The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pattamak, 2024-03-29 03:48:50

WI IV Care revisedล่าสุด

WI IV Care revisedล่าสุด

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หน้าที่ 1/23 วันที่อนุมัติใช้: ........................................................... รหัสเอกสาร: . เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย ผู้จัดทำ : คณะกรรมการพัฒนาการให้สารน้ำทางหลอด เลือดดำในโรงพยาบาล ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ ผู้ตรวจสอบ : ........................................... (รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงรสสุคนธ์ คชรัตน์) รองคณบดีฝ่ายการแพทย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ฝ่ายการพยาบาลและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้อนุมัติ : ................................................... (ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิริยา นฤขัตรพิชัย) คณบดีคณะแพทยศาสตร์ การควบคุมเอกสาร ประวัติการแก้ไข: ครั้งที่ วันที่ประกาศใช้ รายละเอียด แผ่นที่ 1 - - - 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย 1.2 เพื่อให้บุคลากรมีความรู้และปฏิบัติตามแนวทางการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลายอย่าง เป็นแนวทางเดียวกัน 2. ขอบเขต ใช้เป็นแนวทางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย 3. ผู้รับผิดชอบ 3.1 แพทย์และพยาบาล ผู้ที่ปฏิบัติเกี่ยวกับการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย ให้ปฏิบัติตาม มาตรฐานในการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย 3.2 หัวหน้าหอผู้ป่วย/หน่วยงาน ดูแลควบคุมให้บุคลากรปฏิบัติตามกระบวนการ การดูแลการให้ สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย


3. ผู้รับผิดชอบ (ต่อ) 3.3 พยาบาลควบคุมการติดเชื้อ ดูแล ควบคุม ตรวจเยี่ยม และติดตามประเมินผลการปฏิบัติอย่าง สม่ำเสมอ 4. นิยามศัพท์ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Injection) หมายถึง การให้สารละลายทาง หลอดเลือดดำซึ่งอาจเป็นยาหรือสารอาหารก็ได้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 4.1 เพื่อให้น้ำและเกลือแร่ทดแทนส่วนที่สูญเสียออกจากร่างกาย เช่น อาเจียน ท้องเดิน 4.2 เพื่อให้น้ำและเกลือแร่แก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถให้ทางปากได้ หรือได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของ ร่างกาย เช่น ก่อนและหลังผ่าตัด 4.3 เพื่อรักษาสมดุลของกรด-ด่างภายในร่างกาย เช่น ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจที่มีความแปรปรวนของ ภาวะ กรด-ด่าง 4.4 เพื่อให้ยาเข้าทางหลอดเลือดดำ 5. วิธีปฏิบัติ 5.1 การเลือกตำแหน่งในการให้สารน้ำ/ยาทางหลอดเลือดดำ 5.1.1 การเลือกตำแหน่งให้พิจารณาวัตถุประสงค์ของการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เลือกขนาด เข็มและบริเวณที่จะแทงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และประเมินสภาวะของผู้ป่วย เช่น อายุ การวินิจฉัยโรค ร่วม และภาวะอื่นๆ 5.1.2 การเลือกหลอดเลือดดำ สำหรับเด็ก 1) ควรเลือกหลอดเลือดดำบริเวณมือ แขนท่อนล่าง บริเวณส่วนบนของข้อศอก (Antecubital Veins) และแขนส่วนบนใต้รักแร้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณข้อ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของเส้นประสาท 2) กรณีเด็กเล็ก (Infants and Toddlers) ที่ยังไม่สามารถยืนหรือเดินได้ควรพิจารณาใช้ หลอดเลือดดำบริเวณศีรษะและเท้า สำหรับผู้ใหญ่ 1) หลอดเลือดดำที่ควรเลือกใช้ ได้แก่ หลอดเลือดดำส่วนปลายบริเวณหลังมือ (Metacarpal Veins) เป็นที่นิยมใช้มากที่สุดเพราะอยู่ตื้นเห็นได้ชัด มีลักษณะตรง ขนาดเหมาะสม และอยู่บริเวณปลายแขน ทำให้แขนเคลื่อนไหวได้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นอาจเลื่อนขึ้นไปใช้หลอดเลือดส่วนต้นได้อีก เช่น หลอดเลือดดำ เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือด ดำส่วนปลาย หน้าที่ 2/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) บริเวณแนวแขนด้านใน (Cephalic Veins) หลอดเลือดดำบริเวณแนวแขนด้านนอก (Basilic Veins) หลอดเลือดดำบริเวณท้องแขน (Median Cubital Veins) 2) การแทงหลอดเลือดดำควรแทงให้ห่างจากบริเวณข้อ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหว บ่อย และป้องกันการบาดเจ็บของเส้นประสาท 3) การเลือกหลอดเลือดดำส่วนปลาย ควรเลือกด้านล่างก่อนจึงค่อยขยับขึ้นมาด้านบน หากแทง ครั้งแรกไม่สำเร็จ แทงครั้งใหม่ให้เลือกตำแหน่งที่ห่างจากตำแหน่งเดิม หรือเลือกใช้แขนอีกข้าง 4) เลือกแทงหลอดเลือดดำส่วนปลายข้างที่ผู้ป่วยไม่ถนัดหลีกเลี่ยงหลอดเลือดดำที่เป็นปุ่ม ไม่ตรง และงดแทงข้างที่ผู้ป่วยจะทำหัตถการ 5) หลีกเลี่ยงการแทงหลอดเลือดดำส่วนปลายบริเวณขา เพราะเสี่ยงต่อเนื้อเยื่อถูกทำลาย หลอดเลือดดำอุดตัน หลอดเลือดดำอักเสบจากการอุดตันของลิ่มเลือด (Thrombophlebitis) และการเกิดแผล (Ulceration) 6) ห้ามแทงหลอดเลือดดำส่วนปลายบริเวณแขนข้างที่ผู้ป่วยมีประวัติการผ่าตัดเต้านมและมี การเลาะต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node Dissection) ข้างที่ได้รับการฉายแสงหรือร่วมกับภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) 5.2 การทำความสะอาดผิวหนัง (Skin Preparation) 5.2.1 ทำความสะอาดผิวหนังโดยออกแรง เช็ด ขัด และถูผิวหนัง ให้สะอาด จนกว่าคราบไคลหมด (Scrub with Friction) มีความกว้างไม่น้อยกว่าขนาดของแผ่นฟิล์มใสปลอดเชื้อ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ดังนี้ 1) การแทงสายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลาย ทำความสะอาดผิวหนังด้วย 70% Alcohol หรือ Tincture of Iodine หรือ Chlorhexidine in Alcohol ที่มีความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 0.5% (รพ.ใช้ 2% Chlorhexidine in 70% Alcohol) 2) ไม่แนะนำให้ใช้ Chlorhexidine in Alcohol ที่มีความเข้มข้น > 0.5% ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 เดือนเพราะอาจเกิดการระคายเคือง และผิวหนังไหม้ กรณีผิวหนังเปื้อนมาก ให้ทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำ และเช็ดตามด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ 3) กรณีต้องมีการกำจัดขนบริเวณที่แทงเข็ม จะต้องใช้กรรไกรตัดหรือใช้ Clipper แทนการโกน เพราะอาจทำให้เกิดการถลอก และอุปกรณ์ในการกำจัดขนต้องเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 3/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) 4) รอให้น้ำยาแห้ง ก่อนการแทงสายสวน ห้ามเป่า พัด หรือโบก บริเวณผิวหนังที่ทำความ สะอาดแล้ว 5.3 การแทงสายสวนหลอดเลือดดำ การเตรียมอุปกรณ์ 1) สารน้ำที่ให้/ชุดให้สารน้ำ 2) สายสวนหลอดเลือดดำ (Intravenous Catheter) ขนาดตามความเหมาะสม 3) แผ่นฟิล์มใสปลอดเชื้อ (Transparent Dressing) 4) น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เช่น 0.2% Chlorhexidine in 70% Alcohol 5) สายยางรัดเส้นเลือด (Tourniquet) 6) ถุงมือสะอาด 7) พลาสเตอร์ 8) ถังทิ้งเข็ม 9) Alcohol-Based Hand Rup ขั้นตอนการแทงสายสวนหลอดเลือดดำ 1) พยาบาลกล่าวทักทายแนะนำตนเอง ทำการบ่งชี้ตัวผู้ป่วยตามหลัก 6 R 2) อธิบายให้ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแลเข้าใจ เพื่อให้ความร่วมมือ เช่น เหตุผลที่จำเป็นต้องให้สารน้ำ แผนการรักษา 3) สอบถามประวัติการแพ้ เช่น ประวัติแพ้ยา สารเคมี พลาสเตอร์ เป็นต้น 4) ล้างมือแบบ Hygienic Hand Washing 5) เตรียมชุดให้สารน้ำตามแผนการรักษา ระบุชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย ชนิดของสารน้ำ อัตรา การไหล เขียนวันเริ่มใช้และหมดอายุ ผู้ให้สารน้ำพร้อมทั้งตรวจสอบลักษณะของสารน้ำ เช่น ความขุ่น สี สิ่ง ผิดปกติอื่นๆ วันหมดอายุของสารน้ำ ไม่ควรแกะของ Sterile ออกจากบรรจุภัณฑ์แล้ววางบนพื้นที่สกปรก 6) จัดท่าผู้ป่วย ประเมินสภาพหลอดเลือด 7) รัด Tourniquet เหนือบริเวณที่จะแทง ประมาณ 6-8 นิ้ว (ในผู้ใหญ่) ระมัดระวังการใช้กับ ผู้ป่วยที่มีปัญหาเลือดออกง่ายหรือผู้ที่มีผิวหนัง/หลอดเลือดเปราะแตกง่าย เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสาร น้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 4/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) 8) ช่วยขยายหลอดเลือดดำ กรณีเห็นไม่ชัดเจน เลือกใช้เทคนิค ดังต่อไปนี้ - วางแขนที่จะแทงเข็มต่ำกว่าระดับหัวใจ - ประคบอุ่นบริเวณที่จะแทงเข็ม - ใช้ Cuff Blood Pressure พันบริเวณที่จะแทงเข็มโดยบีบแรงดันเข้า Cuff Blood Pressure น้อยกว่าแรงดัน Diastolic Blood Pressure ของผู้ป่วย 9) ใส่ถุงมือสะอาดทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะให้ 10) แทงเข็มด้วยเทคนิคปราศจากเชื้อ ตรวจสอบให้มั่นใจว่าสายสวนหลอดเลือดดำอยู่ใน หลอดเลือดโดยดูจากการไหลย้อนกลับของเลือดในสายสวนหลอดเลือดดำ 11) ปลดสายรัดดออกแล้วปิดตำแหน่งที่แทงสายสวนด้วยเทคนิคปลอดเชื้อโดยใช้แผ่นฟิล์มใส ปลอดเชื้อ 12) ต่อชุดให้สารน้ำ ปรับอัตราการไหลของสารน้ำพร้อมสังเกตอาการบวม 13) ปิดพลาสเตอร์เพื่อยึดตรึงการเลื่อนหลุดและไม่ปิดพลาสเตอร์ทับบริเวณตำแหน่งที่แทงเข็ม เพื่อให้สามารถสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน 14) ระบุวันที่หมดอายุติดที่มุมด้านใดด้านหนึ่งของแผ่นฟิล์มใสปลอดเชื้อตามความเหมาะสม ของตำแหน่ง (แนะนำปิดมุมด้านที่ไม่ย้อนเส้นขนบริเวรมือของผู้ป่วยเมื่อลอกแผ่นฟิล์มใส) 15) ให้คำแนะนำในการดูแลตนเอง อาการและอาการแสดงที่ผิดปกติในขณะได้รับสารน้ำ/ยา แก่ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแล 16)บันทึกในแบบบันทึกทางการพยาบาลให้ครบถ้วน เช่น ชนิดของสารน้ำที่ผู้ป่วยได้รับ ปริมาตร และปริมาณการให้ต่อชั่วโมง จำนวนครั้งการแทงจนสำเร็จ (Attempt) การให้ความรู้ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแล เข้าใจ เหตุผล ความจำเป็น และการพยาบาลต่างๆ ที่ผู้ป่วยได้รับ เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 5/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5.4 การดูแลบริเวรตำแหน่งที่ให้สารน้ำ/ยาทางหลอดเลือดดำ 1) ประเมินวัสดุปิดตำแหน่งให้สารน้ำต้องเป็นวัสดุปลอดเชื้อเท่านั้น กรณีผู้ป่วยมีเหงื่อออกมาก หรือมีสิ่งขับหลั่ง/เลือดออกมาก ซึ่งต้องประเมินเป็นระยะอาจต้องใช้ผ้าก๊อซปลอดเชื้อปิดและเปลี่ยนมาใช้ แผ่นฟิล์มใสปลอดเชื้อทันทีที่สามารถทำได้ 2) ประเมินผิวหนังบริเวณที่แทงโดยใช้เทคนิคมอง สัมผัสและเปรียบเทียบรยางค์ทั้งสองด้าน TLC plus (T=Touch, L=Look, C=Compare , Plus=Engage patiennts/families) เพื่อเฝ้าระวังอาการ แสดง เช่น ปวด บวม แดง เปียก และสอบถามอาการจากผู้ป่วย โดยความถี่ในการประเมินดังนี้ - ผู้ป่วยทั่วไปประเมินอย่างน้อยทุก 4 ชั่วโมง - ผู้ป่วยวิกฤต/ ได้รับยากดประสาท/มีความพร่องการรับรู้ ประเมินทุก 1-2 ชั่วโมง - ผู้ป่วยเด็กประเมินทุก 1 ชั่วโมง - ผู้ป่วยที่ได้รับสารน้ำและยาที่มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อ ต้องประเมินบ่อยกว่าทุก 1 ชั่วโมง - ผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนกลาง ประเมินอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง 3) การเปลี่ยนวัสดุปิดตำแหน่งที่แทงสายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลาย (IV Dressing) ⚫ ประเมินชุดให้สารน้ำทั้งระบบ (ตั้งแต่ขวดบรรจุสารน้ำ ชุดให้สารน้ำ ข้อต่อ อุปกรณ์ จนถึงตำแหน่งการให้สารน้ำ) รวมถึงวันหมดอายุ วัสดุปิดตำแหน่งให้สารน้ำ ⚫ ตรวจสอบชุดให้สารน้ำและระบบการให้สารน้ำ ดังนี้ - หลีกเลี่ยงการต่ออุปกรณ์เสริมโดยไม่จำเป็น เพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อโรค และการ เลื่อนหลุด - ระบุวันหมดอายุบน IV สีรุ้งที่ชุดให้สารน้ำ (96 ชั่วโมง : 4 วัน โดยนับจากวันเปิดใช้ วันแรกเป็นday 0) นับจากวันเปิดใช้ - ไม่ควรปลดชุดให้สารน้ำแบบต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น โดย กำหนด ระยะเวลาการ เปลี่ยนชุดให้สารน้ำ (IV Set) ดังนี้ - ไม่ควรเปลี่ยนชุดให้สารน้ำ/ยาชนิดต่อเนื่องบ่อยกว่า 96 ชั่วโมง (4วัน โดยนับจากวัน เปิดใช้วันแรกเป็นday 0) - เปลี่ยนชุดให้สารน้ำ/ยาแบบไม่ต่อเนื่องทุก 24 ชั่วโมง - เปลี่ยนชุดให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (TPN) ทุก 24 ชั่วโมง - เปลี่ยนชุดให้ไขมันทางหลอดเลือดดำทุก 12 ชั่วโมง เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 6/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) - เปลี่ยนชุดให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนถุง หรือทุก 4 ชั่วโมง 5.5 การดูแลบริเวณตำแหน่งที่ให้สารน้ำ/ยาทางหลอดเลือดดำ 1) ทำความสะอาดผิวหนังก่อนทำการปิดแผ่นฟิล์มใสปลอดเชื้อบนตำแหน่งให้สารน้ำ 2) ทำการเปลี่ยนแผ่นฟิล์มใสปลอดเชื้อเมื่อเปียกชื้น หลุด และสกปรก หรือเมื่อเปลี่ยนตำแหน่ง ให้สารน้ำทำการประเมินเพื่อพิจารณาเปลี่ยนวัสดุปิดตำแหน่งให้สารน้ำ ดังนี้ - กรณีพบว่า มีสารน้ำหรือเลือดซึมใต้วัสดุปิดตำแหน่งให้สารน้ำ ให้ดำเนินการเปลี่ยนวัสดุปิด ตำแหน่งให้สารน้ำทันที - กรณีครบวันหมดอายุ ให้เปลี่ยนวัสดุปิดตำแหน่งให้สารน้ำทันที - กรณีพบการใช้วัสดุปิดตำแหน่งให้สารน้ำที่ไม่ปลอดเชื้อ ให้เปลี่ยนทันที 3) ไม่ใช้ก๊อซ ผ้าพันแบบม้วน หรือวัสดุที่บดบังการมองเห็นในการช่วยยึดตรึงสายสวนหลอดเลือด เพื่อประเมินตำแหน่งให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ 5.6 การล้างและหล่อสายสวนหลอดเลือดดำ (Flushing and Locking) 1) การล้างสาย (Flushing) ด้วย 0.9% Sodium Chloride ควรทำก่อน ระหว่างให้ยาแต่ละ ชนิด และหลังให้ยา หรือสารละลายที่ไม่เข้ากัน กรณีไม่มีข้อห้าม 2) ทำความสะอาดข้อต่อก่อนการล้างและหล่อสายสวนหลอดเลือดดำทุกครั้ง (Scrub Hub) 3) ควรใช้สารละลายสำหรับล้างสายสวนหลอดเลือดดำ โดยมีปริมาตรอย่างน้อยสองเท่าของ ความจุสายสวนหลอดเลือดดำ เช่น Peripheral 3-5 ml Central line 10-20 ml เป็นต้น 4) ห้ามใช้ Sterile Water ในการล้างสายสวนหลอดเลือดดำ เพราจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เมื่อเริ่มต้นล้างสายสวนหลอดเลือด ให้ดูดเลือดออกมาช้าๆเพื่อประเมินการย้อนกลับของเลือด (Blood Return) ก่อนให้ยาและสารน้ำ 5) ห้ามออกแรงดันหลอดฉีดยา ถ้าพบมีแรงดันต้านหรือดูดเลือดกลับไม่ได้( check blood return ) ให้ตรวจสอบการอุดกั้นจากการพับ หัก งอ ของสายสวนหลอดเลือดดำ หรือมีการปิดสายให้สารน้ำ แต่ถ้าไม่พบแรงต้านขณะล้างสายสวนหลอดเลือด หรือมีการย้อนกลับของเลือด ให้เริ่มฉีดยาได้ 6) ภายหลังการฉีดยา ให้ล้างสายสวนหลอดเลือดดำโดยมีปริมาตรมากพอที่จะล้างยาให้หมด จากสายสวนหลอดเลือดดำ โดยไม่ให้มีเลือดย้อนคาสาย โดย flush ด้วย push-pause technique หรือ pulsatile turbulent และ locking ด้วย positive pressuretechnique เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือด ดำส่วนปลาย หน้าที่ 7/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) 7) กลุ่มที่คาสายสวนหลอดเลือดดำโดยไม่ให้สารน้ำ ให้หล่อสายสวนหลอดเลือดดำอย่างน้อยทุก 24 ชั่วโมง 5.7 การถอดสายสวนหลอดเลือดดำ (Remove Dressing) 1) ล้างมือแบบ Hygienic Hand Washing 2) ใส่ถุงมือสะอาดเพื่อป้องกันการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง 3) การลอกแผ่นฟิล์มให้ตวัดกลับเป็นมุม 180 องศา (Peel back Technique) หรือลอกและใช้มือ ข้างหนึ่ง Fix catheter ไม่ให้ขยับเลื่อน พร้อมกับอีกมือหนึ่งที่ลอกมุมฟิล์มแล้วดึงให้แผ่นฟิล์มให้ ยึด แล้วตวัดกลับ 180 องศา ไม่ควรดึงย้อนขน 4) ทิ้งอุปกรณ์ลงในถังขยะติดเชื้อ 5) ใช้สำลีก้อน/ก๊อซปราศจากเชื้อวางบน insert site (ห้ามกด) แล้วดึง catheter ออกแล้วจึงกด pressure เพื่อหยุดเลือดนานอย่างน้อย 30 วินาที (อย่าลืมตรวจดู catheter ว่ามีส่วนที่ฉีกขาดหลุดหายไป หรือไม่) 6) ปิดพลาสเตอร์ปราศจากเชื้อ หรือสำลีแห้งปราศจากเชื้อตามความเหมาะสม 7) ถอดถุงมือ และล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ (Hand washing or hand antiseptic) * ปฏิบัติโดยพยาบาลวิชาชีพเท่านั้น* 5.8 ภาวะแทรกซ้อนจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Infusion Related Complications) Phlebitis หมายถึง การอักเสบของหลอดเลือดดำส่วนปลาย อาจจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง 48 ชั่วโมงหลังจาก ถอดเข็มออก (Post Phlebitis) การป้องกันการเกิด Phlebitis ปฏิบัติ ดังนี้ - เลือกเข็มที่มีขนาดและความยาวเหมาะสมกับหลอดเลือดดำ - หลีกเลี่ยงการแทงเข็มบริเวณข้อพับบริเวณที่มีการเคลื่อนไหว บริเวณขา ปุ่มกระดูก และนิ้วมือ - การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลายที่เหมาะสม ต้องมีค่า pH ไม่น้อยกว่า 5 หรือไม่ มากกว่า 9 ค่า Osmolality ไม่เกิน 900 มิลลิออสโมล หรือความเข็มข้นของน้ำตาลไม่เกิน 10% Dextrose - มีการเตรียมผิวหนังบริเวณที่แทงเข็มให้สะอาดก่อนที่จะแทงเข็มโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทาบริเวณที่ จะแทงเข็ม ปล่อยให้แห้งเอง ห้ามพัดโบก เป่า และสัมผัส บริเวณที่แทงเข็มหลังทำความสะอาด ก่อนที่จะ แทงเข็ม - ใช้เทคนิคปลอดเชื้อทุกขั้นตอนในการบริหารยา/สารน้ำทางหลอดเลือดดำ - ยึดบริเวณตำแหน่งที่แทงเข็มให้แน่น เพื่อลดการเคลื่อนไหวบริเวณตำแหน่งที่แทงเข็ม เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 8/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) - ประเมินหลอดเลือด ตำแหน่งที่แทงเข็มโดยการคลำบริเวณผิวหนัง สังเกตอาการและอาการ แสดงของการเกิด Phlebitis โดยใช้ Phlebitis Scale (ดูภาคผนวก) ได้แก่ ปวด แดง ร้อน/อุ่น บวม เป็นก้อน แข็งบริเวณตำแหน่งที่แทงเข็ม การเกิดหนอง (Purulence) หรือคลำได้เป็นลำหลอดเลือดดำ (Palpable Venous Cord) การพยาบาลเมื่อเกิด Phlebitis ควรปฏิบัติดังนี้ 1) ประเมินอาการ อาการแสดง ระดับของ Phlebitis 2) ค้นหาสาเหตุของ Phlebitis ได้แก่ - จากสารน้ำหรือยาที่ได้รับ (Chemical Phlebitis) - จากเข็มที่เสียดสีกับหลอดเลือดดำ (Mechanical Phlebitis) - จากการติดเชื้อ (Bacterial Phlebitis) 3) ยุติการให้สารน้ำเมื่อเกิดPhlebitis ระดับ 1 ขึ้นไปและถอดเข็มโดยพยาบาลวิชาชีพเท่านั้น 4) เปลี่ยนหลอดเลือดดำที่ให้สารน้ำใหม่ หลีกเลี่ยงการแทงหลอดเลือดดำตำแหน่งเดิม 5) ประคบโดยวิธีการดังนี้ ประคบอุ่น ( dry warm ) อย่างน้อย 20 นาที ทุก 4hr เป็นเวลา 1 วัน โดยวิธีการประคบ อุ่นมีวิธีการปฏิบัติดังนี้ 5.1) ใช้ cold pack มาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 15 นาที แช่ด้วยน้ำธรรมดา 5.2) หลังจากนั้นแช่ด้วยน้ำร้อน 15 นาที ก่อนใช้งานห่อด้วยผ้าบางอีกครั้ง ในกรณีผู้ป่วยปวดให้ประคบเย็นก่อนเพื่อบรรเทาการปวด และสลับกับการประคบอุ่นเพื่อ บรรเทาการอักเสบและลดบวม ในกรณีที่พบ Phlebitis ระดับ 3 ให้รายงานแพทย์เจ้าของไข้และ รายงานความเสี่ยงตามระบบ 6) บันทึกข้อมูลการเกิด Phlebitis 7) ทบทวนอุบัติการณ์การเกิด Phlebitis เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาล 8) ประเมินการให้สารน้ำต่ออีก 48 ชั่วโมงหลังจากยุติการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และ แนะนำให้ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแล ประเมินอาการและอาการแสดงของ Phlebitis Infiltration/Extravasation Infiltration หมายถึง ภาวะที่ยาหรือสารน้ำรั่วออกนอกหลอดเลือดดำจากการบริหารยา โดยที่ ยาหรือ สารน้ำไม่มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับยา (Non-Vesicant Drugs) เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 9/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) Extravasation หมายถึง ภาวะที่ยาหรือสารน้ำรั่วออกนอกหลอดเลือดดำจากการบริหารยา โดยที่ ยา หรือสารน้ำมีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้รับ (Vesicant Drugs) 1) เลือกใช้เข็มแทงขนาดเล็กและสั้นที่สุดเหมาะสมกับขนาดของหลอดเลือดดำ และ วัตถุประสงค์ในการรักษา 2) หลีกเลี่ยงการแทงเข็ม ในตำแหน่งข้อพับ บริเวณที่มีการเคลื่อนไหว 3) การบริหารยาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด Extravasation ได้แก่ ยาที่มีความเป็นกรด ด่างสูง (pH < 5 หรือ > 9) ยาที่มีความเข็มข้นของ Dextrose > 10% และ Osmolality > 900 มิลลิออสโมล ควรให้ ทางหลอดเลือดดำใหญ่ (Central Vascular Access) 4) กรณีที่จำเป็นต้องให้ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย ให้เลือกหลอดเลือดดำขนาดใหญ่บริเวณ แขนก่อนการให้ยาทุกครั้งต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า เข็มที่ให้ยาหรือสารน้ำยังอยู่ในหลอดเลือดดำ โดย ตรวจสอบว่ามีเลือดย้อนกลับ 5) เฝ้าระวัง ประเมินตำแหน่งการให้ยาเป็นระยะในระหว่างการให้ยาโดยดูดเลือดขณะฉีดยาทุก 3-4 มิลลิลิตร 6) การบริหารยาที่มีความเสี่ยงต่อการทำลายเนื้อเยื่อ (Vesicant Drug) พร้อมกันหลายตัว ควร ให้ยากลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุดเป็นอันดับแรกในตำแหน่งที่ใกล้ตัวผู้ป่วยที่สุด และประเมินการเข้ากันได้ของยาหรือ สารละลายทุกครั้ง 7) เมื่อเกิดภาวะ Infiltration หรือ Extravasation ควรรายงานอุบัติการณ์ทันที บันทึกอาการ และอาการแสดงที่เกิดขึ้น เช่น ปวด ไหม้ บวม ส่วน Extravasation ที่เกิดจากยากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการ ทำลายเนื้อเยื่อ (Vesicant Drug) ต้องบันทึกรายละเอียดมากกว่า อาการและอาการแสดง เช่น ปริมาณที่รั่ว ตำแหน่ง ขนาด ความกว้างของผิวหนังที่ถูกทำลาย ขั้นตอนการจัดการ ระบุเวลา วันเดือนปี ที่เกิดเหตุการณ์ 8) ห้ามปิดเสียงเตือนของเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือด (Infusion Pump) เมื่อมีเสียงเตือนต้องประเมินตำแหน่งที่ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำทันทีเกี่ยวกับ Infiltration หรือ Extravasation 9) ให้ความรู้ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแลในการประเมินอาการและอาการแสดง Infiltration หรือ Extravasation เช่น เมื่อมีอาการชา หรือเจ็บแปลบ ปวดแสบ ไหม้ เป็นตุ่มน้ำ ให้รีบแจ้งพยาบาล การพยาบาลเมื่อเกิด Infiltration พยาบาลควรประเมินอาการและอาการแสดง ความรุนแรง และ ผลกระทบจากการเกิด Infiltration จากยา/สารน้ำ ควรปฏิบัติดังนี้ 1) ต้องหยุดการให้ยา/สารน้ำทันที เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 10/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


2) ถอดเข็มออก ห้ามออกแรงกดบริเวณตำแหน่งที่มีการรั่วซึม 3) ให้การพยาบาลที่เหมาะสมกับการเกิด เช่น การยกตำแหน่งที่เกิดให้สูง หรือประคบเย็น หรือ ร้อนตามชนิดของยา/สารน้ำ 4) ความถี่ในการประเมินขึ้นกับความรุนแรง และยา/สารน้ำที่ได้รับ 5. วิธีปฏิบัติ (ต่อ) 5) ใช้แบบประเมินความรุนแรงของการเกิด Infiltration (ดูภาคผนวก) 6) ทำเครื่องหมายแสดงขอบเขต หรือถ่ายรูปบริเวณที่มีการรั่วซึมของยา/สารน้ำ ประเมิน ปริมาณยา/สารน้ำที่รั่วซึม และต้องรายงานให้แพทย์รับทราบ 7) ให้ความรู้ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแลเกี่ยวกับอาการและอาการแสดง Infiltration ลักษณะของ ผิวหนัง และความรู้สึกเปลี่ยนไป เช่น ผิวหนังซีด ตึง สัมผัสแล้วเย็น แขนเคลื่อนไหวลำบาก การจัดการ พยาบาลเบื้องต้น และการประเมินติดตามอาการที่เกิดขึ้นภายหลังได้รับการรักษาพยาบาล 8) รายงานอุบัติการณ์ บันทึกในแบบบันทึกทางการพยาบาลให้ครบถ้วน การพยาบาลเมื่อเกิด Extravasation พยาบาลควรประเมินอาการและอาการแสดง ความรุนแรง และผลกระทบจากการเกิด Extravasation จากยา/สารน้ำ ควรปฏิบัติดังนี้ 1) ต้องหยุดการให้ยา/สารน้ำทันที 2) ก่อนถอดเข็มออก ต้องดูดยาหรือสารน้ำที่รั่วออกให้มากที่สุด หรือฉีดล้างเนื้อเยื่อที่เกิด Extravasation ด้วย Saline ซึ่งการฉีดล้างนี้ต้องกระทำโดยแพทย์ 3) ถอดเข็มที่แทงออก ห้ามออกแรงกดบริเวณตำแหน่งที่มีการรั่วซึม 4) รายงานอุบัติการณ์ 5) ทำเครื่องหมายแสดงขอบเขต หรือถ่ายรูปบริเวณที่มีการรั่วซึมของยา/สารน้ำ ประเมิน ปริมาณยา/สารน้ำที่รั่ว และต้องรายงานให้แพทย์ทราบ 6) ประเมินภาวะแทรกซ้อนจากยา/สารน้ำที่เป็นสาเหตุของการเกิด Extravasation 7) ความถี่ในการประเมินขึ้นกับความรุนแรง และยา/สารน้ำที่เป็นสาเหตุของการเกิด Extravasation 8) ใช้แบบประเมินระดับความรุนแรงของการเกิด Extravasation (ดูภาคผนวก) 9) การจัดการกับการเกิด Extravasation ขึ้นอยู่กับชนิดของยา/สารน้ำที่ได้รับ อาการและ อาการแสดงที่รุนแรง ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น การจัดการได้แก่ การประคบเย็นหรือร้อน การให้ยาต้านพิษ (Antidote) ปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อผ่าตัดและรักษา เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสาร น้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 11/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


10) เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนให้จัดการ ตามแนวทางการใช้ยาหรือสารน้ำที่มีความเสี่ยงต่อการ เกิด extravasation (ภาคผนวก) 11) การแทงเข็มให้ยา/สารน้ำใหม่ ห้ามแทงเข็มในตำแหน่งเดิม ต้องเปลี่ยนไปแทงเข็มอีกข้าง 12) ด้วยเข็มขนาดเล็กและสั้นที่สุด ที่เหมาะสมกับขนาดของหลอดเลือดดำ Air Embolism Air Embolism หมายถึง ภาวะที่มีฟองอากาศเป็นก้อนเข้าไปอุดตันในหลอดเลือด การป้องกันการเกิด Air Embolism ปฏิบัติดังนี้ 1) เตรียมยาหรือสารน้ำด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดฟองอากาศ การบริหารยาโดยใช้ข้อต่อ หลายทาง ระมัดระวังข้อต่อต่างๆ หลวม หลุด 2) ให้ยาหรือสารน้ำผ่านทางบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันฟองอากาศ (Filter) หรือผ่านเครื่องควบคุมการ ให้สารละลายทางหลอดเลือด (Infusion Pump) 3) จัดผู้ป่วยนอนท่า Trendelenburg ระหว่างแพทย์ใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางที่ Subclavian Vein หรือ Jugular Vein 4) ขณะเปลี่ยนชุดให้สารน้ำหรือข้อต่อต่างๆจัดท่าให้ตำแหน่งที่ใส่สายสวนหลอดเลือดดำอยู่ต่ำ กว่าระดับหัวใจ 5) แนะนำผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ดูแลในการสังเกตอาการและอาแสดงเกี่ยวกับการเกิดภาวะ Air Embolism 6) กรณีพบฟองอากาศ ต้องแก้ไขอย่างรวดเร็วด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ 7) การประเมินอาการและอาการแสดง Air Embolism ได้แก่ อาการหายใจลำบากเฉียบพลัน ไอ เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ เส้นเลือดดำที่คอโป่งตึง หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ หอบ ระดับความรู้สึกตัว เปลี่ยนแปลง มีการเปลี่ยนแปลงของสีผิวที่บริเวณใบหน้า มีอาการชาและเป็นอัมพาต การพยาบาลเมื่อเกิด Air Embolism ควรปฏิบัติดังนี้ 1) จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนตะแคงซ้าย (Left lateral Decubitus) ทันที ถ้าไม่มีข้อยกเว้นจาก การเจ็บป่วย เพราะป้องกันไม่ให้ฟองอากาศกระจายตัวไปตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย 2) รายงานแพทย์ 3) หาสาเหตุของการเกิด เช่น ถ้าไม่ปิดข้อต่อของยาหรือสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ควรปิดทันที 4) ประเมินสัญญาณชีพและอาการหรืออาการแสดงของการเกิดให้การพยาบาลและรักษาตาม อาการ เช่น ให้การบำบัดด้วยออกซิเจน 5) ติดตามอาการ ผลลัพธ์ของการรักษา และการพยาบาล เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 12/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


การพยาบาลเมื่อเกิด Air Embolism (ต่อ) 6) บันทึกข้อมูลและรายงานอุบัติการณ์ 6. เกณฑ์การชี้วัด อัตราการเกิดภาพรวม 6.1 อัตราการเกิด Phlebitis จำนวนอุบัติการณ์การเกิด phlebitis x100 = % peripheral phlebitis จำนวนของ peripheral catheter 6.2 อัตราการเกิด Infiltration จำนวนอุบัติการณ์การเกิด Infiltration x100 = % peripheral Infiltration จำนวนของ peripheral catheter 6.3 อัตราการเกิด Extravasation จำนวนอุบัติการณ์การเกิด Extravasation x100 = % peripheral extravasation จำนวนของ peripheral catheter 7. เอกสารอ้างอิง กระทรวงสาธารณสุข สถาบันบำราศนราดูร. (2560). คู่มือปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์. ชมรมเครือข่ายพยาบาลผู้ให้สารน้ำแห่งประเทศไทย. (2562). แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทาง หลอดเลือดดำ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด พรี-วัน. เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 13/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


8. ภาคผนวก ระยะเวลาการเปลี่ยนชุดให้สารน้ำต่างๆ หมายเหตุ: เมื่อเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์หรือเมื่อมีการปนเปื้อนให้เปลี่ยนทันที 1.กรณีเปลี่ยน Set IV ทุกครั้งที่เปิดใช้งาน 1.1 HAD ที่ drip เป็น dose ได้แก่ MgSO4 , KCL, Calcium ,K2PO4 เป็นต้น 1.2 ยาที่ต้องให้ทันที กำหนดโดยเภสัชกร ระบุในสติกเกอร์ และมีโปสเตอร์ 1.3 กรณีมีการเปลี่ยนความเข้มข้นใหม่ ให้เปลี่ยน Set IV ที่ให้ยาใหม่ทุกครั้ง 1.4 กรณีใช้ syringe pump บริหารยา ให้เปลี่ยนทั้ง syringe +extension 2. การใช้เครื่อง infusion pump ในการบริหารยา ATB 2.1. แพทย์ระบุ ≥ 3 ชม. เช่น Vancomycin, meroenem, tigecyclin, etapenem, imipemem เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 14/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร: ประเภทของ Set ระยะเวลาการเปลี่ยน IV Set, PCA, Solu Set เปลี่ยนทุก 96 ชั่วโมง Set Drip Antibiotic เปลี่ยนทุก 24 ชั่วโมง Set Lipid-Containing Solutions TPN เปลี่ยนทุก 12 ชั่วโมง Blood Set เปลี่ยนชุดให้เลือดและตัวกรองทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนถุง เลือดหรือทุก 4 ชั่วโมง Injection Plug, Needleless Connector เปลี่ยนทุก 96 ชั่วโมง (โดยนับจากวันเปิดใช้วันแรกเป็น day 0 ) Injection Hubs and Connection Ports เปลี่ยนทุก 96 ชั่วโมง(โดยนับจากวันเปิดใช้วันแรกเป็น day 0 ) ชุดให้ยา Propofol เปลี่ยนทุก 6-12 ชั่วโมงหรือเมื่อเปลี่ยนขวดยาใหม่, ตาม ข้อกำหนดของบริษัทผู้ผลิต


8. ภาคผนวก (ต่อ) 3.ยากลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิด extravasation 3.1 ให้มีการเตือนจากเภสัชกร เช่น ระบุสัญลักษณ์ในสติกเกอร์ยา 4.กำหนดให้เวรบ่ายทุกวัน เปลี่ยน Set IV ระยะเวลาการเปลี่ยน ขวด IV Fluid หมายเหตุ: เมื่อเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์หรือเมื่อมีการปนเปื้อนให้เปลี่ยนทันที ระยะเวลาการเปลี่ยนตำแหน่งการแทงเข็ม หมายเหตุ: Umbilical artery catheter ไม่ควรใส่ไว้นานเกิน 7 วัน, Umbilical venous catheter ไม่ควรใส่ไว้นานเกิน 14 วัน เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 15/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร: ชนิดของ IV Fluid ระยะเวลาการเปลี่ยน IV Fluid ทุกชนิด เปลี่ยนทุก 24 ชั่วโมง NSS/D5W (Piggy bag) เปลี่ยนเมื่อครบ 24 ชั่วโมง หลังเปิดใช้ ตำแหน่งการแทงเข็ม ระยะเวลาการเปลี่ยน Peripheral Catheter ประเมินอาการปวด บวม แดง ร้อน และการรั่วซึม ทุกเวร เน้น Clean and care เปลี่ยนเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ Peripheral Arterial Catheter Central Venous Catheter


การติด IV สีรุ้งที่ Set IV เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือด ดำส่วนปลาย หน้าที่ 16/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


การใช้ยาหรือสารน้ำที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด extravasation (ภาคผนวก) เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 17/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 18/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร: IV Dressing Technique 1. ระบุวันที่หมดอายุ (Expire Date) ชื่อผู้แทงเข็ม 2. ค่อยๆวางแผ่นฟิล์มใสให้ตำแหน่ง insert site อยู่ ติดที่มุมด้านใดด้านหนึ่งของแผ่นฟิล์มใสปลอดเชื้อ ตรงกลางของแผ่น อย่าดึงจนตึง 3. ค่อยๆลูบเบาๆให้ film ติดแนบผิวหนังทุกส่วน 4. ติด Expire Date ไว้มุมด้านใดด้านหนึ่งของแผ่นฟิล์ม ถ้าไม่ลูบให้แนบจะมีช่องว่างระหว่างฟิล์มกับผิวหนัง (แนะนำปิดมุมด้านที่ไม่ย้อนเส้นขนเมื่อลอกแผ่นฟิล์ม) คุณสมบัติการยึดติดจะลดลง โอกาสการหลุดของ แผ่นฟิล์มจะมาก


เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ส่วนปลาย หน้าที่ 19/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร: 8. ภาคผนวก (ต่อ) IV Dressing Technique 5. ปิดเทปกาวเพื่อยึดตรึงการเลื่อนหลุด (ไม่ปิดทับบริเวณตำแหน่งที่แทงเข็ม) แบบที่ 1 แบบที่ 2 Remove Dressing: Peel back Technique การลอกแผ่นฟิล์มให้ตวัดกลับเป็นมุม 180-องศา ตรวจดู Catheter ว่ามีส่วนที่ฉีกขาดหลุดหายไปหรือไม่ แล้วใช้สำลีก้อน/ก๊อซปราสจากเชื้อวางบน insert site ดึง Catheter ออก แล้วกด pressure เพื่อหยุดเลือด


เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 20/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร: กายวิภาคเส้นเลือดดำ


เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 21/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร: Infiltration Scale Grade Definition picture 0 ไม่มีอาการ 1 ผิวหนังซีด สัมผัสแล้วเย็น บวม ขนาดน้อยกว่า 1 นิ้ว ปวดหรือไม่ปวดก็ได้ 2 ผิวหนังซีด สัมผัสแล้วเย็น บวม ขนาด 1-6 นิ้ว ปวด หรือ ไม่ปวดก็ได้ 3 ผิวหนังซีด สัมผัสแล้วเย็น บวมใส ขนาด > 6 นิ้ว ปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง อาจมีอาการชาได้ 4 ผิวหนังซีด เย็น บวมตึงใส ผิวหนังเปลี่ยนสี มี รอยช้ำ ปริแตก บวม ตึงใส ขนาด > 6 นิ้วกดบุ๋ม การไหลเวียนเลือดลดลง ปวด ปานกลาง ถึง รุนแรง เกณฑ์การรายงานเมื่อเกิด Infiltration 1. รายงานการเกิด ตั้งแต่ระดับ 1 ขึ้นไป ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก 2. Infiltration ระดับ 3 ให้คิดเป็นอัตราการติดเชื้อภายในโรงพยาบาล (HAI)


Phlebitis Scale เกณฑ์การรายงานเมื่อเกิด phlebitis 1. รายงานการเกิด Phlebitis ตั้งแต่ระดับ 1 ขึ้นไป ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก 2. Phlebitis ระดับ 4 ให้คิดเป็นอัตราการติดเชื้อภายในโรงพยาบาล (HAI เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 22/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


Extravasation scale เกณฑ์การรายงานเมื่อเกิด Extravasation 1. รายงานการเกิด Extravasation ตั้งแต่ระดับน้อยขึ้นไป ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก เรื่อง: การพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอด เลือดดำส่วนปลาย หน้าที่ 23/23 ระดับเอกสาร: ระเบียบปฏิบัติ รหัสเอกสาร:


Click to View FlipBook Version