งานวิจยั ในช้นั เรยี น
เรือ่ ง
การศึกษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น วิชาการงานอาชีพ
โดยใช้การจัดการเรยี นการสอนรูปแบบเชงิ รกุ
(Active learning) ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5/1
ผวู้ จิ ัย
นางสาวสุวมิ ล ประสารยา
กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
โรงเรยี นบ้านโคกวทิ ยาคม
สงั กัดสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศึกษา พษิ ณโุ ลก อตุ รดติ ถ์
งานวิจยั ในช้นั เรยี น
เรอื่ ง
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการงานอาชีพ
โดยใช้การจัดการเรียนการสอนรูปแบบเชงิ รกุ
(Active learning) ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
ผูว้ จิ ยั
นางสาวสุวมิ ล ประสารยา
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ การงานอาชีพ
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
โดยได้รบั ความเห็นชอบจาก
.......................... หัวหน้างานวิชาการ
(ว่าท่ีร้อยตรีทิพย์รถ พมุ่ ไม้)
.......................... ผู้อำนวยการโรงเรียน
(นายชยพล เอบ็ มลู )
ประกาศคุณปู การ
การศกึ ษางานวจิ ัยในครัง้ น้ี สำเร็จไดด้ ว้ ยความรว่ มมอื ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 5/1
ท่ีให้ความรว่ มมอื ในการจัดการเรยี นการสอนในชน้ั เรียน ทำใหก้ ารจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เปน็ ไปดว้ ยความเรียบร้อย ทำ
ใหน้ กั เรยี นเกิดการเรยี นร้อู ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ จนทำให้การศึกษาวิจัยนเ้ี สรจ็ สมบรู ณ์ ผวู้ จิ ัยขอขอบคุณไว้ ณ ทีน่ ้ี
ขอขอบพระคณุ ผอู้ ำนวยการและคณะครโู รงเรียนบ้านโคกวิทยาคม เปน็ อยา่ งสูง ที่ไดใ้ ห้ความช่วยเหลือ ความ
รว่ มมอื ในการจดั การเรยี นการสอน แบบ active learning ใหค้ ำแนะนำ และคำปรึกษาตลอดจนการตรวจแก้ไข
ขอ้ บกพร่องต่างๆ เป็นอยา่ งดี และอำนวยความสะดวกในการศกึ ษาวจิ ยั ในครั้งนี้เป็นอยา่ งดี และขอขอบใจนกั เรียนทกุ
คน ท่เี ป็นกำลังในการศกึ ษาวจิ ัย จนกระทง่ั การศกึ ษาวจิ ัยครั้งนี้เสรจ็ สมบรู ณ์
สวุ มิ ล ประสารยา
ผวู้ จิ ยั
ชอื่ งานวจิ ัย การศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาการงานอาชพี
โดยใช้การจดั การเรยี นการสอนรูปแบบเชิงรกุ
ชอื่ ผวู้ จิ ัย
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ (Active learning) ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5/1
นางสาวสวุ มิ ล ประสารยา
การงานอาชีพ
บทคดั ย่อ
การศกึ ษาวจิ ัยครง้ั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื การศกึ ษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน วิชาการงานอาชพี โดยใช้การจัดการ
เรยี นการสอนรปู แบบเชิงรกุ (Active learning) ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 โรงเรยี นบ้านโคกวิทยาคม ภาค
เรียนที่ 1ปีการศกึ ษา 2565 กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5/1จำนวน 35 คน โดยได้รบั การจัดการเรียน
การสอน ตามรูปแบบเชงิ รกุ (Active learning) ซงึ่ จดั กิจกรรมการเรยี นตามแผนการเรียนรู้ทจ่ี ดั ทำขนึ้ หนว่ ยการเรียนรู้
เรอ่ื ง การเรยี นรกู้ ระบวนการทำงานและกระบวนการแกป้ ัญหา จำนวนทัง้ หมด 10 แผน โดยนกั เรยี นจะได้ทำใบ
กิจกรรมระหวา่ งเรยี น และทำแบบทดสอบหลังเรียน หลังจากเรียนจบหน่วยการเรียนร้นู ี้ แล้วมีการวดั และประเมินผล
เชงิ ปริมาณจากคะแนนทนี่ กั เรยี นทำไดจ้ ากแต่ละใบกจิ กรรมและแบบทดสอบ
ผลการศกึ ษาปรากฏวา่ การจดั การเรยี นการสอนด้วยรปู แบบเชงิ รุก (Active learning) นกั เรยี นมผี ลคะแนน
จากการทำกจิ กรรมแตล่ ะแผนการเรยี นรู้เพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งในแผนการเรียนการสอนแรกๆ นกั เรยี นมคี ะแนนการทำ
ใบกจิ กรรมนอ้ ยและคะแนนเพิ่มขน้ึ ตามลำดับ
เหน็ ได้ว่า นกั เรียนมคี ะแนนการทำใบกิจกรรม โดยมคี ะแนนเฉลย่ี 8.6คะแนน ซงึ่ คิดเป็นรอ้ ยละ 86 และ
นกั เรียนมคี ะแนนการทำแบบทดสอบ เฉล่ีย 8.2 คะแนน คิดเปน็ รอ้ ยละ 82 จากคะแนนเต็มท้งั หมด
สารบัญ
หน้า
บทที่ 1 บทนำ
ความสำคญั และท่มี า
จดุ มุ่งหมาย
ตวั แปรทศ่ี ึกษา
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
ขอบเขตของการวจิ ัย
ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รบั
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
การจดั การศึกษาทเ่ี นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ
การจดั การเรียนการสอนรปู แบบเชิงรกุ (Active Learning)
บทที่ 3 วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
เครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั
การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถิตทิ ีใ่ ช้
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
-วเิ คราะห์ผลจากคะแนนท่ีไดจ้ ากการทำใบกิจกรรมในช้นั เรยี น
ตามรูปแบบกระบวนการการจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบเชิงรกุ (Active learning)
-วเิ คราะหผ์ ลจากคะแนนทไ่ี ด้จากการทำแบบทดสอบ ตามรูปแบบกระบวนการ
การจดั การเรียนรรู้ ูปแบบเชงิ รุก (Active learning)
บทท่ี 5 สรุปผล
สรปุ ผลการศกึ ษาวจิ ยั
อภปิ รายผลการศกึ ษา
ขอ้ เสนอแนะ
ภาคผนวก
บทที่ 1
บทนำ
ความสำคัญและทีม่ า
จากการจดั อนั ดับการแขง่ ขันทางการศกึ ษาของเวลิ ด์อโี คโนมกิ ฟอรัม ปลี ่าสุดพบวา่ คณุ ภาพการศกึ ษาของ
ประเทศไทยนนั้ ตกอันดบั ลงเป็นอย่างมาก โดยเป็นอันดบั 8 ของกลุ่มประเทศอาเซยี นรองจากเวยี ดนามและกมั พชู า ซ่ึง
เราสามารถวิเคราะหส์ าเหตุของการศึกษาไทยทีท่ ำให้คุณภาพการเรียนไมด่ ีเท่าท่ีควร เน่ืองจากการจดั การเรยี นการสอน
ที่ผ่านมาเน้นทอ่ งจำแต่ไมน่ ำไปใช้ ครูผ้สู อนไมเ่ อาใจใสน่ ักเรียน เนน้ การทำผลงาน ทำงานเอกสารต่างๆ ซึ่งทำใหค้ ุณภาพ
ของการจดั การเรยี นการสอนลดคณุ ภาพลง อีกทง้ั วัฒนธรรมการศกึ ษาของไทยทม่ี ีมาแต่ดั้งเดิมคอื การเรียนแบบท่อง
เพ่ือใหจ้ ดจำเนือ้ หาแล้วนำมาใชเ้ พียงเพอื่ ให้สอบผา่ น ไมไ่ ดเ้ รียนแบบลงมอื ทำปฏิบตั ิ เรียนรจู้ ากปญั หาทเ่ี กิดขึ้นจริงใน
ชีวิตจรงิ ไมม่ กี ารวิเคราะหแ์ ละประยกุ ตใ์ หแ้ กป้ ัญหาจริงได้ ทำให้ผเู้ รียนเน้นเรียนแบบจำไดเ้ พยี งหลักการ ตวั หนังสอื แต่
เม่อื เกิดปญั หาจรงิ น้นั ไม่สามารถแก้ไขได้
การจดั การศกึ ษาจงึ มคี วามจำเปน็ ทจี่ ะต้องนำพานักเรียนหลดุ ออกจากกรอบการศึกษาแบบเดมิ ท่ีเน้นเพียง
ทอ่ งจำนำไปทำข้อสอบมาเปน็ เรียนรู้จากสิง่ ท่ีพบเจอจริง ปัญหาต่างๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนในชวี ิตหรือจากประสบการณป์ ญั หาท่ี
นกั เรียนสนใจอยากจะหาคำตอบ ซง่ึ เปน็ สิ่งที่ตรงกับความสนใจของนกั เรยี นมากกวา่ ทำให้นกั เรียนมแี รงจงู ใจอยาก
แก้ปัญหามากยงิ่ ขึน้ และการจดั การศึกษาท่ีผูว้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษา เปน็ การจัดการเรียนการสอนทเี่ น้นให้นกั เรียนได้ลงมือปฏิบตั ิ
จรงิ นักเรียนมสี ว่ นรว่ มและมีปฏิสัมพันธ์กบั กิจกรรมการเรยี นรู้ผ่านการปฏบิ ัติที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การวิเคราะห์
การสังเคราะห์ การระดมความคดิ และการแลกเปล่ียนความคิดเห็น เปน็ ตน้ โดยกจิ กรรมท่ีนำมาใช้ควรชว่ ยพัฒนา
ทักษะการคิดวเิ คราะห์ การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ การส่ือสาร/นำเสนอ และการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่าง
เหมาะสม บทบาทของนักเรียนนอกจากการมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมแลว้ ยังต้องมีปฏสิ มั พันธ์กับผูส้ อนและนกั เรยี นกับ
นักเรียนดว้ ยกัน ผู้สอนลดบทบาทในการถ่ายทอดความรแู้ กผ่ เู้ รยี นในลกั ษณะการบรรยาย และเพิม่ บทบาท ในการ
กระตนุ้ ใหผ้ ้เู รียนมีความกระตอื รอื ร้นที่จะทำกจิ กรรมตา่ งๆ ในระหวา่ งการจัดการเรยี นการสอน รวมถึงการจดั เตรียม
สภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสมใน การเรยี นรู้ ซงึ่ การจดั การเรยี นรู้น้ี เรียกวา่ การจดั การเรยี นการสอนรปู แบบเชงิ รุก (Active
leaning) นน้ั เอง
ดงั นัน้ ครูผู้สอนจงึ มคี วามสนใจจัดการเรยี นการสอนตามรูปแบบเชิงรกุ (Active leaning) เพ่ือศึกษา
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5/1 เมือ่ ไดเ้ รยี นรดู้ ้วยการได้ฝกึ ปฏิบตั จิ รงิ ได้มสี ว่ นรว่ มและมี
ปฏิสมั พนั ธ์ในการทำกจิ กรรมการเรยี นรู้ผา่ นการปฏิบัตทิ ีห่ ลากหลายรูปแบบ และการแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ร่วมกนั
กบั นักเรียนคนอื่นๆ ทั้งชั้นเรยี น และครูผูส้ อนทำหน้าทเ่ี ป็นคนทค่ี อยสนับสนุน เตรยี มความพรอ้ มสำหรบั การเรียนของ
นักเรียน อำนวยเครอ่ื งมอื การเรยี น และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการเรียนอย่างเหมาะสม เพ่อื ให้นกั เรียนได้
เรยี นรู้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและเข้าใจการเรียนคดิ แก้ปัญหาในชีวิตจริงไดอ้ ย่างรอบคอบ ถกู ต้องและเหมาะสม เป็น
นกั เรียนทม่ี ีคุณภาพในกาเรียนทดี่ ีตอ่ ไป
จุดมุง่ หมาย
เพื่อการศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น วชิ าการงานอาชพี โดยใชก้ ารจดั การเรยี นการสอนรูปแบบเชงิ รุก
(Active learning) ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5/1
ตัวแปรที่ศกึ ษา
ตวั แปรต้น กระบวนการจัดการเรียนร้รู ปู แบบเชงิ รุก (Active learning)
ตัวแปรตาม ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น วชิ าการงานอาชพี โดยใช้การจดั การเรยี นการสอน
รูปแบบเชิงรุก (Active learning)
กรอบแนวคิดในการวิจัย
กระบวนการจัดการเรียนรู้ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
รูปแบบเชิงรกุ (Active learning) วชิ าการงานอาชพี โดยใช้
การจดั การเรียนการสอน
รูปแบบเชิงรกุ (Active
learning)
ขอบเขตของการวิจัย
นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 5/1 จำนวน 35 คน
โรงเรยี นบ้านโคกวทิ ยาคม
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ บั
เพ่อื ให้นกั เรยี นได้เรยี นรผู้ า่ นการจดั การเรียนร้ทู ่เี น้นการปฏิบัติ สรา้ งความรู้ด้วยตนเอง
สามารถแก้ปัญหาทเี่ กิดขนึ้ ในชวี ิตจริงไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง
การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น วิชาการงานอาชพี โดยใชก้ ารจัดการเรยี นการสอนรูปแบบเชิงรกุ (Active
learning) ของนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5/1 มกี ารศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง ดงั นี้
1. การจดั การศกึ ษาที่เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
1.1 ความหมายของการจัดการศกึ ษาทเ่ี น้นผูเ้ รียนเป็นสำคญั
1.2 กรอบแนวคิดการจดั การเรียนรู้
1.3 คณุ ลกั ษณะของผู้เรียนท่ีจดั การเรยี นรทู้ ีเ่ น้นผ้เู รยี นเป็นสำคญั
1.4 แนวทางการสง่ เสรมิ ผู้เรยี น
2. การจดั การเรียนรรู้ ูปแบบเชงิ รกุ (Active learning)
2.1 ความหมายของการจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบเชงิ รกุ (Active learning)
2.2 ลักษณะของการจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning
2.3 บทบาทของครูผู้สอนในการจัดกจิ กรรมการเรียนรตู้ ามแนวทางของ Active Learning
2.4 ตวั อย่างเทคนคิ การจัดการเรยี นรแู้ บบ Active Learning
1. การจดั การศึกษาทีเ่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคัญ
1.1 ความหมายของการจัดการศกึ ษาท่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นสำคญั
วิจารณ์ พานิช (2556) กลา่ ววา่ การจดั การศกึ ษาท่เี น้นผ้เู รยี นเปน็ สำคญั ผเู้ รยี นต้องเน้นสรา้ งความรู้
ขน้ึ ภายใน ตนเอง เป็นความรทู้ ่งี อกงามภายในตนเอง จากการลงมอื ทำกจิ กรรมแลว้ เกิดความรู้ แลว้ เน้นใหเ้ กิดทักษะ
จากการสัมผัสของตนเอง ไม่ใช่รบั ถา่ ยทอดความรสู้ ำเร็จรปู จากครูหรือหนังสือ
สมเกยี รติ ตังกจิ วานิชย์ และคณะ (2556) กล่าวว่า การจัดการศกึ ษาทเ่ี น้นผ้เู รียนเป็นสำคญั จำเป็น
อยา่ งยงิ่ ตอ่ การดำรงชวี ติ ในศตวรรษใหม่ น่นั คอื รูปแบบเศรษฐกิจท่ีเปลยี่ นไป การพงึ พาอาศยั ในระดับโลกที่เพมิ่ มาก
ขน้ึ และภูมิทศั นใ์ นการเรียนรูท้ ีเ่ ปลี่ยนไป
สวุ ธิ ดิ า จรุงเกยี รตกิ ุล (2561) กล่าววา่ การจดั การศกึ ษาทีเ่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคัญหมายถึง กล่มุ ความรู้
ทักษะ และ นสิ ัยการท างาน ที่เชื่อว่ามคี วามสำคญั ย่ิงตอ่ ความสำเรจ็ ในการเรยี นรตู้ ลอดชวี ิต
ดงั นั้น จึงกลา่ วไดว้ า่ การจดั การศึกษาท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ คือ ความรู้ ทกั ษะ และคุณลกั ษณะท่ี
มคี วามจำเปน็ ต้องส่งเสริมให้ ผู้เรียนไดร้ ับการพฒั นา เพื่อใชใ้ นการดำรงชีวติ ในปจั จุบัน ซ่งึ เปน็ ยคุ ของการเปลย่ี นแปลง
ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี
1.2 กรอบแนวคดิ การจดั การเรียนรู้
1) พ้ืนฐานการเรยี นร้สู าระวิชาหลกั ทกั ษะการอ่าน (Reading) ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะ
การคำนวณ (Arithmetic) ถือเป็นทกั ษะพน้ื ฐานท่มี ีความจำเปน็ ท่ีจะทำให้รแู้ ละเขา้ ใจในสาระเนอ้ื หาของ 8 กลุ่ม สาระ
การเรยี นรทู้ ี่แสดงความเป็นสาระวชิ าหลักของทักษะเพ่อื ดำรงชวี ติ
2) ความรู้เชงิ บูรณาการ ถงึ แม้นักเรียนจะสอบวัดความร้คู วามสามารถ ได้ตาม เกณฑ์การจบหลักสตู ร
การศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐานวา่ ดว้ ยระเบียบการวดั ผลประเมินผลตามหลกั สตู รการศึกษาขั้น พื้นฐานไดแ้ ลว้ กต็ าม คงไม่เพียงพอ
ในโลกยคุ ปจั จุบนั จงึ ตอ้ งมกี ารสอดแทรกความรูเ้ ชิงบูรณาการเข้าไป ในสาระเน้ือหา ของ 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรูเ้ พ่อื ใช้
เป็นพ้ืนฐานความรู้ทักษะเพ่ือการดำรงชวี ติ ในศตวรรษที่ 21 ดงั นี้
2.1) ความรเู้ กีย่ วกับโลก (Global Awareness) เปน็ การสรา้ งความรคู้ วาม เข้าใจ และกำหนด
ประเดน็ สำคญั ต่อการสรา้ งความเปน็ สงั คมโลก การขับเคลื่อนเชงิ วฒั นธรรม ศาสนา และวิถี ชวี ติ ทอ่ี ยรู่ ่วมกัน ไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสมในบรบิ ททางสังคมท่ีต่างกันรอบด้าน และสรา้ งเขา้ ใจความเป็นมนษุ ย์ด้วยกันในดา้ นเช้อื ชาติ และวฒั นธรรม
การใช้วัฒนธรรมทางภาษาท่ตี า่ งกนั ได้อยา่ งลงตวั
2.2) ความรู้ดา้ นการเงิน เศรษฐกจิ ธุรกิจและการเป็นผูป้ ระกอบการ(Financial, Economic,
Business and Entrepreneurial Literacy) เปน็ การสรา้ งความรู้แล วธิ กี ารที่ เหมาะสมสำหรบั การสร้าง ตวั เลือกเชงิ
เศรษฐศาสตร์ หรือเศรษฐกจิ มคี วามเข้าใจบทบาทในเชิง เศรษฐศาสตร์ทม่ี ีตอ่ สงั คม และใชท้ กั ษะ การเปน็
ผู้ประกอบการในการยกระดับ และเพม่ิ ประสิทธผิ ลด้านอาชพี
2.3) ความรูด้ า้ นการเปน็ พลเมอื งทดี่ ี (Civil Literacy) เปน็ การสร้าง ประสทิ ธิภาพ การมสี ว่ นร่วม
ทางสังคม ผา่ นวธิ ีสร้างองคค์ วามรแู้ ละความเขา้ ใจในกระบวนการทาง การเมืองการปกครองทถี่ ูกต้อง และนำวิถแี ห่ง
ความเปน็ ประชาธิปไตยไปสสู่ งั คมในระดับตา่ งๆ ที่เข้าใจต่อ วถิ กี าร ปฏบิ ัติทางสงั คมแหง่ ความเปน็ พลเมอื งทงั้ ระดบั
ท้องถิ่นและสากล
2.4) ความรดู้ า้ นสุขภาพ (Health Literacy) เปน็ การสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจ ขอ้ มูลสารสนเทศ
ภาวะสุขภาพอนามยั และนำไปใชใ้ นการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ให้เข้าใจวธิ ีปอ้ งกนั แก้ไข และเสริมสรา้ งภมู คิ ้มุ กัน ทม่ี ตี อ่
ภาวะสุขอนามัย ห่างไกลจากภาวะความเสี่ยงจากโรคภัยไขเ้ จบ็ ใชป้ ระโยชน์ขอ้ มลู สารสนเทศในการ เสริมสรา้ งความ
เข้มแข็งทางดา้ นสขุ ภาพอนามัยไดอ้ ย่างเหมาะสมกบั บุคคล เฝา้ ระวังดา้ นสุขภาพอนามยั สว่ น บคุ คลและครอบครัวให้
เกิดความเขม้ แขง็ รู้และเขา้ ใจในประเดน็ สำคัญของการเสรมิ สรา้ งสขุ ภาวะที่ดี ระดบั ชาตแิ ละสากล
2.5) ความรดู้ า้ นสิ่งแวดลอ้ ม (Environmental Literacy) เป็นการสรา้ งภมู ิรู้และเข้าใจการ
อนรุ ักษ์ และป้องกนั สภาพแวดลอ้ ม และมสี ่วนร่วมอนุรกั ษแ์ ละปอ้ งกันสภาพแวดลอ้ ม มีภมู ริ ู้และเขา้ ใจผลกระทบจาก
ธรรมชาตทิ ส่ี ่งผลต่อสังคม สามารถวเิ คราะห์ประเด็นสำคญั ดา้ น สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติ และกำหนด วธิ กี าร
ปอ้ งกันแก้ไข และอนุรักษ์รักษาสภาพแวดล้อม สร้าง สังคมโดยรอบให้เกดิ ความรว่ มมอื ในการอนุรกั ษ์ และพัฒนา
ทรัพยากรสิง่ แวดลอ้ ม
1.3 คุณลักษณะของผูเ้ รียนท่จี ัดการเรยี นรทู้ ีเ่ นน้ ผูเ้ รียนเป็นสำคญั
แนวทางการส่งเสริมผู้เรียน
คณุ ลกั ษณะของผ้เู รียนทจ่ี ัดการเรยี นรู้ทเ่ี น้นผเู้ รียนเป็นสำคญั เป็น ทักษะพื้นฐานจำเปน็ ในการอ่าน
เขียน และคดิ คำนวณ เปน็ ตวั การท่ที ำให้ผเู้ รียนรจู้ ักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารเปน็ เครื่องมอื ในการสบื คน้
รวมรวมความรใู้ ชก้ ระบวนการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณให้เกดิ การเท่าทันสอ่ื สารสนเทศท่ีจะพิสจู นย์ ืนยนั ส่งิ ท่ีตนและ
สงั คม อยากรไู้ ดอ้ ยา่ งชาญฉลาด 10 คณุ ลักษณะ คอื เป็นนกั คดิ วิเคราะห์นักแกป้ ญั หา นกั สร้างสรรค์ นักประสาน ความ
รว่ มมอื รูจ้ กั ใช้ขอ้ มูลและขา่ วสาร เรยี นรู้ดว้ ยตนเอง นักสอื่ สาร ตระหนักรบั รู้สภาวะของโลก เปน็ พลเมืองทรงคุณคา่
และมพี ้ืนฐานความรู้ เศรษฐกิจและการคลัง ซงึ่ สรปุ เป็นคณุ ลักษณะ3 ดา้ น ดังนี้
1) คุณลกั ษณะดา้ นการทำงาน ได้แก่ การการปรับตวั และความเป็นผนู้ ำ
2) คุณลกั ษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชี้นำตนเอง การตรวจสอบการเรียนร้ขู องตนเอง
3) คุณลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผู้อนื่ ความซื่อสัตย์ สำนึก พลเมอื ง
และมอี งคป์ ระกอบ ดงั นี้
1) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เปน็ ทกั ษะท่มี ีความจำเปน็ มากขนึ้ เรื่อย ๆ ในปจั จุบนั เนอื่ งดว้ ย
เทคโนโลยกี ารผลติ ทเ่ี จรญิ กา้ วหน้ามากในปัจจบุ นั
2) ความคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ (Critical thinking) ความจริงแล้วทักษะนีม้ ไิ ด้มี ความสำคญั
เฉพาะในศตวรรษท่ี 21 น้เี ท่านนั้ แต่ตลอดมาในประวตั ิศาสตรโ์ ลกการคดิ เชิงระบบเป็นทักษะท่มี ีความจำเป็นเสมอมา ผู้
ที่สามารถคิดเชงิ ระบบได้ดีสามารถวิเคราะห์และสงั เคราะหข์ อ้ มลู และ เหตุการณต์ า่ งๆ และแกป้ ญั หา (problem
solving) ทเ่ี กดิ ขนึ้ รอบตวั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม จะมคี วาม ได้เปรียบเหนอื ผู้อื่นทไี่ ม่มี ทกั ษะนอ้ี ีกทั้งในโลกยคุ ขอ้ มูลขา่ วสาร
ลน้ เกนิ ในปจั จบุ นั
3) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับผอู้ ่ืน (Communication and collaboration) การเรียนรใู้ น
โลกยคุ สมยั ใหมเ่ รียกร้องให้ผ้เู รยี นต้องมีปฏสิ มั พนั ธก์ ับผูอ้ ่ืนมากขน้ึ รวมทั้งในโลกแหง่ การทำงาน การสื่อสาร และการ
ประสานงานร่วมกบั ผอู้ นื่ ก็เป็นทักษะที่สำคญั อยา่ งยิ่ง ดงั นั้นทักษะน้จี ึง เปน็ เครือ่ งมือหนึ่งเพื่อเตรียม ผู้เรยี นให้พร้อม
สำหรบั โลกการทำงานจรงิ
4) ความรพู้ ื้นฐานทางดา้ นขอ้ มลู ข่าวสาร (Information literacy) ในปจั จบุ ันเรา สามารถ คน้ หา
ข้อมลู ใดๆ ได้งา่ ยทางโลกอนิ เทอร์เน็ตซ่งึ ถูกเสรมิ พลังด้วยกเู กิล (Google) ต่างจากใน อดตี ซง่ึ การเรียนรู้ หมายถงึ การ
จดจ ารายละเอียดและขอ้ มูลต่างๆ ให้ได้แต่ทกั ษะเหล่านัน้ แทบจะไม่มคี วาม จำเปน็ อีกต่อไปในยคุ ปัจจบุ ัน
5) ความรพู้ น้ื ฐานดา้ นการใชส้ ่อื (Media literacy) ความสามารถในการใชส้ ่ืออยา่ งเหมาะสมถือ
เปน็ อกี ทักษะหน่ึงทจี่ ำเปน็ สำหรับการทำงานในยุคปจั จบุ ัน ไมว่ า่ จะเป็นการใช้ไฟล์การ นำเสนอทั่วไป เชน่ power
point ไปจนถงึ การส่ือสำรในรปู แบบท่ซี บั ซอ้ นกวา่ เช่น การทำสือ่ วิดีโอ และการสรา้ งเวบ็ ไซต์
6) ความรพู้ น้ื ฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT literacy) เทคโนโลยีขอ้ มลู ขา่ วสารใน ปัจจบุ นั
พัฒนาไปอยา่ งรวดเรว็ มเี ครื่องมอื ด้านสารสนเทศใหม่ๆ เกดิ ขึน้ มากมาย ดงั น้ันการเรยี นร้เู พ่อื ให้สามารถใชเ้ ทคโนโลยี
เหล่านีไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม จงึ เปน็ เร่ืองทม่ี คี วามสำคญั และจำเปน็ มากขึน้ ในปจั จุบนั
7) การวางแผนและตัดสินใจอนาคตใหต้ ัวเอง (Self-direction) ตัวเองควรจะเปน็ ทกั ษะของ
มนษุ ยใ์ นทุกยุคทุกสมยั แต่ในสงั คมเศรษฐกจิ ปจั จบุ ันซ่งึ อยู่ใน ยคุ ที่ เรียกวา่ เสรี นยิ มโดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในทางเศรษฐกจิ
รัฐมหี น้าท่นี อ้ ยลงในการดูแลประชาชนใน ด้าน ตา่ งๆ การตดั สินใจ เลือกสถานท่เี รียนต่อ การตดั สนิ ใจทางดา้ นการเงิน
การวางแผนทางด้านสุขภาพ สงิ่ เหล่าน้ลี ว้ นเรยี กร้องให้ ปจั เจกบคุ คลต้องตดั สินใจด้วย ตนเองท้ังสิ้น จึงมคี วามจำ
เปน็ มากข้ึนท่ีทุกคนจะตอ้ งสามารถฝกึ ฝนไดด้ ้วย กระบวนการเรยี นการสอน ทเี่ หมาะสม ในโรงเรียนซึ่งฝึกให้นกั เรียน
ตอ้ งตัดสนิ ใจในเร่อื งตา่ งๆ มากขึน้
8) การตระหนกั รใู้ นความเปน็ พลเมืองของโลก (World civic literacy) นอกจากจะตระหนักร้ตู วั
เอง ในฐานะพลเมืองของชาตแิ ล้ว การตระหนกั รตู้ ัวเองในฐานะพลเมืองคนหนง่ึ ของโลกกเ็ ปน็ เรื่องทีม่ ีความสำคัญ
พลเมอื งควรตอ้ งรวู้ า่ การกระทำของตนเองนนั้ ส่งผลกระทบต่อโลกและคนทอ่ี ยู่ท่ีอกี มมุ หน่งึ ของโลกอยา่ งไร
2. การจดั การเรยี นการสอนรปู แบบเชงิ รุก (Active Learning)
2.1 ความหมายของการจดั การเรยี นการสอนรปู แบบเชิงรกุ (Active Learning)
การจัดการเรยี นการสอนรปู แบบ Active Learning หมายถงึ กระบวนการจดั การเรยี นรู้ตามแนวคดิ การ
สรา้ งสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) ท่เี น้นกระบวนการเรยี นรมู้ ากกวา่ เน้ือหาวิชา เพอื่ ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนสามารถ
เชอื่ มโยงความรู้ หรอื สรา้ งความรู้ให้เกดิ ข้นึ ในตนเอง ดว้ ยการลงมือปฏบิ ัตจิ รงิ ผา่ นสอ่ื หรอื กิจกรรมการเรียนรู้ ทีม่ ี
ครผู ู้สอนเป็นผูแ้ นะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวก ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ การเรียนร้ขู นึ้ โดยกระบวนการคดิ ข้นั สงู กล่าวคือ
ผเู้ รยี นมีการวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และการประเมนิ ค่าจากสิ่งที่ไดร้ ับจากกจิ กรรมการเรยี นรู้ ทำใหก้ ารเรียนรเู้ ป็นไป
อย่างมคี วามหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อ่นื ๆไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ (สถาพร พฤฑฒกิ ุล, 2561)
2.2 ลกั ษณะของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เปน็ ดังนี้ (ไชยยศ เรอื งสุวรรณ, 2553)
1. เป็นการเรยี นการสอนทีพ่ ฒั นาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคดิ การแก้ปญั หา และการนำความรู้
ไปประยุกตใ์ ช้
2. เป็นการเรยี นการสอนที่เปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นมีสว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรู้
สูงสุด
3. ผู้เรียนสรา้ งองคค์ วามรแู้ ละจัดกระบวนการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง
4. ผู้เรียนมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นการสอนท้ังในดา้ นการสรา้ งองคค์ วามรู้ การสรา้ ง
ปฏสิ มั พนั ธร์ ่วมกนั ร่วมมอื กันมากกวา่ การแข่งขัน
5. ผู้เรียนเรยี นรคู้ วามรบั ผิดชอบรว่ มกัน การมวี นิ ยั ในการทาํ งาน และการแบ่งหนา้ ทคี่ วามรบั ผดิ ชอบ
6. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผ้เู รียนอา่ น พดู ฟงั คดิ อยา่ งล่มุ ลกึ ผู้เรียนจะเปน็ ผจู้ ัดระบบ
การเรียนรดู้ ้วยตนเอง
7. เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิดขัน้ สูง
8. เป็นกจิ กรรมที่เปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นบรู ณาการข้อมลู ขา่ วสาร หรอื สารสนเทศ และหลักการความคดิ
รวบยอด
9. ผู้สอนจะเป็นผอู้ ำนวยความสะดวกในการจดั การเรียนรู้ เพื่อใหผ้ เู้ รยี นเป็นผู้ปฏิบัตดิ ว้ ยตนเอง
10. ความรู้เกดิ จากประสบการณ์ การสร้างองคค์ วามรู้ และการสรปุ ทบทวนของผเู้ รยี น
2.3 บทบาทของครผู ู้สอนในการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ตู ามแนวทางของ Active Learning ดงั น้ี
จัดใหผ้ ู้เรยี นเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน กิจกรรมตอ้ งสะทอ้ นความต้องการในการพฒั นาผเู้ รยี น
และเนน้ การนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ จรงิ ของผเู้ รยี น
1. สรา้ งบรรยากาศของการมสี ว่ นรว่ ม และการเจรจาโต้ตอบทส่ี ง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนมี
ปฏิสมั พนั ธท์ ด่ี ีกับผู้สอนและเพ่ือนในช้ันเรยี น
2. จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนให้เป็นพลวตั สง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รียนมสี ่วนรว่ มในทุกกิจกรรมรวมทั้งกระตุ้น
ใหผ้ ู้เรยี นประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
3. จดั สภาพการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ สง่ เสริมใหเ้ กดิ การรว่ มมอื ในกลุ่มผูเ้ รยี น
4. จดั กิจกรรมการเรียนการสอนใหท้ า้ ทาย และให้โอกาสผเู้ รียนไดร้ บั วิธกี ารสอนท่ีหลากหลาย
5. วางแผนเกีย่ วกบั เวลาในจัดการเรียนการสอนอยา่ งชดั เจน ทัง้ ในส่วนของเนอ้ื หา และกจิ กรรม
6. ครผู สู้ อนต้องใจกวา้ ง ยอมรับในความสามารถในการแสดงออก และความคิดเของที่ผเู้ รียน
2.4 ตัวอยา่ งเทคนิคการจดั การเรยี นรแู้ บบ Active Learning
การจดั การเรียนรูแ้ บบ Active Learning สามารถสรา้ งใหเ้ กิดขนึ้ ไดท้ ้ังในห้องเรียนและนอกหอ้ งเรยี น
รวมทั้งสามารถใช้ได้กับนกั เรยี นทกุ ระดบั ทั้งการเรียนร้เู ป็นรายบุคคล การเรยี นรู้แบบกล่มุ เล็ก และการเรียนรแู้ บบกล่มุ
ใหญ่ McKinney (2008) ได้เสนอตัวอยา่ งรูปแบบหรอื เทคนคิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่จี ะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเกดิ การ
เรียนรูแ้ บบ Active Learning ไดด้ ี ไดแ้ ก่
1. การเรียนรแู้ บบแลกเปล่ียนความคดิ (Think-Pair-Share) คอื การจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ่ใี ห้ผเู้ รยี นคดิ
เกย่ี วกบั ประเด็นทก่ี ำหนดแต่ละคน ประมาณ 2-3 นาที (Think) จากนนั้ ใหแ้ ลกเปลีย่ นความคิดกับเพอื่ นอีกคน 3-
5 นาที (Pair) และนำเสนอความคิดเห็นตอ่ ผู้เรียนท้ังหมด (Share)
2. การเรียนรแู้ บบรว่ มมอื (Collaborative learning group) คอื การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ที่ให้ผู้เรยี นได้
ทำงานรว่ มกบั ผูอ้ ่ืน โดยจดั เปน็ กลมุ่ ๆ ละ 3-6 คน
3. การเรียนรแู้ บบทบทวนโดยผูเ้ รียน (Student-led review sessions) คือการจัดกิจกรรมการเรียนร้ทู ี่
เปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนไดท้ บทวนความร้แู ละพจิ ารณาขอ้ สงสยั ตา่ ง ๆ ในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูจะคอย
ช่วยเหลือกรณที มี่ ีปัญหา
4. การเรียนรูแ้ บบใชเ้ กม (Games) คือการจดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ ผ่ี สู้ อนนำเกมเข้าบรู ณาการในการเรียน
การสอน ซ่งึ ใชไ้ ดท้ ั้งในขน้ั การนำเข้าส่บู ทเรียน การสอน การมอบหมายงาน และหรือขัน้ การประเมนิ ผล
5. การเรยี นรู้แบบวเิ คราะห์วีดีโอ (Analysis or reactions to videos) คอื การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ที่
ให้ผู้เรียนได้ดูวีดโี อ 5-20 นาที แล้วให้ผู้เรียนแสดงความคดิ เหน็ หรอื สะทอ้ นความคิดเกยี่ วกบั สง่ิ ทไี่ ด้ดู อาจโดยวธิ กี าร
พดู โตต้ อบกัน การเขยี น หรือ การรว่ มกันสรปุ เป็นรายกลุ่ม
6. การเรียนรู้แบบโตว้ าที (Student debates) คอื การจัดกจิ กรรมการเรยี นรทู้ จี่ ัดใหผ้ ู้เรยี นได้นำเสนอ
ขอ้ มูลที่ไดจ้ ากประสบการณ์และการเรียนรู้ เพ่ือยนื ยนั แนวคิดของตนเองหรือกลมุ่
7. การเรียนรแู้ บบผูเ้ รยี นสรา้ งแบบทดสอบ (Student generated exam questions) คอื การจดั
กิจกรรมการเรยี นรู้ทใ่ี หผ้ ู้เรยี นสรา้ งแบบทดสอบจากส่งิ ที่ได้เรียนร้มู าแล้ว
8. การเรียนรู้แบบกระบวนการวจิ ัย (Mini-research proposals or project) คือการจดั กจิ กรรมการ
เรียนรู้ท่ีอิงกระบวนการวจิ ยั โดยให้ผเู้ รยี นกำหนดหัวขอ้ ทตี่ อ้ งการเรยี นรู้ วางแผนการเรยี น เรยี นรู้ตามแผน สรปุ ความรู้
หรือสร้างผลงาน และสะทอ้ นความคดิ ในสง่ิ ทไ่ี ดเ้ รยี นรู้ หรืออาจเรียกวา่ การสอนแบบโครงงาน(project-based
learning) หรือ การสอนแบบใช้ปญั หาเป็นฐาน(problem-based learning)
9. การเรยี นร้แู บบกรณีศกึ ษา (Analyze case studies) คอื การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทใ่ี ห้ผเู้ รียนได้อา่ น
กรณีตวั อยา่ งทต่ี ้องการศกึ ษา จากน้นั ให้ผู้เรยี นวิเคราะห์และแลกเปลย่ี นความคิดเห็นหรือแนวทางแก้ปัญหาภายในกลมุ่
แลว้ นำเสนอความคดิ เหน็ ต่อผูเ้ รยี นทัง้ หมด
10. การเรยี นรแู้ บบการเขียนบันทึก (Keeping journals or logs) คอื การจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ีผเู้ รียน
จดบนั ทึกเรอ่ื งราวตา่ งๆ ท่ีไดพ้ บเห็น หรอื เหตกุ ารณท์ เ่ี กิดขึน้ ในแต่ละวัน รวมทง้ั เสนอความคดิ เพม่ิ เตมิ เกีย่ วกบั บันทกึ ท่ี
เขยี น
11. การเรียนรู้แบบการเขยี นจดหมายขา่ ว (Write and produce a newsletter) คอื การจดั กจิ กรรม
การเรยี นรทู้ ่ีใหผ้ เู้ รยี นร่วมกนั ผลิตจดหมายขา่ ว อนั ประกอบดว้ ย บทความ ข้อมูลสารสนเทศ ขา่ วสาร และเหตุการณท์ ี่
เกิดขน้ึ แล้วแจกจา่ ยไปยงั บคุ คลอ่ืนๆ
12. การเรียนรูแ้ บบแผนผังความคดิ (Concept mapping) คือการจดั กิจกรรมการเรยี นรทู้ ่ีให้ผ้เู รยี น
ออกแบบแผนผังความคิด เพ่อื นำเสนอความคดิ รวบยอด และความเช่อื มโยงกนั ของกรอบความคดิ โดยการใชเ้ สน้ เป็น
ตัวเช่ือมโยง อาจจดั ทำเป็นรายบุคคลหรอื งานกลมุ่ แลว้ นำเสนอผลงานตอ่ ผเู้ รียนอืน่ ๆ จากน้ันเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคนอื่น
ไดซ้ กั ถามและแสดงความคดิ เหน็ เพม่ิ เติม
บทท่ี 3
วธิ ีดำเนนิ การวจิ ัย
การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น วชิ าการงานอาชีพ โดยใช้การจดั การเรยี นการสอนรปู แบบเชิงรุก (Active
learning) ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5/1 มวี ธิ กี ารดำเนนิ การ ดงั น้ี
วธิ ีดำเนนิ การวิจัย
ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน
1 มถิ ยุ ายน 2565 - 30 กันยายน 2565
วัน เดือน ปี กจิ กรรม หมายเหตุ
1 – 13 มถิ นุ ายน 2565 -ศกึ ษาสภาพปัญหาและวเิ คราะห์หาแนวทาง
14 - 20 มถิ นุ ายน 2565 แก้ปัญหา
21 – 30 มถิ ุนายน 2565 - เขยี นเคา้ โครงงานวิจยั ในชนั้ เรียน
- ศึกษาหลกั สูตร ตวั ชว้ี ดั
- วิเคราะห์ผู้เรยี นและวเิ คราะห์เนอื้ หา
- ออกแบบเครื่องมอื ท่จี ะใช้ในงานวิจัย
1 กรกฎาคม - กระบวนการและทกั ษะการทำงานในการเรียน ดำเนินการวจิ ัย
19 กนั ยายน 2565 และบันทกึ ผล
20 – 26 กนั ยายน 2565 - เก็บรวบรวมข้อมูลและวเิ คราะหข์ อ้ มูล
27 – 30 กันยายน 2565 - สรปุ และอภิปรายผล
- จดั ทำรปู เล่ม
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5/1 จำนวน 35 คน โรงเรียนบ้านโคกวทิ ยาคม
เครอ่ื งมือในการวิจยั
วเิ คราะหเ์ นอื้ หา ข้ันตอนดำเนนิ การมดี ังนี้
เนอ้ื หาทจี่ ะใช้ในการจดั การเรยี นการสอน และสรา้ งแบบฝึกกจิ กรรม โดยใช้เนอ้ื หาวชิ าการงานอาชพี หน่วย
การเรียนรทู้ ี่ 1 เรือ่ ง การเรียนร้กู ระบวนการทำงานและกระบวนการแกป้ ญั หา
ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5/1
โดยผู้วจิ ยั เป็นผ้คู ดั เลือก ดังนี้
ท่ี วัน เดือน ปี กิจกรรม หมายเหตุ
ท่ที ำกิจกรรม
แผนท่ี 1 ชื่อ เรอื่ งทกั ษะกระบวนการทำงาน
1 8 มิ.ย. 65 กระบวนการแก้ปัญหาและหลกั การทำงาน
เพือ่ การดำรงชีวติ
2 22 มิ.ย. 65 แผนท่ี 2 ช่ือ การแก้ปญั หาในการทำงานดว้ ย
วงจร PDCA
3 29 ม.ิ ย.65 แผนท่ี 3 ช่ือ การแก้ปัญหาในการทำงานดว้ ย
กิจกรรม 5 ส
4 6 ก.ค.65 แผนที่ 4 ชื่อ บทบาทหน้าทข่ี องตนเองท่ีมีตอ่
สมาชกิ ในครอบครวั โรงเรยี นและชมุ ชน
5 20 ก.ค.65 แผนที่ 5 ชื่อ การซ่อมแซมและตดิ ตั้งอปุ กรณ์
เครื่องใช้ภายในบา้ น
6 3 ส.ค.65 แผนที่ 6 ช่ือการเลอื กใชแ้ ละเลือกซอ้ื เสอ้ื ผ้า
และเครื่องแตง่ กาย
7 17 ส.ค.65 แผนท่ี7ชื่อการซอ่ มแซมตกแต่ง และดัดแปลง
เสอื้ ผ้า
8 24 ส.ค.65 แผนท่ี 8 ช่ือ การตดั เยบ็ เส้อื ผ้าและของใช้
9 7 ก.ย.65 ภายในบา้ น
10 14 ก.ย.65 แผนท่ี 9 ช่ือ งานประดษิ ฐเ์ อกลกั ษณไ์ ทย
11 28 ก.ย.65 แผนท่ี 10 ชื่อ งานเกษตร
แบบทดสอบ
การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถิติทใ่ี ช้
ขน้ั วเิ คราะหข์ อ้ มลู
1) วิเคราะหข์ อ้ มลู
- วเิ คราะหผ์ ลจากคะแนนทไี่ ดจ้ ากการทำใบกจิ กรรมในช้ันเรียน ตามรูปแบบกระบวนการการจัดการ
เรยี นรรู้ ปู แบบเชิงรกุ (Active learning)
- วเิ คราะหผ์ ลจากคะแนนทไี่ ดจ้ ากการทำแบบทดสอบ ตามรูปแบบกระบวนการการจัดการเรยี นรู้
รปู แบบเชิงรุก (Active learning)
๒) สถิตทิ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูล
การหาคา่ เฉล่ีย ( x )
เม่อื x = คา่ เฉล่ยี
X = คะแนนที่ได้
n = จำนวนนกั เรียนท้งั หมด
การหาคา่ ร้อยละ
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาการงานอาชีพ โดยใชก้ ารจดั การเรียนการสอนรปู แบบเชงิ รุก (Active
learning) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5/1 มผี ลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั นี้
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
จากการศกึ ษาวจิ ัยในชน้ั เรยี นคร้ังน้ี มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื ศึกษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนักเรยี นทเี่ กดิ จากการ
ไดร้ ับการจัดการเรยี นการสอนดว้ ยรปู แบบเชิงรุก (Active learning) โดยมกี ระบวนการดำเนินการในชน้ั เรียนทเี่ น้นให้
นักเรียนได้ปฏิบัตแิ ละเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง นกั เรียนมสี ่วนรว่ มและมีปฏิสัมพนั ธ์กบั กิจกรรมการเรียนร้ผู า่ นการปฏบิ ตั ิที่
หลากหลายรูปแบบ มีการต้ังปัญหาที่สนใจ คดิ หาวิธีแกป้ ญั หา มีการใชก้ ระบวนการหาคำตอบตามวธิ กี ารที่เหมาะสม
มกี การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ การระดมความคดิ และการแลกเปล่ียนความคิดเหน็ กบั เพ่อื นในช้นั เรียน และสรปุ ผล
การเรียนในปญั หาทีไ่ ดร้ บั มีการทำแบบกจิ กรรม และแบบทดสอบหลังเรียน โดยสามารถวเิ คราะห์ผลได้ดงั น้ี
1. วิเคราะหผ์ ลจากคะแนนท่ไี ดจ้ ากการทำใบกิจกรรมในชั้นเรียน ตามรูปแบบกระบวนการการจดั การเรยี นรู้
รปู แบบเชงิ รุก (Active learning)
2. วเิ คราะหผ์ ลจากคะแนนท่ไี ด้จากการทำแบบทดสอบ ตามรปู แบบกระบวนการการจดั การเรียนรรู้ ปู แบบเชิง
รุก (Active learning)
4.1 วิเคราะหผ์ ลจากคะแนนท่ีไดจ้ ากการทำใบกิจกรรมในชนั้ เรยี น ตามรปู แบบกระบวนการการจดั การ
เรยี นรูร้ ปู แบบเชงิ รุก (Active learning)
เลขท่ี แผนการเรียนรู้ท่ี (แผนละ 10 คะแนน คะแนนเต็ม 100 คะแนน) 10 ผลรวม
123 4 5 6 7 89
1 8 8 8 9 8 8 8 8 9 9 83
2 8 8 8 9 8 8 8 8 9 9 83
3 7 8 8 9 8 7 8 8 9 9 81
4 6 8 7 9 8 6 7 8 9 9 77
5 8 8 8 9 8 8 8 9 9 9 84
6 8 8 8 9 8 8 8 9 9 9 84
7 7 8 8 9 7 8 8 9 9 9 82
8 6 8 7 9 6 8 7 9 9 9 78
9 9 8 7 9 7 8 8 8 9 9 82
10 7 9 8 9 8 8 8 8 9 9 83
11 8 8 8 9 7 7 7 8 9 9 80
12 7 8 8 9 8 8 8 8 9 9 82
13 8 8 7 9 8 8 7 7 9 9 80
14 8 8 8 9 8 8 8 8 9 9 83
15 8 7 7 9 8 9 8 8 9 9 82
16 7 7 7 9 7 7 7 7 9 9 76
17 7 8 8 9 8 8 8 8 9 9 82
18 8 8 8 9 8 9 9 9 9 9 86
19 9 8 8 9 8 7 7 8 9 9 82
20 7 8 8 9 8 7 7 8 9 9 80
21 9 8 8 9 8 7 7 8 9 9 82
22 8 8 8 9 8 8 8 8 9 9 83
จากตารางขา้ งตน้ แสดงใหเ้ ห็นวา่ หลงั จากที่นกั เรยี นไดร้ ับการจดั การเรียนการสอน ดว้ ยรูปแบบเชิงรุก (Active
learning) พบว่า นกั เรียนมีผลคะแนนจากการทำกิจกรรมแต่ละแผนการเรียนรู้เพ่ิมขน้ึ ตามลำดบั ซ่ึงในแผนการเรียน
การสอนแรกๆ นักเรยี นมคี ะแนนการทำใบกจิ กรรมน้อยและคะแนนเพ่ิมขึ้นตามลำดับ
เหน็ ไดว้ า่ นักเรียนมคี ะแนนการทำใบกิจกรรม สูงสุด 3 แผน ได้แก่ แผนที่ 4 แผนท่ี 9 และแผนที่ 10 โดยมี
คะแนนเฉลยี่ 8.6 คะแนน 8.7 คะแนน 8.8 คะแนน ตามลำดบั ซึง่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ได้วา่ แผนการจดั การเรยี นการสอน
สูงสดุ 3 อันดบั แรก มคี ะแนนจากการทำใบกิจกรรม รอ้ ยละ .86รอ้ ยละ 87 และรอ้ ยละ 88 ตามลำดบั
4.2 วเิ คราะห์ผลจากคะแนนทไี่ ด้จากการทำแบบทดสอบ ตามรปู แบบกระบวนการการจัดการเรยี นรู้
รปู แบบเชงิ รุก (Active learning)
เลขที่ แบบทดสอบขอ้ ท่ี (ขอ้ ละ 1 คะแนน คะแนนเต็ม 10 คะแนน) ผลรวม หมายเหตุ
123 4 5 67 8 9 10
1101 1 1 1 0 111 8
2101 1 1 1 0 111 8
3111 1 1 1 1 101 9
4101 1 1 1 1 111 9
5111 1 1 1 1 110 9
6101 1 0 1 0 111 7
7101 1 1 1 0 111 8
8111 1 1 1 1 110 9
9101 1 1 1 0 111 8
10 1 0 1 1 1 1 1 1 1 1 9
11 1 0 1 1 1 1 0 1 1 0 7
12 1 1 1 0 1 1 1 1 1 1 9
13 1 1 1 1 1 1 0 1 0 0 7
14 1 0 1 0 1 1 1 1 1 1 8
15 1 0 1 1 1 1 0 1 1 1 8
16 1 1 1 1 1 1 0 1 1 1 9
17 1 1 1 1 1 1 0 1 1 1 9
จากตารางข้างตน้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ หลงั จากท่ีนักเรยี นไดร้ บั การจัดการเรียนการสอน
ด้วยรปู แบบเชิงรุก (Active learning) พบว่า นกั เรยี นมีผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบเพิ่มขนึ้ กว่าการจัดการเรยี นรู้
แบบทว่ั ไป
เหน็ ไดว้ ่า นกั เรียนมคี ะแนนการทำแบบทดสอบ เฉลี่ย 8.2 คะแนน คดิ เปน็ ร้อยละ 82 จากคะแนนเต็ม
บทที่ 5
สรปุ ผล
การศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาการงานอาชพี โดยใชก้ ารจัดการเรยี นการสอนรปู แบบเชิงรกุ (Active
learning) ของนักเรียนช้ัน มัธยมศกึ ษาปีที่ 5/1 มีการสรุปผล ดงั น้ี
สรุปผลการศกึ ษาวจิ ัย
การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยรปู แบบเชิงรกุ (Active learning) ช่วยให้คุณภาพการเรียนรูข้ องนักเรียนมปี ระสิทธภิ าพ
มากข้นึ พบว่า นักเรยี นเรียนรูไ้ ดด้ ้วยตนเอง ไมร่ อคอยคำตอบจากครูเพียงฝา่ ยเดียว ทำใหน้ กั เรยี นมีผลการทำกิจกรรม
ในช้นั เรียนท่ีดมี ากข้ึน มรี อ้ ยละของคะแนนแบบทดสอบหลังจากเรียนรดู้ ว้ ยรปู แบบเชงิ รุกในระดับ ดีมาก
ซึ่งสะท้อนว่า การออกแบบการเรียนท่สี ง่ เสรมิ ความสามารถในการแสดงออกของนักเรียน ให้นกั เรยี นไดม้ ี
โอกาสคิดแกป้ ญั หาดว้ ยตนเอง ได้แสดงออกถึงความคิดที่หลากหลายและแตกตา่ งอยา่ งเหมาะสมร่วมกนั กับเพ่อื นรว่ ม
ชัน้ เรียน และเมอ่ื สงั เกตการใช้กระบวนการและทกั ษะการทำงานในการเรยี น เหน็ ไดว้ า่ นกั เรียนผลการเรยี นดีขึน้ มสี มาธิ
และความใสใ่ จในการเรยี นเพม่ิ มากขึน้
อภิปรายผลการศึกษา
นักเรยี นที่ไดร้ บั การจดั การเรียนการสอนโดยได้รบั การจดั การเรียนการสอนด้วยรปู แบบเชิงรุก (Active
learning) ทำให้บรรยากาศในชน้ั เรยี นมีการส่อื สารกันมากขน้ึ ระหวา่ งครูผสู้ อนกบั นักเรยี นและ นกั เรียนกบั นกั เรียน มี
การ เป็นการจดั กิจกรรมที่เปน็ พลวตั ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นมีสว่ นร่วมในทุกกจิ กรรมรวมทง้ั กระตุน้ ใหน้ กั เรยี นประสบ
ความสำเรจ็ ในการเรยี นรู้ และเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นได้รับวิธกี ารสอนท่หี ลากหลาย อกี ทั้งชว่ ยใหค้ รผู สู้ อนไดพ้ ฒั นา
ตนเองในการดูแลเอาใจใสน่ กั เรยี น เหน็ ถึงความสำคัญของการเรยี นรู้รูปแบบเชิงรุก เน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ใจกวา้ ง
ยอมรบั ในความสามารถในการแสดงออก และความคดิ ท่ีแตกตา่ งของนักเรยี น
ข้อเสนอแนะ
1. ในการออกแบบการจดั การเรียนการสอนตามรูปแบบเชงิ รุก (Active learning) มีวธิ กี ารออกแบบ
หลากหลายวิธี ควรศกึ ษาเพิ่มเติมเพอ่ื ออกแบบการจดั การเรยี นการสอนให้ตรงและเหมาะสมกับช้นั เรียน
ของเรามากทสี่ ดุ
2. ในการศกึ ษาคร้ังต่อไป สามารถออกแบบการจดั การเรยี นการสอนโดยใชห้ น่วยการเรยี นรู้อน่ื ๆ หรือ
รปู แบบอนื่ ๆ เพ่ือความทา้ ทายมากยง่ิ ข้ึน
อ้างอิง
เอกสารประกอบการฝึกอบรม “คุณภาพผู้เรียน.......เกิดจากกระบวนการเรยี นรู้”
โดย ดร.สถาพร พฤฑฒกิ ลุ (3 ธันวาคม 2558) คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวทิ ยาลัยบูรพา
วทิ ยาเขตสระแกว้
ถนอมพร เลาจรสั แสง. (2564). การเรียนรู้ในยคุ สมยั หนา้ : ตอนรูปแบบและทฤษฎี การเรียนรู้
อนาคต. [อินเทอร์เนต็ ]. ม.ป.ป. [เข้าถงึ เมอื่ 18 ก.พ. 2564]. เขา้ ถงึ ได้ จาก
http://thanompo.edu.cmu.ac.th/load/journal/50-
………51/nextgeneration%20of%20learning.pdf
วิจารณ์ พาณชิ . (2561). วถิ สี ร้างการเรียนร้เู พื่อศษิ ย์ในศตวรรษที่21. กรงุ เทพฯ : มูลนธิ สิ ดศรี-
สฤษด์ิวงศ์. ______. (2556). ทกั ษะแห่งอนาคต: การศึกษาเพ่อื ศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ :
บริษทั โอเพ่นเวิลดส์ .
สมเกยี รติ ตงั กิจวานิชย์ และคณะ. (2558). การจดั ทำยุทธศาสตร์การปฏริ ปู การศึกษาขั้นพ้นื ฐานให้
เกดิ ความ รับผิดชอบ(หลกั สูตร สอื่ การสอน และเทคโนโลย)ี . กรงุ เทพฯ : สถาบนั วจิ ยั เพ่อื การ
พฒั นา ประเทศไทย..
นนทลีพรธำดำวทิ ย.์ (2559). สรปุ องค์ความร้เู ร่ือง Active Learning. สบื คน้
เมอ่ื 2 มถิ นุ ายน 2565. จาก http://www.teched.rmutt.ac.th/wp-
content/uploads/2018/08/สรุปactive-learning.pdf
กมลวรรณ สุภากุล. (2562). การจดั การเรียนการสอนแบบ Active learning เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นรู้
จริง. สบื คน้ เมอ่ื 15 พฤษภาคม 2565.
จาก http://apr.nsru.ac.th/Act_learn/myfile/27022015155723_article.doc
ภาคผนวก
ตวั อย่างแผนการจดั การเรยี นการสอน
หนว่ ยการเรยี นรอู้ ิงมาตรฐาน
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรอ่ื งการเรียนรู้กระบวนการทำงาน และกระบวนการแก้ปัญหา
รหสั วิชา ง 32101 รายวิชาการงานอาชีพ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี
ระดบั ชัน้ ม. 5 เวลา 0.5/1ช่ัวโมง (นก./ชม.)
ผ้สู อน นางสาวสุวมิ ล ประสารยา
1 มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวดั
ง 1.1 ม.4-6/1 อธิบายวธิ ีการทำงานเพื่อการดำรงชีวิต
ม.4-6/3 มที ักษะการจัดการในการทำงาน
ม.4-6/4 มที กั ษะกระบวนการแกป้ ญั หาในการทำงาน
ม.4-6/5 มที ักษะในการแสวงหาความรูเ้ พือ่ การดำรงชวี ิต
ม.4-6/6 มีคุณธรรมและลักษณะนิสัยในการทำงาน
2 สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
การทำงานเพ่ือการดำรงชีวติ จะตอ้ งใช้ทกั ษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปญั หา ทกั ษะการแสวงหาความรู้ มี
คณุ ธรรมและลกั ษณะนิสัยที่ดใี นการทำงาน เพ่อื ให้การทำงานสำเร็จตามเป้าหมายอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
3 สาระการเรียนรู้
3.1 สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
1) วิธีการทำงานเพอื่ การดำรงชวี ติ เป็นการทำงานทจ่ี ำเป็นเกี่ยวกบั ความเปน็ อยู่ในชีวิตประจำวัน
2) ทักษะการจัดการ เปน็ การจัดระบบงานและระบบคน เพ่อื ใหก้ ารทำงานสำเรจ็ ตามเป้าหมายอยา่ งมี
ประสิทธิภาพ
3) ทกั ษะกระบวนการแก้ปญั หาในการทำงาน มขี ั้นตอน คอื การสังเกต วเิ คราะห์ สรา้ งทางเลือก
และประเมนิ ทางเลอื ก
4) ทักษะการแสวงหาความรู้เพอ่ื การดำรงชวี ิต ประกอบด้วย การศกึ ษา ค้นควา้ รวบรวม สังเกต สำรวจ
และบนั ทึก
5) คณุ ธรรมและลกั ษณะนิสัยในการทำงานเป็นการสรา้ งคุณงามความดี และควรฝกึ ใหผ้ ้เู รียนมีคณุ ภาพที่
สำคัญๆ เชน่ ขยัน อดทน รบั ผดิ ชอบ และซือ่ สตั ย์
3.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น
(พจิ ารณาตามหลักสตู รสถานศกึ ษา)
4 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น 2) ทักษะการสำรวจค้นหา
4) ทักษะกระบวนการคิดแก้ปัญหา
4.1 ความสามารถในการคดิ 6) ทกั ษะการประเมนิ
1) ทกั ษะการสังเกตวิธกี ารทำงานเพอ่ื การดำรงชีวิต
3) ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์
5) ทกั ษะการสรุปลงความเหน็
4.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา
4.3 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
5 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มีวินยั รบั ผดิ ชอบ 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
6 ช้นิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด)
บนั ทกึ ผลการปฏบิ ัติงานบ้าน
7 การวัดและการประเมนิ ผล
7.1 การประเมินก่อนเรยี น
- ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 1 เรอื่ ง การเรยี นรกู้ ระบวนการทำงาน
และกระบวนการแกป้ ญั หา
7.2 การประเมนิ ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1) ตรวจใบงานที่ 1.1 เรอื่ ง การแก้ปญั หาในการทำงานด้วยวงจร PDCA
2) ตรวจใบงานที่ 1.2 เรือ่ ง การแก้ปญั หาในการทำงานดว้ ยกจิ กรรม 5 ส
3) ตรวจแบบบันทึกการอ่าน
4) ประเมนิ การนำเสนอผลงาน
5) สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
6) สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่
7) สงั เกตคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
7.3 การประเมนิ หลงั เรียน
- ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1 เรื่อง การเรยี นรกู้ ระบวนการทำงาน
และกระบวนการแก้ปัญหา
7.4 การประเมนิ ช้ินงาน/ภาระงาน (รวบยอด)
- ตรวจบันทึกผลการปฏบิ ตั ิงานบา้ น
8 กิจกรรมการเรียนรู้
นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1
เร่ืองที่ 1 ทกั ษะกระบวนการทางาน กระบวนการแก้ปัญหา
และหลกั การทางานเพ่อื การดารงชีวิต 1 ชวั่ โมง
วิธีสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E)
ข้ันที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครูถามนกั เรยี นเกย่ี วกบั ภาพยนตร์เรอ่ื ง วัยรุ่นพนั ลา้ น แล้วใหน้ กั เรียนที่เคยดูภาพยนตรด์ ังกล่าวเลา่ เรอ่ื ง ให้เพื่อน
ฟงั หน้าชั้นเรียน
2. ครถู ามนักเรียนเกย่ี วกบั ภาพยนตรด์ งั กลา่ ว และทกั ษะกระบวนการทำงานเพอ่ื ให้ประสบผลสำเรจ็ ในชีวติ
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ตามความสมคั รใจ แลว้ ใหแ้ ตล่ ะคนศกึ ษาความรเู้ ร่ือง ทกั ษะกระบวนการทำงาน
และกระบวนการแก้ปัญหา และหลกั การทำงานเพอ่ื การดำรงชวี ติ จากหนงั สือเรยี น
ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
สมาชิกแตล่ ะคนในกลุ่มผลดั กันอธิบายความรทู้ ่ีไดจ้ ากการศึกษาใหเ้ พื่อนในกลุ่มฟัง แลว้ ซกั ถามขอ้ สงสยั
จนทกุ คนในกลุ่มมคี วามร้คู วามเข้าใจทีถ่ กู ตอ้ ง ชดั เจน
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
สมาชกิ แตล่ ะกลุม่ ร่วมกนั วิเคราะห์ วิจารณก์ ารทำงานของกลมุ่ ตนเองตามประเด็นทก่ี ำหนด แล้วจบั สลากเลือก
ตวั แทนกลุ่มนำเสนอผลการวเิ คราะห์ วจิ ารณ์หน้าชัน้ เรียน
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. นักเรียนร่วมกันสรุปความร้เู รอ่ื ง ทกั ษะกระบวนการทำงานและกระบวนการแก้ปัญหา และหลักการทำงานเพื่อ
การดำรงชีวติ
2. ครตู รวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจของนกั เรยี นจากการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และการสรปุ ความรู้
เรอื่ งที่ 2 การแก้ปัญหาในการทางานด้วย 1 ชวั่ โมง
วงจร PDCA
วธิ สี อนโดยเนน้ กระบวนการ : กระบวนการเรยี นความรู้ความเข้าใจ
ขน้ั ท่ี 1 สงั เกต ตระหนกั
1. ครูถามนักเรยี นเกยี่ วกับปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน และวธิ กี ารแกป้ ญั หาหรอื อุปสรรคนน้ั ๆ แล้ว
ขออาสาสมัครนกั เรียนเลา่ ให้เพอ่ื นฟังหนา้ ชั้นเรยี น
2. นกั เรยี นคนอืน่ ๆ รว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ และวจิ ารณว์ ธิ ีการแก้ปญั หาหรืออุปสรรคของเพ่อื น
3. ครใู ห้นักเรยี นดบู ัตรภาพแผงผังวงจร PDCA แล้วอธบิ ายให้นกั เรียนเขา้ ใจเก่ียวกับประโยชน์ของวงจร PDCA
ขน้ั ที่ 2 วางแผนปฏิบัติ
สมาชิกกลุม่ เดิมรว่ มกันวางแผนศึกษาความรเู้ ร่อื ง การแกป้ ญั หาในการทำงานด้วยวงจร PDCA
จากหนงั สอื เรียน
ข้ันที่ 3 ลงมอื ปฏิบัติ
สมาชิกแต่ละกลมุ่ ร่วมกนั ศึกษาความรู้เรื่อง การแก้ปัญหาในการทำงานดว้ ยวงจร PDCA จากหนังสือเรยี น ตามท่ี
ไดว้ างแผนไว้
ขน้ั ท่ี 4 พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ
1. สมาชกิ แตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั ทำใบงานท่ี 1.1 เรื่อง การแกป้ ญั หาในการทำงานด้วยวงจร PDCA เสร็จแล้วนำเสนอ
คำตอบหน้าชัน้ เรียน
2. ครูตรวจสอบคำตอบในใบงานที่ 1.1 แลว้ อธบิ ายเพิ่มเติมในสว่ นท่นี ักเรยี นยงั มคี วามรคู้ วามเข้าใจทไี่ มถ่ กู ตอ้ ง ชัดเจน
ข้นั ท่ี 5 สรปุ
สมาชิกแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั สรุปความรูเ้ รือ่ ง การแกป้ ญั หาในการทำงานดว้ ยวงจร PDCA และแนวทางการนำวงจร
PDCA ไปใชแ้ กป้ ัญหาในการทำงานของนักเรยี น
เรอื่ งท่ี 3 การแก้ปัญหาในการทางานด้วย 1 ชวั่ โมง
กิจกรรม 5 ส
วิธสี อนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E)
ขน้ั ท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engage)
ครใู หน้ ักเรยี นดวู ดี ทิ ศั นเ์ ก่ียวกับกจิ กรรม 5 ส จากแหล่งข้อมลู สารสนเทศ แลว้ ตง้ั ประเด็นคำถามถามนักเรียน
ขนั้ ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
นักเรยี นแตล่ ะคนศกึ ษาความรู้เรอื่ ง การแก้ปัญหาในการทำงานดว้ ยกิจกรรม 5 ส จากหนังสือเรยี น
ขน้ั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
สมาชกิ แตล่ ะคนในกลุ่มเดิมผลดั กันอธิบายความรทู้ ไ่ี ด้จากการศึกษาใหเ้ พือ่ นในกลุ่มฟงั แล้วซักถามขอ้ สงสยั จนทกุ
คนในกล่มุ มีความรู้ความเขา้ ใจท่ีถกู ตอ้ ง ตรงกัน
ขั้นที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. สมาชกิ แต่ละกลุม่ รว่ มกนั ทำใบงานท่ี 1.2 เร่ือง การแก้ปัญหาในการทำงานด้วยกิจกรรม 5 ส
2. ครสู ุ่มนักเรยี นตอบคำถามในใบงานที่ 1.2 หนา้ ชนั้ เรยี น จากน้นั ให้นักเรียนกลุ่มอน่ื ทม่ี คี ำตอบท่แี ตกต่างกนั
ออกไปนำเสนอเพ่ิมเติม แลว้ รวบรวมใบงานส่งครตู รวจ
3. ครใู หน้ ักเรียนแต่ละคนนำกิจกรรม 5 ส ไปแกป้ ัญหาในการทำงานของตนเอง แลว้ รายงานผลเป็นระยะๆ
ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. สมาชกิ แตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั เขยี นสรุปความรูเ้ ร่อื ง การแกป้ ัญหาในการทำงานดว้ ยกจิ กรรม 5 ส
เป็นผังมโนทศั น์ เสรจ็ แล้วนำสง่ ครตู รวจ
2. ครูสงั เกตการทำใบงาน และการสรุปความร้ขู องนกั เรยี นแต่ละกลุม่ เพ่อื ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ
ของนกั เรียน
ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนนำหลกั การของกิจกรรม 5 ส และโครงสร้างของวงจร PDCA
ไปปฏิบตั ิงานบ้านทบี่ า้ นของตนเอง เป็นเวลา 2 สปั ดาห์ โดยถ่ายรปู ก่อนและหลังการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
พรอ้ มบนั ทึกข้ันตอนและผลการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใหค้ รอบคลุมประเดน็ ตามทีก่ ำหนด
นกั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1
9 ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
9.1 สือ่ การเรียนรู้
1) หนังสอื เรียน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ม.5
2) บตั รภาพ
3) ใบงานที่ 1.1 เร่อื ง การแก้ปัญหาในการทำงานดว้ ยวงจร PDCA
4) ใบงานที่ 1.2 เรอ่ื ง การแก้ปญั หาในการทำงานดว้ ยกจิ กรรม 5 ส
9.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งสมดุ
2) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ
- https://sites.google.com/a/ttc.ac.th/tuktang/xngkhkar-wichachiph/pdca
- http://www.xn--42c6decah6b4d6e6ctb.com/บทความเพื่อพฒั นาบคุ ลากร-องค์กร/วงจร
PDCA.html
- http://www.youtube.com/กจิ กรรม 5 ส
การประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด)
แบบประเมินบันทกึ ผลการปฏิบัติงานบ้าน
รายการประเมิน ดมี าก (4) คำอธบิ ายระดับคุณภาพ / ระดบั คะแนน ปรับปรุง (1)
ดี (3) พอใช้ (2)
1. การอธบิ ายวธิ กี าร อธิบายวิธกี าร อธบิ ายวธิ ีการ อธิบายวิธกี าร อธบิ ายวิธกี าร
ทำงานบา้ นได้ถกู ตอ้ ง ทำงานบ้านได้คอ่ นขา้ ง ทำงานบ้านได้ไมค่ ่อย
ทำงานบ้าน ทำงานบ้านไดถ้ กู ตอ้ ง ค่อนขา้ งละเอยี ด ถกู ตอ้ ง แต่ไมค่ อ่ ย ถกู ต้อง และไมล่ ะเอียด
และชดั เจน ละเอยี ด ไมช่ ัดเจน ไมช่ ัดเจน
ละเอียด และชดั เจน
2. การใชท้ ักษะการ แสดงถึงการใชท้ ักษะการ แสดงถึงการใชท้ กั ษะการ แสดงถึงการใช้ทักษะการ แสดงถึงการใช้ทักษะการ
จัดการในการทำงาน จัดการในการทำงานบา้ น จัดการในการ จดั การในการทำงานบา้ น จดั การในการทำงานบ้าน
บา้ น ไดถ้ กู ต้องทงั้ 4 ขั้นตอน ทำงานบา้ นได้ถกู ตอ้ ง ไดถ้ ูกต้อง 2 ไดถ้ ูกต้อง 1
คอื 3 ขนั้ ตอน ขัน้ ตอน ขั้นตอน
1) การวิเคราะหง์ านหรือ
ภาระงาน
2) การวางแผนในการ
ปฏบิ ัตงิ าน
3) การปฏิบัติงาน
4) การประเมินผลการ
ทำงาน
3. การใช้ทักษะ แสดงถึงการใชท้ กั ษะ แสดงถึงการใชท้ กั ษะ แสดงถงึ การใช้ทกั ษะ แสดงถงึ การใชท้ ักษะ
กระบวนการ
แก้ปัญหาในการ กระบวนการแกป้ ัญหาใน กระบวนการแก้ปญั หาใน กระบวนการแกป้ ัญหาใน กระบวนการแกป้ ญั หาใน
ทำงานบ้าน การทำงานไดถ้ ูกตอ้ งทัง้ 4 การทำงานไดถ้ กู ต้อง 3 การทำงานได้ถูกต้อง 2 การทำงานไดถ้ ูกตอ้ ง 1
ขั้นตอน คอื
ขัน้ ตอน ข้ันตอน ขน้ั ตอน
1) การสงั เกต
2) การวเิ คราะห์
3) การสรา้ งทางเลอื ก
4) การประเมนิ ทางเลือก
4. การใชท้ ักษะการ มีการศกึ ษา ค้นคว้า มกี ารศกึ ษา ค้นคว้า มีการศกึ ษา คน้ ควา้ มกี ารศึกษา ค้นควา้
แสวงหาความรู้
ในการทำงานบ้าน ความรเู้ กยี่ วกบั การ ความรู้เก่ยี วกบั การ ความรเู้ ก่ยี วกบั การ ความรู้เก่ยี วกับการ
ทำงานบา้ นเพิม่ เตมิ จาก ทำงานบา้ นเพ่มิ เตมิ จาก ทำงานบา้ นเพิ่มเติม จาก ทำงานบ้านเพิ่มเติม จาก
แหลง่ ข้อมลู แหล่งขอ้ มลู แหล่งขอ้ มูล แหลง่ ข้อมลู
4 แหล่งขึ้นไป 3 แหลง่ 2 แหล่ง 1 แหลง่
รายการประเมิน คำอธิบายระดับคุณภาพ / ระดบั คะแนน
5. คุณธรรมและ ดีมาก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรุง (1)
ลักษณะนิสยั
ในการทำงานบา้ น มีคุณธรรมและลักษณะ มีคุณธรรมและลักษณะ มีคุณธรรมและลักษณะ มีคุณธรรมและลักษณะ
นสิ ยั ทด่ี ีในการ นสิ ัยทด่ี ีในการ
ทำงานบา้ นท้งั 4 อยา่ ง นสิ ัยทดี่ ใี นการ นสิ ัยที่ดีในการ ทำงานบ้าน 1 อยา่ ง
คอื
1) ขยนั ทำงานบ้าน 3 อย่าง ทำงานบ้าน 2 อย่าง
2) อดทน
3) รับผิดชอบ
4) ม่งุ มั่นในการทำงาน
ช่วงคะแนน 18 - 20 เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ 10 - 13 ตำ่ กวา่ 10
ระดับคุณภาพ ดีมาก พอใช้ ปรับปรุง
14 - 17
ดี
ตัวอยา่ งแผนการจัดการเรียนการสอน
ตวั อย่างแบบทดสอบ
แบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1
คำชีแ้ จง ให้นกั เรียนเลือกคำตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. ใครใช้ข้นั ตอนการวางแผนในการปฏบิ ตั ิงานของ 6. การแกป้ ญั หาในการทำงานดว้ ยวงจร PDCA
ทกั ษะกระบวนการทำงาน
ก. กฟิ๊ ทำอปุ กรณ์สำหรับกองเชียร์ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวติ อย่างไร
ข. แก้มกำหนดงบประมาณในการจดั งานกฬี าสี
ค. กุ๊งกง๊ิ เรียกประชมุ เพอ่ื ใหส้ มาชกิ เตรยี มตวั ก. ชว่ ยให้แก้ปัญหาไดอ้ ย่างรวดเร็ว
จดั งานกีฬาสี
ง. กิ่งวเิ คราะหป์ ญั หาในการจดั งานกฬี าสเี พือ่ การ ข. ชว่ ยลดความสับสนในการทำงาน
จดั งานในปหี น้า
ค. ช่วยใหก้ ารทำงานรดั กุมมากยิ่งข้นึ
2. การประเมินผลการทำงานมีประโยชนอ์ ย่างไร
ก. ชว่ ยให้ทำงานได้เสร็จอย่างรวดเร็ว ง. ช่วยใหแ้ สวงหาวธิ ีการทำงานทด่ี ีข้ึนกวา่ เดมิ
ข. ชว่ ยให้ทราบวา่ ใครเป็นจดุ อ่อนของทีม
ค. ช่วยใหท้ ราบศกั ยภาพของสมาชกิ แตล่ ะคน 7. การวางแผนงานทดี่ ีจะตอ้ งมีลักษณะอยา่ งไร
ง. ช่วยให้ทราบว่าการทำงานบรรลุตามเปา้ หมาย
ทวี่ างไวห้ รือไม่ ก. มคี วามชดั เจน
3. สิง่ ใดทำใหก้ ารทำงานกลุ่มประสบผลสำเรจ็ ข. ปฏิบตั งิ านงา่ ย
ก. หวั หน้ากล่มุ มคี วามรู้มาก
ข. สมาชิกในกลุม่ มสี ขุ ภาพจติ ดี ค. ตรวจสอบการปฏิบตั งิ านได้
ค. หัวหนา้ กลมุ่ มีความเชอ่ื มัน่ ในตนเองสงู
ง. สมาชกิ ในกลมุ่ รอรับคำสั่งจากหัวหน้ากลมุ่ ง. มคี วามซบั ซ้อนในการปฏิบัตงิ าน
4. ใครปฏิบตั ิตามหลักการพัฒนาคณุ ภาพในการทำงาน 8. วงจร PDCA มปี ระโยชน์อยา่ งไร
ไดถ้ ูกตอ้ ง เหมาะสมท่ีสุด
ก. อ้อมีความรคู้ วามสามารถในงานทท่ี ำ ก. ช่วยใหท้ ำงานเปน็ ระบบ
ข. อุย้ มีอคติตอ่ อมุ้ จึงไมย่ อมทำงานรว่ มกัน
ค. แอม้ ทำงานเทา่ ทีไ่ ดร้ ับคำสั่งจากหัวหน้ากลมุ่ เท่านัน้ ข. ช่วยให้ทำงานเปน็ ขน้ั ตอน
ง. แอนมีความมน่ั ใจในตนเองสูง จนไม่ยอมรบั ฟงั
ความคิดเหน็ ของอ๋ิว ค. ช่วยใหเ้ กดิ การแลกเปลี่ยนความคิดเหน็
5. วิธีการทำงานของใครเป็นวิธีทำงานอย่างมีความสุข ง. ช่วยใหม้ กี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขการทำงานอย่างตอ่ เนื่อง
ก. แอร์ต้ังความหวงั ว่าจะทำงานให้ดกี วา่ เพ่อื น
ข. อิ๋วไปพักผ่อนกบั เพอ่ื นกอ่ นแลว้ จงึ กลับมาทำงาน 9. วธิ ีการใดเป็นการประเมนิ ความกา้ วหนา้ ของการทำกิจกรรม
ค. โอทำงานทีต่ นเองถนดั ดว้ ยความมัน่ ใจและมคี วามสุข
ง. เอทำงานไปเรือ่ ยๆ สบายๆ เมอ่ื ถงึ กำหนดแล้วจงึ คอ่ ย 5 ส ได้ดีทสี่ ุด
เรง่ มอื
ก. บันทึก
เฉลย
ข. นำเสนอ
1. ข 2. ง 3. ข 4. ก 5. ค
ค. ถา่ ยภาพ
ง. ประเมนิ ผล
10. ขอ้ ใดเปน็ การปฏบิ ัติตามหลกั การสุขลักษณะ
ในกิจกรรม 5 ส
ก. ปดั กวาด เชด็ ถบู ริเวณตา่ งๆ ให้สะอาด
ข. เคร่งครดั ในระเบยี บวนิ ยั และข้อบังคับตา่ งๆ
ค. ปดั กวาด เชด็ ถูบริเวณต่างๆ อยา่ งสมำ่ เสมอ
ง. จัดวางสิ่งของเคร่อื งใช้ตา่ งๆ ให้เป็นหมวดหมู่
และติดปา้ ยบอก มฐ. ง 1.1 ม.4-6/1, 3-6
ได้คะแนน คะแนนเตม็
10
6. ง 7. ก 8. ง 9. ค 10. ค
แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. การแกป้ ัญหาในการทำงานดว้ ยวงจร PDCA 6. วงจร PDCA มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
ช่วยยกระดับคุณภาพชวี ิตอยา่ งไร
ก. ชว่ ยใหแ้ สวงหาวธิ ีการทำงานทด่ี ขี น้ึ กว่าเดมิ ก. ช่วยใหม้ กี ารปรับปรงุ แกไ้ ขการทำงานอยา่ งต่อเนื่อง
ข. ชว่ ยให้การทำงานรัดกุมมากย่ิงขนึ้
ค. ช่วยลดความสบั สนในการทำงาน ข. ชว่ ยให้เกิดการแลกเปล่ียนความคดิ เหน็
ง. ชว่ ยใหแ้ ก้ปญั หาได้อยา่ งรวดเร็ว
ค. ช่วยให้ทำงานเป็นขั้นตอน
2. ใครปฏบิ ตั ติ ามหลักการพฒั นาคุณภาพในการทำงาน
ไดถ้ กู ตอ้ ง เหมาะสมทีส่ ดุ ง. ชว่ ยใหท้ ำงานเปน็ ระบบ
ก. แอนมคี วามมน่ั ใจในตนเองสูง จนไม่ยอมรบั ฟัง
ความคดิ เห็นของอว๋ิ 7. ใครใช้ขนั้ ตอนการวางแผนในการปฏบิ ัตงิ านของ
ข. แอม้ ทำงานเท่าทไ่ี ด้รบั คำสงั่ จากหัวหน้ากลุม่ เท่านน้ั
ค. อยุ้ มีอคติตอ่ อุ้มจึงไมย่ อมทำงานรว่ มกัน ทักษะกระบวนการทำงาน
ง. อ้อมีความรคู้ วามสามารถในงานทที่ ำ
ก. กิง่ วเิ คราะห์ปัญหาในการจัดงานกีฬาสเี พ่ือการ
3. การประเมนิ ผลการทำงานมีประโยชนอ์ ยา่ งไร
ก. ช่วยให้ทราบว่าการทำงานบรรลุตามเป้าหมาย จัดงานในปหี นา้
ทว่ี างไวห้ รอื ไม่
ข. ช่วยให้ทราบศักยภาพของสมาชิกแต่ละคน ข. ก๊งุ ก๊งิ เรยี กประชมุ เพ่ือให้สมาชิกเตรยี มตัว
ค. ช่วยให้ทราบว่าใครเปน็ จุดอ่อนของทมี
ง. ช่วยใหท้ ำงานไดเ้ สรจ็ อย่างรวดเรว็ จัดงานกฬี าสี
4. วธิ กี ารใดเป็นการประเมนิ ความกา้ วหน้าของการทำกิจกรรม ค. แกม้ กำหนดงบประมาณในการจดั งานกีฬาสี
5 ส ได้ดีทส่ี ุด
ก. ประเมนิ ผล ง. ก๊ฟิ ทำอุปกรณ์สำหรบั กองเชียร์
ข. ถ่ายภาพ
ค. นำเสนอ 8. ส่ิงใดทำให้การทำงานกลมุ่ ประสบผลสำเรจ็
ง. บันทกึ
ก. สมาชกิ ในกลมุ่ รอรบั คำสั่งจากหวั หน้ากลุ่ม
5. ขอ้ ใดเปน็ การปฏิบตั ิตามหลกั การสุขลักษณะ
ในกิจกรรม 5 ส ข. หัวหนา้ กลมุ่ มีความเชอ่ื ม่ันในตนเองสูง
ก. จัดวางสง่ิ ของเครื่องใช้ตา่ งๆ ให้เปน็ หมวดหมู่
และติดป้ายบอก ค. สมาชกิ ในกลุม่ มสี ขุ ภาพจิตดี
ข. ปัด กวาด เช็ด ถูบรเิ วณต่างๆ อยา่ งสมำ่ เสมอ
ค. เครง่ ครัดในระเบียบวนิ ัยและขอ้ บงั คบั ต่างๆ ง. หัวหน้ากลมุ่ มีความรมู้ าก
ง. ปัด กวาด เช็ด ถบู ริเวณต่างๆ ใหส้ ะอาด
9. วธิ กี ารทำงานของใครเป็นวิธีทำงานอย่างมคี วามสขุ
เฉลย
ก. เอทำงานไปเรื่อยๆ สบายๆ เมือ่ ถงึ กำหนดแลว้ จงึ คอ่ ย
1. ก 2. ง 3. ก 4. ข 5. ข
เรง่ มือ
ข. โอทำงานที่ตนเองถนดั ดว้ ยความม่นั ใจและมีความสุข
ค. อวิ๋ ไปพักผอ่ นกับเพือ่ นกอ่ นแลว้ จึงกลับมาทำงาน
ง. แอรต์ ้งั ความหวังว่าจะทำงานใหด้ ีกว่าเพอื่ น
10. การวางแผนงานทดี่ จี ะต้องมีลักษณะอย่างไร
ก. มคี วามซบั ซอ้ นในการปฏิบตั งิ าน
ข. ตรวจสอบการปฏบิ ตั งิ านได้
ค. ปฏิบตั งิ านงา่ ย
ง. มีความชัดเจน มฐ. ง 1.1 ม.4-6/1, 3-6
ได้คะแนน คะแนนเตม็
10
6. ก 7. ค 8. ค 9. ข 10. ง
ตวั อย่างผลงานนักเรียน