The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พาเรียว เพียว, 2022-06-29 07:18:11

การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning

การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning





คำนำ

การพฒั นาการจัดการเรยี นรเู้ ชงิ รุก (Active Learning) ส่งเสริมทกั ษะผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 โดยใช้
โมเดล CHNY เป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีความรู้ ความเข้าใจ และมี
ทักษะในการจัดการเรียนการสอน การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลการจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ได้กำหนดขึ้น ตามนโยบาย “ สพท.วิถีใหม่ นักเรียนอ่านออกเขียนได้
ปลอดภัยทุกคน” และสอดคลอ้ งกับบริบทของโรงเรียนที่มีความตระหนักในเรอื่ งการปรับเปลยี่ นบทบาทครู ให้
เป็นครูยุคใหม่ที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพตรงตามความต้องการ เป็นครูมืออาชีพ มีทักษะวิชาชีพขั้นสูง
โดยปรับบทบาทจาก “ครูสอน” เปน็ “โค้ช” หรอื “ผอู้ ำนวยการการเรยี นร”ู้ สร้างเครือขา่ ยพัฒนาครูให้มีการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน รวมถึงการพัฒนาครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนมาเป็นผู้สร้างครูรุ่นใหม่
อย่างเป็นระบบ และวัดผลงานจากการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง เพิ่มทักษะในการจัดการเรียนการสอน การ
ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้ผู้เรียนมี
ทักษะการเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 เป็นคนดี เกง่ และมีคุณภาพตามเป้าหมายของการพฒั นาประเทศ

นายสบุ รรณ คบั พวง

ผ้อู ำนวยการโรงเรียนชมุ ชนบา้ นนาเยีย

สารบัญ ข
เรือ่ ง
1
หน้า 1
คำนำ 3
ความหมายของการเรยี นรเู้ ชงิ รกุ 5
ความสำคัญของการจัดการเรยี นรเู้ ชิงรกุ 8
ลกั ษณะการเรียนรู้เชิงรุก 10
รูปแบบการจัดเรยี นร้เู ชิงรุก 16
บทบาทของครใู นการจัดการเรยี นรู้เชงิ รุก
การออกแบบการจดั การเรยี นรู้ 23
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560 24
การพัฒนาการจดั การเรยี นร้เู ชิงรกุ (Active Learning) 25
ส่งเสรมิ ทกั ษะผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 โดยใชโ้ มเดล CHNY 26
C (Communication Skills) ทกั ษะในการสื่อสาร 27
28
- แบบประเมนิ ทักษะในการส่อื สารรายบคุ คล 29
H (Hand – on Skills) ทักษะการปฏบิ ัติจรงิ 30
31
- แบบประเมนิ ทักษะการลงมือปฏบิ ตั ิจรงิ รายบคุ คล 32
N (New Teamwork Skills) ทักษะการทำงานเป็นกลุม่

- แบบประเมนิ ทักษะการทำงานเปน็ กลมุ่ รายบคุ คล
Y ((B)Y Technology Skills) ทกั ษะการใชเ้ ทคโนโลยี

- แบบประเมินทักษะการใชเ้ ทคโนโลยรี ายบคุ คล
บรรณานุกรม



ความหมายของการเรียนรู้เชิงรกุ

การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง แปลตามตัวก็คือ เป็นการ
เรียนรู้ผ่านการปฏิบตั ิ หรือการลงมือทำ “ความรู้” ทเี่ กดิ ข้ึนกเ็ ป็นความรูท้ ไ่ี ด้จากประสบการณ์ กระบวนการใน
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ทผี่ ู้เรียนต้องได้มโี อกาสลงมือกระทำมากกว่าการฟังเพียงอย่างเดยี ว ต้องจัดกิจกรรม
ให้ผูเ้ รียนได้การเรียนรู้โดยการอ่าน การเขียน การโต้ตอบ และการแก้ปญั หา อีกทั้งใหผ้ ู้เรยี นได้ใช้กระบวนการ
คดิ ขึน้ สงู ได้แก่ การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมินค่า

การสอนแบบ Active Learning คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผูเ้ รียนทุกคนมีส่วนร่วมในการลงมือ
กระทำ และใช้กระบวนการคิด โดยผู้เรียนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ (Receivers) ไปสู่การมีส่วนรวม
ในการสรา้ งความรู้ (Co - creators)

ในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
สารสนเทศทำให้การสื่อสารไร้พรมแดน การเข้าถึงแหล่งข้อมูลสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ผลกระทบจากยุค
โลกาภิวัตนน์ ี้ส่งผลให้ผู้เรียนจำเป็นจะต้องมีความสามารถเรียนรูไ้ ด้ด้วยตนเองอย่างตอ่ เนื่องและเปน็ ผูแ้ สวงหา
ความรู้อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับปัจจบุ ันมีองค์ความรใู้ หม่เกิดข้ึนมากมายทุกวินาทที ำให้เน้ือหาวิชามีมากเกิน
กว่าที่จะเรียนรู้จากในห้องเรียนได้หมด ซึ่งการสอนแบบเดิมด้วยการ “พูด บอก เล่า” ไม่สามารถจะพัฒนาให้
ผู้เรียนให้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนในชั้นเรียนไปปฏิบัติได้ดี ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการ
เรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และการเรียนรู้ของผู้เรียน จากผู้สอนคือผู้
ถ่ายทอด ปรับเปลี่ยนบทบาทเปน็ ผู้ชี้แนะวิธีการค้นคว้าหาความรู้เพือ่ พัฒนาผู้เรยี นให้สามารถแสวงหาความรู้
และประยุกต์ใช้ทักษะต่างๆ สร้างความเข้าใจด้วยตนเอง จนเกิดเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
(ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2545,สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ และทัศนีย์ บุญเติม,2545,ทิศนา แขมมณี,2548,
บณั ฑติ ทิพากร,2550)

ความสำคัญของการจัดการเรยี นรู้เชงิ รกุ

1. Active Learning ส่งเสริมการมีอิสระทางด้านความคิด และการกระทำของผู้เรียน การมี
วิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะมีโอกาส มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจรงิ และมีการใช้วิจารณญาณ
ในการคิด และตัดสินใจในการปฏิบัตกิ ิจกรรมน้ัน มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กำกับทิศทางการเรียนรู้ ค้นหาสไตล์
การเรยี นรู้ของตนเอง สกู่ ารเปน็ ผูร้ ู้คิด ร้ตู ดั สินใจด้วยตนเอง (Metacognition) เพราะฉะน้นั Active Learning
จึงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความคิดขั้นสูง (Higher Order Thinking) ใน
การมวี ิจารณญาณ การวเิ คราะห์ การคดิ แกป้ ัญหา การประเมิน ตดั สินใจ และการสรา้ งสรรค์

2. Active Leaning สนับสนุนส่งเสรมิ ใหเ้ กิดความรว่ มมอื กันอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือใน
การปฏิบัติงานกลุ่มจะน าไปสคู่ วามสำเร็จในภาพรวม

3. Active Learning ทำให้ผู้เรียนทุ่มเทในการเรียน จูงใจในการเรียน และทำให้ผู้เรียนแสดงออกถึง
ความรู้ความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นในสภาพแวดล้อมที่



เอื้ออำนวย ผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย ผู้เรียนเลือกเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ ตาม
ความสนใจและความถนดั ของตนเอง เกิดความรบั ผดิ ชอบ และทุ่มเทเพอ่ื ม่งุ ส่คู วามสำเรจ็

4. Active Learning ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบวกทั้งตัวผู้เรียน และตัว
ครูเป็นการปรบั การเรียนเปลี่ยนการสอน ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เลือกใช้ความถนดั ความสนใจ ความสามารถ ที่
เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) สอดรับกับแนวคิดพหุปัญญา (Multiple
Intelligence) เพื่อแสดงออกถึงตัวตนและศักยภาพของตัวเอง ส่วนครูผู้สอนตอ้ งมีความตระหนักแนวทางการ
นิเทศเพ่อื พัฒนาและสง่ เสริมการจดั การเรียนร้เู ชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรยี น เพิ่มเวลารู้
ที่จะปรับเปลี่ยนบทบาท แสวงหาวิธีการ กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนแต่ละ
คน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ครูเกิดทักษะในการสอน และมีความเชี่ยวชาญในบทบาท หน้าที่ ที่รับผิดชอบ เป็นการ
พัฒนาตน พฒั นางาน และพัฒนาผ้เู รยี นไปพร้อมกัน

5. กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สามารถรักษาผลการเรียนรู้ให้อยู่คงทน และนาน
กว่ากระบวนการเรียนรู้ Passive Learning เพราะกระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้องกับการ
ทำงานของสมองทเ่ี กยี่ วข้องกับความจำ โดยสามารถเก็บและจำสิ่งท่ีผู้เรียนเรียนรู้อย่างมสี ว่ นรว่ ม มีปฏิสัมพันธ์
กับเพื่อน ผู้สอน สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง จะสามารถเก็บจำในระบบความจำระยะยาว
(Long Term Memory) ทำใหผ้ ลการเรียนรู้ ยงั คงอยู่ได้ในปรมิ าณทมี่ ากกวา่ ระยะยาวกวา่ ซึ่งอธิบายไว้ ดังรูป



จากรปู จะเห็นไดว้ ่า กรวยแหง่ การเรียนรนู้ ้ีไดแ้ บง่ เป็น 2 กระบวนการ คือ
1. กระบวนการเรยี นรู้ Passive Learning
- กระบวนการเรยี นรูโ้ ดยการอ่านทอ่ งจำผูเ้ รียนจะจำได้ในสงิ่ ทเ่ี รยี นไดเ้ พยี ง 10%
- การเรียนรู้โดยการฟังบรรยายเพียงอย่างเดียวโดยที่ผู้เรียนไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการ

เรียนรู้ด้วยกิจกรรมอื่นในขณะที่อาจารย์สอนเมื่อเวลาผ่านไปผู้เรียนจะจำได้เพียง 20% หากในการเรียนการ
สอนผเู้ รยี นมโี อกาสได้เหน็ ภาพประกอบด้วยก็จะทำให้ผลการเรียนรูค้ งอยไู่ ด้เพม่ิ ขึน้ เป็น 30%

- กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนเพิ่มขึ้น เช่น การให้ดูภาพยนตร์
การสาธิต จัดนิทรรศการให้ผู้เรียนได้ดู รวมทั้งการนำผู้เรียนไปทัศนศึกษา หรือดูงาน ก็ทำให้ผลการเรียนรู้
เพ่มิ ขึ้นเปน็ 50%

2. กระบวนการเรียนรู้ Active Learning
- การให้ผู้เรียนมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์จนเกิดความรู้

ความเข้าใจนำไปประยุกต์ใช้สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าหรือ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และ พัฒนา
ตนเองเต็มความสามารถ รวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เขาได้มีโอกาสร่วมอภิปรายให้มีโอกาสฝึก
ทกั ษะการสื่อสารทำให้ผลการเรยี นรู้เพม่ิ ข้นึ 70%

- การนำเสนองานทางวิชาการ เรียนรู้ในสถานการณ์จำลอง ทั้งมีการฝึกปฏิบัติ ในสภาพจรงิ
มกี ารเชือ่ มโยงกับสถานการณต์ ่างๆ ซ่ึงจะทำใหผ้ ลการเรยี นรเู้ กิดขน้ึ ถงึ 90%

ลกั ษณะการเรียนรเู้ ชิงรุก
1. เป็นการพฒั นาศกั ยภาพการคิด การแก้ปญั หา และการนำความรไู้ ปประยกุ ต์ใช้

2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันใน
รูปแบบของความร่วมมือมากกวา่ การแข่งขนั

3. เปดิ โอกาสให้ผูเ้ รยี นมีสว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด
4. เปน็ กิจกรรมทใี่ หผ้ ูเ้ รียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ สู่ทักษะการคิดวิเคราะห์และประเมิน
ค่า
5. ผเู้ รียนไดเ้ รยี นร้คู วามมวี ินยั ในการทำงานรว่ มกับผอู้ น่ื
6. ความรู้เกิดจากประสบการณ์ และการสรปุ ของผเู้ รียน
7. ผสู้ อนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรู้ เพ่ือให้ผู้เรยี นเปน็ ผปู้ ฏิบัตดิ ้วยตนเอง



ลักษณะของการจัดกระบวนการเรียนรู้
1. จัดการเรียนรู้ที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหาและการนำความรู้ไป

ประยุกต์ใช้
2. จดั การเรยี นร้ทู ่ีเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนมสี ่วนรว่ มในกระบวนการเรียนร้สู ูงสุด
3. จดั ใหผ้ ู้เรยี นสรา้ งองค์ความรแู้ ละจัดกระบวนการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง
4. จัดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน

สร้างร่วมมอื กันมากกว่าการแขง่ ขนั
5. จัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน และการแบ่งหน้าที่ความ

รบั ผิดชอบในภารกจิ ต่าง ๆ
6. จัดกระบวนการเรียนที่สร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้

จดั ระบบการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง
7. จัดกิจกรรมการจดั การเรยี นรทู้ เ่ี นน้ ทกั ษะการคดิ ขน้ั สูง
8. จัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผูเ้ รียนบูรณาการขอ้ มูล ข่าวสาร หรือสารสนเทศ และหลักการความคิด

รวบยอด
9. ผ้สู อนจะเป็นผูอ้ ำนวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรู้ เพ่อื ให้ผ้เู รยี นเป็นผู้ปฏบิ ัติด้วยตนเอง
10. จัดกระบวนการสร้างความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้และการสรุปทบทวน

ของผ้เู รียน

ลักษณะกิจกรรมที่เป็นการเรยี นรูเ้ ชงิ รุก
1. กระบวนการเรยี นรทู้ ่ลี ดบทบาทการสอน และการใหค้ วามร้โู ดยตรงของครู แต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน

มสี ว่ นรว่ มสรา้ งองค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
2. กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้นำความรู้ ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์

สงั เคราะห์ ประเมนิ คา่ คดิ สร้างสรรค์ส่งิ ตา่ งๆ พฒั นาทกั ษะกระบวนการคดิ ไปสู่ระดับทีส่ ูงขึ้น
3. กิจกรรมเชอ่ื มโยงกับนักเรยี น กบั สภาพแวดลอ้ มใกลต้ ัว ปญั หาของชมุ ชน สงั คม หรือประเทศชาติ
4. กจิ กรรมเปน็ การนำความรู้ทไี่ ด้ไปใชแ้ ก้ปญั หาใหม่ หรอื ใชใ้ นสถานการณใ์ หม่
5. กิจกรรมเน้นใหผ้ ู้เรยี นไดใ้ ช้ความคิดของตนเองอย่างมเี หตุมีผล มีโอกาสรว่ มอภิปราย และนำเสนอ

ผลงาน



6. กิจกรรมเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียน
ด้วยกัน

รปู แบบการจดั เรียนรเู้ ชงิ รุก
1. การเรยี นรูเ้ ชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) เป็นการสอนท่สี ่งเสริมใหผ้ ู้เรียนเกิดการ

เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจเชิงนามธรรม เหมาะกับรายวิชาที่เน้น
ปฏบิ ตั ิ หรอื เนน้ การฝึกทักษะ สามารถใช้จดั การเรียนการสอนไดท้ ้ังเปน็ กลุ่ม และเปน็ รายบุคคล หลักการสอน
คือ ผู้สอนวางแผนจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จำเป็นต่อการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อน
ความคิด อภิปราย สิ่งที่ได้รับจากสถานการณ์ ตัวอย่างเทคนิคการสอนที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบเน้น
ประสบการณ์ ได้แก่ เทคนคิ การสาธติ และเทคนคิ เนน้ การฝกึ ปฏิบตั ิ มขี ั้นตอนดังน้ี

1.1 เทคนิคการสอนแบบการสาธิต ผู้สอนวางแผนการสอนและออกแบบกิจกรรมการ
เรยี นรโู้ ดยแบง่ สัดสว่ นเวลาสำหรบั การบรรยายเนื้อและการสาธติ พร้อมกบั คัดเลือกวธิ ีการที่จะลงมือปฏิบัติให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้ โดยถ้าเป็นกิจกรรมกลุ่มจะตอ้ งมีการวางโครงสร้างการทำงานกลุ่ม การแบ่งหน้าที่ และมีการ
สลับหมุนเวียนกันทุกครั้ง จากนั้นดำเนินการบรรยายเนื้อหาและสาธิต โดยขณะสาธิตจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ซักถาม ผสู้ อนแนะนำ เทคนคิ ปลกี ย่อย จากน้นั ให้ผเู้ รยี นลงมือปฏิบัติ และผูส้ อนประเมินผู้เรียนโดยการสังเกต
พร้อมกับให้คำแนะนำในจุดทีบ่ กพร่องเป็นรายบุคคลหรอื เป็นรายกลุม่ เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติกิจกรรม ผู้สอน
และผเู้ รยี นร่วมกันอภิปราย สรุปผลส่งิ ทไ่ี ดเ้ รียนรจู้ ากการลงมอื ปฏิบตั ิ

โดยโรงเรียนชุมชนบ้านนาเยียได้จัดการเรียนการสอนเชิงรุก (Active Learning) โดยใช้
เทคนิคการสอนแบบสาธิตบูรณาการร่วมกับวิชาวทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงจะเน้นให้ผู้เรียนได้เรยี นรู้จาก 13 ทักษะทาง
วิทยาศาสตร์ และ 6 ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 เปน็ การเรยี นการสอนท่ีผู้เรียนได้แบ่งกลุม่ และลงมือปฏิบัติจริง
ผู้เรยี นสามารถสร้างองคค์ วามรู้ได้จากการสังเกตด้วยตนเอง ผูส้ อนเป็นเพียงผู้แนะนำ ผ้คู วบคมุ การปฏิบตั ิ การ



ทดลอง และยังสามารถบูรณาการเข้ากับทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การงานอาชีพโดยผ่าน
สื่อการเรียนรู้ และสื่อการสอนในรูปแบบของเทคโนโลยีช่วยสอน นอกเหนือจากในหนังสือเรียน ทำให้ผู้เรียน
สามารถมีความรคู้ วามเขา้ ใจไดจ้ ากประสบการณ์

1.2 เทคนิคการสอนแบบเน้นฝึกปฏิบัติ ผสู้ อนวางแผนและออกแบบกจิ กรรมท่ีเน้นการฝึก
ทักษะ เช่น การฝึกทักษะทางด้านกีฬา การฝึกทักษะทางภาษา โดยจัดกิจกรรมทีก่ ระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ
ช้าๆ อาจเป็นในลักษณะใช้โปรแกรมช่วยสอน สำหรับการฝึก โดยผู้สอนมีบทบาทให้คำแนะนำอำนวยความ
สะดวก กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนมีส่วนร่วมในชน้ั เรียน

โดยโรงเรียนชุมชนบ้านนาเยียได้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมและแบบฝึกทักษะต่างๆขึ้นมา
มากมาย เช่น แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ แบบฝึกทักษะการอ่านออก เขียนได้วิชาภาษาไทย และยังมีการ
สร้างและคิดค้นสื่อการสอนในรูปแบบของเทคโนโลยีช่วยสอน รวมไปถึงการสร้างสื่อการสอนออนไลน์ เพื่อ
กระตนุ้ ให้ผูเ้ รยี นได้มีการรว่ มในชั้นเรียนอย่างเต็มความสามารถ

2. การจดั การเรยี นรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (GBL)

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกม คือ เกมการศึกษา เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนท่ี
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นเกมที่มีลักษณะการเล่นเพื่อการเรียนรู้ “Play to learning” มีวัตถุประสงค์หลัก
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในขณะหรือหลังจากการเล่นเกม เรียนไปด้วยและก็สนุกไปด้วยพร้อมกัน ทำให้
ผู้เรียนมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกมมี
ประโยชน์ช่วยให้ผู้เรียน ผู้เรยี นเกดิ การเรยี นรคู้ วบคู่ไปกบั ความสนุกสนาน เกดิ ความคิดรวบยอดเก่ียวกับสิ่งท่ี
เรยี น และเปน็ การพฒั นากระบวนการคิดของผู้เรยี นไปโดยท่ีผู้เรยี นไม่รตู้ ัว รวมท้ังส่งเสริมกระบวนการทำงาน
และอยรู่ ว่ มกัน (Games Based Learning หรอื GBL) คืออะไร

เกมการณเ์ รยี นรู้ (GBL: Games- Based Learning) เป็นสอื่ ในการเรียนรู้แบบหน่ึง ซึ่งถกู ออกแบบมา
เพอ่ื ให้มีความสนุกสนานไปพร้อมๆ กบั การไดร้ ับความรู้ โดยสอดแทรกเนื้อหาทั้งหมดของหลกั สูตรนั้นๆ เอาไว้
ในเกมและใหผ้ ูเ้ รยี นลงมอื เล่นเกมโดยทีผ่ เู้ รียนจะได้รับความรู้ต่างๆ ของหลักสูตรนัน้ ผา่ นการเล่นเกมนั้นด้วย



โดยโรงเรียนชุมชนบ้านนาเยียได้มีกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกม คือ เกมการศึกษา ในการ
จัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาภาไทย วิชาภาษาอังกฤษ
เป็นต้น โดยการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนสนุกไปกับกิจกรรมการเรียน มีการแบ่งกลุ่ม
แข่งขันกนั ซง่ึ เกมการศึกษาท่ีใช้กจ็ ะสอดแทรกเน้ือหาในรายวชิ าต่างๆเข้าไป เชน่ เกมใบค้ ำ เป็นเกมที่แบ่งกลุ่ม
แขง่ ขันกนั ใหผ้ ู้เรียนไดฝ้ กึ การใช้สมาธิและสติ การทำงานเป็นกลมุ่ ซง่ึ สามารถบรู ณาการเขา้ ไดก้ บั ทุกวิชา

3. การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) เป็นการสอนทีส่ ่งเสรมิ ให้ผู้เรียน
เกิดจากเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ด้วยการศึกษาปัญหาที่สมมุตขิ ึ้นจากความจริง แล้วผู้สอนกับผู้เรียน
ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเสนอวิธีแก้ปัญหา หลักของการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานคือการเลือกปัญหาที่
สอดคล้องกับเนื้อหาการสอนและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคำถาม วิเคราะห์ วางแผนกำหนดวิธีแก้ปัญหาด้วย
ตนเอง โดยผู้สอนมีบทบาทให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนขณะลงมือแก้ปัญหาสุดท้ายเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ
แก้ปัญหาผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปผลการแก้ปัญหา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงสิ่งที่ได้จากการลงมือ
แก้ปญั หา

โดยโรงเรียนขุมขนบ้านนาเยียได้ให้ความสำคัญกับการสอนโดยใช้เทคนิ คการสอนแบบใช้ปัญหาเป็น
ฐาน ซึ่งเป็นการสอนโดยการสร้างปัญหาหรือตั้งคำถามให้ผู้เรียนได้ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และเสนอวิธีการ
แก้ปัญหา สามารถนำไปบูรณาการเข้ากับวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม วิชาต้านทุกจริตศึกษา เป็น
ต้น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้เกิดกระบวนการคิดอย่างเปน็ ระบบ สามารถแบ่งกลุ่มเพื่อวิเคราะห์ วางแผน กำหนด
วิธีการแก้ปัญหา และนำเสนอได้ ผู้สอนจะเป็นผู้แนะนำวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของ
กิจกรรม

4. การสอนที่เน้นทักษะกระบวนการคิด (Thinking Based Learning) เป็นกระบวนการสอนท่ี
ผู้สอนใชเ้ ทคนคิ วิธีการกระตนุ้ ให้ผู้เรียน คดิ เป็นลำดบั ข้นั แลว้ ขยายความคิดต่อเนื่องจากความคิดเดิมพิจารณา
แยกแยะอย่างรอบด้าน ด้วยให้เหตุผล และเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่มี จนสามารถสร้างสิ่งใหม่หรือตัดสิน
ประเมนิ หาขอ้ สรุปแลว้ นำไปแกป้ ัญหาอย่างมีหลักการ



4.1 การคิดวิเคราะห์ หมายถึง การพิจารณาสิ่งต่างๆ ในส่วนย่อย ๆ ซึ่งประกอบด้วยการ
วิเคราะห์เนื้อหา ด้านความสัมพันธ์และด้านหลักการจัดการโครงสร้างของการสื่อความหมาย และสอดคล้อง
กับกระบวนการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ คือ การคิดจำแนก รวบรวมเปน็ หมวดหมู่ และจับประเด็นตา่ งๆ
เชือ่ มโยงความสมั พันธ์ ดงั นั้น การคิดเชงิ วเิ คราะหเ์ ป็นทักษะการคิดทสี่ ามารถพฒั นาใหเ้ กิดกับผูเ้ รยี น

4.2 การคิดสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการคิดที่ดึงองค์ประกอบต่าง ๆ มาหลอม
รวมกันภายใต้โครงร่างใหม่อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากเดิม การคิด
สังเคราะห์ครอบคลุมถึงการค้นคว้า รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะคิดซึ่งมีมากหรือกระจายกันอยู่ มา
หลอมรวมกัน คนที่คิดสังเคราะห์ได้เร็วกว่ายอ่ มได้เปรยี บกว่าคนที่สังเคราะห์ไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เข้าใจ และเห็น
ภาพรวมของสง่ิ นน้ั ได้มากกว่า การคดิ สังเคราะหแ์ บง่ เปน็ 2 ลักษณะ คือ

- การคิดสังเคราะห์เพื่อสร้างสิ่งใหม่ เช่น ประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ ตาม

ตอ้ งการ

- การคิดสังเคราะห์เพื่อสร้างแนวคิดใหม่ เป็นการพัฒนาและคิดค้นแนวคิดใหม่ ถ้าเรา
สามารถคิดสงั เคราะห์ได้ดี จะทำให้พฒั นาความคดิ หรอื ส่ิงใหม่ ๆ ท่เี ปน็ ประโยชน์ต่อสงั คม

4.3 การคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิดใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ทัศนคติใหม่ๆ ความเข้าใจ
และการมองปัญหาในรูปแบบใหม่ ผลลัพธ์ของความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจน คือ ดนตรี การแสดง วรรณกรรม
ละคร สงิ่ ประดษิ ฐ์ นวัตกรรมทางเทคนิค แต่บางคร้งั ความคิดสรา้ งสรรค์ก็มองไม่เหน็ ชดั เจน เชน่ การต้ังคำถาม
บางอย่างทีช่ ่วยขยายกรอบของแนวคดิ ซงึ่ ให้คำตอบบางอย่าง หรือการมองโลกหรอื ปัญหาในแนวนอกกรอบ

ความคิดสรา้ งสรรค์ คือ ความคดิ เช่อื มโยงทีพ่ ยายามหาทางออกหลาย ๆทาง ใช้ความคิดทหี่ ลากหลาย
แสวงหาความเปน็ ไปได้ใหม่ ๆ และนอกกรอบ คัดสรรค์หาทางเลอื กใหม่ ๆ และพยายามปรับปรงุ ให้ดขี นึ้ เร่ือยๆ
ซ่งึ มีวธิ ีการอยู่ 6 ขั้นตอน คอื

1. แสวงหาขอ้ บกพรอ่ ง (Mess Finding)

2. รวบรวมข้อมูล (Data Finding)

3. มองปัญหาทกุ ดา้ น (Problem Finding)



4. แสวงหาความคดิ ท่ีหลากหลาย (Idea Finding)

5. หาคำตอบทร่ี อบด้าน (Solution Finding)

6. หาขอ้ สรปุ ที่เหมาะสม (Acceptance Finding)

กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ อาจเกิดขึ้นโดยบงั เอิญหรอื โดยความต้ังใจ ซึ่งสามารถทำไดด้ ้วย
การศึกษา การอบรมฝึกฝน การระดมสมอง (brain-storming) มากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของ
โลก เกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญ (serenity) หรือการค้นพบส่ิงหนึง่ ซึ่งใหม่ ในขณะที่กำลังต้องการค้นพบส่งิ
อืน่ มากกวา่

โรงเรียนชุมชนบ้านนาเยีย ได้ให้บูรณาการเทคนิคการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการคิดน้ีเข้ากับวิชา
คณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาภาษาไทย เป็นต้น โดยผู้สอนจะตอ้ งกระตุ้นให้ผู้เรยี น คิดเป็นลำดับขั้นแลว้
ขยายความคิดต่อเนื่องจากความคิดเดิมพิจารณา แยกแยะอย่างรอบด้าน ด้วยให้เหตุผล และเชื่อมโยงกับ
ความรู้เดมิ ทีม่ ี จนสามารถสร้างสิ่งใหมห่ รือตดั สนิ ประเมนิ หาขอ้ สรปุ แล้วนำไปแก้ปัญหาอย่างมีหลกั การ

บทบาทของครใู นการจัดการเรียนร้เู ชิงรกุ

1. จัดให้ผู้เรยี นเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน กิจกรรมต้องสะท้อนความต้องการในการพัฒนา
ผู้เรียนและเนน้ การนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจรงิ ของผู้เรยี น

2. สร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับ
ผ้สู อน และเพ่ือนในชน้ั เรียน

3. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นพลวัต ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมรวมท้ัง
กระตนุ้ ให้ผ้เู รยี นประสบความสำเรจ็ ในการเรียนรู้

4. จดั สภาพการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ส่งเสริมใหเ้ กิดการรว่ มมือในกล่มุ ผู้เรียน

5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ท้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้รับวิธีการสอนที่หลากหลาย
วางแผนเกี่ยวกับเวลาในจัดการเรยี นการสอนอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของเนื้อหา และกิจกรรมครูผู้สอนต้องใจ
กวา้ ง ยอมรบั ในความสามารถในการแสดงออก และความคดิ ของที่ผู้เรียน

ครูมีการจัดทำหน่วยและแผนการจัดการเรียนรู้และนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนตาม
แนวทางการนิเทศโดยใช้พ้ืนท่ีเป็นฐานเพื่อพฒั นาคุณภาพการศึกษาสู่การนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้ห้องเรียน
เป็นฐานเพือ่ พัฒนาคุณภาพของผเู้ รียน

- มสี ่วนร่วมในชัน้ เรยี น

- มุ่งให้ผเู้ รยี นลงมอื ปฏบิ ตั ิ

- เรียนร้จู ากแหล่งเรยี นรทู้ ่หี ลากหลาย

๑๐

- เรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful learning)
- สร้างองคค์ วามรู้ได้
- มีความเขา้ ใจในตนเอง
- ใช้สตปิ ัญญา ในการคดิ วเิ คราะห์
- สรา้ งสรรคผ์ ลงานนวัตกรรมท่สี อดคลอ้ งกบั สมรรถนะสำคญั ในศตวรรษที่ 21
- มีทักษะวชิ าการ ทักษะชีวิต และทักษะวิชาชีพ ในการเรียนรู้ตามระดบั ช่วงวยั

6. ครมู ีการบันทกึ ผลหลังการจดั การเรยี นรู้ และนำผลไปใช้ในการแกป้ ัญหาและพฒั นานักเรียนหรือใช้
ประกอบการวิจยั ในชั้นเรยี น

7. นักเรียนมีทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ระดบั สูง สรา้ งองคค์ วามร้ไู ด้ด้วยตนเอง
8. นกั เรยี นมที ักษะวิชาการ ทักษะวชิ าชีพ และทักษะชวี ิตในการเรยี นรตู้ ามระดับชว่ งวัย

ข้อพึงระวัง

1. เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning มีรากฐานมาจากแนวคิดทางการศึกษาที่เน้น
การสร้างองค์ความรใู้ หม่ (Constructivist) โดยผู้เรียนเปน็ ผสู้ ร้างความรู้จากข้อมูลท่ีไดร้ ับมาใหมด่ ้วยการนำไป
ประกอบกับประสบการณแ์ ละความรู้เดิมผา่ นมา นอกจากนี้ยังมมี ติ ิของกจิ กรรมทเ่ี ก่ยี วข้องอยู่ 2 มิติ ไดแ้ ก่

1.1 กจิ กรรมด้านการรคู้ ิด (Cognitive Activity)
1.2 กิจกรรมด้านพฤติกรรม (Behavioral Activity)
ผู้นำไปใช้อาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ว่าการเรียนรู้แบบนี้ คือรูปแบบที่เน้นความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรม
(Behavioral Active) โดยเข้าใจว่าความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรมจะทำให้เกิดความตื่นตัวในกิจกรรม
ด้านการรู้คิด (Cognitively Active) ไปเอง จึงเป็นที่มาของการประยุกต์ใช้ผิดๆ ว่าให้ผู้สอนลดบทบาทความ
เป็นผ้ใู ห้ความร้ลู ง เป็นเพียงผอู้ ำนวยความสะดวก และบรหิ ารจัดการหลักสตู ร โดยปลอ่ ยให้ผเู้ รียนไดเ้ รยี นรู้เอง
อย่างอิสระจากการทำกิจกรรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เรียนด้วยกันเอง ตามยถากรรม โดย
ผูเ้ รียนไม่ได้เรียนรู้ พฒั นามติ ิดา้ นการรูค้ ิด
2. ความตื่นตัวในกจิ กรรมดา้ นพฤติกรรมอาจไม่ก่อให้เกิดความต่ืนตัวในกจิ กรรมด้านการรคู้ ิดเสมอไป
การที่ผู้สอนให้ความสำคัญกับกิจกรรมด้านพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว เช่น การฝึกปฏิบัติ และการอภิปรายใน
กลุ่มของผู้เรียนเอง โดยไม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมด้านการรู้คิด เช่น การลำดับความคิด และการจัดองค์
ความรู้ จะทำใหป้ ระสิทธผิ ลของการเรยี นรูล้ ดลง

๑๑

3. กรณกี ารนำรูปแบบการจดั การเรยี นรู้แบบที่ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมและค้นพบความรู้ด้วยตนเองนี้ไป
ใช้กับการพัฒนาการเรียนรู้ตามลำดับขั้นการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) จะเหมาะกับการ
พัฒนาในขั้นการทำความเข้าใจ การนำไปประยุกต์ใช้ และการวิเคราะห์ ขึ้นไปมากกว่าขั้นให้ข้อมูลความรู้
เพราะเป็นการเสยี เวลามาก และไม่บรรลผุ ลเท่าท่ีควร

สรปุ การจดั การเรยี นรทู้ ่เี น้นบทบาท และการมสี ่วนรว่ มของผู้เรียน โดยการนำเอาวธิ ีการสอน เทคนิค
การสอนท่ีหลากหลายมาใชอ้ อกแบบแผนการจัดการเรียนร้แู ละกจิ กรรม กระตุน้ ให้ผเู้ รียนมสี ่วนรว่ มในชั้นเรียน
ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้สอน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนา
กระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรยี นประยุกต์ใช้ทักษะ และเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏบิ ัติเพื่อแก้ไขปัญหา
หรือประกอบอาชีพในอนาคต และถือเป็นการจัดการเรียนรู้ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะ
สอดคลอ้ งกับการเปลีย่ นแปลงในยคุ ปัจจบุ ัน

การออกแบบการจดั การเรียนรู้

การออกแบบเป็นการถ่ายทอดจากรูปแบบความคิด ออกมาเป็นผลงานที่ผู้อื่นสามารถมองเห็น รับรู้
หรือสัมผัสได้ การออกแบบต้องใช้ทัง้ ศาสตรแ์ ห่งความคิดและศิลป์ เพื่อสร้างสรรคส์ ่ิงใหม่ หรือปรับปรงุ พัฒนา
ส่งิ เดมิ ใหด้ ีข้ึน

การออกแบบการเรียนรู้ เป็นกระบวนการวางแผนการสอนอย่างมีระบบ โดยมีการวิเคราะห์
องคป์ ระกอบการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนการสอน สอ่ื กจิ กรรมการเรียนรู้ รวมถงึ การประเมินผล เพื่อให้ผู้สอน
สามารถถ่ายทอดความรู้สูผ่ เู้ รียน และใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ การออกแบบการจัดการ
เรียนรู้ที่ดี จะช่วยผู้สอนวางแผนการสอนอย่างมีระบบ บรรลุจุดมุ่งหมาย โดยมีหลักการออกแบบการเรียนรู้
ดงั น้ี

1. การออกแบบและพัฒนาการเรียนรนู้ ั้น เพื่อใคร ใครเป็นผู้เรยี นหรือใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย
ผอู้ อกแบบควรมคี วามเขา้ ใจ และรู้จักกลมุ่ ผเู้ รยี นทเี่ ป็นเป้าหมาย

2. ต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้อะไร มีความรู้ความเข้าใจ มีความสามารถอะไร ผู้สอนต้อง
กำหนดจดุ มงุ่ หมายของการเรยี นรใู้ หช้ ัดเจน

3. ผู้เรียนจะเรียนรู้เนื้อหาในรายวิชานั้นๆ ได้ดีที่สุดอย่างไร ควรใช้วิธีการ และกิจกรรมการ
เรียนร้อู ะไร ทจ่ี ะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเรียนรู้ไดอ้ ย่างเหมาะสม และมีปัจจัยสง่ิ ใดทต่ี อ้ งคำนึงถงึ บา้ ง

4. เมื่อผู้เรียนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ ผู้สอนจะทราบได้อย่างไรว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ข้ึน
และประสบผลสำเรจ็ ในการเรยี นรู้ และจะใชว้ ธิ กี ารใดในการประเมนิ ผลการเรียนรู้ของผเู้ รยี น

สรุป การออกแบบการเรียนรู้ ควรมีการวางแผนเพื่อพิจารณาว่าผู้เรียนเป็นใคร มีลักษณะพื้นฐาน
อย่างไร จะกำหนดจุดมุ่งหมายในการสอนครั้งนั้นอย่างไร จะใช้วิธีการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ และ
วธิ ีการประเมินผลการเรยี นอย่างไรบา้ งจงึ จะสามารถทำให้การเรียนรนู้ ้ันบรรลุเปา้ หมาย คอื ภายหลงั เรียนรูแ้ ล้ว

๑๒

ผู้เรียนเข้าใจ จดจำนำไปใช้ ทำได้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ เป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาในการออกแบบการ
เรยี นรู้ ได้แก่ ตวั ผเู้ รียน จุดมุ่งหมาย วธิ ีการสอนและกิจกรรมการเรยี นรู้ และการประเมนิ ผล

วิธกี ารสอน คอื ขนั้ ตอนทผี่ ู้สอนดำเนินการใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ด้วยวิธีการต่างๆ
ที่แตกต่างไปตามองค์ประกอบและขั้นตอนสำคัญ อันเป็นลักษณะเฉพาะหรือลักษณะเด่นที่ขาดไม่ได้ ของวิธี
น้ันๆ (ทศิ นา แขมมณ,ี 2551 หนา้ 323)

เทคนิคการสอน หมายถึง กลวิธีต่างๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการสอน ขั้นตอนการสอน หรือการกระทำ
ต่างๆ ในการสอนใหม้ คี ุณภาพ และประสทิ ธภิ าพเพิ่มขึ้น (ทศิ นา แขมมณี, 2551 หนา้ 386)

ความหมายของการออกแบบการจดั การเรยี นรู้
คำว่า “การออกแบบ” และ “การจัดการเรียนรู้” เมื่อนำมารวมกันเป็น“การออกแบบการจัดการ

เรียนรู้” (Instructional design) ได้มีนักการศึกษาด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ให้ความหมายไว้ว่า
การออกแบบการเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่เป็นระบบ ที่นำมาใช้ในการศึกษาความต้องการของผู้เรียนและ
ปญั หาการเรียนการสอน เพื่อแสวงหาแนวทางท่ีจะช่วยแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้ ซ่งึ อาจเป็นการปรับปรุงส่ิง
ที่มีอยู่ หรือสร้างสิ่งใหม่ โดยนำหลักการเรียนรู้และหลักการสอนมาใช้ เป้าหมายของการออกแบบการจัดการ
เรียนรู้ คอื การพัฒนาการเรียนรขู้ องผู้เรียน

แนวคดิ ในการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning)
การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการ

เรียนรทู้ เ่ี นน้ ให้ผ้เู รยี นลงมือปฏิบตั ิ เรียนรดู้ ้วยตนเอง โดยมี
แนวคิดทฤษฎที เ่ี กย่ี วข้อง ดังนี้

1. แนวคดิ ของ บลมู (Bloom’s Taxonomy)
2. สเี่ สาหลักทางการศกึ ษา (Four Pillars of Education)
3. หลกั การพัฒนาทักษะ 4 H (Head, Heart, Hand, Health)
4. พระบรมราโชบายด้านการศกึ ษาของสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั วชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู

แนวคดิ ของ บลมู (Bloom’s Taxonomy)
บลูม ( Benjamin S. Bloom.1976) นักการศึกษาชาวอเมริกัน เชื่อว่า การเรียนการสอนที่จะ

ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้สอนกำหนด
และจัดกิจกรรมการเรียน รวมทั้งวัดประเมินผลได้ถูกต้อง โดยได้จำแนกจุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่เรียกว่า

๑๓

Taxonomy of Educational Objectives (อติญาณ์ ศรเกษตริน. 2543 : 72-74 ; อ้างอิงจาก บุญชม ศรี
สะอาด. 2537 ; Bloom. 1976 : 18) ออกเป็น 3 ดา้ น คือ ดา้ นพุทธิพิสยั ดา้ นจิตพสิ ัย และดา้ นทักษะพิสยั

1. ด้านพทุ ธิพิสยั (Cognitive Domain) หมายถึง การเรียนรู้ทางด้าน ความรู้ ความคิด การแก้ปัญหา
จัดเป็นพฤติกรรมด้านสมองเกี่ยวกับสติปัญญา ความคิด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ โดยแอนเดอรส์ ันและแครทโวทล์ (Anderson & Krathwohl) ได้ปรับปรงุ การจำแนกจดุ ม่งุ หมาย
ทางการศึกษาตามแนวคดิ ของ บลมู ข้นึ ใหม่ มกี ารปรับเปลย่ี นระดับพฤติกรรม เปน็ 6 ระดับ ดังนี้

1.1 จำ (Remember) หมายถึง ความสามารถในการดึงเอาความรู้ที่มีอยู่ในหน่วยความจำ
ระยะยาวออกมา แบ่งประเภทยอ่ ยได้ 2 ลักษณะคอื จำได้ (Recognizing) ระลึกได้ (Recalling)

1.2 เข้าใจ (Understand) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดความหมายของคำพูด
ตัวอักษรและการสื่อสารจากสื่อต่างๆ ที่เป็นผลมาจากการสอน แบ่งประเภทย่อยได้ 7 ลักษณะ คือ ตีความ
(Interpreting) ยกตัวอย่าง (Exemplifying) จำแนกประเภท (Classifying) สรุป (Summarizing) อนุมาน
(Inferring) เปรียบเทียบ (Comparing) อธิบาย (Explaining)

1.3 ประยุกต์ใช้ (Apply) หมายถึง ความสามารถในการดำเนินการหรือใช้ระเบียบวิธีการ
ภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดให้ แบ่งประเภทย่อยได้ 2 ลักษณะคือ ดำเนินงาน (Executing) ใช้เป็นเครื่องมือ
(Implementing)

1.4 วิเคราะห์ (Analyze) หมายถงึ ความสามารถในการแยกส่วนประกอบของสิ่งต่างๆ และ
ค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ ความสัมพันธ์ระหว่างของส่วนประกอบกับโครงสร้างรวมหรือ
ส่วนประกอบเฉพาะ แบ่งประเภทย่อยได้ 3 ลักษณะคือ บอกความแตกต่าง (Differentiating) จัดโครงสร้าง
(Organizing) ระบุคณุ ลกั ษณะ (Attributing)

1.5 ประเมินค่า (Evaluate) หมายถึง ความสามารถในการตัดสินใจโดยอาศัยเกณฑ์หรือ
มาตรฐาน แบ่งประเภทย่อยได้ 2 ลักษณะคอื ตรวจสอบ (Checking) วิพากษว์ จิ ารณ์ (Critiquing)

1.6 สร้างสรรค์ (Create) หมายถึง ความสามารถในการรวมสว่ นประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน
ด้วยรูปแบบใหม่ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผลหรือทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นแบบ แบ่งประเภทย่อย
ได้ 3 ลักษณะคือ สรา้ ง (Generating) วางแผน (Planning) ผลิต (Producing)

2. ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) พฤติกรรมด้านจิตพิสัยเป็นค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซ้ึง
ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจ และคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามตลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของ
ผเู้ รียนเปลย่ี นไปในแนวทางท่พี ึงประสงคไ์ ด้ จิตพิสยั ประกอบด้วยพฤตกิ รรม 5 ระดบั ไดแ้ ก่

2.1 การรับรู้ (Receiving/Attending) เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์ หรือสิ่งเร้า
อยา่ งใดอย่างหน่งึ ซึง่ เปน็ ไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านัน้ ว่าคืออะไร แลว้ จะแสดงออกมาใน
รูปของความรสู้ กึ ทีเ่ กดิ ขนึ้

๑๔

2.2 การตอบสนอง (Responding) เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ
ยินยอม และพอใจตอ่ สง่ิ เรา้ นน้ั ซงึ่ เป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแลว้

2.3 การเกิดค่านิยม (Valuing) การเลือกปฏบิ ัติในสิ่งที่เป็นทย่ี อมรับกันในสงั คม การยอมรับ
นับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในส่ิง
น้นั

2.4 การจัดระบบ (Organizing) การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัย
ความสัมพันธ์ ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับ อาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิก
คา่ นิยมเกา่

2.5 บุคลิกภาพ (Characterizing) การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัย
ประจำตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม พฤติกรรมด้านนี้จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเร่ิม
จากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่างๆ จนกลายเป็น
ค่านิยม และยังพฒั นาต่อไปเป็นความคดิ อดุ มคติ ซ่ึงจะเปน็ การควบคมุ ทศิ ทางพฤตกิ รรมของคน

3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกถึง
ความสามารถในการปฏิบัตงิ านได้อยา่ งคลอ่ งแคล่ว ชำนชิ ำนาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรง โดยมีเวลาและ

คณุ ภาพของงานเป็นตวั ช้ีระดบั ของทกั ษะประกอบด้วย 5 ข้นั ดงั นี้

3.1 การรับรู้ เลียนแบบทำตาม (Imitation) เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่
ถูกตอ้ ง หรอื เป็นการเลือกหาตวั แบบทีส่ นใจ

3.2 การทำเอง/การปรับให้เหมาะสม (Manipulation) เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึก
ตามแบบท่ีตนสนใจและพยายามทำซ้ำเพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบท่ตี นสนใจให้ได้ หรอื สามารถปฏิบัติงาน
ได้ตามขอ้ แนะนำ

3.3 การหาความถูกต้อง (Precision) พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้อง
อาศยั เคร่อื งชแ้ี นะ เมื่อไดก้ ระทำซ้ำแลว้ กพ็ ยายามหาความถูกต้องในการปฏบิ ัติ

3.4 การทำอย่างต่อเนื่อง (Articulation) หลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะ
กระทำตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเน่ือง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่วการที่
ผเู้ รียนเกดิ ทกั ษะได้ ตอ้ งอาศยั การฝึกฝนและกระทำอย่างสมำ่ เสมอ

3.5 การทำไดอ้ ย่างเป็นธรรมชาติ (Naturalization) พฤตกิ รรมท่ีไดจ้ ากการฝึกอย่างต่อเน่ือง
จนสามารถปฏิบัติ ได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติซึ่งถือเป็นความสามารถของการ
ปฏบิ ตั ิในระดบั สงู

๑๕

ส่ีเสาหลกั ทางการศกึ ษา (Four Pillars of Education)

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ศึกษาแนวทางการ
จัดการศึกษาที่เหมาะสมในศตวรรษที่ 21 โดยเสนอสี่เสาหลักของการศึกษา (Four Pillars of Education)
ประกอบด้วยการเรียนรู้ 4 ลักษณะ ได้แก่ การเรียนเพื่อรู้ (Learning to know) การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง
(Learning to do) การเรียนรู้เพ่ือที่จะอยู่ร่วมกัน และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น (Learning to Live
together) และการเรยี นรู้เพื่อชวี ติ (Learning to be)

Learning to know : หมายถึง การเรียนเพื่อรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง อันจะเป็นประโยชน์ต่อไป ได้แก่ การ
แสวงหาให้ได้มาซึ่งความรู้ที่ต้องการ การต่อยอดความรู้ที่มีอยู่ รวมทั้งการสร้างความรู้ขึ้นใหม่เป็นการจัดการ
เรียนรทู้ ีม่ ุง่ พฒั นากระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ การแสวงหาความรู้ และวธิ ีการเรียนรขู้ องผู้เรยี น เพื่อให้
สามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต กระบวนการเรียนรู้เน้นการฝึกสติ สมาธิ ควา มจำ ความคิด
ผสมผสานกบั สภาพจริงและประสบการณใ์ นการปฏบิ ัติ

Learning to do : หมายถึง การเรียนเพื่อการปฏิบัติหรือลงมือทำ มุ่งพัฒนาความสามารถและความ
ชำนาญ ความทั้งสมรรถนะทางด้านวิชาชีพ สามารถทำงานเป็นหมู่คณะ ปรับประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การ
ปฏบิ ัติงานและอาชีพ กระบวนการเรยี นรู้เน้นบูรณาการระหวา่ งความร้ภู าคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติงานท่ีเน้น
ประสบการณ์ตา่ งๆ ทางสังคม ซ่ึงอาจนำไปสกู่ ารประกอบอาชีพจากความรู้ที่ได้ศึกษามารวมท้งั การปฏิบัติเพ่ือ
สร้างประโยชนใ์ หส้ งั คมทีส่ ามารถทำงานได้หลายอยา่ ง

Learning to live together : หมายถึง การเรียนรู้เพื่อการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสุข ทั้งการดำเนินชีวิตในการเรียน ครอบครัว สังคม และการทำงาน เป็นการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
ด้วยการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้สังคม การจัดการเรียนรู้มุ่งให้ผู้เรียนดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมพหุ
วฒั นธรรมได้อย่างมีความสุข มคี วามตระหนักในการพึ่งพาอาศัยซ่ึงกนั และกัน การแก้ปญั หา การจัดการความ
ขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีความเคารพสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าใจความแตกต่าง และหลากหลายดา้ น
วัฒนธรรม ประเพณี ความเชือ่ ของแตล่ ะบุคคลในสงั คม

Learning to be : หมายถึง การเรียนรู้เพื่อให้รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ รู้ถึงศักยภาพ ความถนัดความ
สนใจ ของตนเอง สามารถใช้ความรู้ ความสามารถของตนเองให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เลือกแนวทางการ
พัฒนาตนเองตามศักยภาพ วางแผนการเรียนต่อ การประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพตนเองได้ การ
จัดการเรียนรู้มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกด้านทั้งจิตใจและร่างกาย สติปัญญา ให้ความสำคัญกับจินตนาการ และ
ความคิดสร้างสรรค์ ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีความรับผิดชอบต่อสังคม
สิง่ แวดลอ้ ม ศีลธรรม สามารถปรบั ตวั และปรบั ปรงุ บุคลิกภาพของตน เข้าใจตนเองและผู้อ่นื

หลกั 4 H (Head Heart Hand และ Health)

เปน็ การมงุ่ เน้นพฒั นาทักษะของผู้เรยี น ให้เกดิ การเรียนรผู้ ่านการลงมือปฏิบตั ิจริง มปี ระสบการณ์ตรง
คิดวิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุขจากกิจกรรมสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ดังนี้

๑๖

กจิ กรรมพัฒนาสมอง (Head) หมายถึง กิจกรรมสง่ เสรมิ และพัฒนาทักษะการคดิ เพอ่ื ให้ผู้เรียนมคี วามสามารถ
ในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า ตัดสินใจ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์กิจกรรมพัฒนาจิตใจ (Heart)
หมายถึง กิจกรรมส่งเสริม พัฒนา และปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม การทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อให้
ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์จนเป็นลักษณะนิสัย และมีจิตสำนึกที่ดี ต่อตนเองและส่วนรวมกิจกรรม
พัฒนาทักษะการปฏบิ ัติ (Hand) หมายถึง กิจกรรมสร้างเสริมทักษะการทำงาน ทักษะทางอาชีพที่หลากหลาย
เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความสามารถ ความถนัด และศักยภาพของตนเอง กิจกรรมพัฒนาสุขภาพ (Health)
หมายถึง กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะเพื่อใหผ้ ูเ้ รียนมีสมรรถนะทางกายทีส่ มบูรณ์ แข็งแรง มีเจตคติที่ดีต่อการ
ดแู ลสุขภาพ และมที ักษะปฏิบตั ิด้านสขุ ภาพจนเปน็ นิสยั

พระบรมราโชบายดา้ นการศึกษา ของสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั วชริ าลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีกระแสพระราชดำรัสกับประธานองคมนตรี และคณะองคมนตรี ให้ร่วมกัน
สรา้ งคนดใี หแ้ ก่บ้านเมือง โดยจดั การศกึ ษาเพ่ือมุ่งเนน้ สรา้ งพืน้ ฐานให้แก่ผู้เรยี น 4 ด้าน ดังนี้

1. มีทัศนคติที่ถกู ต้องต่อบ้านเมือง หมายถงึ การจัดการศึกษาต้องมงุ่ ให้ผเู้ รียนมคี วามรู้ความเข้าใจท่ีดี
ต่อชาติบ้านเมือง ยึดมั่นในศาสนา มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีความเอื้ออาทรต่อครอบครัวและ
ชมุ ชนของตน

2. มพี น้ื ฐานชวี ิตทม่ี น่ั คง มีคณุ ธรรม หมายถึง การจัดการศกึ ษาต้องมุ่งให้ผูเ้ รยี น รู้จกั แยกแยะสิ่งท่ีผิด-
ทถ่ี ูก ส่งิ ช่ัว-ส่งิ ดี เพื่อปฏิบัติแตส่ ิ่งทีช่ อบที่ดีงาม ปฏเิ สธส่งิ ที่ผิดที่ช่วั เพอ่ื สรา้ งคนดใี หแ้ ก่บ้านเมือง

3. มีงานทำมีอาชีพ หมายถึง การจัดการศึกษาต้องมุ่งให้ผู้เรียน เป็นเด็กรักงาน สู้งาน ทำงานจน
สำเรจ็ อบรมให้เรยี นรกู้ ารทำงาน ให้สามารถเลยี้ งตวั และเลย้ี งครอบครวั ได้

4. เป็นพลเมืองดี หมายถึง การจดั การศึกษาต้องมุง่ ใหผ้ ู้เรยี น มหี น้าทเ่ี ปน็ พลเมอื งดี สถานศึกษา และ
สถานประกอบการต้องส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี การเป็นพลเมืองดีหมายถึงการมีน้ำใจ มี
ความเออื้ อาทร ทำงานอาสาสมคั ร งานบำเพญ็ ประโยชน์ “เหน็ อะไรท่ีจะทำเพอื่ บา้ นเมอื งได้ก็ต้องทำ”

การออกแบบการจัดการเรียนรู้เชงิ รุก

การออกแบบการเรียนรู้ (Instructional Design) ภารกิจสำคัญของครูตามเกณฑ์สมรรถนะประจำ
สายงาน คือ การออกแบบการเรียนรู้ไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ที่ต้องการรวมทั้งออกแบบเครื่องมือวัดและ
ประเมนิ ผล เพอ่ื ยืนยนั วา่ ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรยี นรู้ที่เทียบเคียงไวห้ รือไม่ เป็นวิธีการหน่ึง
ที่มุ่งเน้นให้ผู้สอนเป็นนักออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล โดยเริ่มจากวินิจฉัย
ปัญหา และความต้องการของผู้เรียน เพื่อออกแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพผู้เรียน
และเมื่อผู้เรียนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะต้องมีหลักฐานการเรียนรู้ที่สามารถสะท้อนผลว่าผู้เรียนได้เกิด
ความรคู้ วามเขา้ ใจในระดับที่พึงประสงคไ์ ว้จริง ผสู้ อนจงึ ต้องกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ และหลักฐานแสดงผล

๑๗

การเรยี นรูใ้ หช้ ดั เจนเสยี ก่อน จึงค่อยดำเนนิ การออกแบบกจิ กรรมการเรยี นการสอนใหส้ อดคล้องกบั เป้าหมายท่ี
พึงประสงค์ วิธีการนี้สร้างความมั่นใจได้ว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และมีคุณภาพตามมาตรฐานการ
เรียนรทู้ ีก่ ำหนดไวใ้ นหลักสตู รอยา่ งแทจ้ รงิ

การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ เป็นภาพรวมของการวางแผนการจัดกิจกรรมอย่างกว้างๆ ซึ่งอาจเป็น
หน่วยการเรียนเลก็ ๆ ท่ีจัดกิจกรรมการเรียนรู้เสรจ็ ภายใน 1 สัปดาห์ 1 เดือน 1 ภาคเรยี น หรอื 1 ปีการศึกษา
ทง้ั น้ี ขน้ึ อยูก่ บั ขอบเขตของเรื่องทก่ี ำหนด และความสนใจของผูเ้ รียน

กระบวนการจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบอิงมาตรฐานมีความยืดหยุ่น สามารถปรับลำดับโดยเริ่มจาก
จุดใดก่อน – หลังได้ตามความเหมาะสม เช่น อาจเริ่มจากการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด และ
วเิ คราะห์คำสำคญั ในมาตรฐานและตัวชวี้ ัด เพือ่ กำหนดสาระหลักหรือกิจกรรม หรอื อาจเร่มิ จากประเด็นปัญหา
สำคัญในท้องถิ่นหรือส่ิงทีน่ ักเรียนสนใจ แล้วจึงพิจารณาว่าประเด็นปัญหาดังกล่าวเชื่อมโยงกับมาตรฐานข้อใด
แนวทางการจัดทำหน่ายการเรียนรู้ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเพียงแนวทางตัวอย่าง 2 รูปแบบ คือ แบบที่เริ่ม
จากการกำหนดและวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ และแบบที่เริ่มจากประเด็นปัญหาในท้องถิน่ หรือประเด็นที่
อยใู่ นความสนใจของนักเรยี น

การออกแบบการจดั การเรียนรเู้ ชงิ รกุ

การออกแบบการเรียนรู้ (Instructional Design) ภารกิจสำคัญของครูตามเกณฑ์สมรรถนะประจำ
สายงาน คือ การออกแบบการเรียนรู้ไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ที่ต้องการรวมทั้งออกแบบเครื่ องมือวัดและ
ประเมินผล เพื่อยืนยันวา่ ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรยี นรู้ทเี่ ทียบเคียงไว้หรือไม่ เป็นวิธีการหนึ่ง
ที่มุ่งเน้นให้ผู้สอนเป็นนักออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล โดยเริ่มจากวินิจฉยั
ปัญหา และความต้องการของผู้เรียน เพื่อออกแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพผู้เรียน
และเมื่อผู้เรียนบรรลุเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ จะต้องมีหลักฐานการเรียนรู้ที่สามารถสะท้อนผลว่าผู้เรียนได้เกิด
ความร้คู วามเข้าใจในระดับทีพ่ ึงประสงค์ไวจ้ ริง ผู้สอนจึงตอ้ งกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ และหลักฐานแสดงผล
การเรยี นร้ใู ห้ชดั เจนเสยี กอ่ น จงึ คอ่ ยดำเนินการออกแบบกิจกรรมการเรยี นการสอนใหส้ อดคลอ้ งกับเปา้ หมายท่ี
พึงประสงค์ วิธีการนี้สร้างความมั่นใจได้ว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และมีคุณภาพตามมาตรฐานการ
เรียนรทู้ ่ีกำหนดไวใ้ นหลักสูตรอยา่ งแท้จริง

หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 และฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560

การศกึ ษาขนั้ พ้ืนพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 จดั เป็นหลกั สตู รแบบอิงมาตรฐาน กล่าวคือหลักสูตรท่ีมี
มาตรฐานการเรียนรเู้ ปน็ เป้าหมาย หรอื เป็นกรอบทิศทางในการกำหนดเนื้อหา ทักษะหรือกระบวนการ การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินผล เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถบรรลุมาตรฐานท่ี
กำหนด โดยมีกรอบแนวคิดที่สำคัญคือเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ซึ่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และ
วฒั นธรรม (UNESCO) ได้กำหนดไว้ดงั นี้

๑๘

Learn to know หมายถึง การเรียนเพอื่ รู้ทุกส่ิงทกุ อย่างอนั จะเปน็ ประโยชนต์ ่อไป ไดแ้ ก่ การแสวงหา

ใหไ้ ดม้ าซงึ่ ความรู้ท่ตี อ้ งการ ต่อยอดความรู้ท่ีมีอยู่ และรวมทั้งการสร้างความร้ขู ้ึนใหม่

Learn to do หมายถงึ การลงมอื ทำหรือ การประกอบอาชพี จากความรู้ท่ีไดไ้ ดร้ ับจากการศึกษามา

รวมทั้งเพอ่ื ประกอบอาชพี ในการสรา้ งประโยชนใ์ ห้สังคม

Learn to be หมายถงึ การรู้จกั ตวั เองอยา่ งถอ่ งแท้ เป็นตวั ของตัวเองและพฒั นาศักยภาพใหเ้ ตม็

ศักยภาพ หรือพัฒนาตนใหเ้ ปน็ มนษุ ยท์ ่สี มบรู ณ์เพราะทุกคนยงั สามารถที่จะดึงเอาความรู้ความสามารถออกมา

ใชป้ ระโยชนไ์ ด้อีกถ้าไดร้ บั การสง่ เสรมิ กระตนุ้ เพยี งพอ

Learn to live together หมายถึงการดำเนนิ ชวี ิตรว่ มกบั คนอ่นื ไดอ้ ย่างมีความสขุ ทัง้ ในการดำเนนิ

ชวี ติ ในชวี ติ ครอบครัว และชวี ติ การทำงาน

มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561 : 4-7) ได้
กำหนดคุณธรรม ทักษะและความรู้ที่จำเป็นบนฐานค่านิยมร่วม สู่กรอบผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาได้
ดังนี้ คอื การจดั การศึกษาจะต้องทำให้เกดิ ผลลัพธ์ท่ีพงึ ประสงค์ ซงึ่ เป็นคุณลกั ษณะของผเู้ รยี น อนั เป็นผลท่ีเกิด
จากการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา จนถึงการอุดมศึกษา ทั้งนี้
สถานศึกษามีอิสระในการกำหนดแนวคิด ปรัชญาและวิสัยทัศน์ของการจัดการศึกษาให้เป็นอัตลักษณ์ และ
สอดคลอ้ งกบั บริบทของสถานศึกษาและความถนดั ของผเู้ รยี น

หนว่ ยงานตน้ สงั กัดและหน่วยงานทเ่ี กย่ี วข้อง ตอ้ งมกี ารสนบั สนุน กำกบั ตดิ ตาม ประเมิน และพัฒนา
คณุ ภาพของการจดั การศึกษาโดยมุ่งเน้นความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability) มรี ะบบการบริหาร
จดั การท้ังดา้ นผู้บริหาร ครู คณาจารย์ และบคุ ลากร หลกั สตู รการเรยี นการสอน สือ่ เทคโนโลยีดจิ ทิ ลั ทรัพยากร
สิ่งสนับสนุนการศึกษา และการประเมิน ตลอดจนระบบ และกลไกการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องที่ทำให้
เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ ที่เหมาะสมตามแต่ละระดับ และประเภทการศึกษา และผลลัทธ์สะสมที่ครอบคลุม
ระดบั และประเภทการศกึ ษาทีต่ อ่ เน่อื งกนั

นอกจากนี้ สถาบันผลิตและพัฒนาครูในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาครูให้มีคุณภาพ จะต้องมี
บทบาทในการเตรียมความพร้อมครูก่อนประจำการ และส่งเสริมการพัฒนาครูประจำการให้มีสมรรถนะทาง
วิชาชีพที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อผลลัทธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาผลลัพธ์ที่พึงประสงค์
ของการศึกษา (Desired Outcomes of Education : Doe Thailand) หมายถงึ คุณลักษณะของคนไทย 4.0
ท่ตี อบสนองวิสัยทัศน์การพฒั นาประเทศส่คู วามมน่ั คง มัง่ คง่ั ยง่ั ยนื โดยคนไทย 4.0 จะต้องธำรงความเป็นไทย
และแข่งขันได้ในเวทีโลก นั่นคือเป็นคนดี มีคุณธรรม ยึดค่านิยมร่วมของสังคมเป็นฐานในการพัฒนาตนให้
บคุ คลท่ีมีคุณลักษณะ 3 ด้าน โดยเป็นคุณลกั ษณะขั้นต่ำ ดังตอ่ ไปน้ี

1. ผู้เรียนรู้ เป็นผู้มีความเพียร ใฝ่เรียนรู้ และมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อก้าวทันโลกยุคดิจิทัล
และโลกในอนาคตและมีสมรรถนะ (Competency) ที่เกิดจากความรู้ ความรอบรู้ด้านต่างๆ มีสุนทรียะ รักษ์

๑๙

และประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทย มีทักษะชีวิตเพื่อสร้างงานหรือสัมมาอาชพี บนพื้นฐานของความพอเพยี ง ความ
มนั่ คงในชีวิต และคณุ ภาพชีวิตท่ดี ตี ่อตนเอง ครอบครัวและสงั คม

2. ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นผู้มีทักษะทางปัญญา ทักษะศตวรรษที่ 21 ความฉลาดดิจิทัล
(digitalintelligence) ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะข้ามวัฒนธรรม สมรรถนะการบูรณาการข้ามศาสตร์
และมีคุณลักษณะของความเป็นผู้ประกอบการเพื่อร่วมสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือ
สังคม เพม่ิ โอกาส และมลู ค่าใหก้ บั ตนเอง และสงั คม

3. พลเมืองทเี่ ข้มแข็ง เป็นผ้มู ีความรักชาติ รกั ทอ้ งถิ่น รู้ถูกผิด มีจิตสำนกึ เปน็ พลเมอื งไทย และพลโลก
มีจิตอาสา มีอุดมการณ์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติ บนหลักการประชาธิปไตย ความยุติธรรมความเท่า
เทียม เสมอภาค เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย
และประชาคมโลกอย่างสันติ

หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 เป็นการจัดทำหลักสูตรแบบหลักสูตรอิง
มาตรฐานเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดใน
หลักสูตรในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้จึงน ามาใช้เป็นหลักในการจัดการเรียนรู้เป็นหลักในการเทียบเคียง
สำหรับประเมิน และเป็นตัวกลางบอกให้รู้ความก้าวหน้าพัฒนาการของผู้เรียนการรายงานผลการประเมินจึง
ควรจัดทำในรูปแบบของการรายงานความก้าวหน้าในการเรียนรู้ และระดับสัมฤทธิ์ผลของผู้เรียนในลักษณะ
เป็นคำอธิบายเชิงคุณภาพที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้รู้ว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการ
เรียนรู้หรือมีความสำเร็จเพียงใด รู้สิ่งใด ทำอะไรได้ ใช้เครื่องมือวิธีการใด ข้อมูลผลการประเมินที่ได้จะต้อง
นำมาใช้อธิบายภาพผลสัมฤทธิ์ที่เกิดแก่ผเู้ รียนได้อย่างถูกต้องน่าเชื่อถือ ดังนัน้ การประเมินจำต้องใช้เครื่องมือ
และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการหลากหลาย อาทิ การประเมินทักษะ การปฏิบัติ โครงงาน แฟ้มผลงาน
แบบฝึกหัด ด้วยการสังเกต สัมภาษณ์ ตรวจผลงาน ฯลฯ นอกเหนือจากการใช้แบบทดสอบข้อเขียนที่ใช้กัน
อย่างกวา้ งขวาง ในขณะนี้ เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนทอี่ าจใชว้ ิธีการเรยี นรู้ และวธิ ีแสดงออกซ่งึ ความสามารถซ่ึงแตกต่างกัน
ได้มีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นๆ ได้ตามศักยภาพของจนส่งผลให้สามารถประเมินความรู้
ความสามารถของผู้เรยี นได้แมน่ ย า และครอบคลมุ ผลสมั ฤทธิท์ เี่ กิดขึ้นทกุ ดา้ น

ดังนั้น ในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติจนกระทั่งถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อน
คณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ช้ีวัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน รวมทั้งเป็น
กรอบทิศทางในการจดั การศึกษาทกุ รปู แบบ และครอบคลุมผเู้ รียนทุกกลุม่ เป้าหมายในระดับการศึกษาข้นั

พื้นฐาน การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายท่ีคาดหวังได้ทุกฝ่ายที่
เกย่ี วข้องท้งั ระดบั ชาติ ชมุ ชน ครอบครัว และบคุ คลตอ้ งร่วมรบั ผดิ ชอบ โดยรว่ มกันทำงานอยา่ งเปน็ ระบบ และ
ต่อเนื่อง ในการวางแผน ดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรงุ แก้ไข เพื่อพัฒนาเยาวชน
ของชาติไปสคู่ ุณภาพตามมาตรฐานการเรยี นร้ทู ี่กำหนดไว

๒๐

มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชวี้ ัด กลุม่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์และ สาระภูมศิ าสตร์

ในกลุม่ สาระการเรียนรูส้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)

การปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ผลจากการศึกษาพบว่า
หลักสูตรมีข้อดีในหลายประการ เช่น กำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ชัดเจน มีความยึดหยุ่นเพียงพอให้
สถานศึกษาบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาได้ สำหรับปัญหาที่พบส่วนใหญ่เกิดจากการน าหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาและในห้องเรียน นอกจากนี้
การศึกษาข้อมูลทิศทางและกรอบยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.
2560 -2564) ซ่ึงเกดิ ขึ้นในชว่ งเวลาของการปฏิรูปประเทศ และสถานการณโ์ ลกท่ีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และเชื่อมโยงใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยจัดทำบนพื้นฐานของกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579)
ซึ่งเป็นแผนหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development
Goals: SDGs) แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 รวมทั้งปรับโครงสร้างประเทศไปสู่ประเทศไทย
4.0 เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนาประเทศ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว
ดว้ ยการพฒั นาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้ ยังคงหลักการ และโครงสร้างเดิมของหลักสูตรแกนกลางการ ศึกษาข้ัน
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ แตม่ ่งุ เนน้ การปรบั ปรงุ เนื้อหาให้มคี วามทันสมยั ทันตอ่ การเปลีย่ นแปลง
และความเจริญความกว้าหน้าทางด้านวิทยาการต่างๆ คำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับ
การเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ เตรียมผู้เรียนให้มีความพรอ้ มที่จะเรยี นรู้สิง่ ตา่ งๆ พร้อมที่จะประกอบ
อาชีพ เมอ่ื จบการศกึ ษา หรือสามารถศึกษาต่อในระดบั ที่สงู ขึ้น สามารถแข่งขนั และอยรู่ ว่ มกับประชาคมโลก

ได้

กรอบในการปรับปรุง คือ ให้มีองค์ความรู้ที่เป็นสากลเทียบเท่านานาชาติ ปรับมาตรฐานการเรียนรู้
และตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน สอดคล้อง และเชื่อมโยงกันภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ และ
ระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เข้า
ด้วยกันจัดเรียงล าดับความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละระดับขั้นตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัยให้มีความ
เชอื่ มโยงความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ โดยให้เรียนรู้ผา่ นการปฏิบตั ิท่ีส่งเสรมิ ให้ผ้เู รยี นพัฒนาความคดิ

องคป์ ระกอบของหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และฉบบั ปรบั ปรุง

พ.ศ. 2560

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 มี
องค์ประกอบที่สำคัญคือ วิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมาย สมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการ
เรยี นรู้ ตัวชว้ี ัด และสาระการเรยี นรู้ สรุปได้ดงั น้ี

๒๑

1. วิสยั ทศั น์ กำหนดไวด้ งั นี้

หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน มงุ่ พฒั นาผ้เู รยี นทุกคน ซ่งึ เป็นกำลงั ของชาติให้เป็นมนุษย์ท่ีมี
ความสมดุลท้งั ดา้ นรา่ งกาย ความรู้ คณุ ธรรม มีจติ สำนึกในความเปน็ พลเมืองไทยและเปน็ พลโลก ยึดมั่นในการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง
เจตคติ ทจี่ ำเปน็ ต่อการศกึ ษาต่อการประกอบอาชีพ และการศกึ ษาตลอดชีวติ โดยม่งุ เน้นผเู้ รียนเป็น

สำคัญบนพืน้ ฐาน ความเช่อื ว่าทกุ คนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศกั ยภาพ

2. หลักการ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน มีหลักการทีส่ ำคัญ ดังน้ี

2.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐานการ
เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็ก และเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของ
ความเปน็ ไทยควบคู่กบั ความเปน็ สากล

2.2 เปน็ หลักสตู รการศึกษาเพอ่ื ปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมโี อกาสไดร้ บั การศึกษาอย่างเสมอ
ภาค และมีคณุ ภาพ

2.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพ และความต้องการของทอ้ งถิ่น

2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการ
จดั การเรยี นรู้

2.5 เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาท่ีเนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ

2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลมุ ทกุ กลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์

3. จุดหมาย หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ม่งุ พฒั นาผู้เรยี นใหเ้ ป็นคนดี มีปญั ญา มีความสุข
มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษา
ขั้นพืน้ ฐาน ดงั น้ี

3.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พงึ ประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบตั ิ
ตนตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือ ยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3.2 มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมี
ทักษะชีวติ

3.3 มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ท่ีดี มีสุขนิสัย และรกั การออกกำลงั กาย

3.4 มีความรกั ชาติ มจี ิตสำนกึ ในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่นั ในวถิ ีชีวติ และการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข

๒๒

3.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี
ความสุข

4. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน
เกิดสมรรถนะสำคัญ และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ดงั น้ี

4.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิด
สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดังน้ี

1) ความสามารถในการส่ือสาร เปน็ ความสามารถในการรบั และส่งสาร มีวัฒนธรรม
ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจ าต่อรองเพื่อ
ขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง
ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ กี ารสอ่ื สาร ทมี่ ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบท่มี ีต่อตนเองและสงั คม

2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรือสารสนเทศเพือ่ การตดั สนิ ใจเก่ียวกับตนเอง และสังคมได้อยา่ งเหมาะสม

3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา และอุปสรรค
ต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการ
ป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม
และสิง่ แวดล้อม

4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการ
ต่างๆไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง การเรยี นรอู้ ย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ
อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไมพ่ ึงประสงคท์ ่ีส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื

5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้
เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการ
เรยี นรู้ การสอื่ สาร การทำงาน การแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม

4.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้
มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมือง
ไทยและพลโลก ดังน้ี

๒๓

1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5. อยู่อย่างพอเพยี ง

2. ซือ่ สัตยส์ จุ รติ 6. มุ่งม่นั ในการทำงาน

3. มีวนิ ัย 7. รกั ความเปน็ ไทย

4. ใฝ่เรียนรู้ 8. มจี ิตสาธารณะ

นอกจากน้ี สถานศกึ ษาสามารถกำหนดคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์เพิ่มเตมิ ใหส้ อดคล้องตามบริบทและ
จุดเน้นของตนเอง

5. มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมอง
และพหปุ ัญญา หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน จงึ กำหนดให้ผเู้ รยี นเรยี นรู้ 8 กลุ่มสาระการเรยี นรดู้ ังน้ี

1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์

3. วทิ ยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

5. สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา 6. ศิลปะ

7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ

ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึง
ประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน
พัฒนาการศึกษาทงั้ ระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และ
ประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการ
ประเมินคุณภาพภายใน และการประเมินคุณภาพภายนอก ซ่งึ รวมถงึ การทดสอบระดบั เขตพื้นที่การศึกษาและ
การทดสอบระดบั ชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคณุ ภาพดังกลา่ วเปน็ สิ่งสำคัญท่ชี ่วยสะท้อนภาพการจัด
การศกึ ษาวา่ สามารถพฒั นาผเู้ รียนให้มคี ณุ ภาพตามที่มาตรฐานการเรยี นร้กู ำหนดเพียงใด

6. ตัวชี้วัด ระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซ่ึง
สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ ในการกำหนดเนื้อหา
จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผลเพื่อตรวจสอบ
คณุ ภาพผูเ้ รียน

6.1 ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช้ันปีในระดับการศึกษาภาคบังคบั
(ประถมศกึ ษาปีที่ 1 – มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3)

6.2 ตวั ช้ีวดั ช่วงช้นั เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

(มัธยมศึกษาปีที่ 4- 6)

๒๔

7. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการเรียนรู้ และ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซ่งึ กำหนดใหผ้ เู้ รียนทกุ คนในระดบั การศึกษาขั้นพนื้ ฐานจำเปน็ ต้องเรียนรู้ ใน 8กลมุ่
สาระการเรยี นรู้

การพฒั นาการจดั การเรยี นรเู้ ชิงรกุ (Active Learning) สง่ เสรมิ ทักษะผเู้ รยี นในศตวรรษที่ 21 โดยใช้
โมเดล CHNY

การพฒั นาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สง่ เสริมทกั ษะผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 โดยใช้
โมเดล CHNY เป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีความรู้ ความเข้าใจ และมี
ทักษะในการจัดการเรียนการสอน การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลการจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ได้กำหนดขึ้น ตามนโยบาย “ สพท.วิถีใหม่ นักเรียนอ่านออกเขียนได้
ปลอดภยั ทกุ คน” และสอดคล้องกบั บริบทของโรงเรยี นที่มีความตระหนักในเรื่องการปรับเปลีย่ นบทบาทครู ให้
เป็นครูยุคใหม่ท่ีมีคุณภาพ และประสทิ ธิภาพตรงตามความต้องการ เปน็ ครูมืออาชพี มที ักษะวิชาชีพขน้ั สูง โดย
ปรับบทบาทจาก “ครูสอน” เป็น “โค้ช” หรือ “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” สร้างเครือข่ายพัฒนาครูให้มีการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน รวมถึงการพัฒนาครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนมาเป็นผู้สร้างครูรุ่นใหม่
อย่างเป็นระบบ และวัดผลงานจากการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง เพิ่มทักษะในการจัดการเรียนการสอน การ
ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้ผู้เรียนมี
ทกั ษะการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นคนดี เก่ง และมีคณุ ภาพตามเปา้ หมายของการพัฒนาประเทศ

๒๕

C (Communication Skills) ทกั ษะในการสื่อสาร

คำว่า การสื่อสาร (communications) มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า communis หมายถึง
ความเหมือนกันหรือร่วมกัน การสื่อสาร (communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร
ขอ้ มลู ความรู้ ประสบการณ์ ความรสู้ กึ ความคดิ เห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ท่ีอาจเป็น
การพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้
กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจำเป็นของตนเองและคู่สื่อสา ร โดยมี
วัตถุประสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน บริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมเป็น
ปัจจัยสำคญั ที่จะชว่ ยให้การส่ือสารสมั ฤทธผ์ิ ล

การสื่อสาร หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็น
ความรูส้ ึก หรอื ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่างๆ ที่อาจเปน็ การพดู การเขียน การใช้สัญลักษณ์ การ
แสดงท่าทาง หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ไปยังผู้รับสาร ดังนั้น ทักษะการสื่อสาร จึงหมายถึง ความสามารถใน
การรับและส่งสาร เพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้ และทัศนคติของตนอย่างเหมาะสมกับสภาพวัฒนธรรมแ ละ
สถานการณต์ า่ งๆ

โลกในยุคศตวรรษที่ 21 นั้นเป็นยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อกระบวนการ
ดำเนินชีวิตของพลเมืองทกุ ประเทศ ในยุคนี้การติดต่อสื่อสารเกิดข้ึนตลอดเวลา มีความรวดเร็วและครอบคลมุ
ทว่ั ทุกอาณาบรเิ วณของโลก ดังนั้น ทกั ษะการสอ่ื สารจึงมีความสำคัญมากสำหรับพลเมืองในศตวรรษท่ี 2 โดย
ในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงสังคมและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว คณะครู บุคลาการทาง
การศึกษา และผู้เรียนจำเป็นต้องรับรู้ถึงวิกฤตและโอกาส เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องตัดสินใจอย่าง
เรง่ ด่วน และมกี ารสือ่ สารวสิ ยั ทัศน์ของการเปลยี่ นแปลง (Communicating the Change Vision) ที่จะต้องได้
ใจความ เข้าใจง่ายและตอบสนองความต้องการแก่บุคลากรทุกคนในองค์กร จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น
วัฒนธรรมใหม่ หากคณะครู บุคลาการทางการศึกษา และผู้เรียนมีทักษะด้านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
กล่าวคือ สามารถใช้การพูด และเทคนิคการสื่อสารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เปิดใจกว้างเพื่อให้ก้าวทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และสามารถใช้ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการ
สอ่ื สารและการบริหารจดั การ ก็จะส่งผลใหอ้ งคก์ ร ซึง่ ก็คือสถานศกึ ษาดำเนินกจิ การต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายทีว่ างไว้ ตลอดจนยืนหยดั อยา่ งมนั่ คงตอ่ การเปลย่ี นแปลงในศตวรรษที่ 21

จากความสำคญั ของทักษะการส่อื สารกบั การศกึ ษาในศตวรรษท่ี 21 ทางโรงเรยี นชมุ ชนบา้ นนาเยียได้
เล็งเห็นว่า คณะครูและบุคลาการทางการศึกษา รวมไปถึงผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะในการสื่อสาร ซึ่ง
ประกอบด้วย ทักษะการพูดและใช้เทคนิคการสื่อสารอย่างเหมาะสม ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเสริม
ประสิทธิภาพในการสื่อสาร และทักษะการสื่อสารวิสัยทัศน์ของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทักษะดังกล่า วจะเป็น
กุญแจสำคัญที่นำมาสู่ความสำเร็จของการศกึ ษาในศตวรรษที่ 21

๒๖

แบบประเมินทักษะในการส่อื สารรายบุคคล

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ………………

กลุ่มสาระการเรียนรู้....................................... รายวชิ า...................................... รหัสวชิ า ............................
ระดบั ช้ันประถมศึกษาปีที่ ............................. ภาคเรยี นที่ ................................ ปกี ารศกึ ษา .......................
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ......................................... เรอ่ื ง ........................................................................................
เวลาเรียน ........................................... ชว่ั โมง
ชอ่ื ผ้เู รยี น ....................................................... ชน้ั ............................................ เลขที่ ...................................

คำช้ีแจง โปรดทำเครอื่ งหมาย / ตามระดบั ปฏบิ ตั ิของครู (1 : ปรับปรุง, 2 : พอใช้, 3 : มาก, 4 : มากทีส่ ุด)

การแปลความหมายการตรวจสอบ

เกคณำชฑ้ีแ์คจา่ งเฉโลปย่ี รดทำเครอ่ื งห1ม.า0ย0/–ตา1ม.5ระ0ดปับรปับฏปิบรัตุงิของ 1.51 – 2.50 พอใช้

2.51 – 3.50 ดี 3.51 – 4.00 ดีมาก

เกณฑ์การผ่าน มีผลประเมนิ ในระดับ “ดี” ข้ึนไป

ขอ้ ที่ รายการ ระดบั คณุ ภาพ
4321
1 ผ้เู รยี นสามารถเขา้ ใจในเน้อื หาของสารทีต่ ้องการจะสือ่ ออกไปได้
2 ผเู้ รียนสามารถอธิบายวัตถุประสงคข์ องสารที่ตอ้ งการจะสื่อออกไปได้
3 ผู้เรียนสามารถวิเคราะหส์ ารที่ไดร้ บั อย่างมีวจิ ารณญาณ
4 ผเู้ รียนสามารถตงั้ คำถามเพ่ือสร้างการเรียนรู้ได้
5 ผ้เู รียนสามารถจบั ใจความประเด็นสำคัญได้
6 ผู้เรยี นสามารถสรุปเนอื้ หาจากสารที่ไดร้ บั ได้
7 ผเู้ รยี นสามารถถ่ายทอดองค์ความรทู้ ี่ไดร้ บั ได้
8 ผเู้ รยี นสามารถสอื่ สารออกมาในรปู แบบของตนเองได้
9 ผ้เู รยี นสามารถเลือกใชก้ ลวิธใี นการส่ือสารที่ได้รบั ได้อยา่ งเหมาะสม
10 ผเู้ รียนสามารถเลอื กใชภ้ าษาในการสื่อสารได้อยา่ งถูกต้อง เหมาะสม

รวมคะแนน
สรุปรวม
แปลความหมาย

๒๗

H (Hand – on Skills) ทักษะการลงมอื ปฏบิ ตั ิจรงิ

การลงมอื ทำ หมายถึง ผเู้ รยี นได้กระทำสิง่ ต่างๆด้วยตนเอง ผา่ นการปฏบิ ตั ิการจรงิ คือ ผู้เรยี นไดฝ้ ึกใน
สภาพสิ่งแวดล้อมจรงิ ได้ฝกึ คิดและลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ท้ังนี้ การสนบั สนุนให้ผู้เรียนได้พฒั นา
คุณลักษณะท่พี ึงประสงคต์ ามวัยและไดผ้ ลตามความคาดหวังของสงั คมนน้ั การจดั ประสบการณ์จะให้
ความสำคญั กบั บทบาทการเรียนรู้ของผูเ้ รยี น จึงไดม้ ีการศกึ ษาแนว คิดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้ การใชแ้ นวคิด
ท่ีเน้นให้ผเู้ รยี นเปน็ ผูล้ งมอื กระทำหรือการปฏิบัติในสภาพจริง จึงเปน็ ที่สนใจและนำมาใช้

สถานศึกษาทจ่ี ัดการเรยี นรโู้ ดยการลงมือทำ

โรงเรียนชุมชนบา้ นนาเยยี ไดด้ ำเนินการสอนโดยใชห้ ลักสูตรสถานศกึ ษาท่ีพฒั นามาจาก หลกั สูตร
การศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2546 เปน็ หลกั สตู รทม่ี พี ัฒนาขนึ้ อย่างสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา
แหง่ ชาติ และหลักสตู รการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน สำหรบั การจดั การเรียนรู้ คณะครูและบคุ ลากรทางการศึกษาได้
กำหนดหนว่ ยการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้หรือหนว่ ยการเรยี นรู้ เนน้ การบรู ณาการสาระการเรียนรู้ ผา่ นการ
ผสมผสานเนอื้ หาสาระภายในศาสตรห์ รอื สาขาวชิ าหรอื ผสมผสานเนอื้ หาระหว่างศาสตร์ เนน้ กระบวนการ
เรยี นรูม้ ากกวา่ ผลผลติ เปดิ โอกาสใหเ้ ด็กลงมือปฏิบตั ิ และพัฒนาการคดิ การตัดสนิ ใจ การทำงานร่วมกบั คน
อืน่ สนับสนนุ ใหเ้ ดก็ สร้างองค์ความรูด้ ว้ ยตนเอง ลักษณะดงั กล่าวสอดคลอ้ งกับแนวคิดทสี่ นบั สนนุ การเรียนรู้
ของผ้เู รยี นโดยการลงมือปฏิบัติหรือการกระทำ และโรงเรียนโรงเรียนชมุ ชนบ้านนาเยียยงั มีการจัดกจิ กรรมท่ี
เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั กล่าวคือ ผ้เู รียนมโี อกาสเรยี นรู้จากประสบการณ์จรงิ มกี ารปฏิบตั ิ มุ่งให้ผเู้ รียนได้คิดเปน็
ทำเป็น ดว้ ยกระบวนการสบื ค้น ฝึกทักษะการคิดตามความสนใจ มีคณะครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาเปน็ ผู้
อำนวยความสะดวก มีผ้ปู กครองและชุมชนเปน็ แหลง่ เรียนรู้อีกดว้ ย

๒๘

แบบประเมนิ ทักษะการลงมือปฏิบตั ิจรงิ รายบคุ คล

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ………………

กลุ่มสาระการเรียนรู้....................................... รายวิชา...................................... รหัสวิชา ............................
ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ............................. ภาคเรยี นท่ี ................................ ปกี ารศึกษา .......................
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ......................................... เรื่อง ........................................................................................
เวลาเรยี น ........................................... ชว่ั โมง
ช่อื ผ้เู รียน ....................................................... ชนั้ ............................................ เลขที่ ...................................

คำชแี้ จง โปรดทำเครือ่ งหมาย / ตามระดับปฏิบัตขิ องครู (1 : ปรับปรงุ , 2 : พอใช้, 3 : มาก, 4 : มากท่ีสดุ )

การแปลความหมายการตรวจสอบ

เกคณำชฑแ้ี ์คจ่างเฉโลป่ยี รดทำเครอื่ งห1ม.า0ย0/–ตา1ม.5ระ0ดปับรปบั ฏปบิ รัตงุ ิของ 1.51 – 2.50 พอใช้

2.51 – 3.50 ดี 3.51 – 4.00 ดีมาก

เกณฑ์การผา่ น มผี ลประเมนิ ในระดับ “ดี” ขึ้นไป

ขอ้ ท่ี รายการ ระดับคุณภาพ
4321
1 ผู้เรยี นสามารถกำหนดจดุ มุ่งหมายของการปฏิบตั ิได้
2 ผู้เรียนสามารถวางแผนก่อนลงมือปฏิบัติได้
3 ผเู้ รยี นสามารถมีสว่ นรว่ มในการปฏิบัติ
4 ผเู้ รยี นสามารถเลอื กใชอ้ ุปกรณ์การเรยี นได้อย่างเหมาะสม
5 ผู้เรียนสามารถแลกเปลยี่ นความคดิ ระหว่างลงมอื ปฏิบตั ไิ ด้
6 ผู้เรยี นสามารถอธิบายขน้ั ตอนการลงมอื ปฏบิ ัตไิ ด้
7 ผเู้ รยี นสามารถอธบิ ายผลของการลงมือปฏิบัติได้
8 ผเู้ รียนสามารถวเิ คราะหผ์ ลของการลงมือปฏบิ ตั ิได้
9 ผู้เรียนสามารถสรปุ ผลการลงมือปฏบิ ัติได้
10 ผู้เรยี นสามารถอภิปราย/นำเสนอผลงานจากการปฏิบตั ไิ ด้

รวมคะแนน
สรปุ รวม
แปลความหมาย

๒๙

N (New Teamwork Skills) ทกั ษะการทำงานเป็นกลุ่ม

การทำงานเป็นกลุ่ม เป็นกระบวนการในการทำงานร่วมกันของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยมี
วัตถุประสงค์ร่วมกัน และมีการดำเนินงานร่วมกัน โดยผู้นำกลุ่มและสมาชิกในกลุ่มต่างก็มีหน้าที่ของตนอย่าง
เหมาะสม และมีกระบวนการที่ดี เพื่อนำกลุ่มไปสู่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
กระบานการทำงานกลุ่มที่ดี จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางสังคม และขยายขอบเขตของการเรียนรู้ ให้
กว้างขวางข้นึ

โรงเรียนชุมชนบ้านนาเยยี มกี ารกำหนดให้คณะครแู ละบุคลการทางการศึกษาได้สอดแทรกทักษะการ
ทำงานเป็นกลุ่มเข้าไปในการจัดการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจในบทบาทหน้าที่ที่ตนเองได้รับ
มอบหมาย สามารถแสดงออกถึงภาวะความเป็นผู้นำในกลุ่มของตนได้ ผู้เรียนจะต้องคิด วิเคราะห์ปัญหา
แลกเปลี่ยนความคิด และอภิปรายองค์ความรู้ตามความเข้าใจภายในกลุ่มของตนเอง ผู้สอนจะคอยชี้แนะ
แนวทางใหก้ ับผู้สอนจนผู้เรียนสามารถสรปุ เปน็ องค์ความรูข้ องตนเองได้

๓๐

แบบประเมินทักษะการทำงานเปน็ กลมุ่ รายบุคคล

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ………………

กลุ่มสาระการเรียนรู้....................................... รายวชิ า...................................... รหัสวชิ า ............................
ระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ ............................. ภาคเรียนที่ ................................ ปกี ารศึกษา .......................
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ......................................... เรือ่ ง ........................................................................................
เวลาเรยี น ........................................... ชว่ั โมง
ชอ่ื ผ้เู รียน ....................................................... ชัน้ ............................................ เลขที่ ...................................

คำชแี้ จง โปรดทำเครอ่ื งหมาย / ตามระดับปฏิบตั ขิ องครู (1 : ปรบั ปรงุ , 2 : พอใช้, 3 : มาก, 4 : มากท่สี ดุ )

การแปลความหมายการตรวจสอบ

เกคณำชฑ้ีแ์คจา่ งเฉโลป่ียรดทำเคร่ืองห1ม.า0ย0/–ตา1ม.5ระ0ดปบั รปับฏปบิ รตั ุงขิ อง 1.51 – 2.50 พอใช้

2.51 – 3.50 ดี 3.51 – 4.00 ดมี าก

เกณฑ์การผ่าน มผี ลประเมนิ ในระดับ “ดี” ข้ึนไป

ขอ้ ที่ รายการ ระดบั คณุ ภาพ
4321
1 ผู้เรยี นสามารถทำงานรว่ มกนั เปน็ กล่มุ ได้
2 ผู้เรียนสามารถแลกเปล่ียนความคดิ กับสมาชิกในกลมุ่ ได้
3 ผู้เรียนสามารถแสดงความเป็นผู้นำของกลุ่มได้
4 ผูเ้ รียนสามารถมสี ว่ นรว่ มในการทำงาน
5 ผเู้ รยี นสามารถมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นในกล่มุ ได้
6 ผู้เรยี นสามารถใหค้ วามรว่ มมือกับสมาชิกในกลุ่มได้
7 ผเู้ รียนสามารถวางแผนการทำงานรว่ มกบั ผูอ้ นื่ ได้
8 ผเู้ รยี นสามารถรับฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อืน่ ได้
9 ผเู้ รียนสามารถมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ท่ที ่ีได้รับมอบหมาย
10 ผู้เรยี นสามารถสะท้อนผลการทำงานของตนเองได้

รวมคะแนน
สรุปรวม
แปลความหมาย

๓๑

Y ((B)Y Technology Skills) ทักษะการใชเ้ ทคโนโลยี

ปัจจุบัน ข้อมูลและสื่อต่าง ๆ มีการเผยแพร่ ค้นหาและส่งต่อได้อย่างอิสระ การจะพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณภาพตามวัตถุประสงค์ในศตวรรษที่ 21 นี้ ครูและผู้เรียนต้องสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ ในสังคม
ออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ตให้กลายเป็นสารสนเทศและองค์ความรู้ในที่สุด โดยครูและผู้เรียนต้องสัมพันธ์อิง
อาศัยกันและกัน โดยเฉพาะ “ครู” ต้องมีคุณลักษณะประกอบด้วย (1) ต้อง “เป็นผู้สร้างและผู้ผลิต” ต้อง
แสดงให้เห็นแนวทางการพัฒนาทักษะความเป็นครูได้ ต้องผ่านทักษะกระบวนการฝึกอบรมและเรียนรู้ด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ อีกทั้งต้องตระหนักในตนเองถึงบทบาทความเป็นครู ฝึกฝนพัฒนาตนเองโดยใช้
กระบวนการวิจยั เปน็ ฐานการพัฒนา แกไ้ ขปัญหาส่วนพร่องและขจัดปัญหาส่วนเกนิ คอยตรวจสอบประเมินผล
จากรปู แบบการส่งเสริมและพัฒนาเปน็ ระยะเวลาอยา่ งต่อเนื่อง และ (2) ตอ้ ง “เปน็ ผคู้ ดิ ริเริม่ และสร้างสรรค์”
มีความรู้และความสามารถเกี่ยวกับเทคโนโลยีประยุกต์เข้ากับเนื้อหาการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสอน
และทักษะทางสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอน รองรับการสร้างนวัตกรรม บริหารจัดการชั้นเรียน
รวมถงึ สามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ศิษย์ในแนวใหม่ในทักษะดา้ นต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อการดำเนินชีวิตและการใช้
ทักษะอาชีพผา่ นเทคโนโลยี

โรงเรียนชุมชนบ้านนาเยียได้เล็งเห็นว่า ครูในศตวรรษที่ 21 นี้ ต้องสามารถแบ่งปันองค์ความรู้
เสริมสร้างประสบการณ์ พัฒนาศักยภาพด้านความรู้ ทักษะความสามารถ รังสรรค์องค์ความรู้สร้างคุณค่าให้
ตนเองส่งต่อให้ผู้เรียน ผ่านรูปแบบจัดการเรียนการสอนแนวใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อ ส่งเสริมทักษะใหม่
ให้กับผู้เรียน ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของ
โลกและสังคมในอนาคต ถือว่าครูเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศที่สามารถนำทาง ชี้ช่องทางนำมาซึ่งองค์
ความรู้ได้ ดังนน้ั ครูจึงตอ้ งมคี วามรรู้ อบและทกั ษะครอบคลุมความสามารถดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศทั้ง 4 มิติ
ได้แก่ การใช้ การเข้าใจ การสร้าง และการเข้าถึง สามารถนำมาจัดการเรียนการสอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สูงสุดในยคุ ทีถ่ กู กล่าวถงึ วา่ “โลกไร้พรมแดน”

๓๒

แบบประเมินทักษะการใช้เทคโนโลยีรายบุคคล

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ………………

กลุ่มสาระการเรยี นรู้....................................... รายวิชา...................................... รหัสวิชา ............................
ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ............................. ภาคเรยี นที่ ................................ ปีการศกึ ษา .......................
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ......................................... เร่อื ง ........................................................................................
เวลาเรยี น ........................................... ชวั่ โมง
ชอื่ ผ้เู รยี น ....................................................... ชน้ั ............................................ เลขท่ี ...................................

คำช้แี จง โปรดทำเคร่ืองหมาย / ตามระดบั ปฏิบตั ขิ องครู (1 : ปรับปรงุ , 2 : พอใช้, 3 : มาก, 4 : มากท่สี ุด)

การแปลความหมายการตรวจสอบ

เกคณำชฑแี้ ์คจ่างเฉโลปย่ี รดทำเคร่ืองห1ม.า0ย0/–ตา1ม.5ระ0ดปบั รปบั ฏปบิ รัตงุ ขิ อง 1.51 – 2.50 พอใช้

2.51 – 3.50 ดี 3.51 – 4.00 ดมี าก

เกณฑ์การผ่าน มผี ลประเมินในระดบั “ดี” ข้ึนไป

ขอ้ ที่ รายการ ระดับคุณภาพ
4321
1 ผเู้ รียนสามารถเลือกใชเ้ ทคโนโลยไี ดอ้ ย่างเหมาะสม
2 ผู้เรยี นสามารถมีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยี
3 ผเู้ รยี นสามารถเข้าใจเทคโนโลยกี ารสอนได้
4 ผู้เรยี นสามารถแลกเปล่ยี นเรียนร้ผู า่ นการใช้เทคโนโลยีได้
5 ผ้เู รยี นสามารถคน้ หาความรผู้ ่านเทคโนโลยไี ด้
6 ผู้เรยี นสามารถเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีใหมๆ่ ได้
7 ผเู้ รียนสามารถใหก้ ารตอบรับกับเทคโนโลยีชว่ ยสอนเป็นอย่างดี
8 ผเู้ รยี นสามารถสร้างสรรค์ผลงานผ่านเทคโนโลยไี ด้
9 ผู้เรียนสามารถสืบคน้ ข้อมลู เพิ่มเตมิ ผา่ นเทคโนโลยไี ด้
10 ผู้เรยี นสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชนไ์ ด้

รวมคะแนน
สรุปรวม
แปลความหมาย

๓๓

บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551.
หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2562). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนา

และส่งเสริมการจดั การเรียนรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาร.ู้

๓๔


Click to View FlipBook Version