By
Kunanya Dumkhum
M 2/2 NO. 35
This is a report for teaching in the English language
course.
This report contains content based on the English
language courses at the elementary level.
This report was created by
Kunanya Dumkhum M 2/2 NO. 35
PPrreesseenntt SSiimmpplleeTTeennssee
Present แปลวา่ ปัจจบุ นั ดงั นนั้ Present Simple Tense จึงเปน็ ประโยคทม่ี โี ครงสรา้ งแบบงา่ ย ๆ เพือ่ ใช้พดู
ถงึ เหตกุ ารณใ์ นปจั จบุ นั นน่ั เอง โดยมีลกั ษณะตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1. ใชเ้ พอ่ื พดู ถงึ ความเปน็ จรงิ ในชีวติ ประจาวนั หรือความเป็นจรงิ ตามธรรมชาติ ถงึ แม้วา่ เหตกุ ารณน์ นั้ จะเปน็ อดตี
หรืออนาคตกต็ าม เช่น
When the earth moves around itself, it makes Day and Night.
(เม่ือโลกหมนุ รอบตวั เอง มนั ทาใหเ้ กดิ กลางวนั กลางคนื )
Durian is the king of fruit.
(ทเุ รียนเป็นราชาผลไม้)
2. ใช้เพือ่ พดู ถงึ เหตกุ ารณ์ นิสัย หรือการกระทาทเี่ กดิ ขนึ้ ซา้ ๆ บ่อย ๆ เปน็ ประจาทกุ วนั เชน่
I walk to school every day.
(ฉันเดนิ ไปโรงเรยี นทุกวนั )
Nuda always help other people so everyone loves her.
(นุดาชว่ ยเหลอื คนอนื่ เปน็ ประจา ดงั นนั้ ทกุ คนจงึ รกั หลอ่ น)
3. ใชเ้ พ่ือใหค้ าแนะนาหรอื การบอกทศิ ทาง เชน่
Turn off the television before going to bed.
(ปดิ โทรทัศนก์ อ่ นเขา้ นอน)
You go straight for 300 meters, then the destination is on your left.
(คุณเดนิ ตรงไป 300 เมตรและจดุ หมายปลายทางจะอยู่ทางซา้ ยมือของคณุ )
รปู ประโยคของ Present Simple Tense
ดงั ท่ีไดก้ ลา่ วขา้ งตน้ วา่ Present Simple Tense คือประโยคทบ่ี อกเลา่ เรอื่ งราวตา่ ง ๆ เช่น ฉันวา่ ยนา้ ทุก ๆ
วัน โดยรปู ประโยคของ Present Simple Tense มรี ปู แบบดงั ตอ่ ไปนี้
1. ประโยคบอกเลา่
โครงสรา้ งของประโยคบอกเลา่ : Subject + Verb.1 + Object + (คาบอกเวลา) ทัง้ น้ีคากรยิ าชอ่ งที่
1 นนั้ จะมกี ารเตมิ s หรอื es ถา้ หากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) แตถ่ ้าประธานเปน็ I,
You หรือประธานพหพู จน์ (You (หลายคน), We, They) ใหค้ งรปู คากรยิ านน้ั ๆ ไว้เช่นเดมิ เชน่
I go to university by bus every morning.
(ฉนั ไปมหาวทิ ยาลยั โดยรถโดยสารประจาทางทกุ เช้า)
**ประโยคนป้ี ระธานคือ I แม้จะเปน็ เอกพจนแ์ ตเ่ ปน็ ขอ้ ยกเวน้ ดงั กรยิ า go จงึ ไม่ตอ้ งเตมิ s หรือ es
He plays guitar very well.
(เขาเลน่ กตี ารเ์ กง่ มาก)
**ประโยคนป้ี ระธานคือ He เป็นเอกพจน์ กรยิ าคอื play จึงต้องเตมิ s
They enjoy playing the football.
(พวกเขาสนกุ กบั การเลน่ ฟตุ บอล)
**ประโยคนปี้ ระธานคอื They เปน็ พหพู จน์ กริยาคอื enjoy จงึ ไมต่ อ้ งเตมิ s หรอื es
NNOOTTEE
ความรเู้ พมิ่ เตมิ : หลักการเตมิ s,es นนั้ งา่ ยนดิ เดยี ว คือ คากรยิ าท่ีลงทา้ ยดว้ ย ch, o, s, ss, sh, x ใหเ้ ตมิ
es เม่ือประธานของประโยคเปน็ เอกพจน์ (He, She, It) เช่น
She washes her car.
ประธานของประโยคคอื She ซึ่งเปน็ เอกพจน์ คากรยิ าคอื wash ทลี่ งทา้ ยดว้ ย sh จึงตอ้ งเตมิ es ต่อทา้ ย
สว่ นคากรยิ าอน่ื ๆ ทไี่ ม่ไดล้ งทา้ ยดว้ ยพยญั ชนะทงั้ 6 ตวั นั้น ให้เตมิ s หลังคากรยิ าในประโยคท่ีมปี ระธาน
เปน็ เอกพจนไ์ ดเ้ ลย เช่น
My mom cooks some food for me.
ประธานของประโยคคอื My mom ซ่งึ เป็นเอกพจน์ เราใช้ She แทน My mom ได้ คากรยิ าคอื cook ท่ี
ไม่ไดล้ งทา้ ยดว้ ยพยัญชนะตามกฎ จงึ เตมิ s ได้ทนั ที
และถา้ หากคากรยิ านน้ั ลงทา้ ยดว้ ย y ให้เปล่ียน y เป็น i แล้วเตมิ es ทา้ ยคากรยิ านนั้ เช่น
study - studies, fly - flies, carry - carries เปน็ ตน้ แตม่ ขี อ้ ยกเวน้ คือ ถา้ หากหนา้ y เป็นสระ
(A, E, I, O, U) ให้เตมิ s ไดท้ นั ที เชน่ play - plays, buy - buys, stay - stays
2. ประโยคคาถาม
โครงสรา้ งของประโยคคาถามใน Present Simple Tense มีสองรปู แบบคอื
แบบท่ี 1 : Verb to be + Subject + Object/สว่ นขยาย + (คาบอกเวลา) ?
ใช้เมื่อในประโยคนน้ั มี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เชน่
She is my sister. ---> Is she your sister ?
(หลอ่ นเปน็ นอ้ งสาวคณุ หรอื เปลา่ ?)
เมอื่ เหน็ V. to be ในประโยคใหน้ า V. to be ข้ึนต้นประโยคนาหนา้ ประธานไดเ้ ลย เพยี งเทา่ นกี้ จ็ ะ
กลายเป็นประโยคคาถาม (และอยา่ ลมื เปลย่ี นคาสรรพนามดว้ ยนะคะ จาก my เปน็ your)
แบบที่ 2 : Verb to do + Subject + Verb.1 + Object + (คาบอกเวลา)?
ใชเ้ มอ่ื ประโยคนนั้ ไม่มี V. to be จึงตอ้ งนา V. to do ไดแ้ ก่ do กับ does เขา้ มาชว่ ย โดยขนึ้ ตน้ ประโยค
นาหนา้ ประธาน ซง่ึ มีวธิ กี ารใช้ท่แี ตกตา่ งกนั คือ Do ใช้นาหนา้ I, You และประธานท่ีเปน็ พหพู จน์ (You, We,
They) สว่ น Does ใช้นาหนา้ ประธานทเ่ี ปน็ เอกพจน์ (He, She, It) และคากรยิ าคงรปู ช่องท่ี 1 เหมือนเดมิ
โดยไม่ตอ้ งเตมิ s, es เชน่
They play football every evening.--->Do they play football every evening?
(พวกเขาเลน่ ฟตุ บอลทกุ เยน็ หรอื เปลา่ ?)
ประโยคนไี้ มม่ ี V. to be อยู่ในประโยค จึงนา V. to do มาใชข้ น้ึ ตน้ ประโยคนาหนา้ they ซง่ึ เปน็ ประธาน
พหพู จน์
That cat eats fish. ---> Does that cat eat fish ?
(แมวตวั นน้ั กนิ ปลาหรอื เปลา่ ?)
ประโยคนไี้ มม่ ี V. to be อยู่ในประโยค จึงนา V. to do น่นั กค็ อื does มาใช้ขน้ึ ตน้ ประโยคนาหนา้ that
cat หรือกค็ อื it ซึง่ เปน็ ประธานเอกพจน์ โดยคากรยิ าคอื eat มกี ารตดั s ออกในประโยคคาถาม
3. ประโยคปฏเิ สธ
รูปแบบประโยคปฏเิ สธใน Present Simple Tense มสี องรปู แบบคลา้ ยกบั รปู แบบประโยคคาถามคอื
แบบท่ี 1 : Subject + Verb to be + not + Object/สว่ นขยาย + (คาบอกเวลา)
ใช้เมื่อในประโยคนน้ั มี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เชน่
I am your servant. ---> I am not your servant.
(ฉันไมไ่ ดเ้ ปน็ คนรบั ใชข้ องคณุ )
เมอ่ื เหน็ V. to be ในประโยคใหเ้ ตมิ not ไว้หลงั V. to be ไดท้ ันที เพียงเทา่ นกี้ จ็ ะกลายเปน็ ประโยคปฏเิ สธ
แบบที่ 2 : Subject + Verb to do + not + Verb.1 + Object + (คาบอกเวลา)
แบบท่ีสองใช้เมอ่ื ประโยคนนั้ ไมม่ ี V. to be จึงตอ้ งนา V. to do ไดแ้ ก่ do กับ does เข้ามาช่วยแลว้ ตามหลงั ดว้ ย
not เพื่อบอกความปฏเิ สธ ส่วนคากรยิ าใหค้ งรปู ชอ่ งที่ 1 เหมือนเดมิ โดยไมต่ อ้ งเตมิ s,es เช่น
He watches television at home. --->He does not watch television at home.
(เขาไมไ่ ดด้ โู ทรทศั นอ์ ยทู่ บี่ า้ น)
ประโยคนไ้ี มม่ ี V. to be อยใู่ นประโยค จึงนา V. to do นัน่ กค็ อื does มาเปน็ กรยิ าชว่ ย และตามดว้ ย not
เพือ่ บอกรปู ปฏเิ สธ สว่ นคากรยิ าเมอื่ อยใู่ นรปู ปฏเิ สธแลว้ ใหต้ ดั s,es ท้งิ คงเหลอื คากรยิ าชอ่ งที่ 1 รปู เดมิ
Present Continuous Tense
ลักษณะเดน่ ของรปู ประโยค Present Continuous Tense คือ การใช้ V. to be (Is, Am, Are) และตาม
ด้วยคากริยาทมี่ ีการเตมิ -ing โดยรปู ประโยค Present Continuous Tense มี 3 รูปแบบ ดังน้ี
1. ประโยคบอกเลา่
โครงสรา้ งประโยคบอกเลา่ : Subject + V. to be + Verb. เตมิ ing + Object +
(คาบอกเวลา)
ส่ิงทเ่ี ราตอ้ งคานงึ ในรปู ประโยคของ Present Continuous Tense คอื การใช้ V. to be ซ่ึงประกอบดว้ ย is,
am, are โดยจะเลอื กใช้ V. to be ตวั ใดนนั้ ใหส้ งั เกตทีป่ ระธานของประโยค
ถา้ ประธานเป็น He, She, It ให้ใช้ is แตถ่ า้ ประธานเปน็ I ใหใ้ ช้ am และถา้ ประธานเปน็ You, We, They
ใหใ้ ช้ are และเปลยี่ นรปู คากรยิ าโดยการเตมิ ing ตัวอยา่ งเชน่
My sister is playing violin.
(นอ้ งสาวของฉนั กาลงั เลน่ ไวโอลนิ )
** ประโยคนปี้ ระธานคอื My sister หรือใช้ She แทนได้ จึงต้องตามดว้ ย V. to be คอื is และเตมิ ing หลงั
คาวา่ play
We are reading newspaper now.
(พวกเรากาลงั อา่ นหนงั สอื พมิ พต์ อนน้ี)
** ประโยคนป้ี ระธานคอื We ซงึ่ เปน็ พหพู จน์ ตอ้ งตามดว้ ย V. to be คอื are และเตมิ ing หลงั คาวา่ read
I am sleeping under the tree.
(ฉันกาลงั นอนอยใู่ ตต้ น้ ไม้)
** ประโยคนป้ี ระธานคอื I ซง่ึ ถงึ แมว้ า่ จะเปน็ เอกพจน์ แต่จะตอ้ งตามดว้ ย V. to be คอื am เทา่ นนั้ และเตมิ
ing หลังคาวา่ sleep
2. ประโยคคาถาม
โครงสรา้ งประโยคคาถาม : V. to be + Subject + Verb. เตมิ ing + object + (คาบอกเวลา)?
ประโยคคาถามใน Present Continuous Tense ไม่มกี ฎอะไรมากมายเลยคะ่ เพยี งแคส่ ลบั ท่ี V. to be
ขน้ึ มาไวต้ น้ ประโยค โดยตอ้ งพจิ ารณาการเลอื กใช้ V. to be ตามประธานของประโยคดว้ ย เพยี งเทา่ นกี้ จ็ ะได้
ประโยคคาถาม ตวั อย่างเชน่
Is it raining at the moment ?
(ฝนกาลงั ตกอยตู่ อนนหี้ รอื เปลา่ ?)
Are you lying to me ?
(คุณกาลงั โกหกฉนั หรอื เปลา่ ?)
3. ประโยคปฏเิ สธ
โครงสรา้ งประโยคปฏเิ สธ : Subject + V. to be + not + Verb. เติม ing + object +
(คาบอกเวลา)
สาหรบั รปู ประโยคปฏเิ สธคงรปู เดมิ คลา้ ยกบั ประโยคบอกเลา่ แต่เพม่ิ not ข้นึ มาหลงั V. to be เพยี งเทา่ นกี้ จ็ ะ
เปน็ ประโยคปฏเิ สธใน Present Continuous Tense ตัวอยา่ งเชน่
The students are not studying Science.
(นักเรยี นไมไ่ ดก้ าลงั เรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์)
Sunisa is not doing homework.
(สุนิสาไมไ่ ดก้ าลงั ทาการบา้ น)
I am not swimming in the canal.
(ฉนั ไมไ่ ดก้ าลงั วา่ ยนา้ อยใู่ นลาคลอง)
Past Simple Tense
Past Simple Tense ใชใ้ นเหตกุ ารณใ์ นอดตี ทจ่ี บไปแลว้ หรือ ใช้บอกในเรอื่ งทเ่ี ปน็ กจิ วตั รประจาในอดตี
หรอื เคยไปทไ่ี หนในอดตี มาแลว้
ใช้กบั เรอ่ื งทเ่ี กดิ ขนึ้ ในอดตี และจบสนิ้ ลงไปเรยี บรอ้ ยแลว้ สงั เกตงา่ ย ๆ ว่ามักจะมกี ารระบุ
ช่วงเวลาไวด้ ว้ ยวา่ เกดิ ขน้ึ เมอ่ื ไหร่ และใชก้ รยิ าช่อง 2
ประโยคบอกเลา่ S. + V.2 I went to the theme park yesterday.
ประโยคปฎเิ สธ S. + did not + V.1 She didn’t come to Thailand last year.
ประโยคคาถาม Did + S + V.1 Did you see Jane at the bank last hour?
Key word บอกเวลาซง่ึ จบไปแลว้ ท่ีพบบอ่ ย ๆ ในประโยค Past Simple Tense ได้แก่ Yesterday, Last ,
Ago โดยใชร้ ว่ มกบั คาบอกเวลาอนื่ ๆ
last hour, last
last + เวลา/ วัน/ night, last Monday, last
Did they study Science last
Last สปั ดาห์/ เดอื น/ฤด/ู ปี week, last month, last
Monday.
summer, last winter, last
year
วนิ าที / นาที/ ชวั่ โมง/ 5 minutes ago, 3 day
The bus arrived thirty
Ago วัน/ สปั ดาห์/ เดือน/ ปี ago, 2 weeks ago,
minutes ago.
+ ago 1 month ago, 4 years ago
PPaassttCCoonnttiinnuuoouussTTeennssee
เป็นประโยคทกี่ ลา่ วถงึ เหตกุ ารณท์ กี่ าลงั เกดิ ขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอื่ งในอดตี
โครงสรา้ งประโยค Past continuous tense
ประโยคบอกเลา่ S + was/were +
He was playing football yesterday at 10 am.
V.ing
ประโยคปฏเิ สธ S + was/were + not He was not playing football yesterday at
+V.ing 10 am.
ประโยคคาถาม Was/Were+ S +
Was he playing football yesterday at 10 am?
V.ing
Past continuous tenseใชเ้ ลา่ ถงึ เหตกุ ารณใ์ นอดตี ซงึ่ มดี ว้ ยกนั 3 แบบ คอื
1. เหตุการณท์ ก่ี าลงั เกดิ ในอดตี เชน่
It was raining yesterday at noon.
(ฝนตกลงมาเมอ่ื วานตอนเทีย่ ง)
2. เหตุการณท์ ี่กาลงั เกดิ ตอ่ เนอ่ื งอยใู่ นอดตี ซง่ึ เกดิ ขน้ึ อยกู่ อ่ น แลว้ กม็ ีอกี เหตุการณห์ นงึ่ เขา้ มาแทรก เชน่
I was having a beautiful dream when the alarm clock rang.
(ฉันกาลงั ฝนั ดอี ยเู่ ชยี ว นาฬกิ าปลกุ ก็ดนั ดงั ขนึ้ )
3. เหตุการณก์ าลงั เกดิ ไปพรอ้ ม ๆ กนั ในอดตี ไมม่ ีอันไหนเกดิ กอ่ นเกดิ หลงั เช่น
While my mom was cooking, my dad was washing his car.
(ขณะทแ่ี มก่ าลงั ทาอาหาร พอ่ ก็กาลงั ลา้ งรถ)
PPrreesseenntt PPeerrffeecctt TTeennssee
Present Perfect Tense เป็น Tense เป็นเหตกุ ารณใ์ นอดตี ทม่ี ผี ลตอ่ เนอื่ งถงึ ปจั จบุ นั
โครงสรา้ งของ Present Perfect Tense คอื Subject + has / have + V3
has / have ผันตามประธาน ดงั นี้
- ประธานเปน็ เอกพจน์ (He, She, It, John, Jane) ใช้ has
- ประธานเปน็ พหพู จน์ (I, You, We, They, The dogs, Students) ใช้ have
หลกั การใช้ Present Perfect Tense คอื
1. ใช้กบั เหตกุ ารณท์ เ่ี พงิ่ จบไป หรอื เพงิ่ จบลงใหม่ ๆ มักจะมคี าวา่ just, already หรือ yet ในประโยค เชน่
Has the train arrived yet?
(รถไฟมาถงึ หรอื ยงั )
Daniel has just informed us where to meet tomorrow.
(แดเนยี ลเพง่ิ แจง้ เราวา่ พรงุ่ นจี้ ะให้ไปเจอกนั ทไี่ หน)
2. ใช้กบั เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ตงั้ แตอ่ ดตี และมผี ลหรอื ยงั คงสภาพจนถงึ ปจั จบุ นั แต่เหตกุ ารณน์ น้ั ไดจ้ บลงไปแลว้ โดย
สว่ นใหญจ่ ะมคี าวา่ since, for, ever since, so far อยู่ในประโยค เชน่
I’ve known her for years.
(ฉันรู้จกั เธอมาหลายปีแลว้ )
Wendy has lived here ever since.
(เวนดอ้ี ยทู่ นี่ ม่ี าตง้ั แตบ่ ดั นนั้ )
3. ใชใ้ นการเลา่ ประสบการณต์ า่ ง ๆ ส่วนใหญจ่ ะมคี าวา่ never, ever, once, twice รวมอยดู่ ว้ ย เชน่
Have you ever been to Japan?
(คณุ เคยไปประเทศญีป่ นุ่ ไหม)
She has been to Japan twice.
(เธอเคยไปญป่ี นุ่ สองครงั้ )
4. ใช้ในโครงสรา้ ง If-clause แบบท่ี 1 ในสว่ นของเงอ่ื นไขทแี่ สดงวา่ ถา้ ทาเหตกุ ารณห์ นงึ่ เสรจ็ แลว้ อกี
เหตกุ ารณจ์ ะเกิดขน้ึ เช่น
The children can go out, if they have finished their homework.
(เดก็ ๆ สามารถออกไปเลน่ ขา้ งนอกได้ ถา้ พวกเขาทาการบา้ นเสร็จ)
CCoommppaarriissoonn ooff AAddjjeeccttiivveess
การใชค้ าคณุ ศพั ท์ในการเปรยี บเทยี บมอี ยู่ 3 ขั้น คอื
1. การใช้คาคณุ ศพั ทใ์ นการเปรยี บเทยี บขน้ั ปกติ (Positive/Regular Adjectives)
โครงสรา้ งประโยค : S + V. to be + as adjective as
เราใช้ as…as ในการเปรยี บเทยี บของสองสงิ่ ทเ่ี ทา่ กนั หรอื เหมอื นกนั ทกุ ประการ โดยคาคณุ ศพั ท์ทใ่ี ช้
เปรียบเทียบในขนั้ ธรรมดานจ้ี ะไมม่ กี ารเปลยี่ นรปู หรอื เตมิ คาใด ๆ หลงั adjective น้ัน ๆ เช่น
Harry is as tall as his brother.
(แฮรส่ี งู เทา่ กนั กบั นอ้ งชายของเขา)
This bag is as expensive as that one.
(กระเปา๋ ใบนแ้ี พงเทา่ กนั กบั อกี ใบหนง่ึ )
2. การใชค้ าคณุ ศพั ทใ์ นการเปรยี บเทยี บขน้ั กวา่ (Comparative Adjectives)
โครงสรา้ งประโยคแบบที่ 1 : S + V. to be + adj. +er + than
การเปรยี บเทยี บคาคณุ ศพั ทข์ น้ั กวา่ นม้ี ี 2 รปู แบบ คือ รปู แบบแรกจะมกี ารเตมิ -er ทา้ ยคาคณุ ศพั ท์
(adjective) นน้ั ๆ และตามดว้ ย than เพื่อเปรยี บเทียบวา่ สิง่ หนงึ่ … กวา่ อกี สงิ่ หนงึ่ เช่น
Pug is smaller than Siberian.
(สุนัขพนั ธป์ุ กั๊ ตวั เลก็ กวา่ สนุ ขั พนั ธไุ์ ซบเี รยี น)
โครงสรา้ งประโยคแบบที่ 2 : S + V. to be + more + adj. + than
รปู แบบทสี่ องจะเตมิ คาวา่ more ไว้ด้านหนา้ แลว้ ตามดว้ ยคาคณุ ศพั ท์ (adjective) น้นั ๆ และตามดว้ ย
than เพื่อเปรยี บเทียบวา่ สิง่ หนงึ่ … กวา่ อกี สงิ่ หนงึ่ เช่น
Physics is more difficult than Math.
(วชิ าฟสิ กิ สย์ ากกวา่ วชิ าคณติ ศาสตร์)
Karaked is more beautiful than Chanward.
(การะเกดสวยกวา่ จนั ทรว์ าด)
3. การใชค้ าคณุ ศพั ทใ์ นการเปรยี บเทยี บขนั้ สงู สดุ (Superlative Adjectives)
โครงสรา้ งประโยคแบบที่ 1 : S + V. to be + the + adj. + est
การเปรยี บเทยี บขนั้ สงู สดุ นม้ี ี 2 รปู แบบ คือ รปู แบบแรกจะใช้ the นาหนา้ adj. ทมี่ กี ารเตมิ -est ท้าย
คานน้ั ๆ เพอื่ เปรยี บเทยี บวา่ ส่ิงนนั้ … ทส่ี ดุ เช่น
She was the cleverest girl I have ever known.
(หลอ่ นเปน็ ผู้หญงิ ทฉี่ ลาดทสี่ ุดทฉี่ นั เคยรจู้ กั มา)
โครงสรา้ งประโยคแบบที่ 2 : S + V. to be + the + most + adj.
รปู แบบทสี่ อง จะใส่ the most ไวด้ า้ นหนา้ adj. นน้ั ๆ เพอื่ เปรยี บเทียบวา่ ส่งิ นนั้ … ที่สดุ เชน่
I am the most beautiful woman in this world.
(ฉันเปน็ ผู้หญงิ ทส่ี วยทสี่ ดุ ในโลกน้ี)
BBee GGooiinngg ttoo
โครงสรา้ ง be (is am are) going to เป็นการบอกถงึ สง่ิ ทีก่ าลงั จะทา ในอนาคตที่มกี ารตดั สนิ ใจและ
วางแผนมาแลว้ ดงั นี้
1.พดู ถงึ สง่ิ ที่กาลงั จะเกิดขนึ้ ซ่ึงตัดสนิ ใจหรอื ตง้ั ใจแลว้ 100% ว่าจะทา ในอนาคต เช่น
He is going to buy a new car soon.
(เขากาลงั จะซอื้ รถใหมเ่ รว็ ๆ นี้)
I’m going to Japan next year.
(ปหี นา้ ฉนั จะไปญป่ี ุน่ )
We are going to have fun at the party.
(พวกเราจะไปสนกุ กนั ในงานปารต์ ้ี)
2.พดู ถงึ สง่ิ ทค่ี อ่ นขา้ งแนใ่ จวา่ จะเกดิ ขน้ึ เชน่
I feel dreadful; I’m going to be sick.
(ฉันรู้สกึ แยม่ าก ฉนั กาลงั จะไมส่ บาย)
It's 8.30! You're going to miss your train!
(แปดโมงครง่ึ แลว้ ! นายกาลงั จะพลาดรถไฟนะ!)
WWiilll
Will ใช้เมือ่ ตดั สนิ ใจจะทาอะไรในขณะทพี่ ดู นน้ั เลย ไมไ่ ด้วางแผนไวล้ ว่ งหนา้ ดงั น้ี
1. พูดเมอ่ื ตดั สนิ ใจจะทาเดย๋ี วนน้ั เช่น
I will do it now.
(ฉันจะทามนั เดย๋ี วนแี้ หละ)
2. พูดเมอื่ คดิ วา่ เช่ือวา่ หรือ น่าจะ เกดิ บางสง่ิ ขนึ้ ในอนาคต โดยมคี าใหส้ งั เกตคอื I think, I hope,
probably, possibly, doubt เปน็ ตน้ เชน่
I think the train will come soon.
(ฉันคิดวา่ รถไฟจะมาในไมช่ า้ นแี้ หละ)
Nida hopes that Chana will ask her out.
(นิดาหวงั วา่ ชนะจะชวนเธอออกเดท)
3. เพอ่ื ให้คาสญั ญาหรอื ตอบรบั ขอ้ เสนอในขณะเวลาทพี่ ดู นน้ั เช่น
I will gladly help you with this project
(ฉันยินดจี ะช่วยคณุ ในโปรเจค็ น)้ี
4. เม่อื เปน็ รปู ปฏเิ สธจะใช้ Won’t เช่น
I won’t say anything to anyone.
(ฉนั จะไมพ่ ดู อะไรกบั ใคร)
SShhoouulldd // sshhoouullddnn’’tt
Should (ควร) เป็นการแนะนา เช่น
It’s late so you should go home.
มันดกึ แลว้ ดงั นนั้ คณุ ควรจะกลบั บา้ น
You should see that film.
คณุ ควรไปดหู นงั เรอ่ื งนนั้
We should brush our teeth before going to bed.
เราควรแปรงฟนั กอ่ นเขา้ นอน
You should be polite to other people.
คณุ ควรจะทาตวั สภุ าพกบั คนอนื่
should not / shouldn’t
You should not call anyone on the phone after 9pm.
คณุ ไมค่ วรจะโทรไปหาใครหลงั สามทุ่ม
He shouldn’t talk to his mother like that.
เขาไมค่ วรจะพดู กบั แมเ่ ขาแบบนน้ั
Should have + verb participle (v.3)
Should have + verb participle (v.3) คอื ควรทาสง่ิ นน้ั ในอดตี เพราะในปจั จบุ นั ไม่ไดท้ า
จงึ เกดิ อาการเสยี ดายทไ่ี ม่ไดท้ ามนั ลงไป เช่น
I should have bought that bag. I like it so much.
(ฉันนา่ จะซอื้ กระเปา๋ ใบนนั้ ฉันชอบมนั มาก)
I failed the test. I should have studied harder.
(ฉนั สอบตก ฉนั นา่ จะตง้ั ใจทบทวนบทเรยี นมากกวา่ นี้)
Shouldn’t have + verb participle (v.3)
Shouldn’t have + verb participle (v.3) คือ ไมค่ วรทาสง่ิ นนั้ ลงไปเลย เชน่
Sarah talked all the way through the movie. I shouldn’t have invited her to
the cinema.
(ซารา่ พดู ตลอดเวลาเลย ฉันไมน่ า่ ชวนเธอมาดหู นงั ดว้ ยเลย)
My brother is in jail. He shouldn’t have robbed a bank.
(พีช่ ายของฉนั ตดิ คุก เขาไมค่ วรปลน้ ธนาคารเลย)
The movie was boring. We shouldn’t have watched it.
(หนงั นา่ เบอื่ มาก เราไมน่ า่ ไปดเู ลย)
MMuusstt // MMuussttnn’’tt
Must (ตอ้ ง) บ่งบอกถงึ สงิ่ ท่ตี อ้ งทา
I must go to the bathroom.
ฉนั ตอ้ งไปหอ้ งนา้
You must hand in your homework tomorrow.
เธอตอ้ งสง่ การบา้ นพรงุ่ นี้
He must be taken to the hospital now.
เขาตอ้ งถกู พาไปโรงพยาบาลเดยี๋ วนี้
She must report it to the police.
หลอ่ นตอ้ งแจง้ ตารวจ
ถา้ จะพดู ถงึ สงิ่ ท่ตี อ้ งไมท่ า (เปน็ การหา้ ม) ให้ตามดว้ ย not เปน็ must not หรือรวบเป็น mustn’t
You must not park your car here.
คุณต้องไมจ่ อดรถตรงนี้
Your dog mustn’t jump over the fence.
หมาของคณุ ตอ้ งไมก่ ระโดขา้ มรว้ั มา
Must ใชใ้ นเชงิ คาดการณแ์ บบคอ่ นขา้ งแนใ่ จ
You must be joking!
คุณต้องลอ้ เลน่ แน่ ๆ เลย
He must know her.
เขาตอ้ งรจู้ กั เธอแน่ ๆ เลย
They must be stuck in traffic.
เขาตอ้ งตดิ อยบู่ นถนนแน่ ๆ เลย
VVeerrbb ttoo bbee
รปู ของ Verb to be
Pronoun Present Form Past Form Perfect Form Continuous Form
I am was have / had been am / was being
is was has / had been is / was being
he/she/it are were have / had been are / were being
และประธานเอกพจน์
อ่นื ๆ
you/we/they
และประธานพหพู จน์
อ่นื ๆ
หลักการใช้ Verb to be
1. Verb to be ทาหน้าทเ่ี ปน็ กรยิ าหลกั (Main Verbs)
Verb to be ทท่ี าเปน็ กริยาหลกั จะทาหนา้ ทีเ่ ช่ือมคาหรอื กลมุ่ คาทเี่ ป็นประธานทอ่ี ยหู่ นา้ ขา้ งหนา้ เขา้ กบั คา
หรอื กลมุ่ คาที่อยดู่ า้ นหลงั โดยใหค้ วามหมายวา่ เปน็ , อยู่, คือ เชน่
I am Sarah. (ฉนั คือซารา่ )
My mom is a teacher. (แม่ของฉนั เปน็ คร)ู
She is very beautiful. (เธอสวยมาก ๆ)
We were in the office last night. (พวกเราอยทู่ ่อี อฟฟศิ เมอื่ คนื นี้)
2. Verb to be ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ กรยิ าชว่ ย (Auxiliary Verbs)
Verb to be ทาหน้าทเี่ ปน็ กรยิ าชว่ ยเพอ่ื ชว่ ยให้ประโยคสมบรู ณข์ นึ้ ในกรณตี า่ ง ๆ ดงั นี้
2.1. ใช้เป็นกรยิ าช่วยในประโยค Continuous tense เพื่อแสดงวา่ “กาลงั ทา...” เชน่
Nid is eating a sandwich. (นดิ กาลงั กนิ แซนดว์ ชิ )
eating เปน็ กรยิ าหลกั , is เปน็ กรยิ าชว่ ย
Jack and I are watching a movie. (ฉันกับแจค็ กาลงั ดหู นงั )
watching เป็นกรยิ าหลกั , are เปน็ กรยิ าชว่ ย
2.2. ใชใ้ นโครงสรา้ งประโยค Passive Voice (ประโยคถกู กระทา) โครงสรา้ ง S + Verb to be +
V.3 เช่น
A house is built by father. (บ้านถกู สรา้ งโดยพอ่ )
I was given the letter by him. (ฉันถกู ใหจ้ ดหมายโดยเขา)
เมื่อทาเปน็ ประโยคปฏเิ สธกใ็ ส่ not หลงั Verb to be ไดเ้ ลย เช่น
My phone wasn’t fixed yesterday. (โทรศพั ทข์ องฉนั ไมไ่ ดถ้ กู ซอ่ มเมอ่ื วานนี้)
2.3. ใช้ Verb to be วางหนา้ คากริยา infinitive with to จะใหค้ วามหมายวา่ “จะ, จะต้อง” เชน่
You’re to get better marks next time.
(ในครง้ั หนา้ คณุ จะตอ้ งไดค้ ะแนนที่ดกี วา่ )
I’m to work in Tokyo next year.
(ฉนั จะไปทางานทโ่ี ตเกยี วปหี นา้ )
Verb to be เป็นรปู ปฏเิ สธ
การทา Verb to be เป็นรปู ปฏเิ สธ ทาได้โดย เติม not หลงั is, am, are, was were ดังน้ี am not / is
not = isn’t / are not = aren’t / was not = wasn’t / were not = weren’t เช่น
I am not a student. (ฉันไม่ใชน่ กั เรยี น)
They weren’t in the room last night. (พวกเขาไมไ่ ดอ้ ยใู่ นหอ้ งเม่อื คนื น)ี้
Verb to be เป็นประโยคคาถาม
การทา Verb to be เป็นประโยคคาถาม ซ่งึ เปน็ ประโยคคาถามแบบ Yes-No Question
ทาไดโ้ ดยนา Verb to be มาไวห้ นา้ ประโยค เช่น
Q: Is this your coat? (นี่คอื เสอ้ื โคท้ ของคณุ ใชไ่ หม?)
A: Yes, it is? หรอื No, it isn’t.
Q: Were they in the room last night? (เมื่อคืนพวกเขาอยู่ในหอ้ งใชไ่ หม?)
A: Yes, They were. หรอื No, they weren’t
VVeerrbb ttoo hhaavvee
หลกั การใช้ Verb to have
1. Verb to have ทาหนา้ ทเี่ ปน็ กรยิ าหลกั (Main Verbs)
Verb to have เมือ่ ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ กรยิ าหลักจะมคี วามหมายวา่ “มี” และ “กนิ ”
Has ใช้กับ He/She/it และประธานเอกพจนอ์ น่ื ๆ
Have ใช้กับ I/You/We/They และประธานพหพู จนอ์ นื่ ๆ
Had เปน็ รูปอดตี ของ Have/Has ใช้ได้กบั ประธานทกุ ตวั
I have a new job. (ฉนั มีงานใหม)่
The dog has a black tail. (หมามหี างสดี า)
Tom had a big house. (ทอมเคยมบี า้ นหลงั ใหญ่)
Mom and I have dinner at 7.00 pm. (แม่และฉนั กนิ มอื้ เยน็ ตอนหนงึ่ ทุ่ม)
นอกจากน้ี have/has got กม็ ีความหมายวา่ “มี” เช่นเดยี วกนั เพยี งแต่ have/has got เป็นการพดู แบบ
British English ซึง่ พบในภาษาพดู มากวา่ ในภาษาเขยี น เชน่
I have a new job. = I have got a new job. (ฉนั มีงานใหม่)
Tom has a luxury car. = Tom has got a luxury car. (ทอมมรี ถหร)ู
หลกั การทาเปน็ ประโยคปฏเิ สธและประโยคคาถาม
เม่ือทาเป็นประโยคปฏเิ สธหรอื ประโยคคาถามตอ้ งใชก้ รยิ าชว่ ย Verb to do เขา้ มาชว่ ย **จาใหแ้ มน่ !
Verb to have ที่เป็นกรยิ าหลกั หา้ มใส่ not หลงั have/has
ประโยคปฏเิ สธ
I/You/We/They และประธานพหพู จนอ์ นื่ ๆ + don’t have…
He/She/it และประธานเอกพจนอ์ น่ื + doesn’t have…
I don’t have any time. (ฉนั ไมม่ ีเวลาเลย)
My boyfriend doesn’t have a car. (แฟนฉนั ไมม่ รี ถ)
ประโยคคาถาม
Yes/No Questions
Do + I/You/We/They และประธานพหพู จนอ์ น่ื ๆ + have….?
Does + He/She/it และประธานเอกพจนอ์ นื่ ๆ + have…?
Wh-Questions :
What/When/Where/Who/How + do + I/you/we/they+ have…?
What/When/Where/Who/How + does + he/she/it + have…?
Do you have any good books for studying English?
(คณุ มหี นงั สอื ดี ๆ สาหรบั เรยี นภาษาองั กฤษบา้ งไหม?)
Does Nid have any brothers or sisters?
(นิดมพี ชี่ ายนอ้ งชายหรอื พสี่ าวนอ้ งสาวบา้ งไหม?)
Where do you usually have lunch?
(ปกติคณุ ทานมอ้ื กลางวนั ทไ่ี หน?)
**ประธานเอกพจน์ เมอ่ื ทาเปน็ ประโยคปฏเิ สธใช้ doesn’t และประโยคคาถามใช้ does แลว้ ใหเ้ ปลี่ยน has
กลบั มาเปน็ have นนั่ เปน็ เพราะวา่ has คอื รูปเตมิ s ของ have (ตามหลกั ไวยากรณ์ ใน Present
Simple Tense ประธานเอกพจน์ V.1 ต้องเตมิ s/es เมอ่ื เป็นประโยคปฏเิ สธหรอื คาถาม กริยาจะกลบั มาอยู่
ในรปู V.1 ปกติ)
2. Verb to have ทาหนา้ ท่ีเปน็ กรยิ าช่วย (Auxiliary Verbs)
2.1. เปน็ กรยิ าชว่ ยใน Perfect Tense
โครงสรา้ งประโยค Present Perfect Tense : Subject + have/has/had + V.3…
โครงสรา้ งประโยค Past Perfect Tense : Subject + had + V.3…
โครงสรา้ งประโยค Future Perfect Tense : Subject + will have + V.3…
I have worked hard this week. (สัปดาหน์ ฉ้ี นั ทางานหนกั )
She has been a teacher for over 20 years. (เธอเปน็ ครมู ากวา่ 20 ป)ี
Tom had read the book before he watched a film.
(ทอมอา่ นหนงั สอื ก่อนที่เขาดหู นงั )
We will have gone when you arrive. (พวกเราคงจะไปแลว้ เมอ่ื คณุ มาถงึ )
เมอื่ ทาเปน็ ประโยคปฏเิ สธสามารถใส่ not ตามหลงั Verb to have ได้เลย
(have not = haven’t, has not = hasn’t, had not = hadn’t) ส่วน Future Perfect Tense
เปลยี่ น will have เป็น won’t have
We haven’t seen Tom. (พวกเราไมเ่ หน็ ทอม)
She won’t have spoken to Mark. (เธอคงจะไมพ่ ดู กบั มารก์ )
เม่อื ทาเปน็ ประโยคคาถาม Yes/No Questions นา Verb to have มาข้นึ ตน้ ประโยค
Have you washed your face today? (วนั นีค้ ณุ ไดล้ า้ งหนา้ หรอื เปลา่ ?)
Has he met the manager? (เขาไดพ้ บผจู้ ดั การหรอื เปลา่ ?)
2.2. ใช้ have/has/had to ในความหมายวา่ ตอ้ ง
โครงสรา้ งประโยค : Subject + have/has/had to + V.1….
Nida has to do it by herself. (นิดาตอ้ งทามนั ดว้ ยตวั เอง)
I have to get up early. (ฉันตอ้ งตน่ื แตเ่ ช้า)
2.3. ใชใ้ นประโยคทแ่ี สดงถงึ การกระทาทไ่ี ม่ไดก้ ระทาดว้ ยตวั เอง (Causative form) มี 2 ประเภท คือ
1. Have someone do something ใหใ้ ครเปน็ คนทาบางอยา่ งใหผ้ พู้ ดู
โครงสรา้ งประโยค : Subject + have/has/had + ผูก้ ระทา + V.1
I have my son wash my car. (ฉนั ให้ลกู ชายลา้ งรถของฉนั )
Tom has his wife cook every day. (ทอมให้ภรรยาของเขาทาอาหารทกุ วนั )
They will have the painter paint their house.
(พวกเขาจะให้ชา่ งทาสมี าทาสบี า้ นของพวกเขา)
2. Have something done ให้ใครทาบางอยา่ งโดยไมไ่ ดพ้ ดู ถงึ ตวั ผกู้ ระทา
โครงสรา้ งประโยค : Subject + have/has/had + สิง่ ทีถ่ กู กระทา + V.3
I have my hair cut every three months.
(ฉันตัดผมทกุ สามเดอื น : คนอ่ืนหรอื ชา่ งตดั ผมเปน็ คนตัด)
He had his watch fixed.
(เขาเอานาฬกิ าไปซอ่ มมา : คนอน่ื หรอื ชา่ งเปน็ คนซอ่ ม)
2.4. สานวนทีใ่ ช้ Verb to have ตามด้วย a + verb จะทาใหก้ รยิ านน้ั กลายเปน็ คานาม และแปล
ความหมายตามคากรยิ าที่ตามหลงั
I want to have a rest. (ฉันต้องการพกั ผอ่ น)
He has a walk along the streets to kill time .
(เขาเดนิ ไปตามทอ้ งถนนเพอ่ื ฆา่ เวลา)
TThheerree iiss //TThheerree aarree
There is… และ There are... หมายถงึ มี... ใชพ้ ูดเพอ่ื บอกถงึ การมีอยขู่ องบางสงิ่ บางอยา่ ง
ตอ้ งจา! 1. There is ใชก้ ับคานามนบั ไดเ้ อกพจน์ (singular countable noun) และคานามนบั ไมไ่ ด้
(uncountable noun)
2. There are ใช้กับคานามพหพู จน์ (plural noun)
การใช้ There is… – There are…ในประโยคบอกเลา่
There is + คานามนบั ไดเ้ อกพจน์ (singular countable noun) เช่น
There is a cat on the roof. (มแี มวอยบู่ นหลงั คา)
There is a glass of water on the table. (มนี ้า 1 แกว้ บนโตะ๊ )
There is + คานามนบั ไม่ได้ (uncountable noun) เชน่
There is milk in the fridge. (มนี มอยูใ่ นตเู้ ยน็ )
There is some sugar on the floor. (มีนา้ ตาลอยบู่ นพน้ื )
There are + คานามพหพู จน์ (plural noun) เชน่
There are books in my bag. (มหี นงั สอื (มากกวา่ หนง่ึ เลม่ ) ในกระเปา๋ ของฉนั )
There are two files in my soup. (มแี มลงวนั สองตวั ในซปุ ของฉนั )
การใช้ There is… – There are…ในประโยคปฏเิ สธ
There is not… หรือรปู ยอ่ วา่ There isn’t… เช่น
There isn’t a book in my bag. (ไม่มหี นงั สอื อยบู่ นโตะ๊ )
There isn’t a dog in the room. (ไมม่ หี มาอยใู่ นห้อง)
There are not… หรือรปู ยอ่ วา่ There aren’t…
There aren’t two dogs in the room. (ไม่มีหมาสองตวั อยใู่ นหอ้ ง)
There aren’t any children in the park. (ไม่มีเดก็ ๆ อยใู่ นสวนเลย)
ประโยคคาถาม
1. ประโยคคาถาม Yes-No Question : นา Is / Are มาขน้ึ ตน้ ประโยค เชน่
Q: Is there a cat on the roof?
A: Yes, there is. / No, there isn’t.
Q: Are there any children in the park.
A: Yes, there are. / No, there aren’t.
2. ประโยคคาถามทตี่ อ้ งการรู้จานวนของสง่ิ นนั้ จะใช้ How many ตามโครงสรา้ งดงั นี้
How many + คานามพหพู จน์ (plural noun) + are there + ส่วนเตมิ เตม็ ของประโยค
(complement) เช่น
How many cats are there under the bed?
How many people are there in this room?
AA //AAnn
ใช้ a นาหนา้ คานามนบั ได้ เอกพจน์ ข้ึนต้นดว้ ยพยญั ชนะและมคี วามหมายทั่วไปในความหมาย
หน่ึง โดยไมต่ อ้ งการเนน้ จานวน เชน่ a woman, a dog, a dentist, a newspaper, a city , a
book , a shop เชน่
He is reading a newspaper. เขากาลงั อา่ นหนงั สอื พมิ พ์
ใช้ an นาหนา้ คานามนบั ได้ เอกพจนข์ น้ึ ตน้ ดว้ ยสระ และมีความหมายทวั่ ไป เชน่ an orange,
an umbrella, an hour, an article
It's raining .You will need an umbrella .
ฝนกาลงั ตก คุณจะตอ้ งมรี ม่ กนั ฝน.
SSoommee --AAnnyy
Some มีความหมายวา่ นิดหนอ่ ย / บาง / บ้าง แตไ่ มม่ กี ารระบจุ านวนทีแ่ นช่ ัด โดยมากมกั ใชก้ บั ประโยคบอก
เล่าและอาจพบในประโยคคาถาม ซึ่งมรี ปู แบบการใชด้ งั ตอ่ ไปนี้
1. การใช้ Some ในประโยคบอกเลา่ สามารถใชน้ าหนา้ คานามพหพู จนท์ งั้ ทีน่ บั ได้และนบั ไมไ่ ด้ ตวั อย่างเชน่
I have already sent some messages to him. (ฉนั ได้สง่ ขอ้ ความบางอนั ใหแ้ กเ่ ขาแลว้ )
** some นาหนา้ คานามพหพู จน์
You should add some sugar in your coffee.(เธอควรเตมิ นา้ ตาลบา้ งในกาแฟของเธอ)
** some นาหนา้ คานามนบั ไมไ่ ด้
2. การใช้ Some ในประโยคคาถามในเชงิ ขอรอ้ ง อ้อนวอน หรือยนื่ ขอ้ เสนอ เมื่อผถู้ ามมนั่ ใจอยแู่ ลว้ วา่ ผตู้ อบ
จะต้องตอบวา่ 'Yes' ตวั อยา่ งการใชเ้ ชน่
Can I have some milk, please ? (ฉันขอนมสกั แกว้ หนง่ึ ไดห้ รอื เปลา่ ?)
** ประโยคขอรอ้ ง
Would you like some cookies ? (คณุ ตอ้ งการรบั คกุ กบ้ี า้ งหรอื เปลา่ ?)
** ประโยคยนื่ ขอ้ เสนอ
Any
Any มคี วามหมายวา่ บาง / บ้าง แตไ่ ม่มกี ารระบจุ านวนท่แี นช่ ดั โดยมีความหมายเชน่ เดยี วกบั Some แต่
Any จะใชก้ บั ประโยคคาถามและปฏเิ สธ ซึง่ มรี ปู แบบการใชด้ งั ตอ่ ไปนี้
1. การใช้ Any ในประโยคคาถาม สามารถใชน้ าหนา้ คานามพหพู จนท์ ง้ั ทนี่ บั ไดแ้ ละนบั ไมไ่ ด้ ตัวอยา่ งเชน่
Do you have any questions? (คุณมีคาถามอะไรอกี บา้ งหรอื เปลา่ ?)
** any นาหนา้ คานามพหพู จน์
Is there any water in the bottle? (มีน้าในขวดบา้ งหรอื เปลา่ ?)
** any นาหนา้ คานามนบั ไมไ่ ด้
2. การใช้ Anyในประโยคปฏเิ สธ โดยจะมคี วามหมายวา่ เลย เพื่อเปน็ การเนน้ ความชัดเจนของการปฏเิ สธ
ตวั อยา่ งการใช้เชน่
I don't have any questions. (ฉนั ไมม่ คี าถามอะไรเลย)
** any กย็ งั คงนาหนา้ คานามพหพู จนใ์ นประโยคปฏเิ สธ
There is not any water in the bottle. (ไมม่ ีนา้ อยใู่ นขวดเลย)
** any ก็ยงั คงนาหนา้ คานามนบั ไม่ไดใ้ นประโยคปฏเิ สธ
I could completely do this assignment without any help.
(ฉนั ไดส้ ามารถทางานนเี้ สรจ็ สมบรู ณโ์ ดยปราศจากการชว่ ยเหลอื ใด ๆ)
** any สามารถนาหนา้ คานามนบั ไมไ่ ดใ้ นประโยคบอกเลา่ ที่มคี วามหมายในเชงิ ปฏเิ สธ
PPeerrssoonnaall aanndd OObbjjeecctt PPrroonnoouunn
Personal Pronoun (บรุ ษุ สรรพนาม) คอื สรรพนามทใ่ี ช้แทนบคุ คลหรอื สง่ิ ของในการพดู สนทนา มี 3
บรุ ษุ คอื
บุรุษท่ี 1 คอื ตัวผพู้ ดู
บุรุษท่ี 2 คือ ตวั ผูฟ้ งั
บุรษุ ที่ 3 คือ ผทู้ พ่ี ูดถงึ หรอื สง่ิ ทพ่ี ดู ถงึ
หนา้ ทแ่ี ละการใช้งาน Personal Pronoun
Subject Pronoun (สรรพนามรปู ประธาน) ทาหนา้ ทีเ่ ปน็ ประธาน ได้แก่ I, you, we, he, she, it,
they
หน้าทแี่ ละการใชง้ าน Object Pronoun (สรรพนามรปู กรรม) ทาหนา้ ท่ีเปน็ กรรม ได้แก่ me, you, us,
them, him, her, it โดยจะตามหลงั คากรยิ าหรอื คาบพุ บท
สรรพนามบรุ ษุ ท่ี 1 Personal Pronoun Object Pronoun
สรรพนามบรุ ษุ ที่ 2 Subject Pronoun (สรรพนามรปู กรรม)
(สรรพนามรปู ประธาน)
สรรพนามบรุ ษุ ที่ 3 me
I us
We you
You him
He her
She it
It them
They
PPoosssseessssiivvee AAddjjeeccttiivvee
Possessive Adjective สรรพนามใช้แสดงความเปน็ เจา้ ของทาหนา้ ทเ่ี ป็นคาคณุ ศพั ท์ ได้แก่ my, your,
our, their, his, her, its จะตอ้ งตามหลงั ดว้ ยคานามเสมอ เช่น
My brother is an engineer. (นอ้ งชายเขาฉนั เปน็ วศิ วกร)
His parents were gone. (พ่อแมข่ องเขาไดจ้ ากไปแลว้ )
Possessive nouns
โดยนา 's ไปใสท่ ่ที า้ ยคานามทต่ี อ้ งการแสดงความเปน็ เจา้ ของ ซ่งึ คานามเอกพจน์ (Singular Noun) และ
คานามพหพู จน์ (Plural Noun) มวี ธิ กี ารใส่ 's แตกตา่ งกนั ดงั น้ี
คานามเอกพจน์ (Singular Noun) สามารถใส่ 's ทหี่ ลังคานามนนั้ ไดท้ นั ที เช่น a boy’s bike, a
girl’s book, a student’s name
My girlfriend’s favorite food is salad.
(อาหารโปรดของแฟนสาวของผมคอื สลดั )
คานามพหพู จน์ (Plural Noun) เน่อื งคานามพหพู จนม์ ที ง้ั แบบท่ีเตมิ s กับคานามพหพู จนแ์ บบ
ผิดปกติ (Irregular Plural Noun) ท่ีเปล่ียนรปู ซ่งึ ทงั้ สองแบบนมี้ วี ธิ กี ารใส่ ‘s ท่ตี า่ งกนั ดงั น้ี
คานามพหพู จนท์ ่ลี งทา้ ยดว้ ย s จะใส่ Apostrophe (‘) เพียงอยา่ งเดยี วทา้ ยคานามพหพู จนน์ น้ั เชน่ The
girls’ bags, sisters’ books
The players’ shirts are red. (เส้อื ของเหลา่ ผเู้ ลน่ คอื สแี ดง)