The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อิทธิพลทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาต่อไทย Sec.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by big_moo3, 2021-10-13 13:01:20

อิทธิพลทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาต่อไทย Sec.1

อิทธิพลทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาต่อไทย Sec.1

อทิ ธพิ ลทางการเมอื งของสหรัฐอเมริกาต่อไทย

เสนอ
อาจารย์พงษ์พนั ธ์ พ่ึงตน

จดั ทําโดย

1. นางสาวจิราภรณ์ มะโนรตั น์ รหสั นักศกึ ษา 61191100101
2. นายปฏวิ ัติ จงเกษี รหัสนักศึกษา 61191100205
3. นายสบื ตระกูล สนี าม รหสั นกั ศึกษา 61191100211
4. นายพุฒิพงศ์ แก้วพวง รหัสนักศึกษา 61191100311
5. นายธวัชชยั ศรดี าจันทร์ รหสั นักศึกษา 61191100227
6. นายนันทกร สมเพ็ชร รหสั นักศกึ ษา 61191100317

กลุ่มอทิ ธิพลทางการเมืองของสหรฐั อเมรกิ าต่อไทยSection.02

รายงานเล่มนี้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของวิชาหลักฐานและวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ (1643402o)
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุรินทร



คานา

เอกสารเร่ืองอิทธิพลทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาต่อไทย ฉบับนี้ เป็นส่วนหน่ึงของ
การศึกษารายวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา 1643402o ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา 2563
จัดทําข้ึนเพื่อศึกษาความรู้ในรายวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา มีเนื้อหาเกี่ยวกับอิทธิพลทาง
การเมืองสหรัฐอเมริกาต่อไทยในแต่ละยุคสมัย ความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐอเมริกาในยุคเริ่มต้น
สถานการณ์หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งท่ี2 และความขัดแย้งในอินโดจีน รัฐธรรมนูนและ
ประชาธปิ ไตยของสหรัฐอเมริกาตอ่ ไทย บุคคลที่มอี ทิ ธิพลด้านการเมืองต่อไทย

ขอขอบคุณอาจารย์พงษ์พัน พึ่งตน อาจารย์ประจําวิชาที่กรุณาให้คําชี้แนะการวางโครงเร่ือง
การเรยี บเรียงเนื้อหา การเขยี นบรรณานุกรม ตลอดจนให้คําชี้แนะเอกสารฉบับนี้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี
คณะผู้จัดทําหวังเป็นอย่างย่ิงว่า จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน และผู้ท่ีจะศึกษาต่อไม่มากก็น้อย หาก
ผดิ พลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ดว้ ย

คณะผู้จัดทํา
6 ตลุ าคม 2564



สารบัญ หนา้

คานา ข
สารบญั 1
บทท่ี 1 บทนา 2
บทท่ี 2 อิทธพิ ลทางการเมืองสหรฐั อเมรกิ าต่อไทยในแต่ละยุคสมยั 2
4
2.1 ความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐอเมริกาในยุคเริ่มตน้ 8
2.2 สถานการณ์หลังสิ้นสดุ สงครามโลกครง้ั ที่2 และความขดั แยง้ ในอนิ โดจีน 8
บทที่ 3 รัฐธรรมนนู และประชาธปิ ไตยของสหรฐั อเมรกิ าตอ่ ไทย 9
3.1 รฐั ธรรมนูญและประชาธิปไตยประเทศสหรัฐอเมริกา 10
3.2 รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยประเทศไทย 10
บทที่ 4 บุคคลที่มีอิทธิพลด้านการเมอื งต่อไทย 11
4.1 จอมพล แปลก พบิ ลู สงคราม 13
4.2 จอมพล สฤษด์ิ ธนะรชั ต์
บทท่ี 5 สรุป
บรรณานุกรม

1

บทท่ี 1
บทนา

การเมืองการปกครองไทย เดิมทีมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมีการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การถือกําเนิดของสถาบันทางการเมืองสมัยใหม่ การดํารงอยู่ของ
สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ได้กลายเป็น
ผลประโยชนแ์ ห่งชาติที่ผู้นําทางการเมืองตลอดยุคสงครามเย็นให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้นํา
เห็นว่าการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงและกระทบต่อ
ผลประโยชน์แหง่ ชาตขิ องไทย

ในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การกําหนดนโยบาย
รวมถึงนโยบายต่างประเทศ จะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ คณะรัฐมนตรี สภา
ความมั่นคงแห่งชาติ ผู้นําในหน่วยราชการอย่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมและใน
หน่วยปฏิบตั อิ ย่างสํานักข่าวกรองแหง่ ชาติ รวมถึงรัฐสภา

นับต้ังแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา กลุ่มผู้นําหรือผู้กําหนด
นโยบายของไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยผู้นํารัฐบาล กลุ่มทหาร กลุ่มข้าราชการพลเรือนในระดับสูง
ระบบราชการ นักการเมืองอาชีพ ในขณะท่ีองค์กรนอกภาครัฐอย่างปัญญาชน ภาคเอกชน และ
ประชาชน อาจเข้ามามีส่วนรว่ มในกระบวนการนโยบายได้บา้ งมากนอ้ ยตา่ งกนั ไปในแตล่ ะสมยั

ในขณะที่ในยุคสงครามเย็น การดําเนินนโยบายต่างประเทศของไทยมีแนวโน้มเป็นไปใน
ทิศทางเดียวกับประเทศมหาอํานาจคือสหรัฐอเมริกาเป็นสําคัญ ทว่าเมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจลดบทบาท
ของตนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลง ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนท่ีสําคัญอย่างยิ่งต่อการกําหนดและ
ดําเนินนโยบายต่างประเทศของไทย เป็นการเปล่ียนแปลงครั้งยิ่งใหญ่น้ีมาจากหลายหลายสาเหตุที่
หลอมรวมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงข้ึนมา เป็นหนึ่งในสาเหตุน่ันก็คือ อิทธิพลทางการเมืองของ
สหรฐั อเมริกา

2

บทที่ 2
อทิ ธิพลทางการเมอื งสหรฐั อเมริกาต่อไทยในแตล่ ะยคุ สมัย

2.1 ความสมั พันธ์ไทยและสหรฐั อเมริกาในยคุ เรม่ิ ต้น
ไทยและสหรัฐฯ มคี วามสัมพันธม์ ายาวนาน โดยเรมิ่ ต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2376 จากที่

ท้ังสองฝุายมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ (Treaty of Amity and Commerce) ในรัชสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา้ ฯ โดยในปีดังกล่าว ประธานาธิบดี Andrew Jackson ของสหรัฐฯ (ดํารง
ตาํ แหนง่ ปี 2372-2380) ไดส้ ่งนาย Edmund Roberts เป็นเอกอัครราชทูตเดินทางมายังกรุงเทพฯ
พร้อมท้ังนําสิง่ ของมาทลู เกลา้ ฯ ถวายแดพ่ ระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ซ่ึงรวมถึงดาบฝักทองคําที่ด้าม
สลักเป็นรูปนกอินทรีและช้าง และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้พระราชทานสิ่งของตอบแทนซึ่ง
เป็นของพนื้ เมอื ง เชน่ งาช้าง ดีบุก เน้ือไม้ และกํายาน เป็นต้นโดยภารกิจสําคัญของนาย Robert คือ
การเจรจาจัดทําสนธิสัญญาทางการค้ากับไทย เช่นเดียวกับที่ไทยได้ทําสนธิสัญญาและข้อตกลง
ทางการคา้ กบั สหราชอาณาจักรเมื่อ ปี 2369

การจดั สง่ คณะทูตสหรฐั ฯ มายังไทยแสดงให้เห็นถึงความสนใจของสหรัฐฯ ท่ีจะติดต่อค้าขาย
กับไทยตั้งแต่ในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่ได้มีชาติตะวันตกอ่ืนๆ เช่น โปรตุเกส และส
หราชอาณาจักร ได้เข้ามาค้าขายกับไทยอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ไทยและสหรัฐฯ ได้สถาปนาความสัมพันธ์
ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2376

อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้าน้ันปรากฏหลักฐานการติดต่อระหว่างทั้งสองประเทศตั้งแต่ต้น
สมัยกรงุ รตั นโกสินทร์ทม่ี ีเรือกาํ ปน่ั ของชาวสหรัฐฯ ลําแรก โดยมีกัปตันแฮน (Captain Han) เป็นนาย
เรือได้แล่นเรือบรรทุกสินค้าผ่านลํานํ้าเจ้าพระยาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อปี 2364 หรือในรัชสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย แต่ไม่มีความต่อเนื่องเพราะท่ีต้ังทางภูมิศาสตร์ท่ีห่างไกลกัน
และสหรัฐฯ ไม่ค่อยความสนใจหรือมีผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ โดยสหรัฐฯ มีสถานกงสุลเพียงแห่ง
เดียวในภมู ิภาคน้ีทีป่ ัตตาเวีย (กรุงจาการต์ าในปจั จบุ ัน)

แม้ว่าท้ังสองฝุายจะมีสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ
รวมทั้งเรือสินค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเดินทางมาถึงไทยแล้วก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง
ประเทศก็ยังไม่ขยายตัว เน่ืองจากไม่มีการติดต่อที่ใกล้ชิด รวมทั้งการค้ากับต่างประเทศของไทย
โดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกก็ยังไม่ขยายตัว เน่ืองจากฝุายไทยยังคงบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ไม่
เอื้ออํานวยต่อการค้ากับต่างประเทศ และยังคงมีการผูกขาดกิจการต่างๆ แต่ในช่วงต้นของ
ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ คณะบาทหลวงสหรัฐฯ มีบทบาทสําคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ใน
ระดับประชาชนสู่ประชาชน ในขณะท่ีความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐยังไม่เป็นรูปธรรมนัก โดยเมื่อปี
2374 บาทหลวง David Abeel, M.D. มิชชันนารีชาวสหรัฐฯ ได้เดินทางมาไทยและพํานักอยู่ใน
กรุงเทพฯ หลังจากนั้น คณะบาทหลวงอีกหลายคณะได้เดินทางและมาพํานักในไทย อย่างไรก็ดี คณะ
บาทหลวงสหรัฐฯ ไมป่ ระสบความสําเร็จในภารกิจการเผยแพรศ่ าสนาเทา่ ใดนกั แม้ว่าพระมหากษัตริย์
ไทยไม่ได้ทรงขัดขวางการเผยแพร่ศาสนา “มีผู้กล่าวไว้ว่า ไม่มีประเทศใดที่มิชชันนารีจะได้รับการ
ต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาน้อยที่สุด หรือเกือบไม่มีเลยเท่าประเทศไทย และก็ไม่มีประเทศใดที่คณะ
มิชชันนารีได้รับผลสําเร็จน้อยท่ีสุดเท่าประเทศไทยเช่นเดียวกัน” แต่คณะบาทหลวงมีบทบาทสําคัญ

3

ในการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การศึกษาโดยเฉพาะการสอนภาษาอังกฤษ การจัดตั้ง
สถาบันการศึกษาท่ีสําคัญๆ ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ
โรงเรียนปรินส์รอยัล และโรงเรียนดาราวิทยาลัยท่ีจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ด้านการแพทย์และ
สาธารณสุข คณะบาทหลวงสหรัฐฯ มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาการแพทย์สมัยใหม่ในไทย
โดยเฉพาะนายแพทย์ Danial B. Bradley ซง่ึ เปน็ ผูบ้ กุ เบิกการรักษาไขท้ รพิษและอหวิ าตกโรค รวมท้ัง
เป็นผู้จัดต้งั โรงพมิ พ์หนังสอื พมิ พแ์ หง่ แรกในไทย และพํานกั อยู่ในไทยเป็นเวลาเกือบ 40 ปี นอกจากนี้
คณะบาทหลวงสหรัฐฯ ยังมีส่วนในการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกท่ีจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดอื่นๆ
เช่น ลําปาง ตรัง นครศรีธรรมราช รวมทั้งโรงพยาบาลแมคคอมิกส์ท่ีจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมีส่วน
สาํ คญั ในการพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนแพทยโ์ รงพยาบาลศริ ริ าชดว้ ย

ในส่วนของไทย พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมและกระชับ
ความสัมพันธ์กับ สหรัฐฯ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงมีพระราชสาส์นไปถึง
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคร้ัง โดยคร้ังแรกทรงมีพระราชสาส์นไปถึงประธานาธิบดี Franklin
Pierce (ดํารงตําแหน่งระหว่างปี 2396 -2400) เมื่อปี 2399 รวมท้ังในปี 2404 หลังจากทรง
ได้รับสารตอบรับจากประธานาธิบดี James Buchanan (ดํารงตําแหน่งระหว่างปี 2400 – 2404)
พร้อมส่ิงของทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงมีพระราชสาส์นถึง
ประธานาธบิ ดี Buchanan เสนอท่ีจะพระราชทานชา้ งให้กับสหรัฐฯ โดยทรงอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ
ด้วยพระองค์เองถึงพระราชประสงค์ท่ีจะให้สหรัฐฯ นําช้างไปเล้ียงและขยายพันธุ์ เพื่อใช้ประโยชน์ใน
การขนส่ง นอกจากนี้ ได้พระราชทานดาบเหล็กกล้าแบบญ่ีปุนฝักลงรักปิดทอง พร้อมพระบรมฉายา
ลกั ษณ์ใหก้ ับประธานาธิบดี Buchanan ดว้ ย

ในปี 2405 ประธานาธิบดี Abraham Lincoln (ดํารงตําแหน่งระหว่างปี 2404 – 2408)
ได้มีสารตอบแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ โดยได้มอบพระแสงดาบไว้ให้เป็นสมบัติของ
ชาติ และกราบบงั คมทูลเก่ียวกับพระราชประสงค์ท่ีจะพระราชทานช้างแก่สหรัฐฯ ว่าสภาพอากาศใน
สหรัฐฯ ไม่เหมาะสมกับช้าง รวมทั้งมีเครื่องจักรไอนํ้าท่ีมีประสิทธิภาพสําหรับการขนส่ง
ภายในประเทศอยู่แลว้

ในช่วงท่ีไทยจําเป็นต้องดําเนินนโยบายให้พ้นภัยคุกคามจากลัทธิอาณานิคมของ ประเทศ
มหาอํานาจยุโรป ที่ปรึกษาชาวสหรัฐฯ ซ่ึงเป็นชาติที่มีความเป็นกลาง และไม่ได้แข่งขันทาง
ผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะการแสวงหาอาณานิคมกับประเทศยุโรปในภูมิภาค ได้เข้ามีบทบาทใน
การเป็นท่ีปรึกษาด้านการต่างประเทศ การศาล การพัฒนา และคําปรึกษาท่ัวไปให้กับไทยโดยที่
ปรกึ ษาชาวสหรัฐฯ คนแรก ไดแ้ ก่ นาย Edward H. Strobel ซึง่ มสี ว่ นสาํ คญั ในการคลี่คลายปัญหาข้อ
พิพาทด้านพรมแดนฝ่ังตะวันออกระหว่าง ไทยกับฝรั่งเศส รวมทั้งช่วยเจรจากับฝร่ังเศสและสหราช
อาณาจักรให้ผ่อนผันในเร่ืองสิทธิสภาพ นอกอาณาเขต นอกจากนี้ นาย Jen I. Westengard ดํารง
ตําแหน่งท่ีปรึกษาราชการแผ่นดินระหว่างปี 2450-2458 มีบทบาทในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณา
เขต ต่อมาได้รับพระราชทานพระราชบรรดาศักด์ิเป็นพระยากัลยาณไมตรีในสมัยรัชกาลพระ บาท
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และในปี 2468 นาย Francis B. Sayre (ซึ่งได้รับพระราชทานพระราช
บรรดาศกั ด์ิเป็นพระยากัลยาณไมตรีด้วยเช่นกัน) มีบทบาทสําคัญในการแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างไทย
กับประเทศตา่ งๆ โดยเฉพาะด้านศลุ กากรและกฎหมาย รวมท้งั มบี ทบาทในการช่วยเหลือไทยภายหลัง

4

สงครามโลกคร้ังท่ี 2 เมอ่ื นาย Sayre ดํารงตําแหนง่ ทีป่ รึกษาสหประชาชาติเพื่อการบรรเทาทุกข์ และ
บูรณะความเสียหายของประเทศ (The United Nations Relief and Rehabilitation
Administration -UNRRA)

การที่ไทยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากฝุายพันธมิตรในการปูองกันประเทศจากการท่ีญี่ปุน
เดินทางทัพเข้ามาในดินแดนไทยในช่วงสงครามโลกครั้งท่ี 2 ทําให้ไทยจําเป็นต้องประกาศสงคราม
กับสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ในปี 2485 อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะน้ัน ไม่ได้ประกาศ
สงครามกับไทย เน่ืองจากมีการจัดต้ังเสรีไทยในสหรัฐฯ และรัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน รวมทั้ง
การจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุนในไทย ซึ่งมีผลอย่างมากต่อสถานการณ์ภายหลังสงครามของไทยท่ี
สหรฐั ฯ สนบั สนนุ ทา่ ทที ี่ผา่ นมาของไทย โดยถือวา่ ไทยไม่ได้เป็นคู่สงครามแต่เป็นดินแดนท่ีถูกยึดครอง
(occupied territory) ในระหวา่ งสงคราม ภายหลังสงครามสหรัฐฯ ได้ฟ้ืนฟูความสัมพันธ์ทางการทูต
กับไทยในทันที รวมทั้งช่วยเหลือไทยในการเจรจาให้สหราชอาณาจักรลดข้อเรียกร้องและการต้ัง
เง่ือนไขต่างๆ จํานวน 21 ข้อ ท่ีกําหนดข้ึนภายหลังสงครามกับไทย โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสําคัญใน
การเจรจากับสหราชอาณาจักรให้กับไทย รวมทั้งสนับสนุนและให้คําปรึกษาการกับไทยในการเจรจา
กบั ฝรัง่ เศสและรสั เซยี เพ่อื เขา้ เป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 2489

2.2 สถานการณห์ ลังส้ินสุดสงครามโลกครั้งที่2 และความขัดแยง้ ในอินโดจีน
หลงั สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ไทย-สหรฐั ฯ มคี วามสมั พนั ธใ์ กลช้ ิดกันมากขึ้น และปรับเปล่ียนจาก

ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรประเทศธรรมดา (ordinary friendship) เป็นการมีความสัมพันธ์พิเศษ
(special relationship) ระหว่างกัน เน่ืองจากการท่ีสหรัฐฯ ก้าวข้ึนเป็นประเทศมหาอํานาจท่ีสําคัญ
ภายหลังสงคราม มีปัจจัยภายในที่สนับสนุนให้สหรัฐฯ กําหนดนโยบายทางการทูตและเศรษฐกิจ
ระหวา่ งประเทศที่เปิดกว้างมากขึ้น เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศและความต้องการ
วัถตดุ ิบเพอื่ รองรับการขยายตวั ดงั กลา่ ว ตลอดจนกระแสการผลักดันอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย
ของสหรัฐฯ ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประกอบกับปัจจัยภายนอกท่ีสําคัญ ได้แก่ การท่ีประเทศ
มหาอํานาจเดิม อาทิ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส เร่ิมต้นลดบทบาทในภูมิภาคลง ในขณะที่ภัย
คุกคามจากลทั ธิคอมมิวนสิ ต์ โดยเฉพาะความวิตกกังวลต่อการรุกคืบหน้าของระบอบคอมมิวนิสต์จาก
เหตุการณ์ สงครามเกาหลีและการเปล่ียนแปลงการปกครองในจีนมีเพิ่มมากข้ึน ซ่ึงสหรัฐฯ เห็นว่า
เปน็ ภัยคกุ คามโดยตรงตอ่ ความมนั่ คงและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ในช่วงภายหลังสงครามโลก สหรัฐฯ ยังลังเลท่ีจะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคโดยตรง แต่พยายาม
สนับสนุนให้มหาอํานาจยุโรปที่เคยมีอาณานิคมกลับเข้ามามีบทบาทเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับ
ภูมิภาค โดยเห็นว่าการสนับสนุนกระบวนการชาตินิยม (nationalism) เพื่อเรียกร้องเอกราชของ
ประเทศในภมู ภิ าค อาจเปน็ ช่องทางการขยายตวั ของลัทธคิ อมมวิ นสิ ตไ์ ด้

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศท่ีเป็น
ผลให้ ความสัมพันธ์ภายหลังสงครามโลกระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตเสื่อมทรามลง การรุก
คืบหน้าของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทําให้สหรัฐฯ ซึ่งมีแนวทางการดําเนินนโยบาย
ต่อต้าน (anti) และปิดล้อม (containment) การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ตระหนักถึงความ

5

จําเป็นที่จะต้องเข้ามามีบทบาทโดยตรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มจากการศึกษา
ประเมินความต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการ พัฒนา ความม่ันคง การทหารและการ
ปอู งกันประเทศของประเทศในภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทยด้วย ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีแนวทางการ
ดาํ เนินนโยบายด้านความมัน่ คงที่สอดคลอ้ งกบั สหรฐั ฯ โดยเมือ่ สงครามเกาหลีเกิดขึ้น (2493) ไทยได้
มกี ารดําเนินการในแนวทางที่สอดคลอ้ งกับสหรัฐฯ และประสงคจ์ ะเห็นสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการ
รักษาเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะความห่วงกังวลต่อสถานการณ์
ทางการเมืองในประเทศเพ่ือนบ้านของไทย โดยเม่ือสงครามเกาหลีเกิดข้ึน ไทยได้ประกาศส่งข้าว
จํานวน 20,000 ตัน และทหารจํานวน 4,000 นายไปช่วยเหลือสหประชาชาติในสงครามเกาหลี
และให้การรับรองรัฐบาลเบาได๋ของเวียดนามที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ในขณะที่สหรัฐฯ ได้เร่ิมต้น
จัดส่งคณะผู้แทนทางทหารมาไทย เพื่อประเมินความต้องการด้านการปูองกันประเทศ และต่อมาทั้ง
สองฝุายได้ลงนามความตกลงช่วยเหลือทางการทหาร โดยสหรัฐฯ ได้จัดยุทโธปกรณ์และฝึกอบรม
ให้กบั กองทัพไทย รวมทง้ั เรมิ่ ใหค้ วามช่วยเหลือด้านวิชาการในสาขาต่างๆ แก่ไทย อาทิ การสนับสนุน
การจัดต้ังสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การพัฒนาการเกษตร การพัฒนาชนบท
สาธารณสุข การศึกษา การก่อสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่ง สนามบิน และท่าเรือ การศึกษา โดย
สถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ มีส่วนสนับสนุนการจัดต้ังมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค การฝึกอบรม
บุคลากรทางการศึกษา การให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม เป็นต้น รวมท้ังจัดต้ังหน่วยงานและจัดส่ง
เจ้าหน้าที่เข้ามาปฏิบัติงานให้ความช่วย เหลือแก่ไทย เช่น U.S. Agency for International
Development (USAID), The Joint U.S. Military Assistance Group (JUSMAG) เป็นตน้

โดยท่ีในช่วงทศวรรษท่ี 1960 – 1970 ความร่วมมือด้านการทหารและความม่ันคงเป็น
พนื้ ฐานสําคัญของภาพรวมความสมั พันธ์ ไทย-สหรฐั ฯ โดยเฉพาะในช่วงท่ีฝรั่งเศสเร่ิมต้นเจรจากับฝุาย
ต่อตา้ นคอมมิวนิสต์ใน เวียดนาม ฝุายคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองพ้ืนท่ีทางตอนเหนือของเวียดนามได้
ในขณะที่ประธานาธิบดี Eisenhower มีนโยบายที่เด่นชัดมากขึ้นในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ใน
เอเชีย และได้เป็นแกนนําหลักในการชักชวนใหป้ ระเทศในเอเชียรวมตัวกันเพ่ือปูองกันประเทศจากภัย
คุกคามจากคอมมิวนิสต์ โดยสหรัฐฯ ได้ร่วมกับไทย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน อิตาลี ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์
ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ลงนามในสนธิสัญญาปูองกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(The Southeast Asia Collective Defense Treaty หรือ Manila Pact) ที่กรุงมะนิลา เมื่อปี
2497 ซ่ึงได้นําไปสู่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Southeast Asia
Treaty Organization – SEATO) นอกจากน้ี ไทยและสหรัฐฯ ยงั มคี วามสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและ
การปูองกันประเทศระหว่างกันในกรอบทวิภาคี ตามแถลงการณ์ร่วมของนายถนัด คอมันตร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Dean Rusk รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศสหรัฐฯ (Rusk-Thanat Communique’) เมื่อปี 2505 ที่ย้ําถึงการเป็นพันธมิตรทาง
สนธิสัญญาระหว่างกันของไทยและสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ถือว่าเอกราชและ บูรณภาพของไทยมี
ความสําคัญยิ่งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสันติภาพของโลก และจะให้การปกปูองไทยจากการ
รกุ รานตามวถิ ีทางของรัฐธรรมนญู

6

เม่ือสถานการณ์ความขัดแย้งในอินโดจีนขยายตัวออกไปจนกระท่ังสหรัฐฯ ต้องเข้ามามี
บทบาทในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเวียดนามใต้ ไทยได้ให้ความร่วมมือตามคําร้องขอของ
สหรัฐฯ โดยให้ใช้สนามบิน และฐานทัพในไทย รวมท้ังจัดส่งทหารจํานวนประมาณ 12,000 นายไป
ร่วมรบในเวียดนามด้วย โดยสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายของกําลังพล ซึ่งในช่วงดังกล่าว ความ
ช่วยเหลือด้านการทหารของสหรัฐฯ ต่อไทยมีจํานวนสูงขึ้นถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2511
และระหว่าง 2508 – 2513 สหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณจํานวน 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อ
ปรับปรุงฐานทัพในไทย ในขณะเดียวกันความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้นถึง 60 ล้านดอลลาร์
สหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เป็นความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทยในการต่อสู้เพ่ือเอาชนะผู้ก่อการร้าย
คอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในพ้ืนที่ชนบท ผ่านโครงการส่งเสริมความม่ันคง การพัฒนาชนบท การ
สาธารณสขุ การเกษตร และการศึกษา เป็นตน้

อย่างไรก็ดี ในช่วงทศวรรษท่ี 1970 – 1980 สหรัฐฯ ได้ลดบทบาทการมีส่วนเกี่ยวข้อง
โดยตรงกับความขัดแย้งในอินโดจีน ซึ่งการปรับเปล่ียนท่าทีทางนโยบายดังกล่าว เป็นผลจากกระแส
การต่อต้านสงครามในสหรัฐฯ การเปล่ียนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดี
Richard Nixon (ดํารงตาํ แหนง่ ระหว่างปี 2512 – 2517)ได้ประกาศนโยบาย Nixon Doctrine ซ่ึง
ระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่เก่ียวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียด้วยการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไป
โดยตรง แต่ประเทศในเอเชียต้องรับภาระการปูองกันประเทศด้วยตนเอง โดยสหรัฐฯ จะสนับสนุน
ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจด้านอ่ืนๆ แก่ประเทศเหล่านั้น ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจ
และสังคมภายในของสหรัฐฯ ที่ขยายตัวจากช่วงทศวรรษท่ีผ่านมา เป็นส่วนสนับสนุนกระแสต่อต้าน
สงครามมากย่ิงข้ึน ทําให้รัฐบาลสหรัฐฯ ลดบทบาทและการใช้จ่ายงบประมาณสําหรับกิจการ
ต่างประเทศลง และหันมาให้ความสําคัญกับนโยบายภายในประเทศ และตัดทอนงบประมาณการ
ต่างประเทศมาสนับสนนุ การแก้ไขปญั หาภายในประเทศ นอกจากนี้ การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต
กับจีนโดยประธานาธิบดี Nixon เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในปี 2514 เป็นสัญญาณท่ีสําคัญต่อการ
ปรบั เปลยี่ นนโยบายการตา่ งประเทศในแนวทางท่ีสหรัฐฯ จะลดบทบาททางความม่ันคงและทางทหาร
ในภูมิภาคลง

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศหลังสหรัฐฯ สถาปนา
ความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และการถอนทหารของสหรัฐฯ จากอินโดจีน ทําให้ไทยจําเป็นต้อง
ปรับเปล่ียนแนวทางการดําเนินนโยบายต่างประเทศ และหลังการลงนามข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติ
สงครามเวียดนามอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2516 กระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในไทยเพ่ิมมากขึ้น การ
เรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษา ซึ่งนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย ย่ิงมีส่วน
ส่งเสริมให้กระแสต่อต้านสหรัฐฯ เพ่ิมมากข้ึน มีการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากประเทศ
ไทย และเมื่อเกิดเหตุการณ์เรือสินค้า Mayaguez เม่ือปี 2518 ซ่ึงทหารสหรัฐฯ ได้พยายาม
ช่วยเหลือลูกเรือจากฝาุ ยเขมรแดง โดยใชฐ้ านทัพในไทยโดยไม่ได้ขออนุญาต รัฐบาลไทยได้ดําเนินการ
ประท้วง และแจง้ ใหฝ้ าุ ยสหรฐั ฯ ดําเนนิ การถอนทหารออกจากไทยทั้งหมดภายในปี 2519
ในชว่ งสงครามเวยี ดนามนัน้ ไทยไดใ้ ห้ความร่วมมืออย่างมากกับสหรัฐฯ ในขณะท่ี สหรัฐฯ ได้ให้ความ
ช่วยเหลือทางด้านความมั่นคงเป็นจํานวนมากแก่ไทยด้วยเช่นกัน นับได้ว่าทั้งสองฝุายได้พึ่งพาอาศัย
กนั บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลังจากท่ีสหรัฐฯ ถอนกําลัง

7

ทางทหารออกจากเวียดนาม และปรับเปล่ียนนโยบายโดยลดบทบาทด้านการเมือง การทหารใน
ภูมิภาคลง แต่สหรัฐฯ ยังคงให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดําเนินการของไทยในการแก้ไขปัญหา
ความขัดแย้งในภูมิภาคอินโดจีน โดยสหรัฐฯ สนับสนุนทางความพยายามของไทยและสมาคม
ประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations – ASEAN)
ในการแกไ้ ขปญั หากมั พูชาโดยวิถที างการเมือง และสนับสนุนการจัดตั้งเวทีประชุมความม่ันคงภูมิภาค
อาเซยี น (ASEAN Regional Forum – ARF) ด้วย

ความสมั พันธ์ทางด้านความม่ันคงและการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงดําเนินไปอย่าง
ต่อเน่ือง แต่มิได้อยู่ในระดับที่ใกล้ชิดเท่ากับในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ เห็นว่าไทยเป็นพันธมิตรทาง
ทหารท่ีสําคัญ การฝึกร่วมผสม Cobra Gold ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซ่ึงมีเป็นประจําทุกปี ถือเป็น
สัญลักษณ์ของความเป็นพันธมิตรทางทหาร และเป็นการฝึกร่วมผสมที่ใหญ่ที่สุดท่ีสหรัฐฯ มีอยู่กับ
ประเทศต่างๆ โดยในระยะหลัง เป็นการฝึกร่วมผสมไทย-สหรัฐฯ มีประเทศอ่ืนๆ เข้าร่วมฝึกในบาง
สาขา เช่น ญี่ปุน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมองโกเลีย และอีก 16 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์
นอกจากนี้ การท่ีสหรัฐฯ มอบสถานะพันธมิตรสําคัญนอกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ
(Major Non NATO Ally – MNNA) ให้แก่ไทยเมื่อปี 2546 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น
พนั ธมิตรในด้านการทหารและความมั่นคงของทง้ั สองฝุายอกี ระดับหน่ึงด้วย

8

บทท่ี 3
รฐั ธรรมนนู และประชาธปิ ไตยของสหรัฐอเมรกิ าตอ่ ไทย

3.1 รฐั ธรรมนญู และประชาธปิ ไตยประเทศสหรฐั อเมริกา
รัฐธรรมนูญประเภทลายลักษณ์อักษรท่ีถือกันว่าเก่าแก่ท่ีสุด คือ รัฐธรรมนูญของ

สหรัฐอเมริกา ซ่ึงมีอายุ 20 ปี ในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) และมีการเฉลิมฉลองกัน ณ ที่ท่ัวโลก
ซึ่งผู้เขียน (จิรโชค วีระสย) ได้รับเชิญให้ไปร่วมสัมมนา ณ บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย เกี่ยวกับ
วรรณกรรมอเมริกาถ้านับถึง ค.ศ. 2011 นับจากเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญอเมริกาในปี ค.ศ. 1787
(พ.ศ. 2330) คอื เปน็ เวลาประมาณ 224 ปมี าแลว้

สาเหตุแห่งการท่ีรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาย่ังยืนท่ีสุดในบรรดารัฐธรรมนูญประเภทลาย
ลักษณ์อักษรทั้งหลายน้ันอาจเป็นเพราะบทบัญญัติมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวพอสมควรทําให้มีการ
แกไ้ ขไดเ้ พือ่ สะทอ้ นการเปล่ยี นแปลงตา่ ง ๆ

จวบจนปัจจุบันรัฐธรรมนูญอเมริกาได้ผ่านบทแก้ไขมามากกว่า 25 คร้ังแล้ว การแก้ไขใน
ช่วงแรกเป็นการเพ่ิม 10 บทเรียกว่า“ บทบัญญัติแห่งสิทธิ์” (Bill of Rights) ซึ่งมีผลในวันท่ี 15
ธันวาคม ค.ศ. 1791 มาตราทแี่ ก้ไขมีตัวอย่าง

1. การยกเลิกระบบทาส (บทแก้ไขท่ี 13 ปี ค.ศ. 1865)
2. การให้สิทธิในการออกเสียงโดยไม่คํานึงถึงสีผิวหรือประวัติแห่งการเป็นทาสมา
กอ่ น (บทแก้ไขที่ 15 ปี ค.ศ. 1870)
3. ภาษรี ายไดส้ ามารถเรียกเกบ็ ไดโ้ ดยรัฐบาลกลาง (บทแก้ไขที่ 16 ปี ค.ศ. 1913)
4. ให้เลือกวุฒิสมาชิกโดยคะแนนเสียงมหาชนโดยตรง (direct popular vote ซ่ึง
เปน็ บทแก้ไขที่ 17 ปี ค.ศ. 1913)
5. การให้สิทธิแก่สตรีในการออกเสียงเลือกตั้งเพ่ิงมีข้ึนเม่ือปี ค.ศ. 1920 (บทแก้ไข
รฐั ธรรมนญู ที่ 19) คือ 2 ปภี ายหลังมหาสงครามโลกครง้ั ที่ 2
6. การห้ามการดํารงตําแหน่งประธานาธิบดีได้มากเกินกว่า 2 สมัย (บทแก้ไข
รัฐธรรมนูญอเมริกนั ที่ 22 ซง่ึ มีผลในปี ค.ศ. 1951)
7. การลดอายุผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมาเป็นไม่ตํ่ากว่า 18 ปี (บทแก้ไข
รัฐธรรมนญู ท่ี 26 ซ่งึ มีผลในปี ค.ศ. 1971)
ในระยะต้น ๆ แห่งการสถาปนาสหรัฐอเมริกานั้น ความไม่ทัดเทียมกันระหว่างบุคคลมีมาก
เช่นสตรีเพ่ิงได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกต้ังภายหลังมหาสงครามโลกครั้งท่ี 1 (1914-1918)
เพยี งไมก่ ่ปี คี อื ในปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) ในสมยั รัชกาลที่ 6

9

3.2 รฐั ธรรมนญู และประชาธิปไตยประเทศไทย
“ รฐั ธรรมนูญ”
1) ความหมายในทางดีและมักทําให้เกิดความรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับการมีลักษณะแห่ง

ความเป็น
2) ประชาธิปไตยสาเหตุแห่งการได้ความหมายดังกล่าวอาจเกี่ยวกับการที่ในปี

พ.ศ. 2475 ได้มีการพระราชทาน“ รัฐธรรมนูญ” ในประเทศไทยซ่ึงทําให้มีการเปลี่ยนสภาพจาก
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) มาสู่ระบบการปกครองท่ีเรียกว่าประชาธิปไตยแบบ
ตะวนั ตก

การเปลีย่ นแปลงโดยรัฐประหาร ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเปล่ยี นระบอบการปกครองไปเป็นอย่างอื่นการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พอจะอนุโลมได้ว่าเป็น“ การ
ปฏิวัติ "เพราะได้เปล่ียนจากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้
รัฐธรรมนูญ แต่วิธีการของการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในแบบของรัฐประหารมากกว่า กล่าวคือ บุคคล
กลุ่มหน่ึงเรียกตัวเองว่า“ คณะราษฎร์” หรือ“ คณะราษฎร” ได้เข้ายึดอํานาจจากพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 7 โดยปราศจากการนองเลือดและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ
ช่ัวคราวในวันที่ 27 มิถุนายน 2475

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงซ่ึงเป็นผลจากการรัฐประหารมีตัวอย่าง คือ รัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 13 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2502 อันเป็นผลมาจาก
การรัฐประหาร (ซ่ึงคนไทยโดยทั่วไปมักเรียกว่าปฏิวัติ) โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันท่ี 20
ตลุ าคม พ.ศ. 2501

10

บทที่ 4
บุคคลที่มอี ทิ ธพิ ลดา้ นการเมอื งต่อไทย

4.1 จอมพล แปลก พบิ ลู สงคราม
นายกรัฐมนตรีคนท่ี 3 ของประเทศไทยท่ีมีเวลาดํารงตําแหน่งรวมกันมากที่สุดของประเทศ

ไทย เป็นระยะเวลา 14 ปี 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมัย รวมท้ังมีนโยบายที่สําคัญคือ การมุ่งมั่น
พัฒนาประเทศไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยะประเทศ มีการปลุกระดมให้คนไทย
รู้สึกรักชาติ โดยออกประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย "รัฐนิยม" หลายอย่าง ซ่ึงบางอย่างได้
ประกาศเป็นกฎหมายในภายหลัง หลายอย่างกลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ เช่น การรําวง ก๋วยเต๋ียว
ผัดไทย รวมทั้งเป็นผเู้ ปล่ยี นชอ่ื จาก "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" และเป็นผู้เปล่ียน "เพลงชาติ
ไทย" มาเปน็ เพลงท่ีใช้กนั อยู่ในปจั จบุ ัน ท่านผู้น้นั คอื จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ แปลก พิบูล
สงคราม หรอื ท่เี รียกกันทัว่ ไปว่า " จอมพล ป."

ประวัตจิ อมพล แปลก พิบลู สงคราม
จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดิมช่ือ แปลก ขีตตะสังคะ เกิดเม่ือวันท่ี 14 กรกฎาคม พ.ศ.

2440 ถึงแก่อสัญกรรม เม่ือวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2507 เป็นบุตรนายขีด และนางสําอางค์ ขีต
ตะสังคะ ภริยาคือ ท่านผู้หญงิ ละเอียด พิบลู สงคราม (เดมิ นามสกลุ "พันธ์ุกระว"ี )

จอมพล แปลก พิบลู สงคราม เขา้ ศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนกลาโหมอุทิศ โรงเรียนวัดเขมาภิรตา
ราม จังหวัดนนทบุรี จากนั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบก กระทั่งสําเร็จการศึกษา เมื่อ
พ.ศ. 2459 ขณะอายุ 19 ปี โดยได้รับยศร้อยตรี และเข้าประจําการท่ีกองพลท่ี 7 จังหวัดพิษณุโลก
จากน้นั ไม่นานไดส้ อบเข้าโรงเรียนเสนาธิการได้เป็นที่ 1 และเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการ
ทหารบก ประเทศฝร่ังเศส จนสําเร็จการศึกษา และกลับมารับราชการต่อไป กระทั่งได้ยศพันตรี มี
บรรดาศกั ดิ์และราชทนิ นาม ท่ี "หลวงพิบูลสงคราม"

จดุ ยืน - ท่าทีของสหรฐั ฯ ตอ่ ไทยหลงั รัฐประหาร 2490
ก่อนหน้านนี้ ายควงได้ดาํ รงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนแล้วแต่เป็นการแต่งตั้งโดยคณะทหาร

ทาํ ให้ภาพลักษณข์ องรัฐบาลชุดดังกล่าวขาดความชอบธรรมและไมเ่ ป็นประชาธิปไตยที่ต่างชาติรับรอง
ได้ แต่เพียงไมก่ ว่ี ันทรี่ ฐั บาลควงบริหารประเทศไปคณะทหารก็ไม่พอใจในการทํางานของรัฐบาล จึงใช้
กําลังเข้า “จ้ี” ให้นายควงลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเสียแล้ว จากนั้น จอมพล ป. พิบูล
สงคราม กไ็ ด้รับเสยี งขา้ งมากในรฐั สภาให้ดํารงตาํ แหนง่ นายกรฐั มนตรีแทน รัฐบาลไทยชุดที่สหรัฐฯให้
การรับรองน้ันก็คือรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งในอดีตไม่นานนักระหว่างสงครามมหาเอเชีย
บูรพา ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับญี่ปุนจนถึงประกาศสงครามกับสัมพันธมิตรอันมียุโรปและสหรัฐฯ
เป็นแกน ทําให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องตกเป็นจําเลยในคดีอาชญากรสงครามไปภายหลัง
สงครามโลกยุติลง การที่รัฐบาลสหรัฐหันมาให้การสนับสนุนและรับรองฐานะของ จอมพล ป. พิบูล
สงคราม อกี คร้งั จึงเปน็ ความขัดกนั โดยสิน้ เชงิ นอกจากว่าต้องมีเง่ือนไขและปัจจัยอะไรท่ีใหญ่หลวงถึง
ขนาดทท่ี าํ ให้มหาอํานาจอยา่ งสหรฐั ฯตอ้ งกลืนน้ําลายตนเอง

11

ประการที่ 1 มาจากการเปล่ยี นแปลงอยา่ งหนักหน่วงในสถานการณ์การเมืองโลกระยะนั้น ที่
สาํ คญั ไดแ้ ก่การสถาปนาและขยายอํานาจทางทหารของลัทธิคอมมิวนิสม์ในโลก ในช่วงนั้นคือสหภาพ
โซเวยี ตท่ยี ึดพ้นื ทเ่ี ขา้ มาในบรเิ วณยโุ รปตะวันออก กับการรุกคืบของการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในเอเชีย ที่
สําคัญคือประเทศจีนซึ่งมีแนวโน้มว่าจีนจะหลุดไปเป็นฝุายคอมมิวนิสต์มีนํ้าหนักมากขึ้นเร่ือย ๆ ใน
ที่สุดก็ประกาศชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในปี พ.ศ. 2492 ปัจจัยในทางระหว่าง
ประเทศและความมั่นคงดังกล่าวน้ีเองที่ในท่ีสุดทําให้สหรัฐต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในเอเชียและ
เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใตเ้ สยี ใหม่ (Darling 1965; Neuchterlein 1965)

ประการที่ 2 เป็นคาํ อธบิ ายของทฤษฎีสงครามเยน็ ซึ่งเสนอวา่ รัฐบาลสหรัฐต้องเลือกระหว่าง
การสนับสนุนและชว่ ยเหลอื พฒั นาการประชาธปิ ไตยในประเทศไทยหรือรักษาประเทศไทยจากการถูก
โจมตีของประเทศคอมมิวนิสต์ ซ่ึงในท่ีสุดก็จะนําไปสู่การสูญเสียเสรีภาพท้ังประเทศไป (Darling
1965; Fifield 1973, 89) หากคิดตามกรอบการมองของทฤษฎีสงครามเย็นนี้ การรักษาและ
สนับสนุนรัฐบาลท่ีแม้เป็นจารีตนิยมและอํานาจนิยมบ้าง แต่ยินดีต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสม์จึงเป็นส่ิงที่
ดึงดูดใจคนอเมริกันมากกว่า “ไม่ว่านโยบายภายในประเทศและวิธีการได้มาซึ่งอํานาจรัฐบาลจะเป็น
อย่างไรกต็ าม” (Darling 1962, 93-110)

สรุป สหรัฐฯ ดําเนินนโยบายต่างประเทศต่อไทยโดยยึดถืออุดมการณ์ของระบบเสรี
ประชาธิปไตยและระบบทุนนิยมเสรี ในสมัยน้ันน้ําหนักของอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยอยู่ท่ีการ
ตอ่ ตา้ นลัทธคิ อมมิวนสิ มม์ ากกวา่ สิทธมิ นุษยชนและความเสมอภาคเป็นธรรมของประชาชน ในอีกด้าน
บทบาทการขยายและสะสมทุนอเมริกันก็ดําเนินไปภายใต้นโยบายว่าด้วยความม่ันคงทางทหาร ซึ่ง
ไม่ได้นําไปสู่การผลักดันให้ทุนชาติและทุนระดับกลางและเล็กเติบโตและมีศักยภาพในการผลิต
สมยั ใหม่ได้

4.2 จอมพล สฤษด์ิ ธนะรชั ต์
จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2451 ท่ีบ้านท่าโรงยา ตลาดพาหุรัด

กรงุ เทพมหานคร เป็นบตุ รของพันตรหี ลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) กับนางจันทิพย์ ธนะรัชต์
เน่ืองจากมารดาเป็นชาวอาํ เภอมุกดาหาร (ปัจจุบันเป็นจังหวัด) จังหวัดนครพนม และเคยพาบุตรชาย
ไปอาศัยอยู่ท่ีจังหวัดนครพนม ถึงถือได้ว่าจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ มีสายเลือดของชาวอีสาน จอม
พลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ขณะดํารงยศพันเอก) สมรสกับคุณหญิงนวลจันทร์ ธนะรัชต์ และต่อมาได้สมรส
ใหม่กับคุณหญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ (ชลทรัพย์) ธิดาของนาวาโท พระศรการวิจิตร ร.น. และนาง
ประเทียบ ชลทรพั ย์ เม่ือวนั ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2491 โดยมจี อมพล ป. พบิ ลู สงครามเป็นเจา้ ภาพ

การดาเนนิ นโยบายดา้ นการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์
หลังจากที่ได้ทําการปฏิวัติยึดอํานาจจากกลุ่มซอยราชครูแล้ว นโยบายทางการเมืองด้วย

เหตผุ ลสองประการ คอื เพื่อให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางภัยคอมมิวนิสต์ และเพ่ือให้ตนเอง
ปลอดภัยจากภัยคุกคามของกลุ่มซอยราชครู ดังน้ันการท่ีเข้าร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในการสกัดกั้น
ภัยคอมมิวนสิ ต์ จงึ ถือว่าเป็นการได้ผลประโยชน์สองต่อเน่ืองจากการเป็นพันธมิตรกับอเมริกาจะเป็น
สิ่งท่ีทําให้มั่นใจได้ว่า ประเทศจะปลอดภัยจากภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ และตนเองจะไม่สูญเสีย

12

อํานาจไปให้แก่กลุ่มซอยราชครู เพราะถือว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องไม่ทิ้งมิตรที่ภักดีอย่างตน ซึ่ง
ลักษณะเชน่ นจี้ ะเป็นการรวบอํานาจทางเศรษฐกิจดังเช่นศรีศักร วัลลิโภดม ได้อธิบายถึงผู้นําในสังคม
เช่นน้ีว่าเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบในสังคมจะเป็นผู้กุมอํานาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ บุคคลในกลุ่ม
ดังกล่าวจะร่วมมือและคบค้าสมาคมกับผู้ที่ให้ผลประโยชน์และต่างฝุายต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน และ
รวมอาํ นาจกันอย่างเหนยี วแนน่ เพื่อรกั ษาปกปอู งผลประโยชนข์ องตนและกลุ่มให้ได้จอมจอมพลสฤษดิ์
กต็ อ้ งดาํ เนิน

จอมพลสฤษดิ์ได้ดําเนินนโยบายทางการเมือง ท้ังในความสัมพันธ์ระดับระหว่างประเทศและ
ในประเทศ ให้เป็นไปเพ่ือความอยู่รอดจากการถูกคุกคามจากภัยคอมมิวนิสต์ แต่ผลท่ีได้รับกลับมา
เป็นความช่วยเหลือท้ังทางด้านการเงิน เศรษฐกิจ และการทหารจากสหรัฐอเมริกาขณะเดียวกันการ
รักษาสัมพันธภาพกับรัฐบาลอเมริกัน เพ่ือรักษาผลประโยชน์อย่างต่อเน่ืองนั้นเป็นเหตุผลักดันแกม
บังคับให้จอมพลสฤษด์ิ หันไปให้ความสําคัญต่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในเพ่ือ
ตอบสนอง และรองรับนโยบายฐานการลงทุนของสหรัฐอเมริกา เป็นผลให้รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทใน
การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพ่ือรองรับกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และ
เกษตรกรรม อันเป็นการลงทุนท่ียังมิได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นภาษีหรือกําไรอย่างสาธารณูปโภค
(infrastructure) เช่น ถนน สะพาน เข่ือนผลิตกระแสไฟฟูา เป็นต้น และเพ่ือท่ีรัฐจะดูแลควบคุม
ภาวะการณ์ให้เป็นไปตามนโยบาย หรือคําส่ังท่ีได้รับมาจากอเมริกา รัฐจึงต้องลงไปดูแลกํากับ
กจิ กรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทีเ่ ป็นอยูภ่ ายในประเทศ อนั นําไปสู่การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ และประสาน
ความสัมพนั ธ์กบั กลมุ่ พ่อค้านักธุรกิจภายในประเทศ อันทําให้เกิดช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ทั้งใน
ภาครัฐวิสาหกจิ เอง และภาคเอกชนเหน็ ไดจ้ ากการประกาศบทบาทและอํานาจของตนไปสนับสนุนให้
ความคุ้มครองโดยอุ้มนักธุรกิจหลายตระกูล มีกลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าข้าว กลุ่มอุตสาหกรรมส่ิงทอ เป็น
ตน้

ดังนนั้ จะเหน็ ได้วา่ ในยคุ ของจอมพลสฤษดิ์นน้ั นโยบายทางการเมืองน้ันค่อนข้างจะชัดเจนซึ่ง
เนน้ ไปทางดาํ เนนิ นโยบายทจี่ ะส่งเสรมิ วิสาหกจิ เอกชนให้ดาํ เนนิ การไดอ้ ย่างเสรี โดยรัฐทําหน้าที่เพียง
ค้มุ กนั กําหนดกฎเกณฑ์ ออกนโยบายส่งเสรมิ และสนับสนุน มิใชเ่ ปน็ การแทรกแซงหรือการสร้างลัทธิ
ชาตนิ ิยมอยา่ งแตก่ อ่ น

13

บทที่ 5
สรปุ

อิทธิพลทางการเมืองของสหรัฐอเมริกากับไทยนั้นมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่อดีตจนถึง
ปจั จบุ ันท้ังการเกี่ยวข้องกัน ท้ังทางตรงและทางอ้อม อย่างไรก็ตามเพื่อให้เป็นกลไกในการพัฒนาและ
ส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ทั้งทางการเมืองและในสาขาต่างๆ เพ่ือเป็นเวทีในการรับฟังและ
ตอบข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับบทบาทของไทยท่ีสหรัฐฯ สนใจหรือมีความห่วงกังวล
และยังสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อไทยในหมู่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ โดยการเป็นศูนย์กลางการ
แลกเปล่ยี นข้อมูล ประสบการณ์ และความเห็นในเรือ่ งทเ่ี กย่ี วกับประเทศ

นอกจากน้ี ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และเป็น 1 ในเพียง
2 ประเทศในภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ที่สหรัฐฯ มีข้อตกลงในการรักษาความมั่นคงทวิภาคีด้วย
หลังจากการส้ินสุดสงครามเกาหลี ในปี พ.ศ. 2493 ไทยได้ลงนามข้อตกลงช่วยเหลือทางการทหาร
กับสหรัฐฯ และในปี 2497 มีการลงนามร่วมในกติกามะนิลา (The Manila Pact) ซึ่งระบุว่าการ
คุกคามความม่นั คงของประเทศไทยถือเปน็ การคกุ คามต่อสหรัฐฯ เชน่ เดียวกัน

14

บรรณานุกรม

โกวทิ วงศส์ ุรวัตน์. (2548). การเมืองการปกครองสหรัฐอเมรกิ า แนวพนิ ิจทางประวัติศาสตร์.
กรุงเทพมหานคร : สํานกั พมิ พ์โอเดียนสโตร์.

จริ โชค วรี ะสย , สรุ พล ราชภณั ฑารกั ษ์ และสุรพันธ์ ทับสุวรรณ์. (2559). รัฐศาสตร์ทวั่ ไป. พิมพ์
ครง้ั ท่ี 3.

กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง.
ชลดิ า ศรมณี. (2556). ความสัมพนั ธร์ ะหว่างประเทศเบ้ืองต้น. พิมพค์ ร้ังท่ี 3.

กรงุ เทพมหานคร : สํานกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยรามคาํ แหง.
วิศิษฐ์ ทวเี ศรษฐ , สขุ ุม นวลสกุล และวทิ ยา จติ นพุ งศ์. (2562). การเมอื งการปกครองไทย. พมิ พ์
ครัง้ ที่ 2.

กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง.
สมร นติ ิทัณฑ์ประกาศ. (2552). ประวัตศิ าสตรส์ หรัฐอเมริกา ค.ศ.1865-1945 ยุคหลังสงคราม
กลางเมือง-

สงครามโลกครงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พไ์ ทยวัฒนาพาณชิ ย์.
สริ ิ เปรมจิตต์. (2542). ประวัติศาสตรส์ หรัฐอเมริกา ตั้งแตย่ คุ โบราณถึงปัจจุบนั .

กรุงเทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั รามคาํ แหง.
อรพนิ ท์ พงษ์ภักดี. (2521). ประวตั ศิ าสตร์สหรัฐอเมริกา. ภาควชิ าประวตั ิศาสตรค์ ณะ
มนุษยศาสตร์

: สํานักพิมพ์มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง.
อนนั ตชัย จนิ ดานุวัฒน์. (2556). ประวตั ศิ าสตรส์ หรัฐอเมริกา. พมิ พ์คร้งั ท่ี 2.

กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพย์ ิปซี.
นินนาท สินไชย. (2545). สหรัฐอเมรกิ ากับการเปล่ียนแปลงแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ
ของไทยฯ. (ข้อมูลออนไลน์). สืบคน้ จาก
file:///C:/Users/User/Downloads/Documents/Ninnart.pdf วนั ที่ 13 ตลุ าคม พ.ศ. 2564.
SILPA-MAG.COM. (2564). จดุ ยนื -ท่าทขี องสหรัฐฯ ต่อไทยหลังรัฐประหาร 2490ฯ. (ข้อมลู
ออนไลน)์ .สบื ค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_29511 วนั ที่ 13 ตลุ าคม
พ.ศ. 2564.
Darling, Frank C. 1962. “American Policy in Thailand,” in Western Political Quarterly,
(March), pp. 93-110.
______. 1965. Thailand and the United States. Washington D.C. : Public Affairs Press.


Click to View FlipBook Version