ห น่ ว ย ก า ร เ รี ย น รู้ ที่ 2 แนวคิดและเทคนิคการจัดการ สมัยใหม่
หลักการจัดการหมายถึง สาระสำ คัญที่ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติใน การดำ เนินงาน หรือกระบวนการจัดการของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้น ไป เพื่อที่จะได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ร่วมกัน โดยคำ นึงถึง การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำ กัด ทำ ให้เกิดประสิทธิผล ประสิทธิภาพมากที่สุด และบรรลุเป้าหมายขององค์การที่กำ หนด ไว้ โดยอาศัยกระบวนการจัดการ ซึ่งการจัดการมีนักคิดที่ได้ศึกษา มาจนเป็นที่ยอมรับและนำ มาใช้จนถึงปัจจุบันได้ใหม่ ความหมาย การจัดการ (MANAGEMENT) หรือ การบริหาร (ADMINISTRATION) ซึ่งทั้งสองคำ มีความหมายเหมือนกัน เพียง การใช้แตกต่างกัน คือ การจัดการใช้กับหน่วยงานเอกชนมากกว่า ส่วนคำ ว่าการบริหารนิยมใช้กับองค์การของภาครัฐ ทั้งนี้มีผู้ให้ ความหมายของคำ ว่า “การจัดการ” และ “การบริหาร” ไว้ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542(2542 :298, 609) ให้ความหมายว่า การจัดการ หมายถึง การสั่งงาน ควบคุมงาน ดำ เนินงาน และการบริหาร หมายถึง ดำ เนินการ จัดการ สาคร สุขศรีวงศ์ (2551 :26) กล่าวว่า การจัดการ หมายถึง การทำ งานให้สำ เร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์การผ่านกิจกรรม ต่าง ๆ ทางการจัดการ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมหลัก 4 ประการ ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การชี้นำ และการควบคุมองค์การ เนตร์พัณณา ยาวิราช (2553 :2) กล่าวว่า การจัดการ คือ กระบวนการที่ผู้บริหารปฏิบัติเพื่อนำ ไปสู่การบรรลุผลสำ เร็จตาม เป้าหมายขององค์การ โดยอาศัยบุคลากรและทรัพยากรทางการ บริหาร 1.ความหมายของหลักการจัดการ
การจัดองค์การมีความสำ คัญต่อผู้ปฏิบัติงาน ผู้จัดการ และ องค์การ คือ 7.1 ผู้ปฏิบัติงานได้ทราบอำ นาจหน้าที่และขอบเขตในการ ทำ งานของตนเอง และ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ลดทำ ความเครียดใน การปฏิบัติงาน จึงทำ ให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับฝ่าย งานอื่น และช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานได้มีความคิดสร้างสรรค์ในการ ทำ งาน 7.2 ทำ ให้ผู้จัดการได้จัดการในทำ งานขององค์กรได้ง่าย สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ และง่ายต่อการมอบหมายงานให้แก่ผู้ ปฏิบัติงาน 7.3 ทำ ให้องค์การบรรลุวัตถุประสงค์ ลดความซ้ำ ซ้อน ของงาน และช่วยให้องค์การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม 2.ความสำ คัญของการจัดการ
หน้าที่ในการจัดการ ก็คือ งานประจำ ที่ต้องปฏิบัติหรือหน้าที่งาน แต่ละอย่างของ กระบวนการบริหาร เป็นหน้าที่ที่จำ เป็นที่ผู้บริหาร ต้องปฏิบัติเพื่อให้ภารกิจหรืองานทั้งหลายที่องค์กรปฏิบัติให้ประสบ ความสำ เร็จตามเป้าหมาย บทบาทหน้าที่ในการจัดการองค์การเป็น ความรู้ที่มีประโยชน์ในการบริหารที่จะนำ พาองค์การไปสู่ความสำ เร็จ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน้าที่ของการจัดการองค์การแบ่งออกเป็น 4 ประภท คือ 1. การวางแผน (PLANNING) หมายถึง การกำ หนดสิ่งที่จะต้อง ปฏิบัติหรือวิธีการปฏิบัติไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นหน้าที่สำ คัญอันดับแรก ของการบริหารการจัดการ หากปราศจากการวางแผนแล้ว งานใน หน้าที่อาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำ หนดไว้ 2. การจัดการองค์กร (ORGANIZING) หมายถึง การจัดโครงสร้าง ขององค์การด้วยการจัดกลุ่มงาน การกำ หนดหน้าที่ให้เหมาะสมกับ ตำ แหน่งงาน ซึ่งโครงสร้างของงานด้องมีขอบเขดที่ซัดเจน ว่าใคร ปฏิบัติหน้าที่อย่างไร เกี่ยวข้องกับใคร เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย 3. ภาวะผู้นำ (LEADERSHIP) หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติตามบทบาท หรือผู้ ที่จะทำ ให้เกิดการผสมกลมกลืน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์ของกลุ่ม หรือองค์การที่ตั้งไว้ให้บรรลุความสำ เร็จ 4. การควบคุม (CONTROLLING) หมายถึง กิจกรรมกำ หนดขึ้นเพื่อ ให้เกิดความมั่นใจว่า การทำ งานหรือการปฏิบัติงานขององค์การจะ สำ เร็จตามแผนที่วางไว้ 3 . ห น้ า ที่ ข อ ง ก า า ร จั ด ก า ร
การบริหารกิจการต่างๆ ต้องใช้ทรัพยากรอันเป็นปัจจัยที่จำ เป็นซึ่งใน ปัจจุบันทรัพยากร องการบริหารยุคใหม่ประกอบด้วยสิ่งที่สำ คัญ 8 ประการ คือ 8M ได้แก่ 1. คน (MAN) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 2. เงิน (MONEY) สำ หรับเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำ เนินการ 3. วัสดุสิ่งของ (MATERIAL) ได้แก่ อุปกรณ์ เครื่องใช้ และอาคารสถาน ที่ 4. การจัดการ (MANAGEMENT) หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ 5. ตลาด (MARKET) เป็นที่จำ หน่ายสินค้าและบริการ 6. เครื่องจักร (MACHINE) ใช้สำ หรับผลิตสินค้าและบริการ 7. วิธีการทำ งาน (METHOD) หมายถึง วิธีหรือขั้นตอนในการทำ งาน 8. เวลา (MINUTE) หมายถึง เวลาในการดำ เนินงาน 4.ทรัพยากรในการบริหารจัดการ
ทักษะการจัดการ(MANAGEMENT SKILL)เป็นการจัดระบบงาน และระบบคน เพื่อให้สามารถทำ งานได้สำ เร็จตามเป้าหมายโดย เน้นการวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับงานหรือให้คนทำ งานตาม ความสามารถดังคำ กล่าวที่ว่า "PUT THE RIGHT MANON THE RIGT JOB " ดังนั้นทักษะการจัดการจึงหมายถึง กระบวนการดำ เนินงาน อย่างใด อย่างหนึ่งเป็นระบบโดยเริ่มตั้งแต่การวางแผนดำ เนิน งาน การทำ กิจกรรมต่าง ๆตามหน้าที่อย่างสร้างสรรค์และเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สูงสุดรวมไปถึงการประเมินงานเพื่อปรับปรุง แก้ไข หรือพัฒนา งานให้ดียิ่งขึ้น 5.ทักษะทางการจัดการ
ซึ่งทักษะที่จำ เป็นต่อการประกอบอาชีพ มีดังนี้ -ทักษะกระบวนการทำ งาน ทักษะกระบวนการทำ งาน หมายถึง การลงมือทำ งานต่างด้วย ตนเองบรรลุตามเป้าหมายโดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.วิเคราะห์การทำ งาน 2.การวางแผนในการทำ งาน 3.การลงมือทำ งาน 4.การประเมิณการทำ งาน -ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา หมายถึง การหาทางออกเมื่อพบ ปัญหาหรือสถานการณ์จริง โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.สังเกต 2.วิเคราะห์ 3.สร้างทางเลือก 4.การประเมิณทางเลือก ทักษะการร่วมทำ งาน ทักษะการร่วมทำ งาน หมายถึง การร่วมกันทำ งาน มีหลักการ ดังนี้ 1.รู้จักบทบาหน้าที่ภายในกลุ่ม 2.มีทักษะในการฟัง พูด เสดงความคิดเห็นและอธิปรายในกลุ่ม 3.มีคุณธรรมในการทำ งานร่วมกัน 4.สรุป 5.นำ เสนอ
-ทักษะการร่วมทำ งาน ทักษะการร่วมทำ งาน หมายถึง การร่วมกันทำ งาน มีหลักการ ดังนี้ 1.รู้จักบทบาทหน้าที่ภายในกลุ่ม 2.มีทักษะในการฟัง พูด เสดงความคิดเห็นและอธิปรายในกลุ่ม 3.มีคุณธรรมในการทำ งานร่วมกัน 4.สรุป 5.นำ เสนอ -ทักษะแสวงหาความรู้ ทักษะแสวงหาความรู้ หมายถึง การค้นคว้าหาความรู้เพื่อให้ได้ ข้อมูลที่สนใจหรือต้องการ สามารถปฎิบัติได้ต่อไปนี้ 1.กำ หนดปัญหาในการสืบค้น 2.การวางแผนการสืบค้น 3.ดำ เนินการสืบค้น 4.วิเคราะห์ข้อมูลจาการสืบค้น 5.สรุป
-ทักษะการจัดการ ทักษะการจัดการ หมายถึง ความสามารถของทุกคนที่สามารถจัด กระบวนการทำ งาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภดังนี้ 1.การจัดระบบงาน หมายถึง วิธิการที่สถาบันใชเ้พื่อทำ งานให้บรรลุผล ระบบงานต้อง อาศัยการมีส่วนร่วมของบุคลากรผู้ส่งมอบและคู่ความร่วมมือ อย่าง เป็นทางการที่สำ คัญผู้รับจ้างคู่ความร่วมมือที่ไมเ่ป็นทางการ และองค์ประกอบอื่นๆของหว่งโซ่อุปทานที่จำ เป็นในการผลิตและ ดำ เนินการตามหลักสูตรและบริการ รวมทั้งการดำ เนิน กระบวนการธุรกิจ และ กระบวนการสนับสนุนต่างๆ ระบบงานจะ ต้องประสานกระบวนการภายในกับทรัพยากรภายนอกที่จำ เป็น เพื่อพัฒนาและผลิตหลักสตูรและบริการเพื่อส่งมอบสิ่งที่มีคณุค่าให้ ผู้เรียนและลูกค้ากลุ่มอื่นและทำ ให้ประสบความสำ เร็จในอนาคต
2.การจัดระบบคน หมายถึง การใช้กลยุทธ์เชิงรุกที่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดในองค์กร นั่น คือบุคคลที่ทำ งานทั้งกรณีที่ทำ งานรวมกันและกรณีที่ทำ งานคน เดียวเพื่อบรรลุเป้าหมายในการประกอบธุรกิจใดๆ กลยุทธ์ในการ จัดการทรัพยากรมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปตาม เวลาและสถานการณ์ จึงต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงตลอด เวลา ด้วยเหตุนี้ในธุรกิจหลากหลายประเภทและขนาดจึงมีแผนก หรือหน่วยงานที่ทำ หน้าที่ในการจัดการทรัพยากรมนุษย์โดย เฉพาะ ซึ่งขนาดของแผนกหรือหน่วยงานนั้น จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่ กับขนาดของธุรกิจเองรวมถึงความสำ คัญของทรัพยากรมนุษย์ ด้วยว่าสำ คัญยิ่งยวดมากน้อยเพียงใด การจัดการทรัพยากร มนุษย์ถือเป็นทั้งทฤษฎีในเชิงวิชาการและแบบปฏิบัติในธุรกิจที่ ศึกษาวิธีการบริหารแรงงานทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ
6.กระบวนการบริหารจัดการ หลักการบริหารจัดการของแต่ละองค์กรนั้นมีความแตกต่าง กันไปขึ้นอยู่กับว่าองค์กรไหนจะเลือกหลักการอะไรมาใช้ บริหารองค์กรของตน หนึ่งในหลักการที่นิยมนำ มาใช้กับการ บริหารจัดการองค์กรนั้นก็คือกระบวนการ POSDC ซึ่งเป็นหลัก การบริหารจัดการในยุคเก่าแต่ยังคงเป็นหลักการที่คลาสสิก และใช้ได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นหนึ่งในหลักการที่มี ประสิทธิภาพต่อการนำ ไปบริหารจัดการองค์กรอย่างยิ่ง หลักการPOSDC ประกอบไปด้วยกระบวนการบริหาร 5 ประการ ดังนี้ P-PLANNING > การวางแผน การวางแผนนั้นเริ่มตั้งแต่การกำ หนดเป้าหมายขององค์กร โครงสร้าง นโยบาย ตลอดจนลำ ดับกระบวนการปฎิบัติการใน ส่วนต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไปจนถึงวิธีการดำ เนินงานในส่วน ต่างๆ ให้บรรลุผล การวางแผนนี้ยังต้องสามารถรับรู้ ติดตาม เข้าใจ ตลอดจนวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้ทั้งในและนอก องค์กรที่จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารองค์กรอีกด้วย
O-ORGANIZING > การจัดการองค์กร การจัดการองค์กรนี้เริ่มตั้งแต่การกำ หนดโครงสร้างองค์กร กำ หนดตำ แหน่งงาน จัดสรรทรัพยากรบุคคลเพื่อลงใน ตำ แหน่งงานต่างๆ รวมถึงจัดระบบระเบียบในการทำ งาน ทั้งหมดด้วย สิ่งที่ต้องคำ นึงถึงในการจัดโครงสร้างองค์กร นั้นก็คือการแบ่งหน้าที่แต่ละส่วนให้ชัดเจน ไม่ทำ งานทับซ้อน กัน และต้องทำ งานประสานกันให้ราบรื่นได้ด้วย ครอบคลุม การทำ งานทั้งหมดไม่ให้เกิดปัญหา ประเมินจำ นวนพนักงาน ให้พอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และต้องลำ ดับความ สำ คัญของตำแหน่ง เคลียร์บทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน ตลอด จนให้อำ นาจในการสั่งการที่เหมาะสมด้วย
S-STAFFING > การจัดสรรและบริหารบุคลากร การบริหารจัดการบุคลากรนั้นเริ่มตั้งแต่การคัดสรรบุคลากรที่มี คุณภาพและเหมาะสมเพื่อจัดสรรให้ทำ งานในตำ แหน่งต่างๆ ของ องค์กร จากนั้นก็ต้องดูแลบุคลากรตลอดระยะเวลาจนกว่า บุคลากรจะออกจากองค์กร ตั้งแต่การบริหารงานบุคคล งาน สวัสดิการ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การเลื่อนตำ แหน่ง โยก ย้าย เป็นต้น D-DIRECTING > การอำ นวยการ การอำ นวยการก็คือบริหารจัดการตลอดจนดำ เนินการทุกอย่าง ให้ปฎิบัติการได้อย่างราบรื่น จนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การ อำ นวยการนี้เกี่ยวเนื่องทั้งเรื่องของทรัพยากรมนุษย์และ ทรัพยากรอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ให้สามารถทำ งานร่วมกันได้ ตลอดจนอำ นวยความสะดวกในการทำ งาน การอำ นวยการยัง หมายถึงการสั่งการ อำ นาจหน้าที่ และการปฎิบัติการให้สามารถ ทำ งานได้ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งหนึ่ง ในหัวใจสำ คัญของการอำ นวยการก็คือการสื่อสารให้มี ประสิทธิภาพด้วยนั่นเอง
C-CONTROLLING > การควบคุม การควบคุมนี้ก็คือการบริหารจัดการทุกอย่างให้ตรงตามแผน และระยะเวลาที่วางไว้ การควบคุมนี้ตั้งแต่การควบคุมทรัพยกร, เครื่องจักร, ไปจนถึงบุคลากร ให้การปฎิบัติการทักอย่างมีความ ราบรื่น และดำ เนินการตามแผนการได้สำ เร็จ ทั้งยังตาม มาตรฐานที่กำ หนดไว้ด้วย การควบคุมนี้นอกจากการสั่งการ กำ หนดการ บังคับการแล้ว ก็ยังรวมถึงการแนะนำ ช่วยเหลือ รายงานผล ตลอดจนประเมินผลการทำ งานอย่างสม่ำ เสมอเพื่อ ติดตามการทำ งานทุกกระบวนการไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ด้วย
7.แนวคิดทางการบริหารจัดการ แนวคิดด้านการบริหารจัดการ (MANAGEMENT CONCEPT) ตลอดจนทฤษฎีองค์กร (ORGANIZATION THEORY) นั้น เป็นการ นำ เสนอกรอบความคิดในการบริหารจัดการการทำ งานให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนได้ผลผลิตที่มีประสิทธิผลไป พร้อมกันด้วย ในยุคปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือองค์กรใหญ่ ต่างก็ต้องการการจัดการที่ดีทั้งนั้น เพื่อให้องค์กรสามารถ ก้าวหน้าได้ดีที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎีการบริหารจัดการนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่ เริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี ค.ศ.1760 เรื่อยมา ซึ่งยุคนี้เริ่ม เปลี่ยนจากแรงงานคนมาเป็นแรงงานจากเครื่องจักร ทำ ให้มีการ ขยายอัตราการผลิตแบบก้าวกระโดด และเกิดระบบโรงงาน อุตสาหกรรมขึ้นมากมาย จนเกิดการจัดการบริหารการทำ งาน ให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดีทฤษฎีการบริหารจัดการนี้ก็ได้มีการพัฒนาเรื่อยมา ตามยุคตามสมัย แตกแขนงแนวทางการบริหารจัดการออกไป มากมาย ซึ่งแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ นั้นแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ใหญ่ๆ ตามแต่ละยุคดังนี้
1.ทฤษฎีและแนวความคิดแบบดั้งเดิม (CLASSICAL THEORY) โดยทฤษฎีและแนวความคิดในกลุ่มนี้อาจแบ่งเป็น 2 ลักษณะดังนี้ 1.1 แนวความคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (SCIENTIFIC MANAGEMENT) การจัดการแบบวิทยาศาสตร์นั้นหมายถึงการจัดการการทำ งานแบบมี ระบบ โดยอาศัยเทคนิคหรือวิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือ “กฎ ระเบียบ” นำ มาใช้กับการปฎิบัติงาน มีการศึกษาเหตุและผล เก็บข้อมูล ตลอดจนวิเคราะห์เพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดในการทำ งานั้นๆ เริ่มเกิดขึ้นใน ช่วงต้นของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มเปลี่ยนจากแรงงานคนมาเป็น แรงงานจากเครื่องจักร ทฤษฎีในยุคนี้จะมุ่งเน้นไปยังเป้าหมาย ผล สำ เร็จ ที่มาจากการจัดการทำ ให้การทำ งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1.2 แนวความคิดการจัดการแบบหลักการบริหาร (ADMINISTRATIVE MANAGEMENT) แนวคิดนี้เกิดขึ้นในยุคคลาสสิกเช่นกัน แต่จะมีการจัดการที่เป็นระบบ ระเบียบขึ้น แนวความคิดนี้เกิดจากความเชื่อที่ว่าการบริหารแบบ วิทยาศาสตร์นั้นเป็นลักษณะสากลที่มีอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว แต่นักทฤษฎี ในกลุ่มการจัดการแบบการบริหารนี้จะมุ่งเน้นสนใจในการปรับปรุงการ ทำ งานของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการจัดการโดยเฉพาะ ไม่มุ่งเน้นให้ ความสำ คัญกับการทำ งานของพนักงานระดับล่าง โดยนักทฤษฎีกลุ่มนี้ จะมีสมมติฐานว่าความสำ เร็จของงานนั้นขึ้นอยู่กับการทำ งานของฝ่าย จัดการหรือฝ่ายบริหารเสียมากกว่า
2.ทฤษฎีและแนวความคิดดั้งเดิมแบบสมัยใหม่ (NEO – CLASSICAL THEORY OF ORGANIZATION) ทฤษฎีและแนวความคิดนี้พัฒนามาจากทฤษฎีและแนวความคิดแบบ ดั้งเดิม (CLASSICAL THEORY) โดยพัฒนามาพร้อมกับวิชาการด้าน สังคมวิทยาและจิตวิทยา ทฤษฎีนี้เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเริ่มมีการศึกษาด้านปัจจัยมนุษย์เพิ่มขึ้น มองเห็นคุณค่าและ ความสำ คัญของบุคคลากร ตลอดจนการบริหารงานบุคคลในเชิง มนุษยสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังเริ่มเกิดการศึกษากลุ่มอย่างไม่เป็น ทางการ (INFORMAL GROUP) ซึ่งแฝงเข้ามาในองค์กรที่มีรูปแบบมาก ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจนให้ความสนใจในด้านความต้องการของมนุษย์ที่ สามารถส่งผลต่อกระบวนการทำ งานและพัฒนาตนเอง สำ หรับ แนวคิดที่โดดเด่นในยุคนี้ก็ได้แก่
2.1 แนวความคิดการจัดการแบบมนุษย์สัมพันธ์ (HUMAN RELATION) แนวคิดนี้ค่อนข้า ข้ งจะขัดขัแย้ง ย้ กับแนวความคิดการจัดจัการแบบ วิทวิยาศาสตร์ที่ร์ ที่ เน้นไปที่ประสิทสิธิภธิาพของการทำ งานเป็น ป็ หลัก และมองข้า ข้ มความสำ คัญของบุคคลไป มุ่ง มุ่ ให้ม ห้ นุษ นุ ย์ทำย์ ทำ งานให้ บรรลุผ ลุ ลสำ เร็จ ร็ ตามกระบวนการควบคุม คุ ต่างๆ โดยคำ นึงนึถึง ผลผลิตเป็น ป็ สำ คัญ แต่นักนัทฤษฎีในแนวมนุษ นุ ย์สัย์มสัพันพัธ์นี้ธ์มี นี้ มี แนวความคิดว่า ว่ การที่จะทำ งานให้บ ห้ รรลุผ ลุ ลสำ เร็จ ร็ได้นั้ ด้ นนั้ต้อง อาศัยแรงงานคนเป็น ป็ สำ คัญ แล้วมนุษ นุ ย์เย์ป็น ป็ สัตสัว์สัว์งสัคมที่มี ความต้องการหลากมิติมิ ติและไร้เ ร้ หตุผ ตุ ลด้วย ไม่ไม่ ด้ทำ ด้ ทำ งานเพื่อพื่ หวังวัตอบแทนเรื่อรื่งค่าจ้า จ้ งเพียพีงอย่า ย่ งเดียว อีกทั้งทั้มนุษ นุ ย์ทุย์ก ทุ คนยังยัมีลัมี ลักษณะที่แตกต่างกัน ฉะนั้นนั้การใส่ใส่ จเรื่อรื่งความ สัมสัพันพัธ์ขธ์องบุคคลในองค์กรจึงจึเป็น ป็ สิ่งสิ่สำ คัญที่ส่ง ส่ ผลต่อ ผลผลิตโดยตรงด้วยเช่น ช่ กัน และส่ง ส่ เสริมริประสิทสิธิภธิาพของ องค์กรได้เป็น ป็ อย่า ย่ งดีอีดี อีกด้วย
3.ทฤษฎีและแนวความคิดแบบสมัยปัจจุบัน (MODERN THEORY OF ORGANIZATION) ในยุคที่สภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไว ธุรกิจต่างๆ มีการขยาย ตัวอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เน้น การปฎิบัติงานที่ถูกต้องและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ องค์กรจึงมีการผสมผสานหลากหลายรายละเอียดเข้ามา โดยเฉพาะ การนำ เอาหลักคณิตศาสตร์เข้ามาใช้ในกระบบการคำ นวณต่างๆ เพื่อ ให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปจนถึงการบริหารงานบุคคลที่ มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการสร้างกลยุทธ์ต่างๆ ในการบริหาร จัดการออกมาหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำ งาน สูงที่สุด สำ หรับในยุคการบริหารสมัยใหม่นี้มีนักทฤษฎียุคใหม่เกิดขึ้น มากมาย และสม่ำ เสมอ มีการค้นคิดวิธีการบริหารจัดการหลากหลายรูป แบบออกมาไม่ต่างจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์