เซลล์ของส่ิงมชี ีวติ
เซลล์ เป็นหน่วยหน่ึงของสิ่งมีชีวิตท้งั หลาย โดยทาหนา้ ท่ีทางโครงสร้างและควบคุมการทางานของสิ่งมีชีวิตน้นั เซลล์
ท้งั หลายจะเกิดจากเซลลท์ ่ีมีชีวติ อยกู่ ่อนแลว้
การคน้ พบและทฤษฎีของเซลล์
การคน้ พบเซลลข์ องสิ่งมีชีวติ เร่ิมตน้ จากปี ค.ศ.1655 Robert Hook ไดป้ ระดิษฐก์ ลอ้ งจุลทรรศนช์ นิดเลนส์
ประกอบท่ีมีลากลอ้ งป้องกนั แสงจากภายนอกรบกวน แลว้ นาไปส่องดชู ิ้นไมค้ อร์กท่ีฝานบาง ๆ ไดพ้ บโครงสร้างท่ีมีรูปร่างเป็น
ช่องเหล่ียมเลก็ ๆ จงึ เรียกวา่ เซลล์ (Cell) ซ่ึงหมายถึง หอ้ งเลก็ ๆ อนั ท่ีจริงส่ิงท่ีฮกุ เห็นน้นั เป็นเพียงผนงั เซลลข์ องพืชท่ียงั คงเหลอื อยู่
หลงั จากที่เซลลต์ ายแลว้ อยา่ งไรกต็ ามฮุกก็ไดช้ ื่อวา่ เป็นผพู้ บและต้งั ช่ือเซลลเ์ ป็นคนแรก และใชม้ าจนถงึ ปัจจุบนั
ทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory)
ในปี ค.ศ.1838 Matthias Jacob Schleiden นกั ชีววทิ ยาชาวเยอรมนั ไดศ้ ึกษาเซลลข์ องพชื ชนิดต่าง ๆ
แลว้ สรุปวา่ พชื ทุกชนิดประกอบดว้ ยเซลล์ ตอ่ มาในปี ค.ศ.1839Theoder Schwan นกั ชีววทิ ยาชาวเยอรมนั ไดศ้ ึกษา
เซลลข์ องสัตว์ แลว้ สรุปวา่ เน้ือเยอื่ ของสัตวป์ ระกอบดว้ ยเซลล์ ในปี น้ีเอง Schleiden และ Schwan ไดร้ ่วมกนั ต้งั ทฤษฎี
เซลล(์ Cell Theory) มีสาระสาคญั คือ “ส่ิงมีชีวติ ท้งั หลาย ประกอบดว้ ย เซลล์ และผลิตภณั ฑข์ องเซลล”์ (All animal
and plant are composed of cell and products) และในปี ค.ศ.1855 Rudolf Virchow ได้
ศึกษาการเจริญเติบโตของเซลลแ์ ละการเพิ่มจานวนเซลลจ์ ากเซลลท์ ่ีเจริญเติบโต จึงเพ่ิมเติมทฤษฎีเซลลว์ า่ “เซลลท์ กุ ชนิดยอ่ มมี
กาเนิดมาจากเซลลท์ ่ีมีอยกู่ ่อน”
การศึกษาเกี่ยวกบั เซลลใ์ นปัจจุบนั กา้ วหนา้ ไปมากและคน้ พบความจริงเกี่ยวกบั เซลลม์ ากมาย ทฤษฎีเซลลไ์ ดพ้ ฒั นามาเป็น
ทฤษฎใี นปัจจบุ นั ซ่ึงถอื เป็นรากฐานสาคญั ของชีววทิ ยาสมยั ใหม่ มีสาระสาคญั คอื
1 . ส่ิงมีชีวิตท้งั หลายประกอบดว้ ยเซลลแ์ ละผลิตภณั ฑข์ องเซลล์
2. เซลลท์ ่ีเกิดใหม่ยอ่ มตอ้ งมาจากเซลลเ์ ดิมเทา่ น้นั
3. เซลลท์ ุกชนิดมีส่วนประกอบพ้นื ฐานและกระบวนการสร้างและสลาย (Metabolism)
เหมือนกนั
4. พฤติกรรม กิจกรรม และกระบวนการตา่ ง ๆ ท่ีดาเนินอยขู่ องส่ิงมีชีวิต เป็นผล
มาจากการทางานร่วมและประสานกนั ของกล่มุ เซลล์
1.1. รูปร่างของเซลล์
เซลลส์ ิ่งมีชีวติ มีขนาด และรูปร่างของไมแ่ น่นอน ข้ึนอยกู่ บั ชนิดและหนา้ ท่ีของเซลลน์ ้นั ๆ แตเ่ ซลลท์ ุกชนิดจะมี
โครงสร้างอนั เป็นมลู ฐานใกลเ้ คียงกนั (รูปที่ 1.1) คอื ประกอบดว้ ยโพรโทพลาซึมทถ่ี กู ลอ้ มรอบดว้ ยเยอื่ หุม้ บาง ๆ (Cell
membrane) รูปร่างของเซลลส์ ่ิงมีชีวติ แตล่ ะชนิดจะแตกตา่ งกนั อยา่ งมากมาย โดยเฉพาะในพวกโปรโตซวั เช่น บางชนิดมี
รูปร่างคงท่ีเพราะมีสารพวกซิลิกาเป็นส่วนประกอบ แตบ่ างชนิดจะมรี ูปร่างไมแ่ น่นอน ในพืชและสตั วช์ ้นั สูงทปี่ ระกอบดว้ ยเซลล์
จานวนมาก เซลลเ์ หลา่ น้ีกจ็ ะมีรูปร่างแตกตา่ งกนั ไป เพอ่ื ใหเ้ หมาะสมกบั หนา้ ท่ีและตาแหน่งของเซลลใ์ นร่างกาย เช่น เซลลอ์ สุจิมี
รูปร่างเรียวยาวและมีแฟลกเจลลา เพื่อใหส้ ามารถเคล่ือนที่เขา้ ผสมกบั ไขไ่ ดร้ วดเร็ว เซลลป์ ระสาทมีรูปร่างยาวและแตกแขนงเพ่อื ส่ง
แรงกระตุน้ ของกระแสประสาทไปไดร้ วดเร็ว เซลลเ์ มด็ เลือดแดงมีรูปร่างกลมเพอ่ื ใหม้ ีพ้นื ท่ีผวิ ในการรบั สมั ผสั มากข้ึน เซลลท์ ี่อยตู่ าม
เสน้ ใบของพืชมรี ูปร่างยาวเพอื่ สะดวกในการลาเลียงสารตา่ ง ๆ เป็นตน้ เซลลบ์ างชนิด เช่น เซลลเ์ มด็ เลอื ดขาวเม่ืออยใู่ นกระแสเลือด
จะมีรูปร่างไม่แน่นอน แต่ถา้ แยกมาอยเู่ ป็นเซลเดี่ยว ๆ จะมีรูปร่างแบบวงรี
(a) centriole
(b) microtubule
(c) lysosome
(d) golgi complex
(e) vesicle
(f) cell membrane
(g) endoplasmic reticulum
(h) ribosome
(i) nucleolus
(j) nuclear membrane
(k) nucleus
(m) flagella
(n) mitocondria
(o) cytoplasm
(p) peroxisome