50 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ เดิมเป็นการเล่นที่ใช้ในพิธีกรรมการหย่าฝน เมื่อชาวบ้านในภาคอีสานทำ นาและข้าวออกรวง และแก่พอที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ชาวบ้านก็จะมีการ เล่นโหวดเพื่อให้เสียงโหวดเป็นสัญญาณ ให้พญาแถน เทพเจ้าผู้ประทานนํ้าฝนให้กับโลกมนุษย์ หยุดส่งนํ้า ลงมา ชาวนาจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งต่อมา ก็กลายมาเป็นวิวัฒนาการการเล่นแบบมีการแข่งขัน เพื่อเอาแพ้เอาชนะ แต่ในปัจจุบันนี้การเก็บเกี่ยว ผลิตผล มีการใช้เครื่องจักร พิธีกรรมนี้จึงเลือนหายไป องค์การบริหารส่วนตำ บลแก้งไก่ อำ เภอ สังคม จังหวัดหนองคาย ได้มีการฟื้นฟูและสืบทอด การเล่นโหวดจึงได้จัดงานเทศกาลขว้างโหวดในช่วง เดือนธันวาคมของทุกปีลักษณะของโหวดที่ใช้ขว้าง จะคล้ายกัน แต่จะมีความแตกต่าง คือ โหวดที่ใช้ สำ หรับขว้างจะมีอุปกรณ์อื่นที่เป็นองค์ประกอบของ โหวดคือ หางโหวดใบพัดอ้งและจะมีเชือกสำ หรับ แกว่งโหวด เรียกว่า เคา ขว้างโหวด
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 51
52 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ อุปกรณ์การเล่น ๑. โหวด: ทำจากไม้กู่แคน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕ เซนติเมตรตัดให้มีความยาวต่างกัน จำ นวน ๗ ท่อน เรียกว่า เลาโหวด ซึ่งด้านหนึ่งจะเสี้ยมให้แหลม อีกด้านอุดปลายด้วยขี้สูด (ชันโรง) ๒. เคา : ทำจากเชือกป่าน หรือเชือกไนล่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐ เซนติเมตร ผูกเป็นบ่วงสองชาย บ่วงแต่ละข้างเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒๐ เซนติเมตร แล้วรวบเป็นเส้นเดียวแล้วจับขว้าง ๓. โพน : เนินดินสำ หรับยืนขว้างโหวด จะใช้การกองดินพูนเป็นเนิน ฐานโพน กว้างประมาณ ๓ - ๕ เมตร สูง ๒ - ๓ เมตร
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 53 จำ นวนผู้เล่น ไม่จำกัดวัย แต่ส่วนมากจะเป็นการเล่นของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง วิธีการเล่น ผู้ขว้างโหวดจะขึ้นไปยืนบนโพน ใช้เชือกเคาคล้องโหวดไว้จากนั้นก็ค่อยๆแกว่งโหวดให้เป็นรัศมีรอบๆศีรษะ ทำ มุมกับพื้นประมาณ ๖๐ องศา แล้วเร่งความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ และเร่งความเร็วของการแกว่งขึ้นเรื่อยๆ พอได้จังหวะ ก็จะปล่อยเชือกเคา ให้โหวดพุ่งไปข้างหน้าให้เร็วและไกลที่สุด การตัดสินแพ้ชนะ จะขึ้นอยู่กับระยะไกลของโหวด ที่ขว้างออกไป โดยวัดระยะไกล จากโพนถึงที่ที่โหวดตกลงถึงพื้น จากนั้นก็จะเล่นสลับกันในแต่ละครั้ง หรือทีม คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกาย การแกว่งโหวดเป็นการออกกำลังกายอีกวิธีหนึ่ง ทำ ให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ๒. ด้านสังคม เป็นกิจกรรมที่สามารถทำ ให้ครอบครัวและญาติมิตรได้แสดงออกถึงความรัก ความเอื้ออาทร ผ่านการปฏิบัติการเรียนรู้ในครอบครัว และทำ ให้คนในชุมชนมีความสามัคคี ๓. ด้านวัฒนธรรม เป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น และทำ ให้คนในชุมชนรู้สึกภูมิใจ ในรากเหง้าของตนเอง
54 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ ตานาเป็นการเล่นที่เรียกตามชื่อของบริเวณหรือสนามที่ใช้ในการเล่น โดยมีการขีดเส้นเป็นช่องๆคล้ายกับคันนา มีการเล่นแบบนี้ทุกภาคของประเทศไทย เช่น ภาคกลางเรียกตั้งเต ลาวเรียกบักวูด ฯลฯ อาจแตกต่างกันในวิธีการเล่น อุปกรณ์การเล่น ผู้เล่นจะมี“อีเคย” (เบี้ย) นิยมทำ จาก “ดินขอ” (กระเบื้องดินเผา) ฝนให้เป็นรูปวงกลมหนาประมาณ ครึ่งเซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ นิ้ว บางครั้งอาจใช้ก้อนกรวดที่มีรูปวงกลมขนาดใกล้เคียงก็ใช้ได้ ขีดเส้นตาราง ๑๐ ช่อง แต่ละช่อง กว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๕๐ เซนติเมตร และตีตารางดังนี้ ตานา หัวกะโหลก
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 55 จำ นวนผู้เล่น ฝ่ายละประมาณ ๓ - ๕ คน วิธีการเล่น จะเริ่มจากการแบ่งฝ่าย โดยมีการเสี่ยงทายว่าใครจะได้ขึ้น (เริ่มเล่นก่อน) จะเสี่ยงทายโดยการเป่ายิ้งฉุบ หรืออะไรก็ได้ถ้าฝ่ายไหนชนะจะได้ขึ้นก่อน ฝ่ายที่แพ้จะเรียกว่าฝ่ายคอย การเล่นจะมีทั้งหมด ๕ อี(๕ ท่า) เริ่มจาก ๑. อีซูดผู้เล่นจะวางเบี้ยไว้ที่นาที่ ๑ แล้วยืนขาเดียวค่อยๆซูดอีเคย(เต๊ะเบี้ย) ไปตามตานาต่าง พอถึงเถียงนา จะต้องยืนสองเท้าทับอีเคยแล้ววางอีเคยบนนาที่ ๗ แล้วซูดต่อไปจนครบทุกบ้าน และครบทุกคนในฝ่ายเดียวกัน ระหว่าง ซูดห้ามให้อีเคยคาบเส้น ถ้าคาบเส้นถือว่าตาย จากนั้นก็จะโยนอีเคยโดยเริ่มจากนาที่ ๒ - ๑๐ แล้ว เล่นเหมือนกัน จนครบทุกนา ๒. อีเคิงกระทะ ผู้เล่นจะวางอีเคยไว้ที่หลังเท้าด้านใดด้านหนึ่ง แล้วค่อยๆ เดินไปตามบ้านต่างๆ ทีละนา พอถึงเถียงก็จะวางอีเคยบนเถียงนา แล้วยืนทับอีเคย แล้วทำต่อไปจนครบ ห้ามให้อีเคยหล่นจากหลังเท้า ๓. อีบอด ผู้เล่นจะวางอีเคยไว้ที่มือ แล้วหลับตา หรือแหงนหน้าขึ้นบนฟ้า แล้วค่อยๆ ก้าวเดินไปตามตานา ต่างๆ ห้ามเหยียบเส้น ถ้าเหยียบเส้นถือว่าตาย ๔. อีคีบ ผู้เล่นจะคีบอีเคยด้วยนิ้วเท้า(นิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้)แล้วกระโดดขาเดียวไปตามบ้าน และจะพักเถียงนา โดยวางอีเคยที่เถียงนาแล้วเหยียบทับด้วยเท้าทั้งสอง จากนั้นก็ทำต่อไปเรื่อยๆ จนครบทุกตานา
56 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ ๕. อีหัวกะโหลก ผู้เล่นจะต้องโยนเบี้ยให้เข้าไปภายในหัวกะโหลก แล้วกระโดดขาเดียวไปตามนาที่ ๑ - ๕ พักที่เถียงนา แล้วกระโดดข้ามไปยืนส่วนบนกะโหลก หันหลังให้หัวกะโหลก แล้วก้มลอดใต้หว่างขา หยิบเอาอีเคย แล้วยืนหันหลังให้หัวกะโหลก โยนอีเคยข้าม หัวให้ตกไปตามนาต่างๆ ๑ - ๑๐ ยกเว้นเถียงนา ถ้าโยนลงเถียงนา ถือว่าตายจากนั้น ผู้โยนก็จะกระโดดขาเดียวไปหยิบเอาเบี้ยให้เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นนาของฝ่ายตน กรณีที่โยนไปถูกนา ของตนเอง หรือนาฝ่ายตรงข้าม จะเรียกว่าไฟไหม้นาฝ่ายตรงข้ามก็จะเสียนาฝ่ายตนเองก็จะไม่ได้นาแล้วก็จะเริ่มต้นใหม่ การเล่นตานา จะใช้วิธีการเล่นให้จบทีละฝ่าย โดยฝ่ายที่ได้ขึ้นก่อนจะเล่นไปเรื่อยๆตามลำดับ ถ้าผู้เล่นในฝ่าย ตนเองตาย ผู้เล่นทีผ่านในแต่ละอีสามารถเล่นแทนคนที่เล่นไม่ผ่านได้๑ ครั้ง ต่ออีเรียกวิธีการเล่นแทนนี้ว่า “เกื้อ” กรณีที่ฝ่ายขึ้นก่อนตาย ผู้เล่นฝ่ายคอยจะเริ่มเล่น ถ้าตายก็จะสลับกันไปเรื่อยๆ กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของนา ฝ่ายตรงข้ามจะไม่สามารถยืน หรือเดินบนตานานั้นได้ต้องใช้วิธีก้าวข้าม หรือกระโดดข้าม
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 57 คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกาย เป็นการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี ๒. ด้านจิตใจฝึกความซื่อสัตย์เช่น อีบอดถ้าแกล้งหลับตาไม่สนิทหรือแหงนหน้าขึ้นฟ้าแต่ยังแอบมองเส้นอยู่ ซึ่งบางครั้งฝ่ายตรงข้าม อาจไม่สังเกตเห็น ๓. ด้านสติปัญญา เป็นการฝึกประสาททุกส่วน ให้ทำ งานร่วมกัน ๔. ด้านสังคม การยอมรับความสามารถของผู้อื่น และเคารพกฎกติกา
58 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ เป็นการเล่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เสี่ยงต่อการสูญหาย บางพื้นที่เรียกเต้นสักกะหย่อง เต้นขาเดียว ภาคกลางเรียกกระต่ายขาเดียว อุปกรณ์การเล่น กำ หนดพื้นที่ในการเล่น เป็นวงกลม หรือสี่เหลี่ยม จำ นวนผู้เล่น แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละเท่าๆ กัน จำ นวนทีมละ ๓ คนขึ้นไป วิธีการเล่น ๑. แบ่งฝ่ายเลือกหัวหน้า ๒. แต่ละฝ่ายส่งผู้แทนฝ่ายละ ๑ คน มาโอส้ม (เป่ายิ้งฉุบ)ถ้าหัวหน้าฝ่ายไหนแพ้ก็จะให้ลูกฝ่ายมาโอส้มแทน ทำ ไปเรื่อยๆ ฝ่ายไหนลูกฝ่ายโอส้มหมดคนก่อน จะเป็นฝ่ายแพ้(ฝ่าย ก.) ฝ่ายชนะ (ฝ่าย ข.) จะยืนรอในพื้นที่ที่กำ หนด (วงกลม / สี่เหลี่ยม) ๓. ฝ่าย ก. จะระดมความคิดเพื่อตั้งข้อความ ซึ่งจะต้องมีจำ นวนพยางค์เท่ากับจำ นวนสมาชิก ในฝ่าย เช่น จำ นวนคนฝ่ายเจ็ดคน อาจใช้คำว่า แม่คน นี้ขา ลาย สิ้น ดี(เจ็ดพยางค์) ๔. เมื่อตั้งข้อความเสร็จแล้ว จะกำ หนดชื่อสมาชิกตามพยางค์ที่คิดไว้แจ้งข้อความให้แก่ฝ่าย ข. ๕. ฝ่าย ข. เลือกชื่อมา ๑ พยางค์ ๖. ผู้ที่มีชื่อตรงกับพยางค์นั้นต้องเป็น หนอน ๗. หนอน จะต้องกระโดดด้วยขาข้างเดียวไล่แตะสมาชิกฝ่าย ข. (สามารถพักได้๑ ครั้ง หรือห้ามพักก็ได้ แล้วแต่ข้อตกลง แต่ต้องอยู่ภายในวงกลม / สี่เหลี่ยมนั้นๆ) ๘. การแพ้/ ชนะ - ผู้เล่นฝ่าย ก. กระโดดขาเดียวแตะสมาชิกฝ่าย ข. จนหมด (ฝ่าย ก. จะเป็นฝ่ายชนะ ฝ่าย ข. จะต้องมาเป็นหนอนแทน) หรือสมาชิกฝ่าย ก. ขาแตะพื้นหมดจะถือว่าฝ่ายแพ้ต้องเป็นหนอนต่อไป หนอนสักกะแล่น
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 59
60 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกาย ฝึกกล้ามเนื้อ และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ๒. ด้านจิตใจ ฝึกความซื่อสัตย์ (กรณีการเรียกชื่อตามพยางค์ถ้าจะโกง โดยให้คนเต้นเก่งเข้าแทนคนเต้น ไม่เก่งก็ย่อมกระทำ ได้) ๓. ด้านสังคม ฝึกความสามัคคีและการเคารพกฎกติกา
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 61
62 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ หมากไม้ ไม้อีหลอไม้อีด๋อไม้หมากเก็บ หรือไม้แก่งขี้ช้าง เป็นการเล่นของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางเรียก หมากไม้ส่วนใหญ่จะเล่นกันในกลุ่มเด็กผู้หญิง เล่นกันทุกทุกโอกาส ขอให้มีเวลาว่าง ส่วนผู้ใหญ่ นิยมเล่นกันในงานศพ เพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพหลังการสวดพระอภิธรรม และเล่นหยอกล้อกันในกลุ่มของหนุ่ม - สาว อุปกรณ์การเล่น ๑. ไม้ไผ่ยาว ๕ - ๖ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ครึ่งเซนติเมตร จำ นวน ๑๐ อัน ๒. ลูกมะนาว หรือลูกหมาก จำ นวนผู้เล่น ๕ - ๖ คน
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 63
64 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ วิธีการเล่น ๑. เสี่ยงว่าใครจะได้เล่นก่อน ๒. เริ่มเล่น ผู้เล่นจะนั่งขัดสมาธิหรือ พับเพียบแล้วแต่ถนัด แล้วโยนลูกขึ้นบนอากาศ ขณะเดียวกันก็จะเก็บ ไม้ใส่มืออีกข้างหนึ่ง เริ่มจาก “เก็บ” ๓. ไม้อีแหยฝ่ายตรงข้ามจะกองไม้รวมกันไว้แล้วให้ฝ่ายเล่นจะหยิบทีละครึ่ง ๔. อีควง โยนลูก ๑ ครั้ง แล้วควงไม้ด้วยสองมือ หนึ่ง หรือ สองรอบ นับรวมกันให้ได้๑๐ รอบ ๕. อีคีบ โยนลูก ๑ ครั้ง แล้วหยิบเอาไม้๔ ซอกนิ้ว แล้วเอามาหนีบด้วยรักแร้หยิบเอามาคาบไว้ที่ปาก แล้ววางกับพื้น จนครบ ๑๐ ไม้ หมายเหตุ ทุกครั้งที่มีการหยิบไม้ต้องโยนลูกให้อยู่ในอากาศ แล้วหยิบไม้ให้เสร็จก่อนที่รับลูก และถ้าลูก ไม่ตกพื้นสามารถเล่นต่อไปได้(ไม่ตาย) แต่ถ้าหยิบผิด เช่น ไม้๓ แต่เก็บมาแค่สองไม้ถือว่าตาย คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกาย ฝึกกล้ามเนื้อ พัฒนาประสาทสัมผัส ๒. ด้านสติปัญญา ฝึกสมาธิพัฒนาทักษะการคำ นวณ ๓. ด้านสังคม การเคารพกฎกติกาที่กำ หนดขึ้น รู้จักเล่นเป็นหมู่คณะ
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 65
66 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ มีการเล่นทั่วไปในภาคอีสาน และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) แต่จะมีการเรียก ที่แตกต่างกันออกไป เช่น บักหึ่ง บักหุ่น ตีปลาค่อ (ลาว) ไม้คิด ไม้ต่อด้าม บางท้องถิ่น เรียก ไม้หึ่ง ภาคกลางเรียกไม้หึ่ม เป็นการเล่นอย่างหนึ่งของเด็กอีสานนิยมเล่นกันทุกฤดูกาล เพียงแต่ขอให้มีพื้นที่โล่งกว้าง ก็สามารถเล่นได้นิยมเล่น บนพื้นดินหรือสนามหญ้าโล่งๆ ที่นิยมเล่นมากที่สุดคือลานวัด สาเหตุที่เรียกว่า “หมากหึ่ง” สันนิษฐานมาจากเสียงของ ลูกหึ่งที่แหวกอากาศไป หลังจากที่ถูกตีด้วยไม้หึ่ง อุปกรณ์การเล่น ๑. ลูกหึ่ง ทำจากแก่นไม้เหลาเป็นรูปทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๗ - ๑๐ เซนติเมตร ๒. ไม้หึ่ง ทำจากแก่นไม้เหลาเป็นรูปทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓๐ - ๔๐ เซนติเมตร จำ นวนผู้เล่น จำ นวน ๒ คนขึ้นไป หรือเป็นทีม ทีมละ ๓ - ๕ คน หมากหึ่ง “ไม้หึ่ม” ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประเภทการเล่นพื้นบ้าน พุทธศักราช ๒๕๕๕
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 67
68 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ วิธีการเล่น ๑. ขุดดินเป็นร่อง กว้างประมาณ ๔ - ๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๐ เซนติเมตร เรียกว่า “ฮู” ๒. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายขึ้น กับ ฝ่ายรับ จะมีการประลองโดยการเดาะลูกหึ่ง ใครเดาะได้มากกว่า จะชนะ และได้ขึ้นก่อน ๓. ตัวแทนฝ่ายขึ้นวางลูกหึ่ง ขวางร่องแล้วใช้ไม้หึ่งแทงลงไปในร่องแล้วออกแรงดีดลูกหึ่งให้ไปได้ไกลที่สุด ฝ่ายรับจะรอรับลูกหึ่งที่ลอยไปถ้าฝ่ายรับรับลูกหึ่งได้แสดงว่า “ตาย” ฝ่ายขึ้นจะเปลี่ยนคนดีด คนใหม่ แล้วทำการดีด เหมือนเดิม ลูกหึ่งแต่ถ้าฝ่ายรับ รับลูกไม่ได้ฝ่ายขึ้นจะวางไม้หึ่งขวางลำ ไว้หลังร่อง (ฮู) ๔. ฝ่ายรับจะเก็บลูกหึ่งขึ้นมาแล้วโยนไปที่ไม้ที่ไม้หึ่ง ถ้าโยนโดนไม้ถือว่า “ตาย” ฝ่ายขึ้น จะเปลี่ยนคนดีด ลูกหึ่ง เพื่อเริ่มเล่นใหม่แต่ถ้าโยนไม่โดนฝ่ายขึ้นจะทำการตีลูกหึ่ง ๕. การตีลูกหึ่ง คือ การกำ ไม้หึ่งที่หัวไม้ห่างจากหัวไม้๑ คืบเอาลูกหึ่งวางเหนือกำ มือข้าง ไม้หึ่ง ในลักษณะ ตัว T แล้วใช้มือเดิมโยนลูกหึ่งให้ลอยขึ้นบนอากาศงัดปลายไม้หึ่งเพื่อตีให้กระทบลูกหึ่งให้ไปได้ไกลที่สุด ๖. วัดระยะไม้หึ่ง จากปากหลุม ถึงตรงที่ลูกหึ่งตกโดยนับจากความยาวของไม้หึ่ง ๑ ไม้ ๗. ทำตามขั้นตอน ๑ - ๖ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบคน แล้วเปลี่ยนฝ่าย ๘. การแพ้ชนะ ให้ใช้จากการนับไม้วัด ว่าทั้งทีมรวมกันได้กี่ไม้ คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกายได้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อและการทำ งานแบบ สัมพันธ์ของกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส ๒. ด้านจิตใจให้รู้จักความซื่อสัตย์เพราะขณะนับไม้วัดจากหลุม หาลูกหึ่งต้องเป็นแนวเส้นตรง แต่ถ้าจะโกงฝ่ายตรงข้ามก็สามารถใช้วิธีวัด ซิกแซกไป - มา ๓. ด้านสติปัญญาฝึกประสาทการมองขณะรอรับลูกหึ่งและฝึก ความแม่นยำของการโยนลูกหึ่งให้กระทบกับไม้หึ่ง ๔. ด้านสังคม สร้างความสามัคคีความสนุกสนาน และแสดง ให้เห็นถึงพละกำลังของผู้เล่นแต่ละคน
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 69
70 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ ภาคกลาง เรียก ตะล็อกต๊อกแต๊ก เล่นได้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง การเล่นนี้เป็นเสน่ห์ของการใช้ภาษา เพราะ เดิมนักเรียนในภาคอีสานจะใช้ภาษาอีสานที่บ้านเป็นหลัก พอไปโรงเรียนก็จะใช้ภาษากลาง จึงทำ ให้บทร้อง อีมะล็อก ก๊อกแก๊ก บางคำจะเป็นภาษาอีสาน สำ เนียงภาคกลาง เช่น เมื่อผู้เล่นเป็นชาวบ้านถามว่า ผมเธอทำ ไมจึงยาว ผีจะตอบ ว่า เพราะฉันจ่งไว้(เพราะฉันไว้ผม) และยังพบว่ามีเล่นกันตามโรงเรียนประถมในต่างจังหวัดอยู่ อุปกรณ์การเล่น ไม่มีอุปกรณ์แต่จะเลือกบริเวณใดบริเวณหนึ่ง สมมติว่าเป็นบ้าน เลือกต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นต้นโพธิ์ที่ผีสิงอยู่ จำ นวนผู้เล่น ๖ - ๘ คน อีมะล็อกก๊อกแก๊ก
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 71
72 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ วิธีการเล่น แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่ายฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นใครก็ได้จำ นวนหนึ่งคนเป็นผี๑ ตน และสมมติให้เป็นหมา ๑-๓ ตัว ที่เหลือให้เป็นชาวบ้าน แล้วผีก็เดินมาหาชาวบ้าน ผี: (ทำ ท่าเคาะประตูบ้าน) อีมะล๊อกก๊อกแก๊ก ชาวบ้าน : เจ้ามาทำ ไม ผี: มาซื้อดอกไม้ ชาวบ้าน : ดอกอะไร ผี: ดอกจำ ปี ชาวบ้าน : ไม่มี ผี: ดอกจำ ปา ชาวบ้าน : ไม่มา ผี: ดอกกุหลาบ ชาวบ้าน : ไม่ทราบ ผี: ชวนหมู่ไปดูหนัง ชาวบ้าน : หนังเรื่องอะไร ผี: หนังเรื่องปีศาจ ชาวบ้าน : ไปก่อนเถิด ผี: หมาจะเห่า ชาวบ้าน : ขี่รถกี่ขา ผี: สองขา ชาวบ้าน : ไม่ไป ผี: ร้อยขา ชาวบ้าน : ไปก็ไป ติ๊ดชึ่ง ติ๊ดชึ่ง ติ๊ดชึ่ง ......... ติ๊ดชึ่ง ติ๊ดชึ่ง ติ๊ดชึ่ง
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 73 แล้วผู้เล่นทั้งหมดก็เดินตามกันไปประมาณ ๑ รอบ แล้วผู้เล่นคนหนึ่งทำ เป็นเสียงหมาหอนขึ้น ชาวบ้าน : นั่นต้นอะไร ผี: ต้นโพธิ์ใหญ่ ชาวบ้าน : โพนอะไร ผี: โพนมะพริก ชาวบ้าน : ทำ ไมดุกดิก ผี: เพราะลมมันพัด ชาวบ้าน : หมาเธอทำ ไมจึงหอน ผี: เพราะมันเห็นผี ชาวบ้าน : หน้าเธอทำ ไมถึงขาว ผี: เพราะฉันผัดหน้า ชาวบ้าน : ผมเธอทำ ไมถึงยาว ผี: เพราะฉันจ่งไว้ ชาวบ้าน : เล็บเธอทำ ไมถึงยาว ผี: เพราะฉันไว้ ชาวบ้าน : ตาเธอทำ ไมถึงโบ๋ ผี: เพราะฉันเป็นผี.........หลอก ชาวบ้านก็วิ่งหนีกลับบ้านให้เร็วที่สุด ผีก็จะไล่จับ ถ้าจับใครได้คนนั้นจะต้องมาเป็นผีแทน คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกาย ได้ออกกำลังกาย โดยเฉพาะส่วนขา เพราะการละเล่นนี้จะต้องมีการวิ่ง ๒. ด้านสติปัญญา ได้ฝึกไหวพริบ ปฏิภาณในการโต้ตอบระหว่างผู้เล่น
74 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 75 การเล่นของเด็กไทย ภาคใต้ การเล่นที่เกิดจากภูมิปัญญา และเรียนรู้ต่อๆ กันมา และได้ทำ กับมือ เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
76 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ จูงนางเข้าห้อง การเล่นจูงนางเข้าห้องเป็นการเล่นคล้ายหมากกระดานอย่างหนึ่ง เพราะการเล่นต้องตีตาราง ลงบนกระดาน หรือกระดาษ เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์หรือสนามใช้สำ หรับการเล่น อุปกรณ์การเล่น ๑. แผ่นกระดาษ หรือแผ่นกระดานตีตารางเป็นรูปก้นหอย แบ่งออกเป็นช่องๆ ๒. ลูกเต๋า ๑ ลูก หรือเบี้ยสำ หรับทอด จำ นวน ๕ ตัว ๓. ลูกหมากประจำตัวผู้เล่น ใช้ก้อนกรวด หรือลูกยาง คนละ ๑ ชิ้น ๔. ตัวนาง อาจใช้เหรียญ หรือลูกยาง จำ นวนผู้เล่น เล่นได้ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย จำ นวน ๒ - ๔ คน
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 77
78 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ วิธีการเล่น ก่อนเริ่มเล่น ผู้เล่นทุกคนต้องชี้หาตัวคนเล่นก่อนและหลังตามลำดับ เมื่อได้ตัวแล้วผู้เล่นคนแรกจะหยิบลูกเต๋า ลงมาทอดลูกเต๋าหงายหน้าใดกี่จุดผู้เล่นก็จะเดินหมากของตนได้เท่านั้นช่อง เช่น ทอดได้๕ จุดก็เดินได้๕ ช่อง ผู้เล่น คนแรกก็วางหมากของตนลงในช่องที่ ๕ ให้คนที่สองทอดลูกเต๋าบ้างลูกเต๋าหงายขึ้นกี่จุดก็เดินหมากได้เท่านั้นช่องคนที่ สามก็ทอดลูกเต๋าและเดินหมากเช่นเดียวกัน การทอดลูกเต๋าจะผลัดกันทอดคนละครั้งแล้วเดินหมากตามจำ นวนจุดของ ลูกเต๋าที่หงายขึ้น คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านจิตใจ ฝึกสมาธิได้จัดทำของเล่นด้วยตนเอง ๒. ด้านอารมณ์มีความสนุกสนานในการเล่น รู้จักแพ้รู้จักชนะ ๓. ด้านสติปัญญา มีการคิดคำ นวณการบวกตัวเลข ๔. ด้านสังคม รู้จักยอมรับในกฎกติกาการเล่นร่วมกัน
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 79
80 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ ฉับโผง ภาคใต้ เรียก “ฉั๊บโป้ง” เป็นของเล่นที่เกิดจากภูมิปัญญา และเรียนรู้ต่อๆ กันมา และได้ทำ กับมือ เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นวัตถุประดิษฐ์ที่เด็กในจังหวัดกระบี่ในสมัยก่อนนิยมเล่นกัน อุปกรณ์การเล่น ๑. ไม้ไผ่ขนาดเล็กมาตัดให้เหลือ ๑ ปล้องมีรูกลวงตรงกลางตลอดลำ (ยาวประมาณ ๑ คืบ) เรียกส่วนนี้ว่า “บอกฉับโผง” ๒. ไม้ไผ่ความยาวประมาณ ๑.๕ คืบมาเหลาให้กลม ขนาดพอที่จะกระทุ้งเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ได้ พร้อมทั้งใช้ไม้ไผ่ขนาดเท่ากระบอกฉับโผงความยาวประมาณ ๐.๕ คืบ สวมโคนไม้ไผ่ ส่วนที่ยาวเกินกระบอก ชิ้นส่วนนี้ เรียกว่า “ด้ามจับ” ๓. ลูกพลา ผลไม้ป่ามีลักษณะผลเป็นช่อคล้ายมะเขือพวง แต่ลูกเล็กกว่า หรือจะใช้เศษกระดาษชุบนํ้าก็ได้ ๔. กะลา สำ หรับมาเป็นเป้า
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 81
82 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ จำ นวนผู้เล่น ไม่จำกัดจำ นวนผู้เล่น วิธีการเล่น นำ ลูกพลา (ผลไม้ป่ามีลักษณะผลเป็นช่อคล้ายมะเขือพวงแต่ลูกเล็กกว่า) หรือเศษกระดาษชุบนํ้าให้ยุ่ย อัดเข้าไปในกระบอกฉับโผงแล้วมือข้างหนึ่งถือกระบอกมือข้างหนึ่งถือด้ามจับสอดปลายด้ามจับกระทุ้งไปด้านหน้าแรงๆ ให้แรงอัดดันลูกพลาพุ่งออกไปนอกกระบอก มีเสียงดังโผง คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกาย ฝึกความแม่นยำและฝึกความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ๒. ด้านสติปัญญา เป็นการฝึกให้เด็กๆได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์นำวัสดุจากธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นของเล่น ๓. ด้านสังคม การเล่นฉับโผงส่วนใหญ่แล้วนิยมเล่นกันเป็นกลุ่มๆ ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 83
84 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ ชนวัวดิน เป็นอัตลักษณ์เป็นวัฒนธรรม กีฬาชนวัวซึ่งมีมานาน กีฬาวัวชนเป็นกีฬาพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการเล่นชนวัวดินเป็นการเล่นที่เด็กจำลองมาจากการชนวัวจริงๆ โดยใช้ดินเหนียว มาปั้นเป็นวัวแล้วนำ มาชนกัน พบเริ่มการเล่นแถบเมืองท่าต่างๆ เช่น นครศรีธรรมราช ได้ถ่ายทอดกีฬาดังกล่าวให้แก่ชาวพื้นเมือง อุปกรณ์การเล่น ผ้าขาวม้า วัวดิน ทำ จากดินเหนียว ขั้นแรกต้องเสาะหาดินเหนียวมา นำ ดินเหนียว มานวดจนแน่นเข้าที่ดีแล้ว ผู้เล่นจะต้องบรรจงใช้ฝีมือทางประติมากรรมปั้นจนเป็นรูปร่างวัว มีหัว มีเขาสองเขา สั้นยาวตามใจชอบ แต่ต้องให้เขามีความแข็งแรง เพราะเขาวัวเป็นส่วนสำคัญที่จะเอาชนะกันในการเล่นชนิดนี้ต่อไป ก็ปั้นหนอก(โหนก) บนหลังวัว หางวัวส่วนขาจะปั้นให้คู่หน้าติดกัน และคู่หลังก็ติดกันเป็นคู่ๆส่วนหางพับลงติดกับขาคู่หลัง เมื่อเวลาชนจะได้ไม่กลายเป็นวัวหางหักเสร็จแล้วจึงเอาเมล็ดมะกล่ำ หรือลูกปัดฝังใส่เป็นตาของวัวดิน ๑ คู่ เมื่องานปั้น วัวดินเรียบร้อยแล้วก็นำ ไปตากผึ่งแดดให้แห้งสนิท จำ นวนผู้เล่น เป็นการเล่นของเด็กผู้ชาย จำ นวนผู้เล่นเล่นได้ครั้งละ ๒ คน แบ่งออกเป็นคนละฝ่าย
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 85
86 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ วิธีการเล่น เอาวัวดิน ๒ ตัว ซึ่งมีขนาดรูปร่างเท่าๆ กัน ที่จะชนกันวางลงในสนาม (ผ้าขาวม้า) ให้วัวหันหน้าเข้าหากัน เจ้าของวัวหรือใครก็ได้๒ คน จับผ้าขาวม้าคนละ ๒ มุม ยกผ้าขาวม้าให้พ้นพื้นแล้วค่อยๆ แกว่งผ้าขาวม้าไปมา วัวดิน จะเคลื่อนเข้าหากันอย่างช้าๆ จนเคลื่อนมาถึงกัน วัวก็จะเริ่มชนกัน คนจับผ้าขาวม้าจะแกว่งผ้าให้เร็วขึ้น วัวดินก็จะชน เร็วขึ้นตามแรงเหวี่ยง การชนวัวดินจะสิ้นสุดลงเมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของวัวดินหัก คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านจิตใจ ให้ความสนุกสนาน กว่าจะได้วัวมาชนแต่ละตัวต้องใช้เวลารอคอย ตั้งแต่ปั้นและจนกว่าวัวดิน จะแห้ง เวลาเล่นก็จะให้ความสนุกสนานในการดูวัวแต่ละตัวกลิ้งเข้าหากันตามแรงแกว่งผ้าขาวม้าที่เปรียบเหมือนสนามชน วัวดินจริงๆ ๒. ด้านสติปัญญาส่งเสริมให้เด็กมีฝีมือในการปั้นดินเหนียวให้เป็นรูปต่างๆเป็นความรู้พื้นฐานด้านประติมากรรม แก่เด็กได้เป็นอย่างดีรวมทั้งส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพราะบางครั้งเด็กไม่เฉพาะปั้นดินเป็นรูปวัวได้อย่างเดียว กว่าจะรอดินที่ปั้นเป็นวัวที่นำ ไปตากไว้แห้งสนิท เด็กอาจจะปั้นดินเหนียวที่เหลือเป็นรูปสัตว์อื่นๆ หรือวัตถุต่างๆเล่นได้อีก ๓. ด้านสังคม ส่งเสริมความมีนํ้าใจเป็นนักกีฬาการรู้จักแพ้ชนะของการชนวัวดินจะโกงกันลำ บากเมื่อชนกัน แล้วจะรู้ว่าแพ้หรือชนะกันทันทีไม่ได้จนกว่าจะได้นับแผลวัวดินที่ถูกชนแล้วเปรียบเทียบกัน
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 87
88 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ ซัดราว ฟัดราว หรืออีฟัดการเล่นซัดราวเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนาน ผู้เล่นเป็นชายหรือหญิงก็ได้ไม่จำกัด จำ นวน มักจะเล่นกันในบริเวณที่โล่งกลางแจ้งตอนแดดร่มอันเป็นการเสริมสร้างสุขภาพให้เด็กได้ออกกำ ลังกาย และเป็นการรวมกลุ่มของเด็กในช่วงเวลาการทำ งานของผู้ใหญ่ อุปกรณ์การเล่น ๑. กะลามะพร้าวที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน ๒ ชิ้น ใช้เป็นฐานสำ หรับวางราง ห่างกันประมาณ ๑ ช่วงแขน ๒. ไม้บางๆ หรือไม้ไผ่เล็กๆ ผ่าซีกใช้พาดบนบานเป็นราวลูกยาง ๓. เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ หรือเมล็ดผลไม้อื่นๆ ใช้วางบนราวเป็นลูกตั้งสำ หรับเล่นซัด และแต่ละคนจะมี ลูกซัด (เมล็ดมะม่วงหิมพานต์หรือเมล็ดผลไม้อื่นๆ) ซึ่งคัดลูกที่นํ้าหนักดีมาจากลูกตั้งไว้สำ หรับขว้างซัด จำ นวนผู้เล่น ไม่จำกัดจำ นวนผู้เล่น วิธีการเล่น ผู้เล่นทุกคนเอาลูกตั้ง จำ นวนคนละเท่าๆ กันมาวางเรียงบนราว แล้วทุกคนไปยืนที่จุดขว้างห่างจากราว ๗ - ๑๐ เมตรแล้วใช้ลูกซัดขว้างซัดให้ลูกตั้งหล่นจากราวลูกตั้งที่หล่นลงนั้นผู้ซัดก็จะได้เป็นเจ้าของถ้าซัดทีเดียวลูกตั้งหล่น หมดราวเรียกว่า ควํ่าราวก็เริ่มเล่นใหม่ ซัดราว
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 89
90 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านจิตใจ ฝึกสมาธิรู้จักแพ้ชนะ ๒. ด้านอารมณ์มีความสนุกสนานของการเล่น ๓. ด้านสติปัญญา เกิดการคำ นวณระยะของการขว้าง ๔. ด้านสังคม รักสามัคคีในพวกพ้อง และรู้จักยอมรับในกฎกติกาการเล่นร่วมกัน
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 91
92 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ ลากกาบหมาก หรือลากกาบมะพร้าวเป็นของเล่นพื้นบ้านของไทยที่ได้มาจากวัสดุธรรมชาติซึ่งไม่จำ เป็นต้อง สร้างเพิ่มเติมอะไรมากมาย อุปกรณ์การเล่น กาบหมาก หรือกาบมะพร้าว จำ นวนผู้เล่น ๒ คนขึ้นไป จับเป็นคู่ ลากกาบหมาก
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 93
94 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ วิธีการเล่น ๑. ผู้เล่นจับคู่กัน ๒ คน โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ลากและผู้นั่ง ๒. ผู้นั่งจะนั่งบนกาบหมาก หรือกาบมะพร้าวในท่าที่เหมาะสมโดยมือจับที่ก้านหมาก ๓. ผู้ลากจะจับบริเวณก้านกาบหมาก หรือกาบมะพร้าวแล้วดึงลากไปตามพื้นผิว คุณค่าของการเล่น ๑. ด้านร่างกาย ฝึกกล้ามเนื้อ แขน ขา ๒. ด้านอารมณ์สนุกสนาน รู้จักแพ้ชนะ ๓. ด้านสังคม รักสามัคคีในทีม ยอมรับกฎกติกาการเล่นร่วมกัน
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 95
96 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 97 บรรณานุกรม การประชุมเชิงปฏิบัติการการเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ ๑๘ - ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ ณ โรงแรม เวียงอินทร์ริเวอร์ไซด์จังหวัดเชียงราย. การประชุมเชิงปฏิบัติการการเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ โรงแรมอัศวรรณ จังหวัดหนองคาย. ชัชชัย โกมารทัต, รศ. (๒๕๕๔). กีฬาพื้นเมืองไทย ภาคกลาง. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์. . (๒๕๕๔). กีฬาพื้นเมืองไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์. . (๒๕๕๔). กีฬาพื้นเมืองไทย ภาคใต้. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์. . (๒๕๕๔). กีฬาพื้นเมืองไทย ภาคเหนือ. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (๒๕๕๘). บะข่างโว่. เชียงใหม่ : โครงการวิจัยการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น การละเล่น พื้นบ้าน “บะข่างโว่” กรณีศึกษา : เทศบาลตำ�บลฟ้าฮ่าม อำ�เภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. สมปราชญ์อัมมะพันธุ์ (๒๕๒๖). การเล่นของเด็กปักษ์ใต้. ปัตตานี: ภาควิชาภาษาไทย และภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
98 การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒
การเล่นของเด็กไทย เล่ม ๒ 99 - บะข่างโว่จากเว็บไซต์https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=abird&month=04-2010&date= 19&group=12&gblog=146 - บะข่างโว่จากเว็บไซต์http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?id_colum=1976 - ลิงชิงหลัก จากเว็บไซต์https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/thai_play/08.html - ลิงชิงหลัก จากเว็บไซต์http://xn--12c8bfaaf0a0bcua5kxai6e6g4c2cwac.blogspot.com/2013/01/blogpost_4653.html - แย้ลงรูจากเว็บไซต์https://sites.google.com/site/yaelngru/withi-kar-len-yae-lng-ru - แย้ลงรูจากเว็บไซต์ http://xn--12c8bfaaf0a0bcua5kxai6e6g4c2cwac.blogspot.com/2013/01/ blog-post_2051.html - แนดข้ามส้าว จากเว็บไซต์https://sites.google.com/site/31839kulwarang/home/kila-thiy-laea-kilaphun-ban/kila-phun-ban-phakh-klang/kila-phun-ban-phakh-xisan/kila-phun-ban-phakh-henux - ตั้งเต จากเว็บไซต์http://www.adhdthai.com/autistic/catalog.php?idp=60 - ตั้งเตจากเว็บไซต์http://www.prapayneethai.com/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8% 99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%94%E0 %B8%94 - เสือกินวัว จากเว็บไซต์http://oknation.nationtv.tv/blog/ThaiTeacher/2010/10/01/entry-1 - เสือกินวัว จากเว็บไซต์http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/folk-sports-games-and-martial-arts/ 261-sport/407--m-s - ตะล็อกต๊อกแต๊ก จากเว็บไซต์http://skitsthailand.blogspot.com/2013/09/blog-post_3585.html - ไม้หึ่ง จากเว็บไซต์https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/thai_play/07.html (ไม้หึ่ง) - ฉับโผง จากเว็บไซต์http://www.prapayneethai.com/%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9 %82%E0%B8%9C%E0%B8%87 - ซัดราว จากเว็บไซต์http://www.iamtrang.com/?p=843 - ลากกาบมะพร้าว จากเว็บไซต์http://khonglenthai.blogspot.com/2010/03/blog-post_18.html ที่มาข้อมูล