แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช หน้า : 12 หน้า แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเลขที่ : WI–NUR-LR-005 ทบทวน : ทุกปี เรื่อง : การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ วันบังคับใช้: 17 ก.พ. 66 วันที่ปรับปรุง : 10 ก.พ. 66 แผนก : กลุ่มงานการพยาบาลผู้คลอด แผนกที่เกี่ยวข้อง : ห้องคลอด หลังคลอด นรีเวชและพิเศษหญิงรวม ผู้จัดทำ : นางสาววรภัทร์ ทวีกุล ผู้ทบทวน ................................................................ ( นางสาวพรทิพย์ จันทาทิพย์) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้คลอด ผู้อนุมัติ ......................................................... ( นางมารยาท รัตนประทีป ) หัวหน้าพยาบาล
แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ 1. วัตถุประสงค์: เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ห้องคลอดในการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ 2. ขอบเขต : ผู้คลอดทุกรายที่มีภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ 3. คำนิยาม : ภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ ( Diabetes mellitus in pregnancy ) หมายถึง หญิงตั้งครรภ์ที่ร่างกายมีความทนต่อสารคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากมีความไม่สมดุลระหว่างความต้องการและการสร้างหรือการใช้อินสุลินของร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเป็นโรคมาก่อน ตั้งครรภ์ (Pregestational diabetes mellitus) หรือเป็นขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus : GDM) เนื่องจากมีการทำลายอินซูลินโดยรก และฮอร์โมนจากรก ซึ่งจะมีฤทธิ์ต้านอินซูลินทำให้การเผาผลาญภายในร่างกายผิดปกติ หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นอยู่แล้วอาจเป็นรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดอันตรายต่อ หญิงตั้งครรภ์และทารกได้ DM IN PREGNANCY แบ่งเป็น 1. GESTATIONAL DM (GDM) คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มีความทนต่อกลูโคสบกพร่องในระหว่างมีครรภ์เท่านั้น ส่วนใหญ่มักพบในครึ่งหลังของ การตั้งครรภ์และหลังคลอดจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่บางรายอาจเปลี่ยนเป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลินได้ในเวลา 5 – 10 ปี
2. OVERT DIABETES เป็นเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยก่อนการตั้งครรภ์ CLASSIFICATION CLASS A (GESTATIONAL DM ) หมายถึง OGTT ผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป Class A 1 FBS 105 mg/dl และ 2 –hr Post prandial 120 mg/dl Class A 2 FBS 105 mg/dl และหรือ 2 –hr Post prandial 120 mg/dl CLASS B เริ่มเป็นเมื่ออายุมากกว่า 20 ปี หรือมีระยะเวลาเป็นน้อยกว่า 10 ปี CLASS C เริ่มเป็นเมื่ออายุ 10 – 19 ปี หรือระยะเวลาที่เป็น 10 – 19 ปี, No vascular complication CLASS D เริ่มเป็นเมื่ออายุน้อยกว่า 10ปี หรือมีระยะเวลาเป็น 20 ปีขึ้นไป, มี Benign retinopathy CLASS E เลิกใช้ CLASS F Diabetic nephropathy CLASS R Proliferative retinopathy CLASS H Arteriosclerotic heart disease ค่าปกติ OGTT อ้างอิงตามแบบของ Carpenter & Coustan - ชั่วโมงที่ 0 ( Fasting ) 95 (พลาสมา) mg/dl - ชั่วโมงที่ 1 180 (พลาสมา) mg/dl - ชั่วโมงที่ 2 155 (พลาสมา) mg/dl - ชั่วโมงที่ 3 140 (พลาสมา) mg/dl
4. เอกสารอ้างอิง : ธีระ ทองสง (บ.ก.). (2564). สูติศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 6. บริษัท ลักษมีรุ่ง จำกัด. นันทพร แสนศิริพันธ์, และฉวี เบาทรวง. (2561). การพยาบาลการผดุงครรภ์สตรีที่มีภาวะแทรกซ้อน. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ปิยะภรณ์ ประสิทธิ์วัฒนเสรี (บ.ก.). (2565). การพยาบาลและการผดุงครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน. บริษัทสยามพิมพ์นานา จำกัด. 5. หน้าที่ความรับผิดชอบ : แพทย์ : เป็นผู้ให้การรักษาภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ และเลือกวิธีการคลอดที่เหมาะสมสำหรับผู้คลอดในแต่ละราย พยาบาลวิชาชีพ : ประเมินสภาพผู้คลอด รายงานแพทย์และให้การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ 6. เป้าหมาย : ผู้คลอดสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ด้วยการควบคุมอาหารและไม่ใช้อินซูลินหรือต้องปรับเพิ่มอินซูลิน 7. ตัวชี้วัด : 1. อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ = 0 2. อัตราการเกิด Birth asphyxia กลุ่ม DM in Pregnancy 60 : 1,000 การเกิดมีชีพ = 0 3. อัตรา Perinatal mortality กลุ่ม DM in Pregnancy 20 : 1,000 การเกิดมีชีพ = 0
แนวทางปฏิบัติการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเบาหวานร่วมกับการตั้งครรภ์ การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) มาตรฐานที่ 1 การพยาบาลใน ระยะก่อนคลอด 1.1 การประเมินในระยะแรกรับ 1. ซักประวัติและทบทวนประวัติ การฝากครรภ์เพื่อประเมิน ดังนี้ 1. ชนิดของ DM in Pregnancy 2. การได้รับ Insulin/ Control Diet 3. ประวัติการควบคุมระดับน้ำตาล 4.ภาวะแทรกซ้อนจาก DM in Pregnancy เช่น ภาวะ Hypo-Hyperglycemia 2. ตรวจร่างกายตามระบบ - วัดสัญญาณชีพ (T,P,R,BP,O2Sat) - ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง - ตรวจร่างกายทั่วไปศีรษะจรดเท้า - ตรวจครรภ์ ฟังเสียงหัวใจทารก - ตรวจภายใน - ประเมินการหดรัดตัวของมดลูก - DTX Stat - NST / EFM - CBC, UA 1. มีความผิดปกติของเมตาโบลิซึม เนื่องจากภาวะโรคเบาหวานขณะ ตั้งครรภ์ วางแผนการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะ HypoHyperglycemia 1. ติดตามระดับน้ำตาลในกระแสเลือด FBS, 2 hr. PP x 3 มื้อ 2. สังเกตอาการ Hypo-Hyperglycemia -Hypoglycemia ได้แก่ เหงื่อออก ไม่มีแรง เวียนศีรษะ สับสน ผิวหนังเย็น อ่อนเพลีย ตาพร่า หิวบ่อย ตัวสั่น หัวใจเต้นเร็ว - Hyperglycemia ได้แก่ กระหายน้ำมาก ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะในเวลา กลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ตามัว 3. แนะนำการควบคุมอาหาร ให้ครบทุกหมู่ โดย แบ่งมื้ออาหาร (อาหารหลัก 3 มื้อ อาหารว่าง 1 มื้อ ก่อนนอน 1 มื้อ) หลีกเลี่ยงอาหารหวาน จัด และอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง 4. กรณีได้รับ Insulin ชนิดฉีด แนะนำวิธีการ เตรียมยา วิธีการฉีดยา เน้นย้ำให้เห็น ความสำคัญของการฉีดยา โดยจะต้องฉีดให้ ถูกต้องทั้งปริมาณและเวลา - ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ FBS < 95 mg/dl 2 hr. PP < 120 mg/dl - ไม่มี Sign ของภาวะ HypoHyperglycemia
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) 1.2 การประเมินในระยะการดูแล ต่อเนื่อง - ประเมินความวิตกกังวล ความพร้อม ด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมที่มีต่อ ภาวะเบาหวานร่วมกับการคลอด - ประเมินความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ โรค การปฏิบัติตัวและสังเกตอาการ ผิดปกติ รวมทั้งให้คำแนะนำ เพิ่มเติม ในส่วนที่ขาดความรู้ - ติดตามระดับน้ำตาลในกระแสเลือด FBS และ 2 hr. PP รายงานสูติแพทย์ และหรืออายุรแพทย์ เพื่อวาง แผนการคลอดและรักษา 1.3 สื่อสารข้อมูลที่ได้จากการ ประเมินและผลการพยาบาลแก่ทีม พยาบาลและทีมสหสาขาวิชาชีพ -รายงานสูติแพทย์และอายุรแพทย์ เมื่อไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลใน กระแสเลือดได้ -ประสานงานกับนักโภชนากรและเข้า ร่วมรับฟังการให้ความรู้เกี่ยวการ รับประทานอาหารเบาหวาน 2. วิตกกังวลเกี่ยวแผนการรักษา เบาหวานขณะตั้งครรภ์และ ภาวะแทรกซ้อนของผู้คลอดและ ทารกในครรภ์ 3.อาจเกิดภาวะ HypoHyperglycemia วางแผนเพื่อนป้องกัน ภาวะ วิตกกังวลเกี่ยวแผนการรักษา เบาหวานขณะตั้งครรภ์และ ภาวะแทรกซ้อนของผู้คลอด และทารกในครรภ์ วางแผนการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะ HypoHyperglycemia 1. ประเมินความวิตกกังวลเกี่ยวแผนการรักษา เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และภาวะแทรกซ้อน ของผู้คลอดและทารกในครรภ์ 2. เปิดโอกาสให้ผู้คลอดระบายความรู้สึก พูดคุย ซักถามและรับฟังอย่างตั้งใจ 3. นักโภชนากรอธิบายให้ผู้คลอดและครอบครัว เข้าใจเกี่ยวกับภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การ รักษา การดูแลตนเองที่เหมาะสมเพื่อป้องกัน การเกิดภาวะแทรกซ้อน 4. หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลใน กระแสเลือดได้ ส่งปรึกษาอายุรแพทย์เพื่อ ประเมินการให้ยาอินซูลินอย่างเหมาะสม 1.ระยะ Active phase ให้ NPO If - เจาะ DTX > 100 mg/dl ให้ 0.9% NSS 1000 ml (V) 100 cc/hr If - เจาะ DTX < 100 mg/dl ให้ 5% D/ N/2 1000 ml (V) 100 cc/hr 2.ติดตามเจาะ DTX ทุก 2 hr. keep DTX 80-100 mg/dl 3.รายงานสูติแพทย์เพื่อปรับสารน้ำที่ให้ทาง หลอดเลือดดำ on Infusion pump ไว้ ผู้คลอดมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการภาวะเบาหวานขณะ ตั้งครรภ์ การรักษา การดูแล ตนเองที่เหมาะสม และไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อน ผู้คลอดไม่มี sign HypoHyperglycemia DTX 80-120 mg/dlท
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) - ส่งเวรตามหลัก ISBAR - ส่งต่อข้อมูลผู้คลอดไปยังหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง เช่น NICU PP พิเศษรวม มาตรฐานที่ 2 การพยาบาลใน ระยะคลอด - ทบทวนประวัติการควบคุมระดับ น้ำตาล 4. เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Fetal Distress 5. เสี่ยงต่อการเกิดภาวะคลอด ไหล่ยาก วางแผนการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะ Fetal distress วางแผนการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะคลอด ไหล่ยาก 1. จัดให้นอนตะแคงซ้ายหรือ ศีรษะสูง อย่างน้อย 30 องศา 2. แนะนำมารดาสังเกตและนับการดิ้นของทารก 3. ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกและฟังเสียง หัวใจทารกตามระยะของการคลอด - latent Phase ทุก 2-4 ชั่วโมงในระยะ, - Active Phase กรณี low risk ทุก 30 นาที - Active Phase กรณี High risk ทุก 15 นาที 4. ติดตามความก้าวหน้าของการคลอดโดย การบันทึก Partograph ในระยะ Active Phase 5. สังเกตสีน้ำคร่ำ ถ้าผิดปกติให้การช่วยเหลือ 6. FHS < 110/min หรือ > 160/min ดูแลจัดท่าให้นอนตะแคงซ้ายและ ให้ Oxygen mask with bag 10 LPM , On Fetal monitor , รายงานแพทย์ 7. เตรียมอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิดไว้ พร้อมใช้ได้ทันที 1. จัดท่า Lithotomy เพื่อสะดวกในการ ช่วยทำคลอดไหล่ 2. แนะนำการเบ่งที่ถูกต้อง เชียร์เบ่ง 3. ตัดฝีเย็บให้กว้างพอ ไม่เกิดภาวะ Fetal distress 1. FHS 110-120/min 2. NST Reactive ไม่เกิดการคลอดติดไหล่หรือ คลอดไหล่ยาก
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) - เจาะ DTX - ตรวจติดตามอาการ HypoHyperglycemia - ประเมินน้ำหนักทารกในครรภ์ - PV ประเมินความก้าวหน้า การเคลื่อนต่ำของศีรษะทารก 4. เตรียมทีมช่วยคลอดไหล่ยาก 5. เตรียมอุปกรณ์ NCPR 6. เมื่อศีรษะทารกคลอด ประเมินว่ามี turtle sign ร้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์ พยาบาล ที่อยู่บริเวณนั้น และถ้าประเมินว่าการช่วยคลอด กระทำได้ยากพิจารณาแจ้งวิสัญญีและ กุมารแพทย์ล่วงหน้า 7. ในกรณีที่ยังไม่ได้ตัดแผลฝีเย็บ ควรทำการฉีด ยาชาแล้วตัดฝีเย็บหรือถ้าแผลฝีเย็บที่ตัดไว้ยังไม่ กว้างพอ พิจารณาตัดฝีเย็บเพิ่ม 8. ดูดเมือกหรือสารคัดหลั่งในปากทารก 9. ถ้ายังมีปัสสาวะค้างอยู่ ให้สวนปัสสาวะทิ้ง 10. เริ่มต้นช่วยคลอดด้วยวิธี McRoberts maneuver ร่วมกับ suprapubic pressure โดยปลดขาของผู้คลอดออกจากขาหยั่ง ยกขึ้น แล้วงอเข่าพับเข้ากับทางหน้าท้อง ซึ่งเป็นการ ทำให้เกิด hyperflexion และ abduction ของ ข้อสะโพกมารดา ทำให้ส่วนของ symphysis pubis หมุนมาทางด้านศีรษะร่วมกับเกิด flattening ของ lumbar lordosis ทำให้ไหล่ หน้าเกิดมีความคล่องตัวมากขึ้นและหลุดออกมา จาก pubic symphysis ได้ มักปฏิบัติร่วมกับ การกดบริเวณหัวหน่าว (suprapubic
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) 6. ทารกเสี่ยงต่อ Birth asphyxia จากการคลอดไหล่ยาก ให้การพยาบาลเพื่อลด ภาวะแทกซ้อนจาก Birth asphyxia pressure) เพื่อเป็นการช่วยกดให้ไหล่ด้านหน้า หลุดออกจาก pubic symphysis อีกแรงหนึ่ง โดยจังหวะในการกดควรเป็นจังหวะเดียวกันกับ การที่ผู้ทำคลอดค่อย ๆ ดึงทารกออกมาและเป็น ช่วงที่ขาของมารดาทั้งสองข้างถูกยกขึ้นจนเข่า ชิดกับส่วนหน้าอก 1. ให้การพยาบาลใต้ radian warmer จัดท่าของศีรษะทารกเพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง 2. เช็ดตัวให้แห้ง กระตุ้นให้ร้อง โดยการสัมผัส ลูบบริเวณ แขน ขา หลัง ลำตัว 3. ทำการดูดเสมหะ เปิดใช้ความดันไม่เกิน 80 mmHg แต่ละครั้งไม่เกิน 15 วินาที สลับกับการ ให้ออกซิเจนเป็นระยะ 4. ดูแลให้ O2 mask 10 LPM Monitor O2 sat สังเกตการเปลี่ยนแปลง บริเวณสีผิว ปลายมือ ปลายเท้า 5. วัดสัญญาณชีพ ประเมินการหายใจ 6. กรณีทารกมีอาการเปลี่ยนแปลง รายงาน กุมารแพทย์ เพื่อพิจารณาช่วยเหลือต่อไป 7. ประสาน NICU เพื่อส่งต่ออาการและการดูแล ทารกอย่างต่อเนื่อง 8. ภายหลังเสร็จสิ้นการช่วยชีวิตทารกแรกเกิด นำส่ง NICU โดยรถ Transport incubator ทารกปลอดภัยจากภาวะ birth asphyxia
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) มาตรฐานที่ 3 การพยาบาลในระยะ หลังคลอด 2 ชั่วโมง - ประเมิน APGAR sore - ตรวจร่างกายทารก - ประเมินการหดรัดตัวของมดลูก - ประเมิน Blood loss ประเมิน Episiot0my wound 7. ทารกเสี่ยงได้รับอันตรายจาก การคลอดไหล่ยาก 8. มารดาเสี่ยงตกเลือดหลังคลอด เนื่องจากทารกตัวโต วางแผนการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะคลอดไหล่ยาก ให้การพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะตกเลือด 2 ชั่วโมงแรก หลังคลอด เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดโดย กุมารแพทย์ 9. แจ้งอาการและแผนการรักษาของทารกให้ มารดารับทราบ 1. ประเมินสภาพทารกแรกเกิด โดยกุมารแพทย์ 2. ประสานงานตึกทารกป่วยเพื่อส่งทารกแรก เกิดสังเกตอาการต่อ 3. ให้การดูแลทารกแรกเกิดที่มีภาวะบาดเจ็บ ของแขนงประสาทแขน (Brachial plexus injury) ตามมาตรฐานในการดูแลในทารกแรก เกิด 4. อธิบายให้มารดารับทราบอาการทารกแรก เกิดและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง 5. มีการนัดตรวจติดตามอาการเป็นระยะจนกว่า อาการผิดปกตินั้นดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ทางการแพทย์-วางแผนการรักษาต่อเนื่องโดย ส่งตัวทารกไปพบแพทย์เฉพาะสาขาเพื่อติดตาม ภาวะ ผิดปกติ 1. ประเมินสัญญาณชีพทุก 15 นาที 4 ครั้ง ทุก 30 นาที 2 ครั้ง 2. คลึงมดลูกให้หดรัดตัวเป็นก้อนกลมแข็งและ คลึงไล่ก้อนเลือดที่ค้างอยู่ในโพรงมดลูก ทารกที่คลอดไหล่ยากได้รับการ ดูแลอย่างทันท่วงทีจาก กุมารแพทย์และทีมการดูแล -Blood loss < 500 ml -สัญญาณชีพปกติ -ไม่มี Signs ภาวะ Shock
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) 9. อาจเกิดภาวะ HypoHyperglycemia วางแผนการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะ HypoHyperglycemia 3. ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกทุก 15 นาที และทุก 30 นาทีในชม.หลังจนกว่าจะปกติ 4. ประเมินลักษณะและจำนวนเลือดที่ออกทาง ช่องคลอด เพื่อประเมินความรุนแรงของ ภาวะตกเลือด 5. ดูแลกระเพาะปัสสาวะให้ว่างเพื่อไม่ให้ ขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูก 6. เจาะ Hct stat เพื่อประเมินการสูญเสียเลือด 7. ดูแลให้ได้รับสารน้ำและยากระตุ้นการหดรัด ตัวของมดลูกตามแผนการรักษา ได้แก่ Syntocinon 10 unit (m) 8. สังเกตระดับความรู้สึกและอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืดใจสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น 9. ถ้า ประเมิน Blood loss > 300 ml. รายงานแพทย์เพื่อให้การรักษาเพิ่มเติม 1. งด Insulin ในกลุ่มผู้คลอดที่เคยได้รับ Insulin ก่อนคลอด 2. ติดตามเจาะ DTX ทุก 2-4 ชั่วโมง 3. นัดตรวจหลังคลอด 6-12 สัปดาห์และ 75 gm 2hr OGTT งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน 4. นัดทุก 1 ปี + FBS ผู้คลอดไม่มี sign HypoHyperglycemia DTX 80-120 mg/dl
การประเมินปัญหาฯ (มาตรฐานที่1,2,3) การวินิจฉัยทางการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3) การวางแผนการพยาบาล (มาตรฐานที่ 1,3) การปฏิบัติการพยาบาล (มาตรฐานที่1,3,4,5,6,7,8) การประเมินผล (มาตรฐานที่1,3) 10. ทารกเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Hypo-Hyperglycemia วางแผนการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะ HypoHyperglycemia ในทารกแรก เกิด 1. ประเมินสภาพทารกแรกเกิดและตรวจ ร่างกายทั่วไป 2. ดูแลทารกหลังคลอด โดยติดตามเจาะ DTX หลังคลอด 1 ชั่วโมง และให้นมผสมตามแนวทาง เปรียบเทียบกับน้ำหนักทารกแรกเกิด - ถ้า DTX 30-39 mg% ให้นมผสมตาม เกณฑ์น้ำหนักและติดตาม สังเกตภาวะ Hypoglycemia เช่น อาการตัวเย็น มือเท้าม่วง หายใจเร็ว(อัตราการหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/ นาที) ตัวสั่น ซึม ตรวจ DTX ซ้ำทันที หากไม่มีภาวะ Hypoglycemia DTX ซ้ำหลังให้ นมผสม ครบ 1 ชั่วโมง และถ้า DTX 30 mg% Notify กุมารแพทย์และย้ายเข้าตึก ทารกป่วย 3. ประสานงานกับตึกทารกป่วยหรือตึก หลังคลอดเพื่อรับทารกไปดูแลอย่างต่อเนื่อง ทารกไม่มีsign HypoHyperglycemia DTX > 40 mg/dl