The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิจัย ผลการใช้วิธีแสดงบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 135 ดิศรณ์ ทองนพคุณ, 2024-01-24 23:45:35

บทความวิจัย

บทความวิจัย ผลการใช้วิธีแสดงบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผลการใช้วิธีแสดงบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริม ความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE EFFECTS OF USING ROLE-PLAYING METHOD TO ENHANCE SPEAKING ABILITY FOR MATHAYOMSUKSA 1 STUDENTS บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษโดยการจัดกิจกรรม แสดงบทบาทสมมติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปี ตำบลกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปีจังหวัดอุดรธานีสังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 40 คน โดยวิธีเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนจัดการเรียนรู้โดยจัดกิจกรรมแสดงบทบาทสมมติ จำนวน 7 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ t-test for Dependent Sample ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) คำสำคัญ: ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ การแสดงบทบาทสมมติ ABSTRACT This research objectives to compare the language proficiency of first-year high school students by utilizing role-playing activities before and after their English language classes. The sample group for this research consists of first-year high school students from Kumphawapi School, located in Kumphawapi District, Udon Thani Province, under the jurisdiction of Secondary Educational Service Area Office Region 2, Academic Year 2566. The sample was selected purposively, and it includes 40 students from one classroom. The research was conducted during the first and second semesters of the academic year. The research employed learning management plans, comprising seven role-playing activity plans, each lasting for two hours, totaling 14 hours. Additionally, a language proficiency test consisting of 30 items was administered to measure the students' ability to speak English. Statistical analysis of the data involved the use of the t-test for Dependent Samples, percentages, means, and standard deviations. Keywords: English language speaking skills, role-playing activities


บทนำ ในสังคมโลกปัจจุบันการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมีความสําคัญและจําเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจําวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสําคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้การประกอบอาชีพ การสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลกและตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและ มุมมองของสังคมโลก นํามาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความ เข้าใจ ตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาอังกฤษและใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ได้รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้นและมีวิสัยทัศน์ในการดําเนินชีวิต ในภาวะปัจจุบันการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของประเทศอื่นย่อมได้เปรียบในการทํากิจการการค้า ธุรกิจ ต่างๆ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย กําลังพัฒนาตัวเองไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม จําเป็นต้องใช้บุคลากรที่มี ความรู้ในหลายๆด้านรวมทั้งผู้ชํานาญด้านภาษาด้วยและในยุคศตวรรษที่ 21 ภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาท ในชีวิตของคนไทยและคนทั่วโลกไปแล้ว เพราะมนุษยชาติทุกวันนี้สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น การติดต่อสื่อสารกันโดยตรง การใช้อินเตอร์เน็ต การดูโทรทัศน์การดูภาพยนตร์การเขียน โปรแกรม คอมพิวเตอร์ หนังสือคู่มือทางด้านวิชาการต่างๆ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหนึ่งที่สําคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 และเป็นวิชาหลักที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ การศึกษาของไทยในยุค Thailand 4.0 นั้น มีแนวคิดสำคัญที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการ การศึกษา ใน ยุค Thailand 4.0 มีความหมายมากกว่าการเตรียมความพร้อมของคนหรือให้ความรู้กับคนเท่านั้น แต่เป็น การ เตรียมมนุษย์เป็นมนุษย์ กล่าวคือ นอกจากให้ความรู้แล้ว ต้องทำให้เขาเป็นคนที่รักที่จะเรียน มีคุณธรรม และ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย นั่นก็คือการสร้างคนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นทักษะใน การคิด วิเคราะห์เป็นหลักในขณะเดียวกัน Thailand 4.0 คือการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยมีรายได้ มากขึ้นและ ก้าวพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางโดยจะต้องนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นฐานในการ พัฒนาประเทศ และต้องสามารถติดต่อค้าขายกับนานาประเทศได้ด้วยจากแนวคิด Thailand 4.0 นี้ กระทรวงศึกษาธิการเร่ง ดำเนินการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนเพื่อเตรียมพร้อมทักษะต่างๆ ที่จำเป็น ให้กับเด็กไทย สอดคล้องกับ แนวคิด Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมในหลายด้านโดยเฉพาะการพัฒนา ทักษะภาษาอังกฤษให้กับเด็กไทย ถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับความสามารถสื่อสารกับนานาชาติและ พัฒนาทักษะความเป็นนานาชาติ ทั้งเพื่อการติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความรู้ การประสานความร่วมมือ และการค้าขาย นอกจากการพัฒนา ทักษะความสามารถในการสื่อสารแล้วจำเป็นต้องส่งเสริมเด็กไทยให้มี ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณควบคู่กัน (Communication and Critical Thinking Skills) เพื่อให้การ สื่อสารมีประสิทธิภาพสามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้องและชัดเจน


การสื่อสารภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการพูดภาษาอังกฤษจำเป็นในชีวิตประจำวันและการทำงานเป็น อย่างมากเนื่องจากการพูดเป็นสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจถึงสิ่งที่สื่อออกมาไม่ว่าจะในบริบทหรือแง่มุมใด เพราะไม่ว่า บุคคลใดก็สามารถเป็นผู้ส่งสารและผู้รับสารได้โดยการพูดที่คล่องแคล่วนั้นมาจากการฝึกฝนเรียนรู้จนเข้าใจใน บริบทของทักษะการพูดจึงเรียบเรียงออกมาเป็นข้อความหรือถ้อยคำที่จะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ แต่เนื่องจากการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยเน้นแต่ความถูกต้องของไวยากรณ์ผู้เรียน เรียนไปเพื่อสอบ เรียนจากการท่องจำ เมื่อพบชาวต่างชาติก็จะไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษหรือไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูด เพราะกลัวการดูถูก สอดคล้องกับความเห็นของ (เออร์, 1996; บราวน์, 1994) ที่กล่าวว่าสาเหตุที่ ทำให้ผู้เรียนที่เรียนภาษาที่สองไม่สำเร็จนั้นคือผู้เรียนเกิดความกังวลถึงการพูดผิด เรียบเรียงประโยคไม่ถูกและ จะใช้ภาษาแม่ (Mother Language) ในขณะที่กำลังฝึกภาษาที่สองหรือภาษาเป้าหมาย (Target language) ในชั้นเรียนและ (กุลชนก ทิพฤาชา, 2550) ที่กล่าวว่าอุปสรรคของการพัฒนา 3 ความสามารถด้านการพูด ภาษาอังกฤษที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ นักเรียนไทยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้แทบจะไม่มี โอกาสพูดภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากการเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ซึ่งผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะ การพูดอย่างสม่ำเสมอและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาในสถานการณ์ที่คล้ายกันในชีวิตจริง แนวทางการแก้ปัญหาการพูดภาษาอังกฤษคือ การจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ (Role play) เป็นกิจกรรม การเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้บทบาทที่สมมติขึ้นจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่ใกล้เคียงกับความ เป็นจริงที่ผู้เรียนต้องเผชิญมาไว้ในห้องเรียนโดยให้ผู้เรียนสวมบทบาทนั้นและแสดงพฤติกรรมไปตามความรู้สึก อารมณ์และทัศนคติที่มีต่อบทบาท ซึ่งการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ (Role play) อาจจะ แก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาว่าวิธีการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการแสดงบทบาทสมมติ(Role play) ช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่และนักเรียนมีเจตคติต่อวิธีการสอนโดยใช้วิธีการแสดง บทบาทสมมติ(Role play) ในระดับใด วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการแสดงบทบาทสมมติ(Role play) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษก่อนและหลังการสอนโดยใช้วิธีการแสดงบทบาท สมมติ(Role play) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


ความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ แสดงบทบาทสมมติ(Role-Play) 1. ขั้นเตรียมการสอน (warm up) - Asking a short question. 2. ขั้นนำเสนอ(presentation) - Videos which related to the topic. 3. ขั้นปฏิบัติ(Practice) - Introduction to Role Play - Selecting the Performers - Preparation of the Performers - Staging the Performance - Audience Preparation - Performance - Script Cutting 4. ขั้นนำไปใช้(Production) - Role-playing activity in other Situations. 5. ขั้นสรุป (wrap up) - Summarize the lesson.


วิธีดำเนินการวิจัย ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปี ตำบลกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2566 รวมนักเรียน 469 คน 2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 โรงเรียนกุมภวาปี ตำบลกุม ภวาปีอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบบแผนการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียน โดยทดลองกับกลุ่มตัวอย่างมีวัดผลและประเมินผลก่อนเรียน และหลังการทดลอง (t-test for Dependent Sample) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัย T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน X แทน การสอนโดยจัดกิจกรรมแสดงบทบาทสมมติ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.1 แผนจัดการเรียนรู้การสอนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการแสดงบทบาทสมมติ(Role play) มีทั้งหมด 7 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง จำนวนทั้งหมด 14 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน เป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นจำนวน 30 ข้อ เพื่อใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pretest - Posttest)


ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลมีขั้นตอนดังนี้ 1 ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูด โดยใช้ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นก่อนดำเนินการทดลอง 2 ผู้วิจัยดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้การสอนภาษาอังกฤษโดยใช้ วิธีการแสดงบทบาทสมมติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 7 แผนละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง 3 หลังจากดำเนินการสอนครบตามที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกันกับการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) การวิเคราะห์ข้อมูล 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 1.1 วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ 1.2 วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียน โดยใช้วิธีการแสดงบทบาทสมมติก่อนเรียนและหลังเรียน 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนนการทดสอบหลัง เรียนโดยใช้สถิติ t-test for Dependent Sample 2.2 ร้อยละ (Percentage) 2.3 ค่าเฉลี่ย (Mean) 2.4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สรุปผลการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการ พูด ภาษาอังกฤษโดยจัดกิจกรรมแสดงบทบาทสมมติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่ง สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. นักเรียนมีคะแนนความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 17.35 คิดเป็นร้อย ละ 57.83 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 21.48 คิดเป็นร้อยละ 71.58 เมื่อทดสอบความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ย พบว่าคะแนนความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมแสดง บททบาทสมมติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษโดยจัดกิจกรรมแสดง บทบาทสมมติที่เกิดการเรียนรู้ที่นำไปสู่การสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น 2.2. ควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปกับทักษะอื่นๆ ด้วย เพราะนักเรียนจะได้ฝึกทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ การฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อม ๆ กัน 2.3 ควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้จัดกิจกรรมแสดง บทบาทสมมติโดยใช้ประโยคที่ซับซ้อนมากขึ้นในระดับสูงขึ้นไป


เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2564). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว. กรมวิชาการ. (2561). การจัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุ. เกศสุดา ปงลังกา. (2563). การศึกษาการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติในการพัฒนาความสามารถด้าน การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, กรุงเทพมหานคร. ทิศนา แขมมณี. (2564). ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 6 ฉบับปรับปรุง).กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร. (2565). บทความวิชาการ สำนักการศึกษา. กรุงเทพฯ: วัชระการพิมพ์. วิไล พังสอาด. (2562). การเปรียบเทียบผลการใช้บทบาทสมมุติและการใช้แม่แบบที่มีผลต่อ พฤติกรรมกล้าแสดงออกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวังตะเคียนวิทยาคม. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, กรุงเทพมหานคร. สุกัญญา ศิลประสาท. (2564). การพัฒนาความสามารุด้านการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ. (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรม หาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, กรุงเทพมหานคร. สุนันทา แก้วพันช่วง. (2564). การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โดยใช้กิจกรรมภาษาเพื่อการสื่อสาร. (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒประสานมิตร, กรุงเทพมหานคร. สุมิตรา อังวัฒนากุล. (2561). การวิจัยทางการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Clark, J. L. D. (1972). Foreign language testing: Theory and practice. Philadelphia, PA: Center for Corriculum Development, Inc. Ellis, N. (1994). Implicit and explicit learning of languages. London: Academic Press. Referred to by Foth & Dewaele. Johnson, R. (1994). Learning together and alone, cooperative, competitive, and individualistic learning. Needham Heights, MA: Prentice-Hall. Ladousse, G. P. (1987). Roleplay. Oxford: Oxford University Press.


Ments, V. M. (1986). The Effective Use of Role Play: Practical techniques for improving learning. London: Kogan Page. Morrow, K. (1981). Principle of Communicative Methodology. In Communicative in the classroom, 59-66, Edited by K. Johson and K. Morrow. Essex: Longman Group Ltd.


Click to View FlipBook Version