The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติ อีบุ๊ค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nataphat010348, 2022-02-27 23:48:09

ประวัติ อีบุ๊ค

ประวัติ อีบุ๊ค

รายงาน
เรื่อง ลายลกั ษณ์อกั ษรโบราณของจนี

จดั ทาโดย
นายณฐภทั ร ลอยลม
ม.4/3 เลขท่ี 29

เสนอ
อาจารยศ์ ริ ิธร นรสงิ
รายงานเล่มนเี ้ป็นส่วนหนึง่ ของวิชาประวตั ศิ าสตร์
ปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนท่ี 2
โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์วิทยาเขตกาแพงแสนศนู ย์วจิ ยั และพฒั นาการศกึ ษา

คานา
รายงานเลม่ นเี ้ป็นส่วนหน่งึ ของวิชาประวตั ิศาสตร์อาจช่วยให้ผู้ทีส่ นใจเกีย่ วกบั ลายลกั ษณ์อกั ษรจีนหรืออน่ื
เก่ยี วกบั อกั ษรอาจทาให้ผู้อา่ นมีความเข้าใจมากขนึ ้ ถ้าข้อมลู ผดิ พลาดประการใดก็ขออภยั ใน ณ ทีน่ ดี ้ ้วย

จดั ทาโดย
นายณฐภทั ร ลอยลม

สารบญั

เรื่อง หน้า
ลายลกั ษณ์อกั ษร 1-9
บรรณานกุ รม 10

วิวัฒนาการของตวั อกั ษรจนี

นบั แตโ่ บราณกาลมา ผ้คู นรู้จกั ใช้เส้นเชอื ก ภาพวาดและเคร่ืองหมายเพ่อื ใช้ในการจดบนั ทึกส่งิ ตา่ ง ๆ
เม่ือล่วงเวลานานเข้า จงึ เกิดวิวฒั นาการกลายเป็นตวั อกั ษร สาหรับศลิ ปะในการเขียนตวั อกั ษรจนี นนั้ ได้ถอื
กาเนิดขนึ ้ มาพร้อม ๆกบั ตวั อกั ษรจนี เลยทเี ดียว ดงั นนั้ การจะศึกษาถึงศลิ ปะในการเขยี นตวั อกั ษรจีนจึงต้อง
ทาความเข้าใจถงึ ต้นกาเนดิ ของตวั อกั ษรควบค่กู ันไป

การปรากฏของอกั ษรจนี ทีเ่ ก่าแก่ท่ีสดุ มาจากแหล่งโบราณคดีปัน้ ปอจาก เมืองซอี นั มณฑลสา่ นซีทาง
ตะวนั ตกเฉยี งเหนือของประเทศจนี สามารถนบั ย้อนหลงั กลบั ไปได้กวา่ 5,000 ปี โดยอยใู่ นรูปของอกั ษร
ภาพทสี่ ลกั เป็นรูปวงกลม เสยี ้ วพระจนั ทร์และภูเขาห้ายอดบนเคร่ืองปัน้ ดนิ เผา จวบจนถงึ เม่อื 3,000 ปีก่อน
จึงก้าวเข้าส่รู ูปแบบของอกั ษรจารบนกระดกู สตั ว์ ซงึ่ นบั เป็นยุคต้นของศิลปะการเขียนอกั ษรจนี

อักษรภาพทเี่ ก่าแก่ท่สี ุดในจนี

เมอื่ ปี ค.ศ. 1899 ชาวบา้ นจากหมู่บา้ นเลก็ ๆแห่งหน่ึงทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือของอาเภออนั หยางมณฑล
เหอหนนั ประเทศจีนได้ คน้ พบส่ิงที่เรียกกนั ว่า ‘กระดูกมงั กร’ จงึ นามาใชท้ าเป็นตวั ยารักษาโรค ต่อมา
เน่ืองจากพ่อคา้ หวงั อ้ีหรงเกดิ ความสนใจต่อตวั อกั ษรบนกระดกู จงึ สะสมไวม้ ีจานวนกว่า 5,000 ชิน้ และส่ง
ใหผ้ ูเ้ ช่ียวชาญทาการศึกษาวิจยั จึงพบว่ากระดกู มงั กรน้นั แทท้ ่ีจริงคอื กระดูกท่ีจารึกอกั ขระโบราณของยุค
สมยั ซาง ท่ีมอี ายเุ กา่ แก่ถงึ 1,300 ปี กอ่ นคริสตกาล

“กระดูกมังกร” ทภ่ี ายหลังพบว่าเป็ นบนั ทกึ อกั ขระโบราณ
จากเจย๋ี กูเ่ หวินหรืออกั ษรจารบนกระดูกสตั ว์ (甲骨文)จนิ เหวินหรืออกั ษรโลหะ (金文)
อกั ษรเส่ียวจว้ นหรือจว้ นเล็ก(小篆) อกั ษรล่ซี ู(隶书) อกั ษรข่ายซู (楷书)อกั ษรเฉ่า
ซู(草书)และอกั ษรสิงซู(行书)เป็นตน้ อย่างไรกต็ าม ววิ ฒั นาการของตวั อกั ษรจีนเกดิ จาก
การฟมู ฟักอย่างคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป มีการผสมผสานกนั ของอกั ษรชนิดท่ีแตกต่างกนั ในชว่ั ระยะเวลาหน่ึงผา่ น
การขดั เกลาจนเกิดเป็นตวั อกั ษรชนิดใหมเ่ ขา้ แทนที่อกั ษรชนิดเดิม ไม่ใช่การยกเลิกอกั ษรชนิดเกา่ โดยส้ินเชิง
ดงั น้นั ผคู้ นในยุคต่อมาจงึ ยงั คงมกี ารศึกษาและใชอ้ กั ษรในยุคเก่าก่อน ท้งั ในเชิงศิลปะหรือในชีวติ ประจาวนั
ท่ียงั คงพบเหน็ ไดอ้ ยเู่ สมอ

อักษรจารบนกระดกู สัตว์

อกั ษรจารบนกระดกู สตั ว์(甲骨文)เป็นอกั ขระโบราณที่มีอายุเกา่ แกท่ ่ีสดุ ของจีน เทา่ ทม่ี ีการค้นพบ
ในปัจจบุ นั โดยมากอยใู่ น

รูปของบนั ทึกการทานายทีใ่ ช้มดี แกะสลกั หรือจารลงบนกระดองเตา่ หรือกระดกู สตั ว์ ปรากฏแพร่หลายใน
ราชสานกั ซางเม่อื 1,300 – 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ลกั ษณะของตวั อกั ขระบางสว่ น ยงั คงมีลกั ษณะของ
ความเป็นอกั ษรภาพอยู่ โครงสร้างตวั อกั ษรเป็นรูปวงรี มีขนาดใหญ่เล็กแตกตา่ งกนั ทขี่ นาดใหญ่บ้างสงู ถงึ
นวิ ้ กวา่ ขนาดเล็กเทา่ เมลด็ ข้าว บางครงั้ ในอกั ขระตวั เดยี วกนั ยงั มีวธิ ีการเขียนที่แตกตา่ งกัน ตวั อกั ษรมกี าร
พฒั นาการในแตล่ ะช่วงเวลา โดยมลี กั ษณะพเิ ศษ กลา่ วคือ ยุคต้น ตวั อกั ษรมีขนาดใหญ่ ยุคกลาง มขี นาด
เล็กและลายเส้นท่เี รียบง่ายกวา่ เม่ือถงึ ยุคปลายจะมลี กั ษณะใกล้เคยี งกับอกั ษรจินเหวนิ หรืออกั ษรโลหะทีม่ ี
ความ เป็นระเบียบสารวม

อักษรโลหะ

อกั ษรโลหะ(金文) เป็นอกั ษรท่ใี ช้ในสมยั ซางตอ่ เน่อื งถึงราชวงศโ์ จว (1,100 – 771ปีกอ่ นคริสต

ศกั ราช) มชี ่ือเรียกอีกอย่างหนึง่ วา่ ‘จงติง่ เหวิน’(钟鼎文)หมายถงึ อกั ษรทหี่ ลอมลงบนภาชนะ
ทองเหลืองหรือสาริด เนือ่ งจากตวั แทนภาชนะสาริดในยุคนนั้ ได้แก่ ‘ตงิ่ ’ซง่ึ เป็นภาชนะคล้ายกระถางมสี าม
ขา ใช้แสดงสถานะทางสงั คมของคนในสมยั นนั้ และตวั แทนจากเครื่องดนตรีท่ีทาจากโลหะ คอื ‘จง’ หรือ
ระฆงั ดงั นนั้ อกั ษรทีส่ ลกั หรือหลอมลงบนเคร่ืองใช้โลหะดงั กล่าวจึงเรียกวา่ ‘จงติง่ เหวิน’ มลี กั ษณะพเิ ศษ คอื
มีลายเส้นทีห่ นาหนกั ร่องลายเส้นราบเรียบทไี่ ด้จากการหลอม ไมใ่ ช่การสลกั ลงบนเนอื ้ โลหะ อกั ษรโลหะใน
สมยั หลงั รัชสมยั เฉงิ หวงั และคงั หวงั แห่งราชวงศโ์ จว จะมคี วามสง่างาม สะท้อนภาพลกั ษณ์ท่ีสขุ มุ เยือกเยน็

เนอื ้ หาทีบ่ นั ทึกด้วยอกั ษรโลหะ โดยมากเป็น คาสง่ั การของชนชนั้ ผู้นา พิธีการบชู าบรรพบรุ ุษ บนั ทึกการทา
สงคราม เป็นต้น มีการบนั ทึกการค้นพบอกั ษรโลหะตงั้ แตร่ ัชสมยั ฮนั่ อ่ตู ใี ้ นราชวงศ์ฮน่ั (116 ปีกอ่ นคริสต
ศกั ราช) บนภาชนะ ‘ต่ิง’ ทส่ี ่งเข้าวงั หลวง ดงั นนั้ จึงมกี ารศึกษาและการทาอรรถาธบิ ายจากปัญญาชนในยุค
ต่อมา

อกั ษรจ้วนเล็ก

จากสมยั ชุนชวิ จนั้ กว๋อจนถงึ ยุคการกอ่ ตงั้ ราชวงศฉ์ นิ (770 – 202 ปีก่อนคริสตศกั ราช) โครงสร้างของ
ตวั อกั ษรจีนโดยมากยงั คงรักษารูปแบบเดมิ จากราชวงศโ์ จวตะวนั ตก ซึง่ นอกจากอกั ษรโลหะแล้ว ยงั มี
อกั ษรรูปแบบตา่ ง ๆท่ีเหมาะกับการบนั ทึกลงในวสั ดแุ ตล่ ะชนิด เชน่ อกั ษรท่ใี ช้ในการลงนามสตั ยาบนั ร่วม
ระหว่างแว่นแคว้นทสี่ ลกั ลงบนแผน่ หยกก็ เรียกวา่ หนงั สือพนั ธมิตร หากสลกั ลงบนไม้ก็เรียกสาสน์ ไม้ หาก
สลกั ลงบนหนิ กเ็ รียก ตวั หนงั สือกลองหิน ฯลฯ นอกจากนี ้ก่อนการรวมประเทศจีนบรรดาเจ้านครรฐั หรือ
แวน่ แคว้นตา่ งก็มตี วั อกั ษรทใี่ ช้แตก ตา่ งกนั ไป ซ่ึงสว่ นหน่งึ ได้แกอ่ กั ษรจ้วนใหญห่ รือต้าจ้วน (大篆)
ซึ่งเป็นต้นแบบของเส่ียวจ้วนในเวลาต่อมา
ภายหลงั จากจ๋ินซีฮ่องเต้ได้รวมแผน่ ดนิ จนี เข้าด้วยกันในปีค.ศ. 221 แล้ว ก็ทาการปฏริ ูประบบตวั อกั ษรครงั้
ใหญ่ โดยการสร้างมาตรฐานรูปแบบตวั อกั ษรทเ่ี ป็นหนง่ึ เดยี วกนั ทวั่ ประเทศ กล่าวกันว่า ภายใต้การผลกั ดนั
ของมหาเสนาบดีหลซ่ี ือ ได้มีการนาเอาตวั อกั ษรดงั้ เดิมของรฐั ฉนิ (อกั ษรจ้วน)มาปรบั ให้เรียบง่ายขนึ ้ จากนนั้
เผยแพร่ออกไปทวั่ ประเทศ ขณะเดียวกนั กย็ กเลิกอกั ษรทม่ี ีลกั ษณะเฉพาะจากแวน่ แคว้นอ่ืน ๆในยุคสมยั
เดียวกัน อกั ษรท่ีผ่านการปฏริ ูปนี ้รวมเรียกว่า อกั ษรเสย่ี วจ้วนหรือจ้วนเลก็ (小篆)ถือเป็นอกั ษรท่ใี ช้
ทวั่ ประเทศจีนเป็นครงั้ แรก

อักษรล่ซี ู

ขณะทีย่ คุ สมยั ฉินประกาศใช้อกั ษรจ้วนเล็กอยา่ งเป็นทางการ พร้อมกนั นนั้ ก็ปรากฏว่ามกี ารใช้อกั ษรล่ีซู
(隶书)ควบค่กู ันไป โดยมกี ารประยุกตม์ าจากการเขยี นอกั ษรจ้วนอยา่ งงา่ ย อกั ษรลซี่ ทู าให้อกั ษร
จนี ก้าวเข้าส่ขู อบเขตของอกั ษรสญั ลกั ษณ์อย่างเต็มรูปแบบ อาจกลา่ วได้ว่า เป็นกระบวนการของการ
เปลยี่ นรูปจากอกั ษรโบราณที่ยงั มีความเป็นอกั ษรภาพสู่ อกั ษรจีนที่ใช้ในปัจจุบนั
สาหรบั ทม่ี าของอกั ษรลีซ่ นู นั้ กล่าวกันวา่ สมยั ฉนิ มที าสท่ีเรียกวา่ เฉงิ เหมยี่ วผ้หู นึ่ง เนอ่ื งจากกระทาความผดิ
จึงถกู สง่ั จาคกุ เฉิงเหมยี่ วทอ่ี ยู่ในคกุ คมุ ขงั จึงคดิ ปรับปรุงตวั อกั ษรจ้วนให้เขยี นง่ายขนึ ้ จากโครงสร้างกลม
เปลี่ยนเป็นสเ่ี หล่ยี มกลายเป็นอกั ษรรูปแบบใหม่ จนิ๋ ซฮี อ่ งเต้ทอดพระเนตรเหน็ แล้วทรงโปรดอยา่ งมาก จึง
ทรงแต่งตงั้ ให้เฉงิ เหม่ยี วทาหน้าทีอ่ ารกั ษ์ในวงั หลวง ต่อมาตัวหนงั สือชนิดนแี ้ พร่หลายออกไป จึงมกี าร
เรียกชอื่ ตวั หนงั สือชนดิ นวี ้ ่า อกั ษรลซ่ี ูหรืออกั ษรทาส (คาวา่ ‘ล่’ี ในภาษาจีนหมายถงึ ทาส)
แตใ่ นเชงิ โบราณคดนี นั้ พบว่าอกั ษรล่ซี เู ป็นอกั ษรทีใ่ ช้เขียนบนวสั ดทุ ท่ี าจากไม้หรือไม้ไผ่มาตงั้ แต่ ยคุ จนั้ กวอ๋
จนถงึ สมยั ฉนิ และมพี ฒั นาการมาเรื่อย ๆ จวบถึงสมยั ราชวงศฮ์ น่ั ได้กลายเป็นอกั ษรที่ได้รับความนิยมสงู สดุ

อกั ษรข่ายซู

อกั ษรขา่ ยซู(楷书)หรือเรียกอกี อย่างหน่ึงว่าอกั ษรจริง (真书)เป็นอกั ษรจีนรูปแบบ
มาตรฐานใช้กนั อย่างแพร่หลายในปัจจุบนั (คาวา่ ‘楷’ อ่านว่า ขา่ ย มีความหมายว่าแบบฉบบั หรือ
ตวั อยา่ ง) อกั ษรข่ายซเู ป็นเส้นสญั ลกั ษณ์ทป่ี ระกอบกนั ขนึ ้ ภายใต้กรอบสี่เหล่ยี ม หลดุ พ้นจากรูปแบบอกั ษร
ภาพของตวั อกั ขระยุคโบราณอยา่ งสนิ ้ เชิง
อกั ษรข่ายซูมีต้นกาเนดิ ในยุคปลายราชวงศฮ์ น่ั ตะวนั ออก ภายหลงั ราชวงศ์วยุ่ จิน้ (สามก๊ก) (คริสตศกั ราช
220 – 316) ได้รับความนยิ มอยา่ งแพร่หลาย จากการก้าวเข้าส่ขู อบเขตขนั้ ใหมข่ องอกั ษรล่ีซู พฒั นาตามมา
ด้วย อกั ษรข่ายซู เฉ่าซู และสงิ ซู ก้าวพ้นจากข้อจากัดของลายเส้นที่มาจากการแกะสลกั เม่ือถึงยคุ ถงั (คริสต
ศกั ราช 618 – 907) จึงก้าวส่ยู คุ ทองของอกั ษรข่ายซูอย่างแท้จริง จวบจนปัจจบุ นั อกั ษรขา่ ยซูยงั เป็นอกั ษร
มาตรฐานของจนี

อกั ษรเฉ่าซู

ต้งั แต่กาเนิดมตี วั อกั ษรจีนเป็นตน้ มา อกั ษรแตล่ ะรูปแบบลว้ นมวี ธิ ีการเขยี นแบบตวั หวดั ท้งั ส้ิน จวบ
จนถึงราชวงศฮ์ น่ั อกั ษรหวดั

จึงไดร้ ับการเรียกขานว่า ‘อกั ษรเฉ่าซู’ (草书)อยา่ งเป็นทางการ (คาวา่ ‘เฉ่า’ ในภาษาจีนหมายถึง
อย่างลวก ๆหรืออยา่ งหยาบ) อกั ษรเฉ่าซู เกิดจากการนาเอาลายเส้นทีม่ แี ตเ่ ดิมมายน่ ย่อเหลือเพียงขดี เสน้ เดียว
โดยฉีกออกจากรูปแบบอนั จาเจของกรอบสี่เหลยี่ มในอกั ษรจนี หลดุ พน้ จากขอ้ จากดั ของข้นั ตอนวิธีการขดี
เขียนอกั ษรในแบบมาตรฐานตวั คดั หรือ ข่ายซู ในขณะท่อี กั ษรข่ายซูอาจประกอบข้ึนจากลายเสน้ สิบกว่าสาย
แต่อกั ษรเฉ่าซูเพียงใช้ 2 – 3 ขีดกส็ ามารถประกอบเป็นสญั ลกั ษณเ์ ช่นเดยี วกนั ได้

อักษรสิงซู

อกั ษรสงิ ซู(行书)เป็นรูปแบบตวั อกั ษรทอ่ี ยู่กง่ึ กลางระหวา่ งอกั ษรข่ายซูและ อกั ษรเฉ่าซู เกดิ จาก
การเขยี นอกั ษรตวั บรรจงท่เี ขยี นอย่างหวดั หรืออกั ษรตวั หวดั ทเี่ ขียน อย่างบรรจง อาจกล่าวได้วา่ เป็น
ตวั อกั ษรก่ึงตวั หวดั และก่งึ บรรจง อกั ษรสิงซูกาเนดิ ขนึ ้ ในราวปลายราชวงศฮ์ นั่ ตะวนั ออก รวบรวมเอาปม
เด่นของอกั ษรขา่ ยซแู ละเฉา่ ซเู ข้าด้วยกัน

บรรณานุกรม

https://sites.google.com/site/hellochinese401/wiwathnakar-khxng-
taw-xaksr-cin

https://www.blockdit.com/posts/5ecde3bf4e97dd3fca306643


Click to View FlipBook Version