เทคนิคเรียนเก่งด้วยกระดาษโน้ต
ฉบับเด็กโทได
楽しく学べて成績アップ!
東大式ふせん勉強法
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
เขียน
อ นิ ษ า เ ก ม เ ผ่ า พั น ธ์
แปล
ก า ร อ่ า น คื อ ร า ก ฐ า น ที่ สํ า คั ญ
การ “อ่านผ่านตา” ไม่มที างช่วยให้อา่ นหนังสอื หรอื ตำราเรยี นดีข้ึน
การอ่านพรอ้ มกับเขียนสิ่งทต่ี ัวเองคิดกำกับเอาไว้ต่างหาก
ที่จะนำไปส่กู ารฝกึ ฝนทกั ษะการตีความและพลงั ความคิด
– ชมิ ิซุ อากิฮโิ ระ
คํ า น ํ า สํ า น ั ก พ ิ ม พ์
หลายคนคงคุ้นเคยกับกระดาษโน้ตมีแถบกาว หรือท่ีบางคน
เรียกติดปากว่า “โพสต์-อิท” ซ่ึงส่วนใหญ่เราก็ใช้แค่ไว้จดโน้ตย่อหรือ
ส่ิงท่ีต้องทำ ไม่ค่อยนำไปใช้กับเร่ืองอื่น แต่ชิมิซุ อากิฮิโระ ผู้ช่ืนชอบ
การใชก้ ระดาษโนต้ ตง้ั แตช่ นั้ ประถม จะเปดิ โลกวา่ จรงิ ๆ แลว้ อปุ กรณ์
เคร่อื งเขยี นชน้ิ นมี้ ีประโยชน์มากกวา่ ทค่ี ุณคิดหลายเทา่
ข้อดีของกระดาษโน้ตคือ ลอกออกได้ แถมยังมีสีสันสวยงาม
ถ้าคุณรู้จักประยุกต์ใช้กับการเรียนหรือการทำงาน ต่อให้จะเป็นเนื้อหา
ท่ีซับซ้อนขนาดไหน ตารางงานที่วุ่นวายเพียงใด หรือแม้แต่ตอนที่คุณ
เกิดไอเดียเวลาต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ คุณก็จัดการได้ง่าย ๆ แถมยัง
รู้สึกสนุก ประหนึ่งกำลังเล่นเกม ด้วยเทคนิคท่ีอัดแน่นในเล่ม ไม่ว่า
จะเป็น
● เทคนิคท่องจำแบบ “ประตูความจำ” ท่ีทำให้คะแนนสอบ
พ่งุ กระฉดู
● “เมตริกซ์ของการจัดสรรเวลา” ท่ีจะทำให้ตารางชีวิตที่วุ่นวาย
ผ่อนคลายและมีประสิทธภิ าพขนึ้
● วิธีรวบรวมไอเดียสำหรับเขียนข้อสอบบรรยายหรือทำแผนงาน
เสนอโครงการอย่างมอื อาชีพ
● วิธีจำกัดความผิดพลาดและทบทวนตัวเอง ด้วยการใช้
กระดาษโนต้ และขอ้ สอบเก่า
คุณชิมิซุยังถ่ายทอดเทคนิคเหล่าน้ีให้นักเรียนในโรงเรียนกวดวิชา
ของเขา ปรากฏว่า เด็ก 96.5 เปอร์เซ็นต์ มีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมข้ึน
แถมยงั ไมต่ อ้ งเครยี ด ไม่ต้องกดดัน หรือท้อแท้ทกุ ครงั้ ที่เปดิ หนงั สอื อ่าน
นอกจากน้ียังมีพาร์ตสำหรับให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมพัฒนาสมองและ
การเรยี นของบุตรหลานด้วย
คํ า น ํ า
สมัยยังเด็ก ผมชอบเล่นสติ๊กเกอร์มาก จนถึงทุกวันน้ีก็ยังจดจำ
ความสนุกของการลอกสติ๊กเกอร์ออกจากแผ่นมาติดตามที่ต่าง ๆ แล้ว
นงั่ มองได้แมน่ ยำ
ตอนขึ้นช้ันประถมศึกษา จู่ ๆ แม่ก็ยื่นปึกสต๊ิกเกอร์สีเหลืองให้ผม
พรอ้ มกบั บอกว่า “อนั นี้เรียกโพสต์-อิท เปน็ อปุ กรณ์เคร่ืองเขียนจ้ะ”
แมพ่ ดู กอ่ นลอกออกมาหนึ่งแผ่นแล้วตดิ ลงบนหนังสือ
ผมซึ่งช่นื ชอบสติก๊ เกอร์อยู่แล้ว ถงึ กับกรู่ ้องในใจเลยว่า
“นี่มันสต๊ิกเกอร์นี่นา เพิ่งรู้นะเน่ียว่าเอามาใช้เป็นเคร่ืองเขียน
ได้ดว้ ย อย่างนีก้ ส็ นกุ สิ!”
ว่าแล้วผมจึงแอบแม่ลอกแผ่นสติ๊กเกอร์น้ันออกมาติดตรงโน้น
ตรงน้ีบ้าง วาดรูปลงไปก่อนติดบ้าง เรียกว่าเอามาใช้เหมือนเป็น
ของเล่นเลย
◎ สอบติดมหาวิทยาลัยโตเกยี วได้เพราะกระดาษโน้ต!
ผมเรม่ิ รจู้ กั การใชก้ ระดาษโนต้ อยา่ งถกู ตอ้ งสมยั เรยี นประถมศกึ ษา
ตอนปลาย เวลาเจอแบบฝึกหัดหรือการบ้านที่ไม่เข้าใจ ผมจะติด
กระดาษโน้ตไว้บนหน้ากระดาษนั้น ๆ โดยให้กระดาษโน้ตโผล่ออกมา
เล็กน้อย
ต้องยอมรับว่าสมัยน้ันผมทำด้วยความรู้สึกก่ึงเล่นสนุก ขณะติด
กระดาษโนต้ ก็คิดว่า “จะติดให้กระดาษโผลอ่ อกมาสกั แค่ไหนดีนะ”
จริง ๆ แล้ว ผมเร่ิมนำกระดาษโน้ตมาใช้กับแบบฝึกหัดหรือ
การบ้านเพื่อเตือนตัวเองให้กลับมาทบทวน เพราะไม่ค่อยอยากพูดคำว่า
“ไม่รู้” ก็เท่าน้ันเอง พอตอบโจทย์ไม่ได้แล้วพูดว่า “ไม่รู้” ทีไร ผมจะนึก
กลัวก่อนเลยว่า “เด๋ียวต้องถูกเรียกถามข้อนี้แน่ ๆ” หรือบางทีก็อดคิด
ไมไ่ ดว้ า่ “เราต้องพยายามให้มากกว่าน้ี” (555)
และอย่างท่ีเกร่ินไว้ตอนต้นว่าการใช้กระดาษโน้ตสำหรับผม
ถือเป็นเรื่องสนุกไม่ต่างจาก “ติดสติ๊กเกอร์” ผมก็เลยติดซะเพลินเสมือน
เป็นของเลน่
หากถามว่าผมนึกขอบคุณกระดาษโน้ตอย่างเป็นเร่ืองเป็นราว
เม่ือไร ก็คงจะเป็นช่วงท่ีเรียนอยู่ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซ่ึงทำผลสอบ
วดั ความสามารถเพอ่ื เตรยี มตวั สอบเขา้ มหาวทิ ยาลยั โตเกยี วไดแ้ ค่ “ระดบั
D” นนั่ คอื จดุ ทที่ ำใหผ้ มเรมิ่ หนั กลบั มาพจิ ารณาวธิ ที บทวนตำราของตวั เอง
ใหม่ เพือ่ ดงึ คะแนนให้สูงขน้ึ
ในท่ีสุดผมก็ค้นพบเทคนิคท่องจำช่ือ “ประตูความจำ” แบบใช้
กระดาษโน้ตเป็นตัวช่วย ผลลัพธ์คอื คะแนนสอบของผมพุ่งกระฉูด
สดุ ทา้ ยผมกส็ อบเขา้ มหาวทิ ยาลยั โตเกยี วไดต้ ามตง้ั ใจ หลงั จากนน้ั
จึงมีโอกาสเขียนหนังสือแนะนำวิธีการเรียน แน่นอนว่าผมไม่ลืมเขียนวิธี
การเรยี นโดยใช้กระดาษโน้ตลงในหนงั สือเล่มดังกลา่ ว
น่าจะเป็นช่วงนั้นละม้ัง ท่ีผมเพิ่งเข้าใจว่า “โพสต์-อิท” ซ่ึงแม่เคย
พดู แทจ้ รงิ แลว้ คอื ชอื่ ยหี่ อ้ ผลติ ภณั ฑ ์ สว่ นชอื่ ทใี่ ชท้ วั่ ไปคอื “กระดาษโนต้ ”
สง่ิ หนง่ึ ทผี่ มรสู้ กึ เปน็ เกยี รตแิ ละภมู ใิ จอยา่ งมากคอื การไดร้ บั แตง่ ตงั้
ให้ทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโพสต์-อิท! จากการพูดในห้อง
บรรยาย รวมถึงเขียนบอกเล่าประสบการณ์ในหนังสือว่า “กระดาษโน้ต
มีส่วนช่วยให้เรียนหรือท่องจำตำราได้สนุกขึ้น และที่ผลการเรียนของผม
ดีข้ึนได้ก็เพราะใช้วิธีการนี้นี่แหละ” ทันทีท่ีรู้ข่าว ผมรีบขอบคุณและ
แบ่งปนั ความยนิ ดกี บั แมท่ ันที
และครง้ั น ้ี นบั เปน็ เรอ่ื งนา่ ปลม้ื อยา่ งยง่ิ ทส่ี ำนกั พมิ พ ์ Discover 21
มอบโอกาสใหผ้ มรวบรวม “เทคนคิ กระดาษโนต้ ชว่ ยเรยี น ฉบบั ม.โตเกยี ว”
ออกมาเป็นรูปเลม่
ต้องยอมรับเลยว่า การได้ส่งต่อ “เทคนิคกระดาษโน้ตช่วยเรียน”
ท่ีผมใช้มาตลอดต้ังแต่สมัยเด็กให้แก่ผู้คนจำนวนมาก เป็นเรื่องน่า
ภาคภมู ิใจอย่างย่งิ
◎ เดก็ 96.5 เปอรเ์ ซ็นต์ สัมผัสได้ถึงผลลพั ธ์!
“เอะ๊ ! นำมาใชง้ านแบบน้ีได้ดว้ ยหรอื ”
นนั่ คอื สง่ิ แรกทหี่ ลายคนคดิ หลงั จากไดเ้ รยี นรู้ “เทคนคิ กระดาษโนต้
ช่วยเรียน” ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า เทคนิคที่ผมหยิบเล่าในหนังสือเล่มน ี้
ไม่ใช่วิธีพิสดารหวังสร้างเสียงฮือฮา แต่ทั้งหมดเป็นวิธีเรียนและท่องจำ
ตำราซ่ึงยึดตามหลักการใช้งานจริง เป็นวิธีที่ผมใช้เองและแนะนำให้
นกั เรยี นท่ีมาเรียนกับผมในโรงเรยี นกวดวิชาใช้
และที่สำคัญ ผมทำแบบสำรวจเพ่ือวัดระดับผลลัพธ์ในกลุ่ม
เด็กนักเรียนเป็นที่เรียบร้อยก่อนเขียนหนังสือ อีกท้ังปรับปรุงรูปแบบ
เทคนิคบางข้อเพื่อให้ใช้งานง่ายขึ้นด้วย โดยอ้างอิงจากความคิดเห็น
ของบรรดาเดก็ นักเรียน
ผลการสำรวจปรากฏชัดเจนว่า “นักเรียนจำนวน 96.5
เปอรเ์ ซน็ ต์ ตอบวา่ เหน็ ผลลพั ธย์ อดเย่ียมหลงั จากปฏบิ ตั ิ”
*นักเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษา
ตอนปลาย 250 คนจากทัง้ หมด 259 คน ตอบว่า “จะยงั คงใช้วิธีการน้ี
ต่อไปในการทบทวนบทเรียน” (จากผลการสำรวจของสถาบันเพ่ือการ
ศกึ ษา พลสั ท)ี
“มีวิธเี รยี นแบบนด้ี ว้ ยหรือเน่ีย”
“สมยั ประถม ชมิ ิซุเรยี นเกง่ ข้ึนเพราะแบบนเ้ี องหรอื ”
นี่คือสิ่งท่ีผมอยากให้ผู้ปกครองสัมผัสได้จากหนังสือเล่มนี้ แล้ว
เปดิ อา่ นดว้ ยกนั กับบุตรหลาน จากน้นั เร่มิ ต้นปฏิบัตจิ ากเทคนิคการเรียน
ทีส่ นใจ
คนเขียน (หรือควรพูดว่าในฐานะแอมบาสเดอร์ดีนะ) อย่างผม
คงไม่มีอะไรสุขใจไปกว่าการได้รู้ว่าวิธีการใดวิธีการหน่ึง หรือหลายวิธีท่ี
อยู่ใน “เทคนิคกระดาษโน้ตช่วยเรียน” นี้ตอบโจทย์ความต้องการของ
ผู้อา่ น และชว่ ยให้ทกุ คนรสู้ ึกว่า “การเรียนเปน็ เร่ืองสนกุ กว่าท่คี ดิ !”
ขอต้อนรับสู่โลกของ “เทคนิคกระดาษโนต้ ชว่ ยเรียน” ครบั !
ส า ร บ ั ญ
1บ ท ที่ ความรเู้ บ้ืองตน้ กระดาษโนต้ ทำอะไรไดบ้ ้าง 2
3
➊ ทำสัญลักษณ์ 4
➋ กระตนุ้ ความคิด 5
➌ จัดระเบยี บ
➍ จดบนั ทึก
2บ ท ท่ี เพ่มิ “ความสามารถในการจดจำ”!
〇 “ประตูทอ่ งจำ” ชว่ ยทำใหก้ ารจดจำเป็นเร่อื งสนกุ ประหน่งึ เล่นเกม 8
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ 9
เพ่ิมระดับอกี สักข้ัน! 12
ลองปฏบิ ัติแล้วเป็นอยา่ งไร 15
ถงึ ผูป้ กครอง 16
สรปุ 18
เ ก ร็ ด เ ล ็ ก เ ก ร็ ด น ้ อ ย 1
“ขอ้ จำกดั ” ทำใหเ้ กดิ การแสดงออกทางความคิดอย่างเสรงี ั้นหรือ 20
3บ ท ที่ “ป้อนเข้า (Input)” เกง่ ข้นึ ! 24
25
〇 “บันทึกการอ่าน” Input เก่งขนึ้ ! 28
วธิ ีปฏบิ ตั ิ 35
เพ่มิ ระดบั อกี สกั ขั้น! 36
ลองปฏิบัตแิ ล้วเป็นอยา่ งไร 37
ถงึ ผู้ปกครอง 38
สรปุ 39
〇 “พจนานกุ รมเสรมิ ความรูผ้ ่านกระดาษโน้ต” คลังคำศพั ท์ 44
เพ่มิ ข้ึน! 45
วิธปี ฏบิ ัต ิ 46
ลองปฏิบัตแิ ล้วเป็นอยา่ งไร
ถึงผูป้ กครอง
สรปุ
4บ ท ที่ ลด “ความสะเพรา่ ”! 48
49
〇 ลดความสะเพร่าดว้ ยการ “บนั ทกึ จุดผดิ ” 55
วิธีปฏิบัติ 58
เพ่มิ ระดบั อกี สักขน้ั ! 59
ลองปฏิบตั แิ ลว้ เปน็ อย่างไร 60
ถงึ ผปู้ กครอง 61
สรุป
เ ก ร็ ด เ ล ็ ก เ ก ร็ ด น ้ อ ย 2
เปลีย่ นบ้านให้กลายเปน็ ห้องเรยี น รจู้ กั “กระดาษโน้ตขนาดยกั ษ์”
ทถ่ี กู นำมาใช้ในละครหรอื เปล่า
5บ ท ท่ี “แบง่ แยกการใช้เวลา” ไดช้ ่ำชองขึ้น!
〇 “เมตรกิ ซข์ องการจัดสรรเวลา” มองเหน็ ส่ิงทีต่ ้องทำชดั เจนขน้ึ ! 66
วธิ ปี ฏบิ ัติ 67
ลองปฏบิ ัติแล้วเปน็ อย่างไร 73
ถงึ ผู้ปกครอง 74
สรุป 75
〇 “ใหค้ ำแนะนำตวั เองผา่ นกระดาษโน้ต” ร้จู กั ทบทวนตวั เอง
มากขึ้น! 76
วิธีปฏิบตั ิ 77
ลองปฏบิ ัตแิ ล้วเป็นอยา่ งไร 80
ถงึ ผปู้ กครอง 81
สรุป 82
〇 “รายการส่งิ ที่ต้องทำบนกระดาษโนต้ ” ดงึ ออกแล้วปลอดโปรง่ ! 84
วิธีปฏิบตั ิ 85
ลองปฏิบัติแล้วเปน็ อยา่ งไร 87
ถึงผ้ปู กครอง 88
สรปุ 89
6บ ท ที่ เพิ่มทกั ษะ “ความสามารถดา้ นภาษาองั กฤษ”! 92
93
〇 “สารานุกรมภาษาองั กฤษในบ้าน” 99
เปลย่ี นบา้ นเป็นดนิ แดนภาษาองั กฤษ!
วิธปี ฏิบัติ
เพ่ิมระดบั อีกสักขน้ั !
ลองปฏิบตั ิแลว้ เปน็ อยา่ งไร 102
ถงึ ผู้ปกครอง 103
สรปุ 105
เ ก ร็ ด เ ล ็ ก เ ก ร็ ด น ้ อ ย 3 106
ไม่มอี ะไรเหมาะจะใชเ้ ป็นรางวลั เทา่ “เครื่องเขยี น”
7บ ท ที่ เพิม่ “ทักษะการเขียน”! 110
118
〇 “ตัดแบง่ การเขียนบรรยายดว้ ยกระดาษโนต้ ” 121
เขียนคล่องไม่ตดิ ขัด! 130
วธิ ีปฏบิ ตั ิ 131
เพิม่ ระดบั อีกสกั ขัน้ ! 133
ลองปฏิบตั ิแล้วเป็นอย่างไร
ถึงผปู้ กครอง
สรปุ
ส่ ง ท้ า ย 137
(ภาคผนวกทา้ ยเล่ม) มาลองใช้ “สารานกุ รมคำภาษาองั กฤษ
ในบ้าน” กนั ดีกว่า! คำศัพทภ์ าษาอังกฤษซง่ึ คดั สรรมาแลว้ ・
ประโยค ・ ตัวอักษรคันจ ิ
บ ท ที่
ค ว า ม รู้
เ บ ้ื อ ง ต้ น
ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ทํ า อ ะ ไ ร ไ ด้ บ้ า ง
ผู้ ท่ี ตั้ ง ใ จ จ ะ ใ ช้ “ เ ท ค นิ ค ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ช่ ว ย เ รี ย น ”
ค ว ร เ ร่ิ ม จ า ก ก า ร ทํ า ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ลั ก ษ ณ ะ พ้ื น ฐ า น
ข อ ง ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต เ สี ย ก่ อ น
ผ ม แ บ่ ง วิ ธี ใ ช้ ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต โ ด ย อ้ า ง อิ ง
ต า ม ห ลั ก “ รู ป แ บ บ พ้ื น ฐ า น 4 ป ร ะ ก า ร ”
แ ล ะ แ บ่ ง อ ธิ บ า ย แ บ บ เ จ า ะ ร า ย ล ะ เ อี ย ด ต้ั ง แ ต่
บ ท ท่ี 2 เ ป็ น ต้ น ไ ป ห า ก ส น ใจ บ ท ไ ห น เ ป็ น พิ เ ศ ษ
ก็ ข้ า ม ไ ป อ่ า น ห น้ า นั้ น ๆ ไ ด้ เ ล ย
1 ทํ า สั ญ ลั ก ษ ณ์
จะเรียกว่า “ถ้าพูดถึงวิธีใช้กระดาษโน้ต ก็ต้องนึกถึงข้อนี้!” คง
ไม่ผิดนัก ขณะเดียวกัน นี่เป็นวิธีใช้งานแบบแรกสุดที่ผมรู้จักสมัยเรียน
ช้นั ประถมศึกษา อยา่ งทีอ่ ธิบายไวแ้ ล้วในคำนำ
จดุ สำคัญคอื จะให ้ “ปลายกระดาษโน้ต” โผล่ออกมาแค่ไหน
นอกจากน้ี การเลือกใช้สีตามวัตถุประสงค์ก็สำคัญไม่แพ้กัน
อาทิ “ข้อความหรือเน้ือหาทั่วไปใช้สีเหลือง ส่วนจุดท่ีอยากย้อนกลับไป
ทบทวนให้ใช้สีชมพู” หรือกรณีท่ีมีกระดาษโน้ตแค่สีเดียว ก็อาจใช้
ความยาวของ “ปลายกระดาษโน้ต” ที่โผล่ออกมาเป็นสัญลักษณ์ในการ
จัดลำดบั ความสำคญั แทน
“จดบันทึกการอ่าน” “พจนานุกรมเสรมิ ความรู้ผา่ นกระดาษโน้ต”
2
2 ก ร ะ ตุ้ น ค ว า ม คิ ด
ตัวอย่างวิธีใช้ใกล้ตัว เช่น การประชุมธุรกิจ ซ่ึงหากรู้จักนำมา
ประยุกต์ใช้กับการทบทวนบทเรียน วิธีนี้จะมีประโยชน์อย่างมากเวลา
เสนอความคิด เช่น การทำวิจัยแบบอิสระ หรือการเขียนรายงาน
ดังนน้ั หากนึกคยี ์เวิร์ดอะไรออกกใ็ ห้จดไวก้ อ่ น
จุดสำคัญท่ีควรระวังคือ เน้นปริมาณมากกว่าความถูกต้อง
จดไว้แล้วค่อยเลือก (พิจารณา) ว่า “อันน้ีไม่มีทางทำได้แน่” ทีหลังก็ได้
สง่ิ สำคัญคือจดหรือเขียนให้ได้มากทีส่ ุดก่อน
“จำแนกคำอธิบายด้วยกระดาษโนต้ ”
3
3 จั ด ร ะ เ บี ย บ
ข้อนี้ใช้ได้กับ “การจัดแจงสิ่งท่ีต้องทำ” และ “การจัดสรรเวลา”
โดยแบง่ เปน็ สามขัน้ ตอน
ขั้นแรก “เขียนเป็นตัวหนังสือ” หรือจดส่ิงท่ีต้องทำทั้งหมด
เป็นตัวหนังสือ เช่น ตั้งโจทย์ว่า “ถ้าอยากสอบติดอันดับ 1 ใน 10
ของห้องควรทำอย่างไร” จากน้ันเขียนส่ิงที่ต้องทำออกมาทีละข้อ เช่น
“ท่องจำเน้ือหาในสมุดจด” “ทำแบบฝึกหัด 3 รอบ” หรือ “ตั้งใจฟังครู
สอนในคาบเรยี น” เปน็ ตน้
ข้ันต่อมา “จัดกลุ่ม” จัดส่ิงที่มีลักษณะใกล้เคียงกันไว้ในกลุ่ม
เดียวกัน จากตัวอย่างด้านบน เราอาจแบ่งเป็นส่ีกลุ่มใหญ่ เช่น “ก่อน
คาบเรียน” “ระหว่างคาบเรียน” “หลังคาบเรียน” หรือ “ก่อนวันสอบ”
การทำเช่นนี้จะช่วยให้จัดระเบียบสิ่งท่ีต้องทำได้ดีข้ึนและมองเห็นภาพ
ชัดเจนขนึ้
ข้ันสุดท้าย จัดลำดับก่อนหลัง ดูว่าอะไรควรทำก่อน อะไร
เก็บไว้ทหี ลังได ้ เทา่ นี้กเ็ รยี บร้อย
“เมตรกิ ซข์ องการจดั สรรเวลา”
4
4 จ ด บั น ทึ ก
ผมสังเกตว่านักเรียนมัธยมต้นและนักเรียนมัธยมปลายท่ีใช้วิธีนี้
เริ่มมมี ากขึ้น อาจเป็นเพราะไม่อยากจดบันทกึ ลงตำราเรียนโดยตรง
การใชก้ ระดาษโนต้ เปน็ วธิ สี รา้ งตารางจดบนั ทกึ ในแบบของตวั เอง
อย่างหนึ่ง แทนท่ีจะเขียนส่ิงท่ีครูหรืออาจารย์สอนในคาบเรียนลงสมุด
กเ็ ปล่ียนมาเขียนใสก่ ระดาษโนต้ แทน
กระดาษโน้ตมีกรอบบังคับอยู่แล้ว และมีสีสันหลากหลาย
เรียกได้ว่าทั้งใช้งานสะดวกและสวยสะดุดตา
หัวใจสำคัญของวิธีนี้อยู่ท่ีการเลือกประเภทกระดาษโน้ตโดยใช้
“ขนาดของแถบกาว” เป็นเกณฑ์พิจารณา กรณีที่ไม่จำเป็นต้องดูเน้ือหา
“ใต้” กระดาษโน้ต (เช่น ด้านหลังปกสมุด) ขอแนะนำให้เลือกใช้
กระดาษโน้ตแบบแถบกาวเต็มแผน่
“บนั ทึกจุดผดิ พลาด” “สารานกุ รมคำภาษาอังกฤษในบ้าน”
“จดบันทึกการอา่ น” “กระดาษโน้ตชว่ ยบนั ทกึ ”
5
บ ท ที่
เ พ ิ่ ม
“ ค ว า ม ส า ม า ร ถ
ใ น ก า ร จ ด จ ํ า ” !
● “ ป ร ะ ตู ท่ อ ง จํ า ” ช่ ว ย ทํ า ใ ห้ ก า ร จ ด จํ า
เ ป็ น เ รื่ อ ง ส นุ ก ป ร ะ ห นึ่ ง เ ล่ น เ ก ม
〇 เ ก ร็ ด เ ล็ ก เ ก ร็ ด น้ อ ย 1
“ ข้ อ จํ า กั ด ” ทํ า ใ ห้ เ กิ ด ก า ร แ ส ด ง อ อ ก
ท า ง ค ว า ม คิ ด อ ย่ า ง เ ส รี ง้ั น ห รื อ
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
“ประตูทอ่ งจำ”
ช่วยทำใหก้ ารจดจำเปน็ เรือ่ งสนกุ ประหน่ึงเลน่ เกม
สำหรับคนที่ลังเลทำนองว่า “ไม่รู้ควรเร่ิมจากอะไรดี...” ในเทคนิค
กระดาษโน้ตช่วยเรียน ผมขอแนะนำให้เร่ิมจาก “ประตูท่องจำ”! เพราะ
ผมมั่นใจอย่างที่สุดว่า “น่ีเป็นวิธีท่ีช่วยให้สอบติดมหาวิทยาลัยโตเกียว
ต้งั แตก่ ่อนเรยี นจบช้นั มธั ยมปลายปที ี่ 6”
กติกาง่ายนิดเดียว แค่นำส่ิงที่อยากจดจำมาตั้งเป็นโจทย์คำถาม
ติดไว้บนประตูหรือฝาตู้เย็น จากน้ันต้ังกฎเอาไว้ว่าห้ามเปิดประตูจนกว่า
จะตอบโจทย์ได้ การใช้หลัก “จำได้ เปิดได้” จะช่วยให้การท่องจำ
กลายเป็นเรอื่ งสนุกเหมอื นกำลงั เล่นเกม
8
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
ว ิ ธ ี ป ฏ ิ บ ั ติ
ส ่ิ ง ท ่ี ต ้ อ ง กระดาษโนต้ ขนาด 75 x 75 มิลลเิ มตร
เ ต รี ย ม สมดุ จดหรอื ตำราเรยี นทีอ่ ยากท่องจำ
และอปุ กรณ์เครอ่ื งเขียน
1 ทำสง่ิ ที่ต้องการจดจำให้อยู่ในรปู ของ
โจทย์คำถาม
นำส่ิงที่คิดว่า “ต้องจำให้ได้!” ในสมุดจดหรือตำราเรียนมาต้ัง
เป็นโจทย์คำถาม เช่น ต้องการจดจำช่ือผู้ก่อต้ังรัฐบาลเอโดะบากุฟุ
ในปี 1603 (โทคุงาวะ อิเอยาสึ) ก็ให้ลองเขียนประโยคคำถามว่า “ใคร
คอื ผูก้ อ่ ตงั้ รฐั บาลเอโดะบากุฟใุ นป ี 1603”
9
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
สำหรับคนท่ี “อยากจดจำเน้ือหาให้ได้มาก ๆ” ลองปรับเปล่ียน
มาใช้วธิ ตี ัง้ โจทยค์ ำถามซ่ึงต้องตอบมากกว่าหนึง่ คำตอบ เช่น “ปี 1603
ใครทำอะไร”
2 เขยี นคำตอบไว้ดา้ นหลงั กระดาษโนต้
เขียนคำตอบของโจทย์คำถาม
ไว้หลังแผ่นกระดาษโน้ต สำหรับ
คำถามเม่ือครู่น้ี (“ใครคือผู้ก่อตั้ง
รัฐบาลเอโดะบากุฟุในป ี 1603”) ต้อง
เ ขี ย น ว่ า “ โ ท คุ ง า ว ะ อิ เ อ ย า สึ ”
วิธีน้ีจะช่วยตรวจสอบว่าตอบถูกต้อง
หรือไม่ หรือกรณีตอบไม่ได้สักที
ก็อาจพลิกดูเล็กน้อยเพื่อช่วยสะกิด
ความจำ
สำหรับคนท่ีไม่ถนัดการตั้งโจทย์คำถาม ให้เปล่ียนมาเขียน “สิ่งท่ี
ต้องการจำ” ลงกระดาษโน้ตแทน
3 ติดบนบานประตู
จะติดบนประตูบานใดก็ได้ แต่หากคนในครอบครัวไม่ถือสา
ขอแนะนำให้เริ่มติดจากฝ่ังด้านในของประตูห้องน่ังเล่น (ฝ่ังที่มองเห็น
เวลาจะออกจากห้องน่ังเล่น) เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ยิ่งอยู่ในสายตา
คนอื่นย่ิงเป็นแรงกระตุ้นใหป้ ฏบิ ัติไดต้ อ่ เนื่อง
หรือถ้าอยากจดจำหลายเร่ืองพร้อมกัน ก็ติดกระดาษโน้ตตรงฝ่ัง
ดา้ นนอกหอ้ งนง่ั เล่น (ฝ่ังที่มองเหน็ เวลาจะเขา้ มาในห้องน่ังเลน่ ) ดว้ ย
10
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
อนึ่ง ทราบไหมว่ากรณีท่ีมี
หัวข้อหรือเน้ือหาซ่ึงไม่ว่าอย่างไร
ก็ต้องจำให้ได้ ควรติดกระดาษโน้ต
เอาไว้ที่ใด คำตอบคือ ห้องน้ำ
เพราะประตูห้องน้ำถือเป็นประตูบาน
ที่คนเราอยากเปิดมากสุดยามจำเป็น
ตอ้ งถา่ ยทกุ ข ์ จงึ เกดิ เปน็ แรงฮดึ ขนึ้ มา
ว่า “โอ๊ย ไม่รีบจำให้ได้มีหวังแย่แน่” ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเปิดประตู
ห้องน้ำไม่ได้ อะไรจะเกิดข้ึน จะบอกว่าเข้าข่าย “แรงม้ามายามไฟลาม”
ก็คงไมผ่ ดิ นกั
4 ดงึ ออกเมื่อจำได้
จงบอกช่ือเรียกของหัวใจทั้ง
ส่หี ้อง
ก า ร ติ ด ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ท้ิ ง ไ ว้
จะทำให้ความกระตือรือร้นว่า “ต้อง
จำให้ได้!” จืดจาง ดังน้ัน ควรดึง
กระดาษโน้ตออกเมื่อตอบโจทย์
ถูกต้องติดต่อกัน 3 ครั้ง แต่อย่า
เพ่ิงรีบดึงออกด้วยเหตุผลว่าตอบถูก
3 ครั้งในวันเดยี ว เพราะนน่ั เปน็ แค ่ “นึกว่าจำได้แลว้ ”
สมองจะจัดระเบียบความทรงจำในยามท่ีเรานอนหลับ นั่นจึง
เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องทบทวนความจำใหม่อีกครั้งหลังต่ืนนอน และ
ไมค่ วรดึงแผน่ กระดาษโน้ตออกในวันทเี่ พงิ่ ติดลงบนบานประตู
11
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
เ พ่ิ ม ร ะ ดั บ อี ก สั ก ข้ั น !
เพม่ิ ผลลพั ธไ์ ดไ้ ม่ยาก แคล่ องปฏบิ ตั ิตามขั้นตอนต่อไปนี้
1 ติดแผน่ กระดาษโน้ตทดี่ ึงออกเอาไวฝ้ ัง่ ดา้ นใน
ของประตหู ้องนำ้
กรณตี อบโจทยค์ ำถามซง่ึ เขยี น
และติดไว้บน “ประตูท่องจำ” ถูกต้อง
ติดต่อกัน 3 ครั้ง ให้ถือว่า “จำได้
แล้ว!” แต่แทนท่ีจะดึงกระดาษโน้ต
แผน่ นน้ั ๆ ออกแลว้ โยนทงิ้ ขอแนะนำ
ให้เปลี่ยนมาติดไว้ฝั่งด้านในของ
บานประตหู ้องน้ำแทน
2 หากยงั จำไม่ได ้ ให้เขยี นคำถามเดิมซำ้ ลงใน
“กระดาษโนต้ สสี ะดุดตา”
หากทำอย่างไรก็จำไม่ได้สักที
(ตอบถูกบ้างผิดบ้าง ไม่เคยตอบถูก
ตดิ ตอ่ กนั 3 ครง้ั ) ใหเ้ ปลย่ี นกระดาษ
โน้ตเป็นแบบสีสันสะดุดตา แล้ว
เขียนคำถามเดิมลงไป ซึ่ง การเขียน
ซ้ำน้มี ีส่วนชว่ ยให้จดจำไดม้ ากขน้ึ
สาเหตุที่แนะนำให้เปลี่ยนมา
12
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
ใช้กระดาษโน้ตสีสันสะดุดตา เพื่อจะได้ตระหนักทันทีว่า “อ๊ะ ข้อน้ีต้อง
พยายามจำให้ได้” ยามอยู่หน้าประตู และมีสมาธิอยู่กับโจทย์ข้อน้ัน ๆ
(ด้วยเหตุนี้จึงควรเริ่มต้นสร้างโจทย์คำถามด้วยกระดาษโน้ตสีอ่อน
สีเดยี วกันทัง้ หมด)
เม่ือตอบถูกต้องติดต่อกัน 3 คร้ัง ให้ดึงออกแล้วนำมาติดไว้ฝ่ัง
ด้านในของประตหู อ้ งน้ำเหมือนกระดาษโนต้ แผ่นอื่น ๆ
3 เกบ็ รวบรวมโจทย์ทัง้ หมด และสอบทบทวน
ทกุ วนั อาทติ ย์
เก็บรวบรวมกระดาษโน้ตทั้งหมดท่ีติดอยู่ฝั่งด้านในของประตู
ห้องน้ำทุกคืนวันอาทิตย์ และสอบทบทวนเพ่ือตรวจดูว่าจดจำโจทย์
คำถามทั้งสัปดาห์ได้แม่นยำแล้วจริงหรือไม่ ท่ีสำคัญคือ อย่าลืมเพ่ง
สมาธิไปยังแผ่นกระดาษโน้ตสีสะดุดตาเป็นพิเศษ พร้อมต้ังเป้าหมายว่า
จะตอ้ งตอบให้ถกู ต้องทุกขอ้
13
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
4 โจทย์ข้อทพี่ ยายามเท่าไรกจ็ ำไม่ได ้ ให้ติดไวด้ ้านหลงั
ป กสมดุ จด
เ มื่ อ ใ ก ล้ ถึ ง เ ว ล า ส อ บ จ ริ ง
จะดึงกระดาษโน้ตเหล่าน้ันออกมาติด
บนประตูอีกคร้ังแล้วท่องจำด้วยวิธี
“ประตูท่องจำ” ก็ได้ หรือจะสอบ
ทบทวนซ้ำโดยติดไว้ที่ด้านหลังปก
สมุดท้ังแบบนั้นเลยก็ไม่เป็นไร (ตอบ
แล้วให้พลิกหน้าสมุดกลับไปดูเพ่ือ
ตรวจสอบคำตอบ ไมใ่ ช่แอบดูระหวา่ งสอบทบทวน!)
5 โจทย์ข้อที่จนแลว้ จนรอดก็ไม่ไดด้ ึงออกจากประตู...
ปกติเมื่อตอบถูกติดต่อกัน 3 คร้ัง ก็จะดึงกระดาษโน้ตที่เป็น
โจทย์คำถามข้อน้ัน ๆ ออกจากประตู แต่โจทย์บางข้อต่อให้เดินผ่าน
บานประตูบ่อยสักแค่ไหนก็ยังจำคำตอบไม่ได้ กรณีเช่นน้ี ปัญหา
อาจไม่ได้เกิดจากจำนวนครั้งของการท่องจำ ดังน้ันควรลองปรับเปลี่ยน
กลยุทธส์ ักเลก็ น้อย
ตัวอย่างเช่น “ทำความเข้าใจเสียใหม่” เน่ืองจากคำตอบของ
โจทย์บางข้อต้องใช้วิธีการตีความร่วมด้วย ไม่ใช่แค่ท่องจำ นอกจากนี้
ยังมี “แบ่งออกเป็นส่วนย่อย” หรือก็คือการแบ่งแยกองค์ความรู้ที่
ตอ้ งการจดจำออกเป็นหัวขอ้ ย่อย แล้วคอ่ ย ๆ จดจำทีละหัวข้อ
การพิจารณากระท่ังเข้าใจว่า “ปัญหาไม่ได้เกิดจากจำนวนคร้ัง”
ถอื เปน็ อกี กา้ วสำคญั สกู่ ารทอ่ งจำใหข้ น้ึ ใจ ดงั นน้ั ควรประยกุ ตว์ ธิ กี ารตาม
ความเหมาะสม เพ่ือใหส้ ง่ิ ทต่ี อ้ งการจดจำฝังแนน่ อยใู่ นระบบความจำ
14
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
ล อเ ปง ป ็ น ฏ อ ิ บย ั ่ตา ิ งแ ไล ร้ ว ผู้เขียนเรื่อง
มิตรภาพ
คือใคร
ผู้เขียนเรื่อง ผู้เขียนเรื่อง
เหยื่ออธรรม Sansho
(Les Mise’rables) the Bailiff 1
คือใคร
คือใคร
กอ่ นจะเริ่มใช้วิธีประตูทอ่ งจำ คอ่ นขา้ งกังวลว่าจะช่วยใหจ้ ำได้จรงิ แนห่ รอื
แต่พอลองทำดปู รากฏว่าจำไดง้ า่ ยกวา่ ท่องจากปึกกระดาษคำศพั ท์เสียอีก
วธิ ีน้ถี อื วา่ ดมี าก ๆ สำหรบั การท่องจำเรือ่ งที่อยากจำไดน้ าน ๆ
ข้ อ คิ ด เ ห็ น จ า ก นักเรยี นคนนีเ้ ขียนวิธีจำ (เลน่ คำ) ไว้คกู่ ับคำตอบทีอ่ ยู่
อ า จ า ร ย์ ชิ มิ ซุ ดา้ นหลงั แผน่ กระดาษโน้ตด้วย ถือเป็นการประยุกต์ท่ี
เยีย่ มยอดมาก! ส่วนอีกหนึง่ วธิ ซี ง่ึ นยิ มใชก้ นั กค็ ือ
การใชป้ ากกาสตี า่ ง ๆ ขดี เสน้ ใตค้ ำหรอื ขอ้ ความ
1 ผลงานนยิ ายของโมริ โออไุ ก เคยถกู นำมาสรา้ งเปน็ ภาพยนตร์
ในปี 1954
15
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
ถึ ง ผู้ ป ก ค ร อ ง
แค่อ่านจากสมุดจดเพียงอย่างเดียวอาจไม่ช่วยเพ่ิมความ
กระตือรือร้นในการเรียนหรือทบทวนสักเท่าไร “ประตูท่องจำ” จึงเข้ามา
มีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นวิธีท่องจำบทเรียนแบบเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
แต่เห็นผลลัพธจ์ รงิ
สิ่ ง ส ำ คั ญ อั น ดั บ แ ร ก คื อ “ ต้ อ ง รู้ จั ก คิ ด โ จ ท ย์ ค ำ ถ า ม ด้ ว ย
ตัวเอง” หรือพูดอีกอย่างคือฝึกคิดในรูปแบบข้อสอบ (รูปแบบ Output)
ซ่ึงการคิดโจทย์เองเพื่อหาคำตอบน้ีช่วยให้จดจำได้ง่ายขึ้น เพราะสมอง
ของคนเราจะจดจำ (Input) ได้ดีกว่าเม่ือมีการส่งออกข้อมูลหรือ
Output
นอกจากน้ียังได้ทบทวนสิ่งที่ต้องการจดจำโดยอัตโนมัติทุกครั้ง
ท่ีเดินผ่านห้องซึ่งมีแผ่นกระดาษโน้ตติดอยู่ และยิ่งเดินผ่านบ่อยเท่าไร
ก็จะย่ิงจดจำคำตอบของโจทย์น้ัน ๆ แม่นยำข้ึน ขณะเดียวกัน การวาง
รูปแบบวิธีปฏิบัติให้คล้ายกับเล่นเกม “จำได้ เปิดได้” ก็เปรียบ
เสมือนกลเม็ดที่ช่วยให้การจดจำเป็นเร่ืองสนุก เวลา “ดึงออก” ก็รู้สึก
ภูมใิ จทที่ ำสำเร็จตามเป้าหมาย
มเี พยี งขอ้ เดยี วทผ่ี ปู้ กครองทกุ คนควรเอาใจใสใ่ นการคอยชว่ ยเหลอื
หรือเป็นกำลังใจบุตรหลาน นั่นคือหากติดกระดาษโน้ตท้ิงไว้ทุกวัน
(เช่นเดียวกับการติดแผนที่โลกไว้ในห้องน่ังเล่น) กระดาษโน้ตนั้นก็จะ
กลายเป็นเพียง “ทิวทัศน์” สำหรับเด็ก อย่าลืมว่าหลักพ้ืนฐานคือ “จำได้
16
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
เมื่อไรให้ดึงออก” ดังนั้นหากสังเกตเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเดิมติดคาอยู่
สักพกั หนึ่ง ให้ลองเอ่ยถามเจ้าตวั ดวู า่ “ดึงแผน่ นอ้ี อกไดห้ รือยงั ”
ท่ีโรงเรียนกวดวิชาของผมเองก็แนะนำให้นักเรียนใช้วิธี “ประตู
ทอ่ งจำ” และจากการสำรวจกลมุ่ เดก็ นกั เรยี นในโรงเรยี นกวดวชิ า พบวา่
92 เปอร์เซ็นต์จากนักเรียนท้ังหมดใช้วิธีน้ีแล้วได้ผลลัพธ์น่าพอใจ
รวมถึงเขียนแสดงความเห็นว่า “จะนำวิธีน้ีไปใช้ในการเรียนต่อไป”
ผมจึงอยากใหท้ ุกคนลองปฏบิ ตั ิดทู ีบ่ า้ น
17
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
ส รุ ป
กอ่ นถงึ วนั สอบเข้ามหาวทิ ยาลัยโตเกยี วไม่นาน ผมพยายามแล้ว
พยายามอีกก็ดึงคะแนนวิชาสังคมศึกษา (ประวัติศาสตร์) ไม่ขึ้น
ซึ่งก่อนสอบส่วนกลาง ผมทำคะแนนทดสอบได้เพียง 50 คะแนน ท้ังท่ี
ถ้าอยากสอบติดมหาวิทยาลัยโตเกียว ผมจะต้องทำคะแนนส่วนน้ีให้ได้
มากกว่า 90 คะแนน หมายความว่ายังขาดอีกมากกว่า 40 คะแนน
ผมทดลองใช้วิธีต่าง ๆ ด้วยความคิดว่า “ต้องจำเน้ือหาในตำราให้ได้!”
แลว้ พอคน้ พบเทคนิค “ประตทู ่องจำ” โลกกพ็ ลนั เปล่ียนไปโดยสน้ิ เชงิ
การเขียนโจทย์คำถามช่วยให้ผมจำเน้ือหาในบทเรียนได้ดีข้ึน
และย่ิงเห็นโจทย์นั้นบ่อยเท่าไร เนื้อหาก็ยิ่งฝังแน่น จนสุดท้ายผมทำ
คะแนนสอบสูงถึง 93 คะแนน
การสอบส่วนกลางมักเน้นการท่องจำ ส่วนการสอบรอบสอง
ซ่ึงเป็นการสอบตรงของมหาวิทยาลัยโตเกียว ข้อสอบบางข้อเป็นการ
เขียนบรรยาย ลักษณะคล้ายเอาคำอธิบายสั้น ๆ มาเรียงร้อยต่อกัน
กลเม็ดประตทู ่องจำจงึ ยังใชไ้ ด้กบั การสอบแนวนี้
ผลลพั ธท์ ไี่ ดท้ ำใหผ้ มประหลาดใจมาก! การสอบรอบสองเพอ่ื เขา้
มหาวิทยาลัยโตเกียวที่ข้ึนช่ือว่าโหดหิน แต่ละวิชาต้องสอบให้ได้คะแนน
18
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
ไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์จึงจะถือว่าสอบผ่าน ทว่าในวิชาประวัติศาสตร์
โลก ผมไดค้ ะแนนเฉลยี่ สงู ถงึ 80 เปอรเ์ ซน็ ต ์ ทงั้ ทแ่ี ตเ่ ดมิ เปน็ คนไมถ่ นดั
วิชาน้ีเลย พอคิดว่า “ถ้ายังนึกวิธีท่องตำราวิธีน้ีไม่ออก เราคง...” ผมก็
อดเสียวสันหลงั ไมไ่ ด้
ทุกวันนี้ผมก็ยังนึกขอบคุณเทคนิคการเรียนน้ีจากก้นบึ้งหัวใจ
ส่วนเคล็ดลับที่อยากแนะนำคือ ยิ่งใกล้สอบ ยิ่งต้องพยายามต้ังโจทย์
ดว้ ยตวั เองให้มากและทอ่ งจำใหม้ าก
19
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
เ ก ร็ ด เ ล็ ก เ ก ร็ ด น้ อ ย 1
“ขอ้ จำกดั ” ทำให้เกดิ การแสดงออกทางความคดิ
อย่างเสรงี นั้ หรือ
ทุกวันนี้มีกระดาษโน้ตหลากหลายแบบวางจำหน่าย อาทิ
“กระดาษโน้ตสำหรับท่องจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ” และ “กระดาษโน้ต
สำหรบั ทอ่ งจำวชิ าสงั คมศกึ ษา” เปน็ ตน้ แนน่ อน ทงั้ หมดถอื เปน็ แนวคดิ
ที่เข้าที แต่สำหรับคนชอบเครื่องเขียนเช่นผมมองว่า กระดาษโน้ตโล่ง ๆ
ไม่มีตัวอักษรอะไรเลยนา่ สนใจกว่า
สมัยก่อนกระดาษโน้ตมีขนาดและรูปทรงแค่ไม่กี่แบบ ซึ่งต้อง
ยอมรับว่า สมัยเด็กผมเคยคิดว่า “ใช้ยากจัง...” แต่พออายุมากข้ึน
ความคิดเหล่าน้นั กลับกลายเปน็ “แบบน้ีส ิ นา่ สนกุ ”
ขนาดกับรูปทรงท่ีถูกตีกรอบเอาไว้แล้วนี่ละ คือตัวผลักดันให้
กลา้ คิดหาวธิ ีใชอ้ ย่างอสิ ระ
ผมบอกไปแล้วว่าเพิ่งค้นพบ “ประตูท่องจำ” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจ
หลักของ “เทคนิคกระดาษโน้ตช่วยเรียน” ช่วงเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ตอนปลาย สว่ นสมยั เดก็ กระดาษโนต้ สำหรบั ผมไมต่ า่ งจาก “ทค่ี น่ั หนงั สอื ”
หรือ “การพับมุมกระดาษ” กระทั่งเกิดความคิดบรรเจิดว่า “เอาของท่ีมี
อยู่ในบ้านแต่ดูไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ (ขอโทษที่พูดจาเสียมารยาท) มา
เปลี่ยนให้เป็นของสนุกดีกว่า!” จนกลายมาเป็น “เทคนิคกระดาษโน้ต
ช่วยเรียน” หรอื เคล็ดลับการทอ่ งจำตำรารูปแบบใหมใ่ นท่ีสดุ
20
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
งานวิจัยปัจจุบันเร่ิมพูดถึงหัวข้อ “การถูกจำกัด ช่วยให้เกิดอิสระ
ทางความคิดมากกว่า” มากขึ้น เช่น บทความเร่ือง “เหตุผลที่ ‘ข้อจำกัด’
กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นความสร้างสรรค์” ในนิตยสาร WIRED เมื่อวันท่ี
22 พฤศจิกายน ปี 2011 มีการหยิบยกตัวอย่างพร้อมอธิบายข้อจำกัด
ของบทกวีเอาไว้ว่า “เพราะมีกรอบกำหนดนี่ละ เราจึงมองเห็นภาพรวม
ในมมุ กวา้ งชดั เจนขนึ้ กลา้ คดิ ในสง่ิ ทก่ี า้ วลำ้ คำวา่ ธรรมดาสามญั จนเกดิ
เป็นบทกวีต้นตำรับ”
กลอนไฮกุ2 หรือกลอนทังกะ3 เองก็มี “รูปแบบ” หรือกรอบบังคับ
ชัดเจนว่า “5 7 5” และ “5 7 5 7 7” ทวิตเตอร์ซ่ึงเป็นที่รู้จัก
แพร่หลายในปัจจุบันก็เช่นกัน (140 อักษร) แต่เพราะมีข้อจำกัดน่ีละ
เราจึงทุ่มเทเวลาให้กับการเฟ้นหาไอเดียใหม่ ๆ ได้เต็มที่ ไม่จำเป็นต้อง
กงั วลว่า “จะเขยี นยาวเทา่ ไรดี”
ขอนอกเร่ืองสักนิด ผมเป็นลูกชายคนสุดท้องในบรรดาพ่ีน้อง
ผู้ชายสามคน ชีวิตท่ีผ่านมาของผมเจอแต่คำว่า “ข้อจำกัด” อย่างแท้จริง
ของทุกอย่างที่ใช้ล้วนเป็น “ของส่งต่อ” กว่าที่บ้านจะซ้ือเส้ือผ้าชุดใหม่ให้
จริง ๆ ก็สมัยขึน้ มัธยมตน้ ชดุ ระบายสที ใี่ ชเ้ วลาเรยี นกย็ ังเป็น “ของสง่ ตอ่ ”
ซ่งึ พ่อเคยใช้เมือ่ หลายปกี อ่ น
พอบ่นให้แม่ฟัง แม่กลับตอบว่า “คนอ่ืนจะทำอะไรก็ช่างเขาสิ”
2 Haiku บทกวแี บบหนึง่ ของญีป่ ุน่ ทีน่ ยิ มอยา่ งแพรห่ ลายมาตัง้ แตเ่ มือ่ ประมาณ
400 ปีก่อน เป็นบทกวี 3 วรรคที่ค่อนข้างเรียบง่าย มักใช้พรรณนาความประทับใจที่มี
ต่อธรรมชาติ ไม่บังคับสัมผัสสระหรือพยัญชนะ
3 Tanka หรือกลอนสั้น บ้างก็เรียกว่า “วะกะ” เป็นบทกวีของญี่ปุ่นประเภท
หนึ่งซึ่งได้รับความนิยมทั่วไป มีลักษณะเป็นกลอน 5 วรรค
21
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
และไม่ยอมซ้ือของใหม่ให้ผมใช้ (ยกเว้นหนังสือกับอุปกรณ์เคร่ืองเขียน
ที่แม่จะซื้อให้เสมอ) แต่สุดท้ายข้อจำกัดเหล่านั้นกลับส่งผลดี ทำให้ผม
มโี อกาสขดั เกลาพลงั ความคดิ สรา้ งสรรค์ เชน่ “เอาของทม่ี อี ยมู่ าประยกุ ต์
ดีกว่า” หรือ “เริ่มพังแล้วก็จริง แต่น่าจะยังพอมีวิธีดัดแปลงเอากลับมา
ใช้ได้แหละนา่ ”
อนึ่ง บทความใน WIRED ท่ีผมพูดถึงเม่ือครู่น้ี จบท้ายด้วย
คำคมของกวีชาวอังกฤษชื่อกิลเบิร์ต คีธ เชสเตอร์ตัน (Gilbert Keith
Chesterton)4 ว่า “ศิลปะทั้งหลายล้วนผูกอยู่ในข้อจำกัด ภาพวาด
จะสวยงามท่ีสดุ ก็ตอ่ เมอ่ื อยใู่ นกรอบภาพ”
นค่ี อื เหตผุ ลว่าทำไมผมจงึ อยากแนะนำให้ทุกคนลองใช้ “กระดาษ
โน้ต” ซึ่งเป็นข้อจำกัดรูปแบบหนึ่ง พลังความคิดสร้างสรรค์ท่ีได้จากการ
ฝึกใช้กระดาษโน้ต จะกลายเป็นแรงผลักให้การเรียนหรือการทำงาน
บรรลุผลตามเป้าหมายในวนั ใดวันหน่ึง
4 นักประพันธ์ นักวิจารณ์ และกวีชาวอังกฤษ
22
บ ท ท่ี
“ ป ้ อ น เ ข ้ า
( I n p u t ) ”
เ ก ่ ง ข ึ้ น !
● “ บั น ทึ ก ก า ร อ่ า น ” I n p u t เ ก่ ง ขึ้ น !
● “ พ จ น า นุ ก ร ม เ ส ริ ม ค ว า ม รู้ ผ่ า น ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ”
ค ลั ง คํ า ศั พ ท์ เ พ่ิ ม ข้ึ น !
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
“บนั ทกึ การอา่ น”
Input เก่งขึน้ !
การ “อ่านผ่านตา” ไม่มีทางช่วยให้อ่านหนังสือหรือตำราเรียน
ดีขึ้น การอา่ นพรอ้ มกบั เขยี นสิง่ ท่ีตวั เองคิดกำกบั เอาไว้ตา่ งหาก ที่จะนำ
ไปสกู่ ารฝกึ ฝนทกั ษะการตคี วามและพลงั ความคิด
เท่าที่สังเกต ดูเหมือนสมัยน้ีเด็ก ๆ หลายคนจะไม่ชอบเขียน
ข้อความลงในหนงั สอื หรอื ตำราเรียนโดยตรง
กระดาษโนต้ จงึ เขา้ มามบี ทบาท การเขยี นบนั ทกึ ลงบนกระดาษโนต้
แล้วติดลงบนหนังสือหรือตำราเรียน นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้หน้า
หนังสือสกปรกแล้ว ยังดูสะดุดตาน่าอ่านมากข้ึนด้วย และจะให้ดี
ควรลองใช้ “กระดาษโน้ตเตือนความจำ” ซ่ึงพลิกแพลงมาจาก “บันทึก
การอา่ น” ควบคกู่ ัน
24
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
ว ิ ธ ี ป ฏ ิ บ ั ติ
ส ิ่ ง ท ี่ ต ้ อ ง กระดาษโน้ตขนาด 75 x 75 มลิ ลิเมตร
เ ต รี ย ม หนังสือ ตำราเรยี น หรอื สมดุ จด
และอปุ กรณ์เครื่องเขยี น
1 อา่ นพรอ้ มคดิ ตามวา่ “ต้องกลบั มาทบทวนเรือ่ งใด”
การอ่านหนังสือหรือตำราเรียนแตกต่างจากการอ่านนิยายและ
หนังสือท่ีตนสนใจ ดังนั้นอ่านแค่ครั้งเดียวจึงแทบไม่มีประโยชน์ ถ้า
อยากจดจำเน้ือหาให้แม่นยำจริง ๆ ควรอ่านทวนสัก “3 รอบ” เคล็ดลับ
สำคัญคอื ไมอ่ ่านนาน ๆ รวดเดยี วจนจบ แตใ่ ห้แบ่งอา่ นทลี ะนอ้ ย
รอบแรกที่หยิบหนังสือหรือตำราเรียนขึ้นมาอ่าน อย่าลืมคิดตาม
ด้วยว่า “ต่อไปควรทบทวนเร่ืองอะไร” เพราะการ “เตรียมเร่ืองท่ีต้อง
ทบทวนเอาไวล้ ว่ งหนา้ ” เปน็ กา้ วแรกสกู่ ารพฒั นาศกั ยภาพการเรยี น
2 ตดิ กระดาษโนต้ บนจดุ ทีต่ อ้ งการทบทวน
เวลาติดกระดาษโน้ต อย่าลืม
เขยี นกำกบั ไวด้ ว้ ยวา่ “ตดิ เพราะเหตใุ ด”
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ จดบันทึกความ
ประทบั ใจและสง่ิ ทต่ี นคดิ เสมอระหวา่ ง
การอ่านแล้วติดเอาไว้ในหน้าน้ัน ๆ
หากไมท่ ำเชน่ น ้ี ตอนยอ้ นกลบั มาอา่ น
อาจงุนงงว่า “ติดกระดาษโน้ตไว้ตรงนี้
25
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
ทำไมหนอ”
สำหรับผู้ท่ีชอบจดลงบนหน้ากระดาษโดยตรง เพราะไม่ต้องการ
ให้มีอะไรมาบดบังบรรทัดอักษร ลองใช้กระดาษโน้ตแบบฟิล์มใสซึ่ง
ตดิ แลว้ ยังมองเห็นตัวหนงั สือทอ่ี ยใู่ ตก้ ระดาษโน้ต
การระบุวันที่บนกระดาษโน้ต เช่น “จะทบทวนเม่ือไร” เป็น
กลเม็ดสำหรับย้ำเตือนให้รู้ว่าต้องทบทวนซ้ำ เน่ืองจากเนื้อหาของส่ิงท่ี
จดจำได้ในการอ่านคร้ังแรกถือเป็น “ความทรงจำระยะส้ัน” หรือก็คือ
ความทรงจำซ่งึ หลงลมื ไดง้ า่ ย
การเปล่ียนความทรงจำระยะส้ันให้เป็น “ความทรงจำระยะยาว”
ต้องอาศัยการทบทวนหลังเว้นระยะสักพัก ทว่าหากเว้นระยะนานเกิน
ก็อาจลืมหมด แม้กระทั่งเร่ืองท่ีว่าต้องย้อนกลับมาทบทวนอีกรอบ
จึงควรกำหนดกฎเอาไว้เนิ่น ๆ อาทิ “จะทบทวนสิ่งท่ีจดจำมาตลอด
ท้ังสัปดาห์ (บางคนอาจรวบส่วนของสัปดาห์ก่อนหน้ามาทบทวนด้วย)
ทกุ วนั อาทติ ย์”
3 เขียน “ขอ้ สงั เกต” ไวด้ า้ นหลงั ปก
ข้อสังเกตในที่น้ีหมายถึง “ข้อควรสังเกตในการใช้งานหรือปฏิบัติ”
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เขียนส่ิงท่ีตนควรเอาใจใส่ให้มากข้ึนในการอ่าน
หนังสือเล่มน้ัน ๆ ในครั้งถัดไป โดยติดกระดาษโน้ตจดข้อสังเกตไว้
ดา้ นหลงั ปก
จังหวะเวลาในการเขียนนี้ไม่มีข้อบังคับตายตัว จะเขียนหลังอ่าน
จบแล้วก็ได้ ส่วนแนวทางในการเขียนขอให้จินตนาการว่ากำลังเขียน
“จดหมาย” ถงึ ตัวเองซึ่งตั้งใจจะเปิดอา่ นทวนซำ้ อกี รอบ
26
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
ตัวอยา่ งวธิ ีการเขยี นมีดงั นี้
● ระยะเวลาท่ีใช้
ตัวอย่าง : “1 หน้า 30 นาที” หรอื “1 ข้อ 5 นาท”ี
● ข้อควรระวงั
ตัวอย่าง : “โจทย์ประยุกต์ค่อนข้างยาก ดังน้ันควรทบทวน
ให้ข้นึ ใจ!”
“ใช้เวลาอยกู่ บั บทท ่ี 3 นานมาก ต้องระวงั !”
● ความประทบั ใจ
ตัวอยา่ ง : “วิธนี ชี้ ่วยใหส้ อบได้ 90 คะแนน”
“ใชเ้ วลาเยอะพอควรกวา่ จะจำได้”
“สนุกกว่าที่คิด รู้สึกชอบตัวอักษรคันจิข้ึนมาเลย”
เป็นต้น
27
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
การจดสรุปเนื้อหาเช่ือมโยงถึงการพัฒนาทักษะการใช้ภาษา
สำหรับคนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไปด้วย นอกจากน้ี การหยิบ
เนื้อหาท่ีจดสรุปมาพูดคุย เช่น “หนังสือเล่มน้ีมีเนื้อหาเป็นแบบนี้ ตรง
จุดน้ีสนุกมากเลยละ” ถือเป็นการช่วยให้สมองจัดระเบียบความทรงจำ
เกี่ยวกับหนงั สือเลม่ นน้ั ๆ ดีข้นึ
อน่ึง กระดาษโน้ตไม่ได้มีแค่ขนาดพกพาอันน้อยนิด ทว่ามี
ขนาดใหญ่พอสำหรับจดหรือเขียนข้อความด้วย ดังนั้นลองเลือกใช้ให้
เหมาะกับสถานการณแ์ ละความต้องการ
เ พิ่ ม ร ะ ดั บ อี ก สั ก ข้ั น !
เพมิ่ ผลลัพธไ์ ด้ไมย่ าก แค่ลองปฏบิ ตั ิตามขั้นตอนตอ่ ไปน้ี
1 เขยี นกำกบั เอาไว้ในหนงั สือเรียนเสรมิ หรือหนังสอื รวม
แบบฝึกหดั วา่ “เพอื่ อะไร หรือภายในเมื่อไร”
28
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
หัวข้อเหล่าน้ีควรเขียนไว้ก่อนเร่ิมเปิดหนังสืออ่าน เทียบระหว่าง
การลงมอื ทำสง่ิ ตา่ ง ๆ ไมเ่ ฉพาะเจาะจงแคเ่ รอ่ื งเรยี น โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์
(ทำเพ่ืออะไร) ชัดเจนกับไม่มีเลย ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันอย่างมาก
เปน็ ธรรมดา
การกำหนดหัวข้อ 3 หัวข้อต่อไปน้ีไว้ก่อนลงมือทำส่ิงใด จะช่วย
ให้ความพยายามจากการลงมือปฏิบัติเช่ือมถึงผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย
ไดง้ า่ ยขน้ึ
วัตถุประสงค์ ทำเพ่ืออะไร
ตัวอย่าง : “เพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการคดิ คำนวณ”
“เพ่อื จดจำรายละเอยี ดแผนทีป่ ระเทศญ่ปี ุน่ ”
เป้าหมาย เป้าหมายในเชิงรูปธรรมคืออะไร
ตวั อย่าง : “ทำขอ้ สอบคำนวณโจทยใ์ หญข่ อ้ ท ่ี 1 ใหไ้ ดค้ ะแนนเตม็
ในการสอบครงั้ ถดั ไป”
“สามารถบอกสถานที่ตั้งศูนย์ราชการประจำจังหวัด
ท้งั 47 จงั หวดั ได้”
ระยะเวลา สนิ้ สดุ เมื่อใด
ตัวอยา่ ง : “กอ่ นหมดวนั หยุดปิดภาคเรยี นฤดรู อ้ น”
“ภายใน 27 มถิ นุ ายน”
29
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
2 เขยี น “กระดาษโนต้ เตอื นความจำ”
“กระดาษโนต้ เตอื นความจำ” นนั้ ประยกุ ตม์ าจาก “บนั ทกึ การอา่ น”
หลายคนคงเคยประสบปัญหาอย่างเช่น “เนื้อที่สำหรับจดไม่พอ
แฮะ” เวลาจดลงสมดุ โนต้
ในกรณที ต่ี อ้ งการเพม่ิ เตมิ เนอ้ื หา ขอแนะนำใหเ้ ขยี นใสก่ ระดาษโนต้
เสียเลย ทั้งน้ีส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อหาปะปนกัน เข้าทำนอง
“ต่างคนต่างอยู่” เช่น “จดตามกระดานดำลงในสมุดจด ส่วนเน้ือหา
เพ่ิมเติมกนั ลืมเขียนใส่กระดาษโน้ต”
ส่ิงท่ีควรเขียนลงในกระดาษโน้ต ได้แก่ การบ้านท่ีต้องส่ง
คราวหน้า และส่ิงท่ีต้องนำมา การเขียนลงบนกระดาษโน้ตแล้ว
ติดไว้ในหน้าสมุดเช่นนี้ช่วยให้สะดุดตากว่า มองแล้วนึกออกทันที
30
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
วา่ ต้องทำอะไร
ผมมักให้กระดาษโน้ตสีชมพูเด่นกับเด็กนักเรียนท่ีมักลืมโน่นน่ี
เวลาเข้าเรียน และให้เด็กนักเรียนจดส่ิงที่ห้ามลืมติดลงในสมุดจด
ในกรณีนี้ผมจะเลือกใช้กระดาษโน้ตขนาดค่อนข้างใหญ่ (75 x 75
มิลลเิ มตร) เพ่อื ใหส้ ะดดุ ตา
3 หยบิ ยกตัวอย่างจาก “เวิรค์ ชอปการอ่าน”
ในต่างประเทศมาใช้อา้ งอิง
ลูซ่ี คัลกินส์ เป็นที่รู้จักในฐานะนักการศึกษาชาวอเมริกัน
ผู้รณรงค์ให้นำการอ่านควบคู่จดลงกระดาษโน้ตเข้ามาใช้ เพราะเล็งเห็น
ว่า วธิ ีนี้จะชว่ ยปลูกฝงั ใหค้ นรักการอา่ นมากข้ึน
31
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
ทว่าในที่นี้ ผมขอนำเสนอเทคนิคซ่ึงเกิดจากการตีความและ
ดัดแปลงวิธีการด้ังเดิมของลูซี่ คัลกินส์ เล็กน้อยตามแบบฉบับของผม
เพอื่ ให้ทุกคนลองใชเ้ ป็นแนวทางอ้างอิง
วิธีการนี้ควรปฏิบัติด้วยกันเป็นกลุ่มในครอบครัว เน่ืองจาก
ค่อนข้างยากสำหรบั ใหเ้ ด็กปฏิบัตเิ องตามลำพงั
● เลือกหนงั สือท่เี หมาะกบั ระดบั ความร้คู วามเขา้ ใจของเดก็
• ควรเลือกใช้หนังสือซ่ึงผู้ปกครองรู้จักดี หรือหนังสือซ่ึง
ผูป้ กครองกับเดก็ สามารถอ่านรว่ มกนั ได้
• กรณีท่ีผู้ปกครองเคยอ่านหนังสือเล่มนั้น ๆ แล้ว ขอให้ลอง
อ่านทวนอกี ครัง้ ในชว่ งทเี่ ดก็ ไปโรงเรยี น
● อา่ นพรอ้ มกบั ติดกระดาษโน้ตในจดุ ทร่ี สู้ ึกตดิ ใจสงสยั
• เตรยี มกระดาษโนต้ ไว ้ 2 แบบ ไดแ้ ก ่ ขนาดใหญ ่ (75 x 75
มลิ ลิเมตร) และขนาดเลก็ (75 x 25 มิลลเิ มตร)
• กรณีท่ีผู้ปกครองต้องการเขียนข้อความ ควรเลือกใช้
กระดาษโนต้ สีตา่ งออกไป
• เขียนความประทับใจลงบนกระดาษโน้ตระหว่างอ่าน หาก
นึกออกแค่ว่า “สนุกดี” หรือ “ตลก” ลองพลิกแพลงวิธีเขียน
โดยใช้ “คำข้นึ ตน้ ” ตอ่ ไปน้ี
— สิ่งทฉ่ี ันร้สู กึ ตกใจคอื ...
— สิ่งทฉ่ี ันอดคดิ ไม่ได้วา่ “เพราะอะไร” คือ...
— ถา้ เรื่องแบบนไ้ี ม่เกิดขึ้น (หรอื ในกรณีตรงกนั ขา้ ม)...
— สง่ิ ท่ีผิดเพ้ยี นจากความคดิ ของฉันคอื ...
32
ชิ มิ ซุ อ า กิ ฮิ โ ร ะ
● อภิปรายแสดงความคิดเหน็ รว่ มกันหลังจากอา่ นจบ
• เปา้ หมายของเทคนคิ นคี้ อื การปลกู ฝงั นสิ ยั รกั การอา่ น ดงั นน้ั
อย่าลมื กลา่ วชมเชย ใหก้ ำลังใจกันและกันเม่อื อ่านจบ
• เวลาจะแสดงความคิดเห็นต่อจากความเห็นของอีกฝ่าย
ประโยคต่อไปนี้จะช่วยให้การแสดงความคิดเห็นราบร่ืน
น่าฟังขน้ึ
— เหน็ ดว้ ยกับท่พี ูดเมื่อก้เี ลยละ หมายความวา่ ...
— คิดแบบเดียวกันเลย หมายความวา่ ...
— บอกหนอ่ ยไดห้ รือเปลา่ วา่ ทำไมคิดแบบนน้ั
— อธิบายเพ่มิ เตมิ / ในเชิงรปู ธรรมอกี สักนิดไดไ้ หม
— ไม่ค่อยเข้าใจที่อธิบายเม่ือครู่นี้สักเท่าไร ลองเปลี่ยน
คำพดู ให้เข้าใจง่ายขนึ้ อกี นดิ ไดห้ รอื เปล่า
— เข้าใจในส่ิงที่อยากบอกนะ แต่ลองคิดในแง่อื่นดูบ้าง
ดีไหม อยา่ งเช่นว่า...
อนง่ึ ผทู้ ต่ี อ้ งการปฏบิ ตั ติ ามวธิ ตี น้ ฉบบั สามารถศกึ ษารายละเอยี ด
ได้จากหนังสือชื่อ เวิร์คชอปการอ่าน - วิธีสอนและวิธีเรียนเพ่ือปลูกฝังใจ
รักการ “อ่าน” ซึ่งลซู ี่ คัลกนิ ส ์ เปน็ ผู้แต่ง
ทว่าเน้ือหาในหนังสือเล่มดังกล่าวมุ่งเน้นใช้กับนิยายและหนังสือ
ตามความสนใจ จึงค่อนข้างแตกต่างกับตัวอย่างท่ีผมยกมา เพราะ
ผมเน้นใช้กับตำราเรียนหรือรวมแบบฝึกหัดเพื่อการเรียน ซ่ึงมีเนื้อหา
“ค่อนไปทางการเรียน” เสียมากกว่า ส่วนเรื่องวิธีการท่ีแนะนำอยู่ใน
หนังสือน้ัน แม้จะอธิบายถึงวิธีการปฏิบัติในโรงเรียนเป็นหลัก แต่ก็
ประยกุ ต์ใช้กบั การอ่านหนังสือทบ่ี า้ นได้
อย่างไรก็ตาม เน่ืองจากหนังสือดังกล่าวเขียนขึ้นสำหรับครู
33
เ ท ค นิ ค เ รี ย น เ ก่ ง ด้ ว ย ก ร ะ ด า ษ โ น้ ต ฉ บั บ เ ด็ ก โ ท ไ ด
ผู้สอน อีกทั้งตัวอย่างยังอ้างอิงตามพฤติกรรมของชาวอเมริกัน การ
พยายามทำความเข้าใจทุกตัวอักษรจึงค่อนข้างเป็นเรื่องยาก ดังนั้น
หยิบยกมาเฉพาะแกน่ สำคญั ซง่ึ พอจะปรับใช้กบั ตัวเองไดก้ พ็ อ
34