The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

4. ข้อสอบ Onet ม.3 วิทยาศาสตร์ โลกและอวกาศ- update 63

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

4. ข้อสอบ Onet ม.3 วิทยาศาสตร์ โลกและอวกาศ- update 63

4. ข้อสอบ Onet ม.3 วิทยาศาสตร์ โลกและอวกาศ- update 63

รวมขอ สอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

ขอสอบ O-NET วชิ าวิทยาศาสตร ชนั้ ม.3

เนอ้ื หา วิทยาศาสตร โลก และ อวกาศ

โลกและการเปลยี่ นแปลง (องคป ระกอบของเปลอื กโลก)

1. โครงสรางของโลกชั้นใดเปน ชั้นทีบ่ างท่ีสดุ เมื่อเทยี บกับชนั้ อื่น ๆ(O-netป5 5)

1. เปลือกโลก 2. แมนเทิล 3. แกนโลกช้ันนอก 4. แกน โลกชน้ั ใน

2. จากภาพตัดขวางของโลก ขอ ใดอธบิ ายไดถกู ตอง(O-netป5 3C)
1. หมายเลข 1 ประกอบดวยเปลือกโลกภาคพื้นทวปี
2. หมายเลข 2 ประกอบดวยหนิ ที่มีลักษณะเหนยี วหนดื
3. หมายเลข 3 สวนใหญมีสถานะเปนของแข็ง ประกอบดวยเหลก็ กบั นิเกลิ
4. หมายเลข 4 สว นใหญมีสถานะเปนของเหลว ประกอบดว ยเหล็กกับนิเกิล

3. จากภาพตดั ขวางของโลก ลาวาท่ีถูกพน ออกมาจากปลองภูเขาไฟมาจากสวนใด(Onetป53D)
1. หมายเลข 1
2. หมายเลข 2
3. หมายเลข 3
4. หมายเลข 4

~1~


รวมขอสอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

โลกและการเปล่ียนแปลง (ประเภทของดิน และ การกําเนดิ ของดนิ )

4. ขอ มลู แสดงปริมาณของอนุภาคหลักของดินเหนียว เม็ดทรายแปง และเมด็ ทราย ท่ีใชเ ปน เกณฑในการจําแนกชนดิ ของดิน
เปน ดังนี้

ชนดิ ของดิน ปรมิ าณของอนุภาคหลัก (รอ ยละโดยน้ําหนัก)

เหนยี วปนทรายแปง ดนิ เหนียว เมด็ ทรายแปง เมด็ ทราย
รวนเหนยี วปนทราย
รว นเหนยี วปนทรายแปง 40 - 60 40 - 60 0 - 20

รวน 20 - 35 0 - 28 45 - 80
รวนปนทรายแปง
30 - 40 40 - 70 0 - 20

7 - 30 28 - 50 20 - 52

0 - 30 50 - 88 0 - 50

เกษตรกรคนหน่งึ ตองการตรียมดินในแปลงเพาะปลกู สําหรับปลูกพืช A จึงนําตัวอยา งดนิ มาวเิ คราะหหาชนดิ ของดิน

พบวา เนือ้ ดินไมหมาะสมสาํ หรบั การปลูกพืช A เขาจงึ ไดป รบั ปรุงคุณภาพของดนิ โดยนาํ ดนิ ในแปลงเพาะปลูกมาผสมกับดินอกี
ชนิดหนึง่ ในปรมิ าณท่ีเทา ๆ กนั เพื่อปรบั อัตราสวนปริมาณของอนุภาคหลักท่ีเปนองคประกอบของดนิ โดยดนิ ในแปลง

เพาะปลกู เดมิ กับดนิ ที่นาํ มาผสมมีปรมิ าณของอนภุ าคหลักของดนิ แตล ะชนดิ เปน ดังนี้

แหลงของดนิ ปริมาณของอนุภาคหลกั ตอน้าํ หนกั 100 กรมั
ดนิ เหนยี ว เม็ดทรายแปง เม็ดทราย
ดินในแปลงเพาะปลูกเดิม
ดินทน่ี ํามาผสม 35 55 10
5 5 90

จากขอ มูล ดนิ ในแปลงเพาะปลูกเดมิ เปน ดนิ ชนดิ ใด และดนิ ท่ีไดหลงั จากการปรบั ปรุงคุณภาพเปน ดินชนดิ ใด ตามลําดบั (O-
netป62)

1. ดินรวนเหนยี วปนทรายแปง และ ดนิ รวน 2. ดนิ รว นปนทรายแปง และ ดนิ เหนยี วปนทรายแปง

3. ดนิ รวนปนทรายแปง และ ดินรว นเหนยี วปนทราย 4. ดนิ รวนเหนยี วปนทรายแปง และ ดนิ รวนปนทรายแปง

~2~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

5. ใหพจิ ารณาวากราฟในขอใด แสดงความสัมพันธระหวา งขนาดของเม็ดดินกบั ปริมาณนํ้าท่ีซึมผา นได
ในเวลาเทากันเหมาะสมที่สดุ

1. 2.

3. 4.

6. ขอ มูลแสดงปรมิ าณของอนภุ าคหลักท่เี ปนองคประกอบของดนิ รว นเหนยี วปนทราย เปนดังน้ี

ประเภทเนอ้ื ดนิ ปริมาณของอนภุ าค (รอ ยละโดยน้ําหนกั )
รว นเหนยี วปนทราย
ดินเหนยี ว ทรายแปง ทราย

20 -35 0 - 28 45 - 80

จากขอมูล หาพืชชนดิ หนึ่งเจรญิ เตบิ โตไดด ีในดินรว นเหนยี วปนทราย ควรปลูกพืชชนดิ น้ใี นที่ดนิ แปลงใดตอ ไปน้(ี O-netป61)

ทด่ี ิน ปริมาณของอนุภาค (รอ ยละโดยนาํ้ หนกั )

1. A ดนิ เหนยี ว ทรายแปง ทราย
2. B
3. C 40 10 50
4. D
30 20 50

35 45 20

30 40 30

~3~


รวมขอสอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

7. เกษตรกรคนหน่ึงไดต รวจสอบสมบตั ิของดนิ ในท่ดี นิ 2 แปลง เพอื่ เตรียมเพาะปลกู พชื ผลทางการเกษตร ไดผ ลดงั นี้

ทดี่ ิน การทดสอบดวยกระดาษลิตมัส ปรมิ าณอินทรียวตั ถุ คาการนําไฟฟา
ในดิน (%) (dS/m)
4.6
A ไมเ ปลย่ี นสีกระดาษลิตมสั ทั้งสีแดงและสีนํ้าเงิน 2.2
1.8
B ไมเ ปลี่ยนสกี ระดาษลติ มสั ทัง้ สแี ดงและสีนํ้าเงนิ 0.9

ขอมูลปริมาณอินทรียวตั ถใุ นดินและระดบั ความเค็มของดินท่มี ีผลกระทบตอพืช เปน ดังน้ี

ปรมิ าณอินทรียวตั ถใุ นดนิ (%) ระดบั
นอ ยกวา 1.5 ตํา่
1.5 - 2.5 ปานกลาง
มากกวา 2.5 สงู

คา การนาํ ไฟฟา (dS/m) ระดับความเคม็ ของดนิ ผลตอการเพาะปลูกพืช
นอยกวา ไมเค็ม ไมมผี ลตอการเจริญเติบโตของพืช
2–4 มีผลตอ การเจริญเตบิ โตของพืชไมทนเค็ม
4–8 เคม็ เลก็ นอย มผี ลตอการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด
8 - 16 เค็มปานกลาง พืชทนเคม็ เทา นั้นทเ่ี จริญเติบโตได
มากกวา 16 พชื ทนเค็มนอยชนดิ ที่เจริญเติบโตได
เคม็ มาก
เค็มมากท่ีสุด

หมายเหตุ การวดั ความเค็มของดิน ทําไดโดยการวัดคาการนําไฟฟา ของสารละลายเกลือในดนิ ซ่งึ สกัดจากดินท่ีอม่ิ ตัวดวยน้ํา
ท่อี ุณหภมู ิ 25 องศาเซลเซยี ส เน่อื งจากการนําไฟฟา มีความสัมพันธก ับความเขมขนของเลือดในนาํ้ จึงทาํ ใหป รมิ าณเกลอื ที่
ละลายในน้าํ ทส่ี กดั ออกมาจากดินได คา การนาํ ไฟฟามีหนวยเปน เดซิซีเมนตตอเมตร (deci siemens/metre, dS/m)

จากขอ มูล หากเกษตรกรตองการปรับปรุงดินในทดี่ ินทั้ง 2 แปลงดงั กลา ว เพื่อปลูกพืชไมทนเค็มที่เจรญิ เตบิ โตไดด ีใน
ดินทเี่ ปนกลางและมีปรมิ าณอนิ ทรยี วัตถุปานกลางขนึ้ ไป การปรบั ปรุงดินในขอใดตอไปนี้ถูกตอง (O-netป60)

1. ทีด่ ิน A ใสป นู ขาว ทีด่ นิ B ไถกลบซากพืชที่มีอยูใ นแปลง

2. ทดี่ ิน A ใสปุย ซากพชื ซากสัตว ท่ดี ิน B ใสก าํ มะถันผงแลวชะดนิ ดว ยนํ้า

3. ทด่ี ิน A ชะดว ยน้ําจืดแลวระบายนา้ํ ทง้ิ ท่ีดนิ B ไถกลบซากพชื ที่มีอยใู นแปลง

4. ที่ดิน A ใสก าํ มะถนั ผงแลว ชะดนิ ดวยนํ้า ที่ดิน B ชะดว ยนาํ้ จืดแลวระบายนา้ํ ท้ิง

~4~


รวมขอสอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

8. ทดสอบความสามารถในการกักเก็บนาํ้ ของตะกอนชนิดตาง ๆ ที่มีสดั สวนของอนภุ าคกรวดและทรายเปน สวนผสมแตกตา ง
กัน โดยจดั ชุดการทดลองดงั ภาพ จากน้นั เทนํา้ ปรมิ าตรเทา กนั ลงในภาชนะ แลววดั ความสูงของระดับนา้ํ ในหลอด

จากการทดลอง การคาดคะเนผลการทดลองในขอความใดไมถ กู ตอง (O-netป6 0)
1. ตะกอนทีม่ ชี อ งวา งระหวางตะกอนมาก ความสงู ของระดับนาํ้ ในหลอดจะตาํ่ กวาตะกอนท่มี ชี องวา ง ระหวา งตะกอนนอย
2. หากเทนํ้าปรมิ าตรท่เี ทากันลงในตะกอนชนิดตาง ๆ ตะกอนที่มรี ะดบั นํา้ ในหลอดสูงกวา จะมีสมบตั ิในการเปนช้ันหินอุมน้ํา

ดกี วา
3. หากเทนํา้ ลงในตะกอนชนดิ ตา ง ๆ ใหน ้าํ ในหลอดมีระดบั ความสงู เทา กัน ตะกอนที่เทนาํ้ ลงไปมากกวา จะมีสมบัติในการเปน

ช้ันหนิ อมุ น้าํ ดกี วา
4. ตะกอนท่ีมีลักษณะกลมมนและมีขนาดใหญ ความสงู ของระดบั น้ําในหลอดจะต่าํ กวาตะกอนท่มี ลี ักษณะเปนเหลี่ยมเปนมุมและ

มีขนาดคละกันทง้ั ขนาดเล็กและขนาดใหญ

~5~


รวมขอ สอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

9. ขอ มลู ผลการสํารวจปริมาณนา้ํ เพ่ือการใชประโยชนข องบอ นํา้ 2 บอ ทตี่ ้งั อยูบรเิ วณใกลเ คยี งกนั ในหมบู านแหงหนึง่ เปนดังน้ี

บอ น้ํา ฤดูฝน ฤดูแลง

A ปรมิ าณนํ้ามาก ปรมิ าณนํ้าในบอนอยมาก

B ปริมาณนา้ํ มาก บอ แหง ไมมีนํ้า

ภาพใดแสดงความลกึ ของบอนํา้ A และ B ไดถกู ตอ ง(O-netป6 1)

1. 2.

3. 4.

~6~


รวมขอ สอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวิทย

10. พื้นทแ่ี หงหนง่ึ มบี อน้ํา 4 บอ โดยมภี าพตัดขวางแสดงตาํ แหนงและความลึกของบอน้ํา ระดบั น้ําใตด ินชว งฤดูฝนและชว งฤดู
แลง เปน ดงั น้(ี Onetป6 2)

จากภาพ บอ นํ้าสองแหงใดตอไปน้ที ี่มีน้ําในฤดูฝน แตนํา้ แหง ขอดในฤดแู ลง

1. บอนา้ํ A และ B 2. บอ นาํ้ A และ C

3. บอ นํา้ B และ D 4. บอนา้ํ C และ D

โลกและการเปลี่ยนแปลง (ประเภทและคุณสมบัติของหิน และคุณสมบัตขิ องแร)

11. ภาพวฏั จกั รหนิ จากภาพ กระบวนการใดทาํ ใหหินตะกอนเปลย่ี นเปนหนิ แปรได (Onetป52)
1. การหลอมละลาย
2. การกดั กรอนและผุพงั
3. การสะสมและทบั ถม
4. การไดร ับความรอนและความดัน

~7~


รวมขอ สอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

12. พิจารณา ตารางสมบัติบางประการของหินชนดิ ตาง ๆ แลวตอบคําถาม

หิน ลักษณะเนือ้ หนิ ตนกาํ เนิด ลักษณะอน่ื ๆ
ชนดิ ที่ 1 เมด็ หยาบ หินแกรนิต มักจะเห็นรูปผลกึ
ชนิดที่ 2 เมด็ ละเอียด หินดินดาน แซะเปน แผน ได
ชนิดที่ 3 เมด็ ละเอยี ด ทําปฏกิ ริ ยิ ากบั กรดเกิดฟองฟู
หนิ ปูน

หินชนิดใดเปน หนิ ออ น(O-netป59)

1. ชนิดที่ 1 2. ชนิดท่ี 2 3. ชนดิ ท่ี 3 4. ชนิดท่ี 1 หรือ ชนิดที่ 2

13. พ้นื ทีบ่ รเิ วณหนึ่งมีโครงสรางทางธรณวี ทิ ยา ดังภาพ

จากภาพ ขอ ความใดตอไปนไ้ี มถ ูกตอ ง(O-netป6 2)
1. หินอัคนี A จะมเี นอ้ื ผลกึ ขนาดใหญกวาหินอคั นี C
2. บรเิ วณท่หี ินปูนสัมผสั กับหินอัคนี C จะมีโอกาสพบหินออน
3. ไมมีโอกาสพบซากดึกดําบรรพในหินอัคนี B และหินอคั นี C
4. บรเิ วณทีห่ ินทรายสมั ผสั กับหินอัคนี C จะมโี อกาสพบหินควอรตไซต

14. เมอื่ นาํ ถา นหินมาเปน เชื้อเพลิง ภายหลังการเผาไหมแลว ถา นหินชนดิ ใดเหลอื ฝุนผงไวมากท่ีสดุ

1. ลิกไนต 2. บิทมู ินัส 3. ซบั บทิ มู นิ ัส 4. แอนทราไซต

~8~


รวมขอสอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวิทย

15. ถ้าํ แหงหน่ึงพบโครงสรา งหินงอก หินยอย และแทง เสา ลกั ษณะดงั ภาพ
จากภาพ ขอสรุปใดตอไปน้ถี ูกตอ ง(O-netป6 1)

1. หินงอก หนิ ยอย และแทง เสา จัดเปนหนิ แปร
2. หินงอก จ และหนิ ยอย ฉ มอี งคประกอบเปนสารชนดิ เดียวกัน
3. โครงสรา งหินงอก หนิ ยอย และแทง เสา จะพบภายในภเู ขาหนิ แกรนติ
4. ภายใตสภาวะเดียวกนั หนิ งอก ก และหินยอย ข ใชเวลาในการกอ ตวั ยาวนานกวา หนิ งอก ค และหนิ ยอย ง

16. สารสีน้าํ ตาลแดงท่ีพบในหนิ ศิลาแลง คือ สารในขอใด(O-netป55)

1. ซิลกิ าออกไซด 2. เหลก็ ออกไซด
3. แมกนเี ซยี มออกไซด 4. แคลเซียมคารบ อเนต

17. ขอมูลแสดงคา ความแข็งของแรต ามมาตรฐานความแข็งของโมส เปน ดงั นี้

ชนิดแร ความแข็ง ชนิดแร ความแข็ง
ทัลก 1 ออรโทเคลส 6
ยิปซัม 2 7
แคลไซต 3 ควอรต 8
ฟลอู อไรต 4 โทแพซ 9
อะพาไทต 5 คอรันดมั 10
เพชร

และผลการตรวจสอบตัวอยา งแร 2 ชนิด โดยการขดู ดว ยแรคอรตและแรค อรนั ดมั เปนดงั ตาราง

ตัวอยางแร ขูดดว ยแรควอรต ขูดดวยแรค อรันดมั
A ไมเกิดรอยท่ีแร A แตเกดิ รอยท่แี รควอรต เกดิ รอยท่ีแร A แตไ มเ กิดรอยท่แี รคอรนั ดัม

B เกดิ รอยทัง้ แร B และแรควอรต เกิดรอยทแ่ี ร Bแตไมเ กิดรอยทแ่ี รค อรันดัม

จากขอมูล ถา ตวั อยา งแร A และ B เปนตัวอยางแรตามมาตรฐานความแขง็ ของโม ส ขอ ใดสรปุ ไมถ ูกตอง (O-netป6 0)

1. ตัวอยางแร A มคี วามแขง็ มากกวาตวั อยางแร B แตมีความแขง็ นอยกวาแรคอรันดัม
2. หากขูดตัวอยา งแร A ดว ยแรโทแพซ จะเกิดรอยในแรท้งั สองชนิด
3. ตัวอยา งแร B มีความแขง็ มากกวาแรค วอรต แตม ีความแขง็ นอยกวา แรคอรันดัม
4. หากขูดตัวอยา งแร B ดวยแรฟ ลูออไรต จะเกิดรอยแรฟลูออไรต และไมเ กิดรอยทีต่ วั อยา งแร B

~9~


รวมขอ สอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวทิ ย
18. จากตาราง ใหตอบคําถาม : ตาราง สมบตั ิบางประการของแรชนดิ ตาง ๆ

แร สีผง ความวาว ความแข็ง (Mohs Scale) ความหนาแนน (g / )

A ขาวเงนิ วาวแบบโลหะ 2.5 - 3.0 10.50

B ขาว วาวแบบเพชร 6-7 6.80 - 7.10

C แดงอิฐ วาวแบบโลหะ 6.5 5.30

D ขาว คลายแกว 3 2.72

E เทาตะกวั่ วาวแบบโลหะ 2.5 7.50

ขอ สรปุ ใดถูกตอง

1. แร A แข็งกวาแร C 2. แร E หนาแนนกวาแร A
3. แร C มคี วามวาวเหมือนแร B 4. แร D มสี ีผงเหมือนแร B

19. โครงสรางช้ันหนิ ของแหลงกักเกบ็ ปโตรเลียม และสารในแหลงกักเก็บปโ ตรเลยี ม เรียงลําดับช้ันเปน ดังภาพ

สมบตั ขิ องโครงสรางชั้นหินของแหลงกกั เกบ็ ปโ ตรเลียม เปน ดังนี้

ชั้นหนิ สมบัติ

หินตนกําเนดิ มสี ารอินทรียส ะสมอยูมาก ซ่ึงสามารถเปล่ียนสภาพไปเปนปโตรเลียมภายใตส ภาวะความรอ นและ
ความดันทีเ่ หมาะสม

หนิ กักเก็บปโ ตรเลยี ม มีความพรนุ รอยแตกหรือโพรง ใหข องเหลวและแกส ไหลผานและสามารถกกั เกบ็ ปโ ตรเลียมได

หินปดก้ัน มเี นื้อละเอยี ด ของเหลวและแกส ซมึ ไดนอย จงึ ปดกั้นไมใ หปโตรเลยี มรั่วไหลออกไปได

จากขอมูล ขอสรุปตอไปนถ้ี ูกตองใชหรอื ไม (O-netป6 1)

ขอ ความ ใช หรอื ไมใ ช
19.1 หินทีม่ ีสมบัตเิ ปนชั้นหินตนกําเนดิ คือ หินตะกอน ใช / ไมใช
19.2 หนิ ทมี่ ีสมบตั เิ ปนชั้นหนิ ปด ก้นั คอื หนิ ทราย ใช / ไมใช

19.3 เรียงลําดับความหนาแนน ของสารในแหลงกักเกบ็ ปโ ตรเลียมจากมากไปนอย คือ A B ใช / ไมใช
และ C ตามลาํ ดบั

~ 10 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

ชั้นบรรยากาศ ลมฟาอากาศ ภยั พบิ ัติ และฤดูกาล

20. ทดลองเพ่ือศึกษาความสัมพันธร ะหวา งอณุ หภูมแิ ละปริมาณไอนา้ํ อมิ่ ตัวในอากาศ โดยวางขวดแกว เปลาขนาดเดียวกนั
จํานวน 2 ใบ ไวใ นบรเิ วณเดียวกันเปน เวลา 1 คืน แลว สงั เกตละอองน้ําในขวดแกวทั้งสองใบ พบวา ไมพ บละอองนาํ้ ในขวด
แกว ทัง้ สองใบ

จากน้ันปด ปากขวดแกว ท้ังสองใบดวยจกุ ยางเสียบดว ยเทอรมอมเิ ตอร ดังภาพ แลวนาํ ขวดแกว ท้ังสองใบไปวางไวใ น
พืน้ ท่ี 2 บรเิ วณ ท่ีมอี ุณหภูมิตางกัน เปนเวลาอีก 1 คนื สงั เกตละอองน้ําในขวดแกวท้ังสองใบ และบนั ทกึ ผลไดดังตาราง

ขวดแกว ผลการสังเกตละอองน้ําในขวดแกว
A ไมพ บละอองน้าํ

B พบละอองนํ้าเลก็ ๆ เกาะอยูขางขวดแกว
และของเหลวท่กี น ขวดแกว

จากขอ มูล เม่ือนําขวดแกวท้ังสองใบไปวางไวใ นพืน้ ท่ี 2 บรเิ วณ ทม่ี ีอุณหภมู ติ างกันเปนเวลาอกี 1 คืน แลว
ขอ ความใดตอ ไปนไี้ มถ ูกตอง(O-netป6 2)

1. อากาศในขวดแกว A มีอุณหภมู สิ ูงกวาอากาศในขวดแกว B

2. อากาศในขวดแกว A มีปริมาณไอนํา้ อมิ่ ตัวสูงกวาอากาศในขวดแกว B

3. อากาศในขวดแกว A มปี ริมาณไอนํ้าในอากาศมากกวา ปริมาณไอนํ้าอิ่มตัว

4. อากาศในขวดแกว A มีความชน้ื สมั พทั ธตา่ํ กวาอากาศในขวดแกว B

~ 11 ~


21. กาํ หนดตารางหาคาความชืน้ สมั พทั ธ เปนดงั นี้ รวมขอสอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

ขอมูลความชนื้ สมั พทั ธของอากาศ และการเปลยี่ นสีของกระดาษชบุ สารละลายโคบอลต (II) คลอไรด ในพืน้ ท่ี 5 บรเิ วณ เปน

ดังนี้

พ้นื ท่ี คา ความช้นื สัมพัทธ (รอยละ) สีของกระดาษชุบโคบอลต (II) คลอไรด

A 85 ชมพมู ว ง

B 78 มวง

C 68 นาํ้ เงินมว ง

D 92 ชมพู

E 73 มวง

จากขอมูล หากใชไซครอมเิ ตอรตรวจวัดความช้ืนสัมพัทธของอากาศในพ้นื ท่ี F พบวา อานคาอณุ หภูมขิ องเทอรม อ

มิเตอรก ระเปาะแหงได 34 องศาเซลเซยี ส และกระเปาะเปย กได 30 องศาเซลเซยี ส

ผลการตรวจสอบอากาศในพื้นท่ี F โดยใชก ระดาษชุบโคบอลต (II) คลอไรด จะพบกระดาษเปนสีใด(O-netป61)

1. มวง 2. ชมพู 3. ชมพมู ว ง 4. นา้ํ เงนิ มว ง

22. เมือง ก. มีความกดดนั บรรยากาศ 450 มิลลเิ มตร ของปรอท เมอื ง ข. มีความกดดันบรรยากาศ 670 มิลลิเมตร ของปรอท

ขอ สรุปเก่ียวกับเมือง ก. และเมือง ข. ขอ ใดไมถ กู ตอง(O-netป55)

1. ลมพดั จากเมือง ก. ไปยังเมือง ข. 2. เมือง ก. สงู จากระดบั นํ้าทะเลมากกวา เมือง ข.

3. อากาศในเมือง ก. มคี วามหนาแนนนอยกวา เมือง ข. 4. อากาศในเมือง ก. มอี ุณหภูมิสงู กวาอากาศใน เมือง ข.

~ 12 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวทิ ย

23. ขอ มูลพายุหมนุ เขตรอนจําแนกตามอัตราเร็วลมรอบจดุ ศนู ยกลาง เปน ดังน้ี

อตั ราเร็วลมรอบจดุ ศนู ยก ลาง ชนดิ ของพายหุ มนุ เขตรอน
(กิโลเมตร / ช่ัวโมง)

ตา่ํ กวา 63 ดเี ปรสช่นั

ตงั้ แต 63 - 117 โซนรอ น

มากกวา 117 ไตฝ ุน : เกดิ ในมหาสมุทรแปซิฟกตอนเหนือดานตะวนั ตก

เฮอรเิ คน : เกิดในมหาสมุทรแปซิฟก ดานตะวันออก

หรอื มหาสมทุ รแอตแลนตกิ

ไซโคลน : เกดิ ในมหาสมุทรอินเดยี หรือมหาสมุทรแปซิฟก

ตอนใตดานตะวันตก

พายหุ มนุ เขตรอ นหนึง่ กอตัวบริเวณมหาสมุทรแปซฟิ กดานตะวันตก มีอัตราเร็วลมรอบจดุ ศูนยกลางสงู สดุ 120 กิโลเมตรตอ
ช่วั โมง และมีทิศทางการเคล่ือนที่ของอากาศพัดเวยี นเขา หาศูนยกลางของพายุ ดงั ภาพ

จากขอมูล พายุหมุนเขตรอนนเ้ี ปน พายชุ นดิ ใด และเกดิ ในซีกโลกใด(O-netป61)

1. พายไุ ตฝ ุน เกิดในซกี โลกเหนอื 2. พายุไตฝุน เกดิ ในซกี โลกใต
3. พายเุ ฮอริเคน เกดิ ในซกี โลกเหนือ 4. พายไุ ซโคลน เกดิ ในซกี โลกใต

24. พิจารณากราฟตอ ไปนี้ แลวตอบคาํ ถาม

ขอใดตอ ไปนไี้ มถูกตอง(O-netป59)
1. ปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดส งู ข้ึน ปริมาณนํา้ ฝนลดลง
2. ปริมาณแกส คารบ อนไดออกไซดส ูงข้ึน ความเปน กรดของนํา้ ฝนลดลง
3. อุณหภูมเิ ฉล่ียสงู ข้นึ ปริมาณน้ําฝนลดลง
4. อุณหภมู ิเฉลีย่ สงู ข้ึน ความเปนกรดของนา้ํ ฝนสงู ขน้ึ

~ 13 ~


รวมขอสอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวิทย

25. ขอมูล ลักษณะอากาศ การกระจายของฝน และลักษณะฝน

จากขอ มูล ถาวันน้มี ีอุณหภมู ิเฉลย่ี 19℃ มีฝนตกประมาณ 53% ของพ้นื ที่ และวดั ปริมาณนาํ้ ฝนได 20 มิลลเิ มตร จะรายงาน
สภาพอากาศตามขอใด(Onetป5 2)

1. อากาศเยน็ มฝี นตกในระดับปานกลางทั่วไปในพน้ื ท่ี

2. อากาศรอน มีฝนตกหนักกระจายเปนแหง ๆ ในพนื้ ที่

3. อากาศเย็น มีฝนตกในระดับปานกลางกระจายในพน้ื ที่

4. อากาศคอนขา งหนาว มฝี นตกเล็กนอยกระจายในพ้นื ที่

26. ตาราง ปริมาณแกสมเี ทนทเี่ กดิ จาํ แนกตามประเภทของแหลงกาํ เนดิ ตา ง ๆ

แหลง กําเนิดแกส มเี ทน ปริมาณแกส จากตาราง ขอความใดตอ ไปน้ีเปนจรงิ
พนื้ ท่ีชุมนาํ้ (ลานตนั )

120

ตามธรรมชาติ แมน าํ้ 20 1. แกสมีเทนทีเ่ กิดตามธรรมชาติเทากับ 500 ลานตนั
มหาสมุทร 10 2. พืน้ ท่ีชุมนา้ํ เปนแหลงกําเนิดแกส มเี ทนตามธรรมชาติมากทส่ี ุด
จากกจิ กรรม รงั ปลวก 10 3. การทําเหมืองแรเปนกจิ กรรมทที่ าํ ใหเ กิดแกส มีเทนมากท่สี ดุ
ของมนษุ ย 4. แกส มีเทนทเี่ กดิ ข้ึนจากกิจกรรมของมนุษยน อยกวา ตาม
เหมืองแร 100 ธรรมชาติ
เกษตรกรรม 190
การฝงกลบ 30

ขยะจากชุมชน 20

~ 14 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

27. ขอ มูลการตรวจวัดอุณหภมู อิ ากาศโดยใชเ ทอรมอมเิ ตอรก ระเปาะแหง และกระเปาะเปยกของจังหวดั 3 จังหวดั ในชว งเชา
กลางวัน และกลางคืน ของวันเดียวกนั ไดผ ลดงั นี้(O-netป60)

อุณหภมู ิกระเปาะแหง/ กระเปาะเปยก (℃)

กรุงเทพฯ ยะลา เชียงใหม

เชา 26/25 26/20 20/17

กลางวนั 34/33 32/26 28/23

กลางคืน 24/21 26/24 22/21

กาํ หนดตารางหาคาความชน้ื สัมพัทธ เปน ดงั นี้

จากขอ มูล ขอสรปุ ตอไปน้ถี ูกตองใชหรอื ไม ใช หรอื ไมใ ช
ใช / ไมใ ช
ขอ ความ
27.1 ถา มคี วามช้ืนสมั พัทธ 85% ขน้ึ ไป จะมีโอกาสเกดิ ฝนแลว จ.กรงุ เทพฯ จะมโี อกาสเกิดฝนท้ัง ใช / ไมใช
สามชว งเวลา
27.2 ในชว งเวลากลางวัน คนท่อี าศยั อยู จ.ยะลาจะมโี อกาสตากผา แหง ไวกวาคนท่ีอาศัยอยู จ. ใช / ไมใ ช
กรุงเทพฯ และ จ.เชียงใหม
27.3 ในชว งเวลาเชา คนที่วง่ิ ออกกําลังกายท่ี จ.เชยี งใหม จะรสู กึ ตวั เหนียวเหนอะหนะ ไมสบาย
ตัวกวาคนที่ว่ิงออกกาํ ลงั กายที่ จ.กรงุ เทพฯ

~ 15 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

28. ปรากฏการณเรือนกระจก มผี ลกระทบตอเหตุการณใดนอ ยทสี่ ุด (Onetป5 2)

1. นํา้ แข็งทข่ี วั้ โลกละลายมากขน้ึ 2. พนั ธพุ ชื ในเขตอบอนุ อพยพขนึ้ ท่สี ูงข้นึ
3. สัตวปามีจาํ นวนชุกชุมมากขึ้น 4. พน้ื ทท่ี ะเลทรายแผข ยายกวา งขน้ึ

29. พิจารณาขอความตอไปนี้ แลว ตอบคาํ ถาม

ก. ตน ไม ข. สิ่งปลกู สราง ค. การเกษตร ง. ภาวะโลกรอ น จ. หินปูนใตพ ื้นโลก
4. ง และ จ
ฝนกรดมีผลกระทบในทางทเ่ี ปน ประโยชนต อสิง่ ใดบาง(O-netป5 5)

1. ก และ ข 2. ก และ ง 3. ข และ จ

30. อณุ หภมู ขิ องโลกในปจ จุบันน้ีสงู ขนึ้ เนื่องจากสาเหตุใดมากทส่ี ดุ

1. ภเู ขาไฟระเบดิ 2. ชัน้ โอโซนเบาบางลง
3. มีการเผาไหมน ํ้ามันเชือ้ เพลิงมากขึ้น 4. นา้ํ แขง็ ขว้ั โลกมปี รมิ าณลดลง

31. บา น 2 หลงั ตงั้ อยูรมิ ฝง แมนํ้าซ่ึงมีลักษณะการไหลแบบคดเค้ยี วสายหนงึ่ โดยมขี อมลู ระยะหา งจากริมตล่ิงของบานทัง้ สอง
หลงั เม่ือ 10 ปท่แี ลว และในปจจบุ ันเปน ดงั ตาราง

บาน ระยะหางจากรมิ ตลิ่ง (เมตร)

เมอื่ 10 ปท ีแ่ ลว ในปจ จบุ นั

A 500 400

B 200 220

จากขอมูล การระบุทต่ี งั้ ของบา น และสาเหตขุ องการเปลี่ยนแปลงระยะหางจากริมตล่ิงในขอใดตอ ไปนี้ถกู ตอง(O-netป62)

ทตี่ ัง้ ของบา น สาเหตขุ องการเปล่ยี นแปลง
1. บา นหลงั A ตง้ั อยบู รเิ วณฝง โคง ดานในของแมน ํา้ การกรอนและการพาตะกอน
2. บานหลัง A ตงั้ อยูบริเวณฝง โคงดานนอกของแมน ้าํ การพาและสะสมตวั ของตะกอน
3. บา นหลัง B ต้งั อยูบรวิ ณฝงโคงดานในของแมน า้ํ การพาและสะสมตวั ของตะกอน
4. บา นหลงั B ต้ังอยูบรเิ วณฝงโคงดา นนอกของแมน ้ํา การกรอนและการพาตะกอน

~ 16 ~


รวมขอ สอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวิทย

ระบบสรุ ยิ ะ

32. ดาวเคราะหดวงใด เม่ือมองจากบนโลกดว ยตาเปลาจะเห็นวา มคี วามสวา งมากท่ีสุด

1. ดาวพธุ 2. ดาวศกุ ร 3. ดาวอังคาร 4. ดาวพฤหสั บดี

33. ดาวดวงใดไมส ามารถมองเหน็ ดว ยตาเปลา (O-netป53C)

1. ดาวพุธ 2. ดาวศกุ ร 3. ดาวเสาร 4. ดาวยูเรนสั

34. ทิศทางการหมนุ รอบตัวเองของดาวเคราะหดวงใดตอไปน้ตี รงขา มกับดาวเคราะหดวงอ่นื (Onetป53D)

1. ดาวศกุ ร 2. ดาวเสาร 3. ดาวองั คา 4. ดาวพฤหัสบดี

35. พจิ ารณาแผนภาพแลวตอบคําถาม
การแบงดาวเคราะหเปน 2 กลมุ ดงั แผนภาพ กลุมท่ี 1 และกลุม ที่ 2 เรยี กวาอะไร เรียงตามลําดบั (Onetป58)

1. ดาวเคราะหวงใน ดาวเคราะหห นิ

2. ดาวเคราะหห ิน ดาวเคราะหแกส

3. ดาวเคราะหแ กส ดาวเคราะหว งนอก

4. ดาวเคราะหว งนอก ดาวเคราะหหนิ

36. ในระยะเวลา 2 - 3 ปท่ีผา นมา นักดาราศาสตรไ ดป ระชุมตัดสินใหดาวดวงใดไมเปน ดาวเคราะหในระบบสุรยิ ะอกี ตอไป

1. ดาวพธุ 2. ดาวพลูโต 3. ดาวเนปจนู 4. ดาวยเู รนสั

37. วตั ถุทองฟา ทีเ่ ผาไหมไ มหมดในชน้ั บรรยากาศ และกําลงั ตกลงสูพนื้ โลก เรยี กวา

1. ดาวตก 2. ผีพงุ ไต 3. อกุ กาบาต 4. ดาวหาง

~ 17 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวทิ ย

เอกภพ ดวงดาวบนทอ งฟา และปรากฏการณบ นทองฟา

38. พิจารณาภาพ แลว ตอบคาํ ถาม

ปฏิกิรยิ านวิ เคลยี รน เ้ี รยี กวา อะไร เครือ่ งมือท่ใี ชควบคมุ ปฏกิ ริ ิยานี้ คืออะไร(Onetป58)

1. ปฏิกริ ิยาตอเนอื่ ง เครื่องไดนาโม 2. ปฏิกริ ิยาลูกโซ เครอื่ งปฏิกรณนิวเคลียร

3. ปฏิกริ ยิ านิวเคลยี รฟชชนั เครอ่ื งไดนาโม 4. ปฏกิ ริ ยิ านิวเคลยี รฟวชนั เครือ่ งปฏิกรณนิวเคลียร

39. กราฟแสดงขอมูลการทํานายระดบั นํ้าทะเลขึน้ สูงสดุ และระดับนา้ํ ทะเลลงตาํ่ สุดในแตล ะวันของเดือนหนงึ่ เปนดังนี้

ตําแหนง ของดวงอาทิตย ดวงจนั ทร และโลกในภาพใดตอ ไปน้ี ทส่ี งผลใหเกิดนํา้ ข้ึนและนาํ้ ลงดงั กราฟในวันท่ี 8 (60)
1. 2.

3. 4.

~ 18 ~


รวมขอสอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวทิ ย

40. นักเรียนสงั เกตดาว A ทีอ่ ยกู ึ่งกลางระหวา งเสนขอบฟา กับจดุ เหนอื ศรี ษะทางทศิ ตะวันตกเฉียงใต ดาว A มมี ุมเงยและมุม
ทิศก่ีองศา(O-netป5 5)

1. 0 2. 45 3. 90
4. 135 5. 180 6. 225

41. แนวการขน้ึ ตกของดวงอาทิตยในชวงเวลาตา ง ๆ ในรอบป ของประเทศไทย เปนดังภาพ

จากภาพ ขอ สรุปใดไมถ กู ตอง(O-netป61)
1. ในชว งเวลา B เปนฤดทู ่ีมอี ุณหภมู ิอากาศเฉลี่ยสงู กวาในชวงเวลา C
2. ในชว งเวลา C จะพบลมมรสมุ พดั พามาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
3. ในชว งเวลา A ของซีกโลกเหนือจะตรงกบั ชว งฤดูหนาวของซกี โลกใต
4. ในชวงเวลา A เงาของเสาธงที่เกิดในชวงเที่ยงวนั จะมีความยาวนอยกวาในชว งเวลา B

42. โลกโคจรรอบดวงอาทิตยใ นทิศทางใด (O-netป59)

1. ทิศทางตรงขามกบั การหมุนรอบตัวเอง 2. ทศิ ทางเดียวกับการหมนุ รอบตัวเอง

3. ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก 4. ทิศใต ทศิ เหนือ

43. ดาวดวงใดอยูใ กลขอบฟามากที่สดุ 2. ดาว B ทมี่ ีมมุ เงย 15 องศา ทางทิศตะวนั ตก
4. ดาว D ที่มีมุมเงย 75 องศา ทางทศิ ใต
1. ดาว A ที่มีมมุ เงย 45 องศา ทางทิศเหนือ
3. ดาว C ทมี่ มี ุมเงย 25 องศา ทางทิศตะวันออก

~ 19 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

44. ตาํ แหนงของดาว A และดาว B บนทรงกลมทองฟา แสดงไดดังภาพ

จากภาพ ดาว A มมี ุมทิศเทาใด และอยูหา งจากดาว B เปน ระยะเชิงมุมเทา ใด(O-netป6 2)
1. มมี มุ ทิศ 120° และอยหู างจากดาว B เปนระยะเชงิ มมุ 40°
2. มีมมุ ทิศ 240° และอยหู า งจากดาว B เปนระยะเชงิ มุม 40°
3. มมี มุ ทิศ 120° และอยหู างจากดาว B เปนระยะเชิงมมุ 70°
4. มีมุมทิศ 240° และอยูหา งจากดาว B เปน ระยะเชงิ มมุ 70°

~ 20 ~


รวมขอสอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

45. นักเรยี นคนหนึ่งสงั เกตทองฟา เวลา 19.00 น. ดานทศิ ใต พบกลมุ ดาว A ดงั ภาพ

จากภาพ ในวันเดยี วกันน้ี หากนกั เรยี นคนดงั กลาวสงั เกตทองฟาอกี คร้ังในเวลา 22.00 น. จะมองเห็นกลมุ ดาว A ดงั ภาพใด(O-
netป60)

46. ดวงจันทรเปน บรวิ ารของโลกมีแรงโนมถวง ของแรงโนม ถว งของโลก วัตถุช้ินหนงึ่ ชงั่ บนดวงจนั ทรไ ด 60 นวิ ตัน วตั ถชุ ้นิ


นี้ชงั่ บนโลกไดก ่นี วิ ตัน (Onetป58)

1. 360 2. 100 3. 60 4. 10

47. พิจารณาแผนภาพ แลว ตอบคาํ ถาม

ตําแหนงใดบนผวิ โลกท่ีมีน้าํ ลงตา่ํ สุดในขณะน้ัน(Onetป58)

1. A เทานั้น 2. C เทานน้ั

3. A และ B 4. A B และ C

~ 21 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวทิ ย

48. คนบนโลกมองเห็นดวงอาทติ ยขึ้นทางทศิ ตะวนั ออกและตกทางทศิ ตะวันตก เนอื่ งจากสาเหตใุ นขอใด(O-netป55)

1. การหมนุ รอบตัวเองของโลก 2. การโคจรรอบโลกของดวงอาทติ ย
3. การโคจรรอบดวงอาทิตยข องโลก 4. การท่ดี วงอาทิตยเ ปน ศนู ยกลางของระบบสรุ ยิ ะ

49. พจิ ารณาขอ ความตอไปน้ี แลว ตอบคําถาม

ก. แรงโนมถว งทด่ี วงจนั ทร ดวงอาทติ ย กระทาํ ตอโลก ทําใหเกิดปรากฏการณน าํ้ ขึน้ น้าํ ลง
ข. แรงโนม ถว งระหวางโลกกับดวงจนั ทร ทําใหดวงจนั ทรโคจรรอบโลกและรอบดวงอาทิตย

ขอใดถูกตอง(O-netป55)

1. ขอ ก และ ขอ ข ถกู 2. ขอ ก และ ขอ ข ผดิ
3. ขอ ก ถูก ขอ ข ผดิ 4. ขอ ก ผิด ขอ ข ถูก

50. ภาพแสดงตาํ แหนง ของโลกเปรียบเทียบกับตําแหนง ของดวงอาทิตยแ ละกลมุ ดาวจักรราศีของเดือนหน่งึ เมอื่ มองจากเหนือ
ระนาบเสน สรุ ยิ วถิ ี และทิศทางการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย เปน ดังน้ี

หมายเหตุ ภาพไมไดส ัดสว นตามความเปนจรงิ
ชวงเวลาท่ีโลกอยู ณ ตําแหนงดงั ภาพ ตรงกบั เดือนใด และในเวลากลางคืนจะเหน็ กลุมดาวจักรราศีใดอยูบนทอ งฟา ยาวนาน
ทส่ี ดุ (O-netป61)

1. เดือนมิถุนายน และ กลมุ ดาวคนยงิ ธนู 2. เดอื นธนั วาคม และ กลมุ ดาวคนคู
3. เดอื นมถิ ุนายน และ กลมุ ดาวแมงปอ ง 4. เดอื นธันวาคม และ กลมุ ดาวหญงิ พรหมจารยี 

~ 22 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

51. ภาพจําลองการโคจรของโลกรอบดวงอาทติ ย ผานกลุม ดาวจักรราศตี า ง ๆ

จากภาพ ในตอนหัวคํ่าของคืนทีม่ ที องฟา โปรง ผูส งั เกตบนโลกจะมองเหน็ กลมุ ดาวใดปรากฏขน้ึ เปน กลุมแรก

1. ดาวธนู 2. ดาววัว 3. ดาวปู 4. ดาวคนแบกหมอนํา้

52. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย 1 รอบ ใชเ วลา 1 ป ทําใหเห็นดวงอาทิตยเ คล่อื นที่ผานกลมุ ดาวจกั รราศีตาง ๆ 12 กลมุ ในตอน
หวั คํา่ ท่มี ีทอ งฟาโปรง ผูสงั เกตบนโลกมองเห็นกลุมดาวแพะทะเลปรากฏขึน้ เปน กลุมแรก ในชวงเวลานั้นดวงอาทิตยผา นเขา
ใกลกลมุ ดาวจักรราศใี ด และตรงกับเดือนใด(O-netป59)

1. กลุมดาวสิงโต เดอื นสงิ หาคม 2. กลุม ดาวคนคู เดือนกมุ ภาพนั ธ
3. กลมุ ดาวคนยงิ ธนู เดอื นธนั วาคม 4. กลุมดาวแพะทะเล เดอื นมกราคม

53. นักเรียนคนหน่ึง สงั เกตเหน็ กลุมดาวกลุมหน่ึง แลว บอกวาเปน กลุมดาวนายพราน
นกั เรียนคนทส่ี อง สังเกตุเห็นกลุมดาวกลุมหน่งึ แลว บอกวา เปน กลุม ดาวเตา

การสงั เกตกลมุ ดาวของนักเรยี นทั้งสองคน สรปุ ไดอ ยา งไร(Onetป5 8)

1. กลุมดาวนายพรานอยูส งู กวา กลุมดาวเตา 2. กลมุ ดาวนายพรานอยตู ่าํ กวา กลุมดาวเตา

3. กลุมดาวนายพรานอยูตดิ กับกลุมดาวเตา ทางซา ยมือ 4. กลมุ ดาวนายพรานอยตู าํ แหนงเดยี วกบั กลมุ ดาวเตา

~ 23 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครวู ุฒิ สอนวทิ ย

54. ปรากฏการณในขอ ใดบา งที่มรี ะยะเวลายาวนานเทากนั (Onetป52 เลอื กตอบ 2 ขอ )

1. คาบการหมุนรอบตัวเองของโลก 2. คาบการหมนุ รอบตัวเองของดวงจนั ทร

3. คาบการหมนุ รอบตวั เองของดวงอาทติ ย 4. คาบการโคจรของดวงจันทรรอบโลก

5. คาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทติ ย 6. คาบการโคจรของดวงอาทิตยร อบกาแลก็ ซี

55. ปรากฏการณจนั ทรปุ ราคาจะไมม ีโอกาสเกิดขึน้ ไดใ นวันใดบา ง (Onetป52 เลือกตอบ 2 ขอ )

1. วันวสิ าขบชู า 2. วันอาสาฬหบชู า 3. วนั มาฆะบูชา
4. วนั ลอยกระทง 5. วันพระ แรม 15 ค่ํา 6. วันท่ีเกิดสุรยิ ปุ ราคา

56. ภาพแสดงตําแหนง ของโลก ดวงจันทร และดวงอาทิตย ขณะดวงจนั ทรโคจรรอบโลกท่ีตาํ แหนง ตา ง ๆ และทิศทางทีด่ วง
จนั ทรไดร บั แสงจากดวงอาทิตย เปน ดงั นี้

กาํ หนดให ดวงจันทรโคจรรอบโลกเปน วงกลม

หมายเหตุ ภาพไมไดส ัดสวนตามความเปน จรงิ ใช หรอื ไมใช
จากขอ มูล ขอสรุปตอไปนถ้ี ูกตอ งใชหรอื ไม ใช / ไมใ ช

ขอ ความ ใช / ไมใช
56.1 ในวนั ทดี่ วงจันทรโคจรรอบโลกมาอยูท่ตี าํ แหนง B และตําแหนง D คนบนโลกจะสังเกตเห็น
ระดบั นาํ้ ทะเลขน้ึ สงู สุดและลงตาํ่ สดุ ในทง้ั สองวันดังกลาว ใช / ไมใช
56.2 ในวนั ท่ีดวงจันทรโ คจรรอบโลกมาอยูทต่ี าํ แหนง A จะมรี ะดับนา้ํ ทะเลลงตํา่ กวา ในวันที่ดวง
จันทรโ คจรรอบโลกมาอยูที่ตาํ แหนง B
56.3 ในเดอื นหนงึ่ ถาวันทดี่ วงจนั ทรโคจรรอบโลกมาอยทู ่ีตําแหนง D ตรงกับวันที่ 1 ของเดือน
วนั ท่ี 8 ของเดือน จะเปนคืนจันทรเพญ็

~ 24 ~


รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

เทคโนโลยีทางอวกาศ

57. เด็กชายเจใชก ลอ งโทรทรรศนประเภทหกั เหแสงสอ งดูกระจกุ ดาว A เมอ่ื เขาใชเ ลนสใ กลตาที่มคี วามยาวโฟกัส 10
มิลลเิ มตร และเลนสใ กลว ตั ถุทม่ี คี วามยาวโฟกสั 400 มลิ ลิเมตร จะสงั เกตเหน็ กระจุกดาว A ประกอบดวย ดวงดาวจาํ นวน
มากมายและมีดวงดาวสวางประมาณ 9 ดวง

จากขอมูล ถา เดก็ ชายเจตอ งการสงั เกตเหน็ รายละเอียดของกระจุกดาว A เพิ่มขึน้ เขาควรใชเลนสต าและเลนสใกล
วตั ถทุ ี่มีความยาวโฟกัสใดตอไปน้ี

กาํ หนดให เลนสใ กลตาท้ังส่ีช้นิ มขี นาดเสน ผา นศนู ยก ลางเทา กนั และเลนสใกลว ัตถุท้ังสีช่ ้นิ มีขนาดเสนผานศนู ยกลาง
เทา กนั จึงใหพ จิ ารณาจากความยาวโฟกัสของเลนสเทานั้น(O-netป6 2)

ความยาวโฟกัสเลนสใกลต า (มิลลิเมตร) ความยาวโฟกัสเลนสใกลวัตถุ (มิลลิเมตร)

1. 15 750

2. 20 800

3. 25 1,000

4. 40 1,200

58. กลอ งโทรทรรศนตัวหนงึ่ ใชเลนสนนู ท่ีมคี วามยาวโฟกสั 1800 มิลลเิ มตร เปน เลนสใกลวตั ถุ และใชเ ลนสน นู อีกอนั หน่งึ ท่มี ี
ความยาวโฟกัส 20 มิลลิเมตร เปนเลนสใ กลตา กลอ งโทรทรรศนนมี้ ีกาํ ลงั ขยายเทาใด (O-netป5 9)

1. 20 เทา 2. 90 เทา 3. 180 เทา 4. 3600 เทา

59. ตาราง อัตราเร็วในการโคจรรอบโลกของดาวเทียมที่ระดบั ความสูงตาง ๆ จากผวิ โลก

ความสงู จากผิวโลก (km) อตั ราเร็ว (km/hr) คาบในการโคจรรอบโลก 1 รอบ
160 28,102 a
10,000 15,818 b
35,880 11,052 c

จากตาราง ขอใดสรปุ ไดถูกตอง(Onetป5 8)

1. a มีคา มากกวา b 2. b มีคา มากกวา c
3. c มีคามากกวา b 4. a มคี า เทา กับ b และ c

~ 25 ~


รวมขอสอบ O-NET วทิ ยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวทิ ย

60. ขอมูลแสดงความสงู จากผวิ โลกและคาบในการโคจรรอบโลกของดาวเทยี ม 3 ดวง เปนดังน้ี

ดาวเทียม ความสงู จากผิวโลก (km) คาบในการโคจรรอบโลกหนึง่ รอบ
A 160 1 ชัว่ โมง 27 นาที
B 1,609 1 ช่วั โมง 57 นาที
C 35,786 24 ชว่ั โมง

จากขอ มูล ขอใดไมถ กู ตอง (O-netป6 0)

1. แรงโนมถว งของโลกตอดาวเทยี ม A มากกวาดาวเทยี ม B

2. ความเรว็ ในการโคจรของดาวเทียม B มากกวา ดาวเทียม C

3. เมื่อสังเกตจากพ้ืนโลกจะเหน็ ดาวเทียม A อยตู ําแหนง คงทบี่ นทองฟา

4. ดาวเทยี ม C เหมาะสําหรับใชเปน ดาวเทยี มส่อื สาร เพราะสงสญั ญาณมายงั โลกไดต อ เน่อื ง

61. พิจารณาประโยชนของดาวเทียมตาง ๆ แลวตอบคาํ ถาม

- ดาวเทียม THEOS ใชส ํารวจทรัพยากรธรรมชาติ - ดาวเทียม SOHO ใชว เิ คราะหวัตถุบนทองฟา
- ดาวเทียม GOES-J ใชสาํ รวจเมฆ สภาพอากาศ - ดาวเทียม THAICOM ใชสื่อสารระยะไกล คนทว่ั โลกรับรขู า วสาร

ในการเตือนภยั สึนามิ แผนดนิ ไหว ใชป ระโยชนจ ากดาวเทียมดวงใดมากทสี่ ุด(Onetป58)

1. THEOS 2. SOHO 3. GOES-J 4. THAICOM

62. ดาวเทียมท่ใี ชส าํ หรับการถา ยทอดสัญญาณโทรทัศนด จิ ทิ ัลความละเอียดสงู (High Definition TV) ตอ งโคจรอยใู นระดับ
ใด (O-netป59)

1. วงโคจรระดบั ตํา่ 2. วงโคจรระดบั กลาง
3. วงโคจรคา งฟา 4. เปนไปไดท ั้งขอ 1 2 และ 3

63. ดาวเทียมไทยคม ใชประโยชนใ นดานใด(O-netป5 3C)

1. การส่ือสาร 2. การสาํ รวจทรพั ยากร

3. การพยากรณส ภาพภูมิอากาศ 4. การนาํ อุปกรณอ อกไปสํารวจอวกาศ

~ 26 ~


64. ดาวเทียมทาํ หนา ท่ตี อไปน้ี ยกเวน ขอใด (Onetป5 3D) รวมขอ สอบ O-NET วิทยาศาสตร ม.3 โดย ครูวุฒิ สอนวิทย

1. สือ่ สาร 2. สาํ รวจทรพั ยากร
3. นําอุปกรณออกไปสํารวจอวกาศ 4. เก็บขอ มูลเพื่อใชพยากรณสภาพอากาศ

65. ดาวเทียมสอื่ สาร ควรมีตาํ แหนง คงท่ีอยบู นทองฟา ตลอดเวลา เพ่ือใหจานสายอากาศของดาวเทียมหันเขาหาจาน
สายอากาศของสถานรี ับสัญญาณบนพนื้ ผวิ โลกตลอดเวลาโดยไมต องหมุนตาม ทาํ ใหสามารถสง สัญญาณติดตอส่อื สารระหวาง
โลกกบั ดาวเทียมไดอยางตอเนอ่ื ง ขอมูลความสูงจากผิวโลกและคาบในการโคจรรอบโลกของดาวเทียม 4 ดวง เปน ดงั นี้

ดาวเทียม ความสูงจากผิวโลก (km) คาบในการโคจรรอบโลก 1 รอบ
A 160 1 ชว่ั โมง 27 นาที
B 1,609 1 ช่ัวโมง 57 นาที
C 10,000 6 ชั่วโมง 30 นาที
D 35,880 24 ชว่ั โมง

จากขอมูล ดาวเทียมดวงใดท่ีมีวงโคจรเหมาะสาํ หรับใชประโยชนเปนดาวเทียมส่ือสาร(O-netป6 1)

1. ดาวเทยี ม A 2. ดาวเทยี ม B 3. ดาวเทยี ม C 4. ดาวเทยี ม D

66. ดาวเทียมดวงใดใชใ นการสอื่ สาร(O-netป55)

1. Soho (โซโห) 2. Theos (ธอี อส) 3. Thaicom (ไทคม) 4. Goes – J (โกส – เจ)

67. องคก ารนาซา ขอใชสนามบนิ อตู ะเภาในชวงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2555 เพือ่ ศึกษาวิจยั ในเรื่องใด แตสรุปสดุ ทา ยไมมีการ
ศกึ ษาวจิ ัยเกิดขน้ึ (O-netป55)

1. การส่อื สาร โดยใชด าวเทียม 2. ทรัพยากรธรรมชาตทิ างทะเล
3. การเปลีย่ นแปลงของอากาศและสภาพเมฆ 4. การเปลีย่ นแปลงของพน้ื ดินเน่ืองจากสภาพนํ้าทว ม

68. ขอใดไมใ ชด าวเทยี มส่อื สาร (Onetป5 2)

1. ไทยคม 2. เทลสตาร 3. อินเทลแซท 4. วอยเอเจอร

69. ผลของคลนื่ แมเ หลก็ ไฟฟา จากลมสุรยิ ะตอโลกในขอใดเปน ไปไดม ากท่ีสุด

1. ระบบสือ่ สารระหวางโลกกับดาวเทยี มถูกรบกวน 2. สง่ิ มีชีวิตบนโลก เจรญิ เตบิ โตชา ลง

3. ขวั้ ของสนามแมเ หล็กโลกกลบั ทศิ 4. วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตยเ ปลี่ยนไป

~ 27 ~


Click to View FlipBook Version