The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มโครงงานวิทยาศาสตร์จากมะกรูด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suthiphat.n, 2023-01-28 00:39:28

เล่มโครงงานวิทยาศาสตร์จากมะกรูด

เล่มโครงงานวิทยาศาสตร์จากมะกรูด

รายงานโครงงานและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สเปรย์กันยุงสมุนไพรจากมะกรูด จัดทำโดย นายสุทธิภัทร นิราชภัย รหัส 62111576029 อาจาร์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.น้ำค้าง สุขเกษ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งวิชา 1123908 โครงงานและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ห้อง 1 คณะครุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563


ชื่อโครงงาน : สเปรย์กันยุงสมุนไพรจากมะกรูด ชื่อนักศึกษา : นายสุทธิภัทร นิราชภัย 62111576029 อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ.ดร.น้ำค้าง สุขเกษ ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี ภาควิชา : วิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะ : คณะครุศาสตร์ ภาคการศึกษา/ปีการศึกษา : 1/2564 บทคัดย่อ โครงงานและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ศึกษาเรื่องสเปรย์หอมกันยุงสมุนไพลจากมะกรูด มีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการนำทรัพยากรในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ดีกว่าการปล่อยให้ทรัพยากรตายไปโดยไร้ ประโยชน์และเพื่อป้องกันยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกให้แพร่มาถึงเราเนื่องจากฤดูฝนในปีก่อนๆนั้นมีคน ป่วยและตายเป็นจำนวนมากจากโรคไข้เลือดออกเราจึงได้คิดวิธีมาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ โดยมีความพอเพียงมา เป็นหัวข้อหลักในการสร้างผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าการสกัดจากมะกรูดพบว่าสารจากน้ำมันหอมจากมะกรูดนั้นสามารถนำมาไล่ยุงได้ใน ปริมาณที่เหมาะสมและมีกลิ่นหอม ก


กิตติกรรมประกาศ โครงงานเรื่อง สเปรย์กันยุงสมุนไพรจากมะกรูด สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาของอาจารย์ที่ปรึกษา โครงงานได้แก่ ผศ.ดร. น้ำค้าง สุขเกษ และอาจารย์ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่ให้คำปรึกษาแนะนำในการ ค้นคว้า แนะนำขั้นตอนและวิธีการจัดทำโครงงานจนสำเร็จลุล่วงด้วยดีผู้จัดทำจึงขอกราบขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณพ่อค้า แม่ค้าและ เจ้าหน้าที่หอพักซอยสวรรค์วิถี 36 ที่ให้ความร่วมมือในการทำแบบ ประเมินจากการทำโครงงาน สเปรย์กันยุงสมุนไพรธรรมชาติจากมะกรูด จนประสบความสำเร็จ ขอกราบขอบคุณพระคุณ บิดา มารดา ที่ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนและเพื่อนๆนักศึกษา ใน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ คณะครุศาสตร์สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการ ช่วยเหลือและเป็นที่ปรึกษาในการทำโครงงาน จนกระทั่งประสบความสำเร็จด้วยดี ผู้จัดทำ นายสุทธิภัทร นิราชภัย 8 กรกฎาคม 2564 ข


สารบัญ ค


บทที่ 1 1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน ปัจจุบันถ้าจะกล่าวถึงสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค สัตว์อันดับต้นๆที่คิดคงไม่พ้นยุง เนื่องจากยุงเป็นพาหะนำ โรคร้ายต่างๆที่คร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมาก ยุงเป็นพาหะนำโรคหลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่น โรค ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย โรคเท้าช้าง เป็นต้น จึงมีผู้คิดทำตัวยาเพื่อกำจัด และป้องกันยุงขึ้นมาหลายชนิด เช่น ครีมทากันยุง ยาจุดกันยุง ยาฉีดกันยุง น้ำมันไล่ยุง เป็นต้น แต่ยากันยุงเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เพราะมีสารที่เป็นอันตรายผสมอยู่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ บางคนเกิดอาการแพ้ ผู้จัดทำโครงงานได้พบว่ามีชาวบ้านในท้องถิ่นได้นำมะกรูดนำมาโยนลงน้ำสักสัปดาห์พบว่า สามารถไล่ยุงได้และไม่วางไข่ จากการค้นคว้า มะกรูดเป็นสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้ โดยผิวมะกรูด จะมีน้ำมันหอม ระเหยสกัดออกมาสามารถใช้ไล่แมลงได้ เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมาทดสอบกับยุงที่เป็นพาหะของโรค มาลาเรีย ไข้เลือดออก และเท้าช้าง พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้ ดังนั้น ทางผมจึงมีความคิดที่จะทำการศึกษา ค้นคว้า โดยการนะกรูดมาใช้ในรูปผลิตภัณฑ์สเปรย์มะกรูด โดยให้มีส่วนผสมของมะกรูดและน้ำมะกรูดซึ่งจะได้สเปรย์ที่มีประสิทธิภาพในการไล่ยุง 2. จุดประสงค์ของโครงงาน 1. เพื่อศึกษาประโยชน์ของมะกรูด 2. เพื่อศึกษาว่ามะกรูดไล่ยุงได้จริงหรือไม่


3.ขอบเขตของโคงงาน 1. ด้านพื้นที่ ซอยสวรรค์วิถี 36 2. ด้านประชากร บ้านในซอยสวรรค์วิถี 36 ศึกษา จำนวน 10 คน 3. ด้านเวลา 21-22 กรกฎาคม 2564 4. ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน 1.ตระหนักถึงคุณค่าของพรรณพืช สามารถใช้พืชให้เป็นประโยชน์ 2.ประหยัดค่าใช้จ่ายในการไล่ยุงมีความปลอดภัย 3.รู้จักการนำพืชสมุนไพรมาใช้ได้ตรงกับความต้องการ


บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาโครงงานเรื่อง การทำสเปรย์กันยุงสมุนไพรจากมะกรูด ผู้จัดทำได้รวบรวมแนวคิดต่างๆ จาก เอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 2.1 “มะกรูด” พืชสมุนไพรที่อยู่คู่กับครัวไทยมาช้านาน มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า มะขู (แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้) เป็นต้น มีชื่อสามัญคือ Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda และชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix DC. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ “ลำต้น” สูง 2-8 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย “ใบ” เป็นใบประกอบลดรูป รูปไข่ มีใบย่อย 1 ใบเรียงสลับ ใบรูปไข่ลักษณะคล้ายใบไม้ 2 ใบต่อกัน คอด กิ่วที่กลางใบ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 4-7 เซนติเมตร ใบสีเขียวแก่ ค่อนข้างหนา พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มีกลิ่นหอมมาก ใบด้านบนสีเข้ม ด้านใต้สีอ่อน “ดอก” ออกเป็นช่อ 3-5 ดอก กลีบดอกหนาสีขาว 4-5 กลีบ รูปไข่แกมรี ปลายมนแหลม ด้านนอกมีต่อม น้ำมัน มีกลิ่นหอม กลีบร่วงง่าย “เกสรเพศผู้” มีก้านเกสรสีขาว อับเรณูสีเหลืองอ่อน มีจำนวนมาก “เกสรเพศเมีย” สีเหลืองแกมเขียว คล้ายรูปกระบอง ยอดเกสรมีลักษณะกลม “ผล” สีเขียวเข้มคล้ายมะนาว ผิวเปลือกนอกขรุขระขนาดประมาณ 3-7 เซนติเมตร ขั้วหัวท้ายของผล เป็นจุก ผลอ่อนสีเขียวแก่ ผลสุกมีสีเหลืองสด ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ผลของพันธุ์ที่มีผลขนาดเล็กจะมีผิวขรุขระ น้อย ภายในมีเมล็ดจำนวนมากและไม่มีจุกที่ขั้ว ประโยชน์ของมะกรูด มะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค ช่วยทำ ให้เจริญอาหาร ใช้สระผมเพื่อทำความสะอาด ทำให้ผมดกเงางาม ป้องกันผมหงอก แก้ปัญหาผมร่วง ความเปรี้ยวของน้ำ มะกรูดยังมีฤทธิ์เป็นกรดช่วยขจัดคราบแชมพู หรือชำระล้างสิ่งอุดตันต่างๆ ตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ แล้วยังทำให้


ผมหวีง่ายอีกด้วย โดยการผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จให้เอามะกรูดสระผมซ้ำ ด้วยการใช้มะกรูดยีให้ทั่ว บนผม แล้วล้างออก จะช่วยทำความสะอาดผมได้ ช่วยทำให้ผิวไม่แห้ง ด้วยการนำมะกรูดมาผ่าซีกลงในหม้อต้ม สำหรับนำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำอาบเพื่อ ทำความสะอาดร่างกาย สามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ เช่น มอดและมดในข้าวสาร เนื่องจากน้ำมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย อยู่มาก มีกลิ่นฉุน ด้วยการใช้ใบมะกรูดสดๆ ประมาณ 4-5 ใบต่อข้าว 1 ถัง แล้วฉีกใบเป็น 2 ส่วนให้กลิ่นออก แล้ว ใส่ลงในถังข้าวสาร เมื่อใบมะกรูดแห้งแล้วก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ สำหรับเปลือกผลของมะกรูดก็สามารถใช้ในการไล่ยุง และกำจัดลูกน้ำได้ โดยการนำเปลือกมาตากแห้งและเผาไฟจะช่วยไล่ยุงได้ดี มะกรูดมักจะนิยมนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารในหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะเครื่องแกงจำเป็น อย่างขาดไม่ได้เลยที่จะใช้ใบและผิวมะกรูดนำมาเป็นส่วนผสม สรรพคุณในส่วนต่างๆ ของมะกรูด “ใบมะกรูด” มีรสปร่า กลิ่นหอม ดับกลิ่นคาว แก้ไอ แก้ช้ำใน “ผลมะกรูด” ตัดจุกผลมะกรูด คว้านไส้กลางออก ใส่มหาหิงค์แล้วปิดจุก หรือนำไปเผาไฟจนดำเกรียม บด เป็นผงละลายกับน้ำผึ้งใช้กิน จะช่วยขับลมแก้ปวดท้อง หรือใช้ป้ายลิ้นเด็กอ่อนเป็นยาขับขี้เทาได้ ใช้เป็นยาขับลม แก้ปวดท้องในเด็กอ่อนด้วย “น้ำมะกรูด” มีรสเปรี้ยว ใช้ผลมะกรูดผ่าซีกเติมเกลือ ลนไฟให้เปลือกนิ่ม บีบน้ำมะกรูดลงในคอทีละ น้อยๆ ช่วยกัดเสมหะ แก้ไอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้ระดูเสีย ฟอกโลหิต ขับระดูขับลมในลำไส้ ใช้ ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟัน “ผิวมะกรูด” มีรสปร่า กลิ่นหอมร้อน ขับลมในลำไส้ ขับระดู ขับผายลม ฝานบางๆ ชงน้ำเดือดใส่การบูร เล็กน้อย กินแก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ และช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดี “ราก” มีรสจืดเย็น แก้ไข้ ถอนพิษสำแดง แก้ลมจุกเสียด กระทุ้งพิษไข้ แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะ


2.2.โรคที่ยุงเป็นพาหะ 1. โรคมาลาเรีย แหล่งแพร่โรคอยู่ในท้องที่ป่าเขา โดยเฉพาะตามแนวชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าและกัมพูชา เชื้อโรค มาลาเรียคือ โปรโตซัว ซึ่งเป็สสัตว์เซลล์เดียวมีขนาดเล็กมากมีชื่อเรียกว่าพลาสโมเดี่ยม ซึ่งมีอยู่ 4 ชนิดด้วยกัน แต่ ที่มีอันตรายร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตคือ พลาสโมเดี่ยม ฟาลซิฟารั่ม 2. โรคไข้เลือดออก แหล่งแพร่โรงอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในเขตเมืองและชนบททุกจังหวัดทั่วประเทศ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็ก เชื้อ โรคไข้เลือดออกคือไวรัสที่มีชื่อว่า เดงกี่ไวรัส ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมักเสียชีวิตเนื่องจากเกิดการช็อค 3. โรคเท้าช้าง แหล่งแพร่โรคอยู่ในท้องที่ชนบทเฉพาะทางภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศ เชื้อโรคเท้าช้างคือ พยาธิตัวกลมขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายเส้นด้ายอาศัยอยู่ในกระแสโลหิตของผู้ป่วย โรคนี้ทำให้เกิดแขน เท้า ลูกอัณฑะ บวมโต เกิดความพิการตามมาแต่โรคไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีเท้าบวม ใหญ่คล้ายเท้าของช้าง จึงเรียกโรคนี้ว่าโรคเท้าช้าง 4. โรคไข้สมองอักเสบ แหล่งแพร่โรคอยู่ในท้องที่ชนบทโดยเฉพาะทางภาคเหนือบริเวณที่มีการเลี้ยงสุกรมาก โรคนี้ตามปกติเป็น โรคติดต่อในสัตว์ด้วยกันเองเท่านั้น การที่โรคติดต่อมาถึงคนได้นั้นนับเป็นการบังเอิญที่คนไปถูกยุงที่มีเชื้อโรคกัด เชื้อโรคไข้สมองอักเสบคือไวรัสที่มีชื่อว่า แจแปนิส เอนเซบ ฟาไลติส ไวรัส ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยโรคนี้มีไม่มาก แต่โรค นี้ทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้โดยง่ายหรือทำให้เกิดความพิการทางสมองตามมาได้ เรื่องเกี่ยวกับยุง ชนิดของยุงที่มาพร้อมกับโรคต่าง ๆ ยุงก้นปล่อง เป็นพาหะของโรคมาลาเรียและโรคเท้าช้าง ยุงรำคาญ เป็นพาหะของโรคไข้สมองอักเสบและโรคเท้าช้าง ยุงลาย เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก ไข้ชิคุนกุนยา และโรคเท้าช้าง


ยุงเสือ เป็นพาหะของโรคเท้าช้าง นอกจากนี้ หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ยุงชอบกัดคนบางคนมากกว่าผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ และจากผลการวิจัย พบข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ยุงชอบกัดคนบางประเภทเป็นพิเศษ ดังนี้ ยุงชอบกัดคนที่มีเหงื่อออกมาก ยุงชอบกัดคนที่ตัวร้อน (อุณหภูมิบริเวณผิวหนังสูง) ยุงชอบกัดคนที่หายใจแรง เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจเป็นตัวดึงดูดยุง ยุงชอบกัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นและลักษณะผิวหนัง ยุงชอบกัดผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะฮอร์โมนแตกต่างกัน ยุงชอบกัดคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น สีดำ กรมท่า แดง เขียว มากกว่าสีขาว อาการหลังจากถูกยุงกัด สำหรับสาเหตุของอาการคัน ดร.อุษาวดี เผยข้อมูลว่า เกิดจากการที่ยุงฉีดน้ำลายลงไปในบริเวณที่เจาะ ดูดเลือด เพื่อทำให้เลือดเจือจางลง จะได้ดูดเลือดได้ง่าย ซึ่งน้ำลายของยุงส่งผลให้มนุษย์เกิดอาการแพ้ที่แตกต่างกัน ออกไป บางรายแค่มีอาการคัน ขณะที่บางรายอาจมีอาการแพ้รุนแรง จนเป็นแผลลุกลาม และติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ในน้ำลายของยุงก็มีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ปะปนอยู่ เช่น เชื้อไวรัสเดงกี เชื้อไวรัสเจอี หรือแม้กระทั่งหนอนพยาธิที่ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบเจอี โรคมาลาเรีย โรค เท้าช้าง ฯลฯ 4.วงจรชีวิตของยุง มี 4 ระยะคือ ไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และตัวเต็มวัย 1.ไข่ ไข่ยุงมีขนาดเล็กมากประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไข่ยุงมีลักษณะ รูปร่างแตกต่างกันไป ไข่ยุงก้นปล่องมีทุ่นลอยใสๆ ติดอยู่ด้านข้างของไข่ช่วยพยุงให้ไข่ลอยน้ำได้ ไข่ยุงลายไม่มีทุ่น ลอยแต่เกาะติดอยู่ตามผนังภาชนะกักเก็บน้ำ เช่น โอ่งน้ำ โดยเกาะติดอยู่ตามขอบเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ไข่ยุง


รำคาญเรียงตัวเกาะกันเป็นแพอยู่บนผิวน้ำ ไข่ยุงเสือเกาะติดอยู่ตามขอบใต้ใบพืชน้ำบางชนิดที่อยู่ปริ่มน้ำ ยุงวางไข่ ครั้งละประมาณ 100 ฟอง ระยะฟักไข่ประมาณ 2 วัน ก็จะออกมาเป็นลูกน้ำ 2.ลูกน้ำ แรกเริ่มเมื่อลูกน้ำฟักออกมาจากไข่ มีขนาดเล็กมากเป็นลูกน้ำระยะที่ 1 จากนั้นลูกน้ำจะกินอาหารทำให้ เจริญเติบโตขึ้นและลอกคราบเปลี่ยนเป็นลูกน้ำระยะที่ 2 ซึ่งมีขนาดโตขึ้นแต่มีรูปร่างเหมือนเดิม ลูกน้ำจะกิน อาหารและเจริญเติบโตขึ้นอีกเป็นลูกน้ำระยะที่ 3 และ 4 ต่อไป การเปลี่ยนระยะแต่ละครั้งจะมีการลอกคราบเสมอ เมื่อลูกน้ำระยะที่ 4 เจริญเต็มที่ก็จะลอกคราบครั้งสุดท้าย เปลี่ยนเป็นระยะตัวโม่ง ซึ่งมีลักษณะรูปร่างแตกต่างไป จากลูกน้ำอย่างมาก ระยะที่เป็นลูกน้ำใช้เวลาประมาณ 6 วัน ลูกน้ำยุงก็มีรูปร่างลักษณะรวมทั้งการเกาะที่ผิวน้ำ และนิสัยการกินอาหารแตกต่างกันไป เช่น ลูกน้ำยุงก้นปล่องไม่มีท่อหายใจมีแต่เพียงรูหายใจ จึงลอยตัวขนานกับ ผิวน้ำและหาอาหารที่ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงลายมีท่อหายใจสั้น เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำและหาอาหารที่ก้น ภาชนะกักเก็บน้ำ ลูกน้ำยุงรำคาญมีท่อหายใจยาว เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำเช่นกันแต่หาอาหารที่แขวนลอย อยู่ในน้ำ 3.ตัวโม่ง มีลักษณะรูปร่างที่เด่นชัดคือหัวโต ตามปกติจะลอยตัวนิ่งๆ ที่ผิวน้ำ แต่ถ้าถูกรบกวนจะเคลื่อนที่ได้อย่าง ว่องไว ระยะตัวโม่งนี้จะหยุดกินอาหารและเป็นระยะสุดท้ายที่ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำ ระยะตัวโม่งใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพื่อให้ตัวอ่อนที่อยู่ภายในเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนที่จะลอกคราบออกมาเป็นตัวยุงตัวเต็มวัย ระยะเวลาเริ่มจากยุงวางไข่จนกระทั่งเจริญจนถึงยุงตัวเต็มวัย ในประเทศเขตร้อยชื้นอย่างเช่นประเทศไทยนั้นใช้ เวลาประมาณ 10 วันเท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดยุงด้วย 4.ตัวเต็มวัย เมื่อตัวโม่งเจริญเต็มที่จะลอยนิ่งๆ อยู่กับที่ จากนั้นเปลือกหุ้มบริเวณส่วนหัวของตัวโม่งเริ่มปริออก ตัวยุง ที่อยู่ภายในจะค่อยๆ ดันออกมา ขณะที่ตัวยุงโผล่พ้นเปลือกตัวโม่งเกือบหมดเหลือเฉพาะส่วนขา ก็จะเริ่มคลี่ปีก ออก เมื่อปลายขาหลุดออกมาหมดแล้วก็จะเกาะอยู่บนผิวน้ำหรือบริเวณใกล้เคียงประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ปีก แข็งแรงพอที่จะบินได้ ตามปกติแล้วยุงตัวผู้ออกมาก่อนยุงตัวเมียและอาศัยบริเวณแหล่งเพาะพันธุ์ตลอดชีวิต กิน อาหารพวกน้ำหวานจากพืชโดยไม่กินเลือด ยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่าตัวเมีย ส่วนยุงตัวเมียเมื่อออกมาจากตัวโม่งจะกิน อาหารพวกน้ำหวานจากพืชก่อน เพื่อให้มีพลังงาน จากนั้นก็ผสมพันธุ์โดยยุงตัวเมียผสมพันธุ์ครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต ก็สามารถออกไขได้ตลอดไป เมื่อยุงตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็จะหาอาหารเลือดซึ่งมีโปรตีนและธาตุอาหารที่


จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของไข่ โดยทั่วไปถ้ายุงตัวเมียไม่ได้กินเลือด ไข่ก็ไม่เจริญจึงไม่สามารถวางไข่ต่อไปได้ ยุง แต่ละชนิดชอบกินเลือดเหยื่อแตกต่างกันไป ยุงบางชนิดชอบกินเลือดคน เช่น ยุงลาย ยุงบางชนิดชอบกินเลือดสัตว์ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบกินทั้งเลือดคนและเลือดสัตว์ เมื่อยุงได้กินเลือดเต็มที่แล้ว ก็จะไปหาบริเวณที่เหมาะสม เกาะพักนิ่งๆ เพื่อรอเวลาให้ไข่เจริญเติบโต เช่น ตามที่อับ ชื้น เย็นสบายลมสงบและแสงสว่างไม่มาก ยุงบางชนิดชอบเกาะพักภายในบ้านตามมุมมืดที่อับชื้น ยุงบางชนิดชอบ เกาะพักนอกบ้านตามสุ่มทุมพุ่มไม้ที่ชุ่มชื้น ในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ยุงจะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน ไข่ก็ สุกเต็มที่พร้อมที่จะวางไข่ได้ ยุงแต่ละชนิดเลือกแหล่งน้ำสำหรับวางไข่ไม่เหมือนกัน บางชนิดชอบน้ำใส นิ่ง เช่น ยุงลาย บางชนิดชอบน้ำโสโครกตามท่อระบายน้ำ เช่น ยุงรำคาญ ยุงบางชนิดชอบวางไข่ตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เช่น ยุงก้นปล่อง ยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟอง เมื่อยุงวางไข่แล้วก็จะบินไปหากินเลือดอีกสำหรับไข่ในรุ่น ต่อไปวนเวียนอยู่เช่นนี้จนกระทั่งยุงแก่ตาย ยุงตัวเมียโดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 เดือน ส่วนยุงตัวผู้มีอายุสั้นกว่ายุง ตัวเมีย โดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 1 สัปดาห์


บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงงาน โครงงาน สเปรย์กันยุงสมุนไพรจากมะกรูด ประกอบด้วยการทา งานในส่วนต่าง ๆ มีวิธีการำเนินการดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3. วิธีดำเนินการ 4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง บุคคลทั่วไป ในซอย สวรรค์วิถี 36 จำนวน 4-6 คนต่อบ้าน 1 หลัง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. ผลิตภัณฑ์ 2. แบบประเมินความพึงพอใจ 1 จำนวน 5 ข้อ 5 ระดับ 3.3 วิธีการดำเนินงาน 3.3.1วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ และงบประมาณ


3.3.1.1อุปกรณ์ 1. มะกรูด 9 ลูก 20 บาท 2.ผ้าขาวบาง 1 ผืน 20 บาท 3.แอลกอฮอล์1ลิตร70% 1 ขวด 100 บาท 4. แก้วตวงวัด500มิลลิลิตร 1 ใบ 20 บาท 5. น้ำมันหอมระเหยมะกรูด 1 ขวด 20 บาท 6. บรรจุภัณฑ์ 6 ขวด 20 บาท 7.ขวดพลาสติก 1 ขวด - บาท 8.โหลพลาสติก 1 ใบ 20 บาท 9.การบูรหอม 1 ถุง 10 บาท รวมทั้งหมด 230 บาท 3.3.1.2 วิธีการ 1. หั่นมะกรูดเฉพาะผิว ให้พอดีนำไปใส่ในเหยือกตวง 500 mlแล้วใส่ลงโหล 2. ตวงแอลกอฮอล์70%ประมาณ1,000 ml แล้วใส่โหล 3. นำการบูรหอม 1 ถุงน้อย และ น้ำมันหอมระเหย 15 ml ใส่ในโหลให้หมด


4. ปิดฝาโหลและหมักไว้ 3-5 วัน แล้วนำผ้าขาวบางมากรองเศษออกใส่เหยือกตวง 5. กรองเสร็จและวัดปริมาณแล้วใส่ในขวดน้ำเพื่อเตรียมใส่ในบรรจุภัณฑ์อีกที 6. เสร็จแล้วก็ใส่บรรจุภัณฑ์สเปรย์ ถ้าเหลือ สามารถใส่ได้อีกในครั้งต่อไป


3.3.1.3 ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ 1. เพื่อเสนอแนะแนวทางป้องกันโรคไข้เลือดออกและสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย 2. เพื่อใช้ไล่ยุงและแมลง 3.3.1.4 การดูแลรักษาผลติภัณฑ์ 1. วางไว้ในที่เหมาะสม 2. วางให้พ้นจากมือเด็ก 3.4 วิธีการใช้งานและเก็บ รวบรวมข้อมูล ได้แจกแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 4 หลัง ต่อ 4-6 คนในครัวเรือน และเก็บรวบรวม แบบสอบถาม สรุปผล


Click to View FlipBook Version