The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือศึกษาสติปัฏฐานสี่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prateeravaro, 2021-05-03 04:29:05

คู่มือศึกษาสติปัฏฐานสี่

คู่มือศึกษาสติปัฏฐานสี่

0

สจจฺ ํ เว อมตา วาจา
วาจาจริง เป็นสงิ่ ไม่ตาย

พระอสั สชิ กล่าววาจาจรงิ ให้สารบี ตุ รปรพิ าชก (พระสารีบตุ ร) ฟงั ว่า
เย ธมมฺ า เหตปุ ฺปภวา เตสํ เหตํฃ ตถาคโต
เตสญฺจ โย นโิ รโธ เอววํ าที มหาสมโณ

ธรรมเหล่าใดเกิดแตเ่ หตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแหง่ ธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านนั้ พระมหาสมณะมีปกติทรงส่ังสอนอย่างนี้

สารบี ุตรปริพาชก (พระสารีบตุ ร) ฟงั วาจาจรงิ ของพระอสั สชิ แล้วเห็นตามวาจาจริงวา่
ยงกฺ ญิ จิ สมทุ ยธมมฺ ํ สพพฺ นตฺ ํ นโิ รธธมฺมํ

ส่ิงใดส่งิ หนึง่ มีความเกิดขน้ึ เป็นธรรมดา ส่ิงนนั้ ทงั้ ปวง มคี วามดบั ไปเปน็ ธรรมดา

วนิ ยั . มหาวรรค ๔/ ๗๔/ ๖๕.

ความเสียสละอนั ยิ่งใหญข่ องพระโพธิสตั ว์ ตลอด ๒๐ อสงไขย แสนกัป

สเุ มธดาบสไดเ้ หน็ พทุ ธจรยิ าของพระพุทธเจ้าทปี ังกรแล้วเกิดความช่นื ชมเล่ือมใสยิ่งนัก เม่อื พระองค์เสด็จ
มาถึง ได้ทอดพระเนตรเห็นสุเมธดาบสนอนราบอยู่กับพื้น พระองค์ทรงทราบถึงความปรารถนาของสุเมธดาบส
จึงตรัสพยากรณ์แก่พระสงฆ์สาวกของพระองค์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูดาบสผู้มีตบะรุ่งเรืองนี้ ในกัปอัน
หาประมาณมิได้ระหว่างภัทรกัป ดาบสผู้นี้จะสำเร็จสมความปรารถนาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า
“โคดม” ดาบสผู้น้ีจะกำเนิดเป็นโอรสของกษัตริย์ พระบิดาพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดาพระนาม
ว่า พระนางสิริมหามายา แล้วจะสละราชสมบัติออกผนวช ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ
จะมอี ัครสาวกเบื้องขวาและซ้ายช่อื วา่ พระสารีบุตร และ พระโมคคลั ลาน์ มีพระอานนท์ เป็นพุทธอุปฏั ฐาก

ศึกษาความเปน็ โทษ คอื ความตาย

ความไม่เทีย่ ง ความเปน็ ทุกข์ ความแปรปรวน

สัตว์โลกน้ี เกดิ ความเดอื ดร้อนแล้ว มผี ัสสะบงั หนา้ (ผสสฺ ปเรโต) ยอ่ มกล่าวซงึ่ โรค (ความเสียดแทง) น้ัน
โดยความเป็นตัวเป็นตน เขาสำคัญสิ่งใดโดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็นโดยประการอื่น จากที่เขา
สำคัญนั้น สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น (จากที่มันเป็นอยู่จริง)
จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น. เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย (ที่เขาไม่รู้จัก) ; เขากลัวต่อสิ่งใด
ส่ิงน้ันก็เป็นทุกข.์

พรหมจรรยน์ ้ี อันบุคคลยอ่ มประพฤติ กเ็ พือ่ การละขาดซงึ่ ภพ. สมณะหรอื พราหมณ์เหลา่ ใด กล่าวความ
หลุดพ้นจากภพ ว่ามีได้เพราะภพ ; เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.
ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามีได้เพราะวิภพ ; เรากล่าวว่า สมณะหรือ
พราหมณ์ทงั้ ปวงนน้ั กย็ ังสลดั ภพออกไปไม่ได.้

กท็ กุ ขน์ ้มี ีขนึ้ เพราะอาศัยซ่ึงอุปธิท้ังปวง. เพราะความสน้ิ ไปแห่งอุปาทานทั้งปวง ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์
จึงไม่มี. ท่านจงดูโลกนี้เถิด สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชาหนาแน่นบังหน้าแล้ว ; และว่า สัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้ว
นั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้. ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง
เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง ; ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน
เป็นธรรมดา.

เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้อยู่ ; เขาย่อมละภวตัณหาได้ และ
ไม่เพลิดเพลินวิภวตัณหาด้วย. ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ (แห่งภพทั้งหลาย) เพราะความสิ้นไปแห่ง
ตัณหาโดยประการทง้ั ปวง นน้ั คอื นพิ พาน. ภพใหมย่ อ่ มไมม่ แี กภ่ กิ ษนุ ้นั ผู้ดับเย็นสนิทแลว้ เพราะไม่มีความยึดมั่น.
ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำมารได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้คงที่ (คือไม่
เปลยี่ นแปลงอกี ต่อไป), ดงั นีแ้ ล.

อ.ุ ข.ุ ๒๕/๑๒๑/๘๔.

บุคคลเอก

ตถาคตผู้เป็นอรหนั ต์ ตรัสรชู้ อบเอง นเี้ ปน็ บคุ คลเอก

ภิกษุ ท. ! ครั้งหนึ่ง ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ
เมื่อเราแรกตรัสรู้ได้ใหม่ๆ ความปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นแก่เรา ขณะเข้าสู่ที่พักกำบังหลีกเร้นอยู่ว่า “นี่เป็น
หนทางเครื่องไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและปริเทวะ
เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ
สติปัฏฐานส่.ี

สี่เหล่าไหนเล่า ? คือ ภิกษุเป็นผู้มีธรรมดาตามเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา ท. เห็นจิตในจิต
เห็นธรรมในธรรม ท. อยู่ เป็นผู้มีเพียรเผาบาป มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกได้ :
นแ้ี หละทางทางเดยี ว” ดงั น.้ี

ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมรู้ปริวิตกในใจของเราจึงอันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่
เฉพาะหน้าเรา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรงเหยียดแขนออกแล้วงอเข้า เท่านั้น. ครั้งนั้นสหัมบดีพรหมทำผ้า
ห่มเฉวียงบา่ นอ้ มอัญชลเี ข้ามาหาเรา แล้วกล่าวกะเราวา่ “อย่างนั้นแล พระผ้มู พี ระภาค ! อย่างน้นั แล พระสุคต !
ฯลฯ นั่นเป็นทางทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียได้ซึ่งความโศกและ
ปรเิ ทวะ ฯลฯ เพอ่ื ทำนพิ พานใหแ้ จง้ ” แลว้ ได้กลา่ วคำ (อนั ผกู เป็นกาพย์) ว่า :-

“พระสุคต ผู้มีธรรมดาเห็นที่สุด คือความสิ้นไปแห่งชาติ ผู้มีพระทัยอนุเคราะห์สัตว์ด้วยความเกื้อกูล
ย่อมทรงทราบทางเอก ซึ่งเหล่าพระอรหันต์ ได้อาศัยข้ามแล้วในกาลก่อน และกำลังข้ามอยู่ และจักข้าม
ซ่งึ โอฆะได้” ดงั นี.้

บุคคลเอก

การปรากฏของบุคคลเอก ย่อมเปน็ การปรากฏแห่งความสว่างอนั ใหญห่ ลวง

จงสงเคราะห์ผู้อืน่ ด้วยการใหร้ ้อู รยิ สจั
ภิกษุ ท. ! พวกเธอเอน็ ดใู คร และใครถอื วา่ เธอเปน็ ผู้ทเ่ี ขาควรเชื่อฟัง เขาจะเป็นมิตรก็ตาม อำมาตย์
ก็ตาม ญาติหรือสายโลหิตก็ตาม ; ชนเหล่านั้น อันเธอพึงชักชวนให้เข้าไปตั้งมั่น ในความจริงอันประเสริฐ
ส่ีประการ ดว้ ยปัญญาอนั รู้เฉพาะตามทเ่ี ปน็ จรงิ .
ความจริงอันประเสริฐสี่ประการอะไรเล่า ? สี่ประการคือ ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ ความจริง
อันประเสริฐคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความจริงอัน
ประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไมเ่ หลอื แห่งทกุ ข.์
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์ เป็น
อย่างน้ี, เหตุให้เกดิ ข้ึนแหง่ ทุกข์ เป็นอยา่ งน้ี, ความดับไมเ่ หลอื แหง่ ทกุ ข์ เปน็ อยา่ งนี้, ทางดำเนินใหถ้ ึงความดับ
ไมเ่ หลือแหง่ ทกุ ขเ์ ป็นอย่างนี.้ ” ดังน.้ี

มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๕๔๔/๑๗๐๖.

บคุ คลเอก

การทำกาลกริ ยิ าของบุคคลเอกนีแ้ ล ย่อมเป็นความทุกข์ร้อนของมหาชนเปน็ อนั มาก

อานนท์ ! นั่นต้องเป็นอย่างนั้น คือ ความชรามี (ซ่อน) อยู่ในความหนุ่ม ความเจ็บไข้มี (ซ่อน) อยู่ใน
ความไมม่ ีโรค ความตายมี (ซอ่ น) อยูใ่ นชีวิต;

พระผู้มพี ระภาค คร้นั ตรัสคำนี้แล้ว ไดต้ รัสขอ้ ความน้ี (เป็นคำกาพย์กลอน) อีกวา่ :-
โธเ่ อ๋ย ! ความแก่อนั ชวั่ ชา้ เอ๋ย !

ความแก่ อนั ทำความนา่ เกลยี ดเอย๋ !
กายทีน่ า่ พอใจ บัดนกี้ ็ถูกความแก่ยำ่ ยหี มดแล้ว.
แม้ใครจะมีชวี ติ อย่ตู ้ังรอ้ ยปี ทกุ คนกย็ ังมีความตายเปน็ ทีไ่ ปในเบื้องหน้า.
ความตายไมย่ กเวน้ ให้แกใ่ คร ๆ มนั ยำ่ ยหี มดทุกคน.
ภิกษุ ท. ! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอ ท. ว่า ‘สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอ ท.
จงยงั ประโยชน์ตนและทา่ น ใหถ้ งึ พร้อมดว้ ยความไม่ประมาทเถดิ ’ ดงั น้ี. น่เี ป็นวาจาครง้ั สดุ ทา้ ยของตถาคต.
(ต่อจากนี้ ทรงนิ่งเงียบ : เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน
วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจญั ญายตนฌาน เนวสญั ญานาสัญญายตนฌาน สญั ญาเวทยติ นโิ รธ แล้วย้อน
ลงกลับมาตามลำดับ จนถงึ ปฐมฌาน แลว้ ยอ้ นขึ้นอกี โดยลำดับ ๆ จนถงึ จตุตถฌาน เสด็จปรนิ ิพพาน ในเม่ือออก
จากจตตุ ถฌานนั้นแล้ว).

อริยสจั ทรงบัญญตั ิไวใ้ นกายทยี่ ังมีสญั ญาและใจ

ภิกษุ ท. ! เราได้กล่าวกะโรหิตัสสเทวบุตรนั้นว่า “แน่ะเธอ ! ที่สุดโลกแห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่
ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ, เราไม่กล่าวการรู้ การเห็น การถึงที่สุดโลกนั้นเพราะการไป. แน่ะเธอ ! เมื่อยังไม่ถึง
ทส่ี ุดแห่งโลกแลว้ เราย่อมไมก่ ลา่ วซง่ึ การกระทำท่สี ุดแห่งทุกข์. แน่ะเธอ ! ในกายทย่ี าววาหน่ึง ซึ่งประกอบด้วย
สัญญาและใจนี่เอง เราได้บัญญัติโลก เหตุเกิดของโลก ความดับไม่เหลือของโลก และทางให้ถึงความดับ
ไมเ่ หลอื ของโลกไว”้ ดังนี.้

พระไตรปฎิ กบาลี - การศึกษาไปตามลำดับ

สกกฺ า พฺราหมฺ ณ อิมสฺมึ ธมมฺ วินเย อนปุ ุพฺพสิกฺขา อนุปุพฺพกิรยิ า อนุปุพพฺ ปฏปิ ทา ป ฺ าเปตุ ฯ
เสยยฺ ถาปิ พรฺ าหมฺ ณ ทกโฺ ข อสฺสทมโก ภทฺท อสฺสาชานยี ลภติ วฺ า ป เมเนว มขุ าธาเน การณ กาเรติ
อถ อุตฺตรึ การณ กาเรติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ ตถาคโต ปุริสทมฺม ลภิตฺวา ป ม เอว วิเนติ
เอหิ ตฺว ภกิ ฺขุ สีลวา โหหิ ปาติโมกขฺ สวรสวโุ ต วิหราหิ อาจารโคจรสมปฺ นฺโน อณมุ ตฺเตสุ วชฺเชสุ
ภยทสสฺ าวี สมาทาย สิกขฺ สฺสุ สกิ ฺขาปเทสตู ิ ฯ

พราหมณ์ ! ในธรรมวินัยนี้ เราสามารถบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งการศึกษาไปตามลำดับ การกระทำ
ไปตามลำดับ และการปฏิบัติไปตามลำดับ ได้เหมือนกัน (กับที่ท่านมีวิธีฝึกสอนศิษย์ของท่านให้นับไป
ตามลำดับฉะนั้น).

พราหมณ์ ! เปรียบเหมือน ผู้ชำนาญในการฝกึ ม้า ได้ม้าชนิดที่อาจฝึกได้มาแล้ว ในขั้นแรก ย่อมฝึกให้
รู้จักการรับสวมบังเหียนก่อน แล้วจึงฝึกอย่างอื่นๆ ให้ยิ่งขึ้นไป ฉันใด ; พราหมณ์เอย ! ฉันนั้นเหมือนกัน,
ตถาคต คร้ันไดบ้ รุ ษุ ท่พี อฝกึ ไดม้ าแล้ว ในข้นั แรก ยอ่ มแนะนำอยา่ งนี้ก่อน ว่า :-

“มาเถิด ภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้มีศีล, สำรวมด้วยดีในปาติโมกขสังวร, ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและ
โคจร เป็นอยู่, มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้ที่ถือกันว่าเป็นโทษเล็กน้อย, จงสมาทานศึกษาใน
สกิ ขาบททงั้ หลายเถดิ ” ดงั น้ี.

หลักของการศกึ ษา ๘ ลำดับ

ในธรรมวินยั นี้ เรามีกฎเกณฑก์ ารศึกษาไปตามลำดบั

๑. เป็นผู้มีศีล, สำรวมด้วยดีในปาติโมกข์, ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร, มีปรกติเห็นเป็นภัยในโทษ
ทงั้ หลาย แม้โทษเพยี งเล็กน้อย, สมาทานศกึ ษาในสกิ ขาบทท้ังหลาย

๒. เป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย : ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ แล้วไม่ถือเอา
ทัง้ โดยลักษณะทเี่ ป็นการรวบถอื ทัง้ หมด และโดยการแยกเปน็ ส่วน ๆ

๓. เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคอยู่เสมอ พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้
เพ่ือใหช้ วี ติ เป็นไป เพอ่ื ปอ้ งกนั ความลำบาก เพอื่ อนเุ คราะหพ์ รหมจรรย์

๔. ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเคร่ืองตืน่ (ไม่หลับ ไม่ง่วง ไม่มึนชา) ด้วยการเดิน การนั่ง ตลอดวันยังคำ่
นอนอย่างราชสหี ์ คือ ตะแคงขา้ งขวา เท้าเหล่ือมเทา้ มีสติสมั ปชัญญะในการลกุ ขน้ึ

๕. เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ : รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยหลัง, การแลดู
การเหลียวดู, การคู้ การเหยยี ด, การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร, การกนิ การดมื่ การเคีย้ ว การลม้ิ , การถ่าย
อุจจาระปสั สาวะ, การไป การหยุด, การน่ัง การนอน, การหลับ การตืน่ , การพูด การนงิ่

๖. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด นั่งสมาธิ เพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์ ๕ อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจะกกุ กุจจะ และวจิ กิ ิจฉา

๗. เม่ือสงัดจากกามและอกุศลธรรมทง้ั หลาย จงึ เขา้ สูป่ ฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน

๘. ภิกษุที่ยังไม่บรรลุอรหัตตมรรค คำสอนนี้เป็นคำสอนสำหรับภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ส่วนภิกษุท่ีเป็น
อรหนั ต์ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เปน็ ไปเพอ่ื ความอยเู่ ปน็ สขุ ในทฏิ ฐธรรม และเพอ่ื สตสิ ัมปชัญญะ

อนปุ พุ พิกกถา ๕
โทษของกาม บว่ งแหง่ มาร

กามคุณหา้ คอื บว่ ง

ภกิ ษุ ท. ! กามคณุ มหี ้าอยา่ งเหลา่ น.้ี ห้าอยา่ งเหลา่ ไหนเล่า ?
ห้าอย่างคือ รูปที่เห็นด้วยตา, เสียงที่ฟังด้วยหู, กลิ่นที่ดมด้วยจมูก, รสที่ลิ้มด้วยลิน้ , และโผฏฐัพพะท่ี
สัมผัสด้วยกาย, อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ที่ยวนตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่
แห่งความใคร่ เป็นท่ตี ั้งแห่งความกำหนดั ย้อมใจ. ภิกษุ ท. ! เหลา่ นแ้ี ล คอื กามคุณหา้ อยา่ ง

ธรรมประจำใจ
หลักสูตร : เพยี รฝึกสติปฏั ฐานส่ี

เพียรฝึกสตปิ ัฏฐานสี่ คือ เพียรฝึกฝนตนเองให้พ้นจากอบายภูมิ

วิรเิ ยน ทกุ ฺขมจฺเจติ
บคุ คลจะล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพยี ร

ขุ.สุ.๒๕/๓๖๑.

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สทุ นฺเตน นาถํ ลภติ ทุลลฺ ภํ.
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอืน่ ใครเล่าจะเป็นท่ีพึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝกึ ฝนดแี ล้ว ย่อมได้ท่ีพ่งึ ที่ได้ยาก.

ข.ุ ธ.อ.(บาลี) ๒/๑๖๐/๑๑๒ มจร.

แวน่ ธรรมพยากรณ์ตนเอง

อานนท์ ! เราจักแสดงธรรมปริยายอันชื่อว่า แว่นธรรม ซึ่งหากอริยสาวกผู้ใด ได้ประกอบพร้อมแล้ว
เมื่อจำนงจะพยากรณ์ตนเอง ก็พึงทำได้ในข้อที่ตนเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัย
สิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว, ในข้อที่ตนเป็นพระโสดาบันผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้
ต่อพระนิพพาน เป็นผมู้ อี ันจะตรัสรู้ธรรมไดใ้ นกาลเบ้อื งหนา้ ดังน.้ี

อานนท์ ! กธ็ รรมปรยิ ายอันชอ่ื วา่ แว่นธรรม ในที่น้ี เป็นอยา่ งไรเลา่ ?
อานนท์ ! อริยสาวกในธรรมวนิ ัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยความเลื่อมใส อันหยั่งลงม่ันไม่หวั่นไหว
ในองค์พระพุทธเจ้า ในองค์พระธรรม ในองค์พระสงฆ์ และอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว
ด้วยศีลทั้งหลายชนิดเป็นที่พอใจของเหล่าอริยเจ้า คือเป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลที่เป็นไท
จากตณั หา เป็นศีลท่ผี ูร้ ทู้ ่านสรรเสริญ เปน็ ศีลที่ตัณหาและทฏิ ฐไิ มล่ บู คลำ และเป็นศลี ท่ีเป็นไปเพ่ือสมาธิ.
อานนท์ ! ธรรมปริยายอันนี้แล ที่ชื่อว่า แว่นธรรม ซึ่งหากอริยสาวกผู้ใดได้ประกอบพร้อมแล้ว เมื่อ
จำนงจะพยากรณ์ตนเอง ก็พงึ ทำได้, ดังนแี้ ล.

มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๕๐-๔๕๑-๑๔๗๙-๑๔๘๐.


Click to View FlipBook Version