พนั ธะเคมี
สญั ลักษณ์แบบจุดของลวิ อิส
และกฏออกเตด
สัญลักษณ์แบบจดุ ของลิวอิส (Lewis dot symbol) คอื สญั ลกั ษณท์ างเคมีของธาตทุ ี่
ลอ้ มรอบด้วยจุด แทนจานวนเวเลนซ์อิเลก็ ตรอน ซงึ่ เสนอโดย กิลเบิร์ต นิวตนั ลิวอิส (Gilbert newton
lewis)
Group e- configuration # of valence e-
IA ns1 1
IIA ns2 2
IIIA ns2 np1 3
IVA ns2 np2 4
VA ns2 np3 5
VIA ns2 np4 6
VIIA ns2 np5 7
ตารางแสดงการจดั เรยี งอเิ ล็กตรอนและเวเลนซอ์ เิ ล็กตรอนของธาตหุ มู่ IA-VIIA
วธิ ีเขียนสัญลกั ษณ์แบบจุดของลวิ อสิ
1. เขียนสญั ลักษณธ์ าตุ
2. จานวนจุดเทา่ กบั จานวน valence electron หรือเลขหมู่
3. เติมทีละจุดลงที่แต่ละด้านของสัญลักษณ์ก่อน จึงค่อยเติมเป็นคู่จนกระทั่ง
ครบจานวน valence electron
4. รูปแบบการวางจดุ ไม่สาคญั
5. การวางจุดแทนพฤติกรรมในการสร้างพันธะ
รปู แสดงสญั ลักษณแ์ บบจดุ ของลวิ อิสของธาตหุ มู่หลกั
กฏออกเตต (Octet rule) คอื การท่ีอะตอมตา่ งๆ เข้ารวมตัวกันโดยจัดอเิ ลก็ ตรอนให้มี
เสถยี รภาพสูงสุด นน่ั คือมกี ารจดั เรยี งอเิ ล็กตรอนเหมือนแก๊สมีตระกูล
valence electron = 8 valence electron < 8
2He = 2 1H = 1
10Ne = 2 , 8 6C = 2 , 4
18Ar = 2 , 8 , 8 7N = 2 , 5
36Kr = 2 , 8 , 18 , 8 8O = 2 , 6
ธาตุท่ีมีเวเลนต์อิเล็กตรอน < 8 จะพยายามปรับตัวให้มีโครงสร้างแบบธาตุเฉอื่ ย โดยการ
รวมตวั กนั เปน็ โมเลกลุ หรอื ใชอ้ เิ ล็กตรอนร่วมกนั เพื่อทาให้เวเลนต์อเิ ลก็ ตรอนเท่ากับ 8
สว่ นไฮโดรเจนจะพยายามปรับตวั ใหม้ ีเวเลนตอ์ ิเล็กตรอนเทา่ กับ 2 เหมอื นธาตุ He
การทีอ่ ะตอมของธาตุต่างๆ รวมตัวกันด้วยสัดส่วนท่ีทาให้มีเวเลนต์อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 นี้
นกั วิทยาศาสตร์ได้ตง้ั เป็นกฎเรยี กว่า กฎออกเตต
ข้อยกเวน้ สาหรับกฎออกเตต
1. พวกทไี่ มค่ รบออกเตต ไดแ้ ก่ สารประกอบของธาตุในคาบท่ี 2 ของตารางธาตุ ทม่ี ีเวเลนต์อเิ ล็กตรอน
นอ้ ยกวา่ 4 เชน่
4Be = 2 , 2 เวเลนตอ์ ิเลก็ ตรอนเท่ากบั 2
5B = 2 , 3 เวเลนต์อเิ ลก็ ตรอนเทา่ กับ 3
ธาตุ Be และ B เมือ่ เกดิ เป็นสารประกอบโคเวเลนตท์ ัว่ ๆ ไปจะไม่ครบออกเตต
2. พวกทเ่ี กนิ กฎออกเตต ตามทฤษฎสี ารประกอบของธาตทุ ่อี ยใู่ นคาบที่ 3 ของตารางธาตุเปน็ ต้นไป
สามารถสรา้ งพันธะแล้วทาให้อเิ ล็กตรอนเกนิ 8 ได้
พนั ธะไอออนกิ
แรงยึดเหนี่ยวภายในโมเลกลุ (intramolecular force) เป็นแรงยึดเหนี่ยวทเี่ กดิ ระหวา่ งอะตอมกับ
อะตอมภายในโมเลกลุ ทาใหเ้ กดิ เปน็ พนั ธะเคมี ไดแก่
1. พนั ธะไอออนกิ (ionic bond)
2. พันธะโคเวเลนซ์ (covalent bond)
3. พันธะโลหะ (metallic bond)
การเกดิ พันธะเคมี เป็นการเปลีย่ นแปลงท่เี ก่ยี วของกบั อิเล็กตรอนในระดบั พลงั งานช้ันสดุ ทา้ ย เรยี กว่า
เวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอน (valence electron) หรืออิเลก็ ตรอนวงนอกสดุ เทา่ นั้น ดงั น้นั การอธบิ ายการเกดิ พันธะ
เคมีอยา่ งหน่งึ อยา่ งใด จงึ เกี่ยวข้องกบั เวเลนซอ์ เิ ล็กตรอนของอะตอมท่เี กดิ เปน็ พันธะระหว่างกนั
การเกิดพนั ธะไอออนิก
เป็นพนั ธะระหว่างอะตอมของโลหะกบั อโลหะ เช่นการเกดิ พันธะไอออนิกระหวา่ ง
โซเดยี ม (Na) กับคลอรนี (Cl) เกดิ เป็นสารประกอบโซเดยี มคลอไรด์ (NaCl)
โลหะมีค่า IE ตา่ จึงให้ e- ไดง้ ่าย อโลหะ IE สูงรับ e- ได้ดี
เขยี นแผนภาพ MgF2
โครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิก
ผลึกสารประกอบไอออนกิ มรี ปู ทรงเป็นรปู
ลูกบาศกป์ ระกอบด้วยไอออนบวกและไอออนลบเรียง
สลบั กันเปน็ สามมิตแิ บบตา่ ง ๆ ไมส่ ามารถแยกเปน็ โมเลกุล
เด่ียว ๆ ได้ จึงไมส่ ามารถทราบขอบเขตของไอออนของ
ธาตุต่าง ๆ ใน 1 โมเลกลุ ได้ แตส่ ามารถหาออกมาได้ในรปู
อตั ราสว่ นอยา่ งต่าของไอออนทเ่ี ปน็ องคป์ ระกอบเทา่ นั้น
จึงมีแต่สตู รอยา่ งง่าย(สูตรเอมพริ ิกัล) ไม่มสี ูตรโมเลกุล
ตวั อย่างโครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิก
สตู รเคมี คอื สญั ลกั ษณข์ องธาตุทีอ่ ะตอมรวมกันกลายเป็นโมเลกลุ แบ่งเป็น 3 ชนดิ ได้แก่
สูตรโมเลกุล (molecular formulas) คือ สูตรท่ีแสดงจานวนอะตอมของธาตุองค์ประกอบท่มี ี
อยูจ่ ริงใน 1 โมเลกุลของสาร เชน่ คารบ์ อนไดออกไซด์ สูตรโมเลกลุ คอื CO2 แสดงวา่ ประกอบดว้ ยธาตุ
คาร์บอน 1 อะตอม และธาตุออกซเิ จน 2 อะตอม
สตู รเอมพริ ิคัลหรอื สตู รอยา่ งง่าย (empirical formulas) คอื สตู รท่ีแสดงอัตราสว่ นอยา่ งต่า
ของจานวนอะตอมของธาตุท่ีเปน็ องคป์ ระกอบ เชน่ กลโู คส สตู รโมเลกลุ คือ C6H12O6 อัตราส่วนอยา่ งต่า
ของ C : H : O เท่ากับ 1 : 2 : 1 กลโู คสจึงมีสูตรเอมพิริคลั เปน็ CH2O
สูตรโครงสร้าง (structural formulas) คอื สตู รที่แสดงการจัดเรยี งอะตอมของธาตุ
องคป์ ระกอบที่มีอยู่จริงใน 1 โมเลกลุ ของสารนน้ั เชน่ เอทานอล (C2H5OH) มีสูตรโครงสรา้ งดังน้ี
HH
H-C-C-O-H
HH
มีวธิ ีการดงั น้ี การเขียนสตู รสารประกอบไอออนกิ
การเขยี นสูตรเอมพริ คิ ัลของสารประกอบไอออนิก ต้องร้คู า่ ประจุของแต่ละไอออนในสารประกอบนนั้
1. เขยี นไอออนบวกของโลหะไว้ข้างหนา้ ตามด้วยไอออนลบของอโลหะ
2. ไอออนบวกและไอออนลบ จะรวมกันในอัตราส่วนที่ทาให้ผลรวมประจุเป็นศูนย์ ดังนั้นจึงต้องหาตัวเลขมาคูณกับ
จานวนประจุบนไอออนบวกและไอออนลบให้มีจานวนเท่ากัน แล้วใส่ตัวเลขเหล่านั้นไว้ท่ีมุมล่างขวาของแต่ละไอออน
ซ่ึงทาได้โดยใชจ้ านวนประจุบนไอออนบวกและไอออนลบคูณไขวก้ ัน
ตัวอยา่ ง Na กับ Cl Na+ Cl- NaCl
Al กับ O Al3+ O2- Al2O3
3. ถ้ากลมุ่ ไอออนบวกหรอื ไอออนลบมีมากกว่า 1 กลุ่ม ใหใ้ ส่วงเล็บ ( ) และใส่จานวนกลุ่มไวท้ ม่ี ุมขวาลา่ ง
ตัวอย่าง Al กับ OH Al3+ OH- Al(OH)3
Al กบั NO3 Al3+ NO3- Al(NO3)3
ไอออนโลหะ(M) ไอออนอโลหะ(A) สารประกอบไอออนกิ
หมู่ ประจุ หมู่ ประจุ (เม่อื M แทนโลหะ และ A แทนอโลหะ)
1A +1 7A -1 MA
1A +1 6A -2 M2A
2A +2 7A -1 MA2
2A +2 6A -2 MA
3A +3 7A -1 MA3
3A +3 6A -2 M2A3
มวี ธิ ีการดงั นี้ การเรยี กชือ่ สารประกอบไอออนกิ
วิธีการอ่านชื่อสารประกอบไอออนิกให้อ่านตามลาดับของธาตุที่เขียนในสูตร คือ เร่ิมจากธาตุแรกซ่ึง
เกิดเปน็ ไอออนบวก (ธาตุโลหะ) แลว้ ตามด้วยธาตหุ ลงั ซงึ่ เป็นไอออนลบ (ธาตอุ โลหะ) ดังนี้
1. เรม่ิ จากอา่ นชอ่ื ไอออนบวก (ธาตุโลหะ) ก่อน
2. อา่ นช่ือธาตไุ อออนลบ (ธาตุอโลหะ) โดยเปล่ยี นเสียงสดุ ทา้ ยเป็น -ไอด์ (-ide)
ตวั อยา่ ง NaCl อ่านวา่ โซเดยี มคลอไรด์
MgO อา่ นวา่ แมกนีเซยี มออกไซด์
Al2O3 อ่านวา่ อะลมู เิ นียมออกไซด์
3. หากไอออนลบมีลักษณะเปน็ กลุม่ ธาตุ จะมีชื่อเรียกเฉพาะที่แตกตา่ งกัน เชน่ NO3- เรยี กวา่ ไนเตรต, CO32-
เรยี กว่า คารบ์ อเนต, SO42- เรียกวา่ ซัลเฟต , OH- เรยี กวา่ ไฮดรอกไซด์ เป็นต้น
ตวั อยา่ ง CaCO3 อา่ นว่า แคลเซยี มคารบ์ อเนต
Na2SO4 อ่านว่า โซเดียมซลั เฟต
4. สารประกอบไอออนิกของธาตุโลหะที่เกิดเป็นไอออนบวกได้หลายค่า ซ่ึงส่วนใหญ่พบในกรณีที่เป็น
สารประกอบไอออนิกของโลหะแทรนซิชัน ดังน้ันช่ือสารประกอบที่เกิดจากโลหะท่ีมีเลขออกซิเดชัน มากกว่า 1
ค่า ตอ้ งระบุตวั เลขประจุหรือเลขออกซเิ ดชนั ของไอออนโลหะนั้นเป็นเลขโรมนั ในวงเลบ็ ตัวอยา่ งเชน่
FeCl3 อ่านว่า ไอออน(III)คลอไรด์
AgNO3 อา่ นว่า ซิลเวอร์(I)ไนเตรท
CuSO4 อ่านว่า คอปเปอร์(II)ซัลเฟต
ตารางแสดง ไอออนบวกบางชนิด
ไอออน +1 ไอออน +2 ไอออน +3 ไอออน +4
ลิเทียม Li+ แมกนีเซยี ม Mg2+ อลูมิเนียม Al3+ เลด (IV) Pb4+
โซเดยี ม Na+ แคลเซยี ม Ca2+ โครเมียม(III) Cr3+ ทิน (IV) Sn4+
โพแทสเซยี ม K+ แบเรียม Ba2+ ไอรอ์ อน(III) Fe3+ แมงกานสี (IV) Mn4+
ซลิ เวอร์ Ag+ ซงิ ค์ Zn2+
ไฮโดรเจน H+ เลด (II) Pb2+
คอปเปอร์ Cu+ คอปเปอร(์ II) Cu2+
แอมโมเนยี NH4+ โคบอลต์ (II) Co2+
เมอร์ควิ รี (I) Hg+/Hg22+
ไอร์ออน(II) Fe2+
แมงกานสี (II) Mn2+
ตารางแสดง ไอออนลบบางชนดิ
ไอออน -1 ไอออน -2 ไอออน -3
ฟลอู อไรด์ F- ออกไซด์ O2- ไนไตรด์ N3-
คลอไรด์ Cl- ซลั ไฟด์ S2- ฟอสไฟต์ P3-
ไฮดรอกไซด์ OH- ซลั เฟต SO42- ฟอสเฟต PO43-
ไนเตรต NO3- ซลั ไฟต์ SO32-
ไนไตรต์ NO2- ไธโอซลั เฟต S2O32-
ไฮโดรเจนคารบ์ อเนต HCO3- คารบ์ อเนต CO32-
ไฮโดรเจนซลั เฟต HSO4- โครเมต CrO42-
ไฮโดรเจนซลั ไฟต์ HSO3- ไดโครเมต Cr2O72-
คลอเรต ClO3- แมงกาเนต MnO42-
เปอรค์ ลอเรต ClO4- ไฮโดรเจนฟอสเฟต HPO42-
ไฮโปคลอไรด์ ClO-
เปอรแ์ มงกาเนต MnO4-
ไซยาไนต์ CN-
ไฮโดรเจนซลั ไฟต์ HS-
ไดไฮโดรเจนซลั ไฟต์ H2PO4-
พลังงานกบั การเกิดสารประกอบไอออนกิ
บอรน์ (Max Born) และ ฮาเบอร์ (Fritz Haber) นักเคมชี าวเยอรมันได้อาศัยกฎของ
เฮสส์ สรา้ งแผนผังวัฏจกั รท่ีเรียกวา่ วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ (Born-Haber cycle) สาหรบั
อธบิ ายพลงั งานโครงผลึก หรอื เรียกวา่ พลงั งานแลตทซิ (lattice energy) ในการเกิด
สารประกอบไอออนกิ
พลังงานแลตทิซ คอื พลังงานความร้อนท่คี ายออกมาเม่ือไอออนบวกและไอออนลบที่
อยู่ในสภาวะแก๊สรวมตัวกนั แล้วเกิดเปน็ สารประกอบไอออนกิ
การหาพลังงานแลตทซิ ของสารประกอบไอออนกิ ไม่สามารถหาไดโ้ ดยตรง แต่สามารถหา
ได้โดย วธิ ีอ้อมตามข้ันตอนวัฏจกั รบอรน์ -ฮาเบอร์
ขน้ั ที่ 1 Na(s) การเกดิ สารประกอบ NaCl
Na(g) พลังงานการระเหิด 107 kJ/mol
ขั้นท่ี 2 1/2Cl2(g) Cl(g) พลงั งานพันธะ 121 kJ/mol
ขั้นท่ี 3 Na(g) Na+(g) + e- พลงั งาน IE 496 kJ/mol
ขั้นท่ี 4 Cl(g) + e- Cl-(g) พลังงาน EA -349 kJ/mol
ขั้นที่ 5 Na+(g) + Cl-(g) Nacl(s) พลังงานแลตทิช -787 kJ/mol
พลังงานของปฏิกิรยิ า คอื ผลบวกของพลงั งานทัง้ หมด
พลังงานของปฏิกริ ิยา = 107 + 121 + 496 -349 -786 kJ/mol
= -412 kJ/mol
ข้ันตอนหมายเลขใดสัมพันธ์กับพลังงานท่ี
กาหนดให้ต่อไปน้ี
ก. พลงั งานพันธะ CI-CI 2
ข. พลังงานแลตทซิ ของ NaCI 5
ค. พลงั งานการระเหดิ ของโลหะ Na 1
ง. สัมพรรคภาพอิเล็กตรอนของ CI 4
จ. พลังงานไอออไนเซชันของ Na 3
จงคานวณพลังงานการเกิดสารประกอบแคลเซยี มคลอไรด์ (CaCl2) จากค่าพลังงานท่ี
กาหนดให้ต่อไปนี้
ชนิดของพลังงาน คา่ ของพลังงาน (kJ/mol)
พลังงานการระเหดิ ของ Ca 178
พลังงานไอออไนเซชนั ลาํ ดบั ที่ 1 ของ Ca 590
พลังงานไอออไนเซชันลาํ ดับที่ 2 ของ Ca 1145
242
พลังงานพันธะของ Cl2 349
สัมพรรคภาพอเิ ล็กตรอนของ CI 2258
พลังงานแลตทซิ ของ CaCl2
พลังงานรวม = 178 + (590 + 1145) + 242 +[2 x (-349)] + (-2258)
= - 801 kJ
ดังน้ันการเกิดสารประกอบแคลเซียมคลอไรด์เป็นปฏกิ ริ ยิ าคายพลงั งานและมพี ลังงาน
รวมของปฏกิ ริ ยิ าเทา่ กับ 801 กิโลจูลต่อโมล
พลังงานแลตทซิ สมั พันธก์ บั จดุ หลอมเหลวของผลึกไอออนิก คอื
ถ้าพลงั งานแลตทิซมีคา่ มาก ผลกึ ไอออนิกนั้นจะมีความเสถียรมาก ไอออนทย่ี ึด
เหน่ียวกันอยู่อย่างแข็งแรง
ดงั น้ันเมอ่ื ตอ้ งการทาให้เปลย่ี นสถานะจากของแขง็ ไปเป็นของเหลว ตอ้ ง
ใช้พลังงานในการหลอมเหลวสูง ดงั นนั้ ผลึกไอออนกิ ทมี่ พี ลังงานแลตทซิ สงู จะมี
จดุ หลอมเหลวสงู กว่าผลึกไอออนกิ ทีม่ ีพลงั งานแลตทิซต่า
สมบัติของสารประกอบไอออนกิ
1. สารประกอบไอออนกิ ทุกชนดิ มสี ถานะของแข็งทอ่ี ุณหภูมหิ อ้ ง เปราะ แตกหักง่าย เน่ืองจาก
การเลอื่ นตาแหน่งเพียงเล็กนอ้ ยของไอออนเมื่อมแี รงมากระทา ทาใหไ้ อออนชนดิ เดยี วกันเลอ่ื น
ไถลไปอยู่ตาแหน่งตรงกนั เกิดแรงผลักกันระหว่างประจุท่เี หมือนกนั แสดงดังรปู
การจดั เรียงไอออนในผลกึ ของ ไอออนในผลึกเลอ่ื นตาแหนง่ เมอ่ื ผลกึ แตกออกเนื่องจากแรงผลกั
สารประกอบไอออนกิ มีแรงกระทา ระหวา่ งไอออนชนิดเดียวกัน
2. สภาวะปกติ สารประกอบไอออนิกเปน็ ของแข็งไมน่ าไฟฟ้า เม่อื หลอมเหลวหรืออยใู่ นสภาพของ
สารละลายสามารถนาไฟฟา้ ได้ดี เพราะในผลกึ ของแข็งไอออนบวกและไอออนลบยึดเหนี่ยวกนั ไว้
แขง็ แรงเคล่อื นทีไ่ ม่ได้ แตเ่ มอื่ หลอมเหลวเป็นของเหลว ไอออนบวกและไอออนลบแยกออกจากกนั
และสามารถเคลอ่ื นท่ีได้ โดยไอออนบวกเคลอื่ นทเี่ ข้าหาขัว้ ลบเพ่อื รบั อเิ ลก็ ตรอน และไอออนลบ
เคล่ือนท่ีเขา้ หาขั้วบวกเพื่อให้อิเล็กตรอน เคล่ือนที่ไปยังขว้ั ไฟฟา้ ทาใหก้ ระแสไฟฟ้าไหลผา่ นได้
แสดงดังรูป
3. สารประกอบไอออนิกมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูง เนื่องจากต้องใช้พลังงานในการ
สลายพันธะสงู
4. สารประกอบไอออนิกละลายไดด้ ีในตวั ทาละลายมขี ้วั
5. ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิกใดๆ เกิดข้ึนได้อย่างรวดเร็ว เช่น การละลาย
และการตกตะกอน
6. สารละลายของสารประกอบไอออนิกในนา้ ส่วนใหญ่ มีสมบัตเิ ปน็ เบสหรือเปน็ กลาง
พลงั งานกบั การละลายสารประกอบไอออนิก
การละลาย มี 2 ประเภท คอื การละลายแบบดดู ความรอ้ น และแบบคายความรอ้ น
เมื่อนาโซเดยี มคลอไรด์ (NaCl) ไปละลายนา้ จะมขี นั้ ตอนที่เก่ียวขอ้ ง ดงั นี้
Hl2aOtt
1. ทาใหอ้ นุภาคของของแข็งแยกออกจากกัน เป็นการทาลายแรงยดึ เหนยี่ วระหว่างอนภุ าค ข้นั ตอน
นี้ต้องใช้พลังงานซึง่ มคี ่าเทา่ กบั พลงั งานแลตทซิ (Lattice energy) ใชส้ ัญลักษณ์ย่อว่า Δ Hlatt
สมการคือ
NaCl (s) + พลงั งานแลตทซิ Na+(g) + Cl-(g) ΔHlatt
ขั้นตอนนเ้ี ป็นการดูดพลังงานเพือ่ สลายพนั ธะเดิมของ NaCl
2. อนุภาคท่ถี กู แยกออกมาจากขน้ั ตอนแรก ไอออนท่เี ปน็ กา๊ ซจะไปจับกับอนุภาคของน้า จะคาย
พลังงานออกมาจานวนหน่ึง เรยี กวา่ พลังงานไฮเดรชัน (Hydration energy) ใชส้ ญั ลักษณ์ยอ่ ว่า ΔHhyd
สมการคือ
Na+(g) + Cl-(g) Na+(aq) + Cl-(aq) ΔHhyd
ข้ันตอนน้ีเป็นการคายพลงั งานเพ่ือสร้างพนั ธะกับน้า
*aq มาจาก aqueous หมายถึง สารละลายที่มีนา้ เปน็ ตัวทาละลาย
2 H2O Na+(aq) + Cl-(aq) Hsoln
NaCl(s) +
soln =
: soln = Hlatt - Hhyd
soln
soln
แผนภาพ แสดงความสมั พันธ์ระหวา่ งพลังงานแลตทซิ (E1), พลงั งานไฮเดรชนั (E2) และพลงั งานการละลาย
สรปุ !!
การละลายจะมีทั้งการดูดและการคายพลงั งาน โดยถ้า
พลงั งานแลตทิซ > พลงั งานไฮเดรชนั : จะเป็นการละลายแบบดูดความรอ้ น
พลังงานไฮเดรชนั > พลงั งานแลตทซิ : จะเป็นการละลายแบบคายความความรอ้ น
แตถ่ า้ !
พลงั งานแลตทซิ มากวา่ พลงั งานไฮเดรชันมากๆ สารนัน้ จะไมล่ ะลายนา้
ตวั อยา่ ง : เมื่อนาสาร AB จานวน 10 กรัมมาละลายในน้า 100 g อุณหภูมิกอ่ นละลาย 23๐C
อณุ หภูมิหลงั ละลาย 30๐C เปน็ การละลายแบบดดู ความรอ้ น หรือแบบคายความร้อน
ตอบ หลงั ละลายน้ามอี ณุ หภูมิสูงขึ้นแสดงวา่ เป็นการละลายแบบคายความรอ้ น
สมการไอออนกิ และสมการไอออนกิ สุทธิ
สารละลายไอออนิกคู่ใดคู่หนึ่งเมือ่ นามาผสมกันแล้วเกดิ ตะกอน แสดงวา่ เกิดปฏกิ ิริยาขึน้
และในการเกดิ ปฏิกริ ยิ าในนา้ มักจะมีการแลกเปล่ยี นไอออนบวกและไอออนลบซึ่งกันและกนั
ตัวอย่าง การผสมสารละลายแคลเซยี มไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) และ โซเดียมคารบ์ อเนต (Na2CO3)
ได้ตะกอนสขี าว ของแคลเซียมเซยี มคาร์บอเนต (CaCO3)
สมการไอออนิกสุทธิ คอื สมการที่เขยี นเฉพาะไอออนและโมเลกุลทเี่ กยี่ วขอ้ งในปฏกิ ริ ยิ าเทา่ น้นั
โดยผลรวมประจุทางซา้ ยและทางขวาของสมการตอ้ งดุลกันพอดี
หลักการเขยี นสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิ
1. ให้เขียนเฉพาะสว่ นไอออนหรอื โมเลกุลของสารทาปฏิกิริยากนั เทา่ นน้ั
2. ถ้าสารที่เกย่ี วขอ้ งในปฏกิ ิริยาเป็นสารทีไ่ มล่ ะลายนา้ หรือไมแ่ ตกตัวเปน็ ไอออน เป็น
ออกไซด์ หรอื เปน็ ก๊าซใหเ้ ขียนสูตรโมเลกุลของสารน้ันในสมการได้ ตัวอยา่ ง ออกไซด์ เช่น
CO2(g), H2O(l) กา๊ ซ เช่น H2(g), NH3(g) สารท่ไี ม่ละลายนา้ เชน่ CaCO3(s), AgCl(s)
3. ดลุ สมการไอออนกิ โดยทาจานวนอะตอมและจานวนไอออนของธาตุทกุ ธาตุ ท้ัง
ทางซา้ ยและทางขวาของสมการให้เทา่ กนั พรอ้ มทงั้ ดุลประจุรวมทัง้ ทางซา้ ยและขวาของ
สมการให้เท่ากัน
1. สารประกอบท่ีละลายน้า (ไมเ่ กิดตะกอน)
1.1 สารประกอบของโลหะหมู่ 1 และแอมโมเนยี (NH4+) ทุกชนดิ
1.2 สารประกอบไนเตรท (NO3-) คลอเรต (ClO3-) เปอรค์ ลอเรต (ClO4-) และแอซเี ตด
(CH3COO-)
1.3 สารประกอบของคลอไรด์ (Cl-) โบรไมด์ (Br-) ไอโอไดด์ (I-) (ยกเวน้ Ag+ Pb2+ Hg2+ ไม่
ละลาย ส่วน PbCl2 ละลายไดน้ อ้ ย)
1.4 สารประกอบซลั เฟต (SO42-) (ยกเว้น Pb2+ Sr2+ Ba2+ ส่วนสารประกอบ Ca2+และ Ag2+
ละลายได้เลก็ น้อย)
2. สารประกอบท่ไี ม่ละลายนา้ (เกดิ ตะกอน)
2.1 สารประกอบออกไซด์ของโลหะ
(ยกเวน้ ออกไซด์ของโลหะหมู่ 1 และออกไซดข์ อง Ca2+ Sr2+ Ba2+)
2.2 สารประกอบไฮดรอกไซด์
(ยกเวน้ ไฮดรอกด์ของโลหะหมู่ 1 แอมโมเนีย และ Sr2+ Ba2+ ส่วนของ Ca2+ ละลายได้น้อย)
2.3 สารประกอบคาร์บอเนต (CO32-) ฟอสเฟต (PO43-) ซัลไฟด์(S-) และซัลไฟด์(SO32-)
(ยกเว้นของโลหะหมู่ 1 แอมโมเนยี )