จ ั ดทําโดย นางสาวอรอ ุ มา บําร ุ งภ ั กด ี รห ั สน ั กศ ึ กษา 656550081-7 นว ั ตกรรมและเทคโยโลย ี สารสนเทศทางการศ ึ กษา ผูสอน อาจารย ดร.ประสงค ต อโชต ิ รายงานน ี้ เป นส วนหน ึ่ งของรายว ิ ชา 810105 นว ั ตกรรมและเทคโยโลย ี สารสนเทศทางการศ ึ กษา ภาคเร ี ยนท ี่3 ป การศ ึ กษา 2565 คณะศ ึ กษาศาสตร และศ ิ ลปะศาสตร ว ิ ทยาล ั ยบ ั ณฑ ิ ตเอเซ ี ย
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา Innovation and Educational Information Technology โดย นางสาวอรอุมา บำรุงภักดี ผูTสอน อาจารยVดร.ประสงคVตYอโชติ รายงานนี้เป]นสYวนหนึ่งของรายวิชา 810105 นวัตกรรมและเทคโยโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ภาคเรียนที่ 3 ปfการศึกษา 2565 คณะศึกษาศาสตรVและศิลปะศาสตรVวิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย
ก คำนำ เอกสารประกอบการสอน รายวิชา “นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศการศึกษา” (Educational Innovation and Information Technology) ในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพ ครู ผู[ศึกษาได[รวบรวมขึ้นเพื่อให[ผู[ที่สนใจ ได[ศึกษาประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาที่เรียน ประกอบ กับ เอกสารประกอบการเรียนรู[ วิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการสื่อสารการศึกษาและ การเรียนรู[ (Innovation and Information Technology for Educational Communication Learning) สาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา คณะครุศาสตรfมหาวิทยาลัยราชภัฏบ[านสมเด็จ เจ[าพระยา ขอขอบพระคุณอาจารยfดร.ประสงคf ตlอโชติที่ให[โอกาสในการจัดทำเอกสารประกอบการเรียน รายวิชานี้ เพื่อเปnนประโยชนfแกlผู[ที่สนใจ ได[ศึกษา ค[นคว[าใช[เปnนเอกสารประกอบการเรียน มิได[มุlงหวังผล กำไรทางการค[าแตlอยlางใด เอกสารประกอบการเรียนการสอนเลlมนี้ ผู[จัดทำได[รวบรวมข[อมูลจากเว็บชตfตlาง ๆ ที่เผยแพรl ทางอินเตอรfเน็ตโดยไมlได[ขออนุญาตจากเจ[าของบทความ ต[องขออภัยไว[ ณ ที่นี้ หวังเปnนอยlางยิ่ง เอกสาร ประกอบการเรียนการสอนเลlมนี้ จะอำนวยประโยชนfแกlผู[ที่สนใจ และคณาจารยf หากทlานผู[อlานพบ ข[อบกพรlองหรือมีคำชี้แนะ เพื่อการปรับปรุงให[สมบูรณfมากขึ้น ผู[จัดทำยินดีรับฟrงความคิดเห็น และจะ นำไปปรับปรุงแก[ไขพัฒนาให[เอกสารที่สมบูรณfและมีคุณคlาทางการศึกษาตlอไป
ข สารบัญ เรื่อง หน*า คำนำ ก สารบัญ ข บทที่ 1 แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา 1 ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา 1 ข[อคำนึงถึงในการนำเทคโนโลยีมาใช[ในการศึกษา 3 ประโยชนfของเทคโนโลยีตlอการศึกษา 3 ความหมายของนวัตกรรม 4 แนวความคิดที่ทำให[เกิดนวัตกรรทางการศึกษา 5 วิธีระบบ (System Approach) 6 คุณสมบัติของนวัตกรรม 7 ข[อสำคัญที่จะบอกได[วlานวัตกรรมนั้นใช[ได[จริงและเปnนที่ยอมรับ 7 นวัตกรรมการศึกษาที่ควรรู[ 8 บทที่ 2 การสื่อสารกับการเรียนรู[ 11 ความหมายของทฤษฎีการเรียนรู[ 11 ทฤษฎีการเรียนรู[พฤติกรรมนิยม 11 ทฤษฎีกลุlมปrญญานิยม 20 ทฤษฎีกลุlมคอนสตรัคติวิสตf 27 แบบทดสอบ 31 เฉลยแบบทดสอบ 33 ลิงกfทำแบบทดสอบเพื่อรับเกียรติบัตรออนไลนf 35 บรรณนานุกรม 36
1 บทที่ 1 แนวคิด ทฤษฎี นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีได[มีวิวัฒนาการพัฒนามาอยlางตlอเนื่องเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ไปพร[อม ๆ กับวิถี ชีวิตของประชาชนเพราะเทคโนโลยีเริ่มมีสlวนเกี่ยวข[องกับชีวิตประจำวันแทบจะเรียกได[วlาเปnนปrจจัยที่ 5 เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีแนวโน[มที่จะพัฒนาตlอไปเรื่อย ๆ และไมlมีทีทlาวlาจะหยุดเหมือนกับโลกของเรา ไมlได[หยุดหมุนแตlเพียงเทlานี้ในระยะเวลาสองทศวรรษที่ผlานมานี้ เทคโนโลยีได[มีบทบาทในวงการศึกษา ของไทยเปnนอยlางมาก ถูกพัฒนา ดัดแปลงและพยายามนำความคิดวิธีการใหมl ๆ หรือที่เรียกวlา “นวัตกรรมการศึกษา” มาใช[เพื่อพัฒนาทำให[ผลลัพธfทางการศึกษาในหลาย ๆ ด[านดีขึ้น โดยนำใช[ เทคโนโลยีที่มีอยูlเดิมมาพัฒนาดัดแปลงโดยใช[ความรู[ทางวิทยาศาสตรfศึกษาค[นคว[าและทดลอง เพื่อการ ออกเผยแพรlใช[กลายเปnนเทคโนโลยีเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยนั้นเอง ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยี (Technology) ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 คือ วิทยาการความรู[ทางวิทยาศาสตรfที่นำมาใช[ให[เกิดประโยชนfในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีมา จากคำวlา Techno ภาษาไทยแปลวlาวิธีการ หรือการสร[าง สlวนคำวlา Logy มีความหมายวlาความรู[ เกี่ยวกับศาสตรfหรือการศึกษา เกี่ยวกับความเรื่องหรือสิ่งของที่ต[องการศึกษา การกำหนดสภาพแวดล[อม การเรียนรู[ การจัดการความรู[ การประเมินผlานชlองทางตlาง ๆ ที่เหมาะสมกับโครงสร[างพื้นฐานและความ พร[อมของผู[เรียน เอ็ดก[า เดล (Edgar Dale, 1969) กลlาววlา เทคโนโลยีการศึกษาไมlใชlเครื่องมือ แตlเปnนแผนการ หรือวิธีการทำงานอยlางเปnนระบบให[บรรลุผลตามแผนการ เจมสf ดี ฟäนสf (James D.Finn, 1972) ได[กลlาวไว[วlา เทคโนโลยีมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกวlาการ ประดิษฐf เครื่องมือ เครื่องยนตfกลไกตตlาง ๆ แตlหมายถึง กระบวนการ แนวความคิด แนวทาง หรือ วิธีการในการคิดในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จากแนวคิดตlาง ๆ อาจนำมาสรุปความหมายของคำวlา “เทคโนโลยี” ได[วlา การนำแนวคิด หลักการเทคนิค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตรfมาประยุกตfและนำมาใช[ให[เกิด ประโยชนfในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม
2 ในปrจจุบันได[มีการนำเทคโนโลยีมาใช[ในการพัฒนาในหลายวงการและด[านตlาง ๆ รวมทั้ง ทางด[านการศึกษา เทคโนโลยีได[เข[ามามีบทบาทสำคัญในด[านนี้จนถึงขั้นที่ เรียกได[วlาขาดไมlได[ในการ นำมาใช[พัฒนาระบบการศึกษาให[มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในหลาย ๆ สlวนของการศึกษา ซึ่งการศึกษาเปnน สิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศเปnนไปอยlางมีประสิทธิภาพ มีการให[ความหมายของ เทคโนโลยีการศึกษา (Educational technology) ไว[หลากหลายความหมายดังตlอไปนี้ สันทัด ภิบาลสุข และพิมพfใจ ภิบาลสุข (2525) ให[ความหมายของ เทคโนโลยีการศึกษาไว[วlา การ นำเอาความรู[ แนวคิด กระบวนการ ตลอดจนวัสดุและอุปกรณfตlาง ๆ มาใช[รlวมกันอยlางมีระบบเพื่อ แก[ปrญหาและพัฒนาการศึกษาให[ตlอไปอยlางมีประสิทธิภาพ ชัยยงคf พรหมวงศf (2526) นิยามไว[วlา เทคโนโลยีการศึกษาเปnนระบบการประยุกตfการผลิตทาง วิทยาศาสตรfมาใช[กับการศึกษาในการนำเทคโนโลยีทางการศึกษามาปรับปรุงประสิทธิภาพในการศึกษา ครอบคลุม 3 ด[านคือ 1. วัสดุ (Materials หรือ Software) เปnนการนำอุปกรณfมาประยุกตfใช[ในการศึกษา เชlน สิ่งที่มี การผุพังสิ้นเปลืองตlาง ๆ อาทิ ชอลfค ดินสอ กระดาษ ฟäลfม เปnนต[น 2. อุปกรณfหรือเครื่องมือ (Devices หรือ Hardware) เปnนการผลิตวัสดุ การนำเอาวัสดุมาใช[ใน การสอน คิดการสอนแบบใหมl ๆ เชlน สิ่งที่มีความคงทนถาวร อาทิกระดานดำ เครื่องฉายภาพยนตรf เครื่องฉายแผlนใส เครื่องบันทึกภาพ ฯลฯ เปnนต[น 3. วิธีการ (Method and Techniques) เปnนการกระทำตlาง ๆ ที่ให[ให[เกิดรูปแบบของ การศึกษา เชlน กิจกรรม การสาธิต ทดลองตlาง ๆ เปnนต[น คารfเตอรf วี กูด (Carter V.Good, 1973) ได[กลlาววlา เทคโนโลยีการศึกษา คือการนำหลักการ ทางวิทยาศาสตรfมาประยุกตfใช[ เพื่อการออกแบบและสlงเสริมระบบการเรียนการสอน มีวัตถุประสงคfทาง การศึกษา คือ สามารถวัดได[อยlางถูกต[องแนlนอน มีการยึดผู[เรียนเปnนศูนยfกลางการเรียนมากกวlาที่จะยึด เนื้อหาวิชา มีการใช[การศึกษาเชิงปฏิบัติผlานการวิเคราะหfและการใช[เครื่องมือโสตทัศนูปกรณf รวมถึง เทคนิคการสอนโดยใช[อุปกรณfตlาง ๆ เชlน เครื่องคอมพิวเตอรf สื่อการสอนตlาง ๆ ในลักษณะของสื่อ ประสมและการศึกษาด[วยตนเอง กิดานันทf มะลิทอง (2543) ได[ให[ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาวlา คือการประยุกตfเอา เทคนิควิธีการ แนวความคิด วัสดุอุปกรณfและสิ่งตlาง ๆ ที่เปnนเทคโนโลยีมารวมกัน มาใช[ในวงการศึกษา จากแนวคิดตlาง ๆ ของ เทคโนโลยีการศึกษา อาจสรุปได[วlา เทคโนโลยีการศึกษาเปnนสาขาที่ เกี่ยวข[องกับกระบวนการที่มีการบูรณาการเกี่ยวกับบุคคล กรรมวิธี แนวคิด เครื่องมือ อุปกรณfและองคfกร
3 อยlางซับซ[อนโดยการวิเคราะหfปrญหา การผลิต การนำไปใช[และประเมินผลเพื่อแก[ปrญหาตlาง ๆ ที่ เกี่ยวข[องกับการเรียนรู[ของมนุษยf ข*อคำนึงถึงในการนำเทคโนโลยีมาใช*ในการศึกษา หลักการทั่วไปในการนำเทคโนโลยีมาใช[ในการศึกษามี 3 ประการ (สะอาด วรรณภีรf) ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน (Efficiency) ขณะที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช[ จะต[องทำให[ เกิดการเรียนรู[เพิ่มขึ้น เข[าใจมากขึ้น ตามกระบวนการตามที่ได[วางแผนการสอนเอาไว[ 2. ประสิทธิผลทางการเรียนการสอน (Productivity) หลังจากการเรียนการสอนเสร็จสิ้นลงไป แล[วผู[เรียนสามารถนำความรู[ความเข[าใจที่ได[รับ นำไปประยุกตfใช[ในชีวิตจริงได[ 3. ประหยัด (Economy) การนำเอาเทคโนโลยีมาใช[ในการสอน สิ่งที่ตามมานั้นก็คือคlาใช[จlายที่ได[ ใช[เทคโนโลยีไมlวlาจะเปnน เงิน เวลา แรงงาน ในการทำงาน ดังนั้นจำเปnนอยlางยิ่งที่จะต[องลดต[นทุนเหลlานี้ เพื่อให[ต[นทุนในการใช[เทคโนโลยีให[ได[มากที่สุด ประโยชน?ของเทคโนโลยีตAอการศึกษา วรวิทยf นิเทศศิลปó (2551) ได[บอกประโยชนfของเทคโนโลยีตlอการศึกษาไว[ดังนี้ 1. ชlวยสlงเสริมให[คุณภาพการเรียนรู[ ผู[เรียนมีความเช[าใจในเนื้อหาที่ศึกษามากขึ้น 2. ชlวยอำนวยความสะดวกในการค[นหาข[อมูลที่ต[องการศึกษาแกlผู[เรียน 3. ชlวยสlงเสริมให[ผู[เรียนเกิดการเรียนรู[ด[วยตนเอง หรือเน[นที่ตัวผู[เรียนเปnนสำคัญ 4. ชlวยกระตุ[นผู[เรียนให[มีความสนใจในการเรียนรู[เพิ่มมากขึ้น ในรูปแบบใหมlที่ตัวผู[เรียนสบายใจ ที่จะศึกษา 5. ชlวยเหลือเพิ่มโอกาสในการเรียนรู[ เชlน ผู[ที่อยูlหlางไกลชุมชน ผู[พิการ เปnนต[น 6. ชlวยอำนวยความสะดวกในการการติดตlอสื่อสาร เชlน การประชาสัมพันธf การทำงานเปnนทีม เปnนต[น เทคโนโลยีทางการสอนเปnนสlวนหนึ่งของเทคโนโลยีการศึกษา หมายถึงการนำเทคโนโลยีมาใช[กับ การเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน ซึ่งเปnนสlวนใหญlของเทคโนโลยีการศึกษาการ เรียนการสอนหรือการทำให[ผู[เรียนเกิดการเรียนรู[เปnนกระบวนการที่ต[องใช[ เทคนิคและวิธีการมากมาย แตl ความจริงไมlมีเทคนิคหรือวิธีการที่ดีที่สุด ทุกเทคนิคหรือวิธีการล[วนต[องมีปrญหาและต[องได[รับการพัฒนา ตlอ ดังนั้นเราจึงต[องเลือกเทคนิคและวิธีการที่เหมาะสมกับสภาพแวดล[อม เนื้อหาวิชา ที่แตกตlางกัน
4 ออกไป รวมถึงการเลือกวัสดุอุปกรณf เครื่องมือ ให[เหมาะสมกับเทคนิควิธีการอีกด[วย โดยเน[นให[ผู[เรียน ได[รับความรู[และประสบการณfมากกวlาการเรียนการสอน ไมlใชlให[ผู[เรียนได[แตlฟrงการสอนจากผู[สอน แตl ต[องสามารถที่จะนำความรู[และประสบการณfมาใช[ได[จริง แนวโน[มของการศึกษาในปrจจุบันเน[นเรียน ผู[เรียนเปnนสำคัญ ให[ผู[เรียนได[รับประสบการณfตรงอยlาง แทนการฟrงจากผู[สอน เนื่องจากจำนวนผู[เรียนที่ มากขึ้น ความรู[ที่ยิ่งนานไปยิ่งมีมากขึ้น วิทยาการใหมlๆ ซึ่งผู[เรียนจะต[องเรียนรู[และสามารถนำไปประยุตf ผสมผสานให[เกิดสิ่งใหมlเพื่อการพัฒนาในอนาคต จึงมีความจำเปnนอยlางยิ่งที่จะต[องหาทางให[ผู[เรียนได[ เรียนรู[สิ่งตlาง ๆ ให[ได[มากที่สุด โดยใช[เวลาในการเรียนน[อยกวlาเดิม ถึงแม[การเรียนการสอนที่แบบ ประสบการณfตรงหรือการลงมือทำจริง ๆ จะเปnนวิธีที่ทำให[ผู[เรียนเกิดการเรียนรู[ได[ดีที่สุด แตlเราไมl สามารถที่จะผู[เรียนได[ทุกเนื้อหาวิชาเนื่องจากอาจมีข[อจำกัดบางประการ เชlน 1. ต[องลงทุนมาก 2. ต[องใช[เวลานานมาก อาจเปnนหลายวัน หลายปòหรือหลายร[อยปò 3. มีความยุlงยากซับซ[อนมาก 4. ความรู[บางอยlางไมlอาจสัมผัสได[โดยตรง ดังนั้น เราจึงต[องจัดประสบการณfการเรียนรู[อยlางอื่นขึ้นมาแทนเพื่อให[ผู[เรียนได[เกิดการเรียนรู[ คล[ายกับประสบการณfตรง เชlน การใช[รูปภาพ หนังสือ แผนภูมิ วิทยุโทรทัศนfวิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให[ผลิตทางการศึกษามีคุณภาพสูงสุดการจัดประสบการณfในการเรียนการสอน ผู[สอนมักเน[นหนักที่ การใช[วัสดุอุปกรณfเปnนสำคัญ แตlในความเปnนจริง ผู[เรียนมีจิตใจ มีอารมณf มีสภาพแวดล[อมไมlคงที่จำเปnน จะต[องปรับกระบวนการในการใช[ให[สอดคล[องกับการเปลี่ยนแปลงอยูlเสมอ วิธีการ กระบวนการตlาง ๆ ที่ นำมาใช[จะต[องเปnนวิทยาศาสตรfที่เชื่อถือได[ซึ่งก็คือ การใช[เทคโนโลยีทางการศึกษา ความหมายของนวัตกรรม ในหนังสือประมวลศัพทfบัญญัติวิชาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได[บัญญัติคำวlา นวัตกรรม ไว[วlามีรากศัพทfมาจากาภาษาลาตินวlา Innovare แปลวlา to renew หรือ to modify และในภาษาบาลี และสันสฤต ดังนี้ นว + อตต (บาลี) = ใหมl + กรมf (สันสฤต) คือการกระทำปฏิบัติ ความคิด เมื่อนำมา รวมกันจะหมายถึงความคิดหรือการกระทำใหมl ๆ ที่นำมาใช[แก[ปrญหาในการปฏิบัติงานด[านตlาง ๆ (ปรัชญา ใจสะอาด, 2534) เมื่อนำคำวlา นวัตกรรมและการศึกษามารวมกันจะได[วlา นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation) ซึ่งหมายถึงการนำเอาความคิดหรือวิธีปฏิบัติใหมl ๆ มาใช[กับการศึกษา ความหมายของ นวัตกรรมได[มีผู[นิยามไว[ในด[านตlางมากมายหลายความหมาย ดังตัวอยlางเชlน
5 มอรfตัน (Morton, 1972) ให[นิยามของคำวlานวัตกรรมไว[วlา คือการทำใหมlขึ้นอีกครั้ง (Renewal) หรือที่เรียกวlา การปรับปรุงของเกlาที่มีอยูlแล[วให[เปnนของใหมlแล[วเพื่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหนlวยงานหรือองคfกรนั้น ๆ นวัตกรรมไมlใชlการเอาของเกlาทิ้งให[หมด แตlเปnนการปรับปรุงให[มี ศักยภาพมากขึ้น ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526) กลlาววlา นวัตกรรม หมายถึงวิธีการปฏิบัติใหมlๆ ที่แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได[มาจากการคิดค[นวิธีการใหมlขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเกlาที่มีอยูlแล[ว และได[รับการ ทดลองพัฒนาจนเปnนที่เชื่อถือได[แล[ววlาได[ผลดีในทางปฏิบัติทำให[ระบบก[าวไปสูlจุดประสงคfที่ต[องการได[ อยlางมีประสิทธิภาพ บุญเกื้อ ครวญหาเวช (2543) กลlาววlา นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง การนำเอาสิ่งใหมlๆ อาจ อยูlในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐfเข[ามาใช[ในระบบการศึกษาเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มีเดิมอยูlแล[วให[มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากความหมายของนวัตกรรมที่กลlาวมา สามารถจะนำมาสรุปความหมายของคำวlา "นวัตกรรม การศึกษา" ได[วlา เปnนการนำเอาสิ่งใหมl ๆ ซึ่งอาจจะอยูlในรูปของความคิดหรือการกระทำรวมทั้ง สิ่งประดิษฐfเข[ามาใช[ในระบบการศึกษาโดยมีจุดประสงคfในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยูlเดิมให[ระบบการจัด การศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยหลักการทฤษฎีที่ได[ผlานการทดลองวิจัยจนเชื่อถือได[ นวัตกรรมเปnนจุดเริ่มต[นของเทคโนโลยี ขยายก็คือ กlอนเปnนเทคโนโลยีได[นั้นต[องเปnนนวัตกรรมมา กlอนนั้นเอง ถ[าเปรียบเทียบแล[วก็เหมือนกับต[นกล[าที่จะเจริญเติบโตเปnนต[นไม[ใหญl ซึ่งเปรียบเทียบได[กับ เทคโนโลยีถ[าต[นกล[าไมlเกิดต[นไม[ใหญlก็จะไมlเกิด ถ[านวัตกรรมไมlเกิดเทคโนโลยีก็จะไมlเกิดเชlนกัน แนวความคิดที่ทำให*เกิดนวัตกรรทางการศึกษา ปrจจัยสำคัญที่มีผลกระทบตlอวิธีการศึกษา ได[แกlแนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่ เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งปrญหาเหลlานี้เปnนผลทำให[เกิดนวัตกรรมการศึกษา พอจะสรุปได[4 ประการ คือ (วร วิทยf นิเทศศิลปó,2551) 1. ความแตกตlางระหวlางบุคคล (Individual Different) จากปrญหาของคนที่แนlนอนไมl เหมือนกันกันทั้งทางด[านรlางกาย จิตใจ การเลี้ยงดูและปrจจัยอื่น ๆ อีกนานับประการ ซึ่งมีผลกระทบตlอ การเรียนการสอนในหลาย ๆ ด[าน ดังนั้นจัดการศึกษาจึงต[องให[ความสำคัญในเรื่องความแตกตlางระหวlาง บุคคล เชlน มุlงจัดการศึกษาตามความถนัดความสนใจและความสามารถของแตlละคนเปnนเกณฑf ตัวอยlาง ที่เห็นได[เชlน การจัดระบบห[องเรียนโดยใช[อายุเปnนเกณฑfบ[าง ใช[ความสามารถเปnนเกณฑfบ[าง ในปrจจุบันได[ มีการคิดค[นวิธีใหมlๆ เชlนการใช[บทเรียนโปรแกรม เครื่องสอน การสอนเปnนคณะ เปnนต[น
6 2. ความพร[อม (Readiness) เมื่อกlอนผู[สอนไมlได[ใสlใจกับความพร[อมของเด็กเนื่องจากความ พร[อมเปnนพัฒนาการตามธรรมชาติ แตlในปrจจุบันมีการวิจัยทางด[านจิตวิทยาการเรียนรู[ ชี้ให[เห็นวlาความ พร[อมในการเรียนเปnนสิ่งที่สร[างขึ้นได[และหากมีการจัดบทเรียนให[พอเหมาะกับระดับความสามารถของ เด็กแตlละคนวิชาที่วlากันวlายากและไมlเหมาะสมสำหรับเด็กก็สามารถนำมาให[ศึกษาได[อยlางงlายดาย นวัตกรรมที่ตอบสนองแนวความคิดพื้นฐานนี้ได[แกl ศูนยfการเรียน การจัดระบบหลักสูตรในโรงเรียน เปnนต[น 3. การใช[เวลาเพื่อการศึกษา แตlเดิมมาการจัดตารางสอน สlวนใหญlจะจัดตามความสะดวกเปnน เกณฑfเชlน ใช[หนlวยเวลาเปnนชั่วโมงเทlากันทุกวิชาทุกวัน และยังจัดเวลาเรียนเอาไว[ตายตัวเปnนภาคเรียน เปnนปò แตlในปrจจุบันได[เน[นการจัดตารางสอนให[สัมพันธfกับลักษณะของแตlละวิชาซึ่งจะใช[เวลาไมlเทlากัน บางวิชาอาจใช[ชlวงสั้น ๆ แตlสอนบlอยครั้ง แล[วแตlลักษณะของรายวิชานั้น ๆ และการเรียนก็ไมlจำกัดอยูl แตlเฉพาะใน สถานที่เรียนเทlานั้น นวัตกรรมที่สนองความคิดอันนี้ได[แกl การจัดตารางสอนแบบยืดหยุlน มหาวิทยาลัยเปäด บทเรียนสำเร็จรูป การเรียนทางไปรษณียf เปnนต[น 4. ประสิทธิภาพในการเรียนรู[ ความรู[ที่มีเพิ่มขึ้นจากอดีตจนถึงปrจจุบัน (ความรู[ในปrจจุบันเกิดจาก อดีตซึ่งต[องเรียนรู[มากขึ้น)และการเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให[คนจะต[องเรียนรู[เพิ่มขึ้นมาก แตlการ จัดระบบการศึกษาในปrจจุบันยังไมlมีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเปnนต[องแสวงหาวิธีการใหมlที่มี ประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งในด[านปrจจัยเกี่ยวกับตัวผู[เรียนและปrจจัยภายนอก วิธีระบบ (System Approach) วิธีระบบ (System Approach) คือ การแสดงภาพโดยรวมของขบวนการอยlางหนึ่ง เพื่อจัดระเบียบความสัมพันธfระหวlางองคfประกอบตlาง ๆ เพื่อให[เกิดผล (Output) ต[องอาศัยทรัพยากร คือ ตัวปûอน (Input) และวิธีการ (Process) ของการทำงานนั้น ๆ ดังนั้น ระบบจึงมีองคfประกอบ 3 สlวน ได[แกl 1. สิ่งที่ปûอนเข[าไป (Input) หรือทรัพยากรที่ใช[วัตถุดิบ หมายถึงสิ่งตlาง ๆ ที่จำเปnนต[องใช[เพื่อเริ่ม กระบวนการ เชlน ระบบการเรียนการสอนในชั้นเรียน อาจได[แกl ผู[สอน ผู[เรียนชั้นเรียน หลักสูตร ตารางสอน วิธีการ เปnนต[น ถ[าในเรื่องของระบบการหายใจได[แกl จมูก ปอด กระบังลม อากาศ เปnนต[น 2. กระบวนการหรือการดำเนินงาน (Process) หมายถึงการนำเอาวัตถุดิบมาผlานกระบวนการให[ เกิดผลตามที่ต[องการ เชlน การสอนของผู[สอน หรือการให[ผู[เรียนทำกิจกรรม เปnนต[น 3. ผลผลิตหรือการประเมินผล (Output) หมายถึง ผลที่ได[จากการผlานกระบวนการ ได[แกl ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู[เรียนหรือผลงานของผู[เรียน เปnนต[น
7 คุณสมบัติของนวัตกรรม การที่จะพิจารณาวlา วิธีการ หลักปฏิบัติ แนวคิดหรือสิ่งประดิษฐfเหลlานั้น เปnนนวัตกรรมหรือไมl มี เกณฑfดังตlอไปนี้ (ชัยยงคf พรหมวงศf. 2526; ไชยยศ เรืองสุวรรณ. 2533) 1. สิ่งนั้นต[องแปลกใหมlจากของเดิมที่มีอยูl อาจจะใหมlทั้งหมดหรือบางสlวนก็ได[ 2. มีการทดลองใช[ ปรับปรุง และวิจัย เพื่อเปnนการยืนยันวlาสิ่งที่สร[างขึ้นมานั้นมีประสิทธิภาพที่ ดีกวlาของเดิม 3. ในการประดิษฐfหรือคิดค[นต[องอาศัยหลักการ System Approach เพื่อเปnนการยืนยันการ สร[างได[อยlางมีมาตรฐาน 4. สิ่งนั้นยังไมlมีการใช[อยlางแพรlหลาย หรือยังอยูlในขั้นตอนทดลองใช[งานถ[าวิธีการหลักปฏิบัติ แนวคิดและสิ่งประดิษฐfที่เปnนนวัตกรรมใช[งานได[ดีจนได[รับการยอมรับและมีการใช[งานอยlางแพรlหลาย หรือมีการนำไปใช[ในจริง คำวlานวัตกรรมจะกลายเปnนคำวlาเทคโนโลยีนั้นเอง ข*อสำคัญที่จะบอกได*วAานวัตกรรมนั้นใช*ได*จริงและเป^นที่ยอมรับ เมื่อมีการนำนวัตกรรมการศึกษามาประยุกตfใช[ในการเรียนการสอน มีลำดับขั้นการบูรณาการ นวัตกรรมทั้งสิ้น 5 ลำดับ (Sandholtz, Ringstaff, and Dwyer, 1997 อ[างอิงใน Bitter, and Pierson, 2002) ที่ผู[ใช[มีพัฒนาการในการยอมรับและนำนวัตกรรมนั้นมาใช[ 1. ขั้นเริ่มทดลอง (Entry stage) เปnนขั้นแรกที่ผู[สอนได[นับการแนะนำให[รู[จักและใช[นวัตกรรม ใน ขั้นนี้ผู[สอนอาจจะมีอุปสรรคในการใช[นวัตกรรม เนื่องจากเปnนครั้งแรกที่ได[ลองใช[ ผู[สอนอาจเกิดการ ตlอต[านเพราะไมlมีความสามรถอยlางเพียงพอในการใช[นวัตกรรมนั้นได[อยlางมีประสิทธิภาพซึ่งอาจเปnน เพราะปrญหาด[านวิธีการใช[งานเปnนผลให[คนบางคนอาจเกิดความกลัวและเลิกใช[งานไปในที่สุด 2. ชั้นนำมาใช[งาน (Adoption stage) ผู[สอนจะเริ่มคุ[นเคยเพราะผlานขั้นตอนแรกมาได[แล[ว ใน ขั้นตอนนี้ผู[สอนจะเริ่มมีทัศคติที่ดีตlอนวัตกรรม จนกล[าที่จะนำมาประยุกตfใช[ในการเรียนการสอนและ เรียนรู[จากความผิดพลาดบางประการที่อาจเกิดขึ้นเพื่อพยายามแก[ไขให[ข[อเสียในนวัตกรรมนั้นๆ 3. ขั้นปรับให[เหมาะสม (Adaptation stage) ในขั้นนี้ผู[สอนใช[นวัตกรรมได[อยlางมีประสิทธิภาพ และเริ่มพัฒนาตนเองในปรับปรุงนวัตกรรมนั้นให[เหมาะสมกับเนื้อหาของบทเรียนและวิธีการการเรียนการ สอนของวิชาที่ตนเองสอนเมื่อผู[สอน 4. ขั้นจัดสรรอยlางเหมาะสม (Appropriation stage) เปnนขั้นที่ผู[สอนบริหารจัดการงาน นวัตกรรมนั้นให[เหมาะสมกับการทำงานประจำวันและเริ่มปรับใช[การเรียนการสอนทั้งในวิชาและระหวlาง วิชา รวมถึงเริ่มรับเทคโนโลยีใหมlอื่นๆ เจ[ามาใช[ในวิชาที่ตนเองสอน
8 5. ขั้นประดิษฐกรรม (Invention stage) ในขั้นนี้ไมlเพียงผู[สอนจะยอมรับนวัตกรรมนั้น ผู[สอนยัง สามารถนำนวัตกรรมนั้นไปเผยแพรlให[ผู[อื่นหรือรlวมสื่อสารใช[งานกับผู[สอนคนอื่นๆ ในขั้นสุดท[ายนี้ผู[สอน จะพัฒนานวัตกรรมที่ตนเองใช[อยูlเพื่อให[เกิดองคfความรู[ใหมl รวมไปถึงการที่จะก[าวไปสูlที่ปรึกษาทาง วิชาการให[ผู[อื่นได[ด[วย นวัตกรรมการศึกษาที่ควรรู* นวัตกรรม เปnนความคิดหรือการกระทำใหมlๆ ซึ่งนักวิชาการหรือผู[เชี่ยวชาญในแตlละวงการให[ ความสำคัญเพื่อคิดและทำสิ่งใหมlอยูlตลอดเวลา ดังนั้น นวัตกรรมจึงเกิดขึ้นใหมlได[ทุกเวลา สิ่งใดที่คิดและ ทำมานานแล[ว จะถือวlาหมดความเปnนนวัตกรรมไปเพราะจะมีสิ่งใหมlมาแทน ในวงการศึกษาปrจจุบัน มีสิ่ง ที่เรียกวlา นวัตกรรมทางการศึกษา อยูlเปnนจำนวนมาก บางอยlางเกิดขึ้นใหมl บางอยlางมีการใช[มาหลายสิบ ปòแล[วแตlก็ยังคงถือวlาเปnน นวัตกรรม เนื่องจากนวัตกรรมเหลlานั้นยังไมlแพรlหลายเปnนที่รู[จักทั่วไป ใน วงการศึกษานวัตกรรมทางการศึกษาตlางๆ ที่กลlาวถึงกันมาก ได[แกl บทเรียนโปรแกรม ชุดการสอน ศูนยf การเรียนคอมพิวเตอรfชlวยสอน การสอนทางไกล ฯลฯ 1. บทเรียนโปรแกรม บางครั้งเรียกวlา บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนด[วยตนเอง เปnนบทเรียนที่ จัดลำดับขึ้นจากสิ่งที่งlาย ไปหาสิ่งที่ยาก แตlละสlวนจะมีคำอธิบายและคำถามตlอเนื่องกันไป คำถามอาจให[ เติมคำ ถูกผิดหรือเลือกคำตอบ เมื่อผู[เรียนตอบคำถามแล[ว จะสามารถตรวจคำตอบได[ทันทีวlา คำตอบของ คนนั้นถูกหรือผิดผู[เรียนจะศึกษาไปตามลำดับขั้นและ ปฏิบัติตามคำแนะนำที่กำหนดไว[ในแบบเรียน แบบเรียนนี้จะทำหน[าที่แทนผูสอนเปnนรายตัว (Tutor) 2. เครื่องสอน (Teaching machine) คือ เครื่องมือที่สร[างขึ้นเพื่อใช[สอนผู[เรียนเปnนรายบุคคล มี สlวนประกอบที่สำคัญคือรายการสอน (Programs) เชlน สิ่งพิมพf หรือสิ่งที่เขียนเปnนรายการปูอนเข[าไปใน เครื่องสอนเพื่อใช[เปnนบทเรียนให[ผู[เรียน เรียนได[ด[วยตนเองผู[เรียนจะต[องสามารถเข[าใจได[ทันทีและกระตุ[น ให[ผู[เรียนอยากรู[อยากเห็นอยูlได[ตลอดเวลา เครื่องสอนอาจรวมเอาสื่อ หรือเทคนิคหลายอยlางประกอบกัน ซึ่งจะเปnนการเสริมให[เกิดการเรียนรู[ได[ดียิ่งขึ้น 3. การใช[คอมพิวเตอรfการเรียนการสอน (CAI) ปrจจุบันคอมพิวเตอรf ได[ถูกนำมาใช[กับการเรียน การสอนมากขึ้น และกลายเปnนรูปแบบของการเรียนการสอนแนวใหมlที่นlาสนใจอยlางยิ่ง บทเรียนของ คอมพิวเตอรfจะถูกทำให[เปnนโปรแกรมที่แปลกใหมl ผู[เรียนไมlรู[สึกเบื่อหนlายตlอการเรียนและดูเหมือนวlา คอมพิวเตอรfจะเปnนสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบทเรียนแบบโปรแกรม 4. ชุดการสอน และโมดูล (Instructional packages and module) เปnนวิธีการจัดเตรียม กิจกรรม การเรียนรู[ที่เลือกสรรแล[ว อันประกอบด[วย จุดมุlงหมาย เนื้อหาและวัสดุอุปกรณfทั้งหลาย ที่
9 รวบรวมไว[เปnน ระเบียบ เพื่อให[ผู[สอนหรือผู[เรียนได[ศึกษาจากประสบการณfทั้งหมดนี้ชุดการสอนสร[างขึ้น โดยอาศัยหลักการ และทฤษฏีที่สำคัญ คือการใช[สื่อประสม และการใช[วิธีวิเคราะหfระบบ รู[จักแพรlหลาย ในชื่อตlางๆ กัน เชlน Learning package, Instructional Packages, Instructional Kits. ฯลฯ 5. การสอนเปnนคณะ (Team teaching) การสอนเปnนคณะเปnนการจัดการเรียนการสอนแบบ หนึ่ง ที่ จัดให[ผู[สอน ตั้งแตl 2 คนขึ้นไป ทำการสอนรlวมกันมาชlวยงานด[านวางแผนการสอน เพื่อให[ได[ ประโยชนfจาก ความสามารถพิเศษของผู[สอน ผู[รlวมคณะ ในภาษาอังกฤษเรียกวlา Team teaching จำนวนผู[เรียน ในทีมการ สอนหนึ่งๆ อาจมีจำนวนตั้งแตl 40 - 300 คน การจัดกลุlมคำนึงถึง อายุ ความ สนใจ ความถนัด อาจใช[ชั้นเรียน เดิมหรือคละกัน ทั้งนี้แล[วแตlวัตถุประสงคfของคณะ ซึ่งมีทั้งผู[มีความรู[ ทั่วไปและเฉพาะทาง ผู[สอนในทีมแตlละ คนจะต[องสอนรlวมกันมีการประชุมปรึกษาแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นซึ่งกันอยูlเสมอ รับผิดชอบการสอนทั้งใน กลุlมใหญlและเปnนผู[รับผิดชอบประจำกลุlมยlอย 6. ศูนยfการเรียน (Learning center) เปnนการจัดเนื้อหาวิชาออกเปnนหนlวยๆ แตlละหนlวยจะมี กิจกรรม อุปกรณfและเนื้อหา วิชาแตกตlางกัน ผู[เรียนจะเรียนรู[ด[วยการประกอบกิจกรรมจากหนlวยตlางๆ ตามที่กำหนดในแตlละหนlวยการเรียนภายใต[การควบคุมของผู[สอนโดยอาศัยหลักการและทฤษฏีที่สำคัญ คือ การใช[สื่อประสม กระบวนการกลุlม 7. การสอนแบบจุลภาค (Micro teaching) เปnนการสอนที่ยlอสlวนหรือจำลองสถานการณfมาอยูl ใน สภาพแวดล[อมที่มีการควบคุมอยlางรัดกุมเปnนการสอน ในสถานการณfของห[องเรียนแบบงlายๆ กับ ผู[เรียน 5-10 คน ใช[เวลา 5 - 15นาที เปäดโอกาสให[ผู[สอนได[ฝßกฝนทักษะการสอนใหมlๆ หลังจากได[ดูแบบ หรือตัวอยlาง มาแล[ว ขณะสอน มีการบันทึกภาพเพื่อให[ผู[สอนได[ดูการสอนของตน จะได[ปรับปรุงการสอน ให[ดีขึ้น กlอนนำไป ทำการสอนจริงๆ การสอนแบบนี้เหมาะสำหรับการฝßกอบรมผู[สอนผู[สอนใหมl 8. การจัดตารางเรียนแบบยืดหยุlน (Flexible scheduling) เกิดจากแนวความคิดที่วlา การเรียนรู[ ใน แตlละเนื้อหาวิชานั้นไมlจำเปnนต[องใช[เวลาเทlากันเพราะการเรียนรู[ในแตlละวิชายlอมมีระดับควำมยาก งlาย และ วิธีการจัดลำดับ การเรียนรู[ ที่แตกตlางกันออกไป อีกประการหนึ่งก็คือ ผู[เรียนนั้นยlอมมีความ แตกตlางกันทั้ง ทางด[าน สติปrญญา ความสามารถ และชlวงความสนใจของผู[เรียนที่มีตlอวิชาตlางๆ นั้นไมl เทlากัน เด็กเล็กจะมีชlวงความสนใจ ในบางวิชาเพียง 10 -15 นาที แตlเด็กโต จะมีชlวงความสนใจที่ มากกวlา ดังนั้นการจัด ตารางสอน จึงต[องจัดให[เหมาะสมสำหรับแตlละวิชา 9. โครงการสlงเสริมสมรรถภาพการสอน (RIT) เปnนการจัดระบบการเรียนการสอน ที่จะลดเวลาที่ ผู[สอนจะต[องสอนหรือเกี่ยวข[องกับผู[เรียนให[น[อยลงกวlาอัตราเวลาเปnนอยูlในปrจจุบันโดยไมlทำให[คุณภาพ การศึกษา หรือผลการเรียนของผู[เรียน ลดลงกวlาเดิม เชlนเดิมที่ผู[สอนต[องใช[เวลาสอน 60 นาที แตlหากนำ นวัตกรรมนี้มาใช[แล[วอาจจะลดเวลาเหลือเพียง 15-30 นาทีเทlานั้น ที่ผู[เรียนจะเรียนกับผู[สอน เวลาที่เหลือ
10 ผู[เรียนก็จะเรียนกับสื่อการเรียนตlางๆ ที่จัดไว[ให[ ชlวยให[ผู[สอนมีเวลา ตรวจงานผู[เรียน กวดขันผู[เรียนอlอน หรือ ที่เรียนไมlทันเพื่อน ผู[สอนคนหนึ่งอาจสอนผู[เรียนได[หลายห[องเพราะสามารถใช[เวลาที่เหลือจากการ สอนห[อง หนึ่ง ไปสอนอีกห[องหนึ่งได[ 10. การใช[สื่อมวลชนเพื่อการศึกษา เนื่องจากปrจจุบัน สื่อมวลชนประเภทตlางๆ เชlน หนังสือพิมพf วารสารนิตยสาร วิทยุกระจายเสียง โทรทัศนf ภาพยนตรf ได[เข[ามามีบทบาทตlอชีวิตประจำวันในด[านการ รับรู[ขlาวสาร การสร[างคlานิยมและการศึกษาประชาชนอยlางกว[างขว[าง การใช[สื่อมวลชนเพื่อการศึกษามี ทั้งในรูป การศึกษาทั่วไป และการศึกษาในวิชาการเฉพาะสาขา คุณคlาของการใช[สื่อมวลชนเพื่อการศึกษา คือ สามารถ ให[การศึกษาแกlประชาชนได[รวดเร็ว และได[จำนวนมากพร[อมๆ กัน นอกจากนวัตกรรมทาง การศึกษาตlางๆ เหลlานี้แล[ว ยังมีนวัตกรรมทางการศึกษาอีกหลายอยlาง ที่ผู[เรียน ผู[สนใจ สามารถศึกษา เพิ่มเติมได[จากเอกสาร ตำราที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา
11 บทที่ 2 การสื่อสารกับการเรียนรูT เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา เปnนสิ่งที่มนุษยfคิดค[นชื้นมาเพื่อแก[ปrญหาทางการศึกษา โดยเฉพาะ อยlางยิ่งคือปrญหาทางด[านการเรียนการสอน หรือการถlายทอดความรู[ตlางๆ แกlผู[ศึกษา ซึ่ง บุคคลเหลlานั้นมีจิตใจ ความรู[สึก ความคิด ความสามารถในการรับรู[ ซึ่งเปnนปrจจัยที่ไมlคงที่แนlนอน จึง จำเปnนต[องใช[ให[สอดคล[องกับปrจจัยทางธรรมชาติของมนุษยfนั้นเอง ความหมายของทฤษฎีการเรียนรู* การเรียนรู[เปnนกระบวนการทั้งด[านสมรรถภาพ ทักษะและทัศนคติที่คนเราได[รับตั้งแตlเปnนทารก จน เปnนผู[ใหญl กระบวนการเรียนรู[จึงเปnนสlวนสำคัญของความสามารถของคนเรา มีนักการศึกษาหลาย ทlานได[กลlาววlา“การเรียนรู[ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งเปnนผลมาจากประสบการณfที่คนเรามี ปฏิสัมพันธfกับ สิ่งแวดล[อม” ซึ่งในการเรียนรู[ที่เกิดขึ้น ได[มีการศึกษาค[นคว[าด[านความรู[ที่เกี่ยวข[องกับการ เรียนรู[ จนเกิดเปnน ทฤษฎีการเรียนรู[ (Learning Theories) (วารินทรfรัศมีพรหม.2542) ซึ่งสอดคล[องกับ ทิศนา แขมมณี (2551) ที่กลlาววlา “ทฤษฎีการเรียนรู[ เปnนแนวความคิดที่ได[รับการยอมรับวlาสามารถใช[ อธิบายลักษณะของการเกิด การเรียนรู[ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได[” สุรางคf โค[วตระกูล (2541) ที่กลlาววlา การเรียนรู[หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งเปnนผล มา จากประสบการณfที่คนเราเคยมีปฏิสัมพันธfกับสิ่งแวดล[อม หรือจากการฝßกหัด รวมทั้งปริมาณการ เปลี่ยน ความรู[ของผู[เรียน ดังนั้น งานสำคัญของผู[สอน คือ การชlวยผู[เรียนแตlละคนเกิดการเรียนรู[หรือมี ความรู[และมีทักษะตามที่หลักสูตรวางไว[ ดังนั้น กระบวนการเรียนรู[จึงเปnนรากฐานของการสอนที่มี ประสิทธิภาพ โดยสรุปแล[ว ทฤษฎีการเรียนรู[ จึงหมายถึง แนวความคิด หลักการรวมทั้งกระบวนการเรียนรู[ที่ได[ จาก การศึกษาค[นคว[า และทดลองจนเปnนที่ยอมรับวlา สามารถอธิบายถึงลักษณะของการเกิดการเรียนรู[ หรือการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเปnนผลมาจากประสบการณfที่มีปฏิสัมพันธfกับสิ่งแวดล[อม ทฤษฎีการเรียนรู*พฤติกรรมนิยม ทฤษฎีการเรียนรู[กลุlมพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) เกิดขึ้นในชlวงกลางศตวรรษที่ 20 และ ได[รับการ ยอมรับจากผู[เรียนอยlางกว[างขวางตั้งแตlอดีตจนปrจจุบัน นักทฤษฎีกลุlมนี้ให[ความสำคัญกับ
12 “พฤติกรรม” มาก และเชื่อวlาการเรียนรู[ของมนุษยfเปnนวิธีการทางวิทยาศาสตรfซึ่งสามารถสังเกตและวัดได[ จากพฤติกรรมภายนอก ซึ่งพฤติกรรมดังกลlาวคือการตอบสนองของมนุษยfที่มีตlอสิ่งเร[า โดยสิ่งเร[าอาจจะ เปnนสภาพแวดล[อมหรือ ประสบการณfที่เตรียมไว[จะเปnนตัวกำหนดพฤติกรรมที่พึงประสงคfได[ นักทฤษฎี กลุlมนี้จะพูดถึงกระบวนการคิด หรือปฏิกิริยาภายในมนุษยfน[อยเพราะถือวlาเปnนสิ่งที่สังเกตและวัดไมlได[ อีกทั้งรูปแบบการศึกษามักจะเปnนการ ทดลองกับสัตวfเสียเปnนสlวนใหญl เชlน สุนัข หนู แมว เปnนต[น หรือ หากเปnนมนุษยfก็เปnนเพียงเด็กเล็กเทlานั้น แนวคิดพื้นฐานของนักทฤษฎีกลุlมพฤติกรรมนิยมจะมองมนุษยf เหมือนผ[าขาวที่วlางเปลlา การเรียนรู[ของมนุษยfเกิดจากการเชื่อมโยงระหวlางสิ่งเร[าและการตอบสนอง ซึ่ง ต[องจัดเตรียมประสบการณfหรือ สิ่งแวดล[อมภายนอกเพื่อให[เกิดพฤติกรรมที่ต[องการ โดยประสบการณf ดังกลlาวหากมีการกระทำซ้ำแล[วซ้ำอีก จะกลายเปnนพฤติกรรมอัตโนมัติที่แสดงออกให[เห็นได[อยlางชัดเจน เปnนรูปธรรม (ณัฐกร สงคราม. 2553) นักทฤษฎีกลุlมพฤติกรรมนิยมเชื่อวlาองคfประกอบสำคัญของการเรียนรู[ประกอบด[วย 4 ประการ คือ 1. แรงขับ (drive) หมายถึง ความต[องการของผู[เรียนในบางสิ่งบางอยlางที่จูงใจ (Motivated) ให[ ผู[เรียนหาหนทางตอบสนองตามความต[องการนั้น 2. สิ่งเร[น (Stimulus) หมายถึง สิ่งที่เข[ามากระตุ[นให[ผู[เรียนมีปฏิกิริยาการตอบสนองเกิดเปnน พฤติกรรมขึ้น ซึ่งได[แกl การให[สาระการเรียนรู[ (Message) ในรูปแบบตlางๆ รวมทั้งการชี้แนะ (cue) 3. การตอบสนอง (Response) หมายถึง การผู[เรียนแสดงปฏิกิริยาตอบสนองตlอสิ่งเร[า ซึ่งอธิบาย ได[ด[วยพฤติกรรมที่ผู[เรียนแสดงออก 4. การเสริมแรง (Reinforcement) หมายถึง สิ่งที่เปnนตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมของ ผู[เรียน ประกอบด[วยการเสริมแรงทางบวกและการเสริมแรงทางลบ โดยนิยมใช[รูปแบบการเสริมแรงจาก ภายนอก เชlน การให[รางวัล หรือการลงโทษ 1. ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟ ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟ (Pavlov’s classing conditioning theory) คิด ขึ้นโดยอีแวน พาโตรวิซ พาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov) เชื่อวlา การเรียนรู[ของสิ่งมีชีวิตเกิดจาก การวาง เงื่อนไข คือการตอบสนองหรือการเรียนรู[ที่เกิดขึ้นนั้นๆ ต[องมีเงื่อนไจหรือมีการสร[างสถานการณf ขึ้น และสรุป ออกมาเปnนกฎการเรียนรู[สำคัญ 4 ประการ ดังนี้ 1.1 กฎแหlงการแผlขยาย (Law of generalization) กลlาวคือ ถ[ารlางการเกิดการเรียนรู[โดยแสดง พฤติกรรมตอบสนองตlอสิ่งเร[าที่มีการวางเงื่อนไขหนึ่งแล[ว ถ[ามีสิ่งเร[าอื่นที่มีคุณสมบัติคล[ายคลึงกัน สิ่งเร[า
13 นั้น จะมีประสิทธิภาพทำให[เกิดพฤติกรรมตอบสนองได[เหมือนกับสิ่งเร[าเดิม เชlน เมื่อสุนัขเรียนรู[วlาจะได[ อาหาร หลังจากได[ยินเสียงกระดิ่ง สุนัขก็มีแนวโน[มที่จะตอบสนองด[วยอาการน้ำลายไหลตlอเสียงใดๆ ก็ได[ ที่คล[ายเสียง กระดิ่ง หรือสิ่งอื่นเชlน ระฆัง ฉิ่ง ฆ[อง ฉาบ เปnนต[น 1.2 กฎแหlงการจำแนก (Law of discrimination) กลlาวคือ ถ[ารlางการเกิดการเรียนรู[โดยแสดง พฤติกรรมตอบสนองตlอสิ่งเร[าที่มีการวางเงื่อนไขหนึ่งแล[ว ถ[ามีสิ่งเร[าอื่นที่มีคุณสมบัติแตกตlางออกไป รlางกาย จะเกิดการตอบสนองตlอสิ่งเร[านั้นแตกตlางกันไปด[วย เชlน เมื่อสุนัขมีอาการน้ำลายไหลจากการสั่น กระดิ่งแล[ว ถ[าสุนัขตัวนั้นได[ยินเสียงประทัดหรือเสียงรถยนตfก็จะไมlมีอาการน้ำลายไหล และอาจจะมี พฤติกรรมอื่นเกิดขึ้น แทน เชlน เหlา ขูl หรือคำราม เปnนต[น 1.3 กฎการลดภาระ (Law of extinction) หรือ การลบพฤติกรรมชั่วคราว กลlาวคือ การที่ พฤติกรรมการตอบสนองลดน[อยลงอันเปnนผลเนื่องจากการที่ไมlได[รับสิ่งเร[าที่ไมlได[ถูกวางเงื่อนไข ซึ่งในที่นี้ ก็คือ รางวัลหรือสิ่งที่ต[องการนั้นเอง เชlน การให[แตlเสียงกระดิ่งอยlางเดียว โดยไมlให[ชิ้นเนื้อตามมา จะทำ ให[สุนัข เกิดปฏิกิริยาน้ำลายไหลลดลงเรื่อยๆ เปnนต[น 1.4 กฎการฟ¨≠นคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ (Law of spontaneous recovery) กลlาวคือ การ ฟ¨≠นตัว ของการตอบสนองที่วางเงื่อนไขหลังจากการลบพฤติกรรมชั่วคราวแล[วสักระยะหนึ่ง พฤติกรรมที่ ถูกลบเงื่อนไข แล[วอาจฟ¨≠นตัวขึ้นมาอีกเมื่อได[การกระตุ[นโดยสิ่งเร[าที่วางเงื่อนไข สรุปแนวคิดตามทฤษฎีนี้ได[วlา การเรียนรู[ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการตอบสนองที่เปnนไปโดย อัตโนมัติเมื่อ นำสิ่งเร[าใหมl (สิ่งเร[าตามที่ได[วางเงื่อนไขไว[) มาควบคูlกับสิ่งเร[าเดิม (สิ่งเร[าที่ไมlได[วางเงื่อนไข ไว[) จากการสังเกตสิ่งตlางๆ ที่เกิดขึ้นในการทดลองของพาฟลอฟ สามารถสรุปออกมาเปnนทฤษฎีการ เรียน ดังนั้น (ทัศนา แขมมณี, 2548) 1. พฤติกรรมการตอบสนองชองมนุษยfเกิดจากการวางเงื่อนไขที่ตอบสนองตlอความต[องการทาง ธรรมชาติ 2. พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษยfสามารถเกิดขึ้นได[จากสิ่งเร[าที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร[าตาม ธรรมชาติ 3. พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษยfที่เกิดจากสิ่งเร[าที่เชื่องโยงกับสิ่งเร[าตามธรรมชาติจะลดลง เรื่อยๆ และหยุดลงในที่สุดหากไมlได[รับการตอบสนองตามธรรมชาติ 4. พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษยfสิ่งเร[าที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร[าตามธรรมชาติจะลดลงและหยุด ไป เมื่อไมlได[รับการตอบสนองตามธรรมชาติ และจะกลับปรากฏขึ้นได[อีกโดยไมlต[องใช[สิ่งเร[าตามธรรมชาติ 5. มนุษยfมีแนวโน[มที่จะจำแนกลักษณะของสิ่งเร[าให[แตกตlางกันและเลือกตอบสนองได[ถูกต[อง
14 2. ทฤษฎีการวางเงื่อนไขของวัตสัน ทฤษฎีการวางเงื่อนไขของวัตสัน (Watson’s condition theory) ถูกนำเสนอโดย จอรfน บี วัต สัน (John B. Watson) ได[นำเอาทฤษฎีของพาฟลอฟมาเปnนสำคัญในการอธิบายเรื่องการเรียน ผลงาน เกี่ยวกับ การเรียนรู[ของวัตสันได[รับความนิยมอยlางแพรlหลายจนได[รับการยกยlองวlาเปnน “บิดาของกลุlม พฤติกรรมนิยม” วัตสันมีความเห็นวlา บุคคลเกิดการเรียนรู[ได[เพราะมีการวางเงื่อนไข และผลจากการวาง เงื่อนนี้เองจะสร[าง พฤติกรรมการเรียนรู[ให[เกิดขึ้นอยlางสม่ำเสมอกับบุคคลจนกลายเปnนพฤติกรรมความ เคยชิน ซึ่งพฤติกรรมความ เคยชินนี้จะคงทนถาวรอยูlนานเพียงใดไมlได[ขึ้นอยูlกับรางวัลหรือการเสริมแรง แตlเกิดจากการที่บุคคลสร[าง ความสัมพันธfเชื่อมโยงกับสิ่งเร[าบlอยครั้งเพียงใด เนื่องจากวัตสันทดลอง ทฤษฎีการเรียนรู[กับมนุษยf ซึ่งมีอารมณfเข[ามาเกี่ยวข[องโดยเฉพาะอารมณfกลัวซึ่งเปnนอารมณfที่สามารถ ตอบสนองสิ่งเร[าได[เองตามธรรมชาติโดยไมlต[องวางเงื่อนไข เขาเชื่อวlาจะสามารถวางเงื่อนไจพฤติกรรม ความกลัวกับสิ่งเร[าอื่นตามความต[องการได[เชlนเดียวกับการทดลองของพาฟลอฟ และสามารถลบ พฤติกรรมความกลัวให[หายไปได[ด[วยเชlนกัน ซึ่งสรุปเปnน ทฤษฎีการเรียนรู[ดังนี้ 1. พฤติกรรมเปnนสิ่งที่สามรถควบคุมให[เกิดได[ โดยการควบคุมสิ่งเร[าที่วางเงื่อนไขให[สัมพันธfกับสิ่ง เร[า ตามธรรมชาติ และการเรียนรู[จะคงทนถาวรหากมีการให[สิ่งเร[าที่สัมพันธfกันนั้นควบคูlกันไปอยlาง สม่ำเสมอ 2. เมื่อสามารถทำให[เกิดติกรรมใดๆ ได[ ก็สามารถลดพฤติกรรมนั้นให[หายไปได[ 3. ทฤษฎีความสัมพันธ?เชื่อมโยงของธอร?นไดค? ทฤษฎีความสัมพันธfเชื่อมโยงของธอรfนไดคf (Thorndike’s connectionism theory) ถูกคิดค[น โดย เอ็ดเวิรfด ลี ธอรfนไดคf (Edward Lee Thorndike) เชื่อวlา สิ่งเร[าหนึ่งๆ ยlอมทำให[เกิดการตอบสนอง หลายๆ อยlาง จนพบสิ่งที่ตอบสนองที่ดีที่สุด และได[อธิบายด[วยทฤษฎีการเชื่อมโยง (Connectionism theory) ซึ่ง กลlาวถึงการเชื่อมโยงระหวlางสิ่งเร[า (Stimulus – S) กับการตอบสนอง (Response – R) โดยมีหลักการ เบื้องต[นวlา การเรียนรู[เกิดจากการเชื่อมโยงระหวlางสิ่งเร[ากับการตอบสนอง โดยที่การ ตอบสนองมักจะออกมา เปnนรูปแบบตlางๆ หลายรูปแบบ จนกวlาจะพบรูปแบบที่ดีหรือเหมาะสมที่สุด เรา เรียกการตอบสนองเชlนนี้วlา การลองถูกลองผิด (Trial and Error) นั้นคือการเลือกตอบสนองของผู[เรียน จะกระทำด[วยตนเองไมlมีผู[ใดมา กำหนดหรือชี้ชlองทางในการปฏิบัติให[และเมื่อเกิดการเรียนรู[ขึ้นแล[ว การ ตอบสนองหลายรูปแบบจะหายไป เหลือเพียงการตอบสนองรูปแบบเดียวที่เหมาะสมที่สุด และพยายาม ทำให[การเชlนนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร[าที่ต[องการให[เรียนรู[ตlอไปเรื่อยๆ ทฤษฎีการเชื่อมโยง ธอรfนไดสfสามารถ สรุปออกเปnนกฎการเรียนรู[ 3 กฎใหญlๆ ได[ดังนี้ (เติมศักดิ์ คทรณิช, 2546)
15 กฎการเรียนหลัก 3 กฎ (Three major laws of learning) ประกอบด[วย 1. กฎแหlงความพร[อม (Law of readiness) การเรียนรู[จะเกิดขึ้นได[ ถ[าบุคคลมีความพร[อมทั้ง ทาง รlางกายและจิตใจ กลlาวคือเมื่อบุคคลมีความพร[อมจะกระทำหรือเรียนรู[ ถ[าได[กระทำหรือเรี ยนรู[ตาม ความ ต[องการ บุคคลนั้นจะเกิดความพึงพอใจจนทำให[เกิดการเรียนรู[ขึ้น ในทางกลับกันหากไมlได[กระทำ หรือเรียนรู[ตามความต[องการ บุคคลนั้นจะเกิดความไมlพอใจ ไมlสบายใจ และหงุดหงิด หรือเมื่อบุคคลไมlมี ความพร[อม กระทำหรือเรียนรู[ ถ[าถูกบังคับให[กระทำหรือเรียนรู[ จะทำให[บุคคลนั้นเกิดความคับข[องใจ ไมl สบายใจ เครียด หรือเกิดความไมlพอใจขึ้นมาได[ 2. กฎแหlงการฝßกหัด (Law of exercise) แบlงเปnน กฎแหlงการใช[ (Law of use) กลlาวคือ เมื่อ บุคคล เกิดการเรียนรู[แล[ว หากได[รับการฝßกหัดหรือกระทำบlอยๆ จนเกิดความชำนาญและเปnนความเคย ชินจะทำให[การเรียนรู[นั้นคงทนถาวร ยิ่งฝßกมากเทlาใดก็ยิ่งถูกต[องเทlานั้น และกฎแหlงการไมlได[ใช[ (Law of Disuse) กลlาวคือ พฤติกรรมใดๆ ก็ตามหากมีการเว[นระยะเวลานานหรือขาดการฝßกฝน ไมlได[กระทำ ซ้ำบlอยๆ การ เรียนรู[นั้นจะไมlคงทนถาวร ลดประสิทธิภาพลง และในที่สุดอาจลืมได[ 3. กฎแหlงผลการตอบสนอง (Law of Effect) พฤติกรรมใดก็ตามเมื่อตอบสนองหรือกระทำแล[ว ได[รับ ความสุข ความพึงพอใจ และความภูมิใจ บุคคลก็อยากที่จะกระทำพฤติกรรมนั้นตlอไป กลับกันหาก พฤติกรรม นั้นกระทำแล[วได[ความทุกขfหรือไมlมีความสุข ผิดหวัง บุคคลก็จะลดการกระทำพฤติกรรมนั้นลง และในที่สุดก็ไมlกระทำพฤติกรรมนั้นอีกเลย กฎการเรียนรู[ยlอย 5 กฎ (Five subordinate laws of learning) ซึ่งเปnนกฎที่สนับสนุนกฎหลัก ประกอบด[วย 1. กฎแหlงการแสดงพฤติกรรมตอบสนองหลายรูปแบบ (Multiple responses) เมื่อบุคคลพบสิ่ง เร[า หรือสถานการณfที่เปnนปrญหา บุคคลจะแสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมาหลายรูปแบบไปเรื่อยๆ จนกวlาจะพบ พฤติกรรมที่สามารถแก[ปrญหาได[ถูกต[อง และในการตอบสนองตlอสิ่งเร[าหรือสถานการณfเปnน ปrญหาในครั้งตlอๆ ไป บุคคลจะลดพฤติกรรมที่ไมlถูกต[องออกจนเหลือแตlพฤติกรรมที่ถูกต[องเพียงวิธีเดียว ในที่สุด 2. กฎแหlงการเตรียมพร[อมหรือทัศนคติ (Set of attitude) บุคคลที่มีความพร[อมหรือมีทัศนคติที่ ดีจะ สามารถเรียนรู[และประสบความสำเร็จได[งlายกวlาบุคคลที่ขาดความพร[อมหรือมีทัศนคติที่ไมlดีตlอการ เรียนรู[ฉะนั้นในการเรียนการสอนจึงควรมีการเตรียมความพร[อมและสร[างทัศนคติที่ดีตlอการเรียนให[กับ ผู[เรียน 3. กฎแหlงการเลือกพฤติกรรมตอบสนอง (Law of partial activity) บุคคลจะเลือกแสดง พฤติกรรม ตlางที่เห็นวlาเหมาะสมเพื่อใช[ในการตอบสนองสถานการณfที่เปnนปrญหาและเมื่อค[นพบ
16 พฤติกรรมตอบสนองที่ สามารถแก[ปrญหาได[แล[วก็จะหยุดพฤติกรรมลองผิดลองถูกลง ในบางครั้งวิธีการ แก[ปrญหามีหลายวิธี บุคคลก็จะ เลือกวิธีที่สะดวกและเสียเวลาน[อยที่สุดเข[ามาใช[ 4. กฎแหlงการตอบสนองโดยอาศัยประสบการณfที่มีความคล[ายคลึงหรือเกี่ยวข[องกัน (Law of response analogy) เมื่อบุคคลประสบกับปrญหา บุคคลนั้นมีแนวโน[มที่จะนำเอาประสบการณfจากการ แก[ปrญหาในอดีตที่มีความคล[ายคลึง ใกล[เคียง หรือเกี่ยวข[องกันมาใช[ในการแก[ปrญหา ดังนั้นในการเรียนรู[ หาก เปnนเรื่องที่คล[ายคลึงกับเรื่องที่เรียนมาแล[ว ผู[เรียนจะเรียนรู[ได[ดีและเร็วกวlาเรื่องที่ยังไมlเคยเรียนมา เลย 5. กฎแหlงการถlายโยงจากสิ่งเร[าเกlาไปสูlสิ่งใหมl (Law of association shifting) บุคคลจะเกิด การ เรียนรู[ได[งlานและเร็วขึ้น ถ[าบุคคลนั้นมองเห็นสิ่งเร[าใหมlและสิ่งเร[าที่เคยประสบมามีความสัมพันธfกัน จะทำให[การกระทำสิ่งเร[าใหมlกระทำได[งlายขึ้น เชlน หากผู[เรียนเคยใช[พิมพfดีดมาแล[ว ก็จะเรียนรู[วิธีการ พิมพfจากเครื่อง คอมพิวเตอรfให[เร็วกวlาปกติ เปnนต[น 4. ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบตAอเนื่องของกัทธรี เอ็ดวิน อารf กัทธรี (Edwin R. Guthrie) จุดเริ่มต[นของทฤษฎีการเรียนรู[ของเขา (Guthrie’s contiguous conditioning) มีรากฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู[ของวัตสัน คือการศึกษาผลจากการแสดง ปฏิกิริยาสะท[อนกลับ (Reflex) เน[นถึงการเรียนรู[แบบสัมพันธfจlอเนื่อง ซึ่งตlอมาได[พัฒนาทฤษฎีขิงเขาให[มี เอก ลักษณะของตนมากขึ้น กันธรีเขียนหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาการเรียนรู[ (The psychology of learning) เปnน เรื่องการเรียนรู[จากการวางเงื่อนไขเพื่อให[เกิดความสัมพันธfตlอเนื่องระหวlางสิ่งเร[ากับการ ตอบสนอง (S-R) ซึ่ง ได[รับความนิยมจนกระทั่งปrจจุบัน กันธรีมีความคิดขัดแย[งกับธอรfนไดคf แตlเห็นด[วย กับวัตสันและพาฟลอฟ กันธรีกลlาววlาการเรียนรู[เกิดจากความสัมพันธfตlอเนื่องระหวlางสิ่งเร[ากับการตอบสนอง โดยเกิด จาก การกระทำเพียงครั้งเดียว ไมlต[องลองทำหลายๆ ครั้ง เขาเชื่อวlาเมื่อใดก็ตามที่มีการตอบสนองตlอสิ่ง เร[าแสดงวlา รlางกายเรียนรู[ที่จะตอบสนองตlอสิ่งเร[าที่ปรากฏในขณะนั้นทันที และเปnนการตอบสนองตlอสิ่ง เร[าอยlางสมบูรณfไมlจำเปnนต[องฝßกหัดอีกตlอไป เขาค[านวlาการฝßกในครั้งตlอไปไมlมีผลให[สิ่งเร[าและการ ตอบสนองสัมพันธfกันแนlน แฟูนขึ้นเลย (ซึ่งแนวความคิดนี้ตรงกันข[ามกับแนวคิดของธอรfนไดคf ที่กลlาววlา การเรียนรู[จะเกิดจากการลองผิด ลองถูก โดยกระทำการตอบสนองหลายๆ อยlาง และเมื่อเกิดการเรียนรู[ คือการแก[ปrญหาแล[วจะต[องมีการฝßกหัด ให[กระทำซ้ำบlอยๆ) กันธรีได[สรุปเปnนกฎการเรียนรู[ ดังนี้
17 1. กฎแหlงความตlอเนื่อง (Law of contiguity) เมื่อมีสิ่งเร[ากลุlมหนึ่งที่เกิดพร[อมกับอาการ เคลื่อนไหว เมื่อสิ่งเร[านั้นเกิดขึ้นอีก อาการเคลื่อนไหวก็มีแนวโน[มที่จะเกิดตามมาด[วย เชlน เมื่อมีงูมา ปรากฏตlอหน[า เด็กชาย ก. จะกลัวและวิ่งหนี ทุกครั้งที่เห็นงูเด็กชาย ก. ก็จะกลัวและวิ่งหนีเสมอ เปnนต[น 2. กฎของการกระทำครั้งสุดท[าย (Law of recency) กลlาวคือ ถ[าการเรียนรู[เกิดขึ้นอยlางสมบูรณf จาก การกระทำเพียงครั้งเดียวซึ่งเปnนการกระทำครั้งสุดท[ายในสถานการณfนั้น เมื่อสถานการณfใหมlเกิดขึ้น อีกบุคคล จะทำเหมือนที่เคยได[กระทำในครั้งสุดท[าย ไมlวlาการกระทำครั้งสุดท[ายจะผิดหรือถูกก็ตาม 3. การเรียนรู[เกิดขึ้นได[แม[เพียงครั้งเดียว (One-trial learning) เมื่อมีสิ่งเร[ามากระตุ[น รlางกายจะ แสดงปฏิกิริยาตอบสนองออกมา ถ[าเกิดการเรียนรู[ขึ้นแล[วแม[เพียงครั้งเดียวก็นับวlาได[เรียนรู[แล[ว ไมl จำเปnนต[อง ทำซ๊ำอีก หรือไมlจำเปnนต[องฝßกซ้ำ 4. หลักการจูงใจ (Motivation) ในการทำให[เกิดการเรียนรู[นั้น กัทธรีเน[นการจูงใจมากกวlาการ เสริมแรง ซึ่งมีแนวคิดเชlนเดียวกับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟและวัตสัน 5. ทฤษฎีการเรียนรู*ของฮัลล? กฎการเรียนรู[ของ คลารfก แอล ฮัลลf (Clark L. Hull) สรุปได[ดังนี้ 1. กฎแหlงสมรรถภาพในการตอบสนอง (Law of reactive inhibition) หรือการยับยั้งปฏิกิริยา คือถ[ารlางกายเกิดความเหนื่อยล[า การตอบสนองหรือการเรียนรู[จะลดลง 2. กฎแหlงการลำดับกลุlมนิสัย (Law of habit hierarchy) เมื่อมีสิ่งเร[ามากระตุ[น แตlละคนจะมี การตอบสนองตlางๆ กัน ในระยะแรก การแสดงออกมีลักษณะงlายๆ ตlอเมื่อเรียนรู[มากขึ้นก็สามารถเลือก แสดงการตอบสนองในระดับสูงขึ้น หรือถูกต[องตามมาตรฐานของสังคม 3. กฎแหlงการใกล[จะบรรลุเปูาหมาย (Goal gradient hypothesis) เมื่อผู[เรียนยิ่งใกล[บรรลุ เปûาหมายเทlาใดจะมีสมรรถภาพในการตอบสนองมากขึ้นเทlานั้น การเสริมแรงที่ให[ในเวลาใกล[เคียงเปูา หมายจะชlวยทำให[เกิดการเรียนรู[ได[ดีที่สุด นอกจากนี้ฮัลลfยังกลlาวถึงองคfประกอบตlางๆ ที่จำเปnนในการ เรียนรู[ดังนี้ 1. ความสามารถ (Capacity) ในการเรียนรู[ของแตlละบุคคลที่มีความแตกตlางกัน 2. การจูงใจ (Motivation) คือ การชlวยให[เกิดพฤติกรรมการเรียนรู[ขึ้น โดยการสร[างแรงขับ (Drive) ให[เกิดขึ้นมากๆ ในตัวผู[เรียน 3. การเสริมแรง (Reinforcement) ฮัลลfเน[นวlาการเสริมแรงทำให[เกิดการเรียนรู[ได[ดี และเน[น จำนวนครั้งของการเสริมแรงมากกวlาปริมาณการเสริมแรงที่ให[ในแตlละครั้ง
18 4. ความเข[าใจ (Understanding) การเรียนรู[โดยการสร[างความเข[าใจให[เกิดขึ้นอยlางแท[จริง เมื่อ ไปประสบปrญหาที่คล[ายคลึงกับประสบการณfเดิม ยlอมจะแก[ปrญหาโดยใช[ความเข[าใจได[เปnนผลสำเร็จอยlาง ดียิ่ง 5. การถlายโยงการเรียนรู[ (Transfer of learning) ถ[าการเรียนใหมlคล[ายคลึงกับการเรียนรู[เดิมใน อดีต ผู[เรียนจะสามารถตอบสนองตlอการเรียนรู[ใหมlเหมือนกับการเรียนรู[เดิม 6. การลิม (Forgetting) เมื่อกาลเวลาผlานไปนานๆ และผู[เรียนไมlได[ใช[สิ่งเร[าที่เรียนรู[นั้นบlอยๆ จะ ทำให[เกิดการลืมได 6. ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำของสกินเนอร? เบอรfฮัส เอฟ สกินเนอรf (Burhus F. Skinner) มีแนวคิดค[านกับพาฟลอฟและวัตสันวlาพฤติกรรม การ เรียนรู[ทั้งหลายของมนุษยfนั้นเกิดจากการที่รlางกายเปnนตัวสั่งให[แสดงการกระทำเพื่อตอบสนองสิ่งเร[า หรือ สถานการณfทั้งหลาย ไมlใชlสิ่งเร[าหรือสถานการณfทั้งหลายมากระตุ[นให[รlางกายกระทำ พฤติกรรม เชlนนี้ สกิน เนอรfเรียกวlา พฤติกรรมโอเปอแรนตf (Operant behavior) นอกจากนี้เขายังมีความเห็น สอดคล[องกับแนวคิดของธอรfนไดคfเกี่ยวกับเรื่องของการเสริมแรง โดยเห็นด[วยวlา พฤติกรรมใดๆ ที่มีการ เสริมแรงพฤติกรรมนั้นก็มีแนวโน[มที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีก สlวนพฤติกรรมที่ไมlได[รับการเสริมแรงพฤติกรรมนั้นก็ มีแนวโน[มที่จะลดลงและเลือน หายไปในที่สุด โดยหลักการเรียนรู[สำคัญตามแนวคิดของสกินเนอรf คือเมื่อ ต[องกการให[บุคคลเกิดการเรียนรู[สิ่ง เร[าใดสิ่งเร[าหนึ่ง ควรให[บุคคลนั้นเลือกแสดงพฤติกรรมตlางๆ เองโดย ไมlมีการบอกหรือบังคับ แตlเมื่อใดก็ตามที่ บุคคลแสดงพฤติกรรมการเรียนรู[ตามที่ต[องการ จะต[องมีการ เสริมแรงพฤติกรรมนั้นโดยทันที เพื่อให[บุคคลเกิด การเรียนรู[พฤติกรรมนั้นวlาเปnนพฤติกรรมที่ถูกต[องหรือ แก[ปrญหาได[ถูกต[องแล[ว นอกจากนี้สกินเนอรfยังเปnนผู[คิดค[นบทเรียนแบบสำเร็จรูปหรือการสอนแบบ โปรแกรม (Programmed instruction) และเครื่องชlวยสอน (Teaching machine) ซึ่งมีประโยชนfตlอวง การศึกษาเปnนอยlางมากและนับได[วlาเปnนต[นกำเนิดของมัลติมีเดีย เพื่อการเรียนรู[ในปrจจุบัน ในเรื่องของการเสริมแรงนี้สกินเนอรfได[แบlงการเสริมแรงออกเปnน 2 ประเภท คือ การเสริมแรง ทางบวก (Positive reinforcement) ได[แกl การใช[สิ่งใดสิ่งหนึ่งในการสร[างความพึงพอใจให[กับรlางกาย เมื่อ รlางกายแสดงการกระทำอยlางใดอยlางหนึ่งออกไป เชlน การให[ของขวัญ รางวัล คำชมเชยเมื่อผู[เรียน ตอบ คำถามถูกต[อง เปnนต[น และการเสริมแรงทางลบ (Negative reinforcement) ได[แกl การนำสิ่งที่ สร[างความ ทุกขfและความไมlพึงพอใจให[กับรlางกายออกไป เมื่อรlางกายแสดงการกระทำอยlางหนึ่งอยlางใด ตามต[องการ เชlน เมื่อถึงเวลาใกล[พักเที่ยงและผู[เรียนเริ่มหิวข[าว ผู[สอนถามคำถามและถ[าใครตอบคำถาม ผู[สอนจะให[ไปพัก ทานข[าว การกระทำของผู[สอนเชlนนี้ถือวlาเปnนการเสริมแรงทางลบ เปnนต[น สlวนการ
19 ลงโทษ (Punishment) ซึ่งเปnนคำที่หลายคนสับสนวlาเปnนสิ่งเดียวกับการเสริมแรงทางลบ เพราะการ ลงโทษเปnนการใช[วิธีการใดๆ ก็ตามที่สร[างความทุกขfหรือความไมlพอใจให[กับรlางกายเพื่อทำให[พฤติกรรม ที่ไมlพึงประสงคfลดลง เชlน การ ลงโทษผู[เรียนเมื่อพูดคำหยาบ เปnนต[น สกินเนอรfได[สรุปกฎเกณฑfเกี่ยวกับ กฎความถี่ของพฤติกรรมที่ตามด[วย การเสริมแรงแบบตlางๆ ไว[ 4 ข[อ ดังนี้ 1. การเสริมแรงทางบวก ได[แกl การให[รางวัล ของขวัญ คำชมเชย ฯลฯ จะชlวยเพิ่มความถี่ให[ บุคคล แสดงพฤติกรรมนั้นๆ มากขึ้น 2. การไมlใช[การเสริมแรงทางลบ จะชlวยเพิ่มความถี่ให[บุคคลแสดงพฤติกรรมนั้นๆ มากขึ้นเชlนกัน 3. การเสริมแรงทางลบโดยการลงโทษ จะลดความถี่ของการแสดงพฤติกรรมนั้นๆ ลง 4. พฤติกรรมที่เคยกระทำเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเสริมแรง หากไมlมีการเสริมแรงอยlางตlอเนื่อง พฤติกรรมนั้นๆ จะมีความถี่ลดลง (Extinction) นอกจากนี้ สกินเนอรfยังได[แยกวิธีการเสริมแรงออกเปnน 2 วิธี คือ 1. การให[การเสริมแรงตlอเนื่อง (Continuous reinforcement) เปnนการให[การเสริมแรงทุกครั้ง ที่ผู[เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคfตามที่กำหนดไว[ การเสริมแรงวิธีนี้จะให[ผลดีเฉพาะระยะแรกๆ ของ การ เรียนรู[เทlานั้น แตlเมื่อผlานไประยะหนึ่งตัวเสริมแรงนั้นจะลดประสิทธิภาพลงจนไมlสามรถสร[าง พฤติกรรมการ เรียนรู[ได[เนื่องจากความเคยชิน 2. การให[การเสริมแรงเปnนครั้งคราว (Partial reinforcement) เปnนการให[การเสริมแรงทุกครั้งที่ ผู[เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงคfออกมา ซึ่งเปnนวิธีที่ดีกวlาแบบแรก โดยแยกการเสริมแรงเปnนครั้งคราว ไมl วlาจะเปnนการเสริมแรงตามอัตราสlวนที่แนlนอนหรือไมlแนlนอน เชlน ตอบคำถามถูก 5 ครั้ง 10 ครั้ง จึง จะได[รับ ตามชlวงเวลาที่แนlนอนหรือไมlแนlนอน เชlน ทุก 5 นาที 10 นาที จะได[รับการเสริมแรง 1 ครั้ง หรือ ทุกๆ 1 ถึง 5 นาที จึงจะได[รับการเสริมแรง 1 ครั้ง เปnนต[น การเสริมแรงเปnนครั้งคราวแตlละวิธีนี้ให[ผลตlอการแสดงพฤติกรรมที่ตlางกัน การศึกษาพบวlาการ เสริมแรงตามอัตราสlวนหรือชlวงเวลาที่ไมlแนlนอนจะให[ผลดีกวlาการเสริมแรงแบบตายตัวโดยพฤติกรรมที่ พึง ประสงคfจะเกิดขึ้นในอัตราสูงมากและเกิดขึ้นตlอไปอีกเปnนเวลานานหลังจากที่ไมlได[รับการเสริมแรง และหาก เปรียบเทียบระหวlางการเสริมแรงตามอัตราสlวนกับการเสริมแรงตามชlวงเวลา สกินเนอรfพบวlา แบบตาม อัตราสlวนจะทำให[เกิดพฤติกรรมการเรียนรู[ที่ยาวนานกวlาแบบตามชlวงเวลา
20 ทฤษฎีกลุAมปmญญานิยม ทฤษฎีกลุlมปrญญานิยม (Cognitivism theory) ได[เกิดเมื่อ ประมาณปò 1970 ได[มีนักจิตวิทยา และ นักการศึกษากลุlมใหมlที่เรียกตนเองวlา “นักปrญญานิยม” ซึ่งขยายขยายขอบเขตของแนวคิดที่เน[น ทางด[าน พฤติกรรม ออกไปสูlกระบวนการทางความคิด ซึ่งเปnนกระบวนการภายในสมอง แนวคิดกลุlมนี้ เชื่อวlาการเรียนรู[ของมนุษยfไมlใชlเรื่องของพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการตอบสนองตlอสิ่งเร[าจาก ภายนอกเพียงอยlางเดียว เทlานั้น การเรียนรู[ของมนุษยfมีความซับซ[อนยิ่งไปกวlานั้น การเรียนรู[เปnน กระบวนการทางความคิดที่เกิดจาก การสะสมข[อมูล การสร[างความหมาย และความสัมพันธfของข[อมูล และการดึงข[อมูลออกมาใช[ในการกระทำ และการแก[ปrญหาตlางๆ การเรียนรู[เปnนกระบวนการทาง สติปrญญาของมนุษยfในการที่จะสร[างความรู[ความ เข[าใจให[แกlตนเอง แนวคิดพื้นฐานทฤษฎีกลุlมปrญญานิยม พฤติกรรมของมนุษยfนั้น ไมlเหมือนกับผ[าขาวที่อยาก เปลี่ยนเปnนสีอะไรก็สามารถย[อมสีได[ แตlเปnนสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในตัวมนุษยf การเรียนรู[เปnนผลของ กระบวนการคิด ความเข[าใจ การรับรู[สิ่งเร[าที่มากระตุ[น ผสมผสานกับประสบการณfในอดีตที่ผlานมาของ บุคคล ทำให[เกิดการเรียนรู[ขึ้น นักทฤษฎีกลุlมนี้กลlาววlาบุคคลแตlละคนจะมีโครงสร[างความรู[หรือโครงสร[างทางปrญญา (Schema) ภายในที่มีลักษณะเปnนโหนด (Node) หรือกลุlมที่มีการเชื่อมโยงกันอยูl การที่มนุษยfจะรับรู[อะไร ใหมlๆ นั้น มนุษยfจะนำความรู[ที่เพิ่งได[รับซึ่งอยูlในรูปแบบความจำชั่วคราว (Short – term memory) นั้น ไปเชื่อมโยงกับ กลุlมความรู[ที่มีอยูlเดิม (Prior knowledge) เกิดเปnนความรู[หรือความจำถาวร (Long – term memory) ซึ่ง การผสมผสานระหวlางสิ่งที่ได[รับในปrจจุบันกับประสบการณfในอดีต จำเปnนต[องอาศัย กระบวนการทางปrญญา (Cognitive process) เข[ามามีอิทธิพลในการเรียนรู[ด[วย ทฤษฎีกลุlมนี้จึงเน[น กระบวนการทางปrญญา เชlน การ รับรู[ การระลึกหรือจำได[ การคิดอยlางมีเหตุผล การตัดสินใจ การ แก[ปrญหา การสร[างจินตนาการ เปnนต[น มากกวlาการวางเงื่อนไขเพื่อให[เกิดพฤติกรรม รวมทั้งให[ ความสำคัญกับความแตกตlางระหวlางบุคคล 1. ทฤษฎีการเรียนรู*โดยการหยั่งเห็นของโคร?เลอร? โวรfฟกัง โคหfเลอรf (Wolfgang Kohler) เปnนสมาชิกหลักของนักจิตวิทยากลุlมเกลตัลทf (Gestalt psychology) ซึ่งเปnนกลุlมสำคัญของทฤษฎีกลุlมปrญญานิยม การทดลองของเขาเพื่อต[องการพิสูจนfวlาการ เรียนรู[เกิดจากการหยั่งเห็น (Insight) และต[องการนำผลการทดลองมาคัดค[านแนวคิดของธอรfนไดคfที่วlา การ เรียนรู[เกิดขึ้นจากความบังเอิญในการลองผิดลองถูกที่ได[รับการเสริมแรง โดยไมlได[เกิดจากการใช[ สมองในการ จัดระเบียบแบบแผนและวิธีการแก[ปrญหาแตlอยlางใด
21 การทดลองของโคหfเลอรfเปnนการนำลิงชิมแพนซีชื่อ สุลตlาน (Siulatan) ที่เขาเลี้ยงไว[ตั้งแตlเกิดมา เปnน ตัวทดลอง โดยในการเลี้ยงดูโคหfเลอรfได[ให[ประสบการณfหลายอยlางแกlสุลตlาน เชlน การใช[ไม[สอย ผลไม[ให[ดูการเอาโต∂ะเก[าอี้มาตlอกันเพื่อปòนไปหยิบไม[ เปnนต[น ในขั้นตอนของการทดลองโคหfเลอรfนำ สุลตlานที่กำลังหิวจัด ขังไว[ในกรง โดยมีกล[วยแขวนลlออยูlหlางจากกรงมากจนเอื้อมไมlถึง ภายในกรงมีทlอน ไม[ยาวพอที่จะสอยกล[วย ถึงวางไว[ปรากฏวlาสุลตlานพยายามหาทางออกจากกรงเพื่อกินกล[วยด[วยวิธีตlางๆ เชlน เอื้อมมือออกนอกกรง เขยlาประตูกรง เปnนต[น เมื่อไมlได[ผลมันจึงหยุดนั่งพักสักครูl จากนั้นโคหfเลอรf สังเกตเห็นสุลตlานมองไปที่ไม[และ หันไปมองกล[วยที่แขวนอยูl สักพักหนึ่งปรากฏวlาสุลตlานลุกขึ้นหยิบไม[ มาสอยกล[วย และสามารถนำเอากล[วยมา กินได[สำเร็จ ตlอมาโคหfเลอรfได[ทำการทดลองเพื่อพิสูจนfอีก 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 เปลี่ยนจากไม[ยาวมาเปnนไม[หลายทlอนที่สามารถนำมาตlอกันได[ ปรากฏหลังจากที่ สุลตlานล[มเหลวจากการพยายามใช[ไม[แตlละทlอนสอย กล[วย ในที่สุดหลังจากที่นิ่งไปสักครูlสุลตlานก็ สามารถนำไม[มาตlอเพื่อสอยกล[วยมากินได[ ครั้งที่ 3 โคหfเลอรfเปลี่ยนเปnนนำกล[วยมาใสlไว[ในกรงแตlแขวน ไว[สูงเกินที่สุลตlานจะเอื้อมได[ และนำลังไม[ 1 ใบ ใสlเข[าไปด[วย ซึ่ง สุลตlานก็สามารถนำลังมาวางใน ตำแหนlงใต[กล[วยและสามารถป¨นขึ้นไปยืนบนลังเพื่อหยิบกล[วยมากินได[ ครั้ง สุดท[ายโคหfเลอรfแขวนกล[วย ให[สูงขึ้นไปอีกและนำลังใสlไว[ 3 ใบในกรง ปรากฏวlาหลังจากสุลตlานใช[ลัง 1 ใบมา38 วางไว[เพื่อปòนไปหยิบ กล[วยแตlไมlสำเร็จเพราะความสูงไมlถึง สุลตlานก็นำลังใบที่ 2 มาตlอซึ่งไมlสำเร็จอีก จนเมื่อ มันหยิบลังใบที่ 3 มาตlอ คราวนี้สุลตlานสามารถปòนไปหยิบกล[วยมากินได[สำเร็จ การทดลองทั้งสี่ครั้งนี้ โคหfเลอรfอธิบายวlาการที่สุลตlานสามารถแก[ปrญหาทั้งสี่ครั้งได[สำเร็จนั้นเปnน เพราะสุลตlานเกิดการหยั่งเห็นวิธีการที่จะนำกล[วยลงมากิน โดยเขาสังเกตวlาทุกครั้งเมื่อเกิดปrญหาสุลตlาน จะ หยุดคิดเพื่อแก[ปrญหา ซึ่งไมlใชlเปnนการลองผิดลองถูก แตlเปnนเพราะสุลตlานเกิดความเข[าใจ ความสัมพันธfของสิ่ง เร[าเปnนภาพรวม เชlน ความสัมพันธfระหวlางการเอื้อมมือกับไม[ ไม[กับกล[วย ลังกับ กล[วย จากนั้นนำ ประสบการณfเดิมที่โคหfเลอรfเคยแสดงให[ดูมาชlวยให[ค[นพบวิธีแก[ปrญหานั้นด[วยตนเอง อยlางทันทีทันใด จนกระทั่งสามารถนำกล[วยมากินได[เปnนผลสำเร็จ แสดงวlาสุลตlานเกิดการเรียนรู[วิธีการ นำกล[วยลงมากินได[โดย การหยั่งเห็นแล[ว จากการทดลองของโคหfเลอรf สามารถสรุปเปnนหลักการเรียนรู[ (เติมศักดิ์ คทวณิช, 2556) ดังนี้ 1. การหยั่งเห็นจะเกิดขึ้นโดยทันทีทันใดแบบฉับพลันและสมบูรณfในตัว ไมlได[เกิดขึ้นทีละเล็กละ น[อย 2. การจูงใจเปnนสิ่งสำคัญที่จะชlวยเพิ่มประสิทธิภาพของการรับรู[ เชlน ความหิว ความสนใจ เปnน ต[น
22 3. การหยั่งเห็นเกิดจากการที่บุคคลสามารถรับรู[ความสัมพันธfของสิ่งเร[าเปnนภาพรวมกับ พฤติกรรม ความสัมพันธfของสิ่งเร[าทั้งหลาย ไมlใชlตอบสนองสิ่งเร[าใดสิ่งเร[าหนึ่งเพียงอยlางเดียว เชlน สุลตlานแสดง พฤติกรรมตอบสนองซึ่งเปnนความสัมพันธfระหวlางการเอื้อมมือกับการใช[ไม[ในมือเขี่ยกล[วยลง มา เปnนต[น 4. ประสบการณfหรือความรู[เดิมจะเปnนปrจจัยสำคัญที่ชlวยให[เกิดการหยั่งเห็นถึงวิธีการในการ แก[ปrญหาขึ้นในตัวบุคคล ดังนั้นบุคคลที่มีประสบการณfเดิมอยูlมาก ยlอมจะเกิดการหยั่งเห็นได[งlายกวlาผู[ที่มี ประสบการณfน[อยหรือไมlมีเลย 5. อุปสรรคในการเกิดการหยั่งเห็นในตัวบุคคลเกิดจากขาดจากการจูงใจที่ดีพอ หรือสิ่งเร[าที่เปnน สlวนประกอบในปrญหานั้นกระจายเกินไปจนบุคคลไมlสามารถเข[าใจความสัมพันธfในภาพรวมของสิ่งเร[านั้น รวมทั้งการขาดประสบการณfเดิมด[วย เปnนต[น 2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปmญญาของเพียเจต? ณองคf เพียเจตf (Jean Piaget) เขาได[ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการทางด[านสติปrญญาของเด็กวlามี ขั้นตอนหรือกระบวนการอยlางไร เขาอธิบายวlาการเรียนรู[ของเด็กเปnนไปตามพัฒนาการทางสติปrญญา ซึ่ง จะมีการพัฒนาการไปตามวัยตlางๆ เปnนลำดับขั้น พัฒนาการเปnนสิ่งที่เปnนไปตามธรรมชาติ ไมlควรที่จะเรlง เด็กให[ข[ามจากพัฒนาการขั้นหนึ่งไปสูlอีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให[เกิดผลเสียแกlเด็ก แตlการจัด ประสบการณfสlงเสริม พัฒนาการของเด็กในชlวงที่กำลังพัฒนาไปสูlขั้นที่สูงกวlา สามารถชlวยให[เด็กพัฒนา ไปอยlางรวดเร็ว อยlางไรก็39 ตามเพียเจตfเน[นความสำคัญของการเข[าใจธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็ก มากกวlาการกระตุ[นเด็กให[มีพัฒนาการเร็วขึ้น เพียเจตfกลlาววlาพัฒนาการทางสติปrญญาของบุคคลเปnนไปตามวัยตlางๆ ตามลำดับดังนี้ 1. ขั้นรับรู[ด[วยประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensory motor operation stage) เปnนขั้น พัฒนาการตั้งแตlแรกเกิดจนถึง 2 ปò เปnนวัยเด็กที่เด็กเริ่มเรียนรู[โดยอาศัยประสามสัมผัสและการเคลื่อนไหว ของ รlางกายเพื่อตอบสนองสิ่งแวดล[อม ยิ่งเด็กใช[ประสามสัมผัสกับสิ่งแวดล[อมได[มากเทlาใดก็จะชlวย พัฒนา สติปrญญาของเด็กได[มากขึ้นด[วย เด็กในวัยนี้จะยึดตัวเองเปnนศูนยfกลางและยังไมlสามารถเข[าใจ ความคิดของ ผู[อื่น 2. ขั้นกlอนปฏิบัติการคิด (Pre-operation stage) เปnนขั้นการพัฒนาการในชlวงอายุ 2-7 ปò ความคิด ของเด็กวัยนี้ยังขึ้นอยูlกับการเรียนรู[เปnนสlวนใหญl ยังไมlสามารถที่จะใช[เหตุผลอยlางลึกซึ้ง แตl สามารถเรียนรู[และ ใช[สัญลักษณfได[ เริ่มมีพัฒนาการด[านการใช[ภาษาเปnนรูปประโยค รู[จักคำวlาเพิ่มขึ้น คิด สิ่งตlางๆ ในใจได[
23 3. ขั้นการคิดอยlางมีเหตุผลและเปnนรูปธรรม (Concrete operation stage) เปnนขั้นการ พัฒนาการ ในชlวงอายุ 7-11 ปò เด็กในวัยนี้มีพัฒนาการทางสติปrญญาที่สูงกวlาขั้นที่ 2 มาก เพราะสามารถ ใช[เพียงเหตุผล ในการตัดสินใจในปrญญาตlางๆ ได[ดี มีความเข[าใจเกี่ยวกับการคงสภาพปริมาณของสสาร สามารถใจจินตณาการ ในความคิดของตน สามารถเปรียบเทียบหรือจัดสิ่งตlางๆ รอบตัวให[เปnนหมวดหมูl ได[ สามารถเรียงลำดับสิ่งที่มีคุณสมบัติที่แตกตlางกันได[ รวมทั้งสามารถคิดย[อนกลับไปมาได[ 4. ขั้นการคิดอยlางมีเหตุผลและเปnนนามธรรม (Formal operation stage) เปnนขั้นการ พัฒนาการ ตั้งแตl 12 ปòจนถึงวัยผู[ใหญl เปnนระยะที่พัฒนาการทางสติปrญญาถึงสูงสุด เด็กจะเริ่มคิดได[แบบ ผู[ใหญl สามารถ เข[าใจสิ่งที่เปnนนามธรรมได[ คิดตั้งสมมุติฐานและสร[างทฤษฎีแบบนักวิทยาศาสตรfได[ เปnน ตัวของตัวเอง ต[องการ ความอิสระ ได[ยึดตนเองเปnนศูนยfกลาง รู[จักการใช[เหตุผลของตนในการทำความ เข[าใจและตัดสินสิ่งตlางๆ และ คิดย[อนกลับไปมาได[อยlางมีประสิทธิภาพ จากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปrญญา เพียเจตfได[นำเสนอหลักการเรียนรู[สำหรับเด็ก ดังนี้ 1. การจัดการศึกษาสำหรับเด็ก ควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปrญญาของเด็กและจัด ประสบการณfให[เด็กอยlางเหมาะสมกับพัฒนาการนั้น ไมlควรบังคับให[เด็กเรียนในสิ่งที่ยังไมlพร[อมหรือยาก เกินพัฒนาการตามวัย ของตน เพราะจะกlอให[เกิดเจตคติที่ไมlดีได[ 2. การเปäดโอกาสให[เด็กได[รับประสบการณfและมีปฏิสัมพันธfกับสิ่งแวดล[อมมากๆ เปnนการ สlงเสริม พัฒนาการทางสติปrญญาของเด็ก 3. การให[ความสนใจและสังเกตเด็กอยlางใกล[ชิด จะชlวยให[ได[ทราบลักษณะเฉพาะตัวของเด็ก 4. การสอนเด็กควรเริ่มจากสิ่งที่เด็กคุ[นเคยหรือมีประสบการณfมากlอน แล[วจึงเสนอสิ่งใหมlที่มี ความสัมพันธfกับสิ่งเกlา การกระทำเชlนนี้ชlวยให[กระบวนการเรียนรู[ของเด็กเปnนไปด[วยดี 5. เด็กจะรับรู[สlวนรวม (Whole) ได[ดีกวlาสlวนยlอย (Part) ดังนั้นผู[สอนจึงควรสอนภาพรวมกlอน แล[ว จึงแยกสอนทีละสlวน 3. ทฤษฎีการเรียนรู*โดยการค*นพบของบรูเนอร? เจอรfโรม บรูเนอรf (Jerome Bruner) มีความสนใจเรื่องการพัฒนาการทางสติปrญญาตlอเนื่องจาก เพีย เจตf เขาเห็นด[วยกับแนวคิดของเพียเจตfที่วlามนุษยfเรามีโครงสร[างทางปrญญา (Cognitive structure) ซึ่งเปnน การบวนการทางมองในการรับประสบการณf เรื่องราวและข[อมูลตlางๆ เข[ามาเก็บสะสมรวมเข[าไว[ มาตั้งแตlเกิด โดยในวัยเด็กจะมีโครงสร[างทางปrญญาที่ไมlซับซ[อน เมื่อมีปฏิสัมพันธfกับสิ่งแวดล[อมจะทำให[ โครงสร[างทาง ปrญญาขยายและซับซ[อนเพิ่มขึ้น บรูเนอรfได[แบlงพัฒนาการทางสติปrญญาและการคิดของ มนุษยfออกเปnน 3 ขั้น คือ
24 1. ขั้นแสดงออกด[วยการกระทำ (Enactive stage) เปรียบได[กับขั้นรับรู[ด[วยประสาทสัมผัสและ การ เคลื่อนไหวของเพียเจตf เปnนขั้นที่เด็กเรียนรู[จากการกระทำ (Learning by doing) มากที่สุด 2. ขั้นสร[างภาพแทนใจ (Iconic stage) ขั้นนี้เปรียบเทียบได[กับขั้นกlอนปฏิบัติการคิดของเพียเจตf ซึ่ง จะครอบคลุมขึ้นกlอนปฏิบัติการคิดและขั้นนึกออกเอง โดยไมlต[องใช[เหตุผล (Intuitive thought) ใน วัยนี้เด็ก เกี่ยวข[องกับความจริงมากขึ้น เขาจะเกิดความคิดจากการรับรู[เปnนสlวนใหญl อาจมีจินตนาการ บ[างแตlยังไมlสามารถคิดได[ลึกซึ้ง เหมือนขั้นปฏิบัติการคิดด[วยรูปธรรมของเพียเจตf 3. ขั้นใช[สัญลักษณf (Symbolic stage) เปnนพัฒนาการขั้นสูงสุดของบรูเนอรf เปรียบได[กับขั้นตอน คิด อยlางมีเหตุผลและเปnนรูปธรรมของเพียเจตf ขั้นนี้เด็กสามารถจะเข[าใจความสัมพันธfของสิ่งของสามารถ เกิด ความคิดรวบยอดในสิ่งตlางๆ ที่ซับซ[อนได[มากขึ้นด[วยการจัดระเบียบโครงรlางตlางๆ ขึ้นมาด[วยตนเอง บรูเนอรfกลlาววlา หน[าที่ของผู[สอนคือการจัดสภาพแวดล[อมที่ชlวยเอื้อตlอการขยายโครงสร[างทาง ปrญญาของผู[เรียน เขาเชื่อวlา ผู[สอนสามารถชlวยพัฒนาให[ผู[เรียนเกิดความพร[อมได[โดยไมlต[องรอเวลา ซึ่ง สามารถที่จะสอนได[ในทุกชlวงของอายุ บรูเนอรfยังเชื่อวlา การเรียนรู[จะเกิดขึ้นเมื่อผู[เรียนได[มีปฏิสัมพันธfกับ สิ่งแวดล[อมซึ่งนำไปสู[การค[นพบและการแก[ปrญหา โดยเรียกวlา การเรียนรู[โดยวิธีการค[นพบ (Discovery approach) ผู[เรียนจะประมวลข[อมูลขlาวสารจากการมีปฏิสัมพันธfกับสิ่งแวดล[อม และจะรับรู[สิ่งที่ตนเอง เลือก หรือสิ่งที่ใสlใจ สนใจ การเรียนรู[แบบนี้จะชlวยให[ผู[เรียนเกิดการค[นพบความรู[ด[วยตนเองเนื่องจาก ผู[เรียนมีความรู[อยากเห็น ซึ่งจะเปnนแรงผลักดันที่ทำให[สำรวจสิ่งแวดล[อมและทำให[เกิดการเรียนรู[ขึ้น การเรียนรู[โดยการค[นพบนี้ เปnนการเรียนรู[ที่ผู[เรียนได[รับการสนับสนุนให[เรียนรู[ด[วยตนเอง โดย ผู[สอน ผู[สอนคอยให[การสนับสนุนผู[เรียนให[รู[จักคิดอยlางมีเหตุผล และนำไปสูlการค[นคว[าทดลอง เพื่อให[ เกิดความรู[ความเข[าใจและเกิดความคิดรวบยอดในสิ่งที่เรียน ได[ค[นพบกฎหรือความจริงตlางๆ ด[วยตนเอง แนวทางการ จัดการเรียนการสอนเพื่อให[ผู[เรียนได[เรียนรู[โดยการค[นพบ ก็คือการใช[วิธีสอนแบบอุปนัย (Induction teaching) นั้นเองโดยผู[สอนผู[สอนจะเริ่มต[นจากจุดใดจุดหนึ่งที่ผู[เรียนสนใจ แล[วให[ผู[เรียน แสวงหาความรู[หรือ ทำการทดลองจนได[ข[อสรุป หรือได[คำตอบที่ถูกต[องด[วยตนเอง ยกตัวอยlางเชlน การ ตั้งคำถามวlา ถ[านำจานไป ครอบต[นหญ[าในสนามไว[เปnนเวลา 1 สัปดาหf ต[นหญ[าที่ถูกจานครอบเอาไว[จะ เปnนอยlางไร หลักจากนั้นให[ผู[เรียนได[ศึกษาทดลองจนได[คำตอบวlา ต[นหญ[าจะมีสีซีดลงจนเกือบเปnนสีขาว จึงสรุปออกมาเปnนเรื่องราวการ สังเคราะหfแสงของพืชโดยใช[แสงแดด เปnนต[น (วรรณี ลิมอักษร, 2551) บรูเนอรfได[สรุปข[อดีและข[อจำกัดของการจัดการเรียนรู[โดยการค[นพบ ดังนี้ (พรรณี ช.เจนจิต, 2528 อ[างถึง วรรณี ลิมอักษร, 2551) 1. การเรียนรู[โดยการค[นพบจะชlวยฝßกทักษะการสังเกตและพัฒนาความคิดของผู[เรียนโดยเฉพาะ การ คิดที่มีเหตุผลและสมเหตุสมผล
25 2. ผู[เรียนจะจดจำสิ่งที่เรียนรู[โดยการค[นพบได[นาน และเรียนรู[จากประสบการณfตรง 3. การเรียนรู[โดยการค[นพบเปnนการเรียนรู[ที่เกิดจากแรงจูงใจภายใน เรียนเพื่อรู[ และทำให[ผู[เรียน เกิด ความภูมิใจในตนเองที่สามารถค[นพบคำตอบที่ถูกต[องได[ 4. ไมlสามารถใช[การเรียนรู[โดยการค[นพบได[ในทุกแขนงวิชา โดยเฉพาะวิชาที่เสี่ยงตlออันตราย หรือ วิชาที่เกี่ยวข[องกับเหตุการณfที่ผlานมานานแล[ว เชlน วิชาประวัติศาสตรf เปnนต[น 5. เนื่องจากต[องให[ผู[เรียนค[นพบตัวเอง ดังนั้นการเรียนรู[วิธีนี้จะเปnนต[องใช[เวลามากกวlาการเรียนรู[ ด[วยวิธีอื่น 4. ทฤษฎีการเรียนรู*อยAางมีความหมายของออซูเบล ทฤษฎีของออซูเบลเน[นความสำคัญของการเรียนรู[อยlางมีความเข[าใจและมีความหมาย เขาเชื่อวlา การ เรียนรู[จะมีความหมายแก[ผู[เรียนหากการเรียนรู[นั้นตัวผู[เรียนเองสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รู[ มากlอน การที่สอนอธิบายสิ่งที่จะต[องเรียนรู[ให[ทราบและผู[เรียนรับฟrงด[วยความเข[าใจ โดยผู[เรียนเห็น ความสัมพันธfของ สิ่งที่เรียนรู[กับโครงสร[างทางปrญญาที่เก็บไว[ในความทรงจำและสามารถนำมาใช[ใน อนาคต สิ่งนี้เรียกวlาการ เรียนรู[อยlางมีความหมาย ออซูเบล ได[กลlาวถึงลักษณะของการเชื่อมโยงความรู[ใหมlเข[ากับความรู[หรือประสบการณfเดิมที่ ผู[เรียน มีอยูlแล[วเข[าด[วยกันใน 4 ลักษณะ ดังนี้ (สุกรี รอดโพธิ์ทอง, 2546) 1. Derivative subsumption เปnนการเชื่อมโยงความรู[ใหมlกับหลักเกณฑfหรือกฎเกณฑfที่เคย เรียน มาแล[ว จากนั้นเกิดการซึมซับในกระบวนการคิด ทำให[เกิดการเรียนรู[อยlางมีความหมาย เชlน ผู[เรียน ได[เรียนรู[มาวlาสิ่งของที่เบาจะลอยอยูlในอากาศได[ เมื่อผู[เรียนเห็นใบไม[รlวงจากต[นไม[ ใบไม[บางใบหลlนช[า บางใบหลlนเร็ว กวlา ผู[เรียนจะนำกฎเกณฑfที่เคยเรียนมาแล[วเพื่อทำความเข[าใจวlา ใบที่หลlนช[านlาจะมี น้ำหนักน[อยกวlาหรือ แห[งกวlาใบที่หลlนเร็ว เปnนต[น 2. Correlative subsumption เปnนการเรียนรู[ที่เกิดจากการขยายความหรือปรับความรู[เดิมให[มี ความสัมพันธfกับความรู[ใหมl เชlน ผู[เรียนเคยรู[วlา 2 บวกกัน 5 ครั้งมีคlาเทlากับ 2x5 ดังนั้น จึงรู[วlา 9 บวก กัน 6 ครั้ง จะมีคlาเทlากับ 6x9 เปnนต[น 3. Superordinate learning เปnนการเรียนรู[โดยการจัดกลุlมซึ่งได[เรียนรู[เข[าใจไว[ด[วยกัน เชlน การ จัด กลุlมสีตlางๆ ภายใต[ สี หรือจัดกลุlมสัตวfตlางๆ ภายใต[สัตวfบก สัตวfน้ำ เปnนต[น 4. Combinatorial learning เปnนการเรียนรู[ที่ผสมผสานความรู[เชิงกฎเกณฑfคณิตศาสตรfและ วิทยาศาสตรfเข[าด[วยกัน แล[วประมวลเปnนความรู[ใหมl ความรู[ลักษณะนี้เปnนรูปแบบที่ออซูเบลเรียกวlา ความรู[แบบค[นพบอยlางมีความหมาย (Meaning discovery learning)
26 5. ทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ ทฤษฎีนี้มุlงอธิบายเกี่ยวกับการได[มาซึ่งความรู[ (Acquire) การสะสมความรู[ (Store) การระลึกได[ (Recall) ตลอดจนการใช[ขlาวสารข[อมูล หรือกลlาวได[วlาเปnนทฤษฎีที่พยายามอธิบายให[เข[าวlา มนุษยfจะมี วิธีการ รับขlาวสารหรือความรู[ใหมlอยlางไร เมื่อรับมาแล[วจะมีวิธีการประมวลข[อมูลขlาวสารและเก็บสะสม ไว[ในลักษณธ ใด ตลอดจนจะสามารถดึงความรู[นั้นมาใช[ได[อยlางไร เฮอรfเบิรfท จอหfน ตลอสไมเออรf (Herbert John Klausmeier) ได[อธิบายการเรียนรู[ของมนุษยf โดย เปรียบเทียบการทำงานของสมองกับการทำงานของคอมพิวเตอรf ซึ่งมีขั้นตอนคือ การรับข[อมูล (Input) การ เข[ารหัส (Encoding) และการสlงออกข[อมูล (Output) ซึ่งหากอธิบายตามหลักการของ ทฤษฎีการประมวล สารสนเทศนั้น สามารถแบlงกระบวนการประมวลผลสารสนเทศของมนุษยfออกเปnน 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การรับรู[ (Sensory register) เมื่อมีสิ่งเร[ามากระทบกับประสามสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษยf คือ หู ตา จมูก ผิวหนัง และลิ้น ข[อมูลหรือประสบการณfที่รับมานั้นจะถูกบันทึกอยูlในเวลาเพียงไมlกี่วินาทีเพียง เพื่อให[ได[ตัดสินใจวlาเราควรจะให[ความสนใจและบันทึกไว[ในความจำระยะสั้นตlอไปหรือไมl ตัวอยlางเชlน ในขณะที่เรียน อยูlในชั้นเรียน ผู[สอน กระดานชอลfก หนังสือเรียน สื่อการเรียนการสอน ตลอดจน พฤติกรรมตlางๆ ของเพื่อน ผู[เรียน ถือเปnนสิ่งเร[าตlางๆ ที่เรารับรู[ ถึงแม[วlาสิ่งเร[าพวกนี้จะผlานกระบวนการ รับรู[ทุกอยlางก็ตาม แตlมีเพียงแตlสิ่งเร[าที่ผู[เรียนใสlใจที่จะรับรู[เทlานั้น ที่จะคงอยูlนานพอที่จะนำไปบันทึก หรือแปรรูปเก็บไว[ในความจำระยะสั้น และความจำระยะยาวตlอไป กระบวนการที่ข[อมูลจะถูกนำเข[าไป เก็บไว[ในความจำระยะสั้น เรียกวlา การรู[จัก (Recognition) และการใสlใจ (Attention) 2. ความจำระยะสั้น (Short-term memory) หากการรับรู[มีความสำคัญหรือนlาสนใจ ก็จะถlาย โยง จากสlวนรับรูไปยังสlวนของความจำระยะสั้นหรือความจำชั่วคราว ซึ่งความจำที่ถูกบันทึกไว[ในความจำ ระยะสั้น นั้นมีความจำกัดทั้งด[านปริมาณและระยะเวลา เชlน ผู[ใหญlมีความจำในขณะทำงานได[เพียง 7 อยlาง และ ชlวงเวลาที่สามารถจำได[เพียง 15-30 วินาที ซึ่งวิธีการที่จะชlวยเพิ่มความจำให[งlายขึ้นหรือจำได[ นานขึ้น คือ การ ทำซ๊ำ เชlน การทlองเบอรfโทรศัพทfหลายครั้ง หรือการจัดแบlงกลุlม (Chunking) เชlน แบlง เบอรfโทรศัพทfออกเปnน 2-3 ชุดตัวเลข เปnนต[น 3. ความจำระยายาว (Long-term memory) ข[อมูลที่บันทึกไว[ในความจำระยะสั้น ถ[าต[องการ ดึง ออกมาใช[ในภายหลังได[นั้น ข[อมูลดังกลlาวจะต[องผlานกระบวนการประมวลผลและเปลี่ยนแปลงจาก ความจำ ระยะสั้นไปสูlความจำระยะยาวหรือความจำถาวร ซึ่งแนวทางที่ใช[ได[แกl
27 1.) การทำหรือทlองซ้ำ (Rehearsal) ซึ่งแม[จะเปnนแนวทาวทางของการสร[างความจำ ระยะ สั้นแตlก็สามารถใช[กับการสร[างความจำระยะยาวได[ เชlน การทlองสูตรคูณ ซึ่งเปnนทlองจำที่ ไมlต[องใช[ความคิด 2.) กระบวนการขยายความคิด (Elaborative process) คือ การสร[างความสัมพันธfหรือ การเชื่อมโยงระหวlางสิ่งที่จะเรียนรู[ใหมlหรือข[อมูลใหมl กับความรู[เดิมของผู[เรียนที่เก็บไว[ใน ความจำระยะยาว ซึ่งจะชlวยในการเรียนรู[อยlางมีความหมาย (Meaningful learning) ทฤษฎีกลุAมคอนสตรัคติวิสต? ทฤษฎีการเรียนรู[กลุlมคอนสตรัคติวิสตf (Constructivism theory) แตกแขนงมากจาก นักจิตวิทยา และนักการศึกษาในกลุlมปrญญานิยมที่เชื่อวlามนุษยfสามารถคิดวิเคราะหfแยกแยะและอธิบาย สิ่งตlางๆ ในโลกนี้ตามที่ตนเองสร[างขึ้น และผู[เรียนเปnนผู[สร[างองคfความรู[ซึ่งไมlมีขอบเขตจำกัด มนุษยf สามารถเรียนรู[จากการ สังเกต การรวบรวม และการจัดการตามพื้นฐานความรู[ของแตlละคน นักทฤษฎี กลุlมนี้เชื่อวlา การสอนไมl สามารถใช[ในการสร[างความรู[ ผู[สอนจะไมlสามารถระบุหรือคาดหวังผลลัพธf ทางการเรียนได[เหมือนกันทุกคน โดยทฤษฎีกลุlมคอนสตัคติวิสตfนี้ สามารถแบlงออกเปnน 2 กลุlมใหญlๆ คือ Cognitive constructivism และ Social constructivism แนวความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู[ กลุlมคอนสตรัคติวิสตfคือการที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได[ลงมือ ลงมือกระทำหรือสร[างสรรคfความหมายจาก ประสบการณfของตน องคfความรู[จะถูกสร[างขึ้นโดยคนผู[นั้นเอง ผlานชุดของประสบการณfตlางๆ ที่มี ลักษณะเฉพาะตนและมีความแตกตlางกันไปในแตlละคน โดยสรุปแล[วกลุlม คอนสตัคติวิสตfมีหลักการใหญlๆ 4 ประการ (ใจทิพยf ณ สงขลา, 2550) คือ 1. ความรู[ใดๆ ไมlสามารถเห็นได[คงที่อยlางที่เปnนอยูl ความรู[ของบุคคลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได[รับ อิทธิพลจากความรู[ที่มีมาอยูlกlอน ความรู[ที่มีมากlอนนี้เปnนตัวแปรสำคัญทำให[ความรู[ใหมlนั้นถูกเข[าใจ แตกตlาง กันไปในแตlละบุคคล 2. การสร[างความรู[ เปnนกระบวนการคงความสมดุลของปrญญา ระหวlางความรู[เกlากับ ประสบการณfใหมlจากสิ่งแวดล[อม เมื่อบุคคลได[รับรู[สิ่งใดที่ตรงข[ามขัดแย[งกับความรู[ที่มีมาอยูlกlอนเกิด ขาดความสมดุล และ พยายามปรับสิ่งที่รับรู[ใหมlนั้นเข[ากับสิ่งที่มีอยูlกlอน 3. กระบวนการสร[างความรู[มี2 แนวคิด คือ กระบวนการสร[างความรู[จากตัวตนของบุคคลนั้นเอง และกระบวนการสร[างความรู[โดยสังคม แนวคิดทั้งสองนี้อธิบายตัวอยlาง เชlน เด็กที่ถูกเลี้ยงดูจาก ครอบครัว หนึ่งๆ อาจมีความเหมือนหรือแตกตlางจากครอบครัวได[
28 4. ผู[สอนจะต[องเปลี่ยนแปลงความคิดจากการถlายทอดความรู[ให[กับผู[เรียนด[วยตำราหรือการจัด หลักสูตรใดๆ ด[วยการเชื่อมโยงหลักสูตรให[ผู[เรียนตามความรู[และความเข[าใจของผู[เรียน 1. คอนสตรัคติวิสต?เชิงปmญญา เปnนทฤษฎีการเรียนรู[ที่มีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปrญญาของเพียเจตf ทฤษฎีนี้ถือ วlา ผู[เรียนเปnนผู[กระทำ (Active) และเปnนผู[สร[างความรู[ขึ้นในใจเอง ปฏิสัมพันธfทางสังคมมีบทบาทในการ กlอให[เกิดความไมlสมดุลทางปrญญาขึ้น เปnนเหตุให[ผู[เรียนปรับความเข[าใจเดิมที่มีอยูlให[เข[ากับข[อมูลขlาวสาร ใหมl จนกระทั่งเกิดภาวะสมดุลทางปrญญาหรือเกิดความรู[ใหมlขึ้น (Fowler, 1994 และ Green et al., 1996 อ[างถึง ใน สุรางคf โค[วตระกูล, 2545) เพียเจตfเชื่อวlาคนเราทุกคนตั้งแตlเกิดมาพร[อมที่จะมีปฏิสัมพันธfกับสิ่งแวดล[อม โดยที่มนุษยfเรำมี แนวโน[มพื้นฐานที่ติดตัวมาตั้งแตlเกิด 2 ชนิดคือ การจัดและรวมรวม และการปรับตัว (Adaptation) ซึ่ง อธิบาย ดังตlอไปนี้ 1. การจัดและรวมรวบ หมายถึง การจัดและรวบรวมกระบวนการตlางๆ ภายในเข[าเปnนระบบ อยlาง ตlอเนื่อง เปnนระเบียบและมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยูlตลอดเวลาตราบที่ยังมีปฏิสัมพันธfกับ สิ่งแวดล[อม 2. การปรับตัว หมายถึง การปรับตัวให[เข[ากับสิ่งแวดล[อมเพื่ออยูlในสภาพสมดุล การปรับตัว ประกอบด[วยกระบวนการดังนี้ 2.1 การซึบซับหรือดูดซึม (Assimilation) เมื่อมนุษยfมีปฏิสัมพันธfกับสิ่งแวดล[อม จะเกิด กระบวนการทางสมองในการรับประสบการณfใหมlๆ เรื่องราวและข[อมูลตlางๆ เข[ามาสะสมเก็บ รวมเข[าไว[ใน โครงสร[างทางปrญญา (Cognitive structure) เพื่อใช[เปnนประโยชนfตlอไป 2.2 การปรับโครงสร[างทางปrญญา (Accommodation) หมายถึง กระบวนการทาง สมองในการ จัดระบบหรือปรับเปลี่ยนโครงสร[างทางปrญญาที่มีอยูlแล[วให[เข[ากับสิ่งแวดล[อมหรือ ประสบการณfใหมlๆ เปnน ระบบหรือเครือขlายทางปrญญาที่ตนสามารถเข[าใจได[ เกิดเปnนโครงสร[าง ทางปrญญาใหมlขึ้น 2.3 การเกิดความสมดุล (Equilibration) เปnนกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หากการ ปรับเปnนไปอยlางผสมผสานกลมกลืนก็จะกlอให[เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้น หากบุคคล ไมlสามารถปรับประสบการณfใหมlและประสบการณfเดิมให[เข[ากันได[ ก็จะเกิดภาวะความไมlสมดุล ขึ้น ซึ่งกlอให[เกิดความขัดแย[ง ทางปrญญาขึ้นในตัวบุคคล
29 2. คอนสตรัคติวิสต?เชิงสังคม เปnนทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีของไวกอทสกี ซึ่งกลlาวถึงศักยภาพในการพัฒนาด[านพุทธิ ปrญญา รายละเอียดมีอยูlวlา เด็กทุกคนมีระดับพัฒนาการทางสติปrญญาที่ตนเปnนอยูl และมีระดับพัฒนาการ ที่ตนมีศักยภาพจะไปให[ถึงชlวงหlางระหวlางระดับที่เด็กเปnนอยูlในปrจจุบันกับระดับเด็กมีศักยภาพจะ เจริญเติบโตนี้เอง เรียกวlา Zone of proximal development ซึ่งระดับของชlวงหlางนี้จะมีความแตกตlาง กันในแตlละบุคคล (ทิศ นา แขมมณี, 2551) บางคนอยูlเหนือระดับ บางคนอยูlระหวlางระดับ และบางคนอยูlต่ำกวlาระดับ หน[าที่ของ ผู[สอน ผู[สอนคือต[องพยายามให[ผู[เรียนสามารถพัฒนาสติปrญญาของตนเองไปถึงขั้นสุดยอดที่ตนเองสามารถจะ ทำได[ ซึ่งถ[าผู[เรียนอยูlในระดับต่ำกวlาชlวงดังกลlาวก็จะไมlสามารถพัฒนาได[ก็จำเปnนต[องได[รับความ ชlวยเหลือใน การเรียนรู[ นอกจากนี้เขายังเชื่อวlาผู[เรียนสามารถสร[างความรู[ด[วยตนเองโดยผlานทางการมีปฏิสัมพันธfทาง สังคม กับผู[อื่นไมlวlาจะเปnนเพื่อน ผู[สอน หรือพlอแมl รวมทั้งบุคคลอื่นๆ ในขณะที่เด็กอยูlในบริบทของสังคม และ วัฒนธรรม (Sociocultural context) การจัดให[ผู[เรียนได[มีประสบการณfทางสังคมจึงเปnนหัวใจ สำคัญของ ทฤษฎีกลุlมนี้ ซึ่งผู[สอนหรือผู[จัดการเรียนการสอนต[องใช[เทคนิควิธีการตlางๆ เพื่อให[ผู[เรียนเกิด การปฏิสัมพันธfกับผู[อื่น ไมlวlาจะเปnนการสนับสนุนให[เกิดการทำงานรlวมกันเปnนทีม การทำโครงการ เปnน ต[น นอกจากนี้ยัง สามารถนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนหรือชlวยให[บรรลุวัตถุประสงคfตามแนวทางของคอน สตรัคติวิสตfเชิงสังคมได[เชlน การใช[เครื่องมือการสื่อสารทางไกลหรือบริการบนเครือขlายอินเทอรfเน็ตไมlวlา จะเปnนอีเมลf (E-mail) หรือ ห[องสนทนา (Chat room) ชlวยเปnนสื่อกลางสำหรับการสนทนา อภิปราย ค[นคว[า หรือแก[ปrญหารlวมกับผู[เรียน คนอื่นๆ ผู[สอน หรือผู[เชี่ยวชาญในวงการอาชีพที่อาจอยูlหlางไกลจาก ชั้นเรียน เครื่องมือสื่อสารทางไกลยังคง สามารถชlวยผู[เรียนเข[าถึงแหลlงการเรียนรู[ตlางๆ ที่มีรูปแบบ แตกตlางกันจะชlวยทำให[ผู[เรียนเกิดความเข[าใจ วัฒนธรรมของตนเองและผู[อื่น แม[วlานักจิตวิทยากลุlมคอยสตรัคติวิสตfเชิงปrญญา และกลุlมคอนสตัคติวิสตfเชิงสังคม จะมี ความเห็น แตกตlางกันในเรื่องการอธิบายวlาผู[เรียนสร[างความรู[อยlางไร แตlตlางก็เห็นรlวมกันในคุณลักษณะ ของคอนสตัคติวิสตfดังตlอไปนี้ (สุรางคf โค[วตระกูล, 2545) 1.ผู[เรียนสร[างความเข[าใจในสิ่งที่เรียนรู[ด[วยตนเอง 2.การเรียนรู[สิ่งใหมlขึ้นกับความรู[เดิมและความเข[าใจที่มีอยูlในปrจจุบัน 3.การมีปฏิสัมพันธfทางสังคมมีความสำคัญตlอการเรียนรู[ 4.การจัดสภาพแวดล[อมหรือกิจกรรมที่คล[ายคลึงกับชีวิตจริง ทำให[ผู[เรียนเกิดการเรียนรู[อยlางมี ความหมาย
30 จากแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู[ทั้ง 3 กลุlม จะเห็นได[วlาแตlละกลุlมมีความเชื่อที่ความแตกตlางกัน กลุlมพฤติกรรมนิยมจะเชื่อวlาการเรียนรู[เปnนพฤติกรรมที่เกิดจากสิ่งเร[าภายนอกสามารถสังเกตและวัดได[ จาก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในขณะที่กลุlมปrญญานิยมเห็นวlาการเรียนรู[เปnนเรื่องของระบบความรู[ของ โครงสร[างทางปrญญาที่เกิดจากการสร[างของผู[เรียนโดยใช[ฐานโครงสร[างเดิมที่มีอยูl อยlางไรก็ตามในกลุlม นัก ทฤษฎีปrญญานิยมก็ยังมองเห็นแตกตlางกัน บางคนเชื่อวlาทฤษฎีพฤติกรรมนิยมมีหลักการบางอยlางที่ดี และควร นำมากำหนดเปnนหลักการคบคูlไปกับทฤษฎีปrญญานิยม แตlบางคนปฏิเสธทฤษฎีพฤติกรรมนิยม อยlางสิ้นเชิง สlวนกลุlมคอนสตรัคติวิสตfซึ่งเปnนกลุlมแนวคิดใหมlที่เชื่อวlา “ผู[เรียน” เปnนองคfความรู[ได[ด[วย ตนเอง โดยมีกระบวนการทางสังคมเปnนตัวชlวยทำให[ผู[เรียนสามารถกำหนดเปูาหมายและวางแผนการ เรียนรู[ด[วยตนเอง ทำ ให[นักทฤษฎีกลุlมพฤติกรรมนิยมมองแนวคิดคอนสตรัคติวิสตfวlาเปnนหลักการที่ไมlเปnน วิทยาศาสตรf มีความเปnน ปรัชญามากกวlาที่จะเปnนทฤษฎีซึ่งไมlสามารถพิสูจนfได[ ในขณะที่บทบาทของ ผู[สอนก็มีความแตกตlางกันในแตlละทฤษฎี พฤติกรรมนิยมจะให[บทบาทผู[สอนในการออกแบบวิธีการเรียน การสอนทั้งกระบวนการ ในขณะที่อีก สองกลุlมทฤษฎีจะปรับเปลี่ยนบทบาทของผู[สอนเปnนผู[จัด สภาพแวดล[อมที่เอื้อตlอการเรียนรู[ รวมทั้งชlวยแนะ แนวทางและอำนวยความสะดวกแกlผู[เรียน
31 แบบทดสอบ 1. “นวัตกรรม” มีความหมายวlาอยlางไร ก. สิ่งที่ประดิษฐfคิดค[นขึ้นใหมl หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ข. สิ่งที่มีต[นแบบมาจากที่อื่น ค. การนำสิ่งที่มีอยูlแล[วมาทำซ้ำ ง. สิ่งที่ทันสมัย 2. “นวัตกรรมทางการศึกษา” มีความหมายตรงกับข[อใด ก. Study Innovation ข. Innovation Study ค. Innovation Education ง. Education Innovation 3. เทคโนโลยีการศึกษา มีความหมายตรงกับข[อใด ก. Education Technology ข. Educational Technology ค. Educational Technologist ง. Education Technologist 4. ข[อใดไมlใชlประโยชนfของเทคโนโลยีตlอการศึกษา ก. ชlวยสlงเสริมให[คุณภาพการเรียนรู[ผู[เรียนมีความเช[าใจในเนื้อหาที่ศึกษามากขึ้น ข. ชlวยอำนวยความสะดวกในการค[นหาข[อมูลที่ต[องการศึกษาแกlผู[เรียน ค. ผู[เรียนขาดความสนใจในการศึกษาเนื้อหา ง. ชlวยสlงเสริมให[ผู[เรียนเกิดการเรียนรู[ด[วยตนเอง หรือเน[นที่ตัวผู[เรียนเปnนสำคัญ 5. ข[อใดเปnนนวัตกรรมทางการศึกษา ก. ABC ข. CIA ค. CAI ง. AIC
32 6. ในเอกสารประกอบการเรียนฉบับนี้มีทฤษฎีการเรียนรู[กี่รูปแบบ ก. 3 ข. 4 ค. 5 ง. 6 7. ข[อใดไมAใชAองคfประกอบของการเรียนรู[ ก. สิ่งเร[า ข. แรงขับ ค. การตอบสนอง ง. การเสริมแรง 8. ทฤษฎีการเรียนรู[พฤติกรรมนิยมมีความหมายตรงกับข[อใด ก. Cognitivism theory ข. Behaviorism ค. Social constructivism ง. Behavior 9. ข[อใดคือทฤษฎีกลุlมปrญญานิยม (Cognitivism theory) ก. สกินเนอรf ข. ฮัลลf ค. โครfเลอรf ง. กันธรี 10. ทฤษฎีกลุlมคอนสตรัคติวิสตf แบlงออกเปnนกี่กลุlม ก. 4 กลุlม ข. 3 กลุlม ค. 2 กลุlม ง. 1 กลุlม
33 เฉลยแบบทดสอบ 1. “นวัตกรรม” มีความหมายวlาอยlางไร ก. สิ่งที่ประดิษฐfคิดค[นขึ้นใหมl หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ข. สิ่งที่มีต[นแบบมาจากที่อื่น ค. การนำสิ่งที่มีอยูlแล[วมาทำซ้ำ ง. สิ่งที่ทันสมัย 2. “นวัตกรรมทางการศึกษา” มีความหมายตรงกับข[อใด ก. Study Innovation ข. Innovation Study ค. Innovation Education ง. Education Innovation 3. เทคโนโลยีการศึกษา มีความหมายตรงกับข[อใด ก. Education Technology ข. Educational Technology ค. Educational Technologist ง. Education Technologist 4. ข[อใดไมlใชlประโยชนfของเทคโนโลยีตlอการศึกษา ก. ชlวยสlงเสริมให[คุณภาพการเรียนรู[ผู[เรียนมีความเช[าใจในเนื้อหาที่ศึกษามากขึ้น ข. ชlวยอำนวยความสะดวกในการค[นหาข[อมูลที่ต[องการศึกษาแกlผู[เรียน ค. ผู[เรียนขาดความสนใจในการศึกษาเนื้อหา ง. ชlวยสlงเสริมให[ผู[เรียนเกิดการเรียนรู[ด[วยตนเอง หรือเน[นที่ตัวผู[เรียนเปnนสำคัญ 5. ข[อใดเปnนนวัตกรรมทางการศึกษา ก. ABC ข. CIA ค. CAI ง. AIC
34 6. ในเอกสารประกอบการเรียนฉบับนี้มีทฤษฎีการเรียนรู[กี่รูปแบบ ก. 3 ข. 4 ค. 5 ง. 6 7. ข[อใดไมAใชAองคfประกอบของการเรียนรู[ ก. สิ่งเร[า ข. แรงขับ ค. การตอบสนอง ง. การเสริมแรง 8. ทฤษฎีการเรียนรู[พฤติกรรมนิยมมีความหมายตรงกับข[อใด ก. Cognitivism theory ข. Behaviorism ค. Social constructivism ง. Behavior 9. ข[อใดคือทฤษฎีกลุlมปrญญานิยม (Cognitivism theory) ก. สกินเนอรf ข. ฮัลลf ค. โครfเลอรf ง. กันธรี 10. ทฤษฎีกลุlมคอนสตรัคติวิสตf แบlงออกเปnนกี่กลุlม ก. 4 กลุlม ข. 3 กลุlม ค. 2 กลุlม ง. 1 กลุlม
35 ลิงกVทำแบบทดสอบเพื่อรับเกียรติบัตรออนไลนV h#ps://forms.gle/jaYF3Cb63kaVratB7 ตัวอยYางเกียรติบัตร
36 บรรณานุกรม Morton, J.A. (1971). Organizing for innovation;: A systems approach to technical management. New York : McGraw-Hill กิดานันทf มลิทอง. (2544). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. พิมพfครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณfมหาวิทยาลัย. ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2533). เทคโนโลยีการสอน : การออกและพัฒนา. พิมพfครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตรf. ณัฐกร สงคราม. (2553). การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู*. พิมพfครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพfแหlงจุฬาลงกรณfมหาวิทยาลัย. เติมศักดิ์ คทวณิช. (2546). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยูเคชั่น. ทิศนา แขมมณี. (2551). ศาสตร?การสอน. พิมพfครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพfจุฬาลงกรณf มหาวิทยาลัย. บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2543). นวัตกรรมการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : เอสอารfพริ้นติ้ง. ปรัชญา ใจสะอาด. (2534). เทคโนโลยีการศึกษา. เชียงใหมl : สถาบันราชภัฏเชียงใหมl. มปป. เอกสารประกอบการเรียนรู. วิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการสื่อสารการศึกษา และการเรียนรู. (Innovation and Information Technology for Educational Communication Learning). สาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา คณะครุศาสตรf มหาวิทยาลัยราชภัฏบ[านสมเด็จเจ[าพระยา. วรรณี ลิมอักษร. (2551). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพfครั้งที่ 4. สงขลา : นำศิลปóโฆษณา. วรวิทยf นิเทศศิลปó. (2551). สื่อและนวัตกรรมแหAงการเรียนรู*. ปทุมธานี : สกายบุ∂ค. ศรุติ อัศวเรืองสุข. (2559). เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ED 13301 นวัตกรรม เทคโนโลยีและการ สื่อสารทางการศึกษา Information Technology Innovation and Communication in Education. สาขาวิชาคอมพิวเตอรfศึกษา คณะครุศาสตรfมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. สุกรี รอดโพธิ์ทอง. (2546). เอกสารคำสอน วิชา คอมพิวเตอร?ชAวยสอน (Computer-assisted Instruction : CAI). กรุงเทพมหาคร : จุฬาลงกรณfมหาวิทยาลัย. สุรางคf โค[ตระกูล. (2545). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพfครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพfแหlง จุฬาลงกรณfมหาวิทยาลัย.