รายงานประเมนิ ผล
โครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรียน
ปีการศึกษา 2564
สาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร์
คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี
รายงานประเมนิ ผล
โครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทเุ รียน
จดั ทำโดย
นางสาวธนพร ศรพี ัฒน์ 6216209001165
นางสาวชโลบณ ชังชา่ งเรือ 6216209001168
นางสาวอริสา ออ่ นนวล 6216209001173
เสนอ
อาจารย์อยับ ซาดคั คาน
สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี
ปกี ารศึกษา2564
ก
คำนำ
โครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากทุเรียน จดั ทำขน้ึ โดยมวี ัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาขั้นตอน
การแปรรูปและถนอมวัตถุดิบ ยกระดับความสะดวกแก่การบริโภคในรูปแบบการแปรรูปสินค้า และเพ่ือ
พัฒนาการเพม่ิ มลู ค่าใหก้ ับทุเรียนท่ีแปรรปู แล้ว
โดยดำเนินโครงการอย่างเปน็ ระบบ นับต้ังแตก่ ารศกึ ษาสภาพปจั จุบัน ปญั หาและความต้องการ การ
กำหนดจดุ พฒั นา การวางแผน การปฏบิ ตั งิ านตามแผน การนิเทศติดตามผล และประเมนิ โครงการ เพ่ือนำ
ผลการประเมินโครงการไปใช้ในการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ ผลการดำเนินงานช่วยให้
นักศึกษาได้พัฒนาตนเองในดา้ นการใช้เวลาว่างใหเ้ กิดประโยชน์ การสรา้ งรายไดโ้ ดยการขายสนิ คา้ ที่แปรรูปใน
ชอ่ งทางออนไลน์ ส่งผลใหน้ กั ศกึ ษามคี ุณภาพตามจดุ หมายของหลักสูตร
ขอขอบคุณ อาจารย์อยับ ซาดัคคาน ที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ แนวคิด ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่อง
ต่างๆ จนโครงการเลม่ น้เี สร็จสมบรู ณ์ ผู้ศึกษาจงึ ขอกราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสงู
ขอขอบคุณสมาชิกในกลุ่ม ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการและประเมินโครงการ การถนอม
อาหารโดยการแปรรูปจากทุเรียน ทำให้การดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งประโยชน์ที่ได้รบั
คือ การทำงานร่วมกนั ใหบ้ รรลุเปา้ หมาย และผู้เกี่ยวข้อง สำหรับใชใ้ นการพฒั นางาน ให้มีความกา้ วหน้าต่อไป
หากผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ทน่ี ้ดี ้วย
ชโลบณ ชังชา่ งเรือ
(นางสาวชโลบณ ชงั ช่างเรือ)
ตำแหน่ง หวั หนา้ โครงการ
สารบัญ ข
เรอื่ ง หนา้
คำนำ ก
สารบัญ ข
สารบัญ(ต่อ) ค
สารบัญภาพ ง
สารบญั ตาราง ช
บทคดั ย่อ 1
บทท่ี 1 บทนำ 2
ความเป็นมาและความสำคญั ของโครงการ 2
วตั ถุประสงค์ของการประเมนิ โครงการ 2
ขอบเขตของโครงการ 2
ระยะเวลาการประเมนิ โครงการ 3
นิยามศพั ท์ 3
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั 3
เปา้ หมายของโครงการ 3
งบประมาณ 3
ปจั จัยในการดำเนินโครงการ 3
กจิ กรรมในการดำเนินงานโครงการ 4
ระยะเวลาดำเนนิ งานตามโครงการ 5
ขัน้ ตอน/วิธีการดำเนนิ การ 5
บทท่ี 2 เอกสารและแนวคดิ ทฤษฎีทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 7
หลักการแนวคดิ และทฤษฎที ี่เกี่ยวกับการดำเนินโครงการ 7
กรอบแนวคดิ 22
บทท่ี 3 วิธกี ารประเมนิ โครงการ 23
รูปแบบการประเมินโครงการ 23
วิธีการการประเมินโครงการ 24
ประชากรกลมุ่ ตวั อยา่ ง 24
เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการประเมนิ โครงการ 24
สารบัญ(ต่อ) ค
เร่อื ง
หนา้
การวิเคราะหผ์ ลการประเมินโครงการ
25
บทที่ 4 ผลการประเมินโครงการ 26
26
ผลการประเมนิ ด้านสภาวะแวดล้อม
ผลการประเมินดา้ นปจั จยั 30
ผลการประเมนิ ดา้ นกระบวนการ 34
ผลการประเมนิ ด้านผลผลิต 38
บทท่ี 5 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 42
วัตถปุ ระสงค์ของการประเมินโครงการ 42
ประชากรกลุ่มตวั อย่าง 42
รปู แบบการประเมิน 42
การประเมินโครงการ 42
สรปุ ผลการประเมินโครงการ 42
การอภิปราย 45
ขอ้ เสนอแนะ 45
45
ปญั หาและอปุ สรรค 46
บรรณานุกรม 47
ภาคผนวกโครงการ 48
52
ภาคผนวก ก แบบสอบถามของโครงการ
ภาคผนวก ข ผลิตภัณฑ์ของโครงการ
สารบัญภาพ ง
ภาพที่ 1 แผนภาพ Stake’s Countenance Model หน้า
ภาพที่ 2 กรอบแนวคดิ
ภาพที่ 3 รปู แบบการประเมนิ โครงการ 12
22
23
สารบญั ตาราง ช
ตารางท่ี 1 ระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการ หน้า
ตารางที่ 2 ขนั้ ตอน/วธิ ีการดำเนินการ(ตามกระบวนการPDCA)
ตารางท่ี 3 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง 5
ตารางท่ี 4 ผลการประเมินโครงการดา้ นสภาวะแวดลอ้ ม หลงั การดำเนนิ โครงการ 5
ตารางท่ี 5 ผลการประเมินโครงการด้านปจั จัย หลังการดำเนินโครงการ 24
ตารางที่ 6 ผลการประเมินโครงการดา้ นกระบวนการ หลงั การดำเนินโครงการ 26
ตารางท่ี 7 ผลการประเมินโครงการด้านผลผลติ หลังการดำเนนิ โครงการ 30
34
38
1
ช่ือเรื่อง การประเมนิ โครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรยี น
ผรู้ ับผิดชอบ นางสาวชโลบณ ชังชา่ งเรอื
นางสาวธนพร ศรีพฒั น์
นางสาวอรสิ า ออ่ นนวล
บทคัดยอ่
ในปัจจุบันทุเรียนขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ เพราะมีรสชาติที่หวาน มัน กรอบ อร่อย มีกลิ่นที่เป็น
เอกลักษณ์ซึ่งฤดูกาลของทุเรียนได้แก่ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม แต่บางพื้นที่สามารถให้ผลผลิตได้ถึง
เดือนตุลาคม ซึ่งช่วงที่ทุเรียนออกผลและเนื้อสกุ กําลงั ดี กินได้อร่อยนั้นเป็นเพียงชว่ งเวลาสั้นๆ ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้น
วิธีการแปรรูปทุเรียนเพื่อให้เก็บไว้กินได้นานขึ้น โดยมีทั้งวิธีการแปรรูปเนื้อทุเรียนดิบและเนื้อทุเรียนสุกจัด เกิน
ช่วงที่รสชาติอร่อยที่สุดไปแล้ว ให้เกิดเป็นเมนูใหม่ที่อร่อยและช่วยเก็บรักษาไว้ได้นานขึ้น ทั้งเป็นขนมหวานและ
อาหารทานเล่นแสนเพลิดเพลนิ โดยมีวธิ กี ารแปรรูปไดห้ ลากหลาย
โครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรียน มีวัตถุประสงค์ของโครงการ คือ เพื่อศึกษาขั้นตอน
การแปรรูปและถนอมวัตถุดิบ เพื่อยกระดับความสะดวกแก่การบริโภคในรูปแบบการแปรรูปสินค้า และเพื่อ
พัฒนาการเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนที่แปรรูปแล้ว การดําเนินโครงการ การประเมินโครงการการถนอมอาหารโดย
การแปรรูปจากทุเรียน ดําเนินในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2564 สิ้นสุดการทําโครงการวันที่ 25 ตุลาคม 2564
โดยใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ลูกค้าที่สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ จํานวน 15 คน ชื่อกลุ่มตัวอย่างแบบ สอบถาม จาก
ประชากรประกอบด้วย พ่อแม่ ลูกค้าหรือผู้บริโภค และผู้ดำเนินโครงการ จํานวน 15 คน โดยเครื่องมือที่ใช้
ประเมินโครงการ คือ CIPP Model
ดงั น้ันจงึ ทำใหเ้ ราขายสนิ ค้าของเราได้ มีกลมุ่ ลกู คา้ ทีส่ นใจเขา้ มาส่ังซื้อ และทำใหส้ ินคา้ ของเรามีความโดด
เด่นขึ้นในตลาดออนไลน์จนทำให้เราสามารถขายสินค้าไดต้ ่อเนื่องมาจนทะลุเป้า จึงมีรายได้เข้าสู่ตนเองและมีเงิน
เก็บในการลงทุน การคิดค้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ในรปู แบบอื่นๆ ที่น่าสนใจโดยเราสามารถใชเ้ งินทุนจากกำไรใน
การขายการแปรรูปทุเรียนในคร้ังนี้ ไปพัฒนาโดยไม่ต้องขอเงินจากพ่อแม่ และสิ่งที่ทำให้เราเห็นได้เด่นชัดในการ
ทำโครงการ คือสามารถมเี งนิ ช่วยแบง่ แบง่ เบาภาระครอบครวั ได้ต่อไป
คำสำคัญ แปรรูป มูลคา่ การถนอมอาหาร วตั ถดุ ิบ
2
บทท่ี 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคญั ของโครงการ
ในปัจจุบันทุเรียนขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ เพราะมีรสชาติที่หวาน มัน กรอบ อร่อย มีกลิ่นที่เป็น
เอกลักษณ์ซึ่งฤดูกาลของทุเรียนได้แก่ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม แต่บางพื้นที่สามารถให้ผลผลิตได้ถึง
เดือนตุลาคม ซึ่งช่วงที่ทุเรียนออกผลและเนือ้ สุกกำลงั ดี กินได้อร่อยนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสัน้ ๆ ดังนั้นจึงมีผู้คิดคน้
วิธีการแปรรูปทุเรียนเพื่อให้เก็บไว้กินได้นานขึ้น โดยมีทั้งวิธีการแปรรูปเนื้อทุเรียนดิบและเนื้อทุเรียนสุกจัด เกิน
ช่วงที่รสชาติอร่อยที่สุดไปแล้ว ให้เกิดเป็นเมนูใหม่ที่อร่อยและช่วยเก็บรักษาไว้ได้นานขึ้น ท้ังเป็นขนมหวานและ
อาหารทานเลน่ แสนเพลิดเพลนิ โดยมีวธิ ีการแปรรูปได้หลากหลาย
ในการคดิ คน้ ทำโครงการในครงั้ น้เี น่ืองดว้ ยสมาชิกในกลุ่มอาศยั อย่จู ังหวัดชมุ พร และมสี วนทุเรยี นจงึ คิดว่า
เราจะแปรรูปการถนอมอาหารจากทเุ รียนที่เป็นลูกอยา่ งไรให้ไดเ้ ป็นผลผลิตที่ขายออกในราคาที่ไม่ขาดทุนและเพิ่ม
มูลค่าของทุเรียนได้ จึงคิดค้นการนำทุเรียนไปทอด กวน และการทำแครกเกอร์ทุเรียน เพื่อดึงดูดความสนใจของ
ผู้บริโภค เราจึงสามารถนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราลงขายในช่องทางออนไลน์ได้อย่างราบรื่นเนื่องจากมีกลุ่ม
ลูกค้าที่สนใจและรักในการกนิ ทเุ รียนทอด และทุเรียนกวน การแปรรูปการถนอมอาหารโดยการนำทเุ รียนมากวน
ทอด และทำแครกเกอร์ทุเรียนทอด อย่างที่เราทำขายอยู่เป็นทางออกและตอบโจทย์มากที่สุดของคนที่หลงรัก
ความอรอ่ ยของทุเรียน และเปน็ ทางออกทด่ี ีท่สี ดุ ท่จี ะทำใหเ้ รามีผลติ ภัณฑจ์ ากทเุ รียนทส่ี ามารถทานได้อีกยาวนาน
และไมเ่ น่าเสยี อกี ดว้ ย
ดงั น้ันจึงทำให้เราขายสนิ ค้าของเราได้ มีกลุ่มลกู คา้ ที่สนใจเข้ามาส่ังซื้อ และทำให้สนิ ค้าของเรามีความโดด
เด่นขึ้นในตลาดออนไลน์จนทำให้เราสามารถขายสินค้าไดต้ ่อเนื่องมาจนทะลุเป้า จึงมีรายได้เข้าสู่ตนเองและมีเงิน
เก็บในการลงทุน การคิดค้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอ่ืนๆ ที่น่าสนใจโดยเราสามารถใช้เงินทุนจากกำไรใน
การขายการแปรรูปทุเรียนในครั้งนี้ ไปพัฒนาโดยไม่ต้องขอเงินจากพ่อแม่ และสิ่งที่ทำให้เราเห็นได้เด่นชัดในการ
ทำโครงการ คือสามารถมเี งินช่วยแบง่ แบง่ เบาภาระครอบครัวไดต้ ่อไป
วตั ถุประสงคข์ องโครงการ
1. เพื่อศึกษาขนั้ ตอนการแปรรปู และถนอมวัตถุดบิ
2. เพอ่ื ยกระดบั ความสะดวกแกก่ ารบริโภคในรูปแบบการแปรรปู สินคา้
3. เพ่ือพัฒนาการเพิ่มมลู คา่ ให้กับทุเรยี นทแ่ี ปรรูปแลว้
ขอบเขตของโครงการ
วันที่ 1 กันยายน 2564 สน้ิ สดุ การทำโครงการวันที่ 25 ตุลาคม 2564
3
ระยะเวลาการประเมนิ โครงการ
วันท่ี 1 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2564 ถงึ วันท่ี 25 เดอื น ตลุ าคม พ.ศ. 2564
นยิ ามศพั ท์
แปรรูป หมายถึง การเก็บรักษาอาหารหรือแปรรูปอาหารทำให้อยู่ได้นานโดยไม่บูดเสีย และผลของการ
ถนอมอาหารจะชว่ ยยืดอายอุ าหาร
มลู คา่ หมายถึง ผลของการประเมินท่ีกำหนดในรูปของเงนิ ตราทีส่ ามารถสรา้ งความพอใจให้แก่ ผูป้ ระเมิน
ซึง่ ในท่นี ้หี มายถึงลูกคา้
การถนอมอาหาร หมายถึง วธิ ีการปฏิบตั ิทม่ี ีวัตถุประสงค์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร ชะลอการเส่ือม
เสยี ของอาหาร
วัตถุดิบ หมายถึง สิ่งที่เตรียมไว้เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต หรือประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูป อาจได้มา
จากธรรมชาติ หรอื ผลติ จากสิง่ อนื่
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รบั
1. ทำใหท้ ราบข้ันตอนการแปรรปู และถนอมวตั ถุดบิ
2. ยกระดับความสะดวกแกก่ ารบรโิ ภคในรปู แบบการแปรรปู สินค้า
3. พฒั นาการเพ่มิ มลู คา่ ใหก้ ับทเุ รียนทแ่ี ปรรูปแล้ว
เป้าหมายของโครงการ
ด้านปรมิ าณ ระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขายทเุ รยี นทอดได้จำนวน 20 ห่อ แบบชอ็ ต 20อนั
ทเุ รียนกวนได้จำนวน 10 กระปกุ แบบพมิ พ์ลาย 100 ช้นิ
ดา้ นคณุ ภาพ ทำใหม้ ีกลมุ่ ลกู คา้ และมยี อดขายเพิ่มมากข้นึ ได้เรียนรูแ้ ละฝึกทกั ษะการขายสนิ คา้ ออนไลน์
งบประมาณ
งบประมาณสว่ นตวั จากการท่สี มาชิกในกลมุ่ นำเงินเกบ็ ส่วนตัวมาใช้ในการลงทนุ
งบประมาณสนับสนุน ไดจ้ ากการทพี่ ่อกับแมใ่ ห้ในการลงทุน
ปัจจัยในการดำเนนิ โครงการ
วสั ดอุ ปุ กรณ์ อุปกรณ์ในการแปรรปู ผลติ ภัณฑ์ ทุเรียนกวน ไดแ้ ก่ เน้อื ทุเรยี นสกุ จดั นำ้ ตาลทรายขาว
ทุเรยี นทอด ไดแ้ ก่ เนอ้ื ทุเรียนแก่จดั นำ้ มนั เนย เกลอื กระทะ ตะหลิว
เครอ่ื งมือ เครื่องใช้ เครอ่ื งอำนวยความสะดวก เครือ่ งกวนทุเรยี น
บคุ คลทีร่ ว่ มดำเนินโครงการ นางสาวชโลบณ ชงั ชา่ งเรอื นางสาวธนพร ศรพี ฒั น์ นางสาวอรสิ า ออ่ นนวล
และพอ่ กบั แม่ของสมาชกิ ในกลมุ่
เอกสาร แหลง่ เรยี นรู้ สถานประกอบการ เรยี นร้วู ิธีการแปรรปู ผลติ ภัณฑ์จากคนในครอบครวั
4
อาคารสถานที่ บา้ นของสมาชกิ ในกลมุ่
กจิ กรรมในการดำเนนิ งานโครงการ
กจิ กรรม การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทเุ รียน
กจิ กรรม การขายสนิ ค้าออนไลน์
รายละเอยี ดกิจกรรมการดำเนนิ โครงการ
1. กจิ กรรม การแปรรปู ผลติ ภัณฑจ์ ากทุเรยี น
1.1 วัตถปุ ระสงค์
1.1.1 เพอ่ื เก็บรกั ษาผลิตภณั ฑ์การแปรรปู จากทุเรียนไว้ให้ยาวนานขน้ึ
1.1.2 เพอื่ เป็นการถนอมผลไม้ตามฤดูกาลใหเ้ ก็บไว้ไดย้ าวนาน
1.2 การดำเนินโครงการ
1.2.2 เริ่มจากการคดั เลอื กทเุ รียนเพอื่ นำมาทำการแปรรูป
1.2.2 จัดเตรียมวสั ดอุ ุปกรณ์ในการทอด กวน และทำแครกเกอร์
1.2.3 ดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์
1.2.4 นำผลติ ภณั ฑ์ใส่บรรจภุ ณั ฑ์
1.3 เครอ่ื งมอื ในการประเมนิ ผล
1.3.1 CIPP Model
1.4 ผลท่ีคาดว่าจะไดร้ บั
1.4.1 ทำใหเ้ ก็บรักษาทุเรียนไวไ้ ดย้ าวนาน
1.4.2 ทำใหเ้ กดิ ผลิตภณั ฑท์ ด่ี ึงดูดความสนใจของผบู้ รโิ ภค
2. กิจกรรม การขายสินคา้ ออนไลน์
1.1 วตั ถปุ ระสงค์
1.1.1 เพอื่ สร้างรายไดใ้ นการขายผลิตภัณฑ์แปรรปู จากทเุ รยี น
1.1.2 เพอ่ื ความสะดวกในการสัง่ ซื้อสินคา้
1.2 การดำเนินโครงการ
1.2.2 ผลิตภณั ฑ์ของกลุ่มพรอ้ มจำหน่าย
1.2.2 ดำเนนิ การโพสขายลงในชอ่ งทางออนไลน์
1.2.3 จัดส่งสินคา้ ให้ผูส้ ัง่ ซอื้
1.3 เครอ่ื งมอื ในการประเมนิ ผล
1.3.1 CIPP Model
1.4 ผลทีค่ าดว่าจะได้รบั
1.4.1 ทำให้ผทู้ ่ตี ้องการสัง่ ซ้อื สามารถส่ังซ้อื ได้อย่างสะดวก
5
1.4.2 ทำให้เกดิ รายไดใ้ นการขายสนิ ค้าออนไลน์
ระยะเวลาดำเนนิ งานตามโครงการ
ระหวา่ งวันท่ี 1 เดือน กันยายน พ.ศ. 2564 ถงึ วันที่ 25 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2564
โดยมปี ฏิทินปฏบิ ัติงานตามโครงการดังนี้
ระยะเวลา กิจกรรม ผู้รบั ผดิ ชอบ
26-27 สิงหาคม 2564 คดั เลอื กหวั ข้อโครงการท่ีสนใจจะทำ นางสาวธนพร ศรพี ัฒน์
นางสาวชโลบณ ชงั ชา่ งเรือ
นางสาว อริสา อ่อนนวล
2-3 กนั ยายน 2564 คดั เลือกวตั ถดุ บิ เพ่อื นำแปรรปู เป็นสินคา้ นางสาวธนพร ศรีพัฒน์
ผลติ ภัณฑ์ตา่ งๆ นางสาวชโลบณ ชงั ช่างเรอื
3-4 กันยายน 2564 ศึกษาค้นคว้ากรรมวิธีในการแปรรูป นางสาวธนพร ศรีพัฒน์
ผลติ ภณั ฑ์ นางสาวชโลบณ ชังช่างเรือ
นางสาว อริสา ออ่ นนวล
5-6กันยายน 2564 ลงมือดำเนินทำโครงการ นางสาวธนพร ศรพี ฒั น์
นางสาวชโลบณ ชงั ช่างเรือ
นางสาวอริสา ออ่ นนวล
6 กนั ยายน 2564 นำผลติ ภัณฑท์ ่ไี ดไ้ ปขายในสื่อออนไลน์ นางสาวธนพร ศรีพฒั น์
นางสาวชโลบณ ชังช่างเรือ
นางสาว อริสา ออ่ นนวล
ข้ันตอน ข้ันตอน/วธิ กี ารดำเนินการ (ตามกระบวนการ PDCA)
รายละเอยี ดกจิ กรรม
P = Plan
การวางแผน ระยะท่ี 1 (26-27 สิงหาคม 2564)
- สมาชกิ ในกลมุ่ รว่ มกันพูดคยุ และวางแผนการทำโครงการ
D = Do - ศึกษากรรมวิธกี ารถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากผลทุเรียน
การปฏิบัติ - ออกแบบบรรจุภัณฑ์
ระยะที่ 2 (2 กันยายน-10 ตุลาคม 2564)
- คดั เลอื กวตั ถุดบิ เพอ่ื นำมาแปรรปู เปน็ สนิ ค้าผลติ ภณั ฑต์ า่ งๆ
- ดำเนินการทำโครงการโดยการแปรรปู ผลิตภัณฑ์
- ใสผ่ ลติ ภณั ฑ์ลงในบรรจุภณั ฑท์ ี่ไดจ้ ัดเตรียมไว้
- นำผลติ ภณั ฑท์ ไ่ี ด้ลงขายในสื่อออนไลน์
6
C = Check ระยะที่ 3 (2564)
การตรวจสอบ - จัดทำแบบสอบถามให้ลูกค้าหรือผู้บริโภค ที่มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์และ
เปา้ หมาย กระบวนการขัน้ ตอนต่างๆ
A = Action ระยะที่ 4 (2564)
การปรบั ปรงุ - นำผลทไี่ ดก้ ารตอบรับของลกู คา้ หรือผ้บู ริโภคมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขข้อบกพร่องให้ดขี ้ึน
พัฒนา
7
บทท่ี 2
เอกสารและแนวคดิ ทฤษฎที ่เี กี่ยวขอ้ ง
1. แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ กี่ยวข้องกบั โครงการ
1.1 แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับโครงการ
1.1.1 ทฤษฎีของการจงู ใจ (theories of motivation)
คำว่า “แรงจูงใจ” มาจากคำกริยาในภาษาละตินว่า “Movere”(Kidd, 1973:101) ซึ่งมีความหมายตรง
กับคำในภาษาอังกฤษว่า “to move” อันมีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่โน้มน้าวหรือมักชักนำบุคคลเกิดการกระทำ
หรือปฏิบัติการ (To move a person to a course of action) ดังนั้นแรงจูงใจจึงได้รับความสนใจมากในทุกๆ
วงการ
สำหรบั โลเวลล์ (Lovell, 1980: 109) ให้ความหมายของแรงจงู ใจวา่ ”เป็นกระบวนการท่ชี ักนำโน้มน้าวให้
บคุ คลเกิดความมานะพยายามเพอื่ ทจ่ี ะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลผุ ลสำเร็จ”
ไมเคิล คอมแจน (Domjan 1996: 199) อธิบายว่าการจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรมการกระทำ
กจิ กรรมของบุคคลโดยบุคคลจงใจกระทำพฤติกรรมนน้ั เพื่อใหบ้ รรลุเป้าหมายทต่ี ้องการ
สรุปได้ว่าการจูงใจเป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าโดยจงใจให้กระทำหรือดิ้นรนเพื่อให้
บรรลุจุดประสงค์บางอย่างซึ่งจะเห็นได้พฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็นพฤติกรรมที่มิใช่เป็นเพียงการตอบสนอง
สิ่งเร้าปกติธรรมดา ยกตัวอย่างลักษณะของการตอบสนองสิ่งเร้าปกติคือ การขานรับเมื่อได้ยินเสียงเรียก แต่การ
ตอบสนองสิ่งเร้าจัดว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเช่น พนักงานตั้งใจทำงานเพื่อหวังความดีความชองเป็น
กรณพี ิเศษ
แรงจงู ใจตอ่ พฤตกิ รรมของบุคคลในแตล่ ะสถานการณ์
แรงจูงใจจะทำให้แต่ละบุคคลเลือกพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละ
สถานการณท์ แ่ี ตกต่างกนั ออกไป พฤตกิ รรมทเ่ี ลอื กแสดงนี้ เปน็ ผลจากลกั ษณะในตวั บคุ คลสภาพแวดลอ้ มดังน้ี
1. ถา้ บุคคลมคี วามสนใจในส่งิ ใดกจ็ ะเลือกแสดงพฤตกิ รรม และมีความพอใจทจ่ี ะทำกจิ กรรมน้ันๆ รวมทั้งพยายาม
ทำให้เกิดผลเร็วที่สุด
2. ความต้องการจะเป็นแรงกระตนุ้ ทท่ี ำใหท้ ำกิจกรรมต่างๆเพือ่ ตอบสนองความต้องการนั้น
3. ค่านิยมที่เป็นคุณคา่ ของสิง่ ต่างๆ เช่นค่านิยมทางเศรษฐกิจ สังคม ความงาม จริยธรรม วิชาการ เหล่านี้จะเป็น
แรงกระตนุ้ ให้เกดิ แรงขบั ของพฤติกรรมตามคา่ นยิ มนน้ั
4. ทัศนคติที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็มีผลต่อพฤติกรรมนั้น เช่น ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ก็จะทำงานด้วยความ
ท่มุ เท
5. ความมุ่งหวังที่ต่างระดับกัน ก็เกิดแรงกระตุ้นที่ต่างระดับกันด้วย คนที่ตั้งระดับความมุ่งหวังไว้สูงจะพยายาม
มากกวา่ ผู้ทต่ี งั้ ระดับความมุ่งหวงั ไวต้ ่ำ
8
6. การแสดงออกของความต้องการในแต่ละสังคมจะแตกต่างกันออกไป ตามขนบธรรมเนียมประเพณีและ
วัฒนธรรมของสังคมของตน ยิ่งไปกว่านั้นคนในสังคมเดียวกัน ยังมีพฤติกรรมในการแสดงความต้องการที่ต่างกัน
อีกด้วยเพราะสงิ่ เหลา่ นเ้ี กิดจากการเรยี นรู้ของตน
7. ความตอ้ งการอย่างเดียวกนั ทำใหบ้ ุคคลมีพฤตกิ รรมท่แี ตกต่างกันได้
8. แรงจงู ใจทแ่ี ตกต่างกัน ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมท่เี หมือนกนั ได้
9. พฤติกรรมอาจสนองความต้องการได้หลายๆทางและมากกวา่ หนง่ึ อย่างในเวลาเดียวกนั เชน่ ต้งั ใจทำงาน เพื่อไว้
ขึ้นเงนิ เดือนและไดช้ อื่ เสยี งเกียรตยิ ศ ความยกย่องและยอมรบั จากผ้อู ่ืน (บ้านจอมยทุ ธ , 2543)
1.1.2 ทฤษฎกี ารทำใหท้ นั สมยั (Modernization Theory)
นักทฤษฎกี ารพฒั นาได้ค้นหาวธิ กี ารตา่ ง ๆ ขึ้นมาใหม่ ๆ โดยอาศัยกระบวนทศั น์ยอ่ ย (Sub-paradigm) ที่
แตกต่างกัน วิธีการต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้มักสัมผัสกับปัญหาบางส่วนเท่านั้น การอธิบายของแต่ละแนวคิดมักจะไม่
สอดคล้องกัน บางครั้งบางกรณีอาจขัดแย้งกันอย่างพอจะสังเกตเห็นได้ แม้ในเรื่องความพยายามที่จะวิเคราะห์
ปัญหา การใช้กรอบการวิเคราะห์ก็ยังแตกต่างกันอยู่ ฉะนั้น จึงอาจจะกล่าวถึงได้ในลักษ ณะของแนวโน้มของ
ทฤษฎีเท่านนั้
ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Economic Aid) ที่ให้มาโดยประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มุ่งที่ว่า ทำ
อย่างไรการพฒั นาเศรษฐกจิ จึงจะเป็นไปได้ในระบบตลาดท่ีเสรีเหมือนกับประเทศตะวนั ตกหรือจะทำอย่างไรจึงจะ
ทำให้การวางแผนทางเศรษฐกิจของชาติบรรลผุ ลสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับทีเ่ กิดข้นึ ในบางประเทศท่ีพัฒนา
แล้ว แนวคิดและนโยบายการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยอาศัยการควบคุมขององค์กรและการวางแผนของรัฐนั้น
ได้มาจากทฤษฎีของ เคนส์ (Keynes) หรือยุคหลังเคนส์ (Post-Keynes) ซึ่งได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังน้ัน
ระยะแรกของทฤษฏีการพัฒนาจึงเพียงแต่ต้องการพิสูจน์ว่าตัวแบบความเจริญเติบโตทางเศร ษฐกิจมหภาค
(Macro-economic Growth Model) ตามแบบฮาร์รอด โดมาร์ (Harrod-Domar Type) เป็นเครื่องมือการ
วางแผนที่เหมาะสมเท่านั้น ยังไม่มีเครื่องมือใด ๆ ของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ เพื่ออธิบายให้เหน็
ถึงกระบวนการของความเจริญเติบโตและกระบวนการพัฒนาแต่อย่างใด นับแต่ได้กำหนดตัวแบบนี้ขึ้นมาราว ๆ
ปลายทศวรรษ 1940 ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศกำลังพัฒนานำเอาไปใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศใน
หลาย ๆ ประเทศ เมื่อเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปี ก็ทำให้มองเห็นว่า การนำเอาทฤษฎีความเจริญเติบโตแบบนี้มาใช้
เป็นความผิดพลาด โดยมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่สนับสนุนคำกล่าวนั้น ก็คือ สูตรที่นำมาใช้ในตัวแบบความ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ นม้ี ลี ักษณะการกระทำท่ีซ้ำ ๆ กันไป โดยมไิ ด้มแี นวทางหรือกระบวนการในการทำให้เกิด
ความเจริญเติบโตแต่อย่างใด มีเพียงหลักการกว้าง ๆ ว่าจะต้องมีดุลยภาพ การที่จะให้มีลักษณะการกระทำที่ซ้ำ
กันเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของประเทศตะวันตกกับประเทศกำลังพัฒนานั้นคงเป็นไปได้ยาก
เพราะมหี ลายสิง่ หลายอย่างที่ไมเ่ หมือนกนั กลา่ วคือ โครงสร้างทางสงั คมองค์การหรอื สถาบนั ต่าง ๆ รวมทงั้ เจตคติ
ของประชาชน ตลอดจนกลไกการพฒั นาที่สำคัญ คอื ระบบราชการโครงสร้างพ้นื ฐานด้านตา่ ง ๆ รวมท้งั สภาพของ
ตลาดการคา้ เป็นตน้ ความไมเ่ พยี งพอในสภาพการณ์ตา่ ง ๆ ดังกล่าวนเ้ี ปน็ สาเหตทุ ส่ี ำคญั ทีท่ ำให้การทำให้ทันสมัย
9
ล้มเหลวอยู่มากมายหลายอย่างในสังคมกำลังพัฒนาประกอบกับกระบวนการทำให้เกิดการพัฒนาที่นำมาใช้ทั้ง
ดดั แปลงและไมไ่ ด้ดัดแปลงทีย่ งั ไม่เหมาะสมถูกต้องจงึ เป็นเหตใุ ห้เกิดความล้มเหลวได้ (บา้ นจอมยทุ ธ , 2543)
1.1.3 ทฤษฎกี ารมีส่วนร่วม
ยุคของการเปลี่ยนแปลงจากประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การทำงาน
แบบมีส่วนรว่ มนั้นไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัว ระดบั โรงเรียน ระดับชุมชน ระดบั องค์กร หรอื ระดับประเทศน้ันว่า
มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนทัศน์ปัจจุบัน เพราะจะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมเกิดความรู้สึกความเป็นเจ้าของ
(Ownership) และจะทำให้ผู้มีส่วนรว่ มหรือผู้มสี ว่ นไดส้ ว่ นเสียนั้น ยินยอมปฏบิ ัตติ าม (Compliance) และรวมถึง
ตกลงยอมรับ (Commitment) ได้อย่างสมัครใจ เต็มใจ และสบายใจ ได้มีการดำเนินการแก้ปัญหาความไม่
เรยี บร้อยในหอ้ งเรียนโดยกระบวนการมีสว่ นรว่ ม (วนั ชัย วฒั นศพั ท์, 2553)
แต่อย่างไรก็ตาม การเข้ามามีส่วนร่วมนัน้ จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนเสียก่อน โดยคนจะเข้าร่วมในกิจกรรม
ทุกอย่าง อย่างน้อยต้องมีพื้นฐานคติความคิดในเรื่องของการมีส่วนร่วมอยู่ภายในใจ ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ หลักการ
พื้นฐานของการมสี ่วนร่วมจะรวมถึงการให้ความสำคัญต่อมนุษย์ไม่น้อยไปกว่าเทคโนโลยี และควรคิดวา่ มนุษย์ทกุ
คนตา่ งมีความคดิ และมีศกั ดศ์ิ รีเท่าเทียมกนั มาต้ังแต่เกดิ มภี มู ปิ ัญญาท่ีสอดคล้องกับวถิ ชี วี ิต ความเป็นอยู่ของตนใน
ระดับหนึ่ง มีความสามารถพัฒนาชีวิต ให้ดีได้ถ้าได้รับโอกาสที่จะร่วมคิด ร่วมเข้าใจ และร่วมจัดการเทคโนโลยี
อย่างเหมาะสม (นรินทรช์ ัย พฒั นพงศา, 2546)
Cohen & Uphoff (1981) การมสี ่วนร่วม หมายถงึ สมาชกิ ของชมุ ชนต้องเข้ามามีส่วนเกย่ี วข้องใน 4 มิติ
ไดแ้ ก่ 1) การมีส่วนร่วมการตัดสนิ ใจว่าควรทำอะไรและทำอยา่ งไร 2) การมีสว่ นรว่ มเสียสละในการพัฒนา รวมท้ัง
ลงมือปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ 3) การมีส่วนร่วมในการแบ่งปนั ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน 4) การมี
สว่ นร่วมในการประเมินผลโครงการ
United Nations (1981) การมีส่วนรว่ ม หมายถึง การเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นและมีพลงั ของประชาชน
ในด้านตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ในการตดั สนิ ใจเพื่อกำหนดเปา้ หมายของสังคมและการจัดสรรทรัพยากรเพ่ือใหบ้ รรลุเป้าหมาย
และปฏิบตั ติ ามแผนการหรือโครงการต่างๆ ดว้ ยความเต็มใจ
จิราภรณ์ ศรีคำ (2547) การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่บุคคลที่มีความสนใจหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเรือ่ ง
เดียวกนั เข้ามารว่ มกัน เพ่ือปฏิบตั ิภารกจิ ไมว่ ่าจะเป็นการวางแผน การดำเนินงาน การรับทราบผลการดำเนินงาน
การติดตามประเมนิ ผล หรือร่วมกนั ทำกจิ กรรมตา่ งๆ เพ่อื บรรลุเป้าหมายตามทีไ่ ด้ตกลงกันไว้
สัญญา เคณาภูมิ (2551) การมีส่วนร่วม หมายถึง การที่สมาชิกได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วม
วางแผน ร่วมปฏิบตั ติ ามโครงการ ร่วมติดตามประเมินผลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทีพ่ ึงประสงค์ ทั้งนี้ การมีส่วนรว่ ม
จะตอ้ งมาจากความสมคั รใจ พึงพอใจ
เมตต์ เมตต์การุณจิต (2553) การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้ามามี
ส่วนร่วมในกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ในลักษณะของการร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ
รว่ มตดิ ตามผล
10
1.1.4 ทฤษฎีการแกป้ ญั หา (Solution Theories)
ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตรแ์ ลว้ ได้มีการคิดค้นถงึ กลยุทธข์ องการพัฒนาขึ้นมาหลาย ๆ อย่างโดยเน้นใน
ด้านการลงทุน การเงิน การคลัง และการค้าระหว่างประเทศ กลยุทธ์ที่กล่าวถึงกันมาก ก็คือ กลยุทธ์คอขวด
(Bottleneck strategies) ซึง่ มีสาระสำคัญอยู่ทก่ี ารวเิ คราะห์ถึงปัจจยั ต่าง ๆ ทเี่ ปน็ อุปสรรคต่อการพัฒนาและการ
เอาชนะปัญหาหรือปัจจัยเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม มีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของการแก้ปัญหาและ
แนวคดิ ในเร่ืองกลยทุ ธ์ดงั กลา่ ว
ทฤษฎีเก่ยี วกบั การลงทุน (Investment Theory) คงยงั มีความคิดความเหน็ ท่ีแตกตา่ งกนั ในเรื่องของการ
ลงทุนว่าควรจะทำในลักษณะใด และจะให้ความสำคัญกับปัจจัยอะไรก่อนหรือระหว่างการเกษตรและการ
อุตสาหกรรม โครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือจะพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อม เป็นต้น (บ้านจอมยุทธ ,
2543)
1.1.5 ทฤษฎกี ารพัฒนาทวิภาค (Dual Development Theory)
ผู้ที่มีแนวความคิดคล้ายคลึงกันในเรื่องการพัฒนาทวิภาคนี้ มี ดับเบิลยู อาร์เธอร์ เลวิส (W. Arthur
Lewis) กสั ดาฟ เรนิส (Gustav Renis) จอห์น ซี เอช ฟี (John C. H. Fei) และ เดล ดับเบลิ ยู จอร์แกนสนั (Dale
W. Jorgenson) ได้กล่าวไว้ว่า “การโย้กย้ายปัจจัยด้านแรงงานจากภาคการเลี้ยงตัวเอง (Subsistence sector)
ไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม จะช่วยลดความแตกต่างระหว่างทั้งสองภาคดังกล่าวได้และสามารถทำให้มีบูรณา
การในระดบั ทีส่ ูงข้ึนอยา่ งทัว่ ถงึ ของระบบเศรษฐกจิ ”
กัสตาฟ เรนิส (Gustav Renis) และจอห์น ซี เอช ฟี (John C. H. Fei) ได้กล่าวไว้ในเรื่องทฤษฎีการ
พัฒนาเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึงแรงงานส่วนเกินในภาคการเกษตรซึ่งมีอัตราการเกิดสูงมาก ทั้ง เรนิส และฟี อาศัย
ผลงานของเลนิส โดยเสนอตัวแบบสอง ภาค (Two-sector model) และสังเกตดูการขยายตัวของ
ภาคอุตสาหกรรมหรือการลงทุนซึง่ สนับสนุนโดยมีแรงงานอย่างมากมายและราคาค่าจ้างถูกจากภาคเกษตรกรรม
การวเิ คราะหข์ องเขาอาศัยขน้ั ตอนการออกเดนิ ทาง (Take-off) ของการพฒั นาเศรษฐกจิ ของ โรสโตว์ โดยใช้เวลา
20-30 ปี เป็นการสร้างทฤษฎีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งมีสองขั้นตอน คือ ตอนแรกมีข้อสมมติเกี่ยวกับ
โครงสร้างเบ้อื งตน้ ของตัวแบบโดยเน้นการวิเคราะห์บทบาทของภาคเกษตรทีถ่ ูกละเลย ตอนสองลักษณะที่เร่ิมจาก
ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีแรงผลักดันให้ตัวเอง กล่าวคือ มีการกระทำกิจกรรมทางด้านอุตสาหกรรมซ่ึง
สว่ นหนงึ่ มาจากแรงกระตุ้นของการมแี รงงานส่วนเกนิ อย่างมากมาย
ทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจทวิภาค (Development of a dual economy) อธิบายโดย เดล ดับเบลยู
จอร์เกนสัน (Dale W. Jorgenson) ในชั้นแรกได้กล่าวถึงทฤษฎีและตัวแบบที่ใช้ในระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว
ทั้งหลาย เช่น ทฤษฎีความเจริญเติบโต ฮาร์รอด โดมาร์ (Horrod-Domar theory of growth) ตัวแบบวงจรและ
ความเจรญิ เติบโต ดวิ เชนเบอรร์ ี่ สมิธ (Duesenburry-Smithies model of cycles and growth) ตัวแบบความ
เจริญเติบโตคลาสสิคใหม่ โตบินโซโล (Tobin-Solow neo-classical growth model) และตัวแบบความ
เจริญเติบโต แคลดอร์ (Kaldor model of growth) ซึ่งเป็นตัวแบบที่สร้างขึ้นมาโดยผู้รู้และเหมาะสมที่จะใช้ใน
11
สังคมที่พัฒนาทั้งหลาย ส่วนทฤษฎีที่เหมาะสมจะใช้ในสังคมกำลังพัฒนาท่ีคุ้นเคยกันมากหน่อย ก็คือ ทฤษฎีการ
พัฒนาเศรษฐกิจประชากรศาสตร์ (Economic-demographic Theory of Development) มีความแตกต่าง
อย่างมากระหว่างทฤษฎีทั้งสองแบบซึ่งควรใช้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันด้วย ทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจ
ประชากรศาสตร์มีจดุ เน้นอยทู่ ่ีการรักษาดลุ ยภาพระหว่างการสะสมทุนกับความเจริญเตบิ โตของประชากร โดยแต่
ละด้านจะปรับตัวเข้าหาอีกด้านหนึ่ง ภาคสมัยใหม่ (advanced or modern sector) กับภาคล้าหลังหรอื โบราณ
(Backward or traditional sector) ในแต่ละภาคจะมีกิจกรรมการผลิตที่มีลักษณะของความเกี่ยวข้องระหว่าง
ผลผลิตกับปัจจัยการผลิต ซึ่งได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และเงินทุน ลักษณะพิเศษของทฤษฎีนี้ ก็คือ ความไม่
สมประกอบในเรื่องความสัมพันธ์ของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมปัจจัยอื่น ๆ ที่เหลือของ
ทฤษฎนี ี้กม็ ี
• ความเจรญิ เตบิ โตของประชากรทต่ี อ้ งข้ึนอยู่กบั ผลิตผลอาหารต่อหัวและการตาย
• อตั ราการเกดิ ท่ีต้องข้นึ อยูก่ ับผลติ ผลอาหารต่อหวั
ถ้าผลิตอาหารได้เกินความต้องการ ผลผลิตการเกษตรก็จะมีเหลือ แรงงานก็อาจจะละทิ้งที่ดินเข้ามาหา
งานทำในภาคอุตสาหกรรม แรงงานที่จะใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นในอัตราเท่ากับอัตราการเพิ่มขึ้นของ
ผลผลิตการเกษตรส่วนเกิน แน่นอนละ ถ้าไม่มีทุนการผลิตทางอุตสาหกรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้ ครั้นมีการลงทุน การ
สร้างสมทุนก็จะมีความเป็นไปได้โดยอาศัยแรงงานที่เพิ่มขึ้นและการค้าระหว่างภาคเกษตรกรรมและ
ภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวช่วยความแตกต่างของค่าจ้างแรงงานของทั้งสองภาคจะมีอยู่และความแตกต่างนี้จะเป็น
ตัวกำหนดการค้าระหว่างทั้งสองภาคและเป็นตัวกำหนดอัตราการลงทนุ ในภาคอตุ สาหกรรมด้วย (บ้านจอมยุทธ ,
2543)
1.2 แนวคดิ และทฤษฎเี กี่ยวกบั การประเมินโครงการ
1.2.1 แนวความคิดและแบบจำลองของ R.W. Tyler
R.W. Tyler เป็นนักประเมินรุ่นแรก ๆ ในปี ค.ศ. 1930 และเป็นผู้ที่เริ่มต้นบุกเบิกแนวความคิดเห็น
เกี่ยวกับการประเมินโครงการ เขามีความเห็นว่า “การประเมินคือการเปรียบเทียบพฤติกรรมเฉพาะอย่าง
(performance) กับจดุ มุง่ หมายเชงิ พฤติกรรมทีว่ างไว้” โดยมคี วามเช่อื วา่ จดุ มงุ่ หมายทีต่ ง้ั ไว้อยา่ งชดั เจน รัดกุม
และจำเพาะเจาะจงแล้ว จะเปน็ แนวทางชว่ ยในการประเมนิ ได้เป็นอยา่ งดีในภายหลัง จากคำจำกัดความของการ
ประเมินดังกล่าวแล้วนี้จะเห็นได้ว่า มีแนวความคิดเห็นว่า โครงการจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ดูได้จากผลผลิต
ของโครงการว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้แต่แรกหรือไม่เท่านั้น แนวความคิดในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า
“แบบจำลองที่ยึดความสำเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal Attainment Model or Objective) เรียกว่า
Tyler’s Goal Attainment Model
ซึ่งต่อมาปี 1950 ได้มีรูปแบบ มาใช้เป็นกระบวนการตัดสินการบรรลุวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ทำการ
ประเมนิ (R.W. Tyler.1950) เรียกวา่ “Triple Ps Model” ดังนี้
12
P- Philosophy & Purpose -ปรัชญา/จุดมุ่งหมาย
P- Process -กระบวนการ
P- Product -ผลผลติ
ในการประยุกต์ใช้ในการประเมินโครงการทางการศึกษาได้โดยการประเมินความสัมพันธ์ของท้ัง
3 ว่า ปรัชญา/จุดมุ่งหมายของโครงการมีความสัมพันธ์กับกระบวนการและผลผลติ หรือไม่ ถ้าประเมินเป็นสว่ น
ๆ ก็จะประเมินในด้านประสิทธิภาพของปรัชญา/จุดมุ่งหมายและกระบวนการประเมินประสิทธิผลของผลผลิตว่า
ตรงกบั ปรัชญา/จดุ ม่งุ หมายหรอื ไม่ มปี ระสิทธภิ าพเพียงใด เป็นต้น
1.2.2 แนวความคิดของ Robert E. Stake
แนวความคิดของ Robert E. Stake นั้น คำนึงถึงความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างกันของบุคคล
หลาย ๆ ฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในการประเมินโครงการ ผู้เกี่ยวข้องคนหนึ่งอาจต้องการทราบเกี่ยวกับ
ความแน่นอนและสอดคล้องในการวัด เพื่อการประเมินนั้น ๆ ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นอาจต้ องการทราบทิศ
ทางการดำเนินงานของโครงการหรือผู้ใช้ผลผลติ ของโครงการอาจมีความต้องการอีกรูปหนึ่ง สำหรับนักวิจัยอาจ
ต้องการสารสนเทศที่แตกต่างไปจากผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพราะการประเมินนั้นเพื่อที่จะรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของ
โครงการอย่างละเอยี ดลกึ ซึ้ง เพอ่ื นำมาประกอบการตดั สินใจเก่ียวกับโครงการ
ดังนั้นการประเมินโครงการจึงต้องมีการบรรยายเกี่ยวกับโครงการอย่างละเอียดเพื่อให้ครอบคลุมถึง
สารสนเทศทจี่ ะตองสนองความต้องการของผู้เก่ียวข้อง เพอ่ื จะนำไปสู่การตัดสินใจเก่ยี วกับโครงการน้ัน จึงเสนอ
รูปแบบของการประเมินโครงการอย่างมีระบบ โดยการบรรยายและตัดสินคุณค่าเกี่ยวกับโครงการตามหลักการ
ของโครงการนนั้ ๆ
สเต้ก ได้ตั้งชื่อแบบจำลองในการประเมินผลของเขาว่า แบบจำลองการสนับสนุน (Countenance
Model) ดงั แสดงในแผนภูมขิ ้างลา่ งน้ี
แผนภาพ Stake’s Countenance Model
ความคาดหวงั ส่ิงท่เี ป็นจรงิ มาตรฐาน การตดั สนิ
สงิ่ นา
ปฏิบตั ิ
การ
ผลลพั ธ์
13
จากแผนภูมิข้างต้นจะเห็นได้ว่า Stake ได้เน้นว่า การประเมินโครงการจะต้องมี 2 ส่วน คือ การ
บรรยาย (Descriptive) และการตดั สินคณุ คา่ (Judgment)
ในภาคการบรรยายนั้น ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ประเมินจะต้องหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการให้ได้มากที่สดุ
ประกอบด้วย 2 สว่ น คือ
1. เป้าหมายหรือความคาดหวัง (Goals or Intents) เป้าหมายที่ครอบคลุมนโยบายทั้งหมด สำหรับการ
ประเมินการศึกษาไม่ควรจะสนใจเป้าหมายเฉพาะในแง่พฤติกรรมของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว ต้องคำนึงถึง
องค์ประกอบอืน่ ๆ ดว้ ย ความคาดหวงั นปี้ ระกอบดว้ ย 3 ส่วน คือ
1.1 สงิ่ นำ (Antecedence) เป็นสภาพทม่ี อี ยูก่ อ่ น ซ่งึ อาจจะเกยี่ วพนั กบั ผลของการเรยี นการสอน
1.2 ปฏิบตั กิ าร (Transactions) เปน็ ผลสำเรจ็ ของการจัดกระทำงานเป็นองคป์ ระกอบของขบวนการเรียน
การสอน
1.3 ผลลพั ธ์ (Outcomes) เปน็ ผลของโปรแกรมทางการศกึ ษา
2. สงิ่ ทเี่ ป็นจริงหรอื สังเกตได้ (Observations) เปน็ สิ่งที่เกิดขน้ึ จรงิ ในสภาพความเป็นจรงิ มีส่วนประกอบ 3 สว่ น
เชน่ กนั คอื สงิ่ นำปฏิบตั ิการและผลลัพธ์
ความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เป็นจริง มิได้เป็นตัวชี้บ่งว่าข้อมูลที่เราได้มีความเที่ยงหรือ
ความตรง แตเ่ ป็นเพยี งสิ่งที่แสดงใหเ้ หน็ วา่ สิ่งทีต่ งั้ ใจไวไ้ ดเ้ กดิ ข้นึ จรงิ เท่านัน้
ในภาคการตดั สินคุณค่าเป็นส่วนท่ีจะตัดสินว่าโครงการประสบความสำเรจ็ หรือไมเ่ พียงใดนักประเมินต้องพยายาม
ศึกษาดูว่ามาตรฐานอะไรบ้างที่เหมาะสมในการที่จะนำมาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจโดยทั่ว ๆ ไป
เกณฑท์ ีใ่ ช้มี 2 ชนดิ คอื
2.1 เกณฑ์สมั บูรณ์ (Absolute Criterion) เป็นเกณฑท์ ี่เราตง้ั ไว้ อาจจะเกิดขนึ้ กอ่ นโดยมีความเป็นอิสระ
จากพฤตกิ รรมของกลุ่ม
2.2 เกณฑส์ มั พทั ธ์ (Relative Criterion) เปน็ เกณฑ์ที่ไดม้ าจากพฤติกรรมของกลุ่ม
ถา้ ผปู้ ระเมนิ ไม่สามารถหามาตรฐานที่จะนำมาเปรียบเทียบได้ กต็ อ้ งพยายามหาโครงการอ่ืนท่ีมีลักษณะ
คล้ายคลึงกันมาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจ แบบจำลองนี้มุ่งเน้นความสอดคล้อง และความ
สมเหตุสมผลของเมตริกบรรยาย และเมตริกตัดสนิ คุณคา่ สำหรับความสอดคลอ้ งนัน้ มี 2 ลกั ษณะ คอื
2.1.1 Contingence เป็นความสอดคล้องเชิงเหตผุ ล จะพิจารณาความสัมพันธใ์ นแนวตัง้ ตาม
ของสเต็ก
2.1.2 Congruence เป็นความสอดคล้องที่ปรากฏขึ้นจริงหรือเป็นความสอดคล้องในเชิง
ประจักษ์ (empirical) พจิ ารณาความสมั พนั ธ์ในแนวนอนตาม ของสเต็ก
ข้อดีสำหรับรูปแบบของการประเมินของสเต็ก คือ เสนอวิธีการประเมินเป็นระบบ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลเชิง
บรรยาย และตัดสินคุณค่า มีมาตรฐานในการประเมินปรากฏชัดเจน แต่มีข้อจำกัดคือ เซลล์บางเซลล์ของ
14
เมตริกมีความคาบเกี่ยวกัน และความแตกต่างระหว่างเซลล์ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน
โครงการได้ เยาวดี รางชยั กลุ วิบูลย์ศรี , (2546)
1.2.3 แนวคิดการประเมินของอัลคนิ (Alkin)
มาร์วนิ ซี อัลคิน (Marvin C. Alkin, 1969) ไดเ้ สนอรูปแบบการประเมินทเี่ รียกว่า CSE (Center for the
study of Evaluation Approach) จุดเน้นของการประเมินตามแนวคิดของอัลคิน คือการประเมินเพื่อการ
ตัดสินใจ อัลคินได้ให้ความหมายของการประเมินว่า เป็นกระบวนการก าหนดขอบเขตของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการ
ตัดสินใจ การเลือกข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสม การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การจัดท า
รายงานสรปุ ใหก้ บั ผู้มีอำนาจในการตดั สนิ ใจ ในการเลอื กแนวทางทเ่ี หมาะสมกบั การดำเนนิ งานของโครงการ
ขอบข่ายของการประเมิน
จากความหมายของการประเมินตามแนวคิดของอัลคิน นั้นการประเมินจะประกอบด้วยการจัดหา และ
วิเคราะห์ข้อมลู เพอื่ ที่จะนำไปใชใ้ นการตดั สนิ ใจดังในการประเมินจำเปน็ จะตอ้ งประเมินในเรื่องต่างๆ 5 ดา้ น ดังนี้
1. การประเมินระบบ (System Assessment) เป็นการอธิบายหรือพรรณนาสภาพของระบบเพื่อเปรียบเทียบ
สภาพที่เป็นจริง กับความคาดหวังที่จะเกิดขึ้น การประเมินระบบจะช่วยให้เราสามารถกำหนดขอบเขต และ
วัตถปุ ระสงคท์ ี่เหมาะสม สง่ิ ทจี่ ะตอ้ งศึกษาได้แก่ ความตอ้ งการของประชาชน ชมุ ชนและสังคมที่มีต่อสภาพการณ์
ปจั จบุ นั สำหรับการประเมินระบบแต่ละสว่ นจำเป็นตอ้ งใชเ้ ทคนคิ วธิ กี ารตา่ งๆ กนั
2. การประเมินการวางแผนโครงการ (Program Planning) เป็นการประเมินก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ เพ่ือ
หาข้อมูลข่าวสารมาใชใ้ นการตดั สินใจพจิ ารณาทางเลือกทเี่ หมาะสมของโครงการ นกั ประเมินต้องหาข้อมูลที่แสดง
ความคาดหวังที่จะบรรลุเป้าหมาย พร้อมกับประเมินผลที่จะได้รับจากการใช้วิธีการดำเนินงานต่างๆ ด้วย เพื่อให้
สามารถเห็นข้อเปรียบเทียบในการหาทางเลือกที่เหมาะสม โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของ
ปญั หา โดยทวั่ ไปจะใช้การประเมนิ จากเกณฑภ์ ายนอก และจากเกณฑ์ภายใน
3. การประเมินการนำไปใช้เพื่อการดำเนินโครงการ (Program Implementation)เป็นการประเมินขณะที่
โครงการกำลังดำเนินงาน เพื่อตรวจสอบดูว่า การดำเนินโครงการนั้นเป็นไปตามขั้นตอนต่างๆ ที่ได้วางแผนไว้
หรอื ไม่ ผลทเ่ี กดิ ขึน้ มีความสอดคลอ้ งกับส่ิงท่วี างแผนไว้ หรอื คาดหวงั ไว้เพยี งไร
4. การประเมินเพื่อปรบั ปรุงโครงการ (Program Improvement) เป็นการประเมินเพื่อหาข้อมูลที่นำมาใช้ในการ
ดำเนนิ โครงการใหบ้ รรลจุ ดุ มงุ่ หมาย และมผี ลท่ีไมค่ าดคดิ มาก่อนเกดิ ข้นึ บ้างหรือไม่ ดงั นัน้ นกั ประเมินจงึ มบี ทบาท
สำคัญในการที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวในทุกๆ ด้านของโครงการ ตลอดจนผลกระทบ
ของโครงการท่ีมตี ่อโครงการอ่ืนเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรงุ โครงการต่อไป
5. การประเมินเพื่อการยอมรับโครงการ (Program Certification) ขั้นตอนนี้ นักประเมินต้องหาข้อมูลข่าวสาร
รายงานต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อใช้ข้อมูลในการพิจารณาตัดสินคุณค่าของโครงการ และศักยภาพในการสรุป
อ้างอิงไปสู่สถานการณ์อื่นๆ หรือนำไปใช้กบั โครงการในสถานการณ์อื่นๆ ได้กว้างขวางเพยี งใด ในขั้นนี้ข้อมูลท่ไี ด้
จากนักประเมินจะทำให้ผู้บริหารได้ตัดสินใจว่า ควรจะดำเนินกับโครงการในลักษณะใด อาจจะยกเลิก ปรับปรุง
15
ใหม่ หรืออาจจะขยายโครงการต่อไปอกี เป็นต้น ศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนาการศกึ ษาและวิชาชีพ คณะ
ครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย , (มปป)
1.2.4 แนวความคดิ ของคอมราดและวลิ สัน
Comrad and Wilson กล่าวว่า ถ้าพิจารณาแนวการประเมินที่หน่วยงานต่างๆ ในการประเมินโครงการ
ทัง้ หลาย จะพบว่ามี รูปแบบการประเมินนยิ มใช้กัน 5รูปแบบดงั นี้
1. รูปแบบการประเมินตามวัตถุประสงค์ (Goal-based Model) พื้นฐานการประเมินรูปแบบนี้คือไท เลอร์
(Tyler) รูปแบบการประเมินตาม วัตถุประสงค์ เป็นรูปแบบการประเมินที่เก่าแก่ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด ใน
การประเมนิ โครงการตา่ งๆ
2. รูปแบบการประเมินแบบการตอบสนอง (Responsive Model) รูปแบบการประเมิน โครงการนี้พัฒนามาจาก
รูปแบบการประเมินของสคริเวน(Scriven)ซึ่งประเมินยึดจุดมุ่งหมายและผลข้างเคียง(Side Effect)เป็นหลักสเต็ค
(Stake) ได้พัฒนารูปแบบการประเมินโครงการหลายคนได้รับการสนบั สนุนตาม แนวคิดน้ี เช่น กุบา (Guba)
ลนิ คอล์น (Lincoln) การประเมินโครงการตามลักษณะนี้ เนน้ ท่ีกิจกรรมมากกวา่ จดุ มุง่ หมายของโครงการ
3. รูปแบบการประเมินโดยผู้ชำนาญ (Conniosseurship Model) การประเมินโครงการตามรูปแบบนี้มีความ
แตกต่างจากรูปการประเมินทั้งสองรูปแบบที่กล่าวมาแล้วไอส์เนอร์(Eisner)ได้เสนอแนวคิดของ การประเมินตาม
รปู แบบนี้ซงึ่ มีสถาบนั ศึกษาต่างๆนยิ มนาไปเป็นแนวทางในการปฏิบตั ิ
4. รูปแบบการประเมินเพื่อการตัดสินใจ ( Decision- Making Modle) การประเมินโดยพิจารณา อย่างรอบด้าน
ไมว่ า่ จะเปน็ จดุ มุ่งหมายของโครงการ หรอื ปัญหาขอ้ โต้แยง้ ตา่ งๆ ในการประเมนิ โครงการต้นแบบของการประเมิน
ตามรูปแบบ การประเมินเพื่อตัดสินใจ (Decision- Making Modle) มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบซิปป์ (IPP
Modle) ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeanm)และ CSEModle ของอลัคิน (aikin)ทั้งสอง รูปแบบนี้มีคุณสมบัติ
คล้ายคลึงกนั มาก
5. การประเมินตามกรอบตรรกของโครงการ (Log-fram) โดยพิจารณาถงึ องค์ประกอบ 3 ส่วน ดังน้ี
5.1 จุดมงุ่ หมายของโครงการ (Obfectives)ซ่ึงประกอบด้วย5อยา่ ง
5.1.1 เป้าหมายสงู สดุ (Goal) หรือเป้ าประสงค์ หมายถึง จดุ มุง่ หมายของแผนงานหรือผลกระทบ
ของ โครงการที่เราคาดหวังวา่ จะเกิดขึ้น(Planned impact)ซึ่งจะส่งผลเกิดประโยชนต์ ่อส่วนรวมหรือประเทศ ใน
ระดับ ทสี่ ูงกวา่ ระดับวตั ถุประสงค์ขององคก์ าร
5.1.2 วตั ถปุ ระสงค์(Purpose) หรือ Immediate objective คือผลงานหรือผลลพั ธ์ของแผนงาน
หรือ โครงการที่เราหวังว่าจะเกิดขึ้นวัตถุประสงค์จะแตกต่างจากเป้าประสงค์ตรงทีม่ าขอบเขตของระยะเวล าสั้น
กว่าและมขี อบเขตความหมายแคบกว่า
5.1.3 ผลผลิต (Outputs) คือ ผลที่ได้รับ(Results) จากการที่ใช้ปัจจัย (Input) ในโครงการนั้น
และเป็นผลที่ผู้ดำเนินงานโครงการประสงค์ ที่จะให้เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรและการบริหารโครงการอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
16
5.2 กิจกรรม (Activities) คือกระบวนการ (Process) หรือการกระทำ(Actions)ที่จำเป็นในการ
เปลย่ี นแปลงทรัพยากรและปจั จยั การผลิตให้เกิดผลผลติ (Output)ในข้นั สุด
5.2.1 สงิ่ ท่บี อกความกา้ วหน้าตามเปา้ หมาย (Objectively verifiable indicators)หมายถงึ
สถานการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าโครงการบรรลุเป้าหมาย ทั้งในระดับผลผลิต(Output)วัตถุประสงค์(purpose)และ
เปา้ หมายระดบั สงู (gole) ซงึ่ อาจจะมลี กั ษณะท่ีแสดงในเชิงปรมิ าณ(quantitative)และคุณภาพ(qualitative)
5.2 ข้อสนั นษิ ฐานเกยี่ วกบั ความสำเรจ็ ของโครงการ เพ่อื ให้สามารถกำหนดความรับผดิ ชอบของผบู้ รหิ าร โครงการ
ได้อย่างชัดเจน หากโครงการมีความล้มเหลวเนื่องจากปัจจัย ภายนอกหรือสถานการณ์ที่นอกเหนือความควบคุม
ของโครงการแล้วผ้บู ริหารไมต่ อ้ งรบั ผดิ ชอบ ชยั ยศ เรอื งสุวรรณ , (2533)
1.2.5 แนวคดิ การประเมินของเคิร์กแพทริค (Kirkpatrick)
โดนัลด์ แอล เคิร์กแพทริค (Donald L. Kirkpatrick, 1975) แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา
อดีตเคยเป็นประธาน ASTD (The American Society for Tranning and Development) ได้ เสนอแนวคิด
เกี่ยวกบั การฝกึ อบรมและการประเมินผลการฝึกอบรมวา่ “การฝึกอบรมนัน้ เปน็ การชว่ ยเหลือบุคลากรให้สามารถ
ปฏิบัติงานได้อย่างมปีระสิทธิภาพในการฝึกอบรมใดๆควรจะจัดให้มี การประเมินผลการฝึกอบรม ซึ่งถือเป็น
สิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้รู้ว่า การจัดโปรแกรมการฝึกอบรมมี ประสิทธิผลเพียงใด การฝึกอบรมเป็นกิจกรรมปกติท่ี
เกดิ ขึน้ ในทุกองคก์ ร เป็นกิจกรรมท่ีจดั ข้นึ มาเพื่อการ พฒั นาบคุ ลากรในหนว่ ยงาน โดยมุ่งหวังใหผ้ ผู้ า่ นการอบรมได้
มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนว ทางการทางานให้มปีระสทิ ธิภาพมากขึ้นเคิร์กแพทริค เห็นว่าการประเมินผลการ
ฝึกอบรมจะทำใหไ้ ดค้ วามรู้อย่างนอ้ ย 3 ประการ คือ
1. การฝึกอบรมน้ันได้ให้อะไร หรอื เกดิ ประโยชน์ต่อหน่วยงานในลกั ษณะใดบ้าง
2. ควรยตุ ิโครงการชัว่ คราวกอ่ น หรอื ควรดำเนินการต่อไปเร่ือย ๆ
3. ควรปรับปรุงหรือพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมในส่วนใดบ้างอย่างไร แนวทางการประเมิน ในการประเมินผล
โครงการฝกึ อบรม
แพทรคิ เสนอว่า ควรดำเนินการประเมนิ ใน 4 ลักษณะ คอื
1. ประเมินปฏิกิริยาตอบสนอง(ReactionEvaluation) เป็นการตรวจสอบความรู้สึกหรือความพอใจของผู้เข้ารับ
การอบรม
2. ประเมินผลการเรยี นรู้ (Learning Evaluation) เปน็ การตรวจสอบผลการเรยี นรโู้ ดยควรตรวจสอบให้ครอบคลุม
ทัง้ ดา้ นความรู้ (Knowledge) ทกั ษะ (Skills) และเจตคติ (Attitude)
3. ประเมนิ พฤติกรรมที่เปลยี่ นไปหลังการอบรม (Behavior Evaluation) เป็นการตรวจสอบว่าผูผ้ ่านการอบรมได้
ปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมเปน็ ไปตาม ความคาดหวังของโครงการหรือไม่
4. ประเมนิ ผลลัพธท์ ่ีเกิดข้ึนต่อหน่วยงาน (Results Evaluation) เปน็ การตรวจสอบวา่ ผลจากการอบรมได้เกิดผล
ดตี อ่ องค์กร หรือเกดิ ผลกระทบตอ่ องค์กรในลักษณะใดบา้ งคุณภาพขององค์กรดีข้ึนหรือมีคุณภาพขึ้น ศนู ยท์ ดสอบ
และประเมินเพ่อื พฒั นาการศึกษาและวิชาชพี คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย , (มปป)
17
1.2.6 แนวคดิ การประเมินมาร์วนิ ซอี ลั คิน
(Marvin C. Alkin, 1969) ได้เสนอรูปแบบการประเมินที่เรียกว่าCSE (Center for the study of
Evaluation Approach) จุดเน้นของการประเมินตามแนวคดิ ของอัลคิน คือ การประเมินเพื่อการตัดสินใจ อัลคิน
ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า เป็นกระบวนการกำหนด ขอบเขตของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การ
เลือกข้อมลู ข่าวสารทเ่ี หมาะสม การเก็บรวบรวม ข้อมลู และวิเคราะหข์ อ้ มลู เพอ่ื นำไปส่กู ารจัดทารายงานสรุปให้กับ
ผมู้ อี านาจในการตดั สินใจในการ เลือกแนวทางท่ีเหมาะสมกบั การดาเนินงานของโครงการ
ขอบข่ายของการประเมิน
จากความหมายของการประเมินตามแนวคิดของอัลคินนั้นการประเมินจะประกอบด้วยการจัดหา และ
วิเคราะห์ขอ้ มูลเพือ่ ทจี่ ะนาไปใช้ในการตดั สนิ ใจดงั ในการประเมนิ จาเปน็ จะตอ้ งประเมนิ ในเรื่องตา่ งๆ 5 ดา้ น ดงั น้ี
1. การประเมินระบบ (SystemAssessment) เป็นการอธิบายหรือพรรณนาสภาพของ ระบบเพื่อเปรียบเทียบ
สภาพที่เป็นจริงกับความคาดหวังท่ีจะเกิดขึ้นการประเมนิระบบจะช่วยให้เรา สามารถกำหนดขอบเขต และ
วัตถุประสงค์ที่เหมาะสม สิ่งที่จะต้องศึกษาได้แก่ ความต้องการของประชาชนชมุ ชนและสงั คมที่มตี ่อสภาพการณ์
ปัจจบุ ัน สำหรบั การประเมนิ ระบบแตล่ ะส่วน จำเป็นตอ้ งใช้เทคนิควิธกี ารตา่ งๆ กนั
2. การประเมินการวางแผนโครงการ (Program Planning) เป็นการประเมินก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ เพ่ือ
หาข้อมลู ขา่ วสารมาใช้ในการตัดสินใจพจิ ารณาทางเลือกทีเ่ หมาะสมของ โครงการนักประเมินต้องหาข้อมูลท่ีแสดง
ความคาดหวังที่จะบรรลุเป้าหมายพร้อมกับประเมินผลท่ี จะได้รับจากการใช้วิธีการดำเนินงานต่างๆ ด้วยเพื่อให้
สามารถเห็นข้อเปรียบเทียบในการหาทางเลือกที่เหมาะสม โดยใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของ
ปญั หา โดยทัว่ ไปจะใชก้ ารประเมินจากเกณฑ์ภายนอก และจากเกณฑ์ภายใน
3. การประเมินการนำไปใช้เพื่อการดำเนินโครงการ (Program Implementation)เป็นการประเมนิขณะท่ี
โครงการกาลังดาเนินงานเพื่อตรวจสอบดูว่าการดำเนินโครงการนั้นเป็นไปศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนา
การศกึ ษาวชิ าชพี คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณมม์ หาวทิ ยาลัยตามข้ันตอนต่างๆ ท่ไี ดว้ างแผนไวห้ รือไม่ ผลที่เกิดขึ้น
มคี วามสอดคล้องกบั สง่ิ ท่วี างแผนไว้ หรือ คาดหวังไว้เพียงไร
4. การประเมินเพื่อปรับปรุงโครงการ (ProgramImprovement)เป็นการประเมินเพื่อ หาข้อมูลที่นำมาใช้ในการ
ดำเนินโครงการใหบ้ รรลุจดุ มุ่งหมาย และมผี ลท่ีไม่คาดคดิ มากอ่ นเกิดข้ึน บ้างหรือไม่ ดงั น้นั นักประเมนิ จงึ มบี ทบาท
สำคัญในการที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จหรือความ ล้มเหลวในทุกๆ ด้านของโครงการ ตลอดจนผลกระทบ
ของโครงการทมี่ ตี อ่ โครงการอนื่ เพ่ือนำมาใช้ ในการปรับปรงุ โครงการต่อไป
5. การประเมินเพื่อการยอมรับโครงการ (Program Certification) ขั้นตอนน้ี นักประเมินต้องหาข้อมูลข่าวสาร
รายงานต่อผู้มีอานาจตัดสินใจ เพื่อใช้ข้อมูลในการพิจารณาตัดสิน คุณค่าของโครงการ และศักยภาพในการสรุป
อ้างองิ ไปสูส่ ถานการณ์อื่นๆ หรอื นำไปใช้กับโครงการ ในสถานการณ์อนื่ ๆ ได้กวา้ งขวางเพียงใด ในข้ันนี้ข้อมูลที่ได้
จากนักประเมินจะทำให้ผู้บริหารได้ ตัดสินใจว่า ควรจะดำเนินกับโครงการในลักษณะใด อาจจะยกเลิก ปรับปรุง
18
ใหม่ หรืออาจจะขยายโครงการต่อไปอีก เป็นต้น ศูนย์ทดสอบและประเมินเพ่ือพัฒนาการศกึ ษาและวชิ าชีพ คณะ
ครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , (มปป)
1.2.7 แนวคิดการประเมนิ ของโพรวัส (Provus)
โพรวัส (Provus, 1969) ได้ให้ความหมายของการประเมินผลว่า เป็นการเปรียบเทียบผล การปฏิบัติการ
กับมาตรฐานหรือเป็นการค้นหาความไม่สอดคล้องระหว่างความคาดหวังกับผลการปฏิบัติการของแผนงาน เขา
อธบิ ายวา่ มคี วามไมส่ อดคล้องกัน 5 ชนดิ ทสี่ ามารถศึกษาได้จากการใช้ แผนงาน คอื ความไม่สอดคล้องท่ีสัมพันธ์
กบั ขนั้ ตอนตา่ งๆ ดงั น้ี
ขั้นที่ 1 การออกแบบโครงการ คือ การกำหนดปัจจัยที่ทำให้เกิดการดำเนินงาน กำหนด กระบวนการ
ดำเนินงาน และกำหนดผลท่คี าดหวังซึ่งจะได้รบั จากการดำเนนิ งาน
ข้ันที่ 2 การเตรียมพร้อมเป็นการนำปัจจัยทที่ ำใหเ้ กิดการดำเนนิ งานเข้าสกู่ ระบวนการ
ขัน้ ท่ี 3 กระบวนการท่ใี ชเ้ พอื่ การดำเนินงาน
ขน้ั ท่ี 4 ผลผลติ
ขน้ั ที่ 5 การวิเคราะหเก์ ี่ยวกบั การลงทุน
ตามรปู แบบนี้ การประเมนิ ต้องทำโดยผู้ประเมนิ คณะหนงึ่ ที่ไดว้ างมาตรฐานตามความ คาดหวังของโครงการเอาไว้
ต่อจากนั้นการประเมินทุกอย่างต้องดำเนินไปโดยการหาข้อมูลใหมแ่ ละ ทำการตัดสินใจ โดยใช้มาตรฐานที่วางไว้
เป็นเกณฑ์ เป็นรูปแบบที่ช่วยให้หาข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ในทุกขั้นตอนของการประเมินดังกล่าวข้างต้น
และตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง ศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนาการศึกษาและวิชาชีพ คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , (มปป)
1.2.8 แนวคดิ การประเมนิ ของสครฟิ เว่น (Scriven, 1967)
ไมเคลิ สคริฟเว่น (Micheal Scriven) ได้ใหค้ วามหมายของการประเมินคือ การเกบ็ รวบรวม ข้อมูลต่างๆ
เกยี่ วกบั การปฏบิ ัติการตามระดับของเป้าหมายท่ีกาหนด นอกจากน้ยี งั กล่าวถึงหนา้ ท่ี การประเมนิวา่ มี2ระดับคือ
1. ระดับวิธกี ารเน้นจดุ มงุ่ หมายของการประเมินเพ่อื การตัดสนิ คุณคา่
2. ระดับการนำไปใช้เน้นเรื่องบทบาทของการประเมินเพื่อการนำขอ้ มูลมาใช้อย่างเหมาะสม จุดมุ่งหมายของการ
ประเมิน จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการประเมนิ มี 2 ประการคือ
2.1 การประเมินความก้าวหน้า (FormativeEvaluation) เป็นการประเมินระหว่างที่โครงการ กาลัง
ดำเนินการอยู่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้นเพราะการประเมินจะช่วยให้ ข้อมูลย้อนกลับที่เป็น
ประโยชน์ตอก่ ารปรับปรุงและพัฒนา
2.2 การประเมินผลสรปุ (Summative Evaluation)เปน็ การประเมนิ เม่ือสิ้นสุดโครงการมจี ดุ มงุ่ หมายเพ่ือ
ตัดสินคุณคา่ ของโครงการ ตลอดจนค้นหาสิ่งท่ีดีของโครงการเพื่อนาไปใช้กับ สถานการณ์อื่นท่ีคล้ายคลึงกันต่อไป
สคริฟเว่น ได้เสนอแนะว่าในเรื่องการประเมินเพื่อการปรับปรุง หรือดูความก้าวหน้าของ โครงการโดยทำการ
ประเมินความก้าวหน้า (Formative Evaluation) ควรที่จะใช้นักวิจัยมืออาชีพในการดำเนินการประเมินนั้น ควร
19
จะได้แยกหน้าที่ และความรับผิดชอบของบุคคลต่างๆ ให้ชัดเจนรวมทั้งควรจะได้มีการปรึกษาหารือ กันระหว่าง
นักประเมินกบั ผดู้ ำเนินงานในโครงการด้วย วิธกี ารประเมนิ ในการประเมนิ มวี ิธีการทส่ี ามารถนามาใชไ้ ด้ 2 วธิ ี คือ
2.2.1 การประเมินก่อนมีการปฏิบัติงานหรือการประเมินคุณค่าภายใน(IntrinsicEvaluation)
คือการประเมนิคุณค่าของเครือ่ งมือในการเก็บรวบรวมข้อมลู เน้ือหาจุดมุ่งหมายกระบวนวิธีการ ให้ได้คะแนนและ
เจตคติของครู เปน็ การประเมนิ ก่อนทจ่ี ะไดม้ ีการปฏบิ ัตงิ าน
2.2.2 การประเมินเมื่อมีการปฏิบัติงานแล้ว หรือการประเมินคุณค่าการปฏิบัติงาน (Pay-off
Evaluation)เป็นการตัดสินคุณค่าจากผลที่เกิดขึ้น จากการใช้เครื่องมือกับนักเรียนเช่นการประเมิน มีความ
แตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน หรือคะแนนที่ได้จากกลุ่ม ทดลองกับกลุ่มควบคุม
การประเมินโดยใช้การเปรียบเทียบ สคริฟเว่นมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากครอนบาค ในเรื่องของการใช้กลุ่ม
เปรยี บเทียบมาใช้ในการประเมิน ซ่ึงสครฟิ เว่น เปน็ บคุ คลที่เห็นว่าการใช้กลุ่มเปรยี บเทยี บ มขี ้อดมี ากกว่าการไม่ใช้
กลุ่มเปรียบเทียบ การใช้กลุ่มเปรียบเทียบจะเป็นการประหยัดกว่า ไม่ต้องทาการศึกษาในระยะยาว และใช้กลุ่ม
ตวั อยา่ งมาก ไมต่ อ้ งเสียเวลาและค่าใชจ้ า่ ยมาก
นอกจากนี้แล้ว สคริฟเว่น ยงั เชอ่ื วา่ การศึกษากล่มุ ย่อย (Micro-studies) ด้วยวิธีการเปรยี บเทียบจะเป็น
ประโยชน์มากกว่าการศึกษา ประชากรทั้งหมด (Cross studies) เพราะทำได้ง่ายและบ่อยครั้งกว่า คุณค่าและ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน สคริฟเว่น เป็นนักประเมินที่ให้ความสำคัญของการประเมินค่าใช้จ่ายกับผลที่ได้ เขา
เชื่อว่า การประเมินจะขาดความสมบูรณ์ ถ้านักประเมินไม่ได้พิจารณาในด้านคุณค่าที่ได้รับโดยการ เปรียบเทียบ
กบั ค่าใช้จา่ ยในการดาเนนิ งานของโครงการ ส่งิ ท่ีต้องพิจารณามี 3 ประการคือ
1. ความเป็นประโยชน์นักประเมนิ ควรจะต้องพิจารณาดูว่าส่ิงที่ไดล้ งทุนไปนนั้ มีประโยชน์ มากนอ้ ยเพียงใด คุ้มค่า
กบั ค่าใชจ้ า่ ยทตี่ อ้ งใชไ้ ปหรอื ไม่
2. ขวัญหรือกาลังใจหรือคุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินงานโครงการควร พิจารณาด้วยว่าผลของ
โครงการจะทาใหข้ วญั หรือกำลังใจ หรอื คุณธรรมของผูร้ ว่ มโครงการเป็นอยา่ งไร
3. คา่ ใชจ้ ่ายเป็นเร่ืองทสี่ ำคัญมากแต่นักประเมินไมค่ ่อยใหค้ วามสนใจเนื่องจากมีความ ยุง่ ยากในการประเมิน การ
ประเมินไม่ผกู พันกับจดุ มุ่งหมาย (Goal-Free Evaluation) การประเมินโดยท่ัวไป นกั ประเมนิ จะยึดจุดหมายของ
โครงการเป็นหลักดูความสอดคล้อง ผลการปฏิบัติงานกบั จุดมุง่ หมายของโครงการ แต่สคริฟเว่นมีความเหน็ ว่านกั
ประเมนิ ไมค่ วรจะให้ความสนใจเฉพาะจุดมุ่งหมายของโครงการทตี่ ้ังไว้เพยี งอย่างเดียว แต่ควรจะใหค้ วามสนใจกับ
ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการ ซึ่งนอกเหนือจากจุดมุ่งหมายของโครงการ ไม่ว่าผลอันนี้จะสอดคล้องกับ จุดมุ่งหมาย
ของโครงการหรือ ไม่ หรือผลบางอย่างอาจมีความสำคัญมากก็ได้ ศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนาการศึกษา
และวิชาชพี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , (มปป)
20
1.2.9 แบบจำลองการประเมินผลตาม CIPP Model
แบบจำลอง (Model) หมายถึง วิธีการสื่อสารทางความคิด ความเข้าใจ ตลอดจนจินตนาการที่มีต่อ
ปรากฎการณห์ รือเร่อื งราวใด ๆ ใหป้ รากฏโดยใช้การส่อื ในลักษณะตา่ ง ๆ เช่น แผนภูมิ แผนผงั ระบบสมการ และ
รูปแบบอน่ื เปน็ ต้น เพอื่ ใหเ้ ข้าใจได้งา่ ย และสามารถนำเสนอเรื่องราวได้อย่างมรี ะบบ การประเมนิ ผลโครงการน้ัน
มีแนวคิดและโมเดลหลายอย่าง ณ ที่นี้ ขอเสนอแนวคิดและโมเดลการประเมินแบบซิปป์ หรือ CIPP Model
ของสตฟั เฟลิ บมี (Danial . L. Stufflebeam) เพราะเป็นโมเดลท่ีไดร้ ับการยอมรับกันทว่ั ไปในปจั จบุ ัน
แนวคิด การประเมินของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam’s CIPP Model) ในปี ค.ศ. 1971 สตัฟเฟิลบมี
และคณะ ได้เขียนหนังสือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ “Educational Evaluation and decision
Making” หนังสอื เลม่ น้ี ไดเ้ ปน็ ทีย่ อมรบั กนั อย่างกวา้ งขวาง เพราะใหแ้ นวคิดและวิธีการทางการวดั และประเมินผล
ได้อย่างน่าสนใจและทันสมัยด้วย นอกจากนั้น สตัฟเฟิลบีมก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการประเมินและรูปแบบ
ของการประเมินอีกหลายเล่มอย่างต่อเน่ือง จงึ กล่าวได้ว่า ท่านผู้นีเ้ ป็นผู้มบี ทบาทสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีการ
ประเมิน จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน เรียกว่า CIPP Model เป็นการประเมินที่เป็นกระบวนการ
ต่อเนื่อง มีจุดเน้นท่ีสำคัญ คือ ใช้ควบคู่กับการบริหารโครงการ เพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ อย่างต่อเนื่อง
ตลอดเวลา วัตถุประสงค์การประเมิน คือ การให้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ เน้นการแบ่งแยกบทบาทของการ
ทำงานระหว่าง ฝ่ายประเมินกับ ฝ่ายบริหารออกจากกันอย่างเด่นชัด กล่าวคือฝ่ายประเมินมีหน้าที่ระบุ จัดหา
และนำเสนอสารสนเทศให้กบั ฝ่ายบรหิ าร ส่วนฝ่ายบริหารมีหนา้ ที่เรียกหาข้อมูล และนำผลการประเมินทีไ่ ด้ไปใช้
ประกอบการตดั สินใจ เพ่ือดำเนินกิจกรรมใด ๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งแลว้ แต่กรณี ทั้งน้ีเพอ่ื ปอ้ งกันการมีอคติในการประเมิน
และ เขาได้แบง่ ประเด็นการประเมนิ ผลออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. การประเมินด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation : C) เป็นการประเมินให้ได้ข้อมูลสำคัญ
เพื่อช่วยในการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ เป็นการตรวจสอบว่าโครงการท่จี ะ
ทำสนองปัญหาหรือความต้องการจำเป็นที่แท้จริงหรือไม่ วัตถุประสงค์ของโครงการชัดเจน เหมาะสม สอดคล้อง
กับนโยบายขององค์การ หรือ นโยบายหน่วยเหนือหรือไม่ เป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ในแง่ของโอกาสท่ี จะ
ได้รบั การสนบั สนนุ จากองคก์ รต่าง ๆ หรอื ไม่ เปน็ ต้น
การประเมินสภาวะแวดล้อมจะช่วยในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่อง โครงการควรจะทำในสภาพแวดล้อมใด
ต้องการจะบรรลเุ ป้าหมายอะไร หรือต้องการบรรลวุ ัตถปุ ระสงค์เฉพาะอะไร เป็นตน้
2. การประเมินปัจจัยเบื้องต้นหรือปัจจัยป้อน (Input Evaluation : I ) เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาถึง ความ
เป็นไปได้ของโครงการ ความเหมาะสม และความพอเพียงของทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ เช่น
งบประมาณ บคุ ลากร วสั ดอุ ปุ กรณ์ เวลา รวมทั้งเทคโนโลยีและแผนการดำเนินงาน เป็นตน้
การประเมินผลแบบนี้จะทำโดยใช้ เอกสารหรืองานวิจัยที่มีผู้ทำไว้แล้ว หรือใช้วิธีการวิจัยนำร่องเชิง
ทดลอง (Pilot Experimental Project) ตลอดจนอาจให้ผ้เู ชี่ยวชาญ มาทำงานให้ อย่างไรกต็ าม การประเมนิ ผลน้ี
21
จะตอ้ งสำรวจส่ิงที่มีอยู่เดิมก่อนว่ามีอะไรบ้าง และตัดสนิ ใจว่าจะใชว้ ิธีการใด ใชแ้ ผนการดำเนินงานแบบไหน และ
ตอ้ งใชท้ รพั ยากรจากภายนอก หรือไม่
3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P ) เป็นการประเมินระหว่างการดำเนินงานโครงการ เพื่อ
หาขอ้ บกพรอ่ งของการดำเนินโครงการ ทีจ่ ะใช้เปน็ ขอ้ มลู ในการพฒั นา แก้ไข ปรับปรงุ ใหก้ ารดำเนินการชว่ งต่อไป
มปี ระสิทธภิ าพมากข้ึน และเปน็ การตรวจสอบกจิ กรรม เวลา ทรพั ยากรทใี่ ช้ในโครงการ ภาวะผนู้ ำ การมีส่วนร่วม
ของประชาชนในโครงการ โดยมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกขั้นตอน การประเมินกระบวนการนี้ จะเป็น
ประโยชน์อย่างมากต่อการค้นหาจุดเด่น หรือจุดแข็ง (Strengths) และจุดด้อย (Weakness) ของนโยบาย/
แผนงาน/โครงการ มักจะไมส่ ามารถศกึ ษาไดภ้ ายหลงั จากส้นิ สุดโครงการแล้ว
การประเมนิ กระบวนการจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นระยะ ๆ เพอ่ื การตรวจสอบ
การดำเนนิ ของโครงการโดยทัว่ ไป การประเมนิ กระบวนการมจี ุดมุ่งหมาย คือ
3.1 เพื่อการหาขอ้ บกพรอ่ งของโครงการ ในระหวา่ งทมี่ ีการปฏบิ ตั ิการ หรอื การดำเนนิ งานตามแผนนั้น
3.2 เพอ่ื หาข้อมลู ต่าง ๆ ทจ่ี ะนำมาใชใ้ นการตดั สินใจเกย่ี วกับการดำเนินงาน ของโครงการ
3.3 เพ่ือการเก็บข้อมูลตา่ ง ๆ ทีไ่ ดจ้ ากการดำเนินงานของโครงการ
4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P ) เป็นการประเมินเพื่อเปรียบเทียบผลผลิตที่เกิดขี้นกับ
วัตถุประสงค์ของโครงการ หรือความต้องการ/ เป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งการพิจารณาในประเด็นของการยุบ
เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการและการประเมินผล เรื่องผลกระทบ (Impact) และผลลัพธ์( Outcomes )
ของนโยบาย / แผนงาน / โครงการ โดยอาศัยข้อมูลจากการประเมินสภาวะแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้นและ
กระบวนการร่วมด้วย จะเห็นได้ว่า การประเมินแบบ CIPP เป็นการประเมินที่ครอบคลุมองค์ประกอบของระบบ
ทั้งหมด ซึ่งผู้ประเมินจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน กำหนดประเด็นของตัว
แปรหรอื ตัวชีว้ ัด กำหนดแหลง่ ข้อมลู ผู้ให้ขอ้ มูล กำหนดเครอื่ งมอื การประเมิน วธิ กี ารท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
กำหนดแนวทางการวิเคราะหข์ อ้ มลู และเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน
เมื่อพิจารณาถึงช่วงเวลาของการประเมินผลโครงการ เพื่อจำแนกประเภทของการประเมินผลโครงการ
โดยละเอยี ดแลว้ เราสามารถจำแนกได้วา่ การประเมินผลโครงการมี 4 ระยะดงั ต่อไปน้ี
1. การประเมินผลโครงการก่อนการดำเนินงาน (Pre-evaluation) เป็นการประเมินว่ามีความจำเป็นและความ
เป็นไปได้ในการกำหนดให้มีโครงการหรือแผนงานนั้น ๆ หรือไม่ บางครั้ง เรียกการประเมินผล ประเภ ทนี้ว่า
การศกึ ษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) หรือการประเมินความต้องการทจี่ ำเปน็ (Need Assessment)
2. การประเมินผลโครงการขณะดำเนินงาน (On-going Evaluation) เป็นการประเมินผลโครงการเพื่อติดตาม
ความก้าวหน้าของการดำเนินงาน (Monitoring) และการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ
3. การประเมินผลโครงการเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงาน (Post-evaluation) เป็นการประเมินว่า ผลของการ
ดำเนนิ งานนัน้ เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงคข์ องโครงการที่วางไว้หรือไม่
22
4. การประเมินผลกระทบจาการดำเนินโครงการ (Impact Evaluation) เป็นการประเมินผลโครงการ ภายหลัง
จากการสิ้นสุดการดำเนนิ โครงการหรือแผนงาน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น ซึ่ง
อาจจะไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากการมีโครงการหรือปจั จยั อน่ื ๆ สุนีรตั น์, (2554)
กรอบแนวคิด
โครงการเรอื่ ง การถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากทุเรยี น ผู้วิจัยอ้างอิงจากงานวิจยั ของ ปาจารยี ์ ผล
ประเสริฐ และวรางคณา จนั ทรค์ ง (2561) มากำหนดเปน็ กรอบแนวคิดดังนี้
ปัจจยั ส่วนบุคคล การถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากทเุ รียน
1. เพศ
2. อายุ 1. การประเมินสภาวะแวดล้อม
3. การศึกษา 2. การประเมินปจั จยั เบื้องตน้ /ตัวป้อน
3. การประเมนิ กระบวนการ
4. การประเมนิ การผลิต
23
บทที่ 3
วิธีการประเมนิ โครงการ
รปู แบบการประเมินโครงการ
การประเมินโครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรียน ใช้รูปแบบการประเมินโครงการแบบ
CIPP MODEL ของสตฟั เฟลบมี ( D.L. Stufflebeam, 1997 ,P. 261-265) ดงั น้ี
ประเมินสภาวะแวดลอ้ ม • หลกั การ
( Context Evaluation ) • วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ
• เป้าหมายของโครงการ
• การเตรียมการภายในโครงการ
ประเมินการปัจจยั เบ้ืองตน้ • บุคลากร
( Input Evaluation ) • วสั ดุอุปกรณ์
• เคร่ืองมือเครื่องใช้
• งบประมาณ
ประเมินกระบวนการ • การดาเนินโครงการ
( Process Evaluation ) • กิจกรรมการดาเนินงานตามโครงการ
• การประเมินผล
การประเมินผลผลิต ผลการดาเนินโครงการ
( Product Evaluation ) • คุณภาพผเู้ รียน
วิธีการประเมินโครงการ 6 24
6
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง 3 คน
ลกู ค้าหรือผู้บริโภค จำนวน คน
พอ่ แม่ จำนวน คน
ผู้ดำเนินโครงการ จำนวน
กล่มุ ตัวอย่าง คอื พ่อแม่ ลูกคา้ หรอื ผู้บริโภค และผดู้ ำเนินโครงการ จำนวน 15 คน
ลูกคา้ หรือผ้บู ริโภค จำนวน 15 คน สมุ่ ตัวอย่างจากพอ่ แม่ ลกู คา้ หรือผูบ้ ริโภคและผดู้ ำเนนิ โครงการจำนวน15 คน
โดยใช้วธิ ีส่มุ ตวั อย่างแบบ แบบสอบถามเชงิ คณุ ภาพ
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการประเมนิ โครงการ
เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้ในการประเมินโครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากทเุ รยี น มจี ำนวน 15 ฉบบั ดังนี้
1. แบบประเมนิ โครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากทุเรยี น
โดยใช้แบบประเมิน CIPP MODEL มี 4 ดา้ น จำนวน 16 ขอ้ ดงั นี้
1.1 ดา้ นสภาวะแวดลอ้ ม ( Context ) จำนวน 4 ข้อ
1.2 ด้านปัจจัย ( Input ) จำนวน 4 ข้อ
1.3 ด้านกระบวนการ ( Process ) จำนวน 4 ข้อ
1.4 ดา้ นผลผลิต ( Product ) จำนวน 4 ขอ้
การจดั ทำและการศึกษาประสทิ ธิภาพของเครื่องมือ ที่ใชใ้ นการประเมินผลโครงการ
1. แบบประเมินโครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรียน
1.1 ศึกษาวิธีการประเมินโครงการ และการจัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการแบบ CIPP
MODEL
1.2 จัดทำแบบประเมินโครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรยี น 4 ด้าน ดงั นี้
1.2.1 การประเมินสภาวะแวดล้อม ( Context) เกี่ยวกับ หลักการ วัตถุประสงค์ เป้าหมายของ
โครงการ และการเตรียมการดำเนินโครงการ จำนวน 4 ข้อ
1.2.2 การประเมินปัจจัยนำ ( Input) เกี่ยวกับ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้และ
งบประมาณ จำนวน 4 ข้อ
1.2.3 การประเมินกระบวนการ ( Process) เกี่ยวกับ การดำเนินงาน กิจกรรมการดำเนินงาน
ตามโครงการ การนิเทศตดิ ตามผล และการประเมนิ ผล จำนวน 4 ข้อ
1.2.4 การประเมนิ ผลผลติ ผลติ ( product ) เกีย่ วกบั ผลการดำเนินงานตาม
โครงการ และคุณภาพผ้เู รียนจำนวน 4 ข้อ
25
1.3 นำแบบประเมนิ โครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากทุเรยี น
ไปใหผ้ ู้เชี่ยวชาญประเมนิ ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลกั ษณะเฉพาะกลุ่มพฤติกรรมโดย
ใช้ IOC ผลการประเมนิ พบว่า คำถามมีความสอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์
การวเิ คราะห์ผลการประเมินโครงการ
1. การศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพ
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พ่อแม่ ลูกค้าหรือผู้บริโภค จำนวน 15 คน โดยเลือกจากลูกค้าที่ซ้ือ
ผลิตภัณฑข์ องกลุม่
2. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษา
การศึกษาเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เพื่อศึกษาการถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรียน โดยแบ่งออกเปน็
3 ตอนดังน้ี
ตอนท่ี 1 ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์ โดยการสัมภาษณเ์ กย่ี วกับประเดน็ ข้อมลู ส่วนตวั เบื้องต้น
ตอนท่ี 2 คำถามแบบประเมินโครงการ CIPP โมเดลโดยการสัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นกระบวนการ
ดำเนนิ โครงการ
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะอื่น ๆ เป็นแบบสัมภาษณ์ปลายเปิดมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการถนอมอาหารโดย
การแปรรปู จากทเุ รยี น
3. การสร้างเคร่อื งมือท่ใี ช่ในการศกึ ษาเชิงคณุ ภาพ
การศกึ ษาเชิงคุณภาพ สัมภาษณพ์ อ่ แม่ ลูกคา้ หรอื ผู้บริโภค จำนวน 15 ฉบับและนำไปวเิ คราะห์ และสรุป
เปน็ ความเรยี ง
4. ขัน้ ตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล
การศกึ ษาเชิงคณุ ภาพ ผศู้ ึกษาดำเนนิ การเก็บขอ้ มูลตามลำดับดังน้ี
สัมภาษณ์ พ่อแม่ ลูกค้าหรือผู้บริโภค โดยการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทั้ง 15 คน จำนวน 15 ฉบับ
แจกแบบสมั ภาษณ์โดยเก็บข้อมลู จากประชากรของผู้มีสว่ นได้สว่ นเสยี ในโครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรูป
จากทเุ รียน
5. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และสถิตทิ ี่ใช้
การวเิ คราะหข์ ้อมลู เชิงคณุ ภาพ
จากเครื่องมือแบบสัมภาษณ์ผลสัมฤทธิ์ของประชากรในโครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรูปจาก
ทุเรียน ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลจากการจดบันทึกและข้อมูลจากเทปบันทึกเสียงที่ถอดเป็นบทสนทนา
มาวิเคราะห์เน้ือหาตามหวั ข้อท่กี ำหนดแลว้ นำเสนอเป็นข้อมูลเปน็ ความเรยี ง
26
บทที่ 4
ผลการประเมินโครงการ
การนำเสนอผลการประเมินโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการได้นำเสนอผลการประเมินโครงการ จำนวน
4 ตอน ดงั นี้
ตอนท่ี 1 ผลการประเมนิ โครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทุเรยี น
หลังการดำเนินโครงการแสดงดัง ตารางต่างๆ คือ
ตารางท่ี 1 ผลการประเมินโครงการดา้ นสภาวะแวดล้อม
ตารางท่ี 2 ผลการประเมนิ โครงการดา้ นปจั จัย
ตารางท่ี 3 ผลการประเมินโครงการดา้ นกระบวนการ
ตารางที่ 4 ผลการประเมินโครงการด้านผลผลติ
ตอนท่ี 1 ผลการประเมนิ โครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรปู จากทุเรยี น
ตารางท่ี 1 ผลการประเมนิ โครงการดา้ นสภาวะแวดล้อม หลังการดำเนนิ โครงการ
ขอ้ ที่ 1 ทา่ นคิดวา่ ผลติ ภัณฑม์ คี วามสะอาดเรยี บร้อยหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 1 สะอาด เพราะ ถกู คณุ ลกั ษณะอนามัย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 2 มคี วามสะอาดเรียบร้อยเพราะใส่แพ็คเก็จท่ีปดิ สนทิ
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 3 สะอาด เพราะ แพค็ เก็จมคี วามเรียบรอ้ ย
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 4 สะอาด เพราะผสู้ ง่ ใสใ่ จในขัน้ ตอนการทำ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 5 เรียบรอ้ ยดี เพราะ เห็นจากสนิ คา้ แลว้ มคี วามสะอาด
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 6 สะอาด เรยี บรอ้ ย เพราะ มีการผลติ และใชบ้ รรจุภัณฑท์ ีไ่ ด้มาตรฐาน
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 7 ดี เพราะ ดำเนินการแปรรูปตามมาตรการการรักษาความสะอาด
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 8 สะอาด เพราะ ไม่มีเศษฝนุ่
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 9 ดี เพราะ มีบรรจภุ ณั ฑ์ทีด่ ดู ี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 10 สะอาดเรียบรอ้ ย เพราะ ได้เห็นสินคา้
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 11 เรียบร้อย เพราะ ผสู้ ง่ ใสใ่ จ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 12 สะอาด สินคา้ มคี ุณภาพ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 13 สะอาด เพราะ มีความเรียบรอ้ ยในการแพค็ มาก
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 14 ดี สะอาด เพราะสง่ั ซ้อื บอ่ ย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 15 เรียบรอ้ ย เพราะดจู ากสินค้าท่ีได้รบั
27
จากตารางที่ 1 คำถามที่ 1 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่า สินค้ามีความสะอาดอย่างดี
บรรจุภัณฑ์ปิดล็อคอย่างแน่นหนาและที่สำคัญผู้ส่งใส่ใจในการผลิตสินค้า มีการผลิตและใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้
มาตรฐาน
ข้อท่ี 2 ท่านคิดว่า รสชาติของผลิตภัณฑ์ อร่อยตามมาตรฐานท่ีตงั้ ไว้หรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 1 อร่อย ไมเ่ หมน็ หืน และไมอ่ มนำ้ มัน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 2 อรอ่ ย กลมกลอ่ ม
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 3 อร่อยตามมาตรฐาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 4 อร่อยตามความตอ้ งการ
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 5 อร่อย เพราะเปน็ รสชาติท่ีถูกปาก คงความอร่อยของทุเรยี นไว้
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 6 อรอ่ ย เพราะมีความอร่อย
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 7 รสชาติดี เพราะ มกี ารผลิตท่ดี แี ละบรรจุภัณฑเ์ หมาะแก่การถนอมอาหาร
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 8 อร่อย เพราะการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยังคงเขา้ ถึงรสชาตดิ งั้ เดิมจากวตั ถุดบิ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 9 อรอ่ ยตามมาตรฐาน เพราะมรี สชาตอิ ร่อย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 10 รสชาตอิ ร่อยกวา่ มาตรฐานท่ตี ัง้ ไว้
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 11 อร่อย คงรสชาติทดี่ ตี ลอด
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 12 อรอ่ ย เพราะชิมแล้ว
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 13 อร่อย เพราะ สั่งมาทานซำ้ บอ่ ยมาก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 14 อร่อยมาก เคี้ยวเพลิน
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 15 อร่อย ชอบทนมาก สัง่ ซ้อื มาทานบ่อย
จากตารางท่ี 1 คำถามท่ี 2 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามวา่ สินคา้ มคี วามอร่อยกลมกล่อมตาม
มารตฐานทต่ี ้งั ไว้ รสชาติคงความเป็นทเุ รียนได้อย่างชัดเจน
28
ข้อที่ 3 ท่านคิดวา่ ผลิตภัณฑ์ มคี วามสดใหม่หรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 1 คิดว่ามีความสดใหม่เพราะสินค้ารสชาติดี ดูแล้วไม่น่าจะใช่สินค้าที่เก็บไว้นาน
แล้ว
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 2 สดใหม่ เพราะไมม่ ีกลน่ิ หืนทเ่ี กดิ จากการเกบ็ ไวน้ าน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 3 สดใหม่ เพราะ กรอบ
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 4 สดใหม่ เพราะการใชบ้ รรจภุ ณั ฑท์ ด่ี ชี ่วยให้ผลติ ภัณฑ์คงสภาพและรสชาติ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 5 สดใหม่ เพราะ ได้ดำเนินการแปรรูปและทำใหมข่ ึ้นทุกๆ วนั
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 6 มี เพราะแม่คา้ โพสขายทกุ วนั จึงตอ้ งใหมเ่ รื่อย ๆ
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 7 มีความสดใหม่ เพราะดูจากวันทผี่ ลิต
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 8 สดใหม่ เพราะดจู ากสีของสินค้า
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 9 มคี วามสดใหม่ เพราะ กรอบอรอ่ ยมาก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 10 มคี ่ะ เพราะมีลูกคา้ ทีเ่ ยอะ จงึ ต้องทำใหม่ทุกวัน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 11 สดใหม่ เพราะ กรอบ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 12 สดใหม่ เพราะสั่งมาทานบอ่ ย
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 13 สดใหม่ เพราะสนิ ค้ากรอบอร่อย
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 14 สดใหมม่ าก เพราะไดเ้ ห็นตอนทำ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 15 สดใหม่มากเพราะซอื้ มาทานบ่อย
จากตารางที่ 1 คำถามที่ 3 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่ามีความสดใหม่เพราะใช้บรรจุ
ภณั ฑ์ทด่ี ชี ว่ ยให้ผลิตภัณฑน์ ัน้ คงสภาพไม่มกี ลิ่นหนื เก็บไวไ้ ด้นานและรสชาตดิ ี
29
ขอ้ ท่ี 4 ท่านคดิ วา่ ในการสั่งซ้ือสินค้า ผสู้ ง่ มีการแนะนำการเกบ็ รกั ษาหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 1 มี เพราะแม่ค้าแนะนำทุกครง้ั
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 2 มีการแนะนำเพราะว่าเราจะไดร้ ู้วิธกี ารเก็บรักษา
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 3 มี เพราะว่าผลติ ภัณฑจ์ ะเกบ็ รกั ษาไว้ได้นาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 4 มี เพราะ ผู้ซ้ือจะไดเ้ ก็บรกั ษาไว้ได้นาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 5 แนะนำ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 6 แนะนำเพราะผูส้ ่งแจง้ ตอนส่ังสนิ ค้าทกุ ครง้ั
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 7 แนะนำ เพราะเม่อื สัง่ สินคา้ แลว้ ผสู้ ่งชีแ้ จงการเก็บเพื่อใหอ้ ยู่ได้นาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 8 แนะนำ เพราะผ้สู ่งสนิ คา้ จะแนะนำทกุ คร้งั
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 9 มกี ารแนะนำ เพราะผู้ส่งมบี รกิ ารท่ีดีในการแนะนำสินคา้
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 10 มี เพราะ ได้บอกรายละเอียดเก่ยี วกบั สินค้า รวมไปถงึ การเกบ็ รักษาดว้ ย
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 11 มี เพราะ มกี ารบอกถึงการเก็บไวไ้ ดน้ าน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 12 แนะนำ เพราะ สนิ คา้ จะได้ไมเ่ สีย และมีราก่อนรับประทาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 13 มีค่ะ เพราะ บอกวิธกี ารเกบ็ รกั ษาดมี าก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 14 แนะนำ เพราะ แมค่ ้าบรกิ ารดี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 15 มีเพราะ แจง้ ให้ทราบทกุ คร้ัง
จากตารางที่ 1 คำถามที่ 4 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่า ผู้จัดส่งสินค้ามีคำแนะนำในการ
รับประทานสินคา้ อย่างละเอียด รวมไปถงึ การเกบ็ รักษาหลังจากการได้สินค้าเพ่ือถนอมอาหาร และทำให้คุณภาพ
สนิ ค้าอยูไ่ ดน้ านมากท่ีสุด
30
ตารางที่ 2 ผลการประเมินโครงการด้านปัจจยั หลงั การดำเนนิ โครงการ
ข้อที่ 1 ท่านคิดวา่ โลโกข้ องสนิ ค้า มคี วามโดดเด่นและน่าสนใจหรือไม่ เพราะเหตุใด?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 1 นา่ สนใจ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 2 โลโก้รา้ นนา่ รักมาก ดึงดดู ความสนใจ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 3 มี ชอบโลโก้มาก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 4 โดดเดน่ ดสู วยงาม
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 5 มี เพราะเมื่อเห็นสินค้าสินค้า มกี ารดงึ ดดู ความสนใจ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 6 มคี วามโดดเด่นและน่าสนใจ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 7 นา่ สนใจเพราะออกแบบไดด้ ดู ี น่ารกั
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 8 มคี วามนา่ สนใจ
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 9 โดดเด่น เพราะมีเอกลักษณ์
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 10 โดดเดน่ เห็นชัด
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 11 มีความน่าสนใจอยากสัง่ มารับประทานมากขนึ้
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 12 นา่ สนใจ เพราะ มีรายละเอียดการส่ังซือ้
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 13 น่าสนใจ เพราะมกี ารคิดโลโกแ้ บบความคดิ สรา้ งสรรค์
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 14 นา่ สนใจ ไม่ซำ้ ใคร
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 15 นา่ สนใจ โลโก้นา่ รกั
จากตารางที่ 2 คำถามที่ 1 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าโลโก้มีความน่าสนใจมีรูปภาพ
สง่ิ ของท่ีขายอยา่ งชัดเจน ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แถมยงั บอกรายละเอยี ดช่องทางการติดต่อผู้ขายได้เป็นอย่างดี
และอา่ นงา่ ย
31
ข้อท่ี 2 ท่านคดิ วา่ บรรจุภณั ฑท์ ใ่ี ส่สนิ ค้ามีมาตรฐานหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 1 มีมาตรฐาน เพราะสามารถกนั ความช้ืนได้ดี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 2 มมี าตรฐาน เพราะ เป็นถงุ ซปิ ปดิ เปิดง่าย
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 3 มี ไดม้ าตรฐาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 4 มมี าตรฐานเพราะถงุ กนั นำ้ ได้
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 5 มมี าตรฐานเพราะบรรจภุ ัณฑ์มีความทนทาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 6 มี เพราะมีการช่ังตวงอย่างดี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 7 มมี าตรฐาน เพราะสะอาดสดใหม่
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 8 มี เพราะ เปน็ ถงุ ซปิ อยา่ งดี
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 9 มี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 10 มีมาตรฐาน เพราะมีแหล่งการผลิตท่ีดี
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 11 ไดม้ าตรฐาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 12 มีมาตรฐาน เพราะการบรรจุตรงตามมาตรฐาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 13 มี เพราะเป็นมาตรฐานที่ผู้ขายสินค้าส่วนใหญ่ใช้งานและมีความเหมาะสมกับ
สินค้ามากทส่ี ุด
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 14 มี เพราะ มีมาตรฐาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 15 มีเพราะ ทานเสรจ็ สามารถเกบ็ ไวไ้ ด้
จากตารางที่ 2 คำถามที่ 2 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการใส่สินค้ามี
ความหนาแน่นดี ปิดล็อคได้อย่างมิดชิด สะดวกต่อการรับประทาน หากทานไม่หมดสามารถเก็บไว้ทานได้ มี
มาตรฐานและเปน็ ซิปลอ็ คอยา่ งแน่น
32
ข้อท่ี 3 ท่านคดิ ว่า ในการโปรโมทสินคา้ มคี วามนา่ สนใจหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 1 นา่ สนใจ
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 2 มีคะ่ มกี ารโพสนา่ สนใจ ดึงดดู ลกู คา้
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 3 มีความน่าสนใจ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 4 มีเพราะมีการถา่ ยรปู ที่น่าสนใจ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 5 มีความนา่ สนใจเพราะมกี ารจดั มมุ และถ่ายภาพโปรโมทสนิ ค้าได้ดี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 6 มีความนา่ สนใจ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 7 มีความนา่ สนใจเพราะมกี ารถา่ ยรูปโปรโมทท่สี วย และสินคา้ ตรงปก
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 8 มี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 9 น่าสนใจเพราะ มีการโปรโมทในการดึงดูดทด่ี ี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 10 นา่ สนใจ ทำให้อยากซ้อื
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 11 มีความนา่ สนใจ
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 12 ทำใหเ้ กดิ ความสนใจในสินค้า อยากทานมากขน้ึ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 13 น่าสนใจเพราะรูปสวย นา่ ทาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 14 มีเพราะมกี ารโปรโมทสินค้าในทุกรูปแบบ
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 15 มี เพราะการจดั วางมีความนา่ สนใจ
จากตารางที่ 2 คำถามที่ 3 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่ามีความน่าสนใจเพราะผู้ขายโพ
สโปรโมทสินค้าใช้คำพูดได้อย่างโดดเด่นและน่าสั่งซื้อมาทาน อีกทั้งในการถ่ายรูปสินค้ามีความสวยเห็นสินค้าได้
อยา่ งชดั เจนตามความต้องการ บอกปรมิ าณแต่ละอยา่ งอยา่ งชดั เจนในการโพสขาย
33
ข้อท่ี 4 ท่านคิดว่า ผลิตภัณฑม์ คี วามนา่ สนใจหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 1 นา่ สนใจ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 2 มคี วามน่าสนใจ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 3 มีความนา่ สนใจ เพราะวา่ ผลติ ภณั ฑม์ ีการตดิ โลโก้ทส่ี วยงาม
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 4 มี เพราะ มโี ลโก้ การโพสขายท่นี ่าสนใจ
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 5 มีความนา่ สนใจเพราะ ผลิตภัณฑม์ สี ีท่ีนา่ รบั ประทาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 6 มคี วามนา่ สนใจ
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 7 นา่ สนใจเพราะ เป็นสินคา้ ทที่ านเล่นและเปน็ ของฝากได้
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 8 มคี วามนา่ สนใจ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 9 มี เพราะ การออกแบบดี มีเอกลักษณ์
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 10 น่าสนใจอย่างมาก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 11 นา่ สนใจเพราะ เป็นสนิ ค้าทนี่ ิยมมาตลอดทง้ั ปี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 12 น่าสนใจ เพราะนา่ รบั ประทาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 13 น่าสนใจ เพราะ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นการแปรรูปไปในแบบต่างๆให้มีความ
สะดวกสบายและเพิ่มรสชาติทีด่ ีขึน้ รวมไปถึงการแปรรูปใหม้ ีความหลากหลาย
ในการรับประทาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 14 นา่ สนใจ เพราะชอบทาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 15 น่าสนใจ เพราะเป็นสินคา้ ทีด่ งึ ดดู ความสนใจ
จากตารางที่ 2 คำถามที่ 4 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจ
เนื่องจากมีโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มผู้ขายเอง และยังมีการโพสขายที่น่าสนใจเป็นการดึงดูดผู้ซื้อ อีกทั้งยัง
สามารถซื้อไปเป็นของฝากได้อย่างสะดวกสบาย เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นการแปรรูปไปในแบบต่างๆให้มีความ
สะดวกสบายและเพิ่มรสชาติท่ดี ขี น้ึ รวมไปถึงการแปรรปู ใหม้ คี วามหลากหลายในการรับประทาน
34
ตารางท่ี 3 ผลการประเมนิ โครงการด้านกระบวนการ หลังการดำเนินโครงการ
ขอ้ ท่ี 1 ท่านคดิ วา่ ในการจัดสง่ สนิ คา้ มคี วามล่าช้าหรือไม่ เพราะเหตุผลใด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 1 ไม่ชา้
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 2 ไม่ล่าช้าเพราะ ขนสง่ ของเอกชน
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 3 รวดเรว็
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 4 ไมล่ า่ ชา้
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 5 มี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 6 ไม่มีความลา่ ชา้
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 7 ไมล่ ่าช้า ตรงตามเวลา
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 8 ไม่ เพราะ สินคา้ มาถงึ ผูร้ ับในเวลาที่ปกติ ไม่ชา้ หรอื เรว็ เกินไป
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 9 ไมช่ ้าเพราะได้ของเรว็
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 10 ไม่ เพราะ มกี ารจดั สง่ เป็นระเบียบ จัดการได้รวดเร็ว
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 11 ไม่ เพราะ การจัดส่งตรงตามเวลาทน่ี ดั หมาย
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 12 ไม่มี เพราะเคยไดร้ บั สนิ ค้าเร็วมาก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 13 ไมม่ คี วามลา่ ช้า
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 14 เรว็ มากแมค่ ้าสง่ ของไว
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 15 ช้า เพราะต้องตามควิ
จากตารางที่ 3 คำถามที่ 1 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าการส่งสินค้าไม่มีความล่าช้า
เนื่องจากผู้ส่งส่งวันถัดจากที่สั่ง และขนส่งเข้ามารับตรงต่อเวลาทุกวัน ดังนั้นทำให้สินค้า ถึงมือลูกค้าได้อย่าง
รวดเรว็ และอาจมคี วามล่าชา้ บา้ งเนื่องจากสถานการณใ์ นตอนน้ี
35
ขอ้ ท่ี 2 ท่านคิดว่า ในการจดั สง่ สินคา้ ผ้สู ง่ สนิ ค้าแพค็ พัสดดุ ีหรอื ไมเ่ พราะเหตุใด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 1 ดี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 2 เรียบรอ้ ยดี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 3 ผูส้ ่งสนิ ค้าแพค็ พัสดดุ ี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 4 แพ็คดี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 5 ดี เพราะสินค้าไมไ่ ดร้ ับความเสียหาย
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 6 ดเี พราะ มีการกนั กระแทก ไมใ่ หส้ ินคา้ เสียหาย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 7 ดี เพราะ ดูจากสนิ ค้าจรงิ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 8 ดี เพราะ หลงั จากรับสนิ คา้ ยังคงสภาพดี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 9 ดี เพราะ มกี ารแพค็ พสั ดเุ หมาะสมกับสนิ คา้
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 10 มี เพราะมกี ารห่อกันกระแทก ไมท่ ำใหส้ นิ คา้ เสียหาย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 11 แพค็ มาดมี าก มกี ารห่อกันกระแทกมาพรอ้ ม
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 12 แพค็ ดีมาก หอ่ กันกระแทกหนามาก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 13 ดี เพราะทำให้ลูกค้าประทบั ใจ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 14 ดี เพราะ ใสใ่ จในการแพ็คสนิ ค้า
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 15 ดี
จากตารางที่ 3 คำถามที่ 2 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าผูส้ ง่ สนิ ค้าแพ็คสินค้าได้อย่างดี มี
กันกระแทกหลายชั้นเพื่อป้องกันสินค้าที่อาจจะเสียหายจากการขนส่ง ลูกค้าถูกใจเมื่อเปิดสินค้าแล้วไม่มีความ
เสียหายและคงสภาพเดิม
36
ข้อที่ 3 ทา่ นคิดว่า ในการสั่งซือ้ สินค้า ไดร้ บั สินคา้ ตรงตามทส่ี ั่งหรอื ไม่เพราะเหตุใด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 1 ตรงตามที่สง่ั
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 2 ตรงตามทสี่ ่งั ทุกอยา่ ง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 3 ไดร้ บั สนิ ค้าตรงตามความต้องการ
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 4 ตรง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 5 ไดร้ บั สนิ ค้าตามที่ส่งั
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 6 ตรง เพราะ ถกู ต้องตามทสี่ งั่
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 7 ตรง เพราะ สงั่ ไปแล้วไดค้ รบทกุ อยา่ งทสี่ ่ัง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 8 ตรง เพราะ ไดร้ บั แล้วตรง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 9 ตรง เพราะ มีการรีวิวก่อนเปิด
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 10 ตรง เพราะมีการใหบ้ รกิ ารตา่ งๆในการเลอื กซื้อและจัดส่งตามความต้องการของ
ลกู ค้า
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 11 ตรง เพราะ สง่ั หลายครงั้ ตรงทกุ ครั้ง
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 12 ไดร้ บั สนิ ค้าตรงตามทส่ี ่ัง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 13 ตรงมากคะ่
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 14 ตรง เพราะ สนิ คา้ ตรงปก
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 15 ตรง เพราะ สินค้าทส่ี ั่งมีคุณภาพตามทีโ่ ปรโมท
จากตารางท่ี 3 คำถามที่ 3 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าไดร้ บั สินคา้ ตรงตามที่สั่งทุกอย่าง
ไมม่ ีขาดตกบกพรอ่ งเน่ืองจากผขู้ ายทบทวนการสง่ั ซ้ือของเราก่อนนำมาแพ็คและจัดสง่ ใหเ้ ราตามทเ่ี ราต้องการ
37
ขอ้ ที่ 4 ท่านคดิ ว่า ตัวผลิตภัณฑ์ทไ่ี ดร้ บั ตรงตามทีผ่ ูส้ ่งโปรโมทสนิ ค้าหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 1 ตรง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 2 ตรงกบั ทโี่ ปรโมททุกอยา่ ง
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 3 ได้รบั ตรงตามท่โี ปรโมท
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 4 ตรง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 5 ตรง เพราะ ได้รับสนิ ค้าตามภาพ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 6 ตรง เพราะ ไดข้ องแลว้ ตรง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 7 ตรง เพราะ ตรงตามโปรโมททกุ อยา่ ง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 8 ตรง เพราะ การโปรโมทสนิ คา้ ไม่ได้โฆษณาเกินจริง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 9 ตรงแนน่ นอน เพราะถ่ายจากผลิตภัณฑจ์ ริง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 10 ตรงคะ่ เพราะผลติ ภัณฑต์ รงตามทต่ี อ้ งการ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 11 ตรง เพราะเลือกเอง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 12 ตรง เพราะ เหน็ สินค้าจริง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 13 ตรงมาก
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 14 ตรง เพราะ สินค้าดตี ามความจริง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 15 ตรงมากๆคะ่
จากตารางท่ี 3 คำถามท่ี 4 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าตรงตามรูปภาพท่นี ำมาโพสต์
โปรโมทในออนไลน์ ทำให้ลูกค้าถูกใจในการสั่งสินค้าจากทางร้าน และไว้ใจในการสั่งสินค้าครั้งต่อไปของทางร้าน
เพราะทางร้านส่งสนิ คา้ ตามท่ตี รงปก
38
ตารางท่ี 4 ผลการประเมินโครงการดา้ นผลผลติ หลังการดำเนนิ โครงการ
ขอ้ ที่ 1 ท่านคิดว่า สนิ คา้ มคี ุณภาพตรงตอ่ ความต้องการของลูกคา้ หรอื ไม่ เพราะเหตุใด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 1 ตรงตามความต้องการ
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 2 ตรง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 3 คดิ ว่ามคี ณุ ภาพและเหมาะสมกับความต้องการ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 4 ตรงตามความตอ้ งการ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 5 มีคุณภาพ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 6 ตรงตามความต้องการของลูกคา้ รสชาตดิ แี ละสดใหม่
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 7 มี เพราะ สินคา้ ตรงปก
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 8 ตรง เพราะ น่ารับประทาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 9 ตรง เพราะมีรสชาติดี บรรจุภณั ฑ์ก็ได้มาตรฐาน
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 10 ตรง เพราะ มีการบอกรายละเอียดของสินค้า
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 11 ตรง เพราะ มีการดำเนินการซอ้ื ขายอยา่ งละเอยี ด
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 12 มี
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 13 มีคณุ ภาพตรงต่อความต้องการของลูกค้า
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 14 มีทสี่ ดุ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 15 มีคณุ ภาพ
จากตารางที่ 4 คำถามที่ 1 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าตรงตามความต้องการ เนื่องจาก
ผู้ขายได้โพสต์โปรโมทสินค้าไว้ในออนไลน์ ก่อนจะสั่งซื้อได้ทักไปสอบถามผู้ขาย ผู้ขายได้อธิบายรายละเอียดของ
สินค้าไว้อย่างละเอียดชดั เจน
39
ขอ้ ที่ 2 ท่านคดิ ว่า บรรจภุ ัณฑข์ องสนิ คา้ มคี วามสะดวกต่อการใชง้ านหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 1 สะดวก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 2 มีความสะดวก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 3 สะดวกเรียบร้อย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 4 มคี วามสะดวก เพราะ มีถงุ ซปิ ล็อค
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 5 มีความสะดวก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 6 มคี วามสะดวก เพราะ ง่ายต่อการรบั ประทาน
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนท่ี 7 สะดวก เพราะ มถี งุ ซิป มีกระปุก หากทานไมห่ มด ก็สามารถเก็บไวไ้ ด้
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 8 สะดวก เพราะแกะซองง่าย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 9 มี เพราะมีการผลิตท่ีดี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 10 มี เพราะมกี ารเลือกบรรจภุ ัณฑท์ ีไ่ ด้มาตรฐาน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 11 มี เพราะ มีการใช้บรรจภุ ณั ฑ์ทีถ่ ูกต้อง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 12 มี เพราะ สะดวกตอ่ การใชง้ าน
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 13 มคี วามสะดวก
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 14 มี
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 15 มี เพราะ ใช้งา่ ย
จากตารางที่ 4 คำถามที่ 2 ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าบรรจุภัณฑ์มีความสะอาด
เรียบร้อย บรรจุภัณฑ์มีความใหม่ มีซิถุงปล็อคและกระปุกเป็นอย่างดีบริเวณด้านนอกถุงไม่มีรอยเปื้อนและยังมี
ความสะดวกสบายในการรับประทาน
40
ขอ้ ท่ี 3 ทา่ นคดิ วา่ สินค้ามีปริมาณทเ่ี หมาะสมกับราคาหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 1 เหมาะสม
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 2 เหมาะสมกับราคา แพงเกนิ ไป
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 3 เหมาะ เพราะราคาทุเรียนกแ็ พงอยแู่ ลว้ เมื่อนำมาแปรรปู ก็ตอ้ งมีปัจจยั เพ่ิมข้นึ
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 4 มี
ผูต้ อบแบบสอบถามคนท่ี 5 เหมาะสม
ผูต้ อบแบบสอบถามคนที่ 6 เหมาะสม เพราะ ไดเ้ ยอะและราคาไมแ่ พง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 7 เหมาะสม เพราะ ไม่น้อยและไมม่ ากจนเกินไป
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 8 เหมาะสม เพราะ คณุ ภาพดี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 9 เหมาะสม เพราะ ราคาทีว่ างขายไมส่ ูงเกนิ ไปและเลือกวัตถดุ ิบที่มีคุณภาพมาใช้
ในการแปรรูป
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 10 เหมาะมาก ราคาเบาๆ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 11 เหมาะสม เพราะ ชว่ งนีข้ องแพง
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 12 เหมาะสม
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 13 เหมาะสม เพราะ ปรมิ าณมาก ราคาไม่แพง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 14 เหมาะสม เพราะ เปน็ วัตถดุ บิ ที่ดี
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 15 เหมาะสม เพราะ คดั เลอื กวตั ถดุ ิบในการแปรรูป
จากตารางท่ี 4 คำถามที่ 3 ผตู้ อบแบบสอบถามไดต้ อบแบบสอบถามวา่ สินคา้ มีความเหมาะสมกับราคา
เนื่องจากผลติ ภัณฑ์ทีท่ ำจากทุเรยี นเห็นได้ชดั ว่ามรี าคาที่แพง แต่ในปรมิ าณนำ้ หนกั ของสินค้าทข่ี ายก็เห็นได้วา่
สินคา้ เหมาะสมกับราคา ลูกค้าสามารถจับต้องไดอ้ ย่างงา่ ยสมกับคุณภาพ
41
ข้อที่ 4 ทา่ นคิดว่า สนิ ค้ามีคุณภาพเหมาะสมกับราคาหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 1 เหมาะสม
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 2 เหมาะสมกบั ราคา ไมแ่ พงเกนิ ไป
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 3 มคี วามเหมาะสม รสชาตอิ รอ่ ย และไดป้ รมิ าณคมุ้ คา่
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 4 เหมาะสม ไม่แพง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 5 เหมาะสม เพราะ สนิ คา้ มคี ณุ ภาพที่ดี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 6 เหมาะสม เพราะ รสชาติดี
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 7 เหมาะสม เพราะ ได้เยอะ ในราคาท่ไี มแ่ พงมาก
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 8 เหมาะสม เพราะ ของสดใหม่ อร่อย
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 9 เหมาะสม เพราะราคาไมแ่ พง แตไ่ ดป้ ริมาณมาก
ผ้ตู อบแบบสอบถามคนที่ 10 เหมาะสม เพราะ มกี ารเลอื กวัตถุดบิ ที่มีคณุ ภาพมาใช้
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 11 เหมาะสมมาก
ผู้ตอบแบบสอบถามคนที่ 12 มี เพราะ วัตถดุ บิ แพง
ผู้ตอบแบบสอบถามคนท่ี 13 มี เพราะ ได้เยอะ ราคาถกู
ผตู้ อบแบบสอบถามคนที่ 14 เหมาะสม เพราะ อร่อย
ผตู้ อบแบบสอบถามคนท่ี 15 เหมาะสม เพราะ มปี รมิ าณมาก
จากตารางที่ 4 คำถามท่ี 4 ผ้ตู อบแบบสอบถามไดต้ อบแบบสอบถามว่าสินคา้ มีความเหมาะสมกับราคาที่
ผ้ขู ายได้ตง้ั ไว้ ถา้ เทยี บกับปริมาณน้ำหนักของสินค้าแล้ว ถือว่าสนิ ค้าถูกมาก เพราะปริมาณเยอะ และผลิตภัณฑ์ที่
ออกมามคี วามกรอบ สดใหมอ่ กี ด้วย
42
บทท่ี 5
สรปุ ผล การอภปิ ราย และขอ้ เสนอแนะ
วัตถปุ ระสงคข์ องการประเมนิ โครงการ
1. เพือ่ ศกึ ษาขั้นตอนการแปรรูปและถนอมวัตถุดบิ
2. เพอื่ ยกระดับความสะดวกแกก่ ารบรโิ ภคในรปู แบบการแปรรปู สินคา้
3. เพื่อพัฒนาการเพิม่ มลู ค่าให้กับทุเรยี นทีแ่ ปรรูปแลว้
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 6 คน
6 คน
ลกู คา้ หรอื ผ้บู ริโภค จำนวน 3 คน
พอ่ แม่ จำนวน
ผู้ดำเนนิ โครงการ จำนวน
รูปแบบการประเมิน
การประเมนิ โครงการ การถนอมอาหารโดยการแปรรูปจากทเุ รยี น
ในรูปแบบการประเมินแบบ CIPP MODEL โดยประเมนิ ในดา้ นสภาวะแวดลอ้ ม (Context) ด้านปัจจยั (Input)
ด้านกระบวนการ (Process) และดา้ นผลผลติ (Product)
การประเมนิ โครงการ
ผู้รับผิดชอบโครงการได้ประเมินผลหลังการดำเนินโครงการโดยใช้แบบประเมินโครงการ การถนอม
อาหารโดยการแปรรูปจากทุเรียน ในด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจยั ด้านกระบวนการ และด้านผลผลติ
การวเิ คราะห์ผลการประเมนิ โครงการ
การวเิ คราะหข์ ้อมลู เชงิ คณุ ภาพ
จากเครื่องมือแบบสัมภาษณ์ผลสัมฤทธิ์ของประชากรในโครงการการถนอมอาหารโดยการแปรรูปจาก
ทุเรียน ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลจากการจดบันทึกและข้อมูลจากเทปบันทึกเสียงที่ถอดเป็นบทสนทนา
มาวิเคราะหเ์ นื้อหาตามหวั ขอ้ ที่กำหนดแล้วนำเสนอเป็นข้อมลู เปน็ ความเรยี ง
สรปุ ผลการประเมนิ โครงการ
1. ด้านสภาวะแวดล้อม
1.1 ท่านคิดวา่ ผลติ ภัณฑ์มีความสะอาดเรียบร้อยหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่า สินค้ามีความสะอาดอย่างดี บรรจุภัณฑ์ปิดล็อคอย่างแน่น
หนาและทสี่ ำคัญผูส้ ง่ ใสใ่ จในการผลิตสนิ ค้า มกี ารผลิตและใช้บรรจภุ ัณฑท์ ไ่ี ดม้ าตรฐาน
43
1.2 ท่านคดิ ว่า รสชาติของผลิตภัณฑ์ อร่อยตามมาตรฐานท่ีตัง้ ไวห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าสินค้ามีความอร่อยกลมกล่อมตามมารตฐานท่ตี งั้ ไว้ รสชาตคิ ง
ความเปน็ ทุเรยี นได้อย่างชดั เจน
1.3 ท่านคดิ วา่ ผลติ ภัณฑ์ มคี วามสดใหมห่ รือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามวา่ มีความสดใหม่เพราะใชบ้ รรจุภัณฑ์ท่ดี ีช่วยให้ผลิตภัณฑ์น้ันคง
สภาพไม่มกี ลนิ่ หนื เกบ็ ไว้ได้นานและรสชาตดิ ี
1.4 ทา่ นคิดว่า ในการสั่งซื้อสินค้า ผูส้ ่งมีการแนะนำการเกบ็ รักษาหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่า ผู้จัดส่งสินค้ามีคำแนะนำในการรับประทานสินค้าอย่าง
ละเอียด รวมไปถึงการเก็บรักษาหลังจากการได้สินค้าเพื่อถนอมอาหาร และทำให้คุณภาพสินค้าอยู่ได้นานมาก
ทสี่ ุด
2. ดา้ นปัจจยั
2.1 ทา่ นคิดวา่ โลโก้ของสนิ คา้ มีความโดดเด่นและน่าสนใจหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
ผูต้ อบแบบสอบถามไดต้ อบแบบสอบถามว่าโลโก้มีความนา่ สนใจมีรูปภาพสง่ิ ของท่ีขายอย่างชัดเจน ดูโดด
เด่นเป็นเอกลักษณ์ แถมยังบอกรายละเอยี ดช่องทางการติดต่อผขู้ ายได้เปน็ อยา่ งดีและอ่านง่าย
2.2 ท่านคดิ ว่า บรรจภุ ัณฑ์ที่ใสส่ ินค้ามมี าตรฐานหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าบรรจภุ ัณฑ์ที่ใช้ในการใส่สินค้ามีความหนาแน่นดี ปิดล็อคได้
อย่างมิดชิด สะดวกต่อการรับประทาน หากทานไม่หมดสามารถเก็บไว้ทานได้ มีมาตรฐานและเป็นซิปล็อคอย่าง
แน่น
2.3 ท่านคิดว่า ในการโปรโมทสินคา้ มคี วามน่าสนใจหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่ามีความน่าสนใจเพราะผู้ขายโพสโปรโมทสินค้าใช้คำพูดได้
อย่างโดดเด่นและน่าสั่งซื้อมาทาน อีกทั้งในการถ่ายรูปสินค้ามีความสวยเห็นสินค้าได้อย่างชัดเจนตามความ
ต้องการ บอกปริมาณแต่ละอยา่ งอย่างชดั เจนในการโพสขาย
2.4 ท่านคดิ วา่ ผลติ ภณั ฑ์มีความนา่ สนใจหรอื ไม่ เพราะเหตุใด ?
ผู้ตอบแบบสอบถามได้ตอบแบบสอบถามว่าผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจเนื่องจากมีโลโก้ที่เป็นเอกลั กษณ์
ของกลุ่มผู้ขายเอง และยังมีการโพสขายที่น่าสนใจเป็นการดึงดูดผู้ซื้อ อีกทั้งยังสามารถซื้อไปเป็นของฝากได้อย่าง
สะดวกสบาย เปน็ ผลิตภณั ฑ์ที่เปน็ การแปรรปู ไปในแบบต่างๆให้มีความสะดวกสบายและเพ่ิมรสชาติทีด่ ีขึ้น รวมไป
ถึงการแปรรปู ใหม้ คี วามหลากหลายในการรับประทาน