The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ภาคเรียนที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wanatchaphon007, 2022-02-28 04:13:40

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน

แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ภาคเรียนที่ 1

แผนการวัดผลและประเมนิ ผล
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1

ปีการศกึ ษา 2564
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นางสาววนัชพร คําจติ ร
ตําแหน่ง ครู

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๔ จงั หวัดพะเยา
สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ

สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน



ตารางโครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้
รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว 21101 กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 จาํ นวน 60 ชม./ภาคเรยี น

หนว่ ยการเรยี นรู้ แผนการจดั วธิ ีสอน/กระบวนการ ทกั ษะการคิด เวลา รายละเอยี ด
การเรียนรู้ จัดการเรียนรู้ (ช่วั โมง) แผนการ

จัดการเรียนรู้

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 พนั ธศุ าสตร์ 1.วิธีสอนแบบบรรยาย -ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ 3
พันธุศาสตร์ 2.วิธีสอนโดยการจดั การเรยี นรู้ 4
แบบรว่ มมอื :เทคนคิ การเรยี นรู้ 1.ทักษะการคดิ วิเคราะห์ 4
การศกึ ษาของเมนเดล 1.วิธีสอนแบบบรรยาย 2.ทักษะการคดิ อยา่ งมี 3
2.วธิ ีสอนโดยการจัดการเรยี นรู้ วิจารณญาณ
โครโมโซม ดเี อน็ เอ ยนี แบบรว่ มมอื :เทคนิคการเรียนรู้ 1.ทักษะการคิดวเิ คราะห์ 4
1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 2.ทักษะการคิดอยา่ งมี 2
การถา่ ยทอดยนี บน 2.วธิ ีสอนโดยการจดั การเรียนรู้ วิจารณญาณ
โครโมโซม แบบร่วมมอื :เทคนคิ การเรยี นรู้ 1.ทักษะการคิดวเิ คราะห์ 2
1.วิธสี อนแบบบรรยาย 2.ทกั ษะการคิดอย่างมี
การแบ่งเซลล์ 2.วิธสี อนโดยการจัดการเรียนรู้ วจิ ารณญาณ
แบบร่วมมอื :เทคนคิ การเรยี นรู้ 1.ทักษะการคิดวเิ คราะห์
ความผดิ ปกติทาง 1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 2.ทักษะการคดิ อย่างมี
พนั ธกุ รรม 2.วิธสี อนโดยการจดั การเรยี นรู้ วจิ ารณญาณ
แบบร่วมมือ:เทคนคิ การเรียนรู้ 1.ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์
ความหลากหลายทาง 1.วิธสี อนแบบบรรยาย 2.ทกั ษะการคิดอยา่ งมี
ชีวภาพ 2.วิธสี อนโดยการจดั การเรียนรู้ วจิ ารณญาณ
แบบร่วมมือ:เทคนคิ การเรยี นรู้ 1.ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์
1.วธิ สี อนแบบบรรยาย 2.ทกั ษะการคิดอยา่ งมี
2.วิธสี อนโดยการจัดการเรยี นรู้ วิจารณญาณ
แบบรว่ มมือ:เทคนคิ การเรียนรู้

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 คล่นื กล 1.วิธสี อนแบบบรรยาย 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3
คล่ืนและแสง 2.วธิ ีสอนโดยการจัดการเรยี นรู้ 2.ทักษะการคิดอยา่ งมี 2
แบบร่วมมอื :เทคนิคการเรียนรู้ วิจารณญาณ 2
คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า 1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 1.ทักษะการคดิ วิเคราะห์ 2
2.วิธสี อนโดยการจดั การเรียนรู้ 2.ทกั ษะการคิดอยา่ งมี 2
ประโยชน์ของคลนื่ แบบร่วมมือ:เทคนคิ การเรียนรู้ วจิ ารณญาณ
แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ 1.วิธสี อนแบบบรรยาย 1.ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ 5
2.วิธสี อนโดยการจัดการเรยี นรู้ 2.ทกั ษะการคิดอยา่ งมี 2
การสะท้อนแสง แบบรว่ มมอื :เทคนิคการเรียนรู้ วจิ ารณญาณ 2
1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 1.ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ 2
การเกดิ ภาพบนกระจก 2.วธิ ีสอนโดยการจดั การเรียนรู้ 2.ทกั ษะการคดิ อยา่ งมี 2
เงา แบบร่วมมอื :เทคนิคการเรียนรู้ วจิ ารณญาณ
1.วิธสี อนแบบบรรยาย 1.ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ 2
2.วิธสี อนโดยการจัดการเรยี นรู้ 2.ทกั ษะการคิดอย่างมี 3
แบบร่วมมือ:เทคนิคการเรยี นรู้ วจิ ารณญาณ

การหกั เหของแสง 1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์
2.วิธสี อนโดยการจัดการเรยี นรู้ 2.ทักษะการคิดอยา่ งมี
ปรากฏการณ์ทเ่ี ก่ียวกับ แบบร่วมมือ:เทคนคิ การเรยี นรู้ วจิ ารณญาณ
แสง 1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 1.ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์
2.วธิ ีสอนโดยการจัดการเรียนรู้ 2.ทกั ษะการคดิ อย่างมี
แบบรว่ มมอื :เทคนิคการเรียนรู้ วจิ ารณญาณ
1.ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์
ทศั นอปุ กรณ์ 1.วิธสี อนแบบบรรยาย 2.ทกั ษะการคดิ อย่างมี
ตาและการมองเหน็ 2.วิธสี อนโดยการจัดการเรียนรู้ วิจารณญาณ
ความสว่างของแสง แบบรว่ มมอื :เทคนคิ การเรียนรู้ 1.ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์
1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 2.ทกั ษะการคิดอย่างมี
2.วธิ ีสอนโดยการจดั การเรียนรู้ วจิ ารณญาณ
แบบร่วมมอื :เทคนคิ การเรยี นรู้ 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์
1.วิธสี อนแบบบรรยาย 2.ทกั ษะการคดิ อยา่ งมี
2.วิธสี อนโดยการจดั การเรยี นรู้ วิจารณญาณ
แบบรว่ มมอื :เทคนิคการเรียนรู้

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 การโคจรของดาว 1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์
ระบบสุริยะของเรา 2.วิธสี อนโดยการจัดการเรียนรู้ 2.ทกั ษะการคดิ อยา่ งมี
เคราะหร์ อบดวงอาทิตย์ แบบร่วมมอื :เทคนคิ การเรียนรู้ วจิ ารณญาณ
1.ทักษะการคิดวเิ คราะห์
การเกิดฤดูกาลและการ 1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 2.ทักษะการคิดอย่างมี
เคลอ่ื นทปี่ รากฏของดวง 2.วธิ ีสอนโดยการจัดการเรยี นรู้ วิจารณญาณ
อาทติ ย์ แบบร่วมมอื :เทคนิคการเรยี นรู้

การเกดิ ขา้ งขน้ึ ข้างแรม 1.วิธสี อนแบบบรรยาย 1.ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ 3
การเกิดน้าข้ึนน้าลง 2.วธิ สี อนโดยการจดั การเรยี นรู้ 2.ทกั ษะการคดิ อยา่ งมี 2
แบบรว่ มมือ:เทคนิคการเรียนรู้ วิจารณญาณ
1.วธิ ีสอนแบบบรรยาย 1.ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ 2
2.วธิ สี อนโดยการจดั การเรยี นรู้ 2.ทกั ษะการคดิ อย่างมี 2
แบบรว่ มมือ:เทคนคิ การเรียนรู้ วิจารณญาณ 2

กล้องโทรทรรศน์ 1.วิธสี อนแบบบรรยาย 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์
2.วิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้ 2.ทักษะการคดิ อย่างมี
ดาวเทียมและยาน แบบร่วมมือ:เทคนิคการเรยี นรู้ วจิ ารณญาณ
อวกาศ 1.วิธีสอนแบบบรรยาย 1.ทักษะการคิดวเิ คราะห์
2.วิธีสอนโดยการจดั การเรียนรู้ 2.ทกั ษะการคดิ อย่างมี
นกั บินอวกาศและ แบบรว่ มมอื :เทคนคิ การเรียนรู้ วิจารณญาณ
โครงการสา้ รวจอวกาศ 1.วิธสี อนแบบบรรยาย 1.ทักษะการคดิ วิเคราะห์
2.วธิ ีสอนโดยการจัดการเรยี นรู้ 2.ทกั ษะการคดิ อยา่ งมี
แบบร่วมมอื :เทคนิคการเรียนรู้ วจิ ารณญาณ

จุดมุง่ หมายของหลกั สูตรโรงเรยี นราประชานุเคราะห์ ๒๔ จังหวัดพะเยา

จุดมุง่ หมายของหลกั สตู ร
หลักสูตรโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๔ จังหวัดพะเยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพจึง
ก้าหนดเป็นจดุ หมาย เพือ่ ใหเ้ กดิ กับผูเ้ รยี นเม่อื จบการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน ดงั นี้

1. มีคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านยิ มทพ่ี ึงประสงค์ เห็นคณุ คา่ ของตนเอง มวี ินัยและปฏบิ ัติตน
ตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถือ ยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

2. มีความรู้อนั เปน็ สากลและมคี วามสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใช้
เทคโนโลยแี ละมที กั ษะชีวิต

3. มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตทีด่ ี มีสขุ นิสยั และรักการออกกา้ ลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตส้านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
5. มีจิตส้านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดล้อม
มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งม่ันท้าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี
ความสุข

สมรรถนะสําคญั ของผเู้ รยี น

หลักสูตรโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๔ จังหวัดพะเยา มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรู้ ซ่ึงการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีก้าหนดน้ัน จะช่วยให้ผู้เรียน
เกดิ สมรรถนะส้าคัญ 5 ประการ ดังนี้

1. ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการ
ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมท้ังการเจรจาต่อรอง
เพ่ือขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล
และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพโดยค้านึงถึงผลกระทบที่มีต่อ
ตนเองและสงั คม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบเพ่ือน้าไปสู่การสร้างสรรค์
องคค์ วามรหู้ รือสารสนเทศเพอ่ื การตดั สนิ ใจเก่ยี วกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมแสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้
มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพ โดยค้านึงถึงผลกระทบ
ที่เกิดข้ึนตอ่ ตนเอง สงั คมและสง่ิ แวดล้อม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน้ากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้
ในการด้าเนินชีวิตประจ้าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การท้างานและ

การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา
และความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ
สภาพแวดล้อม และการรู้จกั หลีกเลย่ี งพฤติกรรมไม่พึงประสงคท์ สี่ ง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผอู้ ืน่

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการ
เรยี นรู้ การสือ่ สารการท้างาน การแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถูกตอ้ งเหมาะสม และมคี ุณธรรม

คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

หลักสูตรโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๔ จังหวัดพะเยา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์เพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและ
พลโลก ดังนี้

1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซ่อื สตั ย์สุจรติ
3. มีวนิ ยั
4. ใฝ่เรยี นรู้
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
6. มงุ่ มั่นในการทา้ งาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ

คณุ ภาพผู้เรยี นเมอ่ื จบชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 หรือ มัธยมศึกษาปีท่ี 6

รายละเอียดอยู่ในหลกั สตู รแกนกลาง 2551 เล่มสเี ทา

กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย อย่หู น้า 37-55
กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา อยูห่ นา้ 164-181
กลมุ่ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพ อยู่หน้า 204-219 (ตดั ส่วนของเทคโนโลยีออก)
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ อยู่หนา้ 182-203
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ อย่หู น้า 220-243

กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ อยู่หน้า 8
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี อยู่หนา้ 30
กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (สาระภูมศิ าสตร)์ อย่หู นา้ 88

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
วิชาวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน รหสั วิชา ว23101 กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 เวลา 60 ช่วั โมง จาํ นวน 1.5 หน่วยกติ

สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความส้าคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม

สารพนั ธุกรรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธุกรรมทีม่ ีผลตอ่ สิ่งมีชวี ติ ความหลากหลาย ทางชีวภาพและ

วิวฒั นาการของสิง่ มชี วี ติ รวมทง้ั นา้ ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่

เก่ียวขอ้ งกบั เสยี ง แสงและคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทง้ั น้าความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ

กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และ

การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ

คาํ อธิบายรายวชิ า กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน รหสั วชิ า ว23101
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เวลา 60 ช่วั โมง จาํ นวน 1.5 หนว่ ยกติ

ศึกษาวิเคราะห์ ส้ารวจ และอธิบาย เกี่ยวกับโครโมโซม ยีน สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ
กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โรคทางพันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่
อมนุษย์ สัตว์ และพืชในท้องถ่ิน เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนประกอบของระบบสุริยะ กลุ่มดาวฤกษ์ กาแล็คซ่ี เอกภพ
เทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม และยานอวกาศ คุณสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์ วัสดุ
ประเภทพอลิเมอร์เซรามิกส์ วิเคราะห์ปฏิกิริยาดูดความร้อนและปฏิกิริยา คายความร้อนจากการ
เปลย่ี นแปลงพลังงาน ความร้อนของปฏิกริ ยิ า

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การส้ารวจตรวจสอบ การสืบค้น
ข้อมลู บันทกึ จัดกลุ่มขอ้ มลู และการอภิปราย

เพื่อให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจ มคี วามสามารถในการสอ่ื สาร การคดิ การแก้ปัญหา
การใช้ทกั ษะชีวิตและการใช้เทคโนโลยี มคี วามรักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซือ่ สตั ย์สุจรติ
จติ วิทยาศาสตร์ มีวนิ ัย ใฝ่เรียนรู้ มงุ่ ม่ันในการทา้ งาน มจี ิตสาธารณะ มีเจตคตแิ ละคา่ นิยมที่
เหมาะสม สามารถท้างานรว่ มกบั ผู้อนื่ ปอ้ งกันตนเองใหห้ า่ งไกลจากสารเสพตดิ และนอ้ มน้าหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยกุ ต์ใชใ้ นการด้าเนินชีวิตประจา้ วันได้อยา่ งเหมาะสม

มาตรฐานและตวั ชี้วดั
ว 1.3 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ม.3/6 ม.3/7 ม.3/8 ม.3/9
ม.3/10 ม.3/11
ว 2.3 ม.3/10 ม.3/11 ม.3/12 ม.3/13 ม.3/14 ม.3/15 ม.3/16 ม.3/17
ม.3/18 ม.3/19 ม.3/20 ม.3/21
ว 3.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4

รวม 27 ตวั ช้วี ดั

ตวั ชี้วัดรายวชิ า

วิชาวทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน รหัสวชิ า ว23101 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เวลา 60 ชัว่ โมง จํานวน 1.5 หน่วยกติ

มาตรฐาน ว 1.3 เขา้ ใจกระบวนการและความสา้ คญั ของการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม สาร
พันธกุ รรม การเปลย่ี นแปลงทางพันธกุ รรมทมี่ ีผลต่อส่งิ มีชวี ิต ความหลากหลาย ทางชวี ภาพและ
วิวัฒนาการของสงิ่ มชี ีวติ รวมทัง้ นา้ ความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตวั ชีว้ ัด ม.3/1 อธิบายความสัมพนั ธ์ระหว่างยนี ดเี อ็นเอและ โครโมโซมโดยใชแ้ บบจา้ ลอง
ตัวชี้วัด ม.3/2 อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมจาก การผสมโดยพิจารณาลกั ษณะ
เดยี วท่แี อลลลี เด่น ขม่ แอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์
ตัวชวี้ ดั ม.3/3 อธบิ ายการเกิดจโี นไทป์และฟีโนไทปข์ องลูกและค้านวณอตั ราส่วนการเกดิ จีโน
ไทป์และ ฟโี นไทปข์ องรุ่นลกู
ตัวชวี้ ัด ม.3/4 อธบิ ายความแตกต่างของการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซสิ
ตัวช้วี ัด ม.3/5 บอกได้ว่าการเปลยี่ นแปลงของยนี หรอื โครโมโซม อาจท้าใหเ้ กดิ โรคทางพันธกุ รรม
พรอ้ มทงั้ ยกตัวอยา่ งโรคทางพันธุกรรม
ตวั ชว้ี ัด ม.3/6 ตระหนกั ถึงประโยชน์ของความรู้เร่ืองโรคทาง พันธุกรรมโดยรวู้ า่ ก่อนแต่งงานควร
ปรกึ ษาแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉยั ภาวะเสยี่ งของลูกท่ีอาจ เกิดโรคทางพนั ธุกรรม
ตวั ชว้ี ดั ม.3/7 อธบิ ายการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชวี ิตดดั แปรพนั ธกุ รรมและผลกระทบที่อาจมีต่
อมนษุ ย์และสิ่งแวดล้อมโดยใชข้ อ้ มลู ทร่ี วบรวมได้
ตวั ชว้ี ัด ม.3/8 ตระหนักถึงประโยชนแ์ ละผลกระทบของส่ิงมีชีวิต ดดั แลงพันธุกรรมที่อาจมีต่
อมนษุ ย์และสงิ่ แวดลอ้ มโดยการเผยแพร่ความรทู้ ี่ได้จากการโตแ้ ยง้ ทางวิทยาศาสตรซ์ ง่ึ มีข้อมลู
สนับสนนุ
ตวั ชี้วัด ม.3/9 เปรียบเทยี บความหลากหลายทางชวี ภาพในระดบั ชนิดสง่ิ มีชวี ติ ในระบบนเิ วศ
ตา่ งๆ
ตวั ชี้วดั ม.3/10 อธิบายความสา้ คญั ของความหลากหลายทาง ชวี ภาพท่มี ีตอ่ การรกั ษาสมดุลของ
ระบบนเิ วศและตอ่ มนษุ ย์
ตัวชว้ี ดั ม.3/11 แสดงความตระหนกั ในคุณคา่ และความส้าคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ
โดยมสี ว่ นรว่ ม ในการดูแลรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพ

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่
เก่ียวข้องกบั เสียง แสงและคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ รวมทั้งน้าความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ชว้ี ัด ม.3/10 สรา้ งแบบจา้ ลองทอ่ี ธิบายการเกิดคลนื่ และบรรยายสว่ นประกอบของคลนื่
ตัวชี้วัด ม.3/11 อธิบายคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าและสเปกตรัม คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าจากข้อมูลที่
รวบรวมได้
ตัวชี้วัด ม.3/12 ตระหนักถึงประโยชน์และอันตรายจาก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยน้าเสนอการใช้
ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ งๆและอนั ตรายจาก คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าในชวี ติ ประจ้าวัน
ตัวช้ีวัด ม.3/13 ออกแบบการทดลองและด้าเนินการทดลอง ด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายกฎ
การสะทอ้ นของแสง
ตวั ช้วี ัด ม.3/14 เขยี นแผนภาพการเคลอ่ื นทขี่ องแสงแสดง การเกิดภาพจากกระจกเงา
ตัวช้ีวัด ม.3/15 อธิบายการหักเหของแสงเม่ือผ่านตัวกลาง โปร่งใสท่ีแตกต่างกันและอธิบายการ
กระจาย แสงของแสงขาวเมอื่ ผ่านปริซึมจากหลักฐานเชงิ ประจักษ์
ตวั ชี้วัด ม.3/16 เขียนแผนภาพการเคล่ือนท่ขี องแสงแสดงการเกดิ ภาพจากเลนส์บาง
ตวั ช้ีวัด ม.3/17 อธิบายปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวกับแสงและการ ท้างานของทัศนอุปกรณ์จาก
ขอ้ มูลที่รวบรวม
ตวั ชว้ี ดั ม.3/18 เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของแสงแสดงการ เกิดภาพของทัศนอุปกรณ์
และเลนส์ตา
ตัวช้วี ัด ม.3/19 อธบิ ายผลของความสว่างที่มีต่อดวงตาจาก ข้อมลู ทไ่ี ดจ้ ากการสืบค้น
ตัวชวี้ ดั ม.3/20 วัดความสวา่ งของแสงโดยใชอ้ ปุ กรณว์ ดั ความสว่างของแสง
ตัวช้ีวัด ม.3/21 ตระหนักในคุณค่าของความรู้เรื่องความสว่าง ของแสงท่ีมีต่อดวงตาโดย
วเิ คราะห์ สถานการณ์ ปัญหาและเสนอแนะการจัดความสว่างใหเ้ หมาะสมในการทา้ กจิ กรรมต่างๆ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการ
ประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยอี วกาศ
ตวั ชวี้ ดั ม.3/1 อธบิ ายการโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโนม้ ถ่วงจากสมการ
F= (Gm1m2)/r2
ตวั ชี้วัด ม.3/2 สร้างแบบจา้ ลองท่อี ธิบายการเกดิ ฤดูและการเคลือ่ นท่ีปรากฏของดวงอาทติ ย์
ตัวช้ีวัด ม.3/3 สร้างแบบจ้าลองท่ีอธิบายการเกิดข้างข้ึน ข้างแรม การเปลี่ยนแปลงเวลาการขึ้น
และตกของดวงจนั ทร์และการเกิดน้าขึ้นน้าลง
ตัวชี้วัด ม.3/4 อธิบายการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศและยกตัวอย่างความก้าวหน้าของ
โครงการสา้ รวจอวกาศจากขอ้ มลู ทรี่ วบรวมได้

โครงสร้างรายวิชา

วชิ าวทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน รหัสวิชา ว23101 กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เวลา 60 ชั่วโมง จํานวน 1.5 หนว่ ยกติ
ลาํ ดบั มาตรฐานการ เวลา นา้ํ หนัก
ท่ี ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ เรยี นรู้/ตัวช้วี ดั สาระสาํ คญั (ช่ัวโมง) คะแนน

1 พนั ธศุ าสตร์ ว 1.3 ม.3/1 โครงสรา้ งของโครโมโซม 22 20
ม.3/2 ม.3/3 ความสัมพนั ธ์ ระหวา่ งยนี ดี
ม.3/4 ม.3/5 เอน็ เอ และโครโมโซม
ม.3/6 ม.3/7 หลกั การพื้นฐานของการ
ม.3/8 ม.3/9 ถ่ายทอดลักษณะทาง
ม.3/10 ม.3/11 พันธุกรรมของเมนเดลจาก
การผสมโดยพจิ ารณาลักษณะ
เดียว (monohybrid cross)
ตลอดจนคา้ นวณหาอตั ราสว่ น
ของจีโนไทป์และฟโี นไทปใ์ น
รนุ่ ลกู โครโมโซม
ของมนุษย์ ความส้าคญั ของ
การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทชิส
และไมโอซิส โรคทาง
พนั ธุกรรมและการใช้
ประโยชน์จากความรู้เก่ยี วกบั
โรคทางพนั ธุกรรม
ประโยชน์และผลกระทบของ
สงิ่ มีชีวิตดดั แปรพนั ธกุ รรมที่
มีตอ่ มนษุ ยแ์ ละ
ส่ิงแวดลอ้ ม

2 คล่นื และแสง ว 2.3 ม.3/10 คลน่ื กล 24 30
ม.3/11 ม3/12 ส่วนประกอบของคล่ืน
ความหมายของคลื่น
ม.3/13 ม.3/14 แม่เหล็กไฟฟ้าและสเปกตรมั
ม.3/15 ม3/16 ของคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้า
ม.3/17 ม.3/18 ประโยชน์และอันตรายของ
ม.3/19 ม.3/20 คลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้า แสง

ม.3/21 การสะทอ้ นของแสง การหัก
เหของแสง ความสว่าง
รวมท้ังปรากฏการณ์
ทางแสงและการท้างานของ
ทศั นอปุ กรณ์
3 ระบบสรุ ยิ ะของเรา ว 3.1 ม.3/1 ปฏสิ ัมพันธ์ 16 20
ม.3/2 ม.3/3 ในระบบสุรยิ ะ อธิบายการ 70
โคจรของดาวเคราะหร์ อบดวง 30
ม.3/4 อาทติ ย์ดว้ ยแรงโน้มถ่วง 100

สร้างแบบจา้ ลองทอ่ี ธบิ ายการ
เกดิ ฤดู การเคล่อื นที่ปรากฏ
ของดวงอาทติ ย์
การเกิดขา้ งข้ึน ขา้ งแรม การ
เปล่ียนแปลงเวลาการขึน้ และ
ตกของดวงจนั ทร์
การเกิดน้าข้นึ นา้ ลง และ
อธิบายการใช้ประโยชน์ของ
เทคโนโลยอี วกาศ
พร้อมท้งั ระบุความกา้ วหนา้
ของโครงการส้ารวจอวกาศ
รวมระหวา่ งภาค -
กลางภาคและปลายภาคเรยี น -
รวม 60

ผังมโนทศั น์ กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รายวิชา วทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน รหัสวิชา ว23101 จํานวน 1.5 หน่วยกิต
ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เวลา 60 ช่ัวโมง



รายวชิ า วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน รหสั วิชา ว23101 การกําหนดสัดสว่ นคะแ

ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 เวลา 6

หนว่ ย ชอื่ หน่วย ตัวชวี้ ัด
ที่

1 พนั ธุศาสตร์ ว 1.3 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 1
ม.3/6 ม.3/7 ม.3/8 ม.3/9 ม.3/10
ม.3/11

2 คลนื่ และเสยี ง ว 2.3 ม.3/10 ม.3/11 ม.3/12 ม.3/13 2
ม.3/14 ม.3/15 ม.3/16 ม.3/17 1
ม.3/18 ม.3/19 ม.3/20 ม.3/21

3 ระบบสรุ ิยะของเรา ว 3.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4

แนนและการวดั ผลประเมนิ ผล กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
จาํ นวน 1.5 หน่วยกิต
60 ชัว่ โมง
คะแนน

ความรู้ (K) วธิ กี ารวดั ผล เครอื่ งมือ
ัทกษะ กระบวนการ (P)
คุณ ัลกษณะ(A)
คะแนนรวม

15 2 3 20 - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ

-ตรวจ แบบฝึกหัด - แบบประเมินแบบฝึกหดั /ใบงาน

- ประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ - แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึง
ประสงค์
ประสงค์

25 2 3 30 - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ

-ตรวจ แบบฝกึ หดั - แบบประเมินแบบฝกึ หดั /ใบงาน

- ประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึง - แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ
ประสงค์ ประสงค์
15 2 3 20 - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ

-ตรวจ แบบฝกึ หัด - แบบประเมินแบบฝกึ หดั /ใบงาน

- ประเมินคณุ ลกั ษณะอันพึง - แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึง

ระหวา่ งเรียน 5
สอบกลางภาคเรียน 1
สอบปลายภาคเรียน 1

รวม 8

55 6 ประสงค์ ประสงค์
15 9 70
15
85 6 15
15
9 100

แผนการวัดและประเมินผล
รายวิชา วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน รหสั วิชา ว23101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เวลา 60 ช่วั โมง จาํ นวน 1.5 หน่วยกติ

1. อตั ราส่วนการประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ระหวา่ งเรียน กลางภาคเรยี น ปลายภาคเรียน
70 คะแนน 15 คะแนน 15 คะแนน

2. อัตราส่วนการประเมนิ ผล KPA
ความรู้ (K) ทักษะ/กระบวนการ (P) คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
85 คะแนน 6 คะแนน 9 คะแนน

3. สดั สว่ นคะแนนของการประเมนิ ผล สดั สว่ นคะแนน
ทักษะ คุณลักษณะ
การประเมิน ความรู้ กระบวนการ อันพึงประสงค์ รวม
ระหว่างเรยี น 55 70
กลางภาคเรยี น 15 69 15
ปลายภาคเรยี น 15 69 15
85 100
รวม

กาํ หนดการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน รหสั วิชา ว23101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เวลา 60 ช่ัวโมง จํานวน 1.5 หน่วยกติ

หน่วยการเรยี นรู้/แผนการ เร่ือง เวลา/
จดั การเรียนรู้ จาํ นวน
พันธุศาสตร์ ชว่ั โมง
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 การศึกษาของเมนเดล
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 โครโมโซม ดเี อน็ เอ ยีน 20
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2 การถ่ายทอดยนี บนโครโมโซม 3
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 3 การแบง่ เซลล์ 4
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 4 ความผดิ ปกติทางพนั ธุกรรม 4
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5 ความหลากหลายทางชวี ภาพ 3
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 6 คล่นื และเสยี ง 4
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 คลืน่ กล 2
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1 คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ 24
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ประโยชนข์ องคลืน่ มเ่ หล็กไฟฟ้า 3
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 3 การสะท้อนแสง 2
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 4 การเกดิ ภาพบนกระจกเงา 2
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 5 การหกั เหของแสง 2
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 6 ปรากฏการณท์ เี่ ก่ียวกับแสง 2
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 7 ทัศนอุปกรณ์ 5
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 8 ตาและการมองเหน็ 2
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 9 ความสวา่ งของแสง 2
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 10 ระบบสรุ ิยะของเรา 2
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 การโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทิตย์ 2
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 การเกิดฤดกู าลและการเคล่ือนทป่ี รากฏของดวงอาทติ ย์ 16
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 การเกดิ ข้างข้นึ ขา้ งแรม 2
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 3 การเกดิ น้าขึ้นน้าลง 3
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 4 กลอ้ งโทรทรรศน์ 3
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 5 ดาวเทยี มและยานอวกาศ 2
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6 นักบนิ อวกาศและโครงการส้ารวจอวกาศ 2
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 7 2
สอบกลางภาค 2
สอบปลายภาค
60
รวม

การออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง พันธุศาสตร์
รายวิชา วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
ภาคเรยี นที่ 1 เวลาเรยี น 22 ช่ัวโมง ผสู้ อน นางสาววนชั พร คาํ จติ ร

1. เป้าหมายการเรียนรู้
1.1 ความเข้าใจทคี่ งทน
โครงสร้างของโครโมโซม ความสัมพันธ์ ระหว่างยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซม หลักการพื้นฐานของการ

ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของเมนเดลจากการผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียว (monohybrid cross)
ตลอดจนค้านวณหาอตั ราส่วนของจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทปใ์ นร่นุ ลกู โครโมโซม
ของมนุษย์ ความส้าคัญของการแบ่งเซลล์แบบไมโทชิสและไมโอซิส โรคทางพันธุกรรมและการใช้ประโยชน์จาก
ความรู้เก่ียวกับโรคทางพันธุกรรม ประโยชน์และผลกระทบของส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่มีต่อมนุษย์และ
สิ่งแวดล้อม

1.2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ดั
มาตรฐาน มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความส้าคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทาง
พันธกุ รรม สารพันธุกรรม การเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรมทีม่ ีผลต่อส่งิ มีชีวิต ความหลากหลาย ทางชวี ภาพและ
ววิ ัฒนาการของส่งิ มชี ีวิต รวมท้งั น้าความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชวี้ ัด
ตวั ชว้ี ดั ม.3/1 อธิบายความสัมพนั ธร์ ะหว่างยีน ดเี อ็นเอและ โครโมโซมโดยใชแ้ บบจ้าลอง
ตวั ชี้วดั ม.3/2 อธบิ ายการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมจาก การผสมโดยพจิ ารณาลกั ษณะเดยี วที่
แอลลีลเดน่ ข่มแอลลลี ดอ้ ยอยา่ งสมบูรณ์
ตวั ชีว้ ัด ม.3/3 อธิบายการเกิดจโี นไทปแ์ ละฟโี นไทป์ของลกู และค้านวณอตั ราสว่ นการเกิดจีโนไทปแ์ ละ
ฟีโนไทป์ของรุน่ ลกู
ตวั ช้ีวดั ม.3/4 อธิบายความแตกตา่ งของการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ และไมโอซสิ
ตวั ชี้วดั ม.3/5 บอกได้วา่ การเปล่ยี นแปลงของยนี หรือโครโมโซม อาจท้าใหเ้ กิดโรคทางพันธกุ รรม
พรอ้ มทงั้ ยกตัวอย่างโรคทางพนั ธกุ รรม
ตัวช้วี ดั ม.3/6 ตระหนักถงึ ประโยชนข์ องความรู้เรือ่ งโรคทาง พันธุกรรมโดยร้วู า่ ก่อนแตง่ งานควร
ปรึกษาแพทยเ์ พ่อื ตรวจและวินจิ ฉยั ภาวะเสย่ี งของลกู ทอี่ าจ เกดิ โรคทางพนั ธุกรรม
ตัวชว้ี ัด ม.3/7 อธบิ ายการใชป้ ระโยชนจ์ ากสง่ิ มีชวี ิตดัดแปรพนั ธุกรรมและผลกระทบทีอ่ าจมตี ่อมนุษย์
และส่ิงแวดล้อมโดยใช้ขอ้ มูลท่รี วบรวมได้
ตัวชีว้ ัด ม.3/8 ตระหนกั ถงึ ประโยชนแ์ ละผลกระทบของสิง่ มชี ีวิต ดัดแลงพนั ธุกรรมทีอ่ าจมีตอ่ มนุษย์
และสงิ่ แวดลอ้ มโดยการเผยแพร่ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการโตแ้ ย้งทางวิทยาศาสตรซ์ ่งึ มีขอ้ มูลสนับสนนุ
ตัวชี้วัด ม.3/9 เปรยี บเทยี บความหลากหลายทางชีวภาพในระดบั ชนดิ สงิ่ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศตา่ งๆ

ตวั ชี้วัด ม.3/10 อธบิ ายความสา้ คญั ของความหลากหลายทาง ชีวภาพทม่ี ตี อ่ การรักษาสมดุลของ
ระบบนิเวศและต่อมนุษย์

ตวั ชว้ี ัด ม.3/11 แสดงความตระหนกั ในคณุ คา่ และความสา้ คัญ ของความหลากหลายทางชวี ภาพ โดย
มีส่วนรว่ ม ในการดแู ลรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพ

1.3 สาระสําคัญ/ความคดิ รวบยอด
ลักษณะทางพันุกรรมของส่ิงมีชีวิตสามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหน่ึง โดยมียีนเป็นหน่วย
ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม โดยยีนเป็นส่วนหน่ึงของสายดีเอ็นเอ และดีเอ็นเอจะขดกันเป็นโครโมโซมอยู่
ภายในนิวเคลียสของเซลล์ สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะมีจ้านวนโครโมโซมเท่ากัน และอาจมีจ้านวนโครโมโซม
เท่าหรือไม่เท่ากับส่ิงมีชีวิตต่างชนิด ซึ่งโครโมโซมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โครโมโซมร่างกาย และ
โครโมโซมเพศ และสิ่งมีชีวิตท่ีมีโครโมโซม 2 ชุด อยู่กันเป็นคู่และมีการเรียงล้าดับยีนบนโครโมโซม
เหมือนกัน เรียกว่า ฮอมอโลกสั โครโมโซม
เมลเดลเป็นบิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถ่ัวลันเตา
พบว่า ผลการผสมพันธุ์ถ่ัวลันเตาที่มีลักษณะต่างกันในรุ่นพ่อแม่ ได้ลูกท่ีปรากฏลักษณะเด่นในทุกรุ่น และ
ลักษณะด้อยจะไม่ปรากฏในลูกรุ่นที่ 1 แต่จะปรากฏลักษณะด้อยในลูกรุ่นที่ 2 น้ามาสู่หลักการพื้นฐานของ
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม นอกจากน้ีเมนเดลได้สันนิษฐานว่า ยีนแต่ละต้าแหน่งบน ฮอมอโลกัส
โครโมโซมมี 2 แอลลีล จะแยกออกจากกันเมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ หลังการปฏิสนธิแอลลีลจะกลับมา
เข้าคู่กันอย่างอิสระ โดยแอลลีลหนึ่งได้รับมาจากพ่อ และอีกหนึ่งแอลลีลหน่ึงได้รับมาจากแม่ ซ่ึงอาจมี
รูปแบบเดียวกัน หรือแตกต่างกัน โดยแอลลีลที่ต่างกันจะมีแอลลีลหน่ึงสามารถข่มอีกแอลลีลหนึ่งได้ เรียก
แอลลีลท่ีข่มอีกแอลลีลหนึ่งว่า แอลลีลเด่น ท้าให้ส่ิงมีชีวิตแสดงลักษณะเด่น ส่วนแอลลีลท่ีถูกข่ม เรียกว่า
แอลลีลด้อย ท้าให้สิ่งมชี ีวติ แสดงลกั ษณะด้อย
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนมีการแบ่งเซลล์ ซึ่งการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสและการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพื่อ
เพิ่มจ้านวนเซลล์ร่างกาย ผลจากการแบ่งเซลล์จะได้เซลล์ใหม่จ้านวน 2 เซลล์ที่มีลักษณะและจ้านวน
โครโมโซมเหมือนเซลล์ต้ังต้น และการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ
ผลจากการแบ่งเซลล์จะได้เซลล์ใหม่จ้านวน 4 เซลล์ ที่มีจ้านวนโครโมโซมเป็นครึ่งหนึ่งของเซลล์ตั้งต้น
เม่ือเกิดการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ ลูกจะได้รับโครโมโซมจากพ่อและแม่คนละชุด ท้าให้มีจ้านวน
โครโมโซมเท่ากับพ่อแม่และจะคงท่ีในทุกรุ่น ดังนั้น ส่ิงมีชีวิตที่สืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศจะมีการแบ่งเซลล์
ทงั้ 2 ประเภท สว่ นส่ิงมชี ีวิตทส่ี บื พันธแุ์ บบไม่อาศยั เพศจะมกี ารแบง่ เซลล์แบบไมโทซิสเพียงอยา่ งเดียว
การเปล่ียนแปลงของยีนหรือโครโมโซมส่งผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของ
สิ่งมีชีวิต เช่น โรคธาลัสซีเมีย ภาวะตาบอดสี โรคฮีโมฟีเลียล้วนเกิดจากการเปล่ียนแปลงของยีน กลุ่ม
อาการดาวน์ เป็นกลุ่มอาการเกิดจากการเปล่ียนแปลงจ้านวนของโครโมโซม กลุ่มอาการคริดูชาต์ เป็นกลุ่ม
อาการที่เกิดจากความผิดปกติท่ีเกิดขึ้นกับรูปร่างโครโมโซม นอกจากน้ัน โรคทางพันธุกรรมสามารถ
ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ ดังนั้น เพ่ือป้องกันความเส่ียงจากการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม จึงควร
ตรวจและวินิจฉัยภาวะเสยี่ งจากการถา่ ยทอดโรคทางพนั ธุกรรมกอ่ นแตง่ งาน หรือในระหวา่ งตง้ั ครรภ์
ส่ิงมชี ีวติ ดัดแปรพันธกุ รรม คือ สงิ่ มชี ีวติ ท่มี กี ารเปลี่ยนแปลงพนั ธุกรรมโดยมนษุ ยซ์ ่ึงอาศัยความรทู้ าง
พันธุวศิ วกรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่นอกเหนือไปจากการเปล่ยี นแปลงตามธรรมชาติ การสร้างส่ิงมีชีวติ ดดั
แปรพันธกุ รรม ท้าไดโ้ ดยการถา่ ยทอดยนี ที่มีลักษณะท่ีต้องการจากสง่ิ มชี ีวิตหนง่ึ เขา้ ไปอยู่ในดีเอ็นเอของ

สง่ิ มีชีวติ อกี ชนดิ หนง่ึ ท้าใหส้ งิ่ มีชีวติ ทีไ่ ดร้ บั ยนี แสดงลักษณะตามที่ต้องการ และลกั ษณะดังกล่าวสามารถ
ถา่ ยทอดไปยังรุ่นลูกและหลานต่อไปได้ โดยมนษุ ยใ์ ช้ประโยชน์จากสง่ิ มีชีวิตดัดแปรพนั ธุกรรมในดา้ นต่าง ๆ
เช่น การผลติ อาหาร ดา้ นการแพทย์ ดา้ นการเกษตร ดา้ นอุตสาหกรรม อย่างไรกต็ าม สังคมก็ยังมคี วาม
กงั วลเก่ยี วความปลอดภยั ในการบรโิ ภค และผลกระทบของสิ่งมีชีวติ ดัดแปรพันธุกรรมท่มี ตี อ่ ส่งิ มชี ีวติ และ
สง่ิ แวดล้อม

ความหลากหลายทางชีวภาพแบง่ ออกเปน็ 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายทางระบบนเิ วศ
ความหลากหลายของชนิดสง่ิ มีชีวิต และความหลากหลายทางพนั ธุกรรม ซง่ึ ความหลากหลายทางชวี ภาพใน
ระบบนิเวศในแตล่ ะพน้ื ทจี่ ะแตกต่างกัน บางระบบนเิ วศมคี วามหลากหลายทางชีวภาพสงู บางระบบนิเวศมี
ความหลากหลายทางชีวภาพต่้า ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพมคี วามสา้ คญั ต่อการรกั ษาสมดุลของระบบ
นิเวศ และมีความส้าคัญต่อมนษุ ย์ ดังนัน้ จึงควรรว่ มกนั ดแู ลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพโดยการ
รว่ มกนั อนุรกั ษ์พนั ธุ์สัตว์ ใชท้ รัพยากรอย่างประหยัดและร้คู ณุ คา่

1.4 สาระการเรียนรู้
1. ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหน่ึงได้โดยมียีน

เปน็ หนว่ ยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม
2. โครโมโซมประกอบดว้ ยดเี อ็นเอ และโปรตนี ขดอยใู่ นนิวเคลียส ยีน ดเี อ็นเอ และโครโมโซมมี

ความสมั พนั ธก์ นั โดยบางสว่ นของดีเอน็ เอท้าหน้าทเ่ี ปน็ ยนี ท่กี ้าหนดลักษณะของสงิ่ มีชีวิต
3. สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโซม 2 ชุด โครโมโซมที่เป็นคู่กันมีการเรียงล้าดับของยีนบนโครโมโซมเหมือนกัน

เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหน่ึงท่ีอยู่บนคู่ฮอมอโลกัสโครโมโซมอาจมีรูปแบบแตกต่างกัน
เรียกแต่ละรูปแบบของยีนที่แตกต่างกันนี้ว่า แอลลีล ซึ่งการเข้าคู่กันของแอลลีลต่าง ๆ อาจส่งผล
ทา้ ใหส้ ิ่งมชี ีวติ มีลกั ษณะทแ่ี ตกต่างกนั ได้
4. สิ่งมีชวี ิตแต่ละชนิดมจี า้ นวนโครโมโซมคงที่ มนษุยม์ จี า้ นวนโครโมโซม 23 คู่ เป็น ออโตโซม 22 คู่
และ โครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็น XX เพศชายมโี ครโมโซมเพศเป็น XY
5. เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถั่วชนิดหนึ่ง และน้ามาสู่หลักการ
พ้นื ฐานของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมของสง่ิ มีชีวติ
6. สง่ิ มีชีวติ ที่มโี ครโมโซมเป็น 2 ชุด ยนี แต่ละตา้ แหนง่ บนฮอมอโลกสั โครโมโซมมี 2 แอลลีล โดยแอล
ลีลหน่ึงมาจากพอ่ และอีกแอลลลี หนึง่ มาจากแม่ ซ่ึงอาจมีรปู แบบเดยี วกัน หรือแตกตา่ งกัน แอล
ลลี ท่ีแตกต่างกันนีแ้ อลลีลหนงึ่ อาจมกี ารแสดงออกขม่ อกี แอลลลี หนง่ึ ได้ เรียกแอลลีลน้นั วา่ เป็นแอล
ลีลเด่น ส่วนแอลลีลที่ถูกขม่ อยา่ งสมบูรณ์ เรยี กวา่ เปน็
แอลลลี ด้อย
7. เมอื่ มกี ารสรา้ งเซลลส์ ืบพนั ธ์ุ แอลลีลทเ่ี ป็นคกู่ นั ในแต่ละฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยกจากกันไป
ยังเซลล์สืบพันธ์ุแต่ละเซลล์ โดยแต่ละเซลล์สืบพันธ์ุจะได้รับเพียง 1 แอลลีล และจะเข้าคู่กับ
แอลลีลที่ต้าแหน่งเดียวกันของอีกเซลล์สืบพันธุ์หน่ึง เมื่อเกิดการปฏิสนธิจนเกิดเป็นจีโนไทป์และ
แสดงฟีโนไทปใ์ นรุ่นลูก
8. การแบง่ เซลลข์ องส่ิงมีชวี ติ มี 2 แบบ คือ ไมโทซสิ และไมโอซิส
9. ไมโทซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพ่ือเพ่ิมจ้านวนเซลล์ร่างกาย ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์
ทม่ี ีลกั ษณะและจ้านวนโครโมโซมเหมือนเซลล์ตัง้ ต้น
10. ไมโอซิสเป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์
ที่มีจ้านวนโครโมโซมเป็นคร่ึงหนึ่งของเซลล์ตั้งต้น เม่ือเกิดการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ ลูกจะ

ได้รับการถ่ายทอดโครโมโซมชุดหนึ่งจากพ่อและอีกชุดหน่ึงจากแม่ จึงเป็นผลให้รุ่นลูกมีจ้านวน
โครโมโซมเทา่ กบั พอ่ แมแ่ ละจะคงที่ในทกุ ๆ รุ่น
11. การเปล่ียนแปลงของยีนหรือโครโมโซมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของ
ส่ิงมีชีวิต เช่น โรคธาลัสซีเมียเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีน กลุ่มอาการดาวน์เกิดจากจากการ
เปล่ียนแปลงจา้ นวนโครโมโซม
12. โรคทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ ดังน้ัน ก่อนแต่งงานและมีบุตรจึงควร
ป้องกันโดยการตรวจและวินิจฉยั ภาวะเสยี่ งจากการถา่ ยทอดโรคทางพันธกุ รรม
13. มนุษย์เปล่ียนแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติเพ่ือให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามต้องการ
เรียกส่ิงมีชีวิตน้ีวา่ สิ่งมชี ีวติ ดดั แปรพันธกุ รรม
14. ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากส่ิงมีชีวิต ดัดแปรพันธุกรรมเป็นจ้านวนมาก เช่น การผลิต
อาหาร การผลิตยารักษาโรค การเกษตร อย่างไรก็ตาม สังคมยังมีความกังวลเก่ียวกับผลกระทบ
ของส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังท้าการติดตามศึกษาผลกระทบ
ดงั กลา่ ว
15. ความหลากหลายทางชีวภาพมี 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศ
ความหลากหลายของชนิดส่ิงมีชีวิต และความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายทาง
ชีวภาพนี้มีความส้าคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทาง
ชีวภาพสูงจะรักษาสมดุลได้ดีกว่าระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพต้่ากว่า นอกจากน้ี
ความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความส้าคัญต่อมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นอาหาร ยารักษา
โรค วัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังน้ัน จึงเป็นหน้าท่ีของทุกคนในการดูแลรักษาความ
หลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่

1.5 สมรรถนะสาํ คัญของผเู้ รยี น
5.1 ความสามารถในการคิด
1)ทกั ษะการสังเกต 2)ทกั ษะการสา้ รวจค้นหา 3)ทกั ษะการสรุปลงความเห็น
5.2 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
1.6 คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1.มวี นิ ัย 2.ใฝเ่ รยี นรู้ 3.มงุ่ ม่นั ในการทา้ งาน

2. หลักฐานการเรยี นรู้
2.1 ชนิ้ งาน/ภาระงาน
- แผนผังมโนทัศน์ เร่ือง พันธุกรรม
- แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 2 พันธุกรรม
- แบบจา้ ลองโครโมโซม
- ใบงานที่ 2.1 การศกึ ษาพนั ธุศาสตรข์ องเมนเดล
- ใบงานที่ 2.2 เร่อื ง การแบ่งเซลลข์ องสงิ่ มีชีวิต
- ใบงานท่ี 2.3 เรือ่ ง โรคทางพนั ธุกรรม

2.2 การวดั และประเมินผลระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
- การตรวจผลงาน ใบงาน
- พฤติกรรมการปฏิบัตงิ านในหอ้ งเรยี น
- อ่ืน

2.3 การวดั และประเมินผลเมอื่ ส้ินสุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
- แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 พันธกุ รรม

3. กิจกรรมการเรยี นรู้ (22 ชวั่ โมง)
ชือ่ หน่วย จาํ นวน
การเรยี นรู้ กิจกรรม ชิน้ งาน/ภาระงาน ชัว่ โมง

เรอ่ื ง - พันธุศาสตร์ - แผนผังมโนทศั น์ เร่ือง 20
-การศกึ ษาของเมนเดล พันธกุ รรม 20
-โครโมโซม ดีเอ็นเอ ยีน - แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วย
-การถา่ ยทอดยนี บนโครโมโซม การเรยี นรทู้ ่ี 2 พันธกุ รรม
-การแบง่ เซลล์ - แบบจา้ ลองโครโมโซม
-ความผดิ ปกตทิ างพันธกุ รรม - ใบงานท่ี 2.1 การศึกษาพันธุ
พันธศุ าสตร์ -ความหลากหลายทางชีวภาพ ศาสตร์ของเมนเดล
- ใบงานท่ี 2.2 เรือ่ ง การแบ่ง
เซลลข์ องสิ่งมีชวี ิต
- ใบงานท่ี 2.3 เรือ่ ง โรคทาง
พันธกุ รรม

รวมเวลาเรยี น

การออกแบบหน่วยการเรยี นรู้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง คลน่ื และแสง
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
ภาคเรยี นที่ 1 เวลาเรียน 24 ชวั่ โมง ผู้สอน นางสาววนชั พร คําจิตร

1. เปา้ หมายการเรียนรู้
1.1 ความเข้าใจทคี่ งทน
คล่ืนกลสว่ นประกอบของคล่นื ความหมายของคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ และสเปกตรัมของ

คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ประโยชนแ์ ละอนั ตรายของคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ แสงการสะท้อนของแสง การหกั เหของแสง
ความสว่าง รวมทงั้ ปรากฏการณ์ทางแสงและการท้างานของทศั นอปุ กรณ์

1.2. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชี้วดั
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับเสียง
แสงและคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้งั นา้ ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ตัวชีว้ ัด ม.3/10 สร้างแบบจ้าลองท่อี ธิบายการเกดิ คล่ืนและบรรยายสว่ นประกอบของคล่ืน
ตัวชว้ี ดั ม.3/11 อธบิ ายคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าและสเปกตรมั คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าจากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้
ตัวช้ีวัด ม.3/12 ตระหนักถึงประโยชน์และอันตรายจาก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยน้าเสนอการใช้ ประโยชน์
ในด้านตา่ งๆและอันตรายจาก คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าในชีวติ ประจา้ วัน
ตัวช้ีวัด ม.3/13 ออกแบบการทดลองและด้าเนินการทดลอง ด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายกฎการ
สะทอ้ นของแสง
ตวั ช้ีวดั ม.3/14 เขียนแผนภาพการเคลอ่ื นที่ของแสงแสดง การเกดิ ภาพจากกระจกเงา
ตัวช้ีวัด ม.3/15 อธิบายการหักเหของแสงเม่ือผ่านตัวกลาง โปร่งใสที่แตกต่างกันและอธิบายการกระจาย
แสงของแสงขาวเมื่อผา่ นปรซิ มึ จากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
ตัวชว้ี ัด ม.3/16 เขยี นแผนภาพการเคลอ่ื นท่ขี องแสงแสดงการเกดิ ภาพจากเลนส์บาง
ตัวชว้ี ัด ม.3/17 อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสงและการ ท้างานของทัศนอุปกรณ์จากข้อมูลท่ี
รวบรวม
ตวั ชวี้ ดั ม.3/18 เขียนแผนภาพการเคลื่อนท่ีของแสงแสดงการ เกิดภาพของทัศนอุปกรณ์และเลนส์
ตา
ตัวชี้วดั ม.3/19 อธบิ ายผลของความสว่างที่มตี ่อดวงตาจาก ข้อมูลทไ่ี ด้จากการสบื ค้น
ตวั ช้ีวัด ม.3/20 วดั ความสวา่ งของแสงโดยใช้อุปกรณ์วัดความสว่างของแสง
ตัวช้ีวัด ม.3/21 ตระหนักในคุณค่าของความรู้เรื่องความสว่าง ของแสงท่ีมีต่อดวงตาโดยวิเคราะห์
สถานการณ์ ปัญหาและเสนอแนะการจดั ความสวา่ งให้เหมาะสมในการท้ากิจกรรมต่างๆ

1.3 สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
คลืน่ (wave) เปน็ ปรากฏการณท์ ีเ่ กดิ จากการรบกวนแหล่งกา้ เนดิ หรือตัวกลางเกิดการส่นั สะเทือนทา้
ใหม้ ีการแผห่ รือถา่ ยโอนพลงั งานจากการสน่ั สะเทือนไปยังจดุ อนื่ ๆ โดยทต่ี วั กลางนนั้ ไมม่ ีการเคลือ่ นทีไ่ ปกับ
คล่นื การเกดิ คลน่ื น้าเป็นการถา่ ยโอนพลังงานโดยผา่ นโมเลกุลของนา้ ซงึ่ โมเลกุลของน้าจะไม่เคลื่อนทไ่ี ปกบั
คลนื่
คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ (electromagnetic waves) เป็นคล่นื ตามขวาง ประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและ
สนามแม่เหลก็ ทม่ี กี ารสั่นในแนวตั้งฉากกันและอยู่บนระนาบตัง้ ฉากกบั ทิศทางการเคลอื่ นท่ขี องคล่นื โดยท่คี ลนื่
แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ เกดิ จากการรบกวนทางแม่เหลก็ ไฟฟ้าโดยการท้าให้สนามไฟฟา้ หรือสนามแมเ่ หล็กมกี าร
เปล่ยี นแปลง เมอื่ สนามไฟฟ้ามีการเปลีย่ นแปลงจะเหนย่ี วนา้ ให้เกิดสนามแมเ่ หลก็ หรือถา้ สนามแมเ่ หลก็ มีการ
เปลีย่ นแปลงก็จะเหนีย่ วนา้ ทา้ ให้เกดิ สนามไฟฟา้
คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้ามีดว้ ยกนั อยหู่ ลายชนดิ ซงึ่ แบง่ ตามความถีข่ องคลนื่ คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ ทุกช่วงที่มี
ความถี่ท่ีตอ่ เนอ่ื งกนั เรียกวา่ สเปกตรมั คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ (electromagnetic spectrum) โดยคลืน่
แม่เหล็กไฟฟา้ ช่วงความถี่ตา่ ง ๆ มลี กั ษณะเฉพาะตัว ซึง่ สามารถนา้ ไปใชป้ ระโยชน์ไดแ้ ตกตา่ งกนั
คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ นา้ ไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น คลื่นไมโครเวฟน้ามาใชใ้ นการสอื่ สารผา่ น
ดาวเทยี ม ใชใ้ นการรักษาโรคด้วยความรอ้ น ดา้ นการแพทยม์ ีการนา้ เลเซอร์มาใชผ้ ่าตดั หรอื รกั ษาอาการ
ผิดปกตทิ ่บี รเิ วณตา ด้านอตุ สาหกรรม ใชเ้ ลเซอรใ์ นการเชอ่ื มโลหะเข้าด้วยกนั นอกจากคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ จะ
น้ามาใชป้ ระโยชนแ์ ล้ว ยังมโี ทษตอ่ มนุษยด์ ว้ ย เชน่ คล่นื จากโทรศพั ท์มือถือส่งผลตอ่ การท้างานของสมอง เกิด
การอกั เสบของสมอง รงั สีเอกซ์และรังสีแกมมา เมือ่ รา่ งกายได้รบั รังสเี ขา้ ไปอาจท้าเซลล์เสอื่ มสภาพสง่ ผลให้
อวยั วะต่าง ๆ ท้างานไม่มปี ระสิทธภิ าพหรือไมส่ ามารถทา้ งานได้
การสะทอ้ นของแสง เกิดจากแสงเดนิ ทางไปตกกระทบกบั ผวิ ของวัตถุทแี่ สงไมส่ ามารถเดินทางผา่ นได้
ท้าให้แสงท่ตี กกระทบผิวของวตั ถนุ ้นั ๆ เกดิ การสะท้อนกลบั หมดลกั ษณะการสะทอ้ นของแสงจะสะท้อน
กลบั มากหรือน้อย จะข้นึ อยกู่ บั ลักษณะของผวิ ของวัตถทุ ่ีแสงตกกระทบ
การสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ ท้าให้เกิดภาพเสมือนหัวต้ังที่มีขนาดเท่ากับวัตถุ แต่ภาพท่ีเห็น
จะกลับด้านจากซ้ายเป็นขวา และขวาเป็นซ้าย ส่วนการสะท้อนของแสงบนกระจกเงานูนท้าให้เกิด
ภาพเสมือนหัวตั้งที่มีขนาดเล็กกว่าวัตถุ ส่วนการสะท้อนของแสงบนกระจกเงาเว้า สามารถเกิดภาพได้หลาย
แบบข้ึนอยกู่ บั ระยะระหว่างวัตถกุ ับกระจก
การหักเหของแสง เกิดจากการท่ีความเร็วของแสงเปล่ียนไป เม่ือเดินทางผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน
แสงจะเบนมากหรือน้อยข้ึนอยู่กับความหนาแน่นและดรรชนีการหักเหของตัวกลางท่ีแสงเดินทางผ่าน การ
หักเหของแสงผ่านเลนส์นูน ท้าให้เกิดภาพได้หลายแบบข้ึนอยู่กับระยะระหว่างวัตถุกับเลนส์ และการหักเห
ของแสงผา่ นเลนส์เวา้ ทา้ ใหเ้ กดิ ภาพเสมือนหัวตงั้ ขนาดเลก็ กว่าวัตถุ
กฎการสะท้อนของแสงและการหักเหของแสง สามารถน้ามาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสง
เชน่ รงุ้ พระอาทติ ย์ทรงกลด ภาพลวงตาหรือมริ าจ
ทัศนอปุ กรณเ์ ปน็ อุปกรณท์ ่ีสร้างขน้ึ มาใชง้ านโดยอาศัยความรเู้ รอื่ งหลกั การทางแสงมาใช้ และอาศยั
ความรเู้ กีย่ วกับการเกิดภาพจากอุปกรณ์พนื้ ฐาน เชน่ เลนส์ กระจกเงาราบ กระจกเงาเว้า ตวั อย่างของทัศน
อุปกรณ์ ไดแ้ ก่ แว่นขยาย แวน่ ตา กลอ้ งจลุ ทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์ ทศั นอุปกรณเ์ หลา่ นน้ี ้าไปประโยชนใ์ น
งานด้านต่าง ๆ

การรับภาพของนัยน์ตามนุษย์ เกิดจากการสะท้อนของแสงจากวัตถุเข้าตา ท้าให้เกิดภาพวัตถุบนจอ
ตา ข้อมูลของวัตถุท่ีมองเห็นจะถูกส่งข้ึนไปยังสมองตามเส้นประสาท ซ่ึงสมองจะท้าหน้าที่แปลข้อมูล
เหลา่ นั้นใหเ้ ปน็ ภาพของวัตถุ

ความสว่างของแสงไม่ว่ามีมากหรือน้อย ล้วนมีผลต่อกล้ามเน้ือท้ังส้ิน กล่าวคือ ถ้ามีแสงสว่างมากม่าน
ตาจะต้องปรับความสว่างของแสงที่เข้ามาบนจอตาให้เล็กลง แต่ถ้ามีแสงน้อย ม่านตาจะเปิดกว้างมาก
เพ่ือให้แสงสว่างเข้ามาสู่นัยน์ตาอย่างเพียงพอ ดังนั้นในการปฏิบัติงาน หรือการท้างานประเภทต่าง ๆ จึง
จ้าเป็นต้องใหม้ แี สงสวา่ งในแต่ละหนว่ ยพืน้ ที่อยา่ งเพยี งพอ ซง่ึ เราจะรไู้ ดก้ ็โดยใชเ้ คร่ืองวดั แสงวัด เคร่อื งมอื ที่
จะใชว้ ดั ปรมิ าณแสงท่ตี กกระทบตอ่ หน่ึงหน่วยพ้ืนท่ี เรยี กว่า ลกั ซ์มเิ ตอร์ (luxmeter)

1.4 สาระการเรียนรู้
1. คลื่นเกดิ จากการสง่ ผา่ นพลงั งานโดยอาศยั ตัวกลางและไมอ่ าศยั ตวั กลาง ในคลื่นกล พลงั งานจะถกู
ถา่ ยโอนผา่ นตัวกลางโดยอนภุ าคของตัวกลางไมเ่ คลื่อนท่ีไปกบั คลน่ื คลืน่ ท่แี ผ่ออกมาจากแหล่งก้าเนดิ คลนื่
อยา่ งต่อเนือ่ งและมรี ปู แบบทซ่ี ้ากัน บรรยายไดด้ ้วยความยาวคลน่ื ความถี่ แอมพลิจูด
2. คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเป็นคล่นื ท่ีไมอ่ าศัยตัวกลางในการเคลื่อนท่ี มีความถ่ีต่อเนอื่ งเป็นช่วงกวา้ งมาก
เคลอ่ื นทใ่ี นสญุ ญากาศด้วยอัตราเร็วเทา่ กนั แตจ่ ะเคล่ือนทีด่ ้วยอตั ราเร็วต่างกันในตัวกลางอ่นื
คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ แบง่ ออกเปน็ ชว่ งความถี่ต่าง ๆ เรยี กว่า สเปกตรมั ของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า แต่ละ
ชว่ งความถมี่ ีชื่อเรียกต่างกนั ไดแ้ ก่ คลนื่ วทิ ยุ ไมโครเวฟ อนิ ฟราเรด แสงท่ีมองเหน็ อลั ตราไวโอเลต รังสีเอกซ์
และรังสแี กมมา ซึ่งสามารถน้าไปใช้ประโยชน์ได้
3. เลเซอรเ์ ป็นคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้าทมี่ คี วามยาวคลน่ื เดียว เป็นลา้ แสงขนานและมคี วามเข้มสงู นา้ ไปใช้
ประโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆ เช่น ดา้ นการส่ือสาร มกี ารใชเ้ ลเซอร์ส้าหรบั สง่ สารสนเทศผา่ น เส้นใยน้าแสง โดย
อาศยั หลักการการสะท้อนกลบั หมดของแสง ดา้ นการแพทยใ์ ช้ในการผา่ ตัด
4. คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้านอกจากจะสามารถนา้ ไปใชป้ ระโยชน์แลว้ ยังมโี ทษต่อมนษุ ย์ดว้ ย เชน่ ถ้า
มนษุ ยไ์ ด้รบั รงั สีอลั ตราไวโอเลตมากเกนิ ไปอาจจะท้าให้เกิดมะเร็งผวิ หนงั หรอื ถ้าได้รังสแี กมมาซึง่ เปน็ คลนื่
แม่เหลก็ ไฟฟ้าที่มพี ลังงานสงู และสามารถทะลผุ ่านเซลล์และอวัยวะได้ อาจทา้ ลายเนื้อเย่อื หรืออาจทา้ ให้
เสียชีวิตได้เมอ่ื ไดร้ บั รังสแี กมมาในปริมาณสงู
5. เม่อื แสงตกกระทบวตั ถุจะเกิดการสะทอ้ นซึง่ เปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ นของแสง โดยรังสตี กกระทบ
เสน้ แนวฉาก รังสีสะท้อนอยู่ในระนาบเดยี วกนั และมมุ ตกกระทบเท่ากบั มุมสะท้อน ภาพจากกระจกเงาเกดิ
จากรงั สีสะท้อนตดั กันหรอื ตอ่ แนวรังสีสะท้อนใหต้ ดั กัน โดยถา้ รงั สีสะท้อนตดั กนั จริงจะเกิดภาพจรงิ แตถ่ า้ ตอ่
แนวรังสีสะท้อนให้ไปตดั กนั จะเกิดภาพเสมือน
6. เม่อื แสงเดินทางผ่านตัวกลางโปรง่ ใสทีแ่ ตกต่างกนั เช่น อากาศและนา้ อากาศและแกว้ จะเกิดการ
หกั เห หรอื อาจเกดิ การสะทอ้ นกลบั หมดในตวั กลางท่ีแสงตกกระทบ การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์ท้าให้เกิดภาพ
ท่ีมชี นิดและขนาดตา่ ง ๆ
7. แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ เม่ือแสงขาวผ่านปริซึมจะเกิดการกระจายแสงเป็นแสงสีต่าง
ๆเรียกว่า สเปกตรัมของแสงขาว เมื่อเคล่ือนท่ีในตัวกลางใด ๆ ท่ีไม่ใช่อากาศ จะมีอัตราเร็วต่างกันจึงมีการหัก
เหตา่ งกนั
8. การสะท้อนและการหักเหของแสงน้าไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เก่ียวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ และ
อธิบายการท้างานของทัศนอุปกรณ์ เช่น แว่นขยาย กระจกโค้งจราจร กล้องโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์ และ
แว่นสายตา

9. ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกัส เพื่อให้เกิดภาพชัดท่ีจอตา ความบกพร่องทางสายตา เช่น
สายตาสั้น และสายตายาว เป็นเพราะต้าแหน่งที่เกิดภาพไม่ได้อยู่ที่จอตาพอดี จึงต้องใช้เลนส์ในการแก้ไขเพ่ือ
ช่วยใหม้ องเห็นเหมอื นคนสายตาปกติ โดยคนสายตาส้ันใช้เลนสเ์ ว้า ส่วนคนสายตายาวใช้เลนส์นูน

10. ความสว่างของแสงมีผลต่อดวงตามนุษย์ การใช้สายตาในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างไม่เหมาะสม
จะเป็นอันตรายต่อดวงตา เช่น การดูวัตถุในที่มีความสว่างมากหรือน้อยเกินไป การจ้องดูหน้าจอภาพเป็น
เวลานาน ความสว่างบนพื้นท่ีรับแสง มีหน่วยเป็นลักซ์ ความรู้เก่ียวกับความสว่างสามารถน้ามาใช้จัดความ
สว่างให้เหมาะสมกบั การทา้ กิจกรรมตา่ ง ๆ เชน่ การจดั ความสว่างท่เี หมาะสมส้าหรบั การอา่ นหนังสือ

1.5 สมรรถนะสําคญั ของผูเ้ รยี น
5.1 ความสามารถในการคิด
1)ทกั ษะการสังเกต 2)ทักษะการส้ารวจค้นหา 3)ทักษะการสรุปลงความเห็น
5.2 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
1.6 คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1.มวี ินัย 2.ใฝ่เรียนรู้ 3.มงุ่ มั่นในการท้างาน
2. หลกั ฐานการเรียนรู้
2.1 ช้นิ งาน/ภาระงาน
- แผนผงั มโนทศั น์เรือ่ ง คล่ืน

-ใบงานท่ี 3.1 เรื่อง คลื่นกล

-ใบงานที่ 3.2 เรื่อง คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้

-ใบงานท่ี 3.3 เรอื่ ง การสะท้อนของแสง

-ใบงานที่ 3.4 เร่ือง การหักเหของแสง

-ใบงานที่ 3.5 เรอ่ื ง ปรากฏการณ์ที่เก่ียวกับแสง

-ใบงานที่ 3.6 เรอ่ื ง ทัศนูปกรณ์

-ใบงานท่ี 3.7 เร่อื ง ตาและการมองเห็น

2.2 การวดั และประเมนิ ผลระหวา่ งการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
- การตรวจผลงาน แผนผงั มโนทศั นแ์ ละ ใบงาน
- พฤตกิ รรมการปฏิบัตงิ านในหอ้ งเรยี น
- อืน่ ๆ

2.3 การวดั และประเมนิ ผลเม่ือสนิ้ สุดกจิ กรรมการเรียนรู้
- แบบทดสอบหลังเรยี น หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 3 แสง

3. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (24 ช่วั โมง)
ชอ่ื หนว่ ย จาํ นวน
การเรียนรู้ กิจกรรม ช้ินงาน/ภาระงาน ชว่ั โมง

เร่ือง คลืน่ กล - แผนผังมโนทัศน์เรื่อง คลื่น 24
-คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า - ใบงานท่ี 3.1 เรื่อง คล่นื กล
-ประโยชนข์ องคลื่นแม่ - ใบงานท่ี 3.2 เรอ่ื ง คลน่ื
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า
-การสะทอ้ นแสง แม่เหลก็ ไฟฟ้า
-การเกิดภาพบนกระจกเงา - ใบงานที่ 3.3 เรื่อง การ
-การหกั เหของแสง
-ปรากฏการณ์ท่เี ก่ยี วกบั แสง สะทอ้ นของแสง
-ทศั นอุปกรณ์ - ใบงานท่ี 3.4 เรื่อง การหัก
คลื่นและเสียง - ตาและการมองเหน็
เหของแสง
- ความสว่างของแสง - ใบงานท่ี 3.5 เรื่อง

ปรากฏการณท์ ี่เก่ียวกบั
แสง
- ใบงานท่ี 3.6 เรอื่ ง
ทัศนปู กรณ์
- ใบงานที่ 3.7 เรอ่ื ง ตาและ
การมองเหน็

รวมเวลาเรียน 24

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้
เร่ือง ระบบสรุ ิยะของเรา
รายวิชา วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
ภาคเรียนที่ 1 เวลาเรยี น 16 ชวั่ โมง ผสู้ อน นางสาววนัชพร คาํ จติ ร

1. เปา้ หมายการเรยี นรู้
1.1 ความเข้าใจที่คงทน
ปฏิสมั พนั ธ์ในระบบสุริยะ อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตยด์ ้วยแรงโน้มถ่วงสรา้ ง

แบบจา้ ลองที่อธบิ ายการเกดิ ฤดู การเคลื่อนทป่ี รากฏของดวงอาทติ ย์ การเกิดขา้ งข้นึ ข้างแรม การ
เปล่ียนแปลงเวลาการขึน้ และตกของดวงจันทรก์ ารเกดิ น้าข้นึ น้าลง และอธิบายการใชป้ ระโยชนข์ องเทคโนโลยี
อวกาศ พรอ้ มทั้งระบุความก้าวหน้าของโครงการส้ารวจอวกาศ

1.2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ช้วี ัด
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์
และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
อวกาศ

ตัวชี้วัด ม.3/1 อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วงจากสมการ F=
(Gm1m2)/r2

ตวั ช้วี ัด ม.3/2 สรา้ งแบบจ้าลองท่ีอธบิ ายการเกดิ ฤดแู ละการเคลื่อนทป่ี รากฏของดวงอาทิตย์
ตัวช้ีวัด ม.3/3 สร้างแบบจ้าลองท่ีอธิบายการเกิดข้างขึ้น ข้างแรม การเปล่ียนแปลงเวลาการข้ึนและตก
ของดวงจันทร์และการเกิดน้าขึน้ น้าลง
ตัวชี้วัด ม.3/4 อธิบายการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศและยกตัวอย่างความก้าวหน้าของโครงการ
สา้ รวจอวกาศจากขอ้ มูลทรี่ วบรวมได้

1.3 สาระสาํ คัญ/ความคิดรวบยอด
วัตถใุ นระบบสุรยิ ะของเราต่างโคจรรอบดวงอาทติ ย์ด้วยแรงโนม้ ถ่วงระหวา่ งดวงอาทิตย์และวัตถุ
เหล่าน้นั แรงโน้มถว่ งเปน็ แรงดงึ ดดู ระหวา่ งวตั ถทุ ี่มีมวล ขนาดของแรงโนม้ ถว่ งมีความสัมพันธก์ ับขนาดของ
มวลของวตั ถุทงั้ สอง และก้าลังสองของระยะห่างระหวา่ งจดุ ศนู ย์กลางมวลของวตั ถทุ งั้ สอง ดาวเคราะหโ์ คจร
รอบดวงอาทิตย์โดยมวี งโคจรเป็นรปู วงรี โลกหมุนรอบตัวเองโดยแกนหมุนของโลกเอียง ขณะเดียวกนั ก็โคจร
รอบดวงอาทิตย์ในลกั ษณะท่แี กนหมุนของโลก เอียงคงท่ี เมื่อโลกโคจรไปทีต่ ้าแหน่งต่าง ๆ รอบดวงอาทติ ย์จะ
ทา้ ให้บรเิ วณตา่ ง ๆ บนโลกได้รับปริมาณแสงจาก ดวงอาทิตยแ์ ตกต่างกนั เกิดเป็นฤดูของโลก และการที่แกน
หมนุ ของโลกเอยี งยงั ท้าใหเ้ กดิ ปรากฏการณก์ ารเปลี่ยนแปลง ตา้ แหน่งการขึ้นและตกของดวงอาทติ ยท์ ่ีขอบฟา้
ดงั น้นั ส้นทางการข้นึ และตกของดวงอาทติ ยจ์ งึ เปล่ียนแปลงไปทกุ วนั นอกจากน้ยี งั ทา้ ใหร้ ะยะเวลากลางวัน
กลางคนื เกอื บท้งั ปียาวไมเ่ ทา่ กันซง่ึ ส่งผลต่อการดา้ รงชีวติ ของส่งิ มชี ีวติ บนโลก ในขณะที่โลกโคจรรอบดวง
อาทิตย์ ดวงจนั ทร์ก็โคจรรอบโลกไปด้วย การทีด่ วงจนั ทรโ์ คจรรอบโลกท้าใหค้ นบนโลก มองเหน็ ส่วนสว่างของ
ดวงจนั ทรแ์ ตกต่างกันในแต่ละวัน โดยเห็นรูปรา่ งของดวงจันทร์เปน็ เส้ียว คร่ึงดวง ค่อนดวง และเต็มดวง เกิด

เป็นปรากฏการณข์ า้ งข้ึน ขา้ งแรม ดวงจันทรซ์ ่งึ เป็นทรงกลมจะรบั แสงจากดวงอาทติ ย์ครึง่ ดวงเสมอไม่ว่าจะ
โคจรไปอยทู่ ่ีต้าแหนง่ ใด และยังเหน็ ดวงจันทร์ขนึ้ ข้าไปในแต่ละวัน นอกจากน้ยี งั เกดิ ปรากฏการณน์ ้าขนึ้ น้าลง
ซึ่งเป็นผล มาจากแรงโนม้ ถ่วงระหว่างโลก ดวงจนั ทร์ และดวงอาทติ ยอ์ ีกด้วย ทคโนโลยอี วกาศมบี ทบาทต่อ
การด้ารงชีวิตของมนษุ ย์ โดยมนุษยไ์ ดใ้ ช้ประโยชน์จากเทคโนโลยอี วกาศในดา้ นต่าง ๆ เช่น ดา้ นการส่อื สาร
ดา้ นอตุ นุ ยิ มวิทยา ปจั จุบันเทคโนโลยอี วกาศยังคงมีการพัฒนาอย่างตอ่ เนอ่ื งไม่หยุดยงั้ นอกจากน้โี ครงการ
ส้ารวจอวกาศทา้ ให้เราทราบขอ้ มูลเพือ่ เพิม่ พนู ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกบั วตั ถตุ ่าง ๆ ในระบบสุรยิ ะรวมถึงการ
สงั เกตสิ่งทจ่ี ะเปน็ ภัยตอ่ โลก เชน่ ภัยจากพายุสรุ ยิ ะ ภัยจากดาวเคราะห์นอ้ ยพุง่ ชนโลกและอื่น ๆ

1.4 สาระการเรยี นรู้
- ความสมั พนั ธ์ระหว่าง ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจนั ทร์ และดาวเคราะห์
- ปรากฏการณ์ทีโ่ ลกหมนุ รอบตวั เอง
- ปรากฏการณ์ท่เี กิดจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
- ปรากฏการณ์ข้างข้นึ ขา้ งแรม
- ปรากฏการณ์น้าขน้ึ นา้ ลง
- ปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ในระบบโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์
- ดาวเคราะห์ในระบบสรุ ยิ ะ
- ดาวเคราะหน์ อ้ ย ดาวหาง ฝนดาวตก อกุ กาบาต
- พฒั นาการของแบบจา้ ลองในระบบสุรยิ ะ

1.5 สมรรถนะสาํ คญั ของผูเ้ รยี น
5.1 ความสามารถในการคดิ
1) ทักษะการสงั เกต 2) ทกั ษะการสา้ รวจคน้ หา 3)ทักษะการสรปุ ลงความเหน็
5.2 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
1.6 คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1.มีวินัย 2.ใฝเ่ รยี นรู้ 3.ม่งุ มนั่ ในการทา้ งาน
2. หลักฐานการเรียนรู้
2.1 ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบงานที่ 4.1 เรื่อง การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์

- ใบงานท่ี 4.2 เรือ่ งการเกิดฤดูกาล

- ใบงานที่ 4.3 เรอื่ งการเกิดขา้ งขนึ้ ข้างแรม

- ใบงานท่ี 4.4 เรื่องการเกิดน้าขน้ึ น้าลง

- ใบงานที่ 4.5 เร่ือง หลกั การทา้ งานของกลอ้ งโทรทรรศน์

- ใบงานที่ 4.6 เรอื่ งกลอ้ งโทรทรรศน์

- ใบงานท่ี 4.7 เร่อื งดาวเทยี มและยานอวกาศ

2.2 การวดั และประเมินผลระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
- การตรวจผลงาน ใบงาน
- พฤติกรรมการปฏบิ ตั ิงานในห้องเรยี น

- อืน่ ๆ
2.3 การวัดและประเมนิ ผลเม่อื สิ้นสุดกจิ กรรมการเรยี นรู้

- แบบทดสอบหลงั เรยี น

3. กจิ กรรมการเรียนรู้ (16 ชัว่ โมง)
ชอ่ื หน่วย จํานวน
การเรยี นรู้ กจิ กรรม ชิ้นงาน/ภาระงาน ชว่ั โมง

เรอ่ื ง การโคจรของดาวเคราะห์ - ใบงานท่ี 4.1 เรื่อง การ 16
รอบดวงอาทติ ย์ โคจรของดาวเคราะห์
-การเกดิ ฤดูกาลและการ รอบดวงอาทิตย์
เคล่ือนท่ปี รากฏของดวงอาทติ ย์
-การเกดิ ขา้ งข้นึ ข้างแรม - ใบงานท่ี 4.2 เรอ่ื งการ
-การเกดิ นา้ ขึ้นน้าลง เกิดฤดูกาล
-กล้องโทรทรรศน์
-ดาวเทียมและยานอวกาศ - ใบงานที่ 4.3 เร่ืองการ
-นกั บนิ อวกาศและโครงการ เกิดขา้ งขึ้นขา้ งแรม
ส้ารวจอวกาศ
ระบบสรุ ยิ ะของเรา -ปรากฏการณ์ที่เกดิ จาก - ใบงานท่ี 4.4 เรื่องการ
ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งดวงอาทิตย์ เกิดน้าขึน้ น้าลง
โลก และดวงจนั ทร์
-เทคโนโลยีอวกาศและการใช้ - ใบงานที่ 4.5 เรอ่ื ง
ประโยชน์ หลกั การทา้ งานของ
-การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี กลอ้ งโทรทรรศน์
อวกาศ
- ใบงานที่ 4.6 เรื่องกลอ้ ง
โทรทรรศน์

- ใบงานท่ี 4.7 เร่ือง
ดาวเทยี มและยาน
อวกาศ

รวมเวลาเรยี น 16



หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 1
พนั ธุศาสตร์

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1

รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน รหัสวชิ า ว23101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์

ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 60 ชว่ั โมง จาํ นวน 1.5 หนว่ ยกติ

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 พันธศุ าสตร์ เวลา 22 ชว่ั โมง

เร่อื ง การศกึ ษาพันธศุ าสตร์ของเมนเดล เวลา 3 ช่ัวโมง

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวดั
สาระที่ 1
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความส้าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร

พันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของสงิ่ มีชีวติ รวมท้ังน้าความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ชี้วัด ว 1.2 ม.3/2 อธิบายความส้าคัญของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ และกระบวนการ
ถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม

2. สาระสาํ คญั
เมลเดลเป็นบิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถ่ัวลันเตา พบว่า

ผลการผสมพันธุ์ถ่ัวลันเตาท่ีมีลักษณะต่างกันในรุ่นพ่อแม่ ได้ลูกที่ปรากฏลักษณะเด่นในทุกรุ่น และลักษณะด้อย
จะไม่ปรากฏในลูกรุ่นท่ี 1 แต่จะปรากฏลักษณะด้อยในลูกรุ่นท่ี 2 เมื่อน้าลูกรุ่นที่ 1 มาผสมกันเอง ซ่ึงน้ามาสู่
หลักการพ้ืนฐานของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม นอกจากนี้เมนเดลได้สันนิษฐานว่า ยีนแต่ละต้าแหน่ง
บนฮอมอโลกัสโครโมโซมมี 2 แอลลีล จะแยกออกจากกันเม่ือมีการสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ หลังการปฏิสนธิแอลลีล
จะกลับมาเข้าคู่กันอย่างอิสระ โดยแอลลีลหน่ึงได้รับมาจากพ่อ และอีกหนึ่งแอลลีลหนึ่งได้รับมาจากแม่ ซ่ึงอาจ
มีรูปแบบเดียวกัน หรือแตกต่างกัน โดยแอลลีลที่ต่างกันจะมีแอลลีลหนึ่งสามารถข่มอีกแอลลีลหน่ึงได้ เรียก
แอลลลี ที่ขม่ อกี แอลลลี หน่งึ ว่า แอลลีลเดน่ ส่วนแอลลีลทถี่ ูกขม่ เรยี กวา่ แอลลีลด้อย

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
อธบิ ายการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมจากการทดลองของเมนเดลได้

3.2 ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
คา้ นวณอตั ราสว่ นของลกู รุ่นที่ 2 ซ่งึ เป็นไปตามการทดลองของเมนเดลได้

3.3 ด้านคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นกั เรียนมีความ ใฝร่ ้แู ละมีความมุ่งมัน่ ในการท้างาน

4. สาระการเรียนรู้
เมนเดลได้ศกึ ษาการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของต้นถั่วชนิดหน่งึ และนา้ มาส่หู ลักการพ้นื ฐาน

ของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของสงิ่ มีชีวิต

5. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคข์ องผู้เรยี น

รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอ่ื สตั ย์สจุ รติ มวี ินยั
 ใฝเ่ รยี นรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทา้ งาน

รกั ความเป็นไทย

6. สมรรถนะสําคัญของผู้เรยี น
 ความสามารถในการคดิ : นักเรียนสามารถอธิบายกระบวนการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม

ตามกฎของเมนเดลได้

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้

ช่วั โมงที่ 1 - 2

ขัน้ นาํ

ข้ันท่ี 1 เตรยี มการสอน
1. ครูเตรียมภาพเดก็ และครอบครัวหลายภาพมาใหน้ ักเรียนท้ากิจกรรม Engaging Activity จบั คู่

ภาพเด็กกบั ครอบครวั ให้ถูกตอ้ ง แล้วสรุปหลังทา้ กิจกรรม เพือ่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ วา่ “เดก็ หรอื ลกู ท่เี กดิ
มาจะมีรูปร่างและลกั ษณะทค่ี ล้ายกับพอ่ แม่ เนือ่ งจากมีการถา่ ยทอดลักษณะจากพอ่ แมไ่ ปสู่รนุ่ ลกู ”
2. ครูเตรียมประวัตยิ อ่ ของเกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดล มาใหน้ กั เรียนศึกษา
3. ครูเตรียมภาพประกอบการสอน เช่น ภาพองคป์ ระกอบของดอกถวั่ ลันเตา ภาพลักษณะของ
ถัว่ ลันเตา 7 ลักษณะทเ่ี มนเดลเลอื กน้ามาศึกษา ภาพข้ันตอนการทดลองของเมนเดล เพอื่ ใช้
ประกอบการสอนและใชท้ า้ กจิ กรรม
4. ครจู ดั ทา้ ใบงานท่ี 2.1 เรอ่ื ง การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล เพ่อื ใชป้ ระกอบการเรียน

ข้นั สอน

ขัน้ ที่ 2 นาํ สกู่ ารเรียน
1. ครูให้นักเรยี นสา้ รวจตนเอง และถามคา้ ถามนักเรียน ต่อไปน้ี

- นกั เรยี นคนใดมหี นงั ตา 2 ช้ันบ้างให้ยกมือขึน้
- นกั เรียนคนใดมหี นังตาชน้ั เดียวบา้ งใหย้ กมือข้ึน
2. ครสู มุ่ เรียกตวั แทนนักเรียน 1 คน ท่มี หี นงั ตา 2 ชั้น และหนงั ตาช้ันเดียว แล้วสมั ภาษณ์นกั เรยี นว่า
“คุณพ่อและคุณแม่ของนกั เรยี นมลี ักษณะหนงั ตาเหมือนกับนักเรยี นหรอื ไม่ อยา่ งไร”
3. ครูถามคา้ ถาม Key Question จากหนงั สอื รายวชิ าพื้นฐานเรยี นวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม
.3 เลม่ 1 นักเรยี นเคยสงสัยหรือไมว่ า่ “เพราะเหตใุ ดเดก็ ทเี่ กดิ มาจากพอ่ และแมท่ ่มี หี นงั ตาสองชน้ั
ทัง้ 2 คน จึงมีหนงั ตาชน้ั เดียว” ให้นกั เรียนเขยี นค้าตอบของตนเองลงในสมุดประจา้ ตวั โดยครูยัง
ไมเ่ ฉลยค้าตอบทถี่ กู ต้อง
4. ใหน้ กั เรียนตรวจสอบความรู้ของตนเองจากกรอบ Check for Understanding ในหนังสือเรียน
รายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.3 เล่ม 1 หน่วยการเรยี นรู้ 2 พันธุกรรม
5. ครูแจกใบงานที่ 2.1 เร่อื ง การศกึ ษาพนั ธศุ าสตร์ของเมนเดล ใหน้ กั เรยี นก่อนเรมิ่ เข้าสู่บทเรยี น
6. ให้นักเรยี นศกึ ษาค้าชแ้ี จงและตอบค้าถามลงในใบงานตอนท่ี 1 เพ่ือทดสอบความร้กู ่อนเข้าสู่
บทเรียน
7. ให้นกั เรยี นศกึ ษาประวตั ิของเกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดล พอสงั เขปจากใบงานในตอนท่ี 2 โดยครูใช้
เทคนิคบรรยายรว่ มกับการฉายภาพน้าเสนอจาก PowerPoint ประกอบการสอนรายวชิ าพ้นื ฐาน
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม.3 เล่ม 1 หนว่ ยท่ี 2 พันธกุ รรม
8. หลังจากครูบรรยายประวัติของเกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดลจบแล้ว เพ่ือให้นกั เรยี นมสี มาธใิ นการฟัง
และเรยี นรู้ไปอย่างพร้อมเพยี งกนั ครูใหน้ ักเรยี นเตมิ ค้าตอบลงในชอ่ งว่างในใบงาน ตอนที่ 2
ให้สมบรู ณ์

ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้
9. ครูอธบิ ายเพิ่มเตมิ ว่า “เมนเดลเลอื กศึกษาวิชาพันธุศาสตรโ์ ดยท้าการทดลองกับถ่ัวลนั เตา เพราะ

ถว่ั ลันเตามลี ักษณะที่เหมาะสมหลายประการ คือ ปลกู ง่าย โตเรว็ และให้ลกู หลานจ้านวนมาก
ถ่ัวลันเตาเปน็ พืชทม่ี ีลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมแตกตา่ งกันอยา่ งชดั เจน และมดี อกสมบูรณ์เพศ
ซึง่ เหมาะสมตอ่ การควบคมุ การผสมพันธ์ไุ ด้” เพื่อให้นกั เรียนเขา้ ใจมากขน้ึ ในขณะที่ครบู รรยาย
ครอู าจให้นกั เรยี นศกึ ษาภาพดอกของตน้ ถัว่ ลนั เตา จากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ม.3 เล่ม 1
10. ครอู ธิบายต่อไปวา่ “ลกั ษณะของถัว่ ลนั เตาท่เี มนเดลเลือกนา้ มาศึกษา ไดแ้ ก่ รูปร่างของเมลด็
สีของเมล็ด รปู ร่างของฝัก สีของฝกั สีของดอก ต้าแหน่งของดอก ความสูงของลา้ ต้น ซง่ึ นกั เรยี นจะ
เหน็ ได้จากในใบงาน” หลงั จบการอธบิ ายครใู ห้นักเรียนเตมิ คา้ ลงในชอ่ งวา่ งให้สมบูรณ์
11. ให้นกั เรียนศกึ ษาภาพข้นั ตอนการทดลองของเมนเดลจากใบงานในตอนที่ 3 กอ่ น หลังจากน้ันครู
อธิบายตอ่ ไปวา่ “เมนเดลเลอื กศึกษาการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมโดยพิจารณาเพียง
ลกั ษณะเดยี ว ตวั อยา่ งเชน่ ในภาพ เมนเดลเลือกศึกษาสีของกลบี ดอก ซง่ึ มขี ้ันตอนดงั นี้

- ขน้ั ตอนท่ี 1 เพาะต้นถ่ัวลนั เตาพันธ์ุแท้ โดยการน้าตน้ ถั่วลันเตามาผสมพันธ์ุภายในดอกเดียวกัน
แล้วน้าเมล็ดไปเพาะ ทา้ เช่นน้ีจนกวา่ ลกู ทกุ ต้นจะมลี กั ษณะเหมอื นต้นพ่อแมท่ ุก
ประการ

- ขัน้ ตอนที่ 2 ผสมพนั ธข์ุ า้ มตน้ ระหวา่ งต้นถั่วลันเตาพนั ธุ์แทด้ อกสมี ว่ งกบั ต้นถ่วั ลนั เตาพันธุ์แทด้ อก
สขี าว แลว้ น้าเมล็ดไปเพาะ พบว่า ต้นถวั่ ลันเตาทกุ ตน้ มีดอกสีม่วง

- ข้ันตอนที่ 3 หลงั จากน้นั น้าต้นถว่ั ลนั เตารุน่ ลูกมาผสมกนั เอง แลว้ น้าเมลด็ ไปเพาะ พบวา่
มีต้นถัว่ ลันเตาดอกสีขาวปรากฏร้อยละ 25 จากต้นถัว่ ลันเตาทง้ั หมด ส่วนรอ้ ยละ 75
เปน็ ต้นถว่ั ลันเตาที่มดี อกสมี ว่ ง เมนเดลได้สรุปการทดลองวา่ ลักษณะทป่ี รากฏในลกู
รุ่นที่ 1 เรียกว่า ลกั ษณะเดน่ สว่ นลักษณะทไี่ มป่ รากฏในลกู รุน่ ท่ี 1 แต่มาปรากฏใน
ลกู รุ่นท่ี 2 เรยี กวา่ ลกั ษณะด้อย”
ชว่ั โมงที่ 3

ขั้นสรปุ

1. นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายคา้ ตอบร่วมกนั เพอ่ื ให้ได้ขอ้ สรุปวา่ จากการศึกษาพันธุศาสตรข์ อง
เมนเดล ท้าให้ทราบวา่ สง่ิ มีชีวิตมกี ารถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมจากพอ่ แมไ่ ปยังลูกโดยผ่าน
กระบวนการสบื พันธ์ุ และลกั ษณะทแ่ี สดงออกของสิง่ มชี วี ิตถูกควบคมุ โดยหน่วยควบคมุ ลกั ษณะ
ทางพันธุกรรมที่เรียกวา่ ยีนซึ่งอยกู่ ันเป็นคู่ และจะแยกออกจากกันไปอยใู่ นเซลลส์ บื พันธ์เุ พศผู้และ
เซลลส์ บื พันธเ์ุ พศเมีย และกลบั มารวมกันอีกอยา่ งอิสระอกี คร้งั หลงั ผ่านการปฏิสนธิ

2. ครูกลา่ วสรุปวา่ “ลักษณะเด่น คือ ลกั ษณะทีม่ ีโอกาสปรากฏในลกู ทุกรุ่น ซึ่งถกู ควบคุมโดยยีนเดน่
ส่วนลกั ษณะด้อย คอื ลกั ษณะท่มี โี อกาสปรากฏในรุ่นลกู ต่อไปไดน้ ้อยกวา่ ซึง่ ถกู ควบคุมโดยยีน
ด้อย แสดงว่า สงิ่ มชี วี ติ มียีนซึ่งทําหน้าทค่ี วบคุมลักษณะพนั ธุกรรมของส่ิงมชี วี ิต”

ขนั้ ประเมนิ

ขั้นท่ี 4 ติดตามผล
1. ตรวจสอบความรหู้ ลังเรียนในใบงานท่ี 2.1 เรอื่ ง การศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดลคะแนนในตอน

ท่ี 1 ให้นกั เรยี นทบทวนเนือ้ หาใหม่อีกครง้ั
2. ตรวจสอบความเข้าใจโดยใหน้ กั เรียนท้าแบบใบงาน

ข้ันท่ี 5 วดั ผล

5. ประเมนิ วธิ กี ารสอนโดยครูอาจถามนักเรยี นว่า หรือใหน้ กั เรียนเสนอแนะเกย่ี วกบั วธิ ีการสอน เพื่อ

ครูจะไดน้ า้ ขอ้ เสนอไปปรับใชก้ บั การสอนในครั้งตอ่ ไป
8. สือ่ การเรยี นรแู้ ละแหลง่ เรียนรู้

8.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.3 เล่ม 1 หน่วยการ

เรียนรทู้ ่ี 2พันธุกรรม
2) แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.3 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2 พันธุกรรม
3) ภาพเดก็ และครอบครัว

4) ภาพประกอบการสอน
5) ใบงานที่ 2.1 เรือ่ ง การศึกษาพนั ธศุ าสตร์ของเมนเดล
6) PowerPoint เร่ือง พันธกุ รรม
7) สมดุ ประจา้ ตวั นกั เรียน
8.2 แหลง่ การเรยี นรู้

1) ห้องวิทยาศาสตร์
2) อนิ เทอรเ์ นต็

9. ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1) ใบงานท่ี 2.1 เรอื่ ง การศึกษาพนั ธุศาสตร์ของเมนเดล

10. การวดั ผลและประเมนิ ผล

10.1 การประเมินก่อนเรียน วธิ ีการวดั ผล เคร่อื งมือการวัดผล การประเมนิ ผล
ส่ิงทจ่ี ะวดั -
ความรู้ -ทดสอบ - แบบทดสอบกอ่ น
เรียนแผนการจดั การ
เรียนรทู้ ี่ 1 การศกึ ษา
พันธศุ าสตร์ของเมน
เดล

10.2 การประเมนิ ระหวา่ งการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ การประเมินผล
สง่ิ ท่ีจะวัด วธิ ีการวดั ผล เครอ่ื งมอื การวดั ผล - ร้อยละ 60
1. ความรู้ - ตรวจใบงานท่ี 2.1 - ใบงานท่ี 2.1 ผา่ นเกณฑ์
- ตรวจสมดุ ประจ้าตัว - สมดุ ประจา้ ตัว หรือ - รอ้ ยละ 60
หรือแบบฝกึ หดั แบบฝกึ หัด ผา่ นเกณฑ์
วทิ ยาศาสตรแ์ ละ วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี ม.3 เล่ม 1 และเทคโนโลยี ม.3 ระดับคณุ ภาพ
เล่ม 1 การประเมนิ การ
2. ทักษะ/ 1. สงั เกตพฤตกิ รรม 1. แบบสงั เกต ปฏิบตั งิ านรายบุคคล
กระบวนการ การปฏบิ ตั ิงานรายบุคคล พฤตกิ รรมการ และกระบวนการ
2. สังเกตพฤติกรรม ปฏบิ ตั ิงานรายบคุ คล ท้างานกลมุ่ เกณฑผ์ ่าน
การปฏบิ ัตงิ านกลุม่ ในระดับ 2 ขนึ้ ไป
2. แบบสังเกต - คะแนนการประเมิน
พฤติกรรมการ เกณฑผ์ า่ นระดับ 3
ปฏิบัตงิ านกลุม่ ขึน้ ไป
3. คณุ ลกั ษณะ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบประเมนิ
อนั พึงประสงค์ คุณลกั ษณะ คณุ ลกั ษณะ
อันพงึ ประสงค์ (ใหร้ ะบุ อันพงึ ประสงค์
พฤติกรรม)

4. สมรรถนะ 1. สังเกตพฤติกรรม 1. แบบประเมิน - เกณฑก์ ารตดั สิน
ส้าคญั ของผู้เรียน ด้านความสามารถ สมรรถนะสา้ คัญของ ผา่ น ในระดบั 3 ขึน้ ไป
ในการคดิ ผเู้ รียนด้าน
2. ความสามารถในการ ความสามารถในการคดิ
ใช้ทักษะชีวิต 2. แบบประเมนิ
สมรรถนะสา้ คัญของ
ผเู้ รียนในการใช้ทักษะ
ชีวติ

10.3 การประเมนิ หลังเรยี น วธิ ีการวดั เคร่อื งมอื เกณฑ์การวัดผล
สงิ่ ท่ตี อ้ งการวัด ทดสอบ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 50
ความรู้ แผนการจดั การเรยี นรู้ ของคะแนน
ที่ 1 การศกึ ษาพนั ธุ
ศาสตร์ของเมนเดล

10.4 การประเมินชน้ิ งาน/ภาระงาน (รวบยอด) เครือ่ งมอื เกณฑก์ ารวัดผล
ส่ิงที่ตอ้ งการวดั วิธกี ารวัด ใบงานที่ 2.1 เรอ่ื ง ใบงานท่ี 2.1 เรอ่ื ง
1. ความรู้ ตรวจผลงาน การศกึ ษาพนั ธุศาสตร์ การศกึ ษาพันธศุ าสตร์
ของเมนเดล ของเมนเดล
ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50

11. กจิ กรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชอื่ ………………………………………… ผู้สอน
(นางสาววนัชพร ค้าจิตร)

12. ข้อคดิ เหน็ ของหวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้
..............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

ลงช่ือ...............................................................
(นายนันท์ ก้อค้า)

หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
13. ข้อคดิ เห็น/ขอ้ เสนอแนะผู้ช่วยผู้อํานวยการกลมุ่ งานบริหารวิชาการ
..............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

ลงช่อื ...............................................................
(นายวชิ า ภมิ ขุ )

ผชู้ ่วยผู้อา้ นวยการกลุ่มงานบริหารวชิ าการ

การอนุมตั ิการใช้แผนการจดั การเรียนรู้จากฝา่ ยบริหาร
ความคดิ เหน็ ของรองผอู้ า้ นวยการฝา่ ยวิชาการ

..............................................................................................................................................................
 เห็นสมควรอนุมตั ิใหใ้ ช้ในการจดั การเรยี นการสอน
 เห็นสมควรไม่อนมุ ตั ใิ หใ้ ช้ในการจดั การเรียนการสอน เพราะ..........................................

.............................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ............................................................
(นายนพดล ธรรมใจอุด)

รองผู้อา้ นวยการโรงเรยี นฝา่ ยบรหิ ารวชิ าการ
การอนมุ ตั ิจากผูอ้ ํานวยการโรงเรียน

 อนุมัตใิ หใ้ ช้ในการจดั การเรยี นการสอน
 ไมอ่ นมุ ัตใิ ห้ใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน เพราะ..............................................................
..............................................................................................................................................................

ลงชอ่ื .......................................................................................
(นางวิลาวัลย์ ปาลี)

ผอู้ ้านวยการโรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ ๒๔ จงั หวดั พะเยา

บนั ทกึ ผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1
รายวิชา วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน รหสั วชิ า ว23101 ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3

เรอื่ ง การศึกษาพนั ธุศาสตร์ของเมนเดล เวลา 3 ช่ัวโมง

……………………………………………………………….

1. จํานวนนักเรียนท่ีสอน จาํ นวนนกั เรียน (คน)
ระดบั ชน้ั 36
ม.3/1 36
ม.3/2 36
ม.3/3 36
ม.3/4 144
รวม

2. บันทกึ ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
2.1 ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

2.2 ข้อสงั เกต/ข้อคน้ พบ
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

2.3 ปัญหา/อปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

2.4 ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

3. การประเมนิ ผลการสอน ระดับคุณภาพ
ดี พอใช้ ปรับปรงุ
รายการประเมิน ดีมาก

1. ความเหมาะสมของระยะเวลา

2. ความเหมาะสมของเนือ้ หา

3. ความเหมาะสมของกจิ กรรมการเรยี นการสอน

4. ความเหมาะสมของสื่อการสอนทีใ่ ช้

5. พฤตกิ รรม/การมสี ่วนร่วมของนกั เรยี น

6. ผลการปฏิบัติกจิ กรรม/ใบกจิ กรรม การทดสอบก่อนเรียนและ
หลงั เรียน

สรุปภาพรวม

3. สรปุ ผลการวัดผลประเมินผล 4 ระดับคุณภาพ 1
การวัดผลประเมนิ ผล 32 รวม
(คน)
จํานวน (คน)
ร้อยละ
จํานวน (คน)
ร้อยละ
จํานวน (คน)
ร้อยละ
จํานวน (คน)
ร้อยละ

1. ความรู้
1.1 ใบงานที่ 2.1 เรื่อง

การศึกษาพนั ธุศาสตร์ของเมนเดล
ตอนที่ 2

1.2 ใบงานที่ 2.1 เรือ่ ง
การศกึ ษาพันธศุ าสตรข์ องเมนเดล
ตอนท่ี 3

1.3 แบบทดสอบหลงั เรียนใบ
งานที่ 2.1 เรือ่ ง การศกึ ษาพนั ธุ
ศาสตรข์ องเมนเดล ตอนที่ 1

ระดับ 3 ขึน้ ไป คิดเป็นร้อยละ
2. ทกั ษะ/กระบวนการ

2.1 กระบวนการทา้ งานกลุ่ม
2.2 ..........
ระดับ 3 ขึน้ ไป คิดเปน็ ร้อยละ

3. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ระดับ 3 ข้นึ ไป คดิ เปน็ ร้อยละ

4. สมรรถนะสาํ คัญของผู้เรียน
ระดบั 3 ขึน้ ไป คิดเปน็ รอ้ ยละ

ลงชื่อ............................................ครูผสู้ อน
(นางสาววนัชพร คา้ จิตร )
ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของผูน้ ิเทศ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ................................................ผนู้ ิเทศ

(นายนนั ท์ กอ้ คา้ )
หวั หน้ากลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ความคิดเห็นของรองผู้อํานวยการโรงเรยี นฝา่ ยบรหิ ารวชิ าการ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ........................................................
(นายนพดล ธรรมใจอดุ )

รองผู้อา้ นวยการฝ่ายบรหิ ารวิชาการ
ความคดิ เห็นของผู้อํานวยการโรงเรียน
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ........................................................
(นางวลิ าวัลย์ ปาลี)

ผู้อ้านวยการโรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ ๒๔ จงั หวัดพะเยา

ภาคผนวก

ใบงานที่ 2.1
เร่ือง การศกึ ษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล

ตอนท่ี 1 ตรวจสอบความรู้พ้ืนฐาน
คาํ ช้ีแจง : ให้นักเรียนทา้ เครื่องหมายวงกลมตัวเลือก
1. นักวิทยาศาสตร์ท่านใดเป็นผู้สนใจศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ก. ชาลส์ ดาร์วิน
ข. ไอแซก นิวตัน
ค. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ง. เกรกอร์ โยฮันน์ เมนเดล
2. พืชชนิดใดเป็นพืชท่ีเหมาะแก่การนา้ มาศึกษาเก่ียวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ก. มอส
ข. เฟิร์น
ค. มะพร้าว
ง. ถั่วลันเตา
3. ข้อใดกล่าวถูกต้องเก่ียวกับลักษณะด้อยในการทดลองของเมนเดล
ก. เป็นลักษณะท่ีสามารถข่มอีกลักษณะหน่ึงได้
ข. เป็นลักษณะที่ปรากฏออกมาในลูกรุ่นที่ 1
ค. เป็นลักษณะที่ปรากฏออกมาในอัตราส่วนที่มากกว่า
ง. เป็นลักษณะที่ไม่ปรากฏในลูกรุ่นที่ 1 แต่จะมาปรากฏในลูกรุ่นท่ี 2
4. ส่ิงใดเป็นสิ่งที่ก้าหนดลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิต
ก. ยีน
ข. นิวเคลียส
ค. เซลล์ร่างกาย
ง. เซลล์สืบพันธ์ุ
5. ข้อใดไม่ใช่ข้อสรุปจากการศึกษาพันธุศาสตร์ของเมนเดล
ก. ส่ิงมีชีวิตมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ข. อัตราส่วนของลักษณะเด่น : ลักษณะด้อย คือ 3 : 1
ค. ลักษณะด้อยถูกควบคุมโดยยีนเด่น และลักษณะเด่นถูกควบคุมโดยยีนด้อย
ง. ส่ิงท่ีควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมอยู่กันเป็นคู่ และจะแยกออกจากกันไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์

คะแนน ค


Click to View FlipBook Version