ้ สอบแบบตอบส้ันๆ เขียนเป็นประโยค
คาถามสมบูรณ์ (ขอ้ สอบเติมคาเป็นประโยคท่ียงั ไมส่ มบรู ณ์) แลว้ ใหผ้ ตู้ อบเป็นคนเขียนตอบ ตาตอบ
ท่ีตอ้ งการจะส้ันและกะทดั รัดไดใ้ จความสมบรู ณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบขอ้ สอบอตั นยั หรือ
ความเรียง

5. ขอ้ สอบแบบจบั คู่ (Matching Test) ลกั ษณะทว่ั ไป เป็นขอ้ สอบเลือกตอบ
ชนิดหน่ึง โดยมีคาหรือขอ้ ความแยกจากกนั เป็น 2 ชุด แลว้ ใหผ้ ตู้ อบเลือกจบั คู่วา่ แต่ละขอ้ ความใน
ชุดหน่ึง (ตวั ยนื ) จะคูก่ บั คา หรือขอ้ ความใดในอีกชุดหน่ึง (ตวั เลือก) ซ่ึงมีความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งใด
อยา่ งหน่ึงตามท่ีผอู้ อกขอ้ สอบกาหนดไว้

6. ขอ้ สอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ลกั ษณะทว่ั ไป ขอ้ สอบ
แบบเลือกตอบน้ีจะประกอบดว้ ย 2 ตอน ตอนนาหรือคาถาม (Stem) กบั ตอนเลือก (Choice)
ในตอนเลือกน้ีจะประกอบดว้ ยตวั เลือกท่ีเป็นคาตอบถูกและตวั เลือกท่ีเป็นตวั ลวง ปกติจะมีคาถามท่ี
กาหนดใหน้ กั เรียนพจิ ารณา แลว้ หาตวั เลือกที่ถูกตอ้ งมากท่ีสุดเพียงตวั เลือกเดียวจากตวั เลือกอ่ืนๆ
และคาถามแบบเลือกตอบท่ีดีนิยมใชต้ วั เลือกท่ีใกลเ้ คยี งกนั ดูเผินๆจะเห็นวา่ ทุกตวั เลือกถูกหมด
แต่ความจริงมีน้าหนกั ถกู มากนอ้ ยต่างกนั

ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ (2531 : 146) ไดใ้ หค้ วามหมายของแบบทดสอบ
วดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนไวว้ า่ เป็นแบบทดสอบที่วดั ความรู้ของนกั เรียนหลงั จากที่ไดเ้ รียนไปแลว้
ซ่ึงมกั จะเป็นขอ้ คาถามใหน้ กั เรียนตอบดว้ ยกระดาษและดินสอกบั ใหน้ กั เรียนปฏิบตั ิจริง ซ่ึงแบง่
แบบทดสอบประเภทน้ีเป็น 2 พวกคอื

1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของขอ้ คาถามที่ครูเป็นสร้างข้นึ เป็น
ขอ้ คาถามที่เก่ียวกบั ความรู้ท่ีนกั เรียนไดเ้ รียนในหอ้ งเรียน เป็นการทดสอบวานกั เรียนมีความรู้มาก
แค่ใหนบกพร่องในส่วนใดจะไดส้ อนซ่อมเสริม หรือเป็นการวดั เพื่อดูความพร้อมที่จะเรียนใน
เน้ือหาใหม่ ท้งั น้ีข้นึ อยกู่ บั ความตอ้ งการของครู

2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนจากผเู้ ชี่ยวชาญใน

25

แต่ละสาขาวชิ า หรือจากครูที่สอนวิชาน้นั แต่ผา่ นการทดลองหาคณุ ภาพหลายคร้ัง จนมีคุณภาพดี
จึงสร้างเกณฑป์ กติของแบบทดสอบน้นั สามารถใชห้ ลกั และเปรียบเทียบผลเพือ่ ประเมินคา่ ของการ
เรียนการสอนในเรื่องใดๆก็ได้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคมู่ ือดาเนินการสอบบอกถึงวธิ ีการ และ
ยงั มีมาตรฐานในดา้ นการแปลคะแนนดว้ ย

สรุปไดว้ า่ ท้งั แบบทดสอบของครูและแบบทดสอบมาตรฐาน จะมีวธิ ีการในการ
สร้างขอ้ คาถามที่เหมือนกนั เป็นคาถามที่วดั เน้ือหาและพฤติกรรมในดา้ นต่างๆท้งั 4 ดา้ นดงั น้ี

1. วดั ดา้ นการนาไปใช้
2. วดั ดา้ นการวเิ คราะห์
3. วดั ดา้ นการสงั เคราะห์
4. วดั ดา้ นการประเมินคา่

งำนวิจัยท่เี กี่ยวข้อง

1. งานวิจยั ในประเทศ
ศรีอมั พร สมภกั ดี (2547 : 87) ไดศ้ ึกษาเก่ียวกบั การพฒั นาแผนการเรียนรู้โดยใช้

แผนที่ความคิด เรื่อง สิ่งแวดลอ้ มทางธรรมชาติ กลมุ่ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี
2 ผลการศึกษาพบวา่

1. แผนการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนท่ีความคิด เรื่อง สิ่งแวดลอ้ มทางธรรมชาติ กลุ่ม
สร้างเสริมประสบการณ์ชีวติ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 2 มีประสิทธิภาพ 90.43/85.26 ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑ์
80/80 ที่ต้งั ไว้

2. ดชั นีประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั ความคดิ เร่ือง สิ่งแวดลอ้ ม
ทางธรรมชาติ กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 2 มีคา่ เทา่ กบั 0.6440 แสดงวา่
หลงั เรียนนกั เรียนมีความรู้เพิ่มข้ึนจากก่อนเรียนร้อยละ 64.40

3. นกั เรียนมีความพงึ พอใจต่อการเรียนหลงั จากเรียนตามแผนการเรียนรู้โดยใช้
แผนท่ีความคดิ เร่ือง สิ่งแวดลอ้ มทางธรรมชาติ กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี
2 โดยรวมและรายดา้ นในระดบั มาก

สมพร ขวาไทย (2547 : 100-101) ไดศ้ ึกษาการพฒั นาแผนการจดั การ
เรียนรู้ เรื่อง ทกั ษะการเขียนจดหมายโดยใชแ้ ผนผงั ความคิด (Mind Mapping) วชิ าภาษาไทย
ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 กลมุ่ ตวั อยา่ งที่ใชเ้ ป็นนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนสหราษฏร์

26

นุเคราะห์ อาเภอคอนสวรรค์ จงั หวดั ชยั ภมู ิ ผลการศึกษาคน้ ควา้ พบวา่
1. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องทกั ษะการเขียนจดหมาย โดยใชแ้ ผนผงั

ความคิด (Mind Mapping) วิชาภาษาไทยช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 มีประสิทธิภาพ 90.16/89.20 สูง
กวา่ เกณฑ์ 80/80 ท่ีต้งั ไว้

2. ดชั นีประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้ เรื่อง ทกั ษะการเขียนจดหมาย โดยใช้
แผนผงั ความคิด (Mind Mapping) วิชาภาษาไทยของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 มีคา่ เทา่ กบั
0.8469 หมายความวา่ ผเู้ รียนมีความรู้เพิม่ ข้ึนร้อยละ 84.69

3. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียน เรื่องทกั ษะการเขียนจดหมาย โดยใช้
แผนผงั ความคิด (Mind Mapping) วิชาภาษาไทย ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 สูงกวา่ ก่อน
เรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .01

สุธารัตน์ สารโภคา (2548 : 105) ไดศ้ ึกษาการพฒั นาแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ภาษาไทย เรื่อง การเขยี นยอ่ ความ ดว้ ยการสอนโดยใชแ้ ผนผงั ความคดิ (Mind Mapping) กลมุ่
ตวั อยา่ งเป็นนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนชุมชนวงั สะพงุ จานวน 40 คนผลการศึกษา
พบวา่

1. แผนการพฒั นาการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ดว้ ยแผนผงั ความคิด
(Mind Mapping) เรื่อง การเขียนยอ่ ความ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 มีประสิทธิภาพ 83.98/85.00 ซ่ึง
สูงกวา่ เกณฑ์ 80/80 ท่ีต้งั ไว้

2. ดชั นีประสิทธิผลของการพฒั นาแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ดว้ ย
แผนผงั ความคิด (Mind Mapping) เรื่องการเขียนยอ่ ความ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 มีคา่ เทา่ กบั 0.7188
หมายความวา่ นกั เรียนมีความรู้เพ่ิมข้นึ หลงั เรียนดว้ ยแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยดว้ ย
แผนผงั ความคิด (Mind Mapping) เร่ือง การเขยี นย่อความ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 คดิ เป็นร้อยละ 71.88

3. ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนกั เรียนท่ีมีตอ่ การพฒั นา
แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ดว้ ยแผนผงั ความคิด (Mind Mapping) เร่ืองการเขยี นยอ่
ความ ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 โดยรวมรายดา้ นและรายขอ้ ทุกขอ้ อยใู่ นระดบั มากท่ีสุด

ชูศกั ด์ิ แสงไชยราช (2547: 80) ไดศ้ ึกษาการพฒั นาการเรียนรู้วชิ าคณิตศาสตร์
เร่ืองรูปสามเหล่ียม ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 โดยใชว้ ธิ ีแผนผงั ความคดิ พบวา่ การพฒั นาการเรียนรู้มี
ประสิทธิภาพเท่ากบั 79.00/82.31 ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑท์ ่ีต้งั ไว้ และมีดชั นีประสิทธิผลของการพฒั นาการ
เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เท่ากบั 0.30 และนกั เรียนมีความคงทนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เร่ือง
รูปสามเหลี่ยม โดยใชว้ ิธีแผนผงั ความคิด

กมลพร จินดาหลวง (2549: 58) ไดท้ าการศึกษาเปรียบเทียบคะแนนผลสมั ฤทธ์ิ
ในการแกโ้ จทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์โดยการใชผ้ งั ความคิดของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 2 พบวา่

27

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนกั เรียนหลงั เรียนการแกโ้ จทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์โดยการ
สร้างผงั ความคดิ สูงกวา่ ก่อนเรียนแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01

สมหวงั รอดไธสง (2549: 99) ไดศ้ ึกษาการพฒั นาแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง เศษส่วน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 โดยวิธีของ สสวท. ที่ใชแ้ ผนผงั ความคิด (Mind Mapping)
พบวา่ แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 โดยใชว้ ิธีของ สสวท. ที่ใช้
แผนผงั ความคิด (Mind Mapping) มีประสิทธิภาพเท่ากบั 82.95/82.56 มีดชั นีประสิทธิผลเทา่ กบั
0.69 และนกั เรียนที่เรียนดว้ ยแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1
โดยวธิ ีของ สสวท. มีคะแนนหลงั เรียนและหลงั เรียนไปแลว้ 14 วนั ไม่แตกต่างกนั แสดงวา่ หลงั เรียน
ไปแลว้ 14 วนั สามารถคงทนความรู้หลงั เรียนไดท้ ้งั หมด

2. งานวิจยั ต่างประเทศ
แมคเคลน (McClain. 1986: 150-164) ไดท้ าการศึกษาผลการนาเทคนิคแผนท่ี

ความคดิ มาใชเ้ พอ่ื ช่วยในการทาความเขา้ ใจเน้ือหาวชิ าที่เรียนของนกั ศึกษามหาวิทยาลยั
ผลการวิจยั พบวา่ เทคนิคแผนท่ีความคดิ ช่วยใหน้ กั ศึกษาสามารถเขา้ ใจในเน้ือหาวิชาไดด้ ีข้นึ โดย
การมอง เห็นภาพรวมและช่วยในการจดบนั ทึกใหง้ า่ ยข้ึน สามารถเขา้ ใจในเน้ือหาท่ีจดบนั ทึก
ส่งเสริมการใชค้ วามคิดในการระดมสมอง มีอิสระในการคดิ เป็นการส่งเสริมใหม้ ีการพฒั นาความคดิ
เบา (Bao. 2002 : 1541) ไดน้ าเสนอขอ้ มูลดว้ ยเทคนิคแผนผงั ความคดิ ถกู นามาใช้
เพอื่ คน้ หาขอ้ มลู เพื่อประโยชน์ในการเลือกเวบ็ มากกว่าท่ีจะใชก้ ารนาเสนอขอ้ มลู แบบธรรมดาโดยใช้
(Internet Explorer) หนา้ ท่ีนาไปใชใ้ นการนาเสนอขอ้ มูลรวมถึง ผงั ตน้ ไมแ้ บบยอ่ สรุปและการ
คน้ ควา้ หาเป้าหมาย การเปรียบเทียบการทดสอบไดร้ ับการออกแบบและนาไปใชว้ ดั พฤติกรรมของ
ผใู้ ชเ้ พ่ือคน้ หาขอ้ มูลในเวป็ ไซต์ ผลการศึกษาช้ีใหเ้ ห็นวา่ การนาเสนอขอ้ มูลโดยใชแ้ ผนผงั ความคดิ มี
ประโยชนม์ ากกวา่ ใช้ Internet Explorer ในระหวา่ งก่อนการทดสอบและพบวา่ เทคนิคผงั ความคดิ
น้นั เป็นเคร่ืองมือที่มีประโยชน์สาหรับการเรียนรู้ขอ้ มลู และความรู้ใหมๆ่

วอง (Wang. 3656-A : 2004) เป้าหมายของการศึกษาคร้ังน้ีกเ็ พื่อท่ีวา่ จะสารวจผล
ของความรู้ก่อนการสอนและสารวจยทุ ธวิธีการใชผ้ งั ความคดิ ในการจาแนกผลสัมฤทธ์ิ ตามความ
แตกต่างของจุดมุ่งหมายทางการศึกษา ยทุ ธวธิ ีผงั ความคดิ ไดแ้ ก่ การจบั คู่ การจาแนกบุพบท และการ
ใหน้ กั เรียนรวบรวมผงั ความคิด ส่ือการสอน ไดแ้ ก่ เน้ือหาคาอธิบาย Word 2000 ท่ีเกี่ยวกบั จิตใจ
มนุษย์ ผลสมั ฤทธ์ิประเมินโดยแบบทดสอบรวม กลุ่มตวั อยา่ งไดแ้ ก่นกั เรียนระดบั ต่ากวา่ ปริญญาตรี
290 คน แบง่ เป็นกลมุ่ ทดลอง 182 คน ไดแ้ ก่ กลุม่ ที่ใชก้ ารจบั คโู่ ดยใชแ้ ผนผงั ความคิด 50 คน กลุ่มที่ใช้
ผงั ความคดิ ในการจาแกบุพบท 44 คน และกลมุ่ ที่ใชผ้ งั ความคดิ ในการรวบรวมแนวคิดจานวน 46 คน
และจดั เป็นกลุม่ ควบคมุ จานวน 42 คน จากการวเิ คราะห์ขอ้ มลู พบวา่ 1) ยทุ ธวิธีการใชผ้ งั ความคดิ ท้งั

28

3 แบบ ใหผ้ ลในการจาแนกผลสัมฤทธ์ิไม่เท่าเทียมกนั ตามจุดมงุ่ หมายการศึกษาท่ีแตกต่างกนั แต่พบวา่
ความแตกตา่ งกนั ระหวา่ งการใชผ้ งั ความคดิ ในการจบั คู่ และพบความแตกตา่ งกนั ระหวา่ งการให้
นกั เรียนใชแ้ ผนผงั ความคิดในการรวบรวมแนวคิดในการจาแนกบพุ บทและกลมุ่ ควบคุมท่ีใช้
แบบทดสอบอิงเกณฑท์ กุ ชนิด 2) ยทุ ธวธิ ีการใชแ้ ผนผงั ความคิดทาใหเ้ กิดผลสมั ฤทธ์ิสูงข้นึ ตาม
จุดมุง่ หมายการศึกษาที่แตกต่างกนั 3)ความรู้ก่อนการสอนและการใชผ้ งั ความคิดไมม่ ีปฏิสัมพนั ธ์
ระหวา่ งกนั

ผลการศึกษางานวิจยั ท้งั ในประเทศและต่างประเทศ พบวา่ แผนท่ีความคดิ เป็นเคร่ืองมือที่
ช่วยในการพฒั นาทางดา้ นการคดิ และการเขยี น ซ่ึงเกิดจากเวลาที่เขยี นแผนท่ีความคิดจะทาใหเ้ ราเห็น
แยกประเดน็ ท่ีสาคญั เห็นความสัมพนั ธ์ของขอ้ มลู ต่างๆ ไดช้ ดั เจน จึงทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจท้งั ใน
ภาพรวมและส่วนยอ่ ยไดอ้ ยา่ งดี

29

บทที่ 3

วิธกี ำรดำเนนิ กำรศึกษำค้นคว้ำ

ผรู้ ายงานไดด้ าเนินการศึกษาคน้ ควา้ ตามหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
2. เครื่องมือที่ใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้
3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้
4. ข้นั ตอนดาเนินการศึกษาคน้ ควา้
5. การวิเคราะห์ขอ้ มลู
6. สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู

ประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำง

ประชากรเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2562
โรงเรียนมุกดาหาร อาเภอเมืองมกุ ดาหาร จงั หวดั มกุ ดาหาร จานวน 327 คน จาก 10 หอ้ งเรียน

กลุม่ ตวั อยา่ งเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1/5 ที่เรียนในภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา
2562 โรงเรียนมกุ ดาหาร อาเภอเมืองมกุ ดาหาร จงั หวดั มุกดาหาร จานวน 40 คน ไดม้ าโดยการ
เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

เครื่องมือทใี่ ช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ

1. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั ความคิด (Mind Mapping) ของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 เร่ือง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลุม่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
จานวน 9 แผน เวลา 18 ชวั่ โมง

2. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 เรื่อง
ภมู ิศาสตร์ทวปี เอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ซ่ึงเป็นแบบเลือกตอบ
4 ตวั เลือก จานวน 30 ขอ้

30

กำรสร้ำงและหำคณุ ภำพเคร่ืองมือใช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ
1. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบแแผนผงั ความคิด (Mind Mapping) ของ

นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย กล่มุ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรม

1.1 ศึกษาหลกั สูตร จุดมุ่งหมายของหลกั สูตร มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้นั ขอบข่ายของ
เน้ือหาสาระและเวลา ของการจดั กิจกรรมการเรียนรู้กลมุ่ สาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 จากหลกั สูตรสถานศึกษาแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน

1.2 ศึกษารายละเอียดของเน้ือหาท่ีจะนามาสร้างแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้จาก
คูม่ ือการจดั การเรียนรู้ คาอธิบายรายวิชา แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้หรือแนวการสอน แบบเรียน
และเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1

1.3 วเิ คราะหค์ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ ง สาระการเรียนรู้ และผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั
จากคาอธิบายรายวิชาในหลกั สูตรสถานศึกษา สาระภูมิศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา
ศาสนาและวฒั นธรรม

1.4 จดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้ใหส้ อดคลอ้ งกบั ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั ซ่ึงมีองค์
ประกอบ ดงั น้ี

- ชื่อแผนการจดั การเรียนรู้
- ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั
- สาระสาคญั
- จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
- กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใชก้ ารเขยี นแผนที่ความคดิ
- ส่ือการเรียนรู้
- การวดั และประเมินผล
- บนั ทึกผลหลงั การสอน
1.5 นาแผนการจดั การเรียนรู้ที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแลว้ นาไปใหผ้ เู้ ช่ียวชาญ 3 ทา่ น
ตรวจสอบเกี่ยวกบั ความเที่ยงตรงของเน้ือหา ความชดั เจนและความถกู ตอ้ งของผลการเรียนรู้ที่
คาดหวงั ความสอดคลอ้ งระหวา่ งเน้ือหา กิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ และความสอดคลอ้ งระหวา่ งผล
การเรียนรู้ที่คาดหวงั กบั การวดั และประเมินผล เพ่ือนาขอ้ เสนอมาปรับปรุงแกไ้ ข
1.6 นาแผนการจดั การเรียนรู้มาปรับปรุงแกไ้ ขขอ้ บกพร่องตามคาแนะนาก่อนนาไปใช้
ในการทดลองต่อไป

31

2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 เร่ือง
ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม

2.1 ศึกษาหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พ.ศ.2551 กลมุ่ สาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 และวิธีสร้างแบบทดสอบวดั
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ตามแนวคดิ ของบลูม (Bloom) (2546 : 20 - 35)

2.2 ศึกษาวิธีการสร้างขอ้ สอบ จากหนงั สือการสร้างและพฒั นาแบบทดสอบวดั
ผลสมั ฤทธ์ิเทคนิคการเขยี นขอ้ สอบ (สมนึก ภทั ธิยธนี. 2544 : 73-128) และศึกษาการสร้าง
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิแบบอิงเกณฑ์ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 56-98)

2.3 วเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสาระสาคญั และผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั
เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1

2.4 ดาเนินการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ซ่ึงเป็นแบบทดสอบ
วดั ผลสมั ฤทธ์ิแบบอิงเกณฑ์ แบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 40 ขอ้ ตอ้ งการจริง
30 ขอ้

2.5 นาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนให้ผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบความ
เที่ยงตรงตามเน้ือหา เพือ่ คดั เลือกแบบวดั และปรับปรุงแกไ้ ขใหเ้ หมาะสม โดยพิจารณาคา่ IOC
ต้งั แต่ 0.5 – 1.00

2.6 นาแบบแบบทดสอบ ท่ีปรับปรุงแกไ้ ขแลว้ ไปทดลองใช้ (Try Out) กบั นกั เรียน
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 โรงเรียนมกุ ดาหาร จานวน 30 คน ท่ีไมใ่ ช่กลุม่ ตวั อยา่ ง

2.7 นาแบบทดสอบมาวิเคราะห์หาคา่ อานาจจาแนกโดยวิธี B-Index คดั เลือก
แบบทดสอบที่มีค่าอานาจจาแนกต้งั แต่ 0.20 ถึง 1.00 พบวา่ เขา้ เกณฑจ์ านวน 33 ขอ้ จึงคดั เลือกไว้
จานวน 30 ขอ้ มีค่าอานาจจาแนกต้งั แต่ 0.20- 0.53

2.8 นาแบบทดสอบจานวน 20 ขอ้ มาหาค่าความเชื่อมน่ั โดยวิธีของโลเวทพบวา่
แบบทดสอบมีค่าความเช่ือมน่ั ท้งั ฉบบั เทา่ กบั 0.83

2.9 จดั พิมพเ์ ป็นรูปเลม่ เพื่อนาไปใชเ้ ก็บขอ้ มูลตอ่ ไป

32

แบบแผนกำรศึกษำ

การศึกษาคร้ังน้ี ผรู้ ายงานใชแ้ บบแผนทดลองแบบ One Groups Pre-test Post-test
Design (ลว้ น สายยศ และองั คนา สายยศ. 2538 : 249) ดงั ตาราง

ตาราง 1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design

กลุ่ม Pre-test Treatment Post-test
กลมุ่ ทดลอง T1 X T2

เม่ือ T1 หมายถึง ทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test)
X หมายถึง การทดลองโดยใชว้ ิธีการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนท่ีความคดิ
T2 หมายถึง ทดสอบหลงั การทดลอง (Post-test)

ข้นั ตอนดำเนนิ กำรศึกษำค้นคว้ำ

ในการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนที่ความคดิ
ดาเนินการศึกษาคน้ ควา้ ในภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2562 ใชเ้ วลา 18 ชว่ั โมง ซ่ึงผรู้ ายงาน
ดาเนินการจดั การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มีลาดบั ข้นั ตอนดงั น้ี

1. ดาเนินการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชียช้นั
มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ก่อนเรียน (Pre-test) โดยใชก้ ิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ีความคิด

2. ดาเนินการจดั การเรียนรู้ โดยใชแ้ ผนที่ความคดิ เรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวปี เอเชีย
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ที่ผรู้ ายงานสร้างข้นึ

3. ดาเนินการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรียน เร่ือง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ก่อนเรียน (Pre-test) โดยใชก้ ิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ีความคิดซ่ึงเป็น
แบบทดสอบชุดเดียวกนั กบั ที่ใชท้ ดสอบก่อนเรียน

4. นาขอ้ มลู ท่ีไดไ้ ปวเิ คราะห์ผลตอ่ ไป

33

กำรวิเครำะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ขอ้ มูลสาหรับการศึกษาคร้ังน้ี มีข้นั ตอนดงั ต่อไปน้ี
1. หาค่าสถิติพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ ร้อยละ คา่ เฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนน

จากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
2. วเิ คราะห์ขอ้ มูลเพือ่ ตรวจสอบสมมติฐานของการศึกษาคน้ ควา้ ในการเปรียบเทียบ

ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ก่อนเรียนและหลงั เรียน โดยใช้ t-test (Dependent Sample)

สถติ ิทใี่ ช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล

1. สถิติท่ีใชห้ าคุณภาพเคร่ืองมือของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
1.1 หาความเท่ียงตรงตามเน้ือหาของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยการ

หาค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง (Index of Congruence : IOC) ใชส้ ูตรดงั น้ี (สมนึก ภทั ทิยธนี. 2544 :
223)

IOC =  R

N

เมื่อ IOC แทน ดชั นีความสอดคลอ้ ง

R แทน ผลรวมของการพจิ ารณาของผเู้ ชี่ยวชาญ

N แทน จานวนผเู้ ช่ียวชาญ
1.2 หาคา่ ความเชื่อมนั่ (Reliability) โดยวิธีของโลเวท (Lovett Method) มีสูตร
ดงั น้ี (สมนึก ภทั ทิยธนี. 2544 : 230)

r =1− K X − X2
i i

cc (K −1) ( X i − C)2

เมื่อ r แทน ความเชื่อมน่ั ของแบบทดสอบ
cc
K แทน จานวนขอ้ สอบของแบบทดสอบท้งั ฉบบั

X แทน คะแนนสอบของนกั เรียนแต่ละคน
i

C แทน คะแนนจุดตดั

34

1.3 การหาคา่ ความยาก (Difficulty) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
โดยใชส้ ูตร P (บุญชม ศรีสะอาด . 2545 : 84)

P= R
N

เมื่อ P แทน ระดบั ความยาก
R แทน จานวนผตู้ อบถกู ท้งั หมด
N แทน จานวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่า

2. สถิติพ้นื ฐาน
2.1 ค่าร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 101)

P = f  100
n

เม่ือ P แทน ร้อยละ
f แทน ความถี่ท่ีตอ้ งการแปลงใหเ้ ป็นร้อยละ
N แทน จานวนความถ่ีท้งั หมด

2.2 ค่าเฉลี่ย (Arithmatic Mean) ของคะแนน (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 102)

X = X
N

เม่ือ X แทน คา่ เฉลี่ย
X แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดในกล่มุ
N แทน จานวนคะแนนในกลุ่ม

2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Devision) ใชส้ ูตรดงั น้ี (บญุ ชม ศรีสะอาด.
2545 : 90)

SD = n

(xi − x)2

i =1

n −1

35

เม่ือ SD. แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน

Xi แทน คา่ ของหน่วยกลมุ่ ตวั อยา่ งแตล่ ะหน่วย
x แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนในกล่มุ ตวั อยา่ ง

n แทน ผลรวมระหวา่ งผลต่างกาลงั สองของคา่ ตวั เลขแตล่ ะตวั

 (xi − x)2
i =1

กบั คา่ เฉล่ีย

n แทน จานวนสมาชิกในกลุ่มตวั อยา่ ง

3. สถิติที่ใชท้ ดสอบสมมติฐานเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของคะแนนเฉล่ียก่อน

และหลงั เรียน ใชส้ ูตร t-test แบบ Dependent Sample ดงั น้ี (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2545 : 109)

t = D
n D2 − ( D)2

(n − 1)

เมื่อ t แทน คา่ สถิติที่ใชใ้ นการแจกแจงแบบ t

D แทน คา่ ผลตา่ งระหวา่ งคู่คะแนน

n แทน จานวนกลมุ่ ตวั อยา่ งหรือจานวนคูค่ ะแนน

36

บทท่ี 4

ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล

ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลผรู้ ายงานไดเ้ สนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามลาดบั ดงั น้ี
1. สัญลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
2. ลาดบั ข้นั ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
3. ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล

สัญลกั ษณ์ทีใ่ ช้ในกำรเสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล

สญั ลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู มีดงั ต่อไปน้ี
N แทน จานวนกลุ่มตวั อยา่ งในแต่ละกลมุ่
x แทน คา่ เฉล่ีย
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
t แทน สถิติทดสอบที่ใชเ้ ปรียบเทียบกบั ค่าวิกฤตเพ่อื ทราบความมีนยั สาคญั

ลำดบั ข้นั ตอนในกำรเสนอผลกำรวเิ ครำะห์ข้อมูล

ผรู้ ายงานไดด้ าเนินการวิเคราะหข์ อ้ มูลตามลาดบั ข้นั ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และร้อยละ จากการทดสอบก่อนเรียนและ

หลงั เรียน
ตอนท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ประเทศไทย ช้นั

มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ก่อนเรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนที่ความคดิ และหลงั เรียนดว้ ยกิจกรรม
การเรียนรู้แบบแผนที่ความคิด

ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล

ตอนที่ 1 คา่ เฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ จากการทดสอบก่อนเรียนและ
หลงั เรียน ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และร้อยละ จากการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน
ดงั ตาราง 2

37

ตาราง 2 คา่ เฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ จากการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน

ระยะเวลาการทดสอบ คะแนนเตม็ x S.D ร้อยละ
ก่อนเรียน 30 2.07 40.15
หลงั เรียน 30 12.04 3.72 75.78

22.73

จากตาราง 2 คา่ เฉล่ียของคะแนนจากการทาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง
ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย ก่อนเรียนมีคา่ เทา่ กบั 12.04 คิดเป็นร้อยละ 40.15 และหลงั เรียนมีค่าเท่ากบั
22.73 คดิ เป็นร้อยละ 75.78

ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ภมู ิศาสตร์ทวปี เอเชีย
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ก่อนเรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ีความคิด และหลงั เรียนดว้ ย
กิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ีความคดิ ดงั ตาราง 3

ตาราง 3 ผลการวเิ คราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1
ก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนที่ความคดิ

การทดสอบ N x S.D t
2.07 16.39**
ก่อนเรียน 40 12.04 3.72

หลงั เรียน 40 22.73

**มีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01

จากตาราง 3 พบวา่ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ที่เรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผน
ที่ความคดิ มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .01

38

บทท่ี 5

สรุปผล อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ

การรายงานผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนที่ความคดิ เร่ือง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย
กล่มุ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ผรู้ ายงานไดส้ รุปผล
การศึกษาเรียงตามลาดบั หวั ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี

1. ความมงุ่ หมายของการศึกษาคน้ ควา้
2. สมมติฐานของการศึกษาคน้ ควา้
3. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
4. เครื่องมือที่ใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้
5. วธิ ีดาเนินการศึกษาคน้ ควา้
6. การวิเคราะห์ขอ้ มูล
7. สรุปผลการศึกษาคน้ ควา้
8. อภิปรายผล
9. ขอ้ เสนอแนะ

ควำมม่งุ หมำยของกำรศึกษำค้นคว้ำ

เพอื่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระ
การเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ย
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนท่ีความคิด

สมมติฐำนของกำรศึกษำค้นคว้ำ

นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 หลงั ไดร้ ับการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนที่ความคิด เร่ือง ภมู ิศาสตร์
ทวีปเอเชีย มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน

39

ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง

ประชากรเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ที่เรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2558
โรงเรียนมกุ ดาหาร อาเภอเมืองมกุ ดาหาร จงั หวดั มุกดาหาร จานวน 327 คน จาก 10 หอ้ งเรียน

กลุ่มตวั อยา่ งเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1/5 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา
2562 โรงเรียนมุกดาหาร อาเภอเมืองมุกดาหาร จงั หวดั มุกดาหาร จานวน 40 คน ไดม้ าโดยการ
เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

เครื่องมือทใ่ี ช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ

1. แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั ความคิด (Mind Mapping) ของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 เรื่อง ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
จานวน 9 แผน เวลา 18 ชว่ั โมง

2. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 เร่ือง
ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ซ่ึงเป็นแบบเลือกตอบ
4 ตวั เลือก จานวน 30 ขอ้

ข้นั ตอนดำเนินกำรศึกษำค้นคว้ำ
ในการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย กลมุ่ สาระการเรียนรู้

สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ีความคิด
ดาเนินการศึกษาคน้ ควา้ ในภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2562 ใชเ้ วลา 18 ชวั่ โมง ซ่ึงผูร้ ายงาน
ดาเนินการจดั การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มีลาดบั ข้นั ตอนดงั น้ี

1. ดาเนินการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชีย ช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ก่อนเรียน (Pre-test) โดยใชก้ ิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนที่ความคดิ

2. ดาเนินการจดั การเรียนรู้ โดยใชแ้ ผนที่ความคิด เรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชีย
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ท่ีผรู้ ายงานสร้างข้ึน

3. ดาเนินการทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรียน เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย ช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ก่อนเรียน (Pre-test) โดยใชก้ ิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนที่ความคดิ ซ่ึงเป็น
แบบทดสอบชุดเดียวกนั กบั ที่ใชท้ ดสอบก่อนเรียน

4. นาขอ้ มลู ท่ีไดไ้ ปวิเคราะห์ผลตอ่ ไป

40

กำรวิเครำะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ขอ้ มลู สาหรับการศึกษาคร้ังน้ี มีข้นั ตอนดงั ต่อไปน้ี
1. หาค่าสถิติพ้นื ฐาน ไดแ้ ก่ ร้อยละ คา่ เฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนน

จากแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
2. วิเคราะห์ขอ้ มลู เพือ่ ตรวจสอบสมมติฐานของการศึกษาคน้ ควา้ ในการเปรียบเทียบ

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ก่อนเรียนและหลงั เรียน โดยใช้ t-test (Dependent Sample)

สรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำ

ผลการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวีปเอเชีย ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี
1 ก่อนเรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนที่ความคดิ และหลงั เรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
แผนที่ พบวา่ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ที่เรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ีความคิด เรื่อง
ภมู ิศาสตร์ประเทศไทย มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ
ท่ีระดบั .01

อภปิ รำยผล

จากการเปรียบเทียบเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ภมู ิศาสตร์ทวปี เอเชีย
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ก่อนเรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ีความคิด และหลงั เรียนดว้ ย
กิจกรรมการเรียนรู้แบบแผนท่ี พบวา่ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ท่ีเรียนดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้
แบบแผนท่ีความคิด มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่
ระดบั .01
ท้งั น้ีเนื่องจาก

1. เทคนิคแผนที่ความคิดเป็นวิธีการจดั การเรียนรู้ท่ีช่วยใหผ้ เู้ รียนสามารถจดั ลาดบั
ข้นั เรียงลาดบั ความคิดก่อนและหลงั ไดอ้ ยา่ งเป็นข้นั เป็นตอน ซ่ึงนกั เรียนจะไดร้ ับการฝึ กฝนจากการ
แยก แยะขอ้ มูลหรือคน้ หาประเด็นยอ่ ยๆ เชื่อมโยงความคิดยอ่ ยๆ โดยจดั ลาดบั ความคิดหรือขอ้ มูล
ต่างๆ ใหเ้ ขา้ กนั อยา่ งมีระเบียบ ก่อใหเ้ กิดภาพรวมที่ชดั เจนและความเขา้ ใจในหลกั การท้งั หมดท่ี

41

เกิดจากความสัมพนั ธข์ องขอ้ มลู ส่วนยอ่ ยๆ สอดคลอ้ งกบั ไวคอฟฟ์ (Wycoff. 1991: 166) ไดก้ ลา่ ววา่
แผนผงั ความคิดเป็นวธิ ีที่ดีอยา่ งยง่ิ ในการรวบรวบและจดั ระบบความคดิ ข้นั ก่อนการเขียน และ
สามารถทาใหผ้ เู้ รียนมีความคิดสร้างสรรคอ์ อกมาเร่ือยๆ และมีรายละเอียดในเร่ืองท่ีสื่อครบถว้ น
สมบูรณ์ ซ่ึงหากนกั เรียนพูดหรือเขยี นโดยไมม่ ีการเตรียมการหรือลาดบั ความคิดในส่ิงที่จะพดู หรือ
เขียน จะทาใหก้ ารพูดหรือการเขียนของนกั เรียนน้นั มีการลาดบั ข้นั ตอนที่สบั สนนอกจากน้ียงั
สอดคลอ้ งกบั แนวคิดของน้าผ้ึง มีนิล (2545: 30) ที่กล่าวถึงประโยชน์ของแผนผงั ความคิดไวว้ า่ เป็น
เครื่องมือที่ช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดทกั ษะการคิดและแสดงแบบการคดิ ท่ีเขา้ ใจงา่ ยสามารถอธิบายและ
มองเห็นไดอ้ ยา่ งเป็นระบบชดั เจน และนอกจากน้ีวธิ ีการของแผนผงั ความคิดยงั ช่วยให้นกั เรียนไดม้ ี
โอกาสใชค้ วามคิดสร้างสรรคแ์ ละจินตนาการในการสร้างงานศิลปะ แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
โดยใชแ้ ผนผงั ความคิด เป็นการนาทฤษฎีท่ีเกี่ยวกบั สมองไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์อยา่ งสูงสุด การเขียน
แผนผงั ความคิด น้นั เกิดจากการใชท้ กั ษะท้งั หมดของสมอง หรือการทางานร่วมกนั ของสมองท้งั 2 ซีก
คอื สมองซีกซา้ ยและสมองซีกขวา ซ่ึงสมองซีกซา้ ยจะทาหนา้ ที่ในการวิเคราะห์คา ภาษา สัญลกั ษณ์
ระบบ ลาดบั ความเป็นเหตุเป็นผลตรรกวทิ ยา ส่วนสมองซีกขวาจะทาหนา้ ท่ีสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์
จินตนาการ ความงามศิลปะจงั หวะ โดยการใชแ้ ผนผงั ความคดิ ทาใหผ้ เู้ รียนสามารถพฒั นาทกั ษะใน
การเรียนรู้ ศาสตร์และศิลป์ ดา้ นตา่ งๆไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยคดิ จา บนั ทึก เขา้ ใจ
เน้ือหา การนาเสนอขอ้ มูลและช่วยแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรม ทาใหก้ ารเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกสนาน
มีชีวิตชีวา ดงั ท่ีมีผวู้ ิจยั นาการใชแ้ ผนผงั ความคิดไปใชใ้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาตา่ งๆดงั
การศึกษาของสมหวงั รอดไธสง (2549 : 99) เร่ือง การพฒั นาแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง
เศษส่วน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 โดยวธิ ีของ สสวท.ที่ใชแ้ ผนผงั ความคดิ พบวา่ นกั เรียนมีค่าดชั นี
ประสิทธิผลเทา่ กบั 0.6900 หรือนกั เรียนมีความรู้เพ่ิมข้นึ ร้อยละ 69 และสอดคลอ้ งกบั การศึกษาคน้ ควา้
อิสระของ เพญ็ นภาพนั ธุท์ ุม (2549 : 84) เร่ือง การพฒั นาแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั
ความคิดสาระประวตั ิศาสตร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนยางตลาดวิทยาคารผลการศึกษาพบวา่
นกั เรียนมีดชั นีประสิทธิผลเทา่ กบั 0.8162 หรือนกั เรียนมีคะแนนเพม่ิ ข้นึ ร้อยละ 81.62 และสอดคลอ้ ง
กบั การศึกษาของสมพร ขวาไทย (2547 : 100 –101) เกี่ยวกบั การพฒั นาแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
เร่ืองทกั ษะการเขียนจดหมายโดยใชผ้ งั ความคิดผลการศึกษาพบวา่ นกั เรียนท่ีเรียนเรื่องทกั ษะการเขยี น
จดหมายโดยใชแ้ ผนผงั ความคิดมีดชั นีประสิทธิผลเทา่ กบั 0.8469 หรือนกั เรียนมีความรู้เพ่มิ ข้นึ ร้อยละ
84.69

2. เทคนิคแผนท่ีความคิดเป็นวธิ ีการจดั การเรียนรู้ท่ีช่วยใหผ้ เู้ รียนสามารถจดจา
ประเด็นตา่ งๆ ที่จาเป็น และบนั ทึกเพ่ือใหง้ ่ายต่อการนาไปทบทวนและการสรุปเร่ืองราว ตามความ
เขา้ ใจของตนเองบนพ้ืนฐานของเหตแุ ละผล ซ่ึงเป็นการเนน้ ใหน้ กั เรียนรู้จกั เรียนรู้ดว้ ยตนเอง
ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั แมคเคลน (McClain. 1986: 150-164) ไดท้ าการศึกษาผลการนาเทคนิคแผนท่ี

42

ความคดิ มาใชเ้ พือ่ ช่วยในการทาความเขา้ ใจเน้ือหาวิชาท่ีเรียนของนกั ศึกษามหาวิทยาลยั
ผลการวิจยั พบวา่ เทคนิคแผนที่ความคดิ ช่วยใหน้ กั ศึกษาสามารถเขา้ ใจในเน้ือหาวชิ าไดด้ ีข้นึ โดย
การมอง เห็นภาพรวมและช่วยในการจดบนั ทึกใหง้ า่ ยข้ึน สามารถเขา้ ใจในเน้ือหาที่จดบนั ทึก
ส่งเสริมการใชค้ วามคิดในการระดมสมอง มีอิสระในการคิด เป็นการส่งเสริมใหม้ ีการพฒั นาความคดิ
เบา (Bao. 2002 : 1541) ไดน้ าเสนอขอ้ มูลดว้ ยเทคนิคแผนผงั ความคดิ ถกู นามาใชเ้ พ่อื คน้ หาขอ้ มลู เพ่ือ
ประโยชนใ์ นการเลือกเวบ็ มากกวา่ ท่ีจะใชก้ ารนาเสนอขอ้ มลู แบบธรรมดาโดยใช้(Internet Explorer)
หนา้ ที่นาไปใชใ้ นการนาเสนอขอ้ มลู รวมถึง ผงั ตน้ ไมแ้ บบยอ่ สรุปและการคน้ ควา้ หาเป้าหมาย การ
เปรียบเทียบการทดสอบไดร้ ับการออกแบบและนาไปใชว้ ดั พฤติกรรมของผใู้ ชเ้ พ่ือคน้ หาขอ้ มลู ในเวป็
ไซต์ ผลการศึกษาช้ีใหเ้ ห็นวา่ การนาเสนอขอ้ มูลโดยใชแ้ ผนผงั ความคดิ มีประโยชนม์ ากกวา่ ใช้
Internet Explorer ในระหวา่ งก่อนการทดสอบและพบวา่ เทคนิคผงั ความคดิ น้นั เป็นเครื่องมือที่มี
ประโยชนส์ าหรับการเรียนรู้ขอ้ มูลและความรู้ใหมๆ่

ข้อเสนอแนะ

1. ขอ้ เสนอแนะทว่ั ไป
1.1 ครูผสู้ อนสามารถนาการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั ความคิดไปใชใ้ นการ

จดั กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวปี เอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรมช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ไดท้ นั ที

1.2 ผบู้ ริหารและผเู้ ก่ียวขอ้ งควรใหก้ ารสนบั สนุนในการจดั อบรมการจดั กิจกรรมการ
เรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั ความคิดในการจดั การเรียนการสอน

2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั คร้ังต่อไป
2.1 ควรมีการวจิ ยั เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

โดยใชแ้ ผนผงั ความคิดกบั กบั วธิ ีการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนวธิ ีอ่ืนๆ ในเน้ือหาเดียวกนั
2.2 ควรเปรียบเทียบทกั ษะการคดิ ดว้ ยวิธีการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนผงั

ความคิดกบั วธิ ีอื่นๆ ในระดบั ช้นั อ่ืนๆ

43
บรรณำนุกรม

44

บรรณำนุกรม

กรมวชิ าการ. การวจิ ยั เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ตามหลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544.
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพร้าว, 2545.

คงฤทธ์ิ นนั ทบุตร. การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสงั คมศึกษาและความสามารถ การคดิ
วเิ คราะหข์ องนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 ท่ีเรียนดว้ ยการจดั การเรียนรู้แบบซินดิเคท.
สารนิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ: บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ, 2552.

จิราภรณ์ นาคเรือง. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความรับผดิ ชอบต่อตนเอง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรมของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่5
กลุ่มตล่ิงชนั ท่ีไดร้ ับการจดั การเรียนรู้แบบเทคนิคการคดิ หมวกหกใบและแบบซินดิเคท.
วทิ ยานิพนธ์คุรุศาสตรมหาบณั ฑิต พระนครศรีอยธุ ยา : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
พระนครศรีอยธุ ยา, 2552.

ชวาล แพรัตกุล. เทคนิคการวดั ผล. กรุงเทพฯ : วฒั นาพานิช, 2526.
ชยั ยงค์ พรหมวงศ.์ “การประเมินผลส่ือประสม,” เอกสารการสอนชุดวิชา 21322 สื่อการสอน

ระดบั มธั ยมศึกษาศึกษา เล่ม 2 หน่วยที่ 8-15. หนา้ 493-500. นนทบุรี : มหาวิทยาลยั
สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2537.
ชานาญ เอ่ียมสาอาง. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณของ
นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 ที่เรียนวิชาสงั คมศึกษาโดยการสอนแบบสืบสวนสอบสวนเชิง
นิติศาสตร์กบั การสอนตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรี
นครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2539.
เชิดศกั ด์ิ โฆวาสินธุ์. การวดั ทศั นคติและบุคลิกภาพ. กรุงเทพฯ : สานกั งานทดสอบทางการศึกษา
และจิตวทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2520.
เดชา จนั ทร์ศิริ. การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 ที่เรียนวชิ าพระพทุ ธศาสนาโดยใชก้ ารสอนตามแนวพทุ ธศาสตร์กบั
กระบวนกลุม่ สัมพนั ธ์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร, 2542.
ดิลก ดิลกานนท.์ การฝึกทกั ษะการคิดเพอ่ื ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ด.
กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2534.
บญุ ชม ศรีสะอาด. การวจิ ยั เบ้ืองตน้ . พิมพค์ ร้ังท่ี 7. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น, 2545.
. วธิ ีการทางสถิติสาหรับการวจิ ยั เล่มท่ี 1. พิมพค์ ร้ังท่ี 3. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน์
, 2545.

45

บุญชม ศรีสะอาด. การพฒั นาหลกั สูตรและการสอน. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั ศรีนครินทร
วิโรฒมหาสารคาม, 2528.

ปริยทิพย์ บญุ คง. การศึกษาปัจจยั บางประการท่ีสมั พนั ธ์กบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2546.

ประณีต คนชุม. การสร้างแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6.
บรุ ีรัมย์ : สานกั งานการประถมศึกษาอาเภอนางรอง, 2540.

เผชิญ กิจระการ. “การวิเคราะหป์ ระสิทธิภาพสื่อ และเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษา (E1/E2),”
วารสารการวดั ผลการศึกษา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. 7 : 44-51 ; กรกฎาคม, 2544.

พชั รี แพนลิน้ ฟ้า. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและการมีวินยั ในตนเองของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ 2 ที่เรียนเรื่องหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู้โดยใชเ้ ทคนิค การสร้างแผนภูมิมโนทศั น์ กบั การสอนแบบซินดิเคทโดยใชเ้ ทคนิค
ศึกษากรณีตวั อยา่ ง. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร, 2549.

พชิ ิต ฤทธ์ิจรูญ. หลกั การวดั และประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : เฮา้ ส์ ออฟ เคอร์มิ้สท,์ 2545.
ไพศาล หวงั พานิช. การวดั ผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช, 2537.
นิพล นาสมบรู ณ์. ผลของการสอนกลุม่ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวติ ดว้ ยกระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษา
ปี ที่ 6. วิทยานิพนธ์ ค.ม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2536.
ปัทมาศ ทองไสว. การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและทกั ษะการจดั การเรียนรู้ของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ที่เรียนสาระเศรษฐศาสตร์ โดยการสอนแบบบูรณาการและแบบซินดิเคท
โดยใชส้ ื่อมลั ติมีเดีย. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร, 2549.
มาลินี ศิริจารี. การเปรียบเทียบความสามารถดา้ นการคิดวิเคราะหแ์ ละความสามารถทางเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสารของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 2 ท่ีเรียนดว้ ยบทเรียน
ไฮเปอร์เทก็ ซแ์ ละบทเรียนสื่อประสมในวิชาโครงงานวทิ ยาศาสตร์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.
กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2545.
ทวีศกั ด์ิ ไชยมาโย. คูม่ ือปฏิบตั ิการจดั ทาแผนการสอน. นครพนม : สวณั พา, 2537.
ทิศนา แขมมณี. กลมุ่ สมั พนั ธเ์ พอื่ การทางานและการจดั การเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : นิชินแอดเวอร์
ไทซ่ิง กรู๊ฟ, 2547.
ภทั ราภรณ์ พิทกั ษธ์ รรม. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนความสามารถดา้ นการคิด

46

วิเคราะห์และเจคติตอ่ วชิ าสังคมศึกษาของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 ท่ีไดร้ ับการสอน
แบบสืบเสาะหาความรู้โดยใชก้ ิจกรรมการสร้างแผนภมู ิมโนทศั น์กบั การสอนตามคู่มือครู.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร, 2543.
เยาวดี วิบลู ยศ์ รี. การวดั ผลและการสร้างแบบสอบผลสัมฤทธ์ิ. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพแ์ ห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2548.
ลาวรรณ โฮมแพน. การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิด
วิเคราะหข์ องนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 ท่ีไดร้ ับการสอนโดยใชช้ ุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์
เพ่อื ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั
ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร, 2550.
ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ. หลกั การวจิ ยั ทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศึกษาพร, 2531.
วิไลพร คาเพราะ. การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการคดิ วิเคราะหว์ ิจารณ์
ในกลุม่ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5 ที่สอนโดยใช้
ชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั
ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร, 2539.
วญั ญา วิศาลาภรณ์. การสร้างแบบทดสอบเพ่ือการวิจยั และพฒั นาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ :
สานกั พมิ พต์ น้ ออ้ , 2533.
วฒั นาพร ระงบั ทุกข.์ การเขยี นแผนการสอนที่เนน้ ผเู้ รียนเป็นศูนยก์ ลาง. กรุงเทพฯ : แอล ที เพรส,
2542.
สนอง อินละคร. คู่มือการเขียนแผนการสอนที่เนน้ กระบวนการ. อบุ ลราชธานี : ม.ป.พ., 2535.
สาโรช บวั ศรี. วิธีการสอนตามข้นั ท้งั 4 ของอริยสจั . กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
ประสานมิตร, 2531.
สมนึก ภทั ทิยธนี. การวดั ผลการศึกษา. มหาวิทยาลยั มหาสารคาม : ภาควิชาวจิ ยั และพฒั นา
การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2544.
. เทคนิคการสอนและรูปแบบการเขียนขอ้ สอบแบบเลือกตอบ วิชาคณิตศาสตร์
เบ้ืองตน้ . มหาสารคาม : ภาควิชาวจิ ยั และพฒั นาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2546.
สมบญุ ภ่นู วล. การประเมินและการสร้างแบบทดสอบ. พมิ พค์ ร้ังที่ 4. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์,
2531.
สุพล วงั สินธุ์. “การจดั ทาแผนการสอนอยา่ งมีประสิทธิภาพ,” สารพฒั นาหลกั สูตร. 12(114) :
5-9 ; เมษายน – พฤษภาคม, 2536.
สุรชยั ขวญั เมือง. วิธีสอนและการวดั ผลวชิ าคณิตศาสตร์ ในระดบั ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ :

47

เทพนิมิตรการพิมพ,์ 2532.
สุวิทย์ มูลคา และอรทยั มูลคา. 21 วิธีจดั การเรียนรู้เพอ่ื พฒั นากระบวนการคิด. พิมพค์ ร้ังที่ 4.

กรุงเทพฯ : โรงพิมพภ์ าพพมิ พ,์ 2545.
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542.

กรุงเทพ ฯ : สยามสปอร์ตซินดิเคท, 2544.
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานกั งานคณะกรรมการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน. ตวั ช้ีวดั และสาระ

การเรียนรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวฒั นธรรม ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์
องคก์ ารรับส่งสินคา้ และพสั ดุภณั ฑ,์ 2553.
อเนก เพยี รอนุกลุ บตุ ร. การวดั และประเมินผลทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั รามคาแหง,
2524.
อารมณ์ เพชรชื่น. เทคนิคการวดั และประเมินผลการศึกษาประถมศึกษา. กรุงเทพฯ :
ภาคหลกั สูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร, 2527.
อานวย เลิศชยนั ตี . การทดสอบและการวดั ผลทางการศึกษา : สาหรับครู อาจารย-์ นกั ศึกษาครู
และผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ ง. กรุงเทพฯ : วทิ ยาลยั ครูจนั ทรเกษม, 2533.
Baron, Brigid Jessica Sara.. Collborative Problem Solving : Is TeamPerformance Greater than
what is Exceted From The Most Compertend Member. Dissertation Abstracts
International. 53 (08): 4389B. 1993, Febuary.
Frankie. Degree of Freedom : A Study of Collaborative Learning in Higher Education.
p. 108. 1989.
Lumpkin, Cynthin Rolen. Effects of Tearing Teaching Critical Thinking Skills on the Critical
Thinking Ability, Achievement , and Retention of Social Studies Content by Fifth and
Sixth -Grade, Dissertations Abstracts International. 51(11): 3694 – A. 1991, May.
Nelson, Miles A. The Effects of Two Post Laboratory Discussion Strategies on Urban and
Suburban Six-grade Children Learning of Selected Cognitive Skill and Science Principle.
Dissertation Abstracts International. 31(5): 2262 – A. 1970, November.
Reed Philip Anthony. “The Relationship between Learning Style and Conventional or Modular
Laboratory Preference Among Technology Education Teacher in Virginia,” Dissertation
Abstracts International. 61(6) : 2246-A ; December, 2000.

48


Click to View FlipBook Version
Previous Book
บทที่162
Next Book
รูปเล่มวิจัยภาสินีสมบูรณ์