หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ลิ้มกอเหนี่ยวเจ้าแม่เมืองตานี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เป็นหนังสือที่คณะผู้จัดทำจัดทำขึ้นสำหรับนักเรียนใช้ใน
การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ ๑ การอ่านตามหลักสูตร
แกนกลาง การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ประกอบด้วย การย่อความ การเขียนบรรยายและ
การพรรณนา อีกทั้งยังประกอบด้วยเนื้อหาเสริมใน เรื่องของ ตำนานเจ้าแม่ล้ิม
กอเหนี่ยว มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้ กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือ
นำไปใชต้ ัดสนิ ใจ แก้ปญั หาในการดำเนิน ชวี ติ และมนี สิ ัยรกั การอ่าน
คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการ
จัดการเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตาม
ศักยภาพและบรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งนี้ขอขอบคุณ อาจารย์อัจฉรา
เทศขำ อาจารย์ประจำ วิชาการพัฒนาหนังสือเรียนภาษาไทย และผู้มีส่วน
เกี่ยวข้องที่ให้คำแนะในการจัดทำ หนังสือเรียนเล่มนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีไว้ ณ
โอกาสน้ี
คณะผ้จู ัดทำ
๑ เมษายน ๒๕๖๕
หนังสือเรียน สาระการเรียนรู้พื้นฐานภาษาไทย เรื่องลิ้มกอเหนี่ยว...เจ้าแม่
เมืองตานี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เป็นหนังสือที่คณะผู้จัดทำได้ศึกษาตัวอย่างการ
เขียนจากหนังสือเรียนของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ประกอบเป็นตัวอย่าง และ
แนวทางการศึกษาหาข้อมูลในเรื่อง การเขียนย่อความ การเขียนบรรยายและการ
เขยี นพรรณนา
อีกทั้งยังประกอบด้วยเนื้อหาเสริมเรื่องความเป็นมาของเจ้าแม่ลิ้มกอ
เหนี่ยว ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว วิถีชีวิตของคนปัตตานีสมัยรายาฮีเยา คำศัพท์
และยังมีการสอดแทรกข้อคิดในเนื้อเรื่อง การพูดที่ดีคือการคิดก่อนพูดซึ่งเป็นการ
ชี้แนะแนวทางของการหาข้อมลู ให้ตรงกับตัวชี้วัดของผ้เู รยี น
คณะผู้จัดทำ
๑ เมษายน ๒๕๖๕
เรอ่ื งสัน้
เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศร่มรื่นเย็นสบายลมพัดไปพัดมาบรรยากาศดีแบบน้ี
เหมาะกับการออกไปเที่ยวนอกบ้านจริง ๆ ในขณะที่จีอาหญิงสาววัยซนที่มุ่งแต่
เที่ยวไปวัน กำลังนอนหลับบนที่นอนที่นุ่ม ที่ชวนให้นอนอย่างแสนสบายอยู่นั้น
สักพักก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา “จีอา! ตื่นได้แล้ววันน้ีเปิดเทอมวันแรกนะลูก” คุณแม่
จีอาพยายามปลกุ ลกู สาวของตนเอง แต่ทวา่ ลกู สาวไม่ยอมตืน่ เนอ่ื งจากกำลงั ฝันดีจงึ
เอาผ้าห่มขึ้นมาคลมุ หัวให้มดิ ชิดและทำท่าทีไม่ไดย้ ินเสียงเรียกของคณุ แมท่ ำให้คณุ
แม่เริ่มเรียกจีอาด้วยน้ำเสียงดังขึ้นอีกครั้ง “จีอา! วันนี้เปิดเทอมวันแรก สายตั้งแต่
วนั แรกไม่ได้นะลูก เดย่ี วเรยี นไม่จบปีสดุ ท้ายแล้วนะจีอา!” ด้วยเสยี งตะโกนโวยวาย
ของแม่ท่ีดงั จนทำใหค้ นท่ีนอนอยูอ่ ย่างจอี าไม่สามารถนอนต่อได้ ถกู รบกวนจนจีอา
ตอ้ งยอมตน่ื และลุกจากท่นี อนเพือ่ ไปโรงเรียนด้วยหน้าตาบดู บงึ้
โรงเรียนของจีอาอยู่ใกล้บ้านเพียง 2 กิโลเท่านั้น เพราะเหตุผลนี้จีอาจึง
ไม่ค่อยอยากไปเรียนความจริงเมื่อปีที่แล้วจีอาได้ขอคุณแม่ไปเรียนในเขตพื้นที่สาม
จังหวัด แต่คุณแม่ไม่ให้ไปเนื่องจากคุณแม่ให้เหตุผลว่าสามจังหวัดเป็นดินแดน
อันตรายมีสถานการณ์บ่อยมีแต่ภัย เหตุการณ์ไม่สงบ มีระเบิด ยิงกันอยู่ทุกวันคุณ
แม่เลยไมใ่ หจ้ ีอาไปเรียนในพื้นทส่ี ามจงั หวัด
เรอื่ งสั้น
ส่วนบ้านของจีอานั้นอยู่กระบี่ถึงแม้จีอาพยายามอธิบายเหตุผลต่าง ๆ นานา
ว่าเธอนั้นเพียงแค่จะไปเรียนที่ปัตตานี ไม่ใช่ยะลา หรือนราธิวาส ซึ่งปัตตานีไม่มี
เหตุการณ์ ภัยอันตรายต่าง ๆ สถานที่ท่องเที่ยวมากมายผู้คนใจดีเป็นมิตรไมตรี
นักท่องเที่ยวก็ชอบไปเที่ยวกันมาก ๆ และเหตุผลอีกร้อยพันเหตุผล แต่คุณแม่ของ
เธอก็เด็ดขาดไม่ใหไ้ ป จีอาจึงจำใจยอมฟังผู้ท่เี ป็นแมแ่ ละเรียนใกล้บ้านตามท่ีคุณแม่
ต้องการ
ณ โรงเรียนเจริญศกึ ษา จีอาได้นั่งเหมอ่ ลอยอยู่ในห้องเรียนจีอาเอาแต่นั่งมอง
ออกไปทางหนา้ ต่าง เห็นผู้คนเดินไปเดนิ มาบรเิ วณสนามหญา้ เสียงที่คุน้ เคยใกลช้ ิด
ดังขึ้นทำให้จีอาสะดุ้งและหันมาทางเสียง “จีอา ฉันมาแล้ว” ซึ่งเสียงนี้ไม่ใช่ใครที่
นั้นคือ อับดุลเพื่อนรัก เพื่อนสนิทคนเดียวของจีอา อับดุลเป็นนักเรียนทุน เป็นคน
ชาวเมืองปตั ตานที ม่ี าเรียนกระบ่ี เหตุนีย้ ่งิ ทำให้จอี าย่งิ หลงใหลในปัตตานี ยิ่งอบั ดุล
ชอบเล่าเก่ยี วกบั เมืองปัตตานแี ละวถิ ีชีวติ ของคนปตั ตานใี ห้จีอาอยู่ฟังบ่อยครงั้
จากที่อับดลุ เล่าและการกระทำของอับดุลทำให้จีอาไม่เห็นด้วยต่อเหตุผลของ
แม่ที่ห้ามไม่ให้ตนไปเรียนแถวปัตตานี เพราะอับดุลเป็นคนที่นิสัยดี ใจดี ใจกว้าง
เมื่อไหร่ที่ครอบครัวอับดุลมาหาจะมีของติดไม้ติดมือมาฝากจีอาเสมอนี้ เป็นเหตุผล
ท่จี อี ายอมเถียงแมว่ ่าปตั ตานีไมไ่ ด้น่ากลัวอย่างที่คิด “อบั ดลุ ฉันคดิ ถงึ แกจงั เลยปดิ
เทอมตั้งเดือนอดคุยอดโม้” และจีอาหันไปนั่งโม้กับอับดุล “อับดุลไหนเล่ามาสิ
อยู่บ้านไปเที่ยวไหนบ้างฉันอยากฟัง ฉันอยากรู้ว่าได้ไปเที่ยวที่ฉันปักหมุดอยาก
ไปหรือเปลา่ ” โดยปกติอบั ดุลเปน็ คนชอบท่องเที่ยวในพน้ื ท่ีแหล่งประวัตศิ าสตร์ ทั้ง
จีอาและอับดุลต่างหลงใหลในประวัติศาสตร์ ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ที่มีตำนานมีเรื่องเล่า
และรปู ธรรมท่ีสามารถเหน็ ได้ด้วยตา ทัง้ คยู่ ง่ิ มีความสนใจขนึ้ กวา่ เดมิ
และทำให้ทั้งคู่สนทิ กันเปน็ เพอ่ื นทดี่ ีตอ่ กนั เวลาไปเท่ียวไหนจะกลับมาเล่าสู่
กนั ฟัง “ฉนั กไ็ ปเทยี่ วตานีแถวบ้านฉนั สิ และฉนั ไดไ้ ปเยย่ี มชมศาลทีเ่ ปน็ ตำนาน
แหง่ เมืองตานอี กี ดว้ ยนะ” จอี าทำหน้ามึนงงคิ้วเร่มิ ขมวด “ตานีคอื อะไร ฉนั งง
แลว้ นะ” จีอาถามดว้ ยความสงสัย “เอะ๊ ! นชี่ อบเมอื งปตั ตานีจรงิ ไหม ทำไมถงึ ไม่
รู้ คำวา่ ตานี กค็ ือ ปัตตานี แค่คนในพนื้ ทีจ่ ะใชเ้ รียกคำว่า ตาน”ี จอี าไดแ้ ต่พยัก
หนา้ และเขา้ ใจในคำของคนปตั ตานีแล้วว่า ตานี ก็คือ ปตั ตานี “ตำนานเมืองตานี
ทแี่ กวา่ อย่าบอกนะว่า เปน็ ศาลทฉ่ี ันชอบเข้าไปหาดูในกเู กิล” จอี าแสดงสีหน้า
แววตาความตนื่ เตน้ “ฮ่า ๆ ฉันไปและได้รเู้ กี่ยวกับตำนานนั้นด้วยนะฉนั ขอนึก
แปปวา่ ชอื่ ศาลอะไร ฉนั จำไม่คอ่ ยได้ แตฉ่ นั จำได้ว่าศาลแห่งนสี้ วยมาก เปน็ ศาล
ท่มี ลี ักษณะสีแดงทโ่ี ดดเด่น” อบั ดลุ ตอบอย่างมีรอยยม้ิ ทเ่ี จา้ เล่ห์ “เจ้าแม่ลิ้มกอ
เหนีย่ วฉนั อยากไปมากแกร้ไู หมท่ีน้ันศกั ด์ิสทิ ธิม์ ากเลยนะ” จีอาจงึ ตอบอับดลุ
อย่างรวดเรว็ และยังเล่าตอ่ อกี วา่ ศาลเจ้าแมล่ ้มิ กอเหนยี่ วน้เี ป็นศาลทห่ี นา้ เคารพ
หน้ายกยอ่ งเปน็ อยา่ งมากเพราะวา่ จากตำนานท่เี ขาเล่ากันมาว่าเป็นเร่อื งราวของ
สตรีชาวจีน(เจ้าแม่ลม้ิ กอเหนยี ว) สมัยราชวงศเ์ หม็ง ซึ่งเดินทางตดิ ตามพ่ชี าย(ล้มิ
เตาเคียน) จากเมืองจีนมาท่ีปัตตานีประมาณสมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชครอง
กรงุ ศรีอยธุ ยา หรือรายอฮีเยาครองปัตตานีด้วยความเป็นสตรีกล้าหาญ ใจเด็ด
วาจาสทิ ธิ์และยอมพลชี ีพตามคำม่ันสัญญาเมือ่ ทำหนา้ ทีไ่ ม่สำเร็จ และยังเล่ากันอกี
ว่าพชี่ ายของเจ้าแม่ล้ิมกอเหนียวสร้างมัสยดิ ไม่สำเร็จ ผ้คู นพากันเชอื่ วา่ เพราะคำ
สาปแช่งของลิ้มกอเหนยี่ วนน่ั เอง
จีอายังเล่าอีกว่าส่วน
ต้นมะม่วงหิมพานต์ ที่เจ้า
แม่ผูกคอต้นนั้น มีผู้นำมา
แกะสลักเป็นรูปเจ้าแม่
นอกจากนี้ยังเล่าถึงสำเภา
๙ ลำที่นำลิ้มกอเหนี่ยว
และบริวารมาสู่ปัตตานี
ปรากฏว่า ต่อมาสำเภา ๙ ศาลเจ้าแมล่ ้มิ กอเหน่ยี ว จงั หวดั ปตั ตานี
ลำ กลายเป็นสน ๙ ต้นเรียก
ตามภาษามลายูว่า “รูสะมิแล” ด้วยความเป็นผู้มใี จเดด็ กล้าหาญ มีวาจา
สัตย์ และวาจาสิทธิ์ ทำให้ชาวปัตตานี และชาวจังหวัดใกล้ไกล ด้วยเหตุนี้
ชาวไทย ชาวจีน และชาวมุสลิมเชื้อสายจีนพากันยกย่องศรัทธา นับถือ
เป็นเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันนี้จึงมีผู้คนทั้งใกล้ไกลไป
นมสั การ และบนบานขอความช่วยเหลอื เช่น ขอใหห้ ายจากเจ็บไข้ได้ป่วย
หรือขอให้ของหายได้กลับคืน อับดุลถึงกับอ้าปากค้างเมื่อจีอาเล่าถึง
ประวัติตำนานอย่างยาว ทงั้ ๆ ที่จีอาไมเ่ คยไปศาลเจา้ แม่ลิ้มกอ-เหนียวสัก
ครั้ง แต่ข้อมูลที่จีอารับรู้นั้นละเอียดเปรียบเสมือนเป็นคนในพื้นที่ “เธอ
เชื่อหรอ ว่าศาลนี้ศักดิ์สิทธิ์ เพ้อเจ้อเกินไปไหม ที่ขอให้หายแล้วหายป่วย
ถ้าอยากให้หายก็ต้องไปหาหมอสิ ไปขอที่ศาลทำไม ไร้สาระ แกก็เช่ือ
เหลือเกินเนอะ ทั้งที่ก็ไม่เคยไปด้วยซ้ำ” หลังจากที่ อับดุลพูดประโยคน้ี
ออกไป สหี น้าแววตาของจีอารบั รู้ได้ถงึ ความโกรธและโมโห
เรอ่ื งสั้น
เป็นอย่างมาก “อับดุลเธอพูดอะไรของเธอ หากว่าเธอไม่นับถือ
หรือไม่เชื่อ แต่เธอไม่มีสิทธิ์มาลบลู่ หรือกล่าวหาแบบนี้นะ” หลังจากที่
จอี าพูดจบ
จีอาได้ลุกออกจากอับดุลด้วยความสะบัดทีรุนแรง โดยความที่จีอา
เป็นลูกครึ่งสายจีน และเชื่อถือในเรื่องน้ีเป็นอย่างมาก อีกทั่งศาลเจ้าแม่
ลิ้มก่อเหนียวยังเป็นที่นับถือของจีอา และเป็นสถานที่จีอาชื่นชอบเป็น
อย่างมาก กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เสียงเตือนให้นักเรียนทุกคนเข้าห้องเรียนให้
เรียบร้อยเพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียน และแล้วเวลาผ่านไปถึงช่วง
สุดทา้ ยของวัยมธั ยมปลาย จีอาและอับดุลยังไม่คนื ดกี ัน
จีอายังคงโกรธและโมโหอับดุลที่พูดจาไม่ดี และหลังจากวันนั้นอับ
ดุลได้กลับมาทบทวนตัวเองแหละสำนึกผิดถึงการกระทำหรือคำพูดของ
ตัวเองที่พูดจาไม่ดี อับดุลพยายามเข้าหาจีอาเพื่อจะกล่าวคำขอโทษ
พยายามตดิ ต่อจีอาแต่จีอายังคงโกรธไม่หาย เม่อื ถึงวนั ทอ่ี บั ดุลต้องกลับไป
อยู่บ้าน และคงไม่มีโอกาสเจอจีอาอีกแล้ว อับดุลเลยตัดสินใจรวบรวม
ความกล้าเข้าไปหาจีอาอีกครั้ง “จีอา ฉันขอโทษนะ ที่วันนั้นฉันพูดไม่ดี
ฉันสำนึกผิดแล้ว ฉันทำผิดอย่างไม่น่า
ให้อภัย ฉันขอโทษจริง ๆ สิ่งนั้นเป็น
บทเรียนกับฉันมาก ฉันรู้สึกเสียใจ และ
ขอบคุณความทรงจำดี ๆ มิตรภาพดีดที ี่
เธอมอบให้ฉันนะ โชคดีนะเจอกันใหม”่
หลงั จากพูดจบอบั ดุลได้เดินจากไป
ทั้งคู่ได้แยกย้ายกันไปเติบโต แยกย้ายกันไปเดินในเส้นทางความฝัน
ของตนเอง ถึงแม้เส้นทางที่ทั้งคู่เดินนั้นจะเป็นเส้นทางท่ีต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็
ยังคงติดต่อสื่อสารกัน เมื่อมีการให้อภัยสิ่งที่ตามมาคือมิตรภาพที่ดียังคง
เหลอื อยู่และไม่มีวนั จางหายไป...
ข้อคิดทีไ่ ด้จากเร่ืองนี้ : การพูดที่ดีคือการคดิ กอ่ นพดู มิใช่พูดก่อน
คิดเพราะคำพูดคือสิ่งที่สำคัญหากเราพูดดีทำดี สิ่งดี ๆ จะส่งผลต่อตัว
เรา แต่หากเราพูดไม่ดี สิ่งไม่ดีเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง
ฉะนั้นเมื่อใดที่เรารู้ตัวว่าการกระทำหรือคำพูดของตัวเราทำร้ายจิ ตใจ
ของผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นเสียความรู้สึก สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือการ
กลา่ วคำขอโทษในส่ิงทท่ี ำผดิ พลาดไป
เรยี นรเู้ รอ่ื งย่อความ
สงิ่ สำคัญท่คี วรเรียนรู้ในการยอ่ ความ มีดงั น้ี
๑. ความหมายของการย่อความ
การย่อความมีความสำคัญในชีวิตประจำวันทั้งในทางตรงและอ้อม เพราะในชีวิต
บุคคลทั่วไปมีโอกาสและความจำเป็นที่จะต้องย่อสิ่งที่ฟังหรืออ่าน เพื่อเก็บสาระและจดจำ
หรอื ไวเ้ ปน็ ความรู้ หรือนำไปใช้ประโยชน์
การย่อความ คือ การเก็บใจความสำคัญของเรื่องจากข้อความที่อ่านหรือฟัง แล้วนำ
สาระสำคัญมาเรียบเรียงใหม่ให้สั้นด้วยภาษาที่กระชับ เข้าใจง่ายได้ความถูกต้องและ
ครบถ้วนสมบูรณม์ ากหรือน้อยแลว้ แต่ตอ้ งการ เช่น ย่อเร่ือง จากหนังสอื ทัง้ เล่มให้เหลอื เพียง
๑ - ๒ หนา้ ย่อบทความทม่ี คี วามยาว ๕ หน้า เหลือเพียงคร่ึงหน้า เปน็ ต้น
๒. การจับประเดน็ สำคัญ
การย่อความ ผู้อ่านต้องจับประเด็นสำคัญให้ได้ครบถ้วน งานเขียนแต่ละเรื่อง
ประกอบด้วยย่อหน้าหลายๆ ย่อหน้า แต่ละย่อหน้าประกอบด้วยประโยคหลายประโยค
ตามปกตยิ อ่ หน้าแต่ละยอ่ หนา้ จะมที ง้ั ใจความและพลความ
ใจความ คือ ประโยคหรือข้อความสำคัญของย่อหน้า ถ้าตัดออกจะเสียความหรือ
ความเปลี่ยนไป ทำให้ผู้อ่านผู้ฟังไม่เข้าใจหรือเข้าใจเรื่องผิดได้ประโยคใจความสำคัญอาจอยู่
ตน้ ยอ่ หน้า กลางยอ่ หนา้ ท้ายย่อหนา้ หรือ อยูท่ ้ังตอนตน้ และตอนทา้ ยยอ่ หนา้ กไ็ ด้
พลความ คือ ประโยคหรือข้อความที่เป็นส่วนขยายความ ทำหน้าที่ขยายใจความให้
แจ่มชัดยิ่งขึ้น หากตัดส่วนประกอบส่วนนี้ ก็ยังเข้าใจเนื้อความ-สำคัญอยู่ ข้อความที่ขยาย
ใจความสำคญั มีหลายลกั ษณะ ดังน้ี
๑) อธบิ ายให้รายละเอยี ดหรือใหค้ ำจำกดั ความขอ้ ความที่เปน็ ใจความ
๒) แสดงตวั อยา่ งประกอบเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจใจความชดั เจนแจ่มแจ้งข้ึน
๓) เปรยี บเทยี บด้วยถอ้ ยคำที่เป็นสำนวน หรอื ยกเรอื่ งราวเป็นอทุ าหรณ์เพอ่ื ทำให้
เขา้ ใจใจความไดด้ ีขนึ้
๔) ใหเ้ หตผุ ลโดยยกขอ้ มลู สถิติ หลกั ฐาน เป็นตน้
ข้อความต่อไปนี้ แสดงประโยคใจความหรือข้อความสำคัญด้วยตัวพิมพ์หนาส่วน
พลความแสดงดว้ ยตัวพิมพเ์ อน
วัฒนธรรมไทยน้ัน เด็กทารกให้นอนในเปล เปลที่ใหเ้ ด็กนอนน้ัน นอกจากบอก
ความสบายแล้ว ยังบ่งบอกฐานะของครอบครัวอีกด้วย เช่น ครอบครัวที่มีฐานะทาง
เศรษฐกิจดี ก็จะมีเปลที่ประดิษฐ์ด้วยวัสดุที่มีราคา ครอบครัวฐานะปานกลาง บาง
ครอบครัวอาจซื้อเปลที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมาใช้ แต่บางครอบครัวก็ทอเปลใช้เอง
ส่วนครอบครัวที่ฐานะไม่ดีอาจใช้ผ้าขาวม้าหรือผ้าที่มีขนาดใหญ่และมีขนาดยาวพอควร
นำมาผกู ไวเ้ ป็นเปลระหว่างเสาบา้ น ๒ ตน้ หรือผกู ไว้ระหวา่ งต้นไม้ ๒ ตน้
หรอื
การดื่มสุราและสูบบุหรี่เป็นสิ่งไม่ดี ทั้งเปลืองเงินเปลืองทองและเป็นการ
ทำลายชีวิตและสุขภาพ การดื่มสุราเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเรื้อรังมากกว่า ๖0 ชนิด
การดื่มสุราเป็นสาเหตุอันดับ ๑ ของอุบัติเหตุจราจร ซึ่งร้อยละ ๕0 เกิดจากเมาแล้วขับ
สว่ นการสบู บหุ รเ่ี ป็นการเร่งให้เสียชีวิดเร็วกว่าที่ควร ทำให้เกิดโรคเรือ้ รงั ทุกขท์ รมาน เช่น
มะเร็งปอด โรคถุงลมโปง่ พอง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมอง
ประโยคใจความจากตวั อย่างขา้ งต้น อาจไม่ใชป่ ระโยคทีก่ ะทัดรัด จงึ สามารถตดั
คำ แตง่ คำ รวมคำ เพอื่ ใหไ้ ดข้ ้อความสละสลวยขึน้ ดงั ต่อไปนี้
๑.“ในวัฒนธรรมไทยนั้น เด็กทารถให้นอนในเปล เปลที่ให้เด็กนอนนั้น นอกจาก
จะบอกความสบายแลว้ ยงั บง่ บอกฐานะของครอบครวั อกี ด้วย ”
ย่อเป็น “เด็กไทยนอนเปลและเปลนั้นให้ความสบายและบ่งบอกฐานะของ
ครอบครวั ดว้ ย”
๒.“การด่มื สรุ าและสูบบุหร่เี ป็นสง่ิ ไมด่ ีสิ้นเปลืองเงนิ ทองทำลายชวี ิตและสขุ ภาพ”
ย่อเปน็ “ การดมื่ สรุ าและสบู บุหรท่ี ำให้สน้ิ เปลือง ทำลายชวี ติ และสขุ ภาพ ”
๓. วธิ ีการยอ่ ความ
๑.อ่านเร่ืองทีจ่ ะย่อให้ละเอียด แล้วจับใจความรวมของเรื่อง เช่น อ่านให้รู้ว่า ใคร
ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำอย่างไร และเหตุใดจึงทำ ควรจัดลำดับของเรื่อง เหตุการณ์
หรอื เวลาให้ชัดเจน
๒.แยกข้อความที่อ่านในแต่ละย่อหน้า และจับใจความสำคัญของเรื่องให้ได้ว่าแต่
ละย่อหน้าว่าดว้ ยเรอ่ื งอะไร เขียนบันทึกสรุป และอ่านทวนทุก ย่อหน้าจนครบ
๓.ข้อความที่ย่อแล้วใช้สรรพนามบุรุษที่ ๓ ไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่ ๑ และที่ ๒ ถ้า
จำเป็นต้องเอ่ยถึงผู้เก่ียวขอ้ งในเร่ืองท่ียอ่ นน้ั ใหใ้ ชช้ อ่ื โดยตรง
๔.รายละเอียดบางประเด็น เช่น ตัวอย่าง ถ้อยคำฟุ่มเฟือย คำศัพท์ ที่ทำให้เรื่อง
นั้นยาวเยิ่นเย้อให้ตัดทิ้ง แต่ถ้ามีรายละเอียดที่มีสาระสำคัญสอดคล้องและสนับสนุน
ใจความสำคญั ให้นำมาพิจารณารวมไว้ในเน้ือหาของย่อความนน้ั ด้วย
๕.ถ้าข้อความเดมิ ใช้คำราชาศพั ท์ เมื่อยอ่ ยงั คงใช้ราชาศัพท์นั้น
๖.ไม่ใชเ้ ครอื่ งหมายอญั ประกาศ และไมย่ อ่ คำโดยใชอ้ ักษรยอ่ หรือ
๗.หาถ้อยคำใหม่แทนกลุ่มคำบางกลุ่มเพื่อให้ได้ความหมายเท่าเดิม แต่ลดคำลง
เช่น ใช้คำว่า พระรตั นตรยั แทน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นตน้
๘.นำข้อความที่เป็นสาระสำคัญของแต่ละย่อหน้ามาเรียบเรียงด้วยภาษาของ
ตนเองให้มีเนื้อความต่อเนื่องกัน โดยใช้ดำเชื่อมเพื่อให้เนื้อความสัมพันธ์กัน ควรใช้
สำนวนภาษาที่สั้น กะทัดรัด ได้ใจความ ไม่จำเป็นจะต้องคงลำดับของเรื่องเดิมไว้ อาจ
สลบั ลำดบั ความใหมต่ ามทเ่ี ห็นเหมาะสม
๙.อ่านทบทวนแก้ไขให้เรื่องที่ย่อนั้นมีเนื้อความต่อเนื่องกันดี มีใจความสำคัญ
และสาระของเร่ืองครบถ้วนถูกต้อง
๔. รปู แบบของยอ่ ความ
สิ่งที่นำมาย่อความนั้นเป็นได้ทั้งงานเขียนประเภทต่างๆ เช่น ข้อเขียนใน
หนังสือ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ และข้อความที่ได้ฟังมา เช่น ข้อความที่ได้ฟังจากวิทยุ
โทรทัศน์ และการอภปิ ราย ฯลฯ การย่อความจงึ ตอ้ งมคี ำนำและทม่ี าเพ่อื อธบิ ายประเภท
ของเรือ่ งท่นี ำมาย่อน้ัน ดังนน้ั ยอ่ ความจงึ ประกอบด้วย สว่ นสำคัญ ๒ ส่วน คอื
๑.ส่วนที่เป็นคำนำ ใช้เขียนนำเป็นย่อหน้าแรกมีจุดมุ่งหมายให้ทราบรายละเอียดว่า
ยอ่ หนา้ นป้ี ระกอบดว้ ยส่วนสำคญั ๆ ดงั นี้
๑) ลักษณะของเรื่องที่นำมาย่อ ให้บอกว่าเป็นเอกสารร้อยกรอง หรือร้อย
แก้วประเภทใดชื่อเรื่องใด ถ้าเป็นหนังสือราชการจะต้องระบุว่า เรื่องอะไร เลขที่เท่าไร
ลงวันที่เท่าไร เช่น กลอนนิราศเรื่องนิราศภูเขาทอง บทความเรื่องปฏิรูปประเทศไทย
หนงั สือราชการเรอ่ื งพระราชทาน พระบรมราชนญุ าต หนงั สอื ท่ี สว ๐๐๐๒/๐๓ ลงวันท่ี
๒๒ เมษายน ๒๕๕๒ เปน็ ตน้
๒) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้แต่ง ให้บอกชื่อและนามสกุลผู้แต่ง ถ้าเป็น พระราช
ดำรัส พระบรมราโชวาท โอวาท ปาฐกถา คำปราศรัย สุนทรพจน์ หนงั สือราชการ และ
จดหมายทั่วไป ให้เพิ่มว่า พระราชทานแก่ใคร แสดงแก่ใคร และถึงใคร เช่น พระราช
ดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั พระราชทานแก่ผู้บังคบั บญั ชาลูกเสอื คำปราศรยั
ของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร แสดงแก่ ข้าราชการครูและนักเรียนสังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหนังสือราชการของสำนักราชเลขาธิการถึงประธาน
คณะกรรมการอำนวยการจัดทำโครงการเทดิ พระเกยี รตขิ องวุฒสิ ภา เปน็ ตน้
๓) แหล่งข้อมูล ถ้าข้อความที่ย่อมาจากเอกสารทั่วไปให้ บอกว่ามาจากเอกสาร
ใด หน้าใด และวัน เดือน ปีใด ถ้าเป็นพระราชดำรัสพระบรมราโชวาท โอวาท ปาฐกถา
คำปราศรัย สุนทรพจน์ ใหเ้ พมิ่ ว่า แสดงในโอกาสใด ณ สถานทใ่ี ด เชน่
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัว เร่อื งความรกั และความศรทั ธา
ในหน้าท่ีท่รี บั ผดิ ชอบ พระราชทานแกข่ า้ ราชการพลเรือน เนือ่ งในโอกาสวนั ข้าราชการ
พลเรือน ณ พระตำหนักจติ รลดารโหฐาน วนั ที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ มใี จความว่า
กรณีเรื่องที่ย่อไม่มีชื่อเรือ่ ง ให้บอกว่าไม่ปรากฏชื่อเรื่อง หรืออาจตั้งชื่อเรื่องข้ึนเอง
ได้ ถ้าไมม่ ชี ือ่ ผูแ้ ตง่ หรือไมม่ ีแหลง่ ขอ้ มลู ใช้วา่ ไมป่ รากฎนามผแู้ ต่ง ไมป่ รากฏ วัน เดือน
ปี ถ้าค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ตให้ระบุแหล่งเข้าถึง และ วัน เดือน ปี ที่เข้าถึง ต่อจากข้อ
(๑) และ (๒) เช่น
บทความเรื่องศิลปะการต่อสู้แบบเอเชียของทีมงานต่วย ' ตูน จาก
www.chairath.co.h เข้าถงึ วันที่ ๒๗ มถิ ุนายน ๒๕๕๓ มใี จความวา่
๒. ส่วนที่เป็นใจความสำคัญของเรื่อง คือ ส่วนที่เป็นเนื้อความที่เรียบเรียงแล้ว เขียน
ติดต่อกันเป็นย่อหน้าเดียว ไม่ต้องย่อหน้าดามเรื่องเดิม แต่ถ้าเป็นบทร้อยกรองควรถอด
ความเป็นร้อยแกว้ แล้วจึงยอ่
ตัวอยา่ งการยอ่ ความร้อยแกว้
ยอ่ บทความเรอ่ื งออมไวใ้ สถ่ งุ แดง ของศริ ภิ รณ์ จริ ปั ปภา จากหนงั สอื เรยี น
รายวิชาพนื้ ฐาน ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ววิ ธิ ภาษา ชน้ั มธั ยมศกึ ษา
ปีท่ี๒ พ.ศ. ๒๕๕๓ หนา้ ๑๘-๒๐ มใี จความว่า
เงินถุงแดงเป็ นพระราชทรัพยส์ ่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระน่ัง
เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับจากการค้าขายกับต่างประเทศ และทรงเก็บไว้ในถุง
แดง พระองคท์ รงนาเงินส่วนหนึ่งมาทานุบารุงพระศาสนาและสารองไว้เป็ น
เงนิ แผน่ ดิน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ไดท้ รงใช้เงนิ ถงุ
แดงชดใชเ้ ป็ นค่าปฏกิ รรมสงครามแก่ประเทศฝร่ังเศสในเหตุการณก์ รณีพพิ าท
เรื่องดินแดน ร.ศ.๑๑๒ ทาให้ไทยสามารถรักษาอธิปไตยไว้ได้ คนไทยควร
ดาเนินตามรอยเบือ้ งพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว
ใชจ้ า่ ยเงนิ ใหเ้ หมาะสมและออมเงนิ ไว้ใช้ในคราวจาเป็ น
ตัวอย่างการย่อความรอ้ ยกรอง
เนอื้ เรอื่ งคำประพนั ธบ์ ทหนงึ่ ที่จะนำมายอ่ ความอยใู่ นกลอนบทละครเร่อื ง
พระรว่ ง มชี ื่อวา่ " ไทยรวมกำลงั ตง้ั มนั่ " พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ
เกล้าเจา้ อยูห่ ัว
ไทยรวมกำลังตงั้ ม่ัน
ไทยรวมกำลงั ตั้งมน่ั จะสามารถป้องกนั ขนั แขง็
ถึงแม้ว่าศัตรผู มู้ ีแรง มายทุ ธแ์ ย้งกจ็ ะปลาดไป
ขอแต่เพยี งไทยเราอย่าผลาญญาติ รว่ มชาติรว่ มจติ เปน็ ขอ้ ใหญ่
ไทยอยา่ มุ่งรา้ ยทำลายไทย จงพรอ้ มใจพรอ้ มกำลงั ระวังเมอื ง
ให้นานาภาษาเขานยิ ม ชมเกียรตยิ ศฟูเฟอ่ื ง
ช่วยกันบำรงุ ความรุ่งเรอื ง ให้ชอ่ื ไทยกระเดอื่ งทวั่ โลกา
ช่วยกันเตม็ ใจใฝ่ผดุง บำรงุ ทั้งชาตศิ าสนา
ให้อยจู่ นส้ินดนิ ฟา้ วฒั นาเถดิ ไทย ไชโย!
บทละคร " พระรว่ ง " พระราชนพิ นธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หวั
กอ่ นนำเนอื้ ความจากคำประพนั ธ์ " ไทยรวมกำลังตงั้ มัน่ " ไปยอ่ ความน้ันต้องถอด
ความกอ่ นดงั นี้
เม่อื ใดทีค่ นไทยพรอ้ มใจกัน รวมกำลังใหม้ น่ั คง เข้มแขง็ ไม่แตกความ สามัคคี
ไม่ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง เมื่อนั้นคนไทยจะสามารถต่อสู้ข้าศึกที่เข้ามารุกราน
ประเทศได้ คนไทยต้องร่วมมือ รวมพลังใจให้เป็นหนึ่งเดียว หมั่นทำนุบำรุง
ประเทศชาติและพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองก้องไปทั่วโลก ให้นานาประเทศยกย่อง
สรรเสรญิ คนไทยและประเทศไทยไปทั่วโลก
หลังจาก ถอดความคำประพันธ์แลว้ นำข้อความมายอ่ ความใหมไ่ ดด้ งั นี้
ย่อคำประพันธ์ "ไทยรวมกำลังตั้งมั่น" ในบทละครพูดคำกลอนเรื่องพระร่วง
พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั พ.ศ. ๒๕๓๗ มใี จความวา่
คนไทยทุกคนต้องมั่นคง เข้มแข็ง จึงจะสามารถต่อสู้ข้าศึกศัตรู ที่เข้ามา
รุกรานประเทศไทยได้ อย่าแตกความสามัคคี อย่ามุ่งทำร้ายกันเอง นอกจากนั้นยัง
ต้องรวมหลังใจให้เป็นหนึ่ง ต้องทำนุบำรุงชาติและพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง นานา
ประเทศ กจ็ ะยกยอ่ ง สรรเสรญิ คนไทยและประเทศไทยไปทัว่ โลก
การเขียนบรรยาย
คือ เป็นการเขียนเล่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้
ผู้อ่านเห็นภาพเหตุการณ์ ลำดับเวลา สถานที่ บุคคล ผู้เขียนควรกล่าวถึง เหตุการณ์ให้
ชัดเจน โดยมีข้อมูลและเนื้อหาสาระของเรื่องที่จะแสดงความคิด บางครั้งอาจแทรกบท
สนทนาตัวละครทำให้ผู้อ่านเข้าใจลักษณะอารมณ์ความคิดของตัวละครและเข้าใจเรื่อง
ทั้งหมด โดยการจัดลำดับใจความให้มีเอกภาพและสัมพนั ธภาพ เรียกว่า บรรยายโวหาร
ซง่ึ บรรยายโวหารมกั จะปะปนอยกู่ ับพรรณนาโวหารและอธบิ ายโวหาร
ตัวอยา่ งการเขียนบรรยาย
“เมืองพาราณสี มีท่าอาบน้ำเป็นขั้นลงไปสู่แม่น้ำคงคา ยาวเกือบถึงโยชน์
เป็นเมืองที่ประชาชนในแคว้นต่าง ๆ พากันเดินทางมาพักแรมเพื่อลงสนานกายใน
คงคา ซึ่งถือกันว่าไหลมาแต่สวรรค์ผ่านเศียรพระศิวะจึงเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถ
ล้างบาปได้ บนฝั่งน้ำใกล้เคียงจะแลเห็นหมู่โยคีทรมานตนด้วยอาการต่าง ๆ เมือง
พาราณสีกลายเป็นบุญนครของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์มีนักบุญจาริกพากันเดินมา
แต่ ๔ ทศิ ”
หลกั ทั่วไปของการเขยี นบรรยาย
๑)การเลือกเฟ้นเฉพาะส่วนสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินเรื่อง ส่วนใด
ไมจ่ ำเป็นก็ให้ตดั ท้ิงไป
๒)การจัดลำดับใจความหรือการวางโครงเรื่อง เมื่อเลือกส่วนสำคัญต่างๆ ของ
เรื่องได้แล้ว ขั้นต่อไปก็นำส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นมาจัดลำดับ โดยเรียงลำดับตาม
กำหนดเวลา คือ เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนตามลำดับจนไปถึงเหตุการณ์สุดท้าย
แต่อย่างไรก็ดีไม่จำเป็นต้องถือเหตุการณ์ดังกล่าวเสมอไป เช่น กรณีที่ต้องการเน้น
เหตุการณ์ตอนใด ตอนหนึ่ง จะนำเหตุการณ์ตอนนั้นซึ่งถึงแม้ว่าจะเกิดก่อน มาย้ำใน
ตอนท้ายก็ได้
วธิ กี ารเขยี นบรรยาย
มีหลายวิธี ควรใช้ดุลพินิจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายวิธีประสมกัน เพื่อใ ห้
เหมาะสมกับเน้อื หาและจดุ ประสงค์ของตน เชน่
๑.เขียนบรรยายให้ครบว่า ใคร ทำอะไร ทไ่ี หน เมอื่ ไร อยา่ งไร เพอ่ื อะไร
๒.บรรยายโดยจดั ลำดับเหตกุ ารณ์ตามเวลาทเ่ี กดิ ข้ึนจรงิ
๓.การบรรยายโดยสลับเหตุการณ์ อาจเอาเหตุการณ์ตอนสุดท้ายของเรื่องมากล่าวก่อน
แล้วย้อนกลับไปหาเหตุการณ์ตอนต้น หรืออาจยกเอาเหตุการณ์ในเรื่องตอนที่น่าสนใจ
ที่สุดซึ่งอาจจะอยู่ส่วนกลางหรือส่วนใดของเรื่องก็ได้ มากล่าวก่อนเพื่อให้ผู้รับสารเกิด
ความสนใจ หรืออาจจะเอาเหตกุ ารณต์ อนทสี่ ำคญั ท่สี ดุ หรือต่ืนเต้นที่สดุ ไวต้ อนจบเรื่องก็
ได้
๔.เลือกบรรยายเหตุการณ์ที่สำคัญที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์อื่นๆ เท่านั้นมา
บรรยาย เร่ืองที่สำคัญมากกก็ ล่าวถงึ มาก เรื่องที่สำคญั น้อยกก็ ลา่ วถงึ น้อย
๕.แทรกบทพรรณนาไว้ในตอนที่เหมาะสม หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน
แล้วจึงคลี่คลายเป็นคำตอบ หรืออาจผูกเป็นบทสนทนา เพื่อให้เรื่องมีชีวิตชีวา และ
นา่ สนใจขน้ึ กไ็ ด้
จดุ มงุ่ หมายของการเขียนบรรยาย
การเขียนบรรยายใช้แสดงความคิดเห็นได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้ในคําประพันธ์แบบ
เล่าเรื่องเล่าเหตุการณ์ การเขียนชีวประวัติ การเขียนบันทึก การให้ข้อมูล การรายงาน
ข่าว เป็นต้น การเขียนบรรยายเป็นการเขียนเล่าข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดของเรื่อง
ตามท่ี เปน็ อยู่โดยคำนงึ ถึงความตอ่ เนอื่ ง
ประเภทของเรือ่ งท่ใี ช้วธิ กี ารเขยี นบรรยาย
๑. อตั ชีวประวตั หิ รือการเลา่ ประวัติชวี ิตบคุ คลต่าง ๆ
๒. ขอ้ เท็จจรงิ หรือเหตกุ ารณท์ างประวตั ิศาสตร์
๓. เรื่องทีแ่ ต่งข้ึนหรอื เหตุการณท์ ีเ่ กิดขึน้
๔. เร่ืองแนะนําสถานทท่ี อ่ งเที่ยว
การพรรณนา
คอื เป็นการเรยี บเรียงถ้อยคำ เพ่ือให้รายละเอียดในเรอื่ งใดเร่อื งหนง่ึ ไม่ว่าจะเป็น
บุคคล สัตว์ พืช วัตถุ สถานที่หรือเหตุการณ์ โดยเน้นให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพที่เด่นชัดและ
เกดิ อารมณค์ วามรูส้ กึ ตามท่ผี ูส้ ่งสารมุง่ หมาย ดังนัน้ การเขยี นพรรณนา จึงมักใช้การเล่น
คำ เล่นเสียง ให้ภาพพจน์แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มไปด้วยสำนวนโวหารที่
ไพเราะ อ่านได้-อรรถรส
ตวั อย่างเขียนพรรณนา
ณ ท้องทุ่งอันเวิ้งว้าง ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ที่นาน ๆ สักครั้งมีลมพดั ผา่ นมาแผ่ว
เบาเหมือนขี้เกียจเสยี เต็มประดา โอบอุม้ ปุยเมฆสีขาวลอยฟ่องไปอยา่ งเชอ่ื งช้า น้ำคา้ งจบั
เกาะตัวอยู่ตามยอดหญ้า น้ำในสระหน้าอาคารอันโอ่อ่าดูเงียบสงัด และเรียบดุจแผ่น
กระจก นาน ๆ สักครั้งจะมีปลาน้อย ๆ โผล่ขึ้นมาสูดอากาศอันบริสุทธิ์ และทำให้เกิด
ระลอกคลื่นนอ้ ย ๆ เข้าส่ฝู ่ัง
หลักการเขยี นพรรณนา
โวหารพรรณนาใช้ได้กว้างขวาง นับแต่เรื่องเกี่ยวกับรายงานข้อมูลทาง
วทิ ยาศาสตรท์ ั่วไป รวมถึงเรือ่ งทีเ่ ปน็ จินตนาการโดยตรงการพรรณนานรกในเรื่องไตรภูมิ
พระร่วง หรือสวรรค์ในเรื่องกามนิตแต่อย่างไรก็ดีพอจะวางหลักเกณฑ์ทั่วไปในการเขียน
พรรณนาไดด้ งั นหี้ ลกั การเขยี นพรรณนา
๑ . ศึกษาเรื่องที่จะพรรณนาอยา่ งละเอยี ด
๒. การจัดลำดบั พรรณนา
๓. การพรรณนาโดยกลา่ วถงึ ลกั ษณะเฉพาะท่ีเหมาะสม
๔. ใชอ้ ุปมาอุปไมยหรอื การเปรยี บเทียบ
๕. ใช้ภาษากระชับและเดน่ ชดั
วิธกี ารเขียนพรรณนา
๑.แยกส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการพรรณนาวัตถุ บุคคลสถานที่ หรือ
เหตกุ ารณใ์ หแ้ ยกพรรณนาส่วนประกอบแต่ละสว่ นให้แจ่มแจง้ และชใี้ หเ้ หน็ ว่าแต่ละส่วน
ที่ประกอบกันส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างไร เมื่อแยกได้แล้วควรพิจารณาว่าควรจะ
พรรณนาอะไรก่อนหลัง การแยกออกพรรณนาไม่ควรแยกออกเป็นข้อ ๆ เหมือนกับการ
เขียนเชิงวิชาการ หรือกึ่งวิชาการ อาจแยกเป็นย่อหน้าแทนแต่ละย่อหน้าให้มีความ
เช่อื มโยงเกาะเกีย่ วเปน็ อันหนึง่ อันเดยี วกนั
๒.ชีล้ ักษณะเด่น สงิ่ ที่จะพรรณนาไมว่ า่ สง่ิ ใดจะต้องมีลักษณะเด่นประจำตัวเสมอ
เมื่อจับลักษณะเด่นของสิ่งที่จะพรรณนาได้แล้วก็พรรณนาลักษณะเด่นนั้นให้แจ่มชัด
นอกจากจะพรรณนาลักษณะเด่นแล้วควรพรรณนาลักษณะเด่นรองอื่น ๆ ประกอบด้วย
เพื่อจะช่วยส่งเสริมลักษณะเด่น ให้เป็นที่น่าประทับใจมากขึ้น ส่วนการพรรณนาจะ
กล่าวถงึ ลกั ษณะใดก่อนหลงั แลว้ แต่มุมมองของผู้พรรณนาแตล่ ะคน
๓.การใช้ถ้อยคำ ผู้พรรณนาจะต้องรู้จกั คำมากพอและสามารถเลอื กใช้ให้ถูกตอ้ ง
เหมาะสมทั้งเสียงและความหมาย เพื่อทำให้เกิดมโนภาพและเกิดความรู้สึกสะเทือน
อารมณ์อาจจะใช้อุปมาหรือสัญลักษณ์ก็ได้ เพราะการอุปมาเป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่ยังไม่
คุ้นเคยให้เข้ากับส่ิงที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้ผู้รับสารมองเห็นภาพสิ่งที่ไม่คุ้นเคยได้แจ่มชดั
ขึ้น ส่วนการใช้สัญลักษณ์ เป็นการใช้คำหรือกลุ่มคำที่รับรู้กันแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือ
เหตุการณใ์ ดเหตุการณห์ น่ึง คำหรือกลุ่มคำนน้ั
ความเปน็ มาของเจา้ แมล่ ้มิ กอเหน่ียว
ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ กอเหนี่ยวแซ่ลิ้ม เดินทางจากเมืองจีน โดยคุมเรือสำเภามา ๙ ลำ
เพื่อติดตามพี่ชายชื่อลิ้มเตาเคียน (หรือลิ้มโต๊ะเคี่ยม) ซึ่งเดินทางมาค้าขายที่ปัตตานี และ
หายไปจากบ้านมานานหลายปี บิดา มารดาและญาติพี่น้องพากันเป็นห่วง น้องสาวจึงอาสา
ติดตามพี่ชาย และตั้งสัจจะวาจาไว้ว่า หากทำการไม่สำเร็จนางจะขอยอมตาย ในที่สุดลิ้มกอ
เหนี่ยวเดินทางถึงปัตตานี และพบพี่ชายขณะนั้นเป็นนายช่างกำลังสร้างมัสยิดที่บริเวณ
บ้านกรือเซะและกำลังหล่อปืนใหญ่เพื่อถวายรายอฮีเยา สตรีเจ้าเมืองปัตตานี ลิ้มกอเหนี่ยว
พยายามอ้อนวอนพี่ชายกลับสู่เมืองจีน แต่ลิ้มเตาเคียนปฏิเสธบอกว่าตนเป็นมุสลิมและมี
ครอบครัวแล้ว น้องสาวจึงผิดหวังและเสียใจอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิม
พานต์ ใกล้มัสยิดนั่นเอง ส่วนต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นนั้น มีผู้นำมาแกะสลักเป็นรูปเจ้าแม่
ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ทีศ่ าลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากนี้ตำนานยังเล่าถึงสำเภา ๙ ลำที่นำ
ลิ้มกอเหนี่ยวและบริวารมาสู่ปัตตานี ปรากฏว่าต่อมาสำเภา ๙ ลำ กลายเป็นสน ๙ ต้น เรียก
ตามภาษามลายูว่า “รูสะมิแล” (รู = ต้นสน, สะมิแล = ๙) ด้วยความเป็นผู้มีใจเด็ด กล้าหาญ
มีวาจาสัตย์ และวาจาสิทธิ์ ทำให้ชาวปัตตานีและชาวจังหวัดใกล้ ไกล ทั้งไทย-จีน และมุสลิม
เชอื้ สายจนี พากนั ยกย่องและศรทั ธาล้ิมกอเหน่ียวเปน็ เจ้าแมศ่ กั ดิส์ ทิ ธิ์มาจนทกุ วันน้ี
ตำนำน...
เจ้ำแม่ลมิ้ กอเหนยี่ ว
ตำนำนเจ้ำแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จังหวัดปัตตำนี เป็นเรื่องรำวของสตรีชำวจีนสมัย
รำชวงศ์เหม็งซึ่งเดินทำงติดตำมพี่ชำยจำกเมืองจีนมำที่ปัตตำนี ประมำณสมัยสมเด็จพระนเรศวร
มหำรำชครองกรุงศรีอยุธยำหรือรำยอฮีเยำครองปัตตำนี ด้วยควำมเป็นสตรีกล้ำหำญ ใจเด็ด
วำจำสิทธิ์ และยอมพลีชีพตำมคำมั่นสัญญำเมื่อทำหน้ำที่ไม่สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ ชำวไทย ชำวจีน
และชำวมุสลิมเชื้อสำยจีนพำกันยกย่องศรัทธำและนับถือเป็นเจ้ำแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ศักดิ์สิทธ์ิ
ตำนำนเจำ้ แม่ลิ้มกอเหนี่ยว ถอื เป็นเร่อื งเล่ำประเภทมขุ ปำฐะ ตอ่ มำมีผนู้ ำมำเขียนและตีพิมพ์เป็น
รูปเล่มเผยแพร่ทั้งภำษำไทยและภำษำจีน มีภำพประกอบสวยงำม นอกจำกนี้ มีกำรศึกษำ
เปรยี บเทยี บตำนำนเจำ้ แมล่ ้ิมกอเหนย่ี วกบั ประวตั ิศำสตรป์ ัตตำนี รวมทง้ั กำรคน้ ควำ้ ทำงศิลปะและ
โบรำณคดียุคชำวจีนรุ่นแรก ๆ ที่เดินทำงมำถึงปัตตำนี ปัจจุบันชำวปัตตำนีจัดงำนเฉลิมฉลอง
เจำ้ แม่ล้มิ กอเหนย่ี วทกุ ๆ ปใี นเดอื นสำม เพอ่ื รำลึกถงึ ควำมดขี องเจ้ำแม่ล้ิมกอเหน่ียว ที่ขำด
เสียมิได้คอื ขบวนแห่รูปสลักเจ้ำแม่ ตำมดว้ ยขบวนต่ำง ๆ เชน่ ขบวนแห่ธง แหป่ ้ำย แห่กระเช้ำ
ดอกไม้ และเชิดสิงโต ประโคมดว้ ยกลองและม้ำล่อ กลำงคืน
มีมหรสพต่ำง ๆ เช่น งิ้วและโนรำ ชำวบ้ำนบอกว่ำเจ้ำแม่
โปรดกำรแสดงทั้งสองนี้ นอกจำกนี้ยังมีกำรแสดงออก
ทำงด้ำนควำมศรัทธำ โดยมีกิจกรรมลุยไฟ แสดงถึงควำม
เชือ่ ของชำวจนี ที่ศรัทธำต่อควำมศักดิส์ ิทธิ์ของเจ้ำแม่ และ
กำรแสดงอภินิหำรต่ำง ๆ บริเวณหน้ำศำลเจ้ำเล่งจูเกียง
(ศำลเจ้ำแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) และมีกำรเปิดโรงทำนกำร
แจกจำ่ ยอำหำรอกี ดว้ ย หนงั สอื ตำนำนเจำ้ แม่ลมิ้ กอเหนยี่ ว
วถิ ีชีวติ ของคนปัตตานสี มยั รายาฮเี ยา
วิถชี ีวิตชาวไทยจีนและมุสลมิ เชื้อสายจนี รวมทง้ั ชาวจนี ในมาเลเซยี และสงิ คโปร์
ยังคงนบั ถอื และศรัทธาเจ้าแมล่ มิ้ กอเหนย่ี วทศ่ี าลเจ้าแมใ่ นจงั หวัดปัตตานี ทกุ วันนจี้ ึงมี
ผู้คนทงั้ ใกล้ ไกลไปนมสั การและบนบานขอความชว่ ยเหลอื เชน่ ขอใหห้ ายจากเจบ็ ไข้ได้
ปว่ ย หรือขอให้ของท่หี ายไปไดก้ ลบั คนื มา
ความเปน็ อยู่ของคนปัตตานีสมัยรายาฮีเยา
ชุมชนดั้งเดิมของปัตตานี มีเจ้าเมืองอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ทำให้มี
สถานที่โบราณคงเหลือให้เรา ได้ชื่นชมศึกษาและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ในพื้นที่ตำบลอา
เนาะรู ลักษณะเป็นชุมชนเมือง อยู่ในเขตเทศบาล ซึ่งมีชาวบ้านเล่าถึงความเป็นอยู่ใน
สมัยก่อนผู้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ทุกครัวเรือนสามารถไปมาหาสู่กันง่าย
อยู่เสมือนญาติพี่น้อง แต่ในปัจจุบันความเป็นชุมชนเมืองเข้ามา ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ใน
ชุมชนเดียวกันมีความห่างเหินกัน อยู่กันแบบบ้านใครบ้านมัน บางครั้งไม่เคยเจอเพื่อน
บา้ นเลยทงั้ สปั ดาห์
วถิ ชี ีวติ ของคนปัตตานสี มัยรายาฮีเยา
วิถีชีวิตชาวไทยจีนและมุสลิมเชื้อสายจีน รวมทั้งชาวจีนในมาเลเซียและ
สิงคโปร์ ยังคงนับถือและศรัทธาเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ศาลเจ้าแม่ในจังหวัดปัตตานี ทุก
วันนี้จึงมีผู้คนทั้งใกล้ ไกลไปนมัสการและบนบานขอความช่วยเหลือ เช่น ขอให้หายจาก
เจบ็ ไขไ้ ด้ปว่ ย หรือขอใหข้ องทีห่ ายไปได้กลับคนื มา
อาชีพของคนปัตตานสี มัยรายาฮเี ยา
ผู้คนในชุมชนสมัยก่อนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพคา้ ขาย เช่น ค้าขายของท่ัวไปตาม
บ้าน เปิดบ้านทำร้านขายข้าว เป็นพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดในเมือง บางส่วนจะประกอบ
อาชพี ลูกจ้าง และส่วนใหญใ่ นปจั จุบัน จะประกอบอาชพี ข้าราชการ
การแตง่ กายของคนปตั ตานีสมัยรายาฮีเยา
ด้วยชุมชนเมืองปัตตานีเป็นชุมชนมลายู และเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าเมือง ซึ่งเจ้า
เมืองได้มีการเดินทางเข้าออกประเทศ ไปประเทศมาเลเซียอยู่บ่อย จึงได้รับอิทธิพลการ
แตง่ ตัวแบบมลายู โดยผูช้ ายจะสวมผา้ โสรง่ ลายขวางช้ินเดยี ว จะมผี ้าโพกหัวเรียกว่า ผ้า
ลือปัส เอาไว้ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ส่วนผู้หญิงจะสวม ผ้าโสร่งลายดอกไม้ สวมเสื้อทรง
บันดง แตใ่ นปัจจบุ นั การแต่งกายจะแต่งกายตามความนยิ มของแตล่ ะช่วงสมยั
ภาษาและวรรณกรรมของคนปตั ตานีสมยั รายาฮเี ยา
ชุมชนเมืองปัตตานีเป็นชุมชนมลายูที่
ประกอบไปด้วยผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลาม
ดังนั้นภาษาที่ใช้ จึงเป็นภาษามลายถู ิน่ ใช้
พูดหรือสื่อสารในชีวิตประจำวันทั่วไปและจะ
ใช้สอ่ื สารกนั ในหมผู่ ้ทู ่นี บั ถือศาสนาอิสลามกนั
โดยส่วนมาก ซึ่งสำเนียงเฉพาะของเมือง
ปัตตานีมี 2 สำเนียง คือ สำเนียงฮูลู และ
สำเนยี งฮเี ล
คำศัพท์ ความหมาย
รายอฮีเยา เจ้าเมืองปตั ตานี
รูสะมแิ ล สนเก้าต้น
ตานี ปัตตานี
สำเนยี งฮูลู ตน้ น้ำ
สำเนียงฮีเล ปลายนำ้
ขขข
ภาคผนวก
คณะผจู้ ดั ทำ
นางสาวจันทกานต์ พทุ ธกิต
รหสั นกั ศกึ ษา ๖๑๐๖๕๑๐๐๕๒
สาขาวิชาภาษาไทย ชนั้ ปีที่ ๔
คณะศกึ ษาศาสตรแ์ ละศลิ ปะศาสตร์
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
นางสาวซากนี า ดอื ราแม
รหัสนกั ศึกษา ๖๑๐๖๕๑๐๐๕๔
สาขาวิชาภาษาไทย ชนั้ ปที ่ี ๔
คณะศกึ ษาศาสตร์และศิลปะศาสตร์
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
นางสาวนาซีฟะห์ ตาเละ๊ เจะ๊ โซะ
รหัสนกั ศึกษา ๖๑๐๖๕๑๐๐๕๘
สาขาวชิ าภาษาไทย ชัน้ ปที ่ี ๔
คณะศึกษาศาสตรแ์ ละศิลปะศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
คณะผจู้ ดั ทำ
นางสาวอมิ นะห์ การแี ซ
รหสั นักศกึ ษา ๖๑๐๖๕๑๐๑๒๒
สาขาวชิ าภาษาไทย ชัน้ ปีท่ี ๔
คณะศกึ ษาศาสตร์และศลิ ปะศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
นางสาวมัสนา เจะ๊ โด
รหสั นักศึกษา ๖๑๐๖๕๑๐๑๔๐
สาขาวิชาภาษาไทย ช้นั ปีที่ ๔
คณะศึกษาศาสตร์และศลิ ปะศาสตร์
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
บรรณานกุ รม
DLTV มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม. (2563). การเขียนย่อความ. สืบค้นเมื่อวันท่ี
15 มีนาคม 2565. จาก https://dltv.ac.th/
การเขยี นบรรยายและพรรณา ภาษาไทย ม.2. (2561). การเขียนบรรยายและพรรณา.
สืบค้นเมอ่ื วันที่ 15 มนี าค2565.https://m.youtube.com/watch?v=DTcWHUHi
กรมส่งเสรมิ วัฒนธรรม. (2560). วรรณกรรมพน้ื บ้าน. สบื ค้นเมื่อวันที่ 11 มนี าคม 2565,
จาก http://ich.culture.go.th
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (2562). มรดกวัฒนธรรมภาคใต้. สืบค้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม
2565, จาก http://ich.culture.go.th
คุณอูเซ็ง เบญนูรุดดีน. (2561). ชุมชนท่องเที่ยวภาคใต้. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม
2565, จาก http://www.pattani.go.th
หนังสือเรียนภาษาไทย ม.๒
ล้มิ กอเหนีย่ ว..เจ้าแม่เมอื งปัตตานี Online