สารบัญ------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------
1.ขนุนศรีบรรจง 1187..มมะะขกลาม่ำตปนอม
2.เชอรี่สเปน 221109...มมมะะะเคมดาวื่อโงมปหงานองแซง
34..ฝขรี้เหั่งแลต็กงโม 2232..รยาอชปพาฤกษ
56..จแัคนนผาา 222465...สเอสโุพลศรากรอณินิกเดารีย
7.จามจุรี 2287..สมะะเยดมา
98..ชแจงโงค 3209..สกลักวยน้ำวามะลิออง
1101..ตตะะลแบิงปกลิง 31.มะเดื่อฝรั่ง
111432...พทนนอญงทาอรสุไีปัรตาบรรณ
1165..พพะิกยุลูง
ตนไมบานเราIศูนยศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี
Photobyบานและสวน
ต้นขนนุ พนั ธศุ์ รบี รรจง
ชือ่ วงศ์ MORACEAE
ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Artocarpus heterophyllus Lam. 'Sri
Banchong'
ช่ือพอ้ ง Artocarpus heterophyllus Lam.
ชื่อสามัญ Jack fruit tree Sri Banchong
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ทรงตน้ ทึบ เป็นไม้ยืนตน้ สงู 8-10
ใบ ใบเมื่อแก่มีสีเขยี วเข้ม และเปลย่ี นเป็นสีเหลืองหรือน้ำตำล เมอ่ื ใกล้หลดุ รว่ ง เหน็ เสน้ ใบชดั เจน ปลำยใบ
แหลม โคนใบรปู ลิ่ม
ผล เปลือกผลสีเขยี วเขม้ ออกผลทะวำย เป็นพันธ์หุ นกั ให้ผลเมื่ออำยุ 5 ปี เกบ็ เกย่ี วผลผลติ ไดภ้ ำยใน 140-
145 วัน หลังออกดอก ลกั ษณะผลกลม เปลือกสีเขยี วเขม้ หนำมใหญ่ เปลอื กหนำปำนกลำง น้ำหนักผล 10-
15 กิโลกรมั เนือสีเหลืองทอง ซังมนี อ้ ย เนือหนำ กรอบ หนำ 1 เซนตเิ มตร รสหวำนจดั วัดได้ 28 บริกซ์ ให้
เนอื ผล 40 เปอรเ์ ซ็นต์
การขยายพนั ธ์ุ เพำะเมลด็ ตดิ ตำ ทำบกิ่ง หรอื ตอนกิ่ง
การใช้ประโยชน์ ขนุนเปน็ ผลไมท้ นี่ ยิ มรับประทำนในเอเชียใตแ้ ละเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ เนอื ขนุนสุกใช้
รับประทำนเป็นผลไม้ และใชท้ ้ำขนมได้หลำยชนิด เชน่ ใสใ่ นไอศกรมี ลอดชอ่ งสงิ คโปร์ รวมมติ ร กนิ กับขำ้ ว
เหนยี วมนู หรอื นำ้ ไปอบแห้ง ใช้กนิ เปน็ ของว่ำง ขนุน
อ่อนนำ้ มำปรุงอำหำรใชเ้ ป็นผกั เช่นใส่ในแกง ย้ำ
เมล็ดน้ำมำตม้ รบั ประทำนได้ แกน่ ไมใ้ ชย้ อ้ มสีจีวร
ของพระภกิ ษุ เนอื ไมใ้ ช้ท้ำเฟอร์นิเจอร์ เครือ่ งดนตรี
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก thairath.co.th, rprp.hwt.co.th
ต้นเชอรร์ ี่สเปน
ชอื่ วิทยาศาสตร์ : Malpighia emarginata
ช่อื สามญั : Acerola, Barbados Cherry, West Indian Cherry
และ Wild Crapemyrtle.
วงศ์ : Malpighiaceae
ภาษาอังกฤษ Barbados cherry ภาษาไทย เชอรร์ เี่ สปน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ เปน็ พืชทีม่ ีขนาดทรงพุ่มปานกลาง โดยจะสงู
ประมาณ 6 – 7 เมตร
ใบ ใบรปู ไขถ่ ึงรูปใบหอก ยาว2-8 ซม.กว้าง 1-4
ซม. ก้านใบส้ัน ขอบใบเปน็ คล่นื บนแผ่นใบสีเขียวเข้ม
เป็นมัน
ดอก ดอกมี 2 เพศในดอกเดยี ว มีเส้นผ่าศนู ย์กลาง
1-2 ซม สชี มพู เกสรสเี หลอื ง กลีบดอกมี 5 แฉก
กลีบดอกเปน็ ชายครยุ
ผล ผลเมล็ดเดยี วแขง็ ผลสกุ มีสแี ดงสวา่ ง มี
เสน้ ผ่าศูนย์กลาง 1-3 ซม. หนกั 3-5 ก. ผลอย่เู ป็นคู่หรอื
กลมุ่ 3 ผล แต่ละผลมี 3 พบู รรจเุ มล็ดรูปสามเหลี่ยม 3
เมล็ด เนอ้ื ในมสี ีเหลอื ง รสชาติเปรยี้ ว หวานนอ้ ย
การขยายพันธุ์ เพาะเมลด็ หรอื ตอนกงิ่
ประโยชน์ เป็นผลไมท้ เ่ี ขานยิ มเอาไปทาเครือ่ งสาอาง ท่ี
จดั ว่าราคาสูงโดยใช้ช่ือว่า Acerola หรือมสี ว่ นผลสมของ Acerola ครีมบารุงผวิ ทีม่ ีสารสกัดจากผล อะเซโรล่า
เชอรเ่ี ขม้ ขน้ ปรับสภาพผิวให้ขาวเนยี นใส อมชมพู ผิวทมี่ จี ุดด่างดาจากรอยสวิ ฝา้ กระ ใหก้ ระจ่าง กระชบั รขู มุ
ขนเล็กลง คืนความชุ่มช่ืนให้ผิว
ลดเลือนและตอ่ ต้านอนมุ ลู อิสระ เพราะเชอรี่มีวิตามินซีสูงกว่ากวา่ ผลสม้ ถงึ 50 เท่า
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก timetotree.com ,Wiki
ตน้ ฝร่งั แตงโม
ชอื่ วงศ์ Myrtaceae
ชอื่ วิทยาศาสตร์ GUAVA, PSIDIUM GUAJAYA LINN.
สายพนั ธ์ุ สายพนั ธ์ุดง้ั เดมิ ไตห้ วนั พันธุห์ งซนิ
พันธ์หุ งเหรอ่ ซกี วั่
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ มเี นอ้ื ไม้แขง็ เปลือกต้นเรียบสีน้าตาลเทา ไมย้ ืนต้น สงู 2-4 เมตร มีอายนุ านหลายปี
ผวิ เปลอื ก มักล่อนเปน็ แผน่ บาง ๆ ใบเดยี่ ว ออกตรงกนั ขา้ ม รูปรแี กมรปู ขอบขนาน ปลายและโคนใบแหลม ผวิ
ใบหยาบสากมอื สีเขียวสด
ดอก ออกเปน็ ดอกเด่ยี วๆ ตามซอกใบ ดอกสขี าว มีเกสรตัวผเู้ ปน็ สีครีม
ผล มีลักษณะทรงกลม ทรงไข่ หรอื ทรงรี มีเปลอื กบางผวิ เรยี บเกลย้ี ง ผลอ่อนมีสเี ขยี ว เมือ่ ผลสุกจะเปลย่ี นเป็น
สีเขยี วอมเหลอื ง ภายในผลข้างในจะมเี นือ้ สขี าว เน้อื แนน่ ฉา้่ นา้ มีไส้ตรงกลางมสี ีชมพู หรือสแี ดง มีเมลด็
เกาะตดิ อย่มู ากมาย รสชาติหวานกรอบ กลิน่ หอม
การขยายพันธ์ุ การตอนก่งิ หรอื เพาะเมล็ด
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก farmerspace.com
ตน้ ข้เี หล็ก
ชื่อวงศ์ Fabaceae
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby
ชื่อเรยี กในท้องถน่ิ เชน่ ขเี้ หล็กแก่น (ราชบรุ )ี ขเี้ หลก็ บา้ น (ลาปาง)
ขีเ้ หล็กหลวง (ภาคเหนือ) ข้เี หล็กใหญ่ (ภาคกลางบางท)ี่ ผักจี้ลี้ (ฉาน-
แมฮ่ ่องสอน) ยะหา (มลายู-ปัตตาน)ี และข้เี หลก็ จิหร่ี (ภาคใต)้ เปน็ ต้น
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ สูงประมาณ 8-15 เมตร ลาต้นมกั คดงอเป็นปุ่มเปลือกสีเทาถงึ สีนา้ ตาลดา
ยอดอ่อน สแี ดงเรอ่ื ๆ
ใบ ใบประกอบเป็นแบบขนนก เรียงสลบั กนั มใี บยอ่ ย 5-12 คู่ ปลายสดุ มใี บเดยี ว ใบย่อยรูปขอบขนาน
ด้านบนเกลยี้ ง
ดอก ดอกเป็นช่อสีเหลอื งอยูต่ ามปลายกิง่ ดอกจะบานจากโคนชอ่ ไปยังปลายชอ่ กลีบเล้ียงมี 3-4 กลีบ กลีบ
ดอก มี 5 กลีบ เกสรตวั ผู้ 10 อัน
ผล เป็นฝกั แบนยาวมสี ีคล้า
เมลด็ เมล็ดรปู ไข่ยาวแบนสีนา้ ตาลออ่ นเรยี งตามขวางมี 20-30 เมลด็
การขยายพันธ์ุ เพาะเมลด็ และปกั ชา
ประโยชน์ ใบใช้ปรงุ อาหาร รสชาตขิ องข้ีเหล็กมรี สขม กอ่ นปรงุ จงึ ต้องนามาตม้ นา้ ทง้ิ กอ่ น ช่วย ลดสารท่เี ปน็
พิษ และทาให้มรี สชาตดิ ีข้นึ เมอ่ื นามาปรงุ เปน็ อาหาร
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก Wikipedia
ต้นแคนา
ชอ่ื วงศ์ Bignoniaceae
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Dolichandrone serrulata (DC.) Seem.
ชอ่ื พ้อง Stereospermum serrulatua
ช่ืออนื่ ๆ แคป่า แคขาว แคเคต็ ถวา(เชยี งใหม่) แคทราย(นครราชสีมา)
แคแน แคฝอย(ภาคเหนือ) แคภฮู ่อ(ลาปาง) แคยอดดา(สรุ าษฎร์ธานี)
แคยาว แคอาว(ปราจีนบรุ )ี
ลกั ษณะทั่วไป จนั ผา หรือ จันผา เปน็ ไม้พุ่มขนาดใหญ่ แต่ไม่ผดั ใบ ลาตน้ กลม ๆ คล้ายตน้ หมาก และเปลือกมี
สเี ทา เปน็ ไมป้ ระดบั ทม่ี อี ยูแ่ ถบตามปา่ เขาในประเทศไทย ส่วนใหญจ่ ะนยิ มปลกู ประดบั ไวท้ ่ีสนามหญา้ และใช้
ตกแตง่ ร่วมกบั สวนหิน จันผานนั้ มีหลายชือ่ บ้างกเ็ รียกวา่ "จนั แดง" หรอื "ลกั จ่ัน" ชอบข้นึ บริเวณหนา้ ผา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น สงู ไดถ้ งึ 10-20 เมตร ผลัดใบ
เปลือกลาต้น สนี ้าตาลอ่อนอมเทา อาจมจี ุดดาประ ผวิ เรียบ หรอื ลอ่ นเปน็ เกล็ดขนาดเล็ก ลาตน้ เปลาตรง มัก
แตกกงิ่ ต่า
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกชัน้ เดยี ว ปลายค่ี ออกตรงข้าม 3-5 คู่ รูปไขแ่ กมขอบขนาน ปลายแหลม โคนใบ
เบีย้ ว กวา้ ง 2.5-7 เซนตเิ มตร ยาว 6-16 เซนตเิ มตร ขอบใบหยกั แบบซฟ่ี นั ต้นื ๆ ผิวใบดา้ นลา่ งมีขนส้ัน
ประปรายบนกา้ นใบ กา้ นใบยอ่ ยยาว 7-10 มิลลิเมตร
ดอก เปน็ ดอกชอ่ แบบช่อกระจะสั้น ดอกใหญ่ รปู แตร สขี าว ออกตามปลายกิง่ ยาว 2-3 ซม. กา้ นดอกยาว
1.8-4 เซนติเมตร แต่ละช่อมี 2-10 ดอก บานทีละดอก กลิน่ หอม บานตอนกลางคืน ร่งุ เช้าร่วง กลีบเล้ยี ง
หนาและเหนียว ปลายเรียวเลก็ โคง้ ยาว 3-4 เซนติเมตร จะหุ้มดอกตมู มิด เช่อื มติดกนั เป็นหลอดโค้งปลาย
แหลม เมือ่ ดอกบานจงึ มีรอยแตกทางดา้ นล่าง มีลักษณะเปน็ กาบหุม้ กลบี ดอก ตดิ กนั เป็นท่อ ปลายขยาย
ออกเป็นรปู ระฆงั และแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกเชอื่ มติดกนั ยาว 16-18 เซนตเิ มตร หลอดกลบี ดอกยาว
13-14 เซนตเิ มตร ส่วนโคนแคบคล้ายหลอด สีเขียวอ่อน ส่วนบนบานออกคลา้ ยกรวยสขี าวแกมชมพู แฉก
กลบี ดอกมี 5 กลีบ รปู ไข่ ยาว 3-4 เซนติเมตร ขอบกลบี ย่น เปน็ คล่นื ดอกสขี าว ดอกตูมสีเขียวออ่ นๆ โคน
กลบี มสี ีนา้ ตาลปน เกสรเพศผู้ 4 อัน ติดอยู่ทด่ี ้านในของทอ่ กลบี ดอก ปลายแยกมีขนาดสนั้ 2 อัน ยาว 2 อนั
และมเี กสรเพศผู้ทเี่ ป็นหมนั 1 อัน รปู ร่างเป็นเส้นเรียวเลก็ รูปเส้นดา้ ย ยาวประมาณ 1 เซนตเิ มตร อับเรณูยาว
ประมาณ 1 เซนตเิ มตร สีเทาดา จานฐานดอกรูปเบาะ เปน็ พตู ืน้ ๆ เกสรเพศเมยี 1 อัน
ผล เป็นฝัก ช่อละ 3-4 ฝกั แบน รูปขอบขนาน โค้ง บดิ เปน็ เกลยี ว ยาว 40-60 เซนติเมตร พบตามป่า ทุ่ง ไร่
นา ปา่ เบญจพรรณออกดอกชว่ งเดือน มนี าคมถึงมิถุนายน กลบี ดอกบานใช้ตม้
ประโยชน์ แกน่ บารุงระบบภายในร่างกาย คอื หัวใจ และ แก้เลือดออกตามไรฟัน
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก Wikipedia, phargarden.com
ตน้ จนั ผา
ชอ่ื วงศ์ Ruscaceae
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Dracaena cocbinchinensis (Lour.) S.C. Chen
ลกั ษณะท่วั ไป จันผา หรอื จนั ผา เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ แต่ไม่ผดั ใบ ลา
ต้นกลม ๆ คล้ายตน้ หมาก และเปลือกมีสีเทา เป็นไมป้ ระดบั ทีม่ ีอยู่
แถบตามป่าเขาในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะนยิ มปลูกประดับไว้ท่ีสนาม
หญ้า และใชต้ กแต่งร่วมกับสวนหนิ จันผาน้นั มีหลายชอ่ื บา้ งกเ็ รยี กวา่ "จันแดง" หรือ "ลักจ่ัน" ชอบขน้ึ บรเิ วณ
หน้าผา
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ มคี วามสงู ประมาณ 5 - 7 ฟุต
ใบ ใบเด่ยี ว เรยี งเวียนสลบั ถี่ ๆ ท่ีปลายกิง่ จะมีการแตกใบตรงบริเวณยอด ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะเปน็ รูป
หอก ขนาดใบเรียวและยาว ปลายใบจะมีรปู แบบแหลมใบยาวประมาณ 45-50 cm และมคี วามกวา้ งท่ี
ประมาณ 4-5 cm
ดอก ดอกสขี าวนวลตรงกลางดอกมจี ุดสีแดง มกี ลิ่นหอม ออกเป็นชอ่ แบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ตามซอกใบท่ี
ปลายกง่ิ มีดอกจานวนมาก กลบี ดอก 6 กลีบ
ผล ผลสด ทรงกลมขนาดเลก็ อยู่รวมกันเป็นพวง ผลอ่อนสีเขยี ว ผลแกส่ แี ดงคลา้ มีเมลด็ เดียว
การขยายพนั ธ์ุ เพาะเมลด็ และปักชา
ประโยชน์ แก่นบารุงระบบภายในร่างกาย คือ หวั ใจ และ แก้เลอื ดออกตามไรฟนั
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก Wikipedia
ต้นจามจรุ ี
ชอื่ วงศ์ LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Samanea saman (Jacq.) Merr.
ชื่อสามัญ East Indian walnut/ Rain tree/ Monkey Pod
ชอ่ื ท้องถ่นิ กา้ มกราม(กลาง) / กา้ มกงุ้ (กทม.,อตุ รดติ ถ)์ / กา้ มป(ู กทม.,
พษิ ณโุ ลก)/ จามจรุ ี(กทม.,ตราด)/ ฉาฉา(กลาง,เหนือ) / ต๊ดุ ต(ู่ ตราด)/ ลงั ,
สารสา, สาสา(เหนือ) ไมต้ น้ ขนาดใหญ่ แตกกง่ิ ต่า เรือนยอดแผก่ วา้ งโคง้ ตรงกลางและลาดลงหาขอบคลา้ ยรูปรม่
ลาต้น ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-20 เมตร ผลัดใบเรอื นยอดแผ่เปน็ พ่มุ กวา้ งคล้ายรม่ โคนตน้ เป็นพูพอน
ต่า เปลอื กสีน่าตาลปนเทา แตกตามยาวขรุขระไม่เปน็ ระเบยี บ
ใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชนั ปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงขา้ ม มี 2-10 คู่ ใบรปู ไข่รปู รีหรอื คลา้ ย
รปู สเี หลียมขนมเปียกปนู กวา้ ง 1-2.5 ซม. ยาว 1.5-5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบบดิ เบยี ว ผวิ ในด้านบนสี
เขียวเขม้ เปน็ มนั ดา้ นล่างมขี นน่มุ ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบข้างละ 7-8 เส้น ไมม่ ีกา้ นใบยอ่ ย
ดอก สเี หลอื งปนเขยี ว กลีบเลยี ง 7-8 กลีบ กลีบดอกโคนเชือมตดิ เปน็ ถ้วย ปลายแยก 5 แฉกเปน็ รปู
แตร เกสรเพศผู้จ่านวนมาก ยาวโผล่พ้นกลบี ดอก สีชมพอู อ่ น บรเิ วณโคนมีสีขาว ดอกออกเป็นชอ่ แบบชอ่
กระจกุ แนน่ ตามซอกใบใกล้ปลายกงิ ชอ่ ดอกยาว 3 ซม. ช่อดอกรวมบานเต็มทีกว้าง 5-6 ซม. ดอกยอ่ ยขนาด
เลก็
ผล เป็นฝักแหง้ รปู ขอบขนาน สนี า่ ตาลดา่ กวา้ ง 1.5-2.4 ซม. ยาว 15-20 ซม. คอดเปน็ ตอนระหวา่ งเมลด็
เมลด็ แบนสนี า่ ตาลเขม้ ปนดา่ เป็นมนั กวา้ ง 6 มม. ยาว 10 มม.
การขยายพันธุ์ เพาะเมลด็
ประโยชน์ เปลอื กต้นปน่ ละเอียดเป็นยาสมานแผล - เปลอื กตน้ และเมลด็ รกั ษาอาการบิด ทอ้ งเสยี ใบแกป้ วด
แสบปวดร้อน, เมล็ดแก่แกโ้ รคผวิ หนงั , เปลอื กสมานแผลในปากคอ แก้ท้องรว่ ง, ฝักแกเ่ ปน็ อาหารสัตว์, ใบแห้ง
ใชเ้ ป็นสว่ นผสมของดิน
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก Wikipedia, royalparkrajapruek.org
ตน้ แจง ช่อื วงศ์ Asclepiadaceae
ชอื่ วิทยาศาสตร์ Maerua siamensis (Kurz) Pax.
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ชอื่ สามญั East Indian walnut/ Rain tree/ Monkey Pod
ชอ่ื พอ้ ง Niebuhria siamensis Kurz
ชอื่ ท้องถ่นิ แกง(นครราชสีมา) หรือแกง้
ลาต้น : เป็นไมย้ ืนตน้ ขนาดกลาง สงู 3-10 เมตร ลาต้นเกล้ียง เปลือกสีเทาดา แตกกิง่ แขนงมากมาย
ใบ : ใบประกอบแบบนิว้ มือ ออกสลบั กัน มใี บย่อย 3-5 กา้ น ใบยาว 1.5-6.5 เซนตเิ มตร ใบย่อยเกอื บไร้กา้ น
รูปไข่กลับ ใบ รปู หอกเรยี วเลก็ ลับหรอื ขอบขนาน สีเขยี วเข้มทบึ กวา้ ง 1-3 เซนตเิ มตร ยาว 3-13
เซนติเมตร ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบมน ผิวใบเรียบ ก้านใบย่อยสนั้
ดอก : ชอ่ แบบกระจกุ หรอื ดอกเดีย่ ว จะเกิดตามก่ิงและปลายกิ่ง ช่อสนั้ ๆ ดอกยอ่ ยมีสเี ขยี วอมขาว ก้านดอก
ยาว2-6 เซนติเมตร มใี บประดับ รปู รบิ บิน้ ขนาดเล็ก กลีบเล้ยี ง 4-5 กลบี โคนเช่อื มกัน รูปขอบขนานยาว
0.7-1 เซนตเิ มตร. ปลายกลีบแหลม ผวิ กลบี เรยี บ ขอบกลีบเป็นขนน่ิม ไม่มกี ลบี ดอก ดอกบานเต็มท่ี
เสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร. เกสรเพศผู้ 9-12 อนั กา้ นเกสรยาว 10-15 มิลลเิ มตร. อับ
เรณูรูปขอบขนาน ยาว 1.5-2 มิลลิเมตร. ปลายอับเรณเู ปน็ ต่ิง ก้านชูเกสรเพศเมยี ยาว 1.5-2 เซนตเิ มตร. รัง
ไขร่ ูปทรงกระบอก ยาว 1.5-2 มิลลิเมตร
ผล : ออกเดือนมนี าคม - พฤษภาคมทุกปี เปน็ ผลสด รปู รี หรือทรงกลมเทา่ หวั แม่มอื บดิ เบ้ียว
เล็กน้อย เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 เซนตเิ มตร ก้านผลยาว 4.5-7.5 เซนติเมตร. เมื่อผลสุกจะมสี เี หลือง
เข้ม ภายในผลจะมีเมล็ดประมาณ 2-3 เมล็ด
เมลด็ : เมล็ดรูปไต
ขยายพนั ธ์ุ : เมลด็
สถานภาพท่ีเหมาะสม : ชอบแสงแดดจัด ข้ึนไดด้ ีในดนิ รว่ น ชอบขึน้ ตามเขาหนิ ปนู ระดับความสูงไม่เกิน
400 เมตร แหลง่ ทพี่ บ/ระบบนิเวศนเ์ กดิ ตามป่าดงดบิ แล้งและปา่ โปร่งทว่ั ไป
ประโยชน์
1.ไม้สีขาวอ่อนและล่อนเป็นกาบๆ นยิ มนาเอามาเผา่ ถา่ น ใชท้ าถ่านทีม่ ีคุณภาพดี และนาถา่ นมาทาดนิ
ปนื นอกจากนีย้ งั นิยมนามาทาถ่านอดั ในบง้ั ไฟ
2.ใบของต้นแจงนนั้ สมัยก่อนนามาใชเ้ ป็นเชือ้ เพลิงเผาขนสัตว์
3.ยอดอ่อนของต้นแจงสามารถนามาดองกอ่ นจึงจะรับประทานได้ หรือที่ภาษาอีสานเรียกว่าคั้น
สม้ เช่นเดียวกับการกินยอดผักกมุ่ ทต่ี ้องนาไปดองหรอื คั้นส้มก่อนรับประทาน เน่อื งจากขณะที่ยังสดๆ “มี
สารกลมุ่ ไซยาไนด”์ แต่เม่ือนาไปดองหรอื คน้ั ส้ม สารเหล่าน้จี ะถูกทาใหส้ ลายตัวไป คนอสี านเช่อื ว่าถา้ ไดก้ ิน
คนั้ สม้ ของยอดอ่อนของตน้ แจงปีละคร้งั จะชว่ ยใหไ้ มเ่ ขา้ สู่ สภาวะสายตายาว หรอื แกเ่ ฒ่าแล้วยงั มองเห็นอะไรๆ
ไดอ้ ย่างชดั เจน โดยไม่ต้องพึ่งแว่นสายตายาว
4.ภูมิปญั ญาในการผลิตลกู แป้งหรอื แปง้ ขา้ วหมากของบางหมู่บ้าน มกี ารใชล้ าตน้ ของต้นแจงเปน็ ส่วนผสมที่
สาคัญในการผลติ ลกู แปง้ ด้วย
สรรพคณุ ด้านสมนุ ไพร
1. รากปรุงรับประทานเป็นยาบารุงกาลัง แกป้ สั สาวะพกิ าร แกก้ ระษยั ปวดเมอ่ื ย ขับปัสสาวะ นามาตม้ เอาไอ
น้าอบแกบ้ วม เปลือก ราก และใบ ต้มน้าด่ืมแก้ดีซา่ น หน้ามดื ตาฟาง ไข้จับส่ัน
2.ต้น มคี ุณสมบัติเหมือนราก แตม่ ีคุณสมบตั มิ ากกวา่ รากตรงทแ่ี ก้แมงกินฟนั ทาใหฟ้ ันทน
3.ใบ และยอด ตาใช้สฟี ัน แกแ้ มงกนิ ฟนั ทาใหฟ้ นั ทน และแกไ้ ข้
4.เปลือก บารุงกาลัง แกห้ นา้ มืดตาฟาง แก้ปสั สาวะพิการ แกก้ ระษัยปวดเมือ่ ยตามรา่ งกาย และเปลอื กไม้
5.แกน่ แก้ไข้ตวั ร้อน
6.ใชท้ ง้ั ห้าแกไ้ ขจ้ บั ส่ัน แก้ดพี กิ าร แก้รอ้ นในกระหายน้า
7.ยอดออ่ นนามาต้ม ล้างหน้าแก้ตาฝ้าฟาง
8.สามารถนามาทาลกู ประคบสาหรับหญิงทคี่ ลอดลูกเพ่อื ลดความปวดเม่อื ยลา้ ประกอบดว้ ย 1.ใบแจง 2.ใบ
มะขาม 3.ไพร 4.หัวหอม และ 5 เกลอื แก้อมั พฤต-อัมพาตเข้าลูกประคบ แกฟ้ กช้า แกข้ ัดเบา
9.เอาตน้ แจงทงั้ ๕ หนัก ๓ ตาลงึ ชะพลู หนกั ๓ ตาลงึ แก่น ไม้สัก ๓ ตาลงึ ตัวยาทั้ง๓ น้ี ใสห่ มอ้ ดิน กับน้า ๓
สว่ น ต้มเคีย่ ว ใหเ้ หลือ ๑ สว่ น ใช้น้ายารบั ประทาน เช้า-เย็น แกข้ ัดเบาได้ผลชะงกั
สารออกฤทธทิ์ พ่ี บ : Chemiebase
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก www3.rdi.ku.ac.th
ตน้ ชงโค
ชอื่ วงศ์ FABACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia purpurea L.
ชื่อสามญั Orchid Tree , Purple Bauhinia
ชอ่ื อน่ื ๆ เส้ยี วดอกแดง (ภาคเหนอื ), เส้ยี วหวาน (แมฮ่ อ่ งสอน)
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ไมย้ นื ต้น ลาตน้ สูงประมาณ 5-15 เซนติเมตร เสน้ รอบวงประมาณ 43-50 เซนติเมตร ลาต้นสนี า้ ตาล
เทา ผวิ ลาตน้ ขรุขระ
ใบ ใบเดย่ี ว การเรยี งตวั ของเส้นใบรา่ งแหแบบขนนก ใบรปู หัวใจ ปลายใบเวา้ บุ๋ม โคนใบรูปหวั ใจ ขอบใบเรยี บ
เนอ้ื ใบคล้ายเยอ่ื ใบเรยี งแบบสลับ ด้านบนแผน่ ใบเกล้ียง ใบด้านบนสเี ขยี วเข้ม ท้องใบสีเขียว ใบอ่อนสีเขยี ว
อ่อน ใบแกส่ เี ขยี วเขม้ ใบกว้างประมาณ 7.5-8.6 เซนตเิ มตร ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร
ดอก ดอกช่อกระจะ กลีบดอกในตาดอกเรยี งจรดกนั กลีบดอกแยกออกจากกัน กลบี ดอกสีชมพู หรือสีบานเย็น
มกี ลบี ดอก 5 กลีบ มีกลีบเลีย้ ง 5 กลบี แกสรตวั ผู้ 3 อนั เกสรตัวเมยี 1 อัน
ผล ผลแหง้ แกแ่ ตกแบบฝักถ่วั ผลออ่ นสีเขยี ว ผลสุกสีนา้ ตาล ผลแก่สีนา้ ตาลดา ผลมขี นาดกวา้ งประมาณ 1.3-
1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร
เมลด็ คอ่ นขา้ งแบน กว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-25 เซนตเิ มตร มี 10 เมล็ดใน
หน่ึงผล
การขยายพนั ธ์ุ การเพาะเมลด็ การตอนก่งิ การปักชา
การใช้ประโยชน์ ดอกเป็นยาระบายขบั พษิ ไข้, รากตม้ เป็นยาระบาย, ใบตม้ รกั ษาอาการไอ ปลูกเป็นไม้ประดบั
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก srdi.yru.ac.th
ต้นตะแบก
ช่ือวงศ์ LYTHRACEAE
ชอื่ วิทยาศาสตร์ Lagerstroemia floribunda Jack.
ชอ่ื สามญั Bungor.
ช่อื อ่ืน ๆ กระแบก (สงขลา), ตราแบกปร้ี (เขมร), ตะแบกไข่
(ราชบุรี, ตราด), ตะแบกนา ตะแบก (ภาคกลาง, นครราชสมี า),
บางอตะมะกอ (มลายู-ยะลา, ปตั ตาน)ี , บางอยะมู (มลายู-นราธิวาส), เป๋ือยนา (ลาปาง), เป๋ือยหางค่าง (แพร)่
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น สูง 15 – 20 เมตร เรือนยอดเปน็ พุม่ กลม โคนต้นเปน็ พูพอนสูง เปลือกตน้ เรียบเปน็ มนั สีเทาหรอื สี
เทาอ่อนอมขาว มีแผลเป็นหลมุ ต้นื ๆ ตลอดลาต้น
ใบ ใบเด่ยี ว เรยี งตรงข้าม ใบรูปใบหอก กวา้ ง 5-8 เซนติเมตร ยาว 12-20 เซนตเิ มตร ปลายใบแหลม โคนใบ
รูปลม่ิ ชอบใบเรียบหรือเปน็ คลนื่ เลก็ นอ้ ย แผน่ ใบหนา ใบเเก่เกลี้ยง ใบออ่ นสีชมพูหรอื แดง มีขนสน้ั
ดอก สชี มพอู ่อนหรอื ม่วงออ่ น ออกเป็นชอ่ แบบชอ่ เเยกแขนงตามซอกใบปลายก่ิง ช่อดอกยาว 30-40
เซนติเมตร กา้ นชอ่ ดอก และดอกตูมมีขนสีน้าตาลอ่อนปกคลมุ กลีบเลย้ี งมี 10-12 สัน ปลายแยก 5-6 กลีบ
มขี นสนี า้ ตาลด้านนอกและปลายกลีบด้านใน กลีบดอก 6 กลีบ ดอกบานเตม็ ที่กวา้ ง 2.5-3.5 เซนตเิ มตร
ผล ผลแห้งแตก รปู ไขส่ ีนา้ ตาล เเตกเปน็ 5-6 พู เมลด็ แบน สีน้าตาล มปี ีก
ประโยชน์ รากเป็นยาแก้ปวดกล้ามเนือ้ มไี ข่เปลอื กชงดื่มแกท้ อ้ งรว่ ง แกพ้ ษิ
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก wordpress.com
ตน้ ตะลิงปลงิ
ชือ่ วงศ์ Oxalidaceae
ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Averrhoa bilimbi
ช่อื สามัญ Bungor.
ช่อื อนื่ ๆ กะลิงปรงิ หลิงปริง (ภาคใต้) บลิมงิ (มาเลเซยี )
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ไมพ้ มุ่ ขนาดกลาง สงู ประมาณ 5-10 เมตร แตกกง่ิ ก้านสาขามาก ก่ิงก้านเปราะหกั ง่าย มีขนนมุ่ ตาม
กงิ่ ใบ เปน็ ใบประกอบแบบขนนกมใี บยอ่ ยเรยี งตวั กันเปน็ คู่
ใบ ใบย่อยรปู หอก ปลายใบแหลม โคนมน จะเรียงจากขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่ ที่โคนจะมขี นาดเล็ก ใบกว้าง
ประมาณ 1 เซนตเิ มตร ยาว 2-5 เซนตเิ มตร มีสีเขียวอ่อนมขี นนมุ่ ๆ ปกคลุมอยู่
ดอก ออกเป็นช่อตามลาตน้ และกงิ่ (ดอกขนาดเล็กหลายชอ่ ) แต่ละชอ่ ยาวราว 6 นวิ้ ดอกมี 5 กลีบ มีสีแดง
เขม้ มกี ลบี เล้ยี ง 5 กลีบสเี ขียวอมชมพู เกสรกลางดอกมสี เี ขยี วแดง ดอกมกี ลิน่ หอม
ผล กลมยาวเส้นผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผลสเี ขียว เปน็ พูตามความยาวผล 5 ร่อง ออกเป็นช่อ
หอ้ ย เมื่อสุกมสี ีเหลือง ฉ่าน้า เมล็ดแบน ผลมีรสเปรี้ยวจดั ประโยชน์
ประโยชน์ ราก เปน็ ยาแกป้ วดกล้ามเนื้อ มีไข่เปลือกชงดม่ื แกท้ ้องรว่ ง แกพ้ ิษ รกั ษาคางทมู โดยใช้ใบสด 1 กา
มอื ตาให้ละเอียด ผสมนา้ เล็กนอ้ ย พอกบริเวณที่บวม
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ขอ้ มูลจาก wordpress.com
ตน้ ทองอไุ ร
ชอื่ วงศ์ BIGNONIACEAE
ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Tecoma stans (L.) Kunth
ชือ่ สามัญ Yellow bell/ Yellow elder/ Trumpet vine
ช่ืออื่น ดอกละคร(เชียงใหม่)/ พวงอุไร(กทม.)/ สรอ้ ยทอง(กทม.
,กลาง)
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ไม้พุ่ม สูง 2-5 เมตร ไมผ่ ลัดใบ บางครง้ั มลี ักษณะเป็นพุ่มเรือนยอดทรงกลมหรอื รปู ไข่ เปลอื กต้นสี
นา้ ตาลอ่อน
ใบ ประกอบแบบขนนก ปลายคี่ เรียงตรงขา้ มกนั ใบย่อย 5-13 ใบ รูปใบหอกหรอื รูปไขแ่ กมรูปขอบ
ขนาน กว้าง 2-3 ซม. ยาว 3-8 ซม. ปลายใบแหลมโคนใบสอบ ใต้ใบมีขนละเอยี ด ขอบใบจกั ฟนั เล่ือย
ดอก สีเหลอื ง ออกดอกเปน็ ช่อแบบช่อกระจะแยกแขนงทีป่ ลายก่ิง กลบี ดอกรว่ งง่าย กลบี เล้ียงรูปถว้ ย ปลาย
แยกเป็น 5 แฉก โคนกลีบดอกเช่อื มติดกันเปน็ หลอด ยาว 3-4 ซม. ปลายแยกเป็น 5 กลบี คล้ายรูปแตร
ผล เป็นฝกั เกอื บกลม ขนาดประมาณ 1 เซนตเิ มตร ยาว 12-14 ซม. เมอื่ แก่จะแตกออก เมล็ดแบน สีน้าตาล
อ่อน
การใชป้ ระโยชน์ : เป็นไมป้ ระดบั ประโยชน์ทางเภสัช พบขอ้ มลู ในต่างประเทศวา่ ใช้ในการรักษา
โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับปัญหาทางเดินอาหาร
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ข้อมูลจาก royalparkrajapruek.org
ต้นนนทรปี า่
ชือ่ วงศ์ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Peltophorum dasyrrhachis (Miq.) Kurz
ชือ่ สามญั Copper pod, Yellow flame, Moulmein
Lancewood, Yellow Poinciana
ชือ่ อื่น อะราง ร้าง อะล้าง คางรุ้ง ซ้าขม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ นนทรี เปน็ ไม้ยืนตน้ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีลาตน้ สงู ประมาณ 15 – 30 เมตร ลาตน้ แตกกิ่งก้าน
เปน็ ทรงพมุ่ รูปทรงกลม มที รงพุ่มหนาทึบ และแตกกงิ่ แขนงใหญต่ ง้ั แตร่ ะดับลา่ งของลาต้น เปลอื กลาตน้ ดา้ น
นอกมีสีเทาอมนา้ ตาล เปลือกดา้ นในมีสีแดงเรื่อ เปลือกลาต้นเปน็ สเี ทาอมสดี า เปลอื กหนา และแข็ง เปลอื ก
แตกเป็นร่องลึกตามแนวยาวของลาต้น กงิ่ ออ่ นมขี นสีนา้ ตาล
ปก กง่ิ แก่เรียบ ไมม่ ขี นปกคลมุ ก่งิ ค่อนขา้ งเปราะ และหัก
ง่าย สว่ นเน้อื ไม้เป็นไมเ้ น้อื แข็ง เนอ้ื ไมม้ สี ีนา้ ตาลอมแดง
ใบ ใบนนทรี เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชน้ั ชนิดใบคู่ (ใบ
สุดท้ายมี 2 ใบ) ประกอบดว้ ยก้านใบหลักชน้ั ท่ี 1 ทีแ่ ตก
ออกมาบริเวณปลายกิ่ง ยาวประมาณ 20-30 เซนตเิ มตร
แต่ละก้านใบหลักมกี ้านใบหลักชนั้ ท่ี 2 เรียงกนั เป็นคู่ ๆ ตรง
ข้ามกัน 10-15 คู่ แตล่ ะกา้ นใบหลักชน้ั ท่ี 2 ยาวประมาณ
8-10 เซนตเิ มตร และกา้ นใบดา้ นล่างมีขนสีน้าตาลอมแดงปกคลุม ซงึ่ บนกา้ นใบหลกั ชัน้ ที่ 2 ประกอบดว้ ยใบ
ยอ่ ยเรียงกนั เปน็ คู่ ๆ ตรงขา้ มกนั 10-18 คู่ ใบย่อยมกี ้านใบสนั้ แผน่ ใบย่อยมรี ปู ขอบขนาน ขนาดใบกวา้ ง
ประมาณ 0.5 เซนตเิ มตร และยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ฐานใบ และปลายใบมน แตเ่ ว้าตรงกลางของ
ปลายใบเลก็ น้อย แผ่นใบคอ่ นข้างแขง็ และเปราะหกั ง่าย แผน่ ใบ และขอบใบเรียบ แผน่ ใบด้านบนมีสเี ขียวเข้ม
ส่วนแผ่นใบดา้ นล่างมีสเี ขียวซดี และมีขนสนี ้าตาลอมแดงเลก็ นอ้ ย
ดอก นนทรี ออกดอกเป็นชอ่ บรเิ วณปลายยอด ประกอบด้วยก้านชอ่ ดอกหลกั และแตกก้านชอ่ ดอกแขนงออก
โดยรอบ กา้ นช่อดอกหลกั ยาวประมาณ 20-30 เซนตเิ มตร และแตกกา้ นช่อดอกแขนง กวา้ งประมาณ 15-
20 เซนติเมตร แตล่ ะกา้ นช่อดอกแขนงจะประกอบด้วยดอกย่อยทเ่ี รยี งซอ้ นกัน 15-30 ดอก ดอกยอ่ ยออ่ น
หรือดอกตูมมีลักษณะทรงกลม ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ประกอบดว้ ยกลีบเลย้ี งสนี า้ ตาล จานวน 5 กลีบ
ห่อหมุ้ กลบี ดอกไว้ ดอกเมอื่ บานจะแผก่ ลีบดอกออก จานวน 5 กลีบ กวา้ งประมาณ 2 เซนตเิ มตร แผ่นกลบี
ดอกมสี ีเหลอื งสด แผ่นกลบี และขอบกลีบโค้งเวา้ เป็นลูกคล่ืนหรอื ย่น โคนกลบี ดอกมขี นสีน้าตาลอมแดง
เล็กนอ้ ยปกคลมุ ถัดมาดา้ นในเป็นเกสรตวั ผู้ จานวน 10 อัน ส่วนเกสรตัวเมยี มี 1 อนั มีปลายเกสรเป็นก้อนสี
เขยี ว ส่วนดา้ นลา่ งเปน็ รังไขท่ ต่ี ดิ กบั ฐานดอก ท้งั นี้ นนทรีจะเริ่มออกดอกประมาณเดอื นมกราคม และทยอย
บานต่อเน่ืองจนถงึ เดอื นมีนาคม ซึง่ หลงั จากนนั้ ดอกจะร่วงหมดตน้
ผล ผลนนทรี เรยี กเปน็ ฝัก ฝักมีรูปหอก แผ่นฝกั แบน และเป็นขอด 1-8 ขอด ขนาดฝกั กว้างประมาณ 2-3
เซนตเิ มตร และยาวประมาณ 10-15 เซนตเิ มตร โคนฝักสอบแคบ ปลายฝักแหลมเปน็ ต่งิ เปลอื กฝักบาง แต่
เหนียว และแขง็ ฝกั อ่อนมีสเี ขียว เมอ่ื แกจ่ ะเร่มิ เปลยี่ นเปน็ สีน้าตาลอมแดง โดยจะเรม่ิ สีบรเิ วณขอดของฝักกอ่ น
จากนน้ั จะเปล่ยี นเป็นสนี ้าตาลอมแดงจนท่ัวฝัก ภายในฝกั มีเมล็ด 1-8 เมลด็ ตามจานวนของขอดบนฝัก
เมล็ด มลี กั ษณะแบน ขอบเมล็ดลบี แหลม เปลือกเมล็ดมีสนี า้ ตาลอมแดง เปลือกค่อนข้างบาง แต่แข็ง ท้งั น้ี ฝัก
นนทรจี ะเรมิ่ ติดฝกั ตั้งแต่หลังดอกบานต่อเนอ่ื งตง้ั แตเ่ ดือนกุมภาพันธ์ และฝักจะแกต่ อ่ เนือ่ งตั้งแตเ่ ดือน
เมษายน-พฤษภาคม
การขยายพนั ธุ์ เพาะเมลด็
การใชป้ ระโยชน์
1. ต้นนนทรีแตกกงิ่ แขนงจานวนมาก แลดูเปน็ ทรงพมุ่ หนา ช่วยใหเ้ ปน็ ร่มเงาบงั แดดได้ดี จงึ นิยมปลูกไวใ้ น
สถานที่ราชการต่าง ๆ อาทิ ตามโรงเรยี น มหาวทิ ยาลยั วดั วาอาราม และทร่ี าชการ เปน็ ต้น
2. นอกจากปลกู เพอ่ื ใหร้ ่มเงาแลว้ นนทรถี อื เปน็ ไมป้ ระดบั อกี ชนิด เพราะออกดอกดก ออกดอกเป็นชอ่ ใหญ่
ดอกมีสีเหลอื งสวยงาม
3. ต้นนนทรมี แี กน่ หรือเนื้อไมเ้ ปน็ ไมเ้ นื้อแข็ง เน้ือไมม้ ีสีน้าตาลอมชมพูหรือน้าตาลอมแดงเร่อื จึงนิยมนามา
แปรรปู เป็นเฟอรน์ เิ จอรต์ ่าง ๆ รวมถงึ ใชง้ านงานกอ่ สร้าง อาทิ ไมป้ ูพ้ืน ไม้ฝ้าเพดาน ไม้วงกบ เปน็ ต้น
4. เปลอื กลาต้นใช้ตม้ ย้อมผ้า ให้ผา้ สีส้มอมชมพหู รอื นา้ ตาลอมชมพู
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ข้อมูลจาก prayod.com
ต้นประดกู่ ิง่ ออ่ น
ช่อื วงศ์ LEGUMINOSAE – PAPILIONOIDEAE
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Pterocarpus indicus Willd.
ชื่อพอ้ ง Artocarpus heterophyllus Lam.
ช่อื สามัญ Indian rosewood
ช่ืออ่ืน: ดู่บา้ น (ภาคเหนอื ), ประด่บู ้าน ประดลู่ าย อังสนา (ภาคกลาง),
สะโน (มาเลย์-นราธวิ าส)
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ สงู 15 – 30 เมตรเรือนยอดรูปกลมหรอื รูปรม่ ทบึ ปลายก่ิงจะหอ้ ยยอ้ ยลงเปลือกสีนา้ ตาลคล้า แตก
เป็นสะเดด็ ทัว่ ไป เปลือกในมีนา้ เลียงสีแดง
ใบ ใบประกอบขนนก เป็นช่อเรยี งสลบั ชอ่ ยาว 12-20 ซม. ช่อหนง่ึ ๆ มใี บย่อยทตี่ ิดเยอื งกัน 4 – 10 ใบ
ปลายสุดของช่อจะเปน็ ใบเดยี่ ว ๆ รปู ทรงรี รปู ไข่หรือรูปไข่แกมรูปหอก กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 5-15 ซม. โคน
ใบผายกวา้ ง แล้วค่อยๆ สอบไปทางปลายใบ เนอื ใบหนา เลียงทงั สองด้าน เส้นแขนงใบถโ่ี ค้งไปตามรปู ใบ เปน็
ระเบียบ ขอบใบเรยี บ
ดอก เปน็ ดอกสมบูรณเ์ พศ รปู ดอกถ่วั สีเหลอื ง กลิ่นหอมอ่อน ออกรวมกนั เปน็ ชอ่ ตามง่ามใบหรอื ปลายกิง่ ช่อ
ยาว 20 – 30 เซนตเิ มตร
ผล รูปโล่ มคี รบี เปน็ แผน่ กลม ตรงกลางนนู กว้าง 3 – 4 เซนติเมตร
การขยายพนั ธุ์ เพาะเมลด็
ประโยชน์
เนอื ไมส้ ีแดงอมเหลือง มเี สน้ แกก่ วา่ สีพืนผา่ น เสียนสนเปน็ รวิ เนอื ละเอยี ดปานกลาง แข็งแรงและทนทาน ไส
กบตบแตง่ งา่ ยและชกั เงาได้ดี ใช้ท้าสงิ่ ปลกู สร้างบ้านเรือน ด้ามเคร่อื งมอื เครื่องใชท้ างการเกษตร เครือ่ ง
ดนตรี เปลือกใหน้ า้ ฝาดส้าหรับฟอกหนัง และใหส้ ีนา้ ตาลส้าหรับย้อมผา้ แก่นให้สีแดงคลา้ สา้ หรับย้อมผา้
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มูลจาก rspg.org, Wikipedia
ตน้ ผักหวานบา้ น
ชอ่ื วงศ์ Euphorbiaceae
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Sauropus androgynus (L.) Merr.
ชื่อพอ้ ง Sauropus albicans
ชอื่ อ่นื ๆ ผกั หวานใต้ใบ (สตลู ) มะยมป่า (ประจวบครี ีขนั ธ์)
ก้านตง ใต้ใบใหญ่ จา๊ ผกั หวาน ผกั หลน (เหนือ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น กลมหรือคอ่ นขา้ งเปน็ เหล่ียม ตง้ั ตรง
เปลอื กต้น ขรุขระ สนี ้าตาล กิง่ ออ่ นสเี ขยี วเขม้ ผิวเรยี บ แตกกงิ่
ก้านระนาบกับพ้ืนหรือเกือบปรกดิน กงิ่ เรียวงอเลก็ น้อยตามข้อ
ใบ มเี ดีย่ วเรยี งสลับ ด้านบนสเี ขียวเขม้ ด้านลา่ งสเี ขียวออ่ น
รปู ไข่แกมขอบขนาน รูปขอบขนาน หรอื รูปคล้ายขนมเปียกปนู ยาว 4-8 เซนตเิ มตร กว้าง 2-5 เซนตเิ มตร
โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ สเี ขียวเขม้ มีแถบสีขาวบริเวณกลางใบ ผวิ ใบเกล้ยี งท้ังสองด้าน มหี ใู บ
มีใบประดบั รปู สามเหล่ียมปลายใบแหลม
ดอก ดอกเดี่ยว แยกเพศ ออกบริเวณซอกใบ เรยี งตามกา้ นใบ โดยมีใบปรกอย่ดู า้ นบน ดอกขนาดเล็ก มี 2
ชนดิ ตอนบนของกงิ่ กา้ นจะเป็นดอกเพศเมยี ส่วนตอนล่างจะเป็นดอกเพศผู้ มีดอกเพศเมีย 1-3 ดอก ดอกเพศ
ผู้จ้านวนมาก ดอกเพศผู้มีกลบี เลีย้ ง 6 กลีบ กลบี ดอก 6 กลีบ รูปจานกลมแบน สีน้าตาลแดง ขนาด 0.5-1
เซนตเิ มตร เกสรเพศผมู้ ี 3 อนั ก้านเกสรเช่อื มติดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก ดอกเพศเมยี มรี ังไข่อย่เู หนอื วง
กลีบ ดอกสีเขยี วอมเหลือง มกี ลีบเลย้ี ง 6 กลบี รูปไข่กลับ เหลือ่ มซอ้ นกันคล้ายเรียงสองช้ัน ชั้นละ 3 กลีบ
กลบี เลีย้ งสีแดงเขม้ หรอื สีเหลืองจดุ ประสแี ดงเข้ม
ผลแห้ง แตกได้ ทรงกลมแป้น สเี ขียวออ่ น ฉ่้าน้า ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร เม่อื แกเ่ ตม็ ทม่ี ีสีขาวอม
เหลอื ง มกี ลีบเลย้ี งสีแดงตดิ คงทน ภายในผลแบง่ เป็น 6 พู แตล่ ะพูมี 1 เมลด็
เมลด็ เปน็ รูปครงึ่ วงกลม เปลือกเมลด็ สีน้าตาลเข้ม หนา และแขง็ พบตามปา่ ดิบ
แล้ง ปา่ ละเมาะ ท่รี กรา้ ง ป่าดบิ ช้นื ทโี่ ลง่ แจ้ง ตามเรอื กสวน ออกดอกตลอดปี
ยอดอ่อน เมอื่ ลวก นง่ึ ใชร้ บั ประทานเป็นผกั
การขยายพนั ธุ์ การปักช้า หรือ เพาะเมลด็
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก phargarden.com
ตน้ แฝก
ช่ือวงศ์ Poaceae
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Chrysopogon zizanioides
ชอ่ื พอ้ ง Vetiveria zizanioides (L.) Nash
ชือ่ สามญั Vetiver grass, Khuskhus, Cuscus, Sevendara
grass.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
แฝกเป็นพชื ทีม่ รี ะบบรากลกึ และแผ่กระจายลงไปในดินตรง ๆ เปน็ พชื ท่ีมีอายุไดห้ ลายปี ขึ้นเปน็ กอ
แนน่ มีใบเปน็ รูปขอบขนานแคบปลายขอบแหลม ยาว 35-80 เซนติเมตร มสี ่วนกวา้ ง 5-9 มิลลิเมตร
สามารถขยายพนั ธ์ุท่ไี ดผ้ ลรวดเรว็ โดยการแตกหน่อจากลาต้นใตด้ ิน ในบางโอกาสสามารถแตกแขนงและราก
ออกในสว่ นของกา้ นชอ่ ดอกได้ เมื่อหญ้าแฝกโนม้ ลงดินทาใหม้ กี ารเจรญิ เตบิ โตเป็นกอหญ้าแฝกใหมไ่ ด้ หญา้
แฝกมีอยู่ 2 สายพนั ธคุ์ ือ
หญา้ แฝกดอน รากไมม่ ีกลน่ิ , ใบโค้งงอ, สงู ประมาณ 100-157 เซนติเมตร ไดแ้ ก่ พันธ์รุ าชบรุ ี
ประจวบครี ีขันธ์ รอ้ ยเอด็ กาแพงเพชร 1 นครสวรรค์ และเลย
หญ้าแฝกลมุ่ ไดแ้ ก่ พนั ธส์ุ รุ าษฎร์ธานี กาแพงเพชร 2 ศรลี งั กา สงขลา 3 และพระราชทาน ฯลฯ
หญ้าแฝกหอม มรี ากท่ีมีกลนิ่ หอม, ใบยาวต้งั ตรง, สงู ประมาณ 150-200 เซนตเิ มตร
การใช้ประโยชน์
หากนามาปลูกติดตอ่ กันเป็นแนวยาวขวางแนวลาดเทของพื้นท่ี กอซึง่ อยเู่ หนือดินจะแตกกอตดิ ต่อกัน
เหมือนรว้ั ตน้ ไม้ สามารถกรองเศษพืชและตะกอนดนิ ซึ่งถูกนา้ ชะลา้ งพดั พามาตกทับถมดนิ ติดอยกู่ ับกอหญ้า
เกิดเป็นคันดนิ ตาม ธรรมชาติได้ หญา้ แฝกเปน็ พชื ที่มรี ะบบรากลึกเจริญเตบิ โตในแนวด่ิงมากกว่าออกทางดา้ น
ข้าง และมีจานวนรากมากจึงเป็นพชื ทที่ นแล้งได้ดี รากจะประสานติดตอ่ กนั แน่นหนาเสมือนมา่ นหรอื กาแพงใต้
ดิน สามารถกักเก็บน้าและความช้ืนได้ ระบบรากแผ่ขยายกว้างเพยี ง 50 เซนตเิ มตร โดยรอบกอเท่านนั้ ไมเ่ ปน็
อปุ สรรคตอ่ พชื ที่ปลูกข้างเคยี ง จัดเป็นมาตรการอนุรกั ษ์ดินและนา้ วิธีหนง่ึ ที่สามารถชว่ ยให้ดนิ มคี วามชื้นและ
รักษาหนา้ ดนิ เพ่อื ใชส้ าหรบั ปลูกพชื เศรษฐกิจ ซงึ่ การใช้หญา้ แฝกในการอนุรักษด์ นิ และนา้ ดังกลา่ วเปน็ วิธกี าร
ท่ีง่ายนอ้ ยมาก ซง่ึ จะเปน็ การนาไปสูก่ ารพัฒนาระบบเกษตรกรรมในเขตพ้นื ที่การเกษตรนา้ ฝนใหม้ ี ความม่ันคง
และยงั่ ยนื สามารถน้าวิธกี ารน้ไี ปใช้ในพื้นที่อ่นื ๆ เพอ่ื รกั ษาสภาพแวดลอ้ มและอนรุ ักษส์ ภาพแวดล้อมและ
อนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ เช่น พื้นทส่ี องข้างของทางคลองชลประทานอ่างเกบ็ น้า บ่อนา้ ปา่ ไม้ ป้องกนั ขอบ
ตลง่ิ คอสะพาน ไหล่ถนน เป็นตน้
การขยายพันธุ์ แยกหนอ่ เพาะเล้ียงเน้อื เยื่อ
หญา้ แฝกกับพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั
เมื่อวันที่ 25 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2536 IECAได้มีมตถิ วายรางวลั The International Merit Award แด่
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชในฐานะทท่ี รงเป็นแบบอยา่ งในการนาหญ้าแฝกมาใชอ้ นุรักษ์
ดนิ และน้า และเมือ่ วันท่ี 30 ตุลาคม พ.ศ. 2536 ผู้เชีย่ วชาญเร่อื งหญา้ แฝกเพอื่ การอนรุ กั ษด์ ินและนา้ แหง่
ธนาคารโลก ไดน้ าคณะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายแผ่นเกยี รตบิ ัตรเป็นภาพราก
หญ้าแฝก ชบุ สารดิ ซง่ึ เปน็ รางวลั สดุดีพระเกยี รติคุณ (award of recognition) ในฐานะที่ทรงมุ่งมั่นในการ
พฒั นาและสง่ เสรมิ การใชห้ ญ้าแฝกในประเทศไทย ได้รบั การตพี มิ พเ์ ผยแพร่ไปทั่วโลก
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มูลจาก chaipat.or.th, Wikipedia
ตน้ พญาสตั บรรณ
ช่อื วงศ์ Apocynaceae
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Alstonia scholaris (L.) R.Br.
ชอ่ื พอ้ ง -
ชอ่ื สามญั White Cheesewood.
ชื่ออน่ื ตีนเป็ด หัสบนั สัตบรรน จะบนั บะซา
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น เน้ือไมอ้ ่อนและก่งิ เปราะ ทุกส่วนของต้นมนี า้ ยางสขี าว
ใบ ใบเดี่ยวออกเป็นวงรอบก่ิง สว่ นมากมี 7 ใบ (สัตหรอื สตั ตะ แปลว่า 7) ใบยอ่ ยรูปขอบขนาน กว้าง 2 – 6
เซนตเิ มตร ยาว 8 – 14 เซนตเิ มตร ปลายใบมนหรือเปน็ ตง่ิ เลก็ นอ้ ย โคนใบมน แผ่นใบหนา ด้านบนสเี ขียว
เขม้ ดา้ นล่างสขี าวนวล
ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามปลายกิ่ง ช่อใหญ่ กลม ขนาด 10 – 20 เซนติเมตร ดอกยอ่ ยจ้านวนมาก โคน
กลีบติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเปน็ 5 แฉกสีขาวหรือขาวอมเขียว บานพรอ้ มกันทั้งช่อและนานหลายวัน สง่
กลนิ่ หอมอ่อนๆ ในช่วงเยน็ ออกดอกเดือนมกราคม – พฤษภาคม ต้นทีป่ ลกู อยู่ในท่ีช้นื แฉะดอกจะบานช้ากวา่
ตน้ ท่ีปลกู อยใู่ นทแี่ ลง้
ผล ผลแห้งแกแ่ ตกตามรอยประสาน ฝกั แบบถวั่ ผลออ่ นสีเขียว ผลสุกสนี ้าตาล ผลมขี นาดกวา้ งประมาณ 0.2-
0.3 มลิ ลเิ มตร ยาวประมาณ 20–55 มิลลิเมตร
ขยายพนั ธ์ุ เพาะเมล็ด ปกั ช้า
การใชป้ ระโยชน์ เปลือกตน้ แกห้ วัด แก้อาการไอ รักษาอาการหลอดลมอักเสบ
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ข้อมูลจาก srdi.yru.ac.th, Wikipedia
ต้นพยูง
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE- PAPILIONOIDEAE
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Dalbergia cochinchinensis Pierre.
ชอ่ื พ้อง -
ชอ่ื สามญั Siamese Rosewood.
ชอ่ื อืน่ ขะยงุ แดงจนี ประด่เู สน พยงุ
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ลำตน้ สูง 15-30 เมตร ทรงพมุ่ รปู ไข่หรอื แผ่กว้ำง โปรง่ เปลือกต้นสีเทำเรียบ แตกไม่เปน็ ระเบยี บ และ
หลุดรอ่ นเป็นแผน่ เปลอื กในสนี ำ้ ตำลแกมเหลอื ง เนอื้ ไม้มสี แี ดงอมมว่ งถงึ แดงเลือดหมแู ก่ เน้อื ละเอียด แขง็ แรง
ทนทำน
ใบ ประกอบแบบขนนกปลำยค่ี เรียงสลับ ใบย่อย 7-9 ใบ รปู ไข่หรอื รปู ใบหอก กว้ำง 3-4 เซนติเมตร ยำว 4-
7 เซนติเมตร ปลำยใบแหลมเปน็ ติ่งหู โคนใบมนกวำ้ ง ขอบใบเรยี บเปน็ คลืน่ เลก็ นอ้ ย แผ่นใบบำงแต่ค่อนขำ้ ง
เหนยี ว คล้ำยแผน่ หนัง แผน่ ใบดำ้ นบนสีเขียวเขม้ แผ่นใบด้ำนล่ำงสีเขยี วนวล แกนกลำงใบประกอบยำว 10-
15 เซนติเมตร เสน้ แขนงใบข้ำงละ 5-7 เสน้ ก้ำนใบยอ่ ยยำว 3-6 เซนตเิ มตร
ดอก ช่อแบบช่อแยกแขนง ออกทปี่ ลำยยอดหรือซอกใบใกลป้ ลำยยอด ช่อดอกตัง้ ขึ้น ยำว 10-20 เซนตเิ มตร
กลีบเล้ยี งเช่ือมตดิ กนั เปน็ รปู ระฆงั ขอบหยักซี่ฟนั ต้ืนๆ 5 จัก มีขนสน้ั กลีบดอกรูปดอกถั่ว สขี ำวนวล มีกลนิ่
หอมออ่ นๆ กลีบดอกยำว 0.8-1 เซนติเมตร ดอกบำนเตม็ ทก่ี ว้ำง 5-8 มิลลเิ มตร กลบี ดอก 5 กลบี เกสรเพศผู้
10 อัน เชื่อมตดิ กนั เปน็ 2 มัด ดอกรว่ งพร้อมกนั ภำยใน 2-3 วนั
ผลเปน็ ฝักแห้งไม่แตกออก ฝักจะร่วงหล่นโดยท่ีเมลด็ ยงั อยู่ในฝกั ฝักรูปขอบขนำน แบนบำง เกลี้ยง กว้ำง 1-
1.5 เซนตเิ มตร ยำว 4-5 เซนติเมตร ตรงกลำงมกี ระเปำะหมุ้ เมลด็
เมลด็ รูปไต สนี ้ำตำลเขม้ 1-4 เมลด็ ต่อฝกั ผวิ เมล็ดคอ่ นข้ำงมนั กว้ำงประมำณ 4 มม. ยำว 7 มม. ออกดอก
รำวเดือนพฤษภำคมถงึ กรกฎำคม ติดผลรำวเดือนกรกฎำคมถงึ กนั ยำยน พบตำมป่ำเบญจพรรณชื้น ปำ่ ดบิ แลง้
ท่ีควำมสงู 100-200 เมตร จำกระดับนำ้ ทะเล เนือ้ ไม้มีสสี นั และลวดลำยสวยงำมจนถือไดว้ ำ่ เป็นไม้ที่มรี ำคำ
แพงท่สี ดุ ชนิดหนงึ่ ในตลำดโลก เนื้อไม้พะยูงมคี วำมละเอยี ดเหนียว แขง็ ทนทำนและชักเงำได้ดี มีน้ำมันในตวั จงึ
มกั ใช้ทำเครอ่ื งเรือน เครอื่ งใชต้ ่ำง ๆ มีช่อื เป็นมงคล เช่ือว่ำปลกู ไวจ้ ะชว่ ยพยงุ ใหโ้ ชคดมี ีชยั
การใชป้ ระโยชน์ เนือ้ ไมส้ แี ดงอมมว่ ง ถึงแดงเลือดหมแู ก เนอื้ ละเอียด แข็งแรงทนทำน ขัดและชกั เงำได้ดี ใช้
ทำเคร่อื งเรอื น เกวียน เคร่ืองกลึงแกะสลัก ทำเคร่ืองดนตรี เช่น ซอ ขลยุ่ ลูกระนำด
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ข้อมูลจำก phargarden.com
ต้นพกิ ุล
ชอื่ วงศ์ SAPOTACEAE
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Mimusops elengi Linn.
ชอ่ื พอ้ ง Mimusops elengi var. parvifolia (R.Br.) H.J.Lam,
Mimusops parvifolia R.Br.
ชอ่ื สามญั Asian bulletwood, Bullet wood, Bukal, Tanjong
tree, Medlar, Spanish cherry
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ไม้ตน้ ขนาดกลาง สงู ประมาณ 8-15 ม. เรือนยอดแน่นทบึ เปลอื กต้นสีนา้ ตาลเทา มรี อยแตกระแหง
ตามแนวยาว
ใบ ใบเด่ยี ว เรียงเวยี นสลับ รปู รี รูปไข่กว้าง 2 - 6 ซม. ยาว 7 - 15 ซม.ปลายใบแหลมเป็นติ่งขอบใบเปน็ คล่นื
ดอก ดอกเด่ียวหรอื ดอกชอ่ ออกเป็นกระจุกตามซอกใบใกลป้ ลายก่งิ กลบี เลียงเรยี งเป็น 2 ชนั ๆ ละ 4 กลบี
กลีบดอกสขี าวมี 24 กลีบ เรยี งเปน็ 2 ชัน ชนั ในมี 16 กลบี ชนั นอกมี 8 กลบี โคนเชอื่ มกนั เลก็ นอ้ ย มีกลน่ิ
หอม ดอกบานวันเดียวแล้วโรย เม่อื ใกล้โรยกลีบดอกจะเปลย่ี นเปน็ เหลืองอมสนี ้าตาล
ผล ผลเด่ยี ว รูปไข่ กวา้ ง 1.0-1.5 ซม. ยาว 2.5-3.0 ซม. ปลายแหลม ผวิ เรียบ ผลออ่ นสีเขยี ว ผลสกุ สีแดง
หรือสแี ดงอมส้ม เนือสีเหลอื ง รสหวานอมฝาด มีเมล็ดแข็ง แบน รี
การใชป้ ระโยชน์ ปลูกเป็นไมป้ ระดับและใหร้ ่มเงา ลา้ ตน้ ใช้ในการกอ่ สร้าง ท้าโครงเรือเดนิ ทะเล เครื่องมือ
การเกษตร เปลือกตน้ ตม้ อมกลัวคอ แก้เหงือกอกั เสบ เนอื ไม้ท่รี าลงมสี นี ้าตาลเข้มประขาว มีกลนิ่ หอม
เรยี กวา่ ขอนดอก ใชบ้ ้ารุง ตับ ปอด หวั ใจ และบ้ารุงครรภ์ ดอก มีกลน่ิ หอมจดั อยูใ่ นพกิ ดั เกสรทังห้า เข้ายา
หอม บ้ารุงหัวใจ แกเ้ จ็บคอ นา้ มนั หอมระเหยจากดอกใชท้ าแก้ปวดเมือ่ ยกล้ามเนือ ผลสุก ใชร้ บั ประทานได้
เมลด็ ตา้ ให้ละเอียดท้าเปน็ ยาเมด็ สา้ หรับสวนเวลาท้องผกู
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มูลจาก mahidol.ac.th, phargarden.com
ต้นมะกล่าตน้
ช่อื วงศ์ FABACEAE LEGUMINOSAE
ชือ่ วิทยาศาสตร์ Adenanthera pavonina L.
ชื่อพ้อง Adenanthera gersenii Scheff.,
Adenanthera polita Miq., Corallaria parvifolia
Rumph.
ชื่อสามญั Red sandalwoodtree,Sandalwood
tree, Bead tree, Coralwood tree
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น ไม้สูงไดถ้ ึง 20 เมตร เรือนยอดแผ่ก่ิงกว้าง ตน้ ทรงโปรง่ เปลือกต้นหนาสีน้าตาลอ่อน เปลือกชัน้ ในนุ่มสี
ครีมอ่อน
ใบประกอบแบบขนนกสองช้นั ปลายคู่ เรยี งสลับ ใบยอ่ ยรูปวงรี รูปไข่หรอื รปู ขอบขนาน มี 8-16 คู่ เรยี งสลบั
กว้าง 1-3.5 เซนตเิ มตร ยาว 2-5.5 เซนตเิ มตร แผน่ ใบบาง สีเขียวเขม้ เรียบเกลีย้ ง แกนกลางใบประกอบ
ยาว 30-40 เซนตเิ มตร กา้ นใบยอ่ ยไม่มหี ูใบ ขอบใบเรยี บ ปลายใบมน ฐานไม่สมมาตร กา้ นใบส้ัน ดา้ นหลงั ใบ
เกลยี้ งสีเขยี วอมเทา ทอ้ งใบสอี อ่ นกว่ามีนวลเล็กน้อย มีขนนมุ่ กา้ นใบหลกั หูใบเล็กมาก หลุดร่วงง่าย
ดอก ชอ่ ดอกแคบยาวรูปทรงกระบอก ดอกออกตามซอกใบบนๆ หรอื แตกแขนงทปี่ ลายกิง่ ช่อดอกยาว 7.5-
20 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก ดอกขนาด 0.3 ซม. กลีบดอกสีเหลืองอ่อนอมครีม ดอกแก่เปลย่ี นเปน็ สสี ม้ มีขน
ประปราย ดอกมกี ล่นิ หอมออ่ นๆในตอนเยน็ คลา้ ยกล่นิ ดอกส้ม ออกเปน็ ชอ่ เดี่ยวหรอื หลายชอ่ รวมกัน กลบี
ดอกมี 5 กลบี ขนาด 2.5-3 มม. เชอ่ื มกันท่ีฐานเปน็ หลอด กลีบแคบ ปลายแหลม กา้ นดอกสน้ั ทรงแคบ ส่วน
ปลายเป็นถว้ ยตน้ื แยกเปน็ 5 กลบี ก้านดอกยาว 1.5-3 มิลลเิ มตร มีขนคล้ายไหม กลบี เลย้ี งโคนเชื่อมติดกนั
เป็นรปู ถว้ ย เกสรตัวผู้มี 10 อนั อับเรณมู ตี ่อมทป่ี ลาย
ผลเปน็ ฝัก รูปแถบ แบนยาว กวา้ ง 8-12 มิลลเิ มตร ยาว 15-30 ซม. สีเขียว เมือ่ ฝักแก่จะแตกสองตะเขบ็
และบดิ ม้วนงอเปน็ เกลียวแน่นเพื่อกระจายเมลด็ มีรอยคอดตามเมล็ดชัดเจน
เมลด็ รปู รา่ งค่อนขา้ งกลม แข็ง สแี ดงเลือดนกหรอื แดงสม้ ผิวมนั ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 มม. เมล็ดติด
อยใู่ นฝักเป็นเวลานาน 10-15 เมล็ดต่อฝกั ออกดอกเดอื นกุมภาพันธ์ถงึ เมษายน ตดิ ผลเดอื นพฤษภาคมถึง
กรกฎาคม พบตามป่าเต็งรังและปา่ ดบิ แลง้ ท่รี ะดับความสงู ประมาณ 50-400 เมตร ยอดอ่อน และใบออ่ น มี
รสมัน รบั ประทานเปน็ ผักสดกับอาหารได้ หรือน้ามาลวกจ้มิ นา้ พรกิ เนือ้ ในเมล็ดคัว่ กินได้ มีรสมนั เนอ้ื ไมใ้ ห้สี
แดง ใชย้ ้อมผ้าได้
การขยายพนั ธ์ุ เพาะเมล็ด
การใชป้ ระโยชน์ เป็นพชื ท่ตี รึงก๊าซไนโตรเจน ใช้เปน็ อาหารสัตว์ สมุนไพร และยงั เป็นไมป้ ระดบั ได้ เนอ้ื ไม้มี
ความแข็งแกรง่ มากใชท้ ้าเรือและใช้ทา้ เคร่ืองเรอื น มะกล้่าตาช้างเป็นพชื ท่มี ีพษิ โดยเฉพาะส่วนเมล็ดสีแดงมพี ษิ
สงู มาก หากรับประทานเขา้ ไป อาจท้าใหเ้ สียชีวิตได้ รากมรี สเปร้ยี ว ใช้เป็นยาแกร้ อ้ นใน เมล็ดและใบแก้
รดิ สดี วงทวารหนัก ใชเ้ ปน็ ยาเบื่อพยาธิ
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ข้อมูลจาก mahidol.ac.th
ตน้ มะขามปอ้ ม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica L.
วงศ์ EUPHORBIACEAE
ชอ่ื สามัญ Malacea Tree
ชื่ออ่นื กนั โตด กำหวด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น ขนำดเลก็ ถึงขนำดกลำง สูง 8 - 12 เมตร
เปลอื ก ตน้ สีนำตำลปนเทำ ผิวค่อนขำ้ งเรยี บหรอื แตกเป็นร่องตำมควำมยำวของลำต้น เรอื นยอดรปู ร่มแผ่
กว้ำง ปลำยลู่ลง
ใบ ประกอบออกเรยี งสลบั กนั ใบยอ่ ยเลก็ ขนำดใบกวำ้ ง 0.5 - 1 เซนติเมตร ขอบใบขนำนกัน ปลำยใบมน
ปำ้ น โคนใบมนแคบเข้ำหำกำ้ นใบ
ดอก ดอกเล็กมำกสีขำวหรือขำวนวล ออกรวมกนั เปน็ กระจกุ ตำมง่ำมใบ
ผล กลมแข็งอมุ้ นำ โตเตม็ ที่เส้นผำ่ ศูนย์กลำงประมำณ 2 เซนตเิ มตร ผลอ่อนสีเขยี วออ่ นค่อนข้ำงใส ผลแก่สี
เขยี วอมเหลอื ง รสฝำดเปรยี ว ใช้รับประทำนได้
นิเวศวทิ ยา เป็นไม้ดังเดิมแถบเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ขึนในดินท่ีมีกำรระบำยนำดใี นป่ำเบญจพรรณแล้งหรือ
ป่ำแดง ทว่ั ไป
ออกดอก กมุ ภำพันธ์ - มีนำคม เปน็ ผล เมษำยน - พฤษภำคม
ขยายพนั ธุ์ เพำะเมลด็
ประโยชน์ เนือไม้ใช้ทำเสำเรอื นเล็ก ๆ ทำเครอ่ื งมือทำงกำรเกษตร ทำฟนื เผำถำ่ น เปลือกและใบใหส้ ีนำตำล
แกมเหลือง ใชย้ ้อมผ้ำ ผลมรี สเปรียว ๆ หวำน ๆ อมฝำด รับประทำนแก้กระหายน้า ใชเ้ ป็นยาขบั พยาธิ แกไ้ อ หรือ
ค้นั เอาน้าจากผลใชห้ ยอดตารักษาเยอ่ื ตาอกั เสบ เป็นอาหารของสัตวป์ ่ า
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก dnp.go.th
ตน้ มะคา่ โมง
ช่อื วงศ์ Leguminosae-Caesalpiniaceae
ชือ่ วิทยาศาสตร์ Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib
ชือ่ พ้อง Afzelia cochinchinensis (Pierre) Leonard,
A. siamica Craib, Pahudia cochinchinensis Pierre,
P. xylocarpa
ชอื่ อื่น ๆ เชน่ มะค่าใหญ่ มะค่าโมง (ภาคกลาง) มะคา่
หลวง มะคา่ หัวคา (ภาคเหนือ) เขง เบง (สุรินทร์) บิง
(จนั ทบุรี) ป้ิน มะค่าโมง (นครราชสมี า) ฟนั ฤๅษี แตโ้ หลน่
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น ต้นขนาดใหญ่ แต่สงู ไมม่ ากนกั ผลัดใบ แตกก่ิงตา่ เรอื นยอดเป็นพมุ่ กวา้ ง ลาตน้ มกั เปน็ ครบี และป่มุ ปม
โคนเป็นพพู อน
เปลอื ก สนี า้ ตาลอ่อนหรือชมพอู มน้าตาล แตกสะเก็ดเป็นหลุมต้นื
ๆ
ใบ ประกอบเรียงสลับ ใบยอ่ ยตดิ ตรงข้ามกนั เปน็ คู่ 3 - 5 คู่ แผ่น
ใบรปู ไขแ่ กมรูป ขอบขนาน กว้าง 2 - 5 เซนตเิ มตร ยาว 4 - 9
เซนตเิ มตร โคนใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อยปลายใบทู่เป็นต่งิ
ดอก ออกรวมกนั เป็นช่อตามปลายก่งิ ช่อยาว 5 - 15 เซนตเิ มตร
กลบี ดอกมี 4 กลบี แต่ละกลีบซ้อนทบั กัน มเี พยี งกลีบบนสดุ เพยี งกลีบ
เดียวทีเ่ จรญิ ขน้ึ เปน็ กลบี ดอกสแี ดงเรอ่ื ๆ หรอื แดงอมชมพู
ผล เปน็ ฝักแบนแข็ง รูปบรรทัดส้นั ๆ กว้าง 7 - 10 เซนติเมตร ยาว
12 - 20 เซนตเิ มตร แตกออกเปน็ 2 ซกี เม่อื แห้ง เมลด็ แก่สีดาเปน็ มัน
เรยี งตามขวาง 4 - 5 เมลด็ แต่ละเมลด็ มีเยอื่ หนารูปถว้ ยสเี หลืองสด
หอ่ หมุ้ ส่วนฐานอยู่
ขยายพนั ธุ์ โดยเมลด็
วิธีปฏบิ ัตติ ่อเมลด็ และการเพาะเมลด็
1. ตัด - ทาแผลทป่ี ลายเมล็ดแชน่ ้าไว้ 1 คืน ก่อนเพาะ
2. การเพาะอาจเพาะลงถุงพลาสตกิ หรอื เพาะในแปลงเพาะ
ข้อสงั เกตและผลการทดลอง
1. เมลด็ จะงอกภายในประมาณ 7 วนั
2. กลา้ จากแปลงเพาะควรยา้ ยเม่ือเมล็ดเรม่ิ แทงรากและใบเลีย้ ง
3. ขนาดของกล้าทีพ่ อย้ายปลูกได้อายุประมาณ 3 - 4 เดือนข้นึ ไป สูงประมาณ 1 ฟตุ
ประโยชน์ เนื้อไมส้ นี า้ ตาลอมเหลืองอ่อน แขง็ เหนียว ทนทานขัดและชักเงาไดด้ ี ใช้ทาเสา รอด ตง พ้นื ไม้
เคร่ืองบน ต่อเรอื เครื่องกลงึ พานท้ายปืนและรางปนื ทากลองโทน รามะนา เปน็ ไมท้ ี่ให้ปุม่ มะค่ามลี วดลาย
สวยงามและราคาสูง เปลอื กทานา้ ฝาดสาหรบั ฟอกหนงั เมล็ดออ่ นเนอ้ื ในรบั ประทานได้
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ข้อมูลจาก dnp.go.th
ต้นมะเดอ่ื ป่า
ชื่อวงศ์ Moraceae
ช่อื วิทยาศาสตร์ Ficus Racemosa Linn
ชื่อพอ้ ง Ficus Glomerata Roxb
ช่ือสามญั Cluster Fig, Goolar Fig, Gular Fig
ชื่ออ่ืน มะเด่ืออุทุมพร,มะเดือ่ ไทย(ท่วั ไป)ภาคกลาง,มะเดื่อเกล้ียง,
มะเดอื่ ดง(ภาคเหนือ),เดอ่ื น้า(ภาคใต้),หมากเดือ่ ,เด่ือเล้ยี ง(ภาค
อีสาน),ถูแซ(กะเหร่ียง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ขนาดใหญ่สงู ประมาณ 5-30 เมตร มพี พู อน เปลือกตน้ สนี ้าตาล
อมสชี มพู เรียบ เมือ่ แตกเป็นรอยหยาบ มยี างสีขาวนวล หูใบยาว
ประมาณ 1.2 เซนติเมตร มกั ติดแนน่ ในกง่ิ ออ่ น
ใบ เปน็ ใบเดี่ยว เรียงเวียน รปู รีถงึ รูปไข่กลับ รปู ขอบขนานสน้ั หรอื รูป
ใบหอก กวา้ ง 3.5-8.5 เซนตเิ มตร ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนสอบแคบถงึ โคง้ กวา้ ง หรือรูปหัวใจ ขอบ
เรียบ เนื้อหนา เส้นใบมขี า้ งละ 4-8 เส้น ก้านใบยาว 1.5-7 เซนติเมตร สนี ้าตาล
ดอก เกดิ ตามตน้ และกงิ่ ใหญๆ่ ทไ่ี มม่ ีใบ ชอ่ ดอกยาวได้ถึง 25 เซนตเิ มตร ชอ่ ดอกยอ่ ยรูปค่อนขา้ งกลม ช่อดอก
ย่อยแบบน้เี กิดจากฐานดอกพองออก ภายในกลวง ปลายโคง้ เข้าหากนั จนเกือบจรดกนั มใี บประดบั 5-6 ใบปิด
อยู่ มดี อก 3 ประเภท ได้แก่
1. ดอกเพศผู้มกี ลบี รวมเป็นพู 3-4 พู สีแดง เกลยี้ ง รังไขฝ่ อ่ ไม่มกี ้าน
2. ดอกเพศเมยี เหมอื นดอกเพศผู้ อย่รู ะหวา่ งดอกปมุ่ หูด รงั ไข่ไมม่ กี ้านหรอื มีก้านสน้ั มจี ดุ สแี ดง กา้ น
เกสรเพศเมียมี 1 อนั
3.ดอกปุ่มหดู หรอื ดอกเพศเมีย แตม่ กี า้ นชยู อดเกสรเพศเมียส้นั มาก รงั ไข่สีแดงคล้า
ผล แบบผลมะเดื่อ รปู คอ่ นข้างกลม กว้าง 3.5-5 เซนติเมตร เม่อื อ่อนสเี ขียว แก่สแี ดงอมสีสม้ ผวิ มกั มชี ่อง
อากาศแกมตุม่
การขยายพันธ์ุ ตอนก่งิ ปกั ชา้ การเปลยี่ นยอด การตอ่ ยอด
ประโยชน์
มารบั ประทานเป็นผกั และผลไม้ โดยส่วนทน่ี า้ มากนิ เปน็ ผกั คอื ช่อดอก โดยใช้ช่อดอกอ่อนหรอื ดิบเป็นผกั จม้ิ
หรือใช้แกง เชน่ แกงส้มนอกจากน้ีประโยชน์ทสี่ า้ คญั อกี ด้านหน่งึ คอื ในเร่อื งท่ีเก่ยี วกบั ความเชอ่ื และพิธกี รรม
ต่าง ๆ ในสังคมต้ังแต่อดีตจนถึงปจั จุบนั โดยไมม้ ะเดอ่ื ถือว่าเปน็ ไมศ้ กั ดิส์ ิทธิ์และยงั เป็นยารกั ษาโรคต่าง ๆ ได้
เชน่ แก้ไข้ ไขพ้ ษิ แก้รอ้ นใน ระงับความร้อน กระทงุ้ พิษ แก้ไข้หัวลม แกท้ อ้ งรว่ ง ช่วยลดนา้ ตาลในเลือดต้าน
เชือ้ บิด ชว่ ยลดความดนั โลหิตสูง ชว่ ยคลายกลา้ มเน้อื เรยี บ
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มูลจาก disthai.com
ต้นมะมว่ งหนองแซง
ช่ือวงศ์ Anacardiaceae
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Mangifera
ชือ่ พ้อง –
ชอื่ สามัญ Mango tree
ชื่ออื่น เรียก มะมว่ งบา้ น, มะมว่ งสวน กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี เรยี ก ขุ
,โคก จันทบรุ ี เรยี ก เจาะ ชอ๊ ก ช้อก นครราชสมี า เรียก โตร้ก
มลายู-ภาคใต้ เรียก เปา ละวา้ -เชยี งใหม่ เรยี ก แป กะเหรี่ยง-
แมฮ่ ่องสอน เรียก สะเคาะ, ส่าเคาะส่า เขมร เรียก สะวาย เง้ยี ว-
ภาคเหนอื เรียก หมกั โม่ง จีน เรยี ก มั่งก้วย
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ลกั ษณะต้นเปน็ ทรงคอ่ นข้างทึบใบใหญ่ และส้ัน ขอบของใบเป็นคล่นื เลก็ น้อย ลักษณะการแตก ใบคลา้ ย
ทรงฉัตรเป็นชัน้ ๆ ไมท่ นตอ่ การถูกนา้ ท่วมขัง
ใบ ใบเดย่ี วสเี ขียว ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ปลาย ใบแหลม
ดอก เป็นช่อ กลบี ดอกมี 5 กลีบ เกสรสแี ดงเรอื่ ๆ ดอกออกชว่ งเดอื นธันวาคม
ถึงเดอื นกุมภาพันธ์ ชว่ งฤดูร้อนจะติด
ผล ผลรูปทรงรีปลายมน แก้มมะม่วงอวบ เมล็ดมีลักษณะแบนยาว เน้ือใน
เมล็ดมีนอ้ ย
การขยายพนั ธ์ุ การทาบกิ่ง การเสยี บยอด
การใชป้ ระโยชน์
เป็นสมุนไพรใช้เปลือกล้าต้นสดน้ามาต้มเอานา้ กินเป็นยาแกไ้ ข้ แก้โรคคอตีบ
แก้ เยือ่ ปากอักเสบ เยื่อเมอื กในจมกู อกั เสบหรือใช้สวนล้างชอ่ งคลอดแก้อาการตกขาว ใบสดประมาณ 15-30
กรัม น้ามาต้มเอาน้ากินเป็นยาแก้ล้าไส้อักเสบเรื้อรังแก้ซางตานขโมยในเด็ก แก้อืดแน่น หรือใช้ใบสดบดให้
ละเอยี ดพอกบรเิ วณแผลสดหรอื ใช้ล้างบาดแผล ผลสด นา้ มากินเป็นยาแก้คล่นื ไส้ อาเจยี นวิงเวยี น
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ขอ้ มูลจาก https://www.opsmoac.go.th/saraburi-article_prov-files-422791791805
ตน้ ยอป่า
ชือ่ วงษ์ Rubiaceae
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Morinda coreia Buch.-Ham
ชื่อพ้อง Morinda exserta Roxb., Morinda tinctoria
ชอื่ สามญั Common Name, Hairy Noni.
ชอ่ื อ่ืน สลักป่า สลักหลวง (เหนือ) คยุ (พษิ ณโุ ลก) โคะ
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำตน้ ไมย้ ืนตน้ ลำตน้ สงู ประมำณ 5-10 เซนตเิ มตร เสน้ รอบวง 128-140 เซนตเิ มตร ลำตน้ สีนำ้ ตำลเทำ ผวิ ลำตน้ เป็น
รอ่ งแตกตำมยำว
ใบ ใบเดี่ยว กำรเรียงตวั ของเสน้ ใบรำ่ งแหแบบขนนก ใบรูปรี ปลำยใบมน โคนใบรูปลมิ่ ขอบใบเป็นคล่นื เนือ้ ใบคลำ้ ย
กระดำษ ใบเรยี งแบบตรงขำ้ มสลบั ตงั้ ฉำก สง่ิ ปกคลมุ บนแผน่ ใบมขี นสนั้ นมุ่ ใบดำ้ นบนสีเขียว ทอ้ งใบสเี ขยี วออ่ น ใบอ่อนสี
เขียวอ่อน ใบแก่สเี ขียว ใบกวำ้ งประมำณ 4-7 เซนตเิ มตร ยำวประมำณ 8-17 เซนตเิ มตร
ดอก ดอกชอ่ ซ่ีรม่ กลบี ดอกในตำดอกเรียงจรดกนั ดอกสมมำตรดำ้ นขำ้ ง วงกลบี ดอกเช่ือมตดิ กนั เป็นรูปหลอดหรอื ท่อ
กลบี ดอกมสี ีขำวนวล มกี ลบี ดอก 5 กลีบ มีกลบี ลยี้ ง 5 กลบี เกสรตวั ผู้ 5 อนั เกสรตวั เมยี 1 อนั
ผล ผลรวมรูปขำ้ งคอ่ นขำ้ งกลม ผลออ่ นสเี ขยี ว ผลแก่สีดำ
การขยายพันธ์ุ การเพาะเมล็ด การปักชา
ประโยชน์ รากเป็นยาแก้เบาหวาน, ใบชว่ ยแก้อาการปวดศรี ษะ ใบคน่ั ทาเปน็ สีผสมอาหาร
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ข้อมูลจาก srdi.yru.ac.th
ต้นราชพฤกษ์
ชอื่ วงศ์ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Cassia fistula L.
ชือ่ พอ้ ง -
ช่ือสามญั Golden shower, Indian laburnum,
Pudding-pine tree
ช่ืออน่ื :ลมแล้ง (ภาคเหนือ) ; ปูโย, เปอโซ, ปือยู, แมะหล่าหยู่ (กะเหร่ียง-แม่ฮ่องสอน) ; คูณ (ภาคกลาง,
ภาคเหนือ) ; ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์ (ภาคกลาง) ; กุเพยะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น สูงประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นเรียบ เกลี้ยง สีเทาอ่อนหรือสีเทาอมนา้ ตาล สีเทาอมขาว
หรือสีนวล
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบเรียงสลับ ลักษณะใบย่อยรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบ
มน แผ่นใบสีเขียว มีใบย่อยประมาณ 4-12 คู่
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ เป็นช่อห้อยระย้าออกตามก่ิงหรือออกตามง่ามใบ ออกดอกแบบ
สมมาตรด้านข้าง มีกลีบดอก 5 กลีบ สีเหลืองสด โดยกลีบดอกบนสุดจะเรียงอยู่รอบในสุด ดอกมีกล่ิน
หอมอ่อนๆ
ผล เป็นฝักกลม ทรงกระบอกยาว ผิวเรียบ และมีเปลือกแข็ง ภายในมีผนังแบนสีน้าตาล กั้นเป็นห้อง
และมีเมล็ดห้องละ 1 เมล็ด ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีนา้ ตาลเข้ม หรือด้า
การขยายพันธุ์
ปลูกง่ายและเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะชอบดินร่วนปนทราย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะ
เมล็ดและตอนก่ิง
การใช้ประโยชน์
รสและสรรพคุณในตารายา
ราก รสเมา เป็นยาบ้ารุง รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ โรคเก่ียวกับถุงน้าดี เป็นยาถ่ายอย่างแรง รักษาอาการ
ไข้ ระบายพิษไข้ ถ่ายสิ่งโสโครกออกจากร่างกาย ฆ่าเช้ือคุดทะราด แก้กลากเกล้ือน แก้อาการเซ่ืองซึม
หนักศีรษะ
เปลือกราก รสฝาด ต้มด่ืมแก้ไข้มาลาเรียและระบายพิษไข้ ใช้ร่วมกับเนื้อในฝักเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย
และเป็นยาระบาย
แก่น รสเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน รักษาอาการท้องร่วง และช่วยเร่งคลอด
เปลือกต้น รสฝาดเมา ใช้เป็นยาช่วยเร่งคลอด รักษาอาการท้องร่วง
กระพ้ี รสเมา ใช้แก้ร้ามะนาด
ฝัก เน้ือในฝักรสหวานเอียน ใช้รับประทานเป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก ฟอกหรือ
ช้าระน้าดี แก้ลมเข้าข้อและขัดข้อ
เปลือกฝัก รสเฝ่ือนเมา ท้าให้แท้งลูก ขับรกที่ค้าง และทา้ ให้อาเจียน
ใบแก่ รสเมา ใบสดหรือตากแห้ง ใช้เป็นยาถ่าย รักษาอัมพาต ฆ่าเชื้อโรคท้ังปวง ฆ่าพยาธิผิวหนัง รักษา
อัมพาตของกล้ามเน้ือบนใบหน้า พอกแก้ปวดข้อ หรือต้มน้าด่ืมแก้โรคเกี่ยวกับสมอง แก้เส้นเอ็นพิการ
ใบอ่อน รสเมา ตา้ พอกหรือคั้นเอาน้าทารักษาโรคกลากเกล้ือน แก้ไข้รูมาติก
ดอก รสเปรี้ยวขม ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร เป็นยาถ่ายพยาธิ ต้มด่ืมแก้ไข้ แก้แผลเรื้อรัง ช่วยหล่อ
ลื่นในลา้ ไส้ ระบายท้อง
เมล็ด ช่วยกระตุ้นให้อาเจียน เป็นยาถ่าย
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ข้อมูลจาก prayod.com
ต้นสพุ รรณิการ์
ชอื่ วิทยาศาสตร์ Cochlospermum religiosum Alston
ชื่อวงศ์ COCHLOSPERMACEAE
ชื่อสามญั Yellow Silk Cotton Tree, Yellow Cotton
ช่ือพนื้ เมอื ง ฝา้ ยคา (ภาคเหนอื ), สพุ รรณกิ าร์ (ภาคกลาง)
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ เปน็ ต้นไมผ้ ลัดใบสูง 7-15 เมตร กง่ิ กา้ นคดงอ
ใบ ใบรูปหวั ใจ แผน่ ใบแยกเปน็ 5 แฉก ขอบใบเป็นคลื่น
ดอก ดอกเป็นช่อออกกระจายทป่ี ลายกง่ิ บานทีละดอก ดอกเหลอื งมีกล่นิ กลบี บาง เกสรสีเหลือง รังไขม่ ขี น
ออกดอกเกือบตลอดปี ดอกดกมาก ราวกมุ ภาพันธ์-เมษายน มถี ิน่ กาเนดิ ในอนิ เดียทางตะวันตกเฉียงเหนอื ของ
ภเู ขาหมิ าลยั และเป็นไม้พนื้ เมือง ของพมา่ ด้วย ในศรีลงั กามกั ปลกู บริเวณพระอุโบสถ เป็นดอกไมบ้ ูชาพระ
ผล ผลกลมเมือ่ แกแ่ ตก 3-5 พู ภายในมเี มลด็ รปู ไตสนี า้ ตาล หมุ้ ด้วยปยุ ขาวคลา้ ยปยุ ฝ้าย
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมลด็ และปกั ชาก่งิ เป็นไม้กลางแจง้ ข้นึ ไดใ้ นดนิ แทบทุกชนดิ เป็น ไมต้ ้นผลดั ใบ
ขนาดเลก็ สูง 3-12 เมตร มีก้านใบสีแดงอมนา้ ตาล ใบกลม โคนใบรปู หัวใจ แผ่นใบแยกเป็น 5 แฉกลึก ขอบใบ
จกั ดอกออกเป็นกระจกุ แนน่ ที่ปลายก่ิงและบานพร้อม ๆ กนั ไม่มกี ลิน่ ขณะออกดอกจะสลดั ใบหมด กลบี ดอก
สีเหลอื งสด เกสรเหลือง แต่ส่วนโคนเกสรครึ่งล่างมีสีแดง รังไข่เกลยี้ ง ผลสุกสีแดงอมเขียว เม่อื แกจ่ ะแตก 5 พู
ภายในมีเมล็ดรปู ไตหุ้มด้วยปุยขาวคลา้ ยปุยฝา้ ย ถิ่นเดิมจากอเมรกิ ากลางและอเมริกาใต้
การใชป้ ระโยชน์ ปลูกในสวน รมิ ถนน รมิ ทางเดนิ ระยะปลกู ท่ีเหมาะสม 4 – 8 เมตร ทนแล้งและทนดนิ เค็ม
นิยมนาเน้ือไมม้ าแกะสลกั เปน็ พรรณไมป้ ระจาจังหวดั นครสวรรค์
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ข้อมูลจาก sites.google.com
ต้นเสลา
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Lagerstroemia loudonii Teijsm & Binn.
วงศ์ Lythraceae
ชอ่ื สามัญ Flower fence, Peacock's crest, Pride of Barbados
ชื่ออื่น : เกรียบ/ตะเกรียบ/ตะแบกขน/เสลาใบใหญ่/อินทรชิต/
Thai Bungor
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไมต้ ้น ผลัดใบขนาดกลาง
ลาต้น สงู 10 - 20 เมตร เรือนยอดเป็นพมุ่ กลมแนน่ ทึบสีเขยี วเขม้ กิ่งมกั ยอ้ ยหอ้ ยลงเปลอื ก สีเทาดา มรี อย
แตกระแหงเปน็ ทางยาวตลอดลาตน้
ใบ ใบเด่ียว ออกตรงกนั ขา้ ม แผ่นใบยาวแบบรูปขอบขนานกว้าง 6 - 10 เซนติเมตร ยาว 16 - 24
เซนติเมตร ปลายใบแหลมเปน็ ติง่ ยาวเล็กน้อย โคนมน ผิวใบมี ขนปุยออ่ นนุ่ม ทัง้ 2 ด้าน
ดอก สีม่วงสดเวลาดอกบานชอ่ ดอกจะแน่นเปน็ รปู ทรงกระบอกก้านช่อดอกและกลบี รองกลีบดอกมีขนนุ่ม สี
เหลืองปกคลมุ ทว่ั ไป กลีบดอกมกั มี 6,7 หรือ 8 กลบี ท่ีผิวนอกของกลบี รองกลีบดอกรูปถ้วยเมือ่ บาน มขี นาด
กวา้ ง 6.8 -8.2 เซนติเมตร ออกดอก มนี าคม - เมษายน ผลแก่ประมาณเดอื น พฤศจิกายน เกบ็ เมล็ดเดือน
ธนั วาคม – กุมภาพนั ธ์
ผล เกือบกลมผิวแขง็ ยาวประมาณ 1.5 - 2.1 เซนติเมตร ผลแห้งแตกตามยาว 5 - 6 พูเมล็ดจานวนมากมีปีก
การใช้ประโยชน์ ปลูกในสวน รมิ ถนน รมิ ทางเดนิ ระยะปลกู ท่เี หมาะสม 4 – 8 เมตร ทนแลง้ และทนดนิ เค็ม
นยิ มนาเน้อื ไมม้ าแกะสลัก เป็นพรรณไม้ประจาจังหวดั นครสวรรค์
ข้อควรระวัง ต้นเสลาเป็นไม้ยนื ตน้ สูง ทรงพมุ่ แนน่ เวลาทต่ี ้นทงิ้ ใบเตรยี มออกดอก ใบจะร่วงเต็มโคนต้น
หลงั จากออกดอกแลว้ ดอกกจ็ ะร่วงตามมาเช่นเดยี วกนั เพราะฉะนนั้ ใครที่อยากไดเ้ สลาไปปลูกไว้ท่ีบ้านกต็ อ้ งทา
ใจไดก้ บั ใบและดอกที่จะรว่ งเต็มพื้น
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ข้อมูลจาก chaipatpark.com
ตน้ อโศกอนิ เดยี
ช่ือวงศ์ ANNONACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia longifolia Benth Hook.f. var.
Pandurata.
ชือ่ สามัญ The Mast Tree
ชอื่ อน่ื ๆ อโศกอินเดีย อโศกเซนคาเบรียล
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ไม้ยนื ตน้ ลาต้นสงู ประมาณ 4-5 เมตร เส้นรอบวง
ประมาณ 30-40 เซนติเมตร ลาตน้ มีสีนาตาล ผวิ ลาต้นมี
ลกั ษณะขรขุ ระ
ใบ ใบประกอบแบบขนนก การเรยี งตัวของเสน้ ใบร่างแหแบบขน
นก ใบรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบหยกั เปน็
คลื่น เนอื ใบมีลักษณะคล้ายกระดาษ ใบเรียงแบบสลับ ดา้ นบน
แผ่นใบจะเกลียง สีของใบด้านบนมสี ีเขียวเขม้ ทอ้ งใบมสี เี ขียว ใบอ่อนสีแดงอมแสด ใบแก่สีเขียวเข้ม ใบมขี นาด
กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15-25 เซนตเิ มตร
ดอก เปน็ ดอกชอ่ กระจุก กลีบดอกเช่อื มติดกนั แบบรปู เข็ม มี
สมมาตรตามรัศมี กลีบดอกสีเขียว มกี ลีบดอก 6
กลบี มีกลบี เลยี ง 6 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 2 อนั มีเกสรตัวเมยี 1 อัน
ผล เปน็ ผลสด ผลมีเนอื หลายเมล็ด ผลออ่ นมีสีเขียวออ่ น ผลแกม่ ีสี
เขียวเขม้
เมล็ด มี 1 เมลด็ ตอ่ 1 ผล มีสีเขยี ว มีลกั ษณะกลม เมลด็ เล็ก
การขยายพันธ์ุ การตอนกง่ิ การเพาะเมล็ด
การใช้งานและอ่ืนๆ: ระยะปลูกที่เหมาะสม 1.50 – 3 เมตร นิยมปลูกเป็นแถวเพ่ือช่วยพราง
สายตา และเป็นแนวกันลม ฝุ่น และเสียง หากต้องการควบคุมความสูง ต้องหมั่นตัดยอด
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จากสานกั พมิ พบ์ า้ นและสวน
ต้นสะเดา
ชอื่ วิทยาศาสตร์ Azadirachta indica A. Juss. (Varsiamensis
Valeton)
ชอื่ วงศ์ Phyllanthaceae
ชือ่ พ้อง Phyllanthus distichus Müll.Arg., Cicca
acida Merr., Cicca disticha L., Averrhoa acida L.,
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ เป็นพนั ธไุ์ มข้ นาดกลางถึงขนาดใหญ่ สงู ประมาณ 20-25 เมตร ลกั ษณะเรือนยอดเป็นพมุ่ หนาทึบตลอดปี มีระบบ
รากท่ีแขง็ แรงกวา้ งขวางและหย่งั ลกึ เปลอื กไมค้ อ่ นขา้ งหนา สีนา้ ตาลเทาหรอื เทาปนดา แตกเป็นรอ่ งตนื้ ๆ หรือเป็นสะเก็ด
ยาวๆ เยือ้ งสลบั กนั ไปตามความยาวของลาตน้ เปลอื กของกงิ่ คอ่ นขา้ งเรยี บ เนือ้ ไม้ สแี ดงเขม้ ปนนา้ ตาล เลยี้ นคอ่ นขา้ ง
สบั สนเป็นรวิ้ ๆ แคบ เนือ้ หยาบเป็นมนั เล่ือม แขง็ ทนทาน แกนมสี ีนา้ ตาลแดง แขง็ แรงและทนทานมาก
ใบ มีสเี ขียวเขม้ หนาทบึ ออกเปน็ ชอ่ เปน็ ใบประกอบแบบขนนกออกสลบั ขอบใบหยกั เล็กนอ้ ยหรอื เกอื บเรยี บ
การเรียงตัวของใบแบบสลับ ใบย่อยเรียงตัวแบบตรงกันขา้ ม เรยี วแหลมโคน ใบเบยี้ วขอบใบจกั ไม่เป็นระเบียบ
ในพน้ื ท่ีท่ีแล้งจัด จะทง้ิ ใบเฉพาะสว่ นลา่ งๆ ประมาณเดอื นมกราคม ถึงมนี าคม และใบใหมจ่ ะผลขิ ึ้นมาอยา่ ง
รวดเรว็ ในชว่ งเดือนมนี าคมจนถึงเมษายน ช่วงนี้สะเดาสจะแทงยอดอ่อนพุ่งขึ้นอยา่ งรวดเร็ว
ดอก ดอกสะเดามีขนาดเล็กสเี ทาสีขาวนวลออกเป็นชอ่ ใหญต่ ามปลายก่งิ มกี ลีบดอกและกลีบเลย้ี งอย่างละ 5
กลบี เกสรเพศผู้ 10 อนั กลิน่ หอม โคนก้านดอกตดิ กันเปน็ หลอด ออกดอกเดือนธนั วาคม-มกราคม
ผล มลี กั ษณะคล้ายผลอง่นุ ขนาดยาว 1-2 เซนตเิ มตร และกว้างประมาณ 1 เซน็ ตเิ มตร ผลจะสุกระหวา่ ง
เดือนมีนาคมถึงเดือนมถิ ุนายน แลว้ แต่สภาพพนื้ ท่ี ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือจะแกเ่ รว็ กว่าภาคกลาง ผลสกุ สี
เหลืองอมเขียว ลักษณะกลมรี มีรสหวานเล็กนอ้ ย เมล็ดมีผิวคอ่ นขา้ งเรียบ หรอื แตกเปน็ ร่องเลก็ ๆ ตามยาวสี
เหลืองซีดหรือสีนา้ ตาล ลักษณะกลมรี การเก็บเมลด็ จากต้นโดยใช้
การขยายพนั ธ์ุ เพาะเมล็ด ตอนกงิ่ ปักชา้ เติบโตดีในทุกพื้นที่ ชอบความชน้ื ปานกลาง แสงแดดจดั เต็มวนั
การใช้ประโยชน์ จากข้อมูลของกรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ เผยวา่ สะเดา เปน็ ผกั สมนุ ไพรพน้ื บ้านท่ี
อุดมไปด้วยคณุ ค่าทางโภชนาการเตม็ เปี่ยม อุดมไปด้วยสารอาหารโปรตนี แรธ่ าตุและวติ ามนิ ที่จา้ เป็นต่อ
ร่างกาย นอกจากน้ี ยงั พบวา่ มีสารต้านอนมุ ลู อิสระ ช่วยชะลอความเส่อื มของเซลล์ตา่ ง ๆ ในรา่ งกายทจ่ี ะท้าให้
เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมาได้ เช่น ภาวะความจ้าเสอ่ื มหรอื อลั ไซเมอร์ ระบบภมู คิ มุ้ กันลดลง และโรคมะเรง็
เป็นต้น
โดยประโยชนแ์ ละสรรพคณุ ใบออ่ น แกโ้ รคผวิ หนงั ปรบั สมดลุ น้าเหลอื ง รกั ษาแผลพพุ อง,ใบแก่ บ้ารงุ
ธาตุ ช่วยย่อยอาหาร,กา้ น แกไ้ ข้ บา้ รงุ น้าดี แกร้ อ้ นในกระหายน้า บ้ารุงสขุ ภาพในช่องปาก,ดอก แก้พษิ โลหติ
บรรเทาอาการเลือดก้าเดาไหล แกร้ ดิ สีดวง บรรเทาอาการคันคอ บ้ารงุ ธาตไุ ฟ,ผล บา้ รงุ หวั ใจเป็นยาระบาย แก้
อาการหัวใจเตน้ ผิดปกติ,ผลอ่อน ชว่ ยเจรญิ อาหาร ฆ่าพยาธิ แก้ริดสดี วง แกป้ ัสสาวะขดั , เปลือกตน้ เป็นยาขม
เจรญิ อาหาร แกไ้ ข บิดมกู เลือด แก้ท้องรว่ ง แก้กษัย หรือ โรคซูบผอมแหง้ แรงนอ้ ย ลดเสมหะ แก้อาการ
ทอ้ งเดิน แกบ้ ดิ มูกเลือด,แกน่ แก้คลื่นไส้ อาเจยี น แกไ้ ขจ้ ับสัน่ บ้ารุงโลหติ บ้ารุงธาตไุ ฟ,ราก แก้เสมหะใน
ล้าคอ แกเ้ สมหะที่เกาะแนน่ ในทรวงอก,ยาง ใชด้ บั พษิ รอ้ น ถอนพษิ ไข้, กระพี้สะเดา แกน้ ้าดพี ิการใหค้ ลั่งเพ้อ
แก้เพอ้ คลงั่ บา้ รุงน้าดี และ เมล็ด น้ามาสกัดเปน็ น้ามนั สะเดาบรสิ ุทธ์ิ ใช้บา้ รุงผวิ พรรณและเสน้ ผม
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ขอ้ มูลจาก sptn.dss.go.th
ต้นมะยม
ช่อื วิทยาศาสตร์ Phyllanthus acidus
ช่ือวงศ์ EUPHORBIACEAE
ชื่อทอ้ งถิน่ หมากยม หมักยม (ภาคอสี าน), ยม (ภาคใต้) เปน็ ต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น มะยมเปน็ ไม้ยนื ต้น ท่ีมีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ตน้ มะยมสามารถสูงได้ต้งั แต่ 3-10 เมตร
ลักษณะของลา้ ต้นนั้นจะตั้งตรง เปลือกที่หมุ้ ล้าตน้ จะมผี วิ ขรขุ ระ มีสเี ทาปนน้าตาล มีการแตกก่งิ ที่ปลายยอด
ตวั ก่งิ ของต้นมะยมน้นั จะมคี วามเปราะและแตกงา่ ย
ใบ ใบมะยมน้นั จะมีใบประกอบ มีใบย่อยออกเรยี งกนั แบบสลบั กันเปน็ สองแถว ซง่ึ แต่ละก้านของมะยมนั้นจะมี
ใบยอ่ ยประมาณ 20-30 คู่ รูปรา่ งของใบมะยมนน้ั จะเปน็ รปู ขอบขยายกลม หรือค่อนข้างเปน็ รูปส่ีเหลยี่ ม
ขนมเปยี กปูน ปลายใบมะยมจะแหลมและฐานของใบจะกลมหรือมน ขอบใบเรียบ ขนาดของใบมะยมนัน้
โดยท่วั ไปจะกว้างอย่ทู ีป่ ระมาณ 1.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-7.5 เซนติเมตร เมื่อใบมะยอมแก่แล้วจะร่วง
หลน่ ทีพ่ ื้น แล้วแตกใบใหมย่ อดใหม่ออกมาเพอ่ื ทดแทนเรอ่ื ย ๆ
ดอก ดอกมะยมนัน้ จะออกดอกเปน็ ชอ่ โดยจะออกตามกง่ิ ของต้น ดอกยอ่ ยมีสเี หลอื งอมนา้ ตาล ดอกตัวผแู้ ละ
ดอกตวั เมยี นั้นจะแยกกนั ดอกตวั ผเู้ กิดท่ปี ลายชอ่ ไมม่ กี ลบี ดอก กลีบเลยี้ งมเี พียง 6 กลีบซ่งึ มีลักษณะแยกออก
จากกัน ส่วนดอกตัวเมยี นั้นมี 6 กลบี เชน่ กัน
ผล ผลของมะยมนนั้ มรี ปู รา่ งกลมแบน มี 3 พู ตัวผลออ่ นนั้นจะมีสเี ขียวและเมอ่ื แกจ่ ะเร่มิ ค่อยๆเปลี่ยนเปน็ สี
เหลอื งหรือสขี าวแกมเหลือง เมล็ดของผลจะมีรูปร่างกลม เห็นเปน็ ร่องสีนา้ ตาลออ่ นชดั เจน เนื้อของผลมะยม
จะมีความฉ้่าน้า ซึง่ ผลของมะยมนั้นจะมีทั้งพันธท์ุ ใ่ี ห้รสชาตเิ ปร้ยี วและพันธุ์ที่ใหร้ สชาตหิ วาน
การขยายพนั ธุ์ การปลูกตน้ มมะยมนน้ั สามารถท้าไดโ้ ดยการเพาะเมล็ด ซง่ึ เปน็ วิธีท่ีไดร้ ับความนิยมมากท่ีสุด
การใชป้ ระโยชน์ มะยมนนั้ จัดว่าเป็นพชื อกี หนง่ึ ชนิดทส่ี ามารถใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆของต้นมะยมได้
เกือบทงั้ หมด ซง่ึ ประโยชน์ของตน้ มะยม สรรพคุณของตน้ มะยมนนั้ มีดังน้ี
1. ผลของมะยม มีสารต้านอนุมลู อสิ ระ สามารถช่วยชะลอวัยและความเส่อื มตา่ ง ๆ ของเซลลภ์ ายใน
ร่างกายได้มวี ิตามนิ ซีสูงมาก จงึ ชว่ ยต้านอาการหวัด ใช้เปน็ ยาระบายได้ หากนา้ ผลมะยมมาตา้ รวมกับพริกไทย
แลว้ พอกบริเวณปวด เช่น หลงั ขา หรือขอ้ ต่าง ๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ช่วยบา้ รงุ โลหิตได้ ด้วยการน้า
ผลมะยมมาดองในน้าเช่ือมเป็นเวลา 3วนั แล้วรบั ประทานวันละ 1 ช้อนโตะ๊
๒. รากของมะยมสามารถนา้ มาท้าเป็นยารักษาอาการนา้ เหลอื งเสยี ให้แหง้ ได้ หากน้ารากของมะยม
ประมาณ 1 กโิ ลกรมั มาตม้ กบั น้าสบิ ลิตร แลว้ ทิง้ ไว้ใหอ้ นุ่ นา้ มาอาบจะชว่ ยรกั ษาอาการเม็ดผด ผ่ืนคันตา่ ง ๆ
ตามรา่ งกายได้
ขอ้ ควรระวัง น้ายางจากเปลือกของรากมะยมจะมีพิษเล็กน้อย การรบั ประทานเข้าไปอาจจะมอี าการปวดท้อง
ปวดศรี ษะ และมีอาการง่วงซมึ ได้ ควรระวังน้ายางจากเปลอื กรากให้ดี
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ขอ้ มูลจาก kaset.today
ตน้ กล้วยนาวา้ มะลอิ อ่ ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (ABB Group) ‘Namwa Mali Ong’
ช่ือวงศ์ MUSACEAE
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ ลำตน้ สงู 3.0-3.5 เมตร เส้นผ่ำนศนู ยก์ ลำงลำตน้ เทียมมำกกว่ำ 15 ซ.ม. สีของกำบลำต้นเทียมดำ้ น
นอกสีเขียวอมเหลอื งเล็กน้อย ไม่มปี ้ืนดำ ไม่มนี วล กำบด้ำนในสีเหลอื งซีดสมำเสมอ มีปน้ื แดง ก้ำนใบคอ่ นขำ้ ง
ปดิ กำ้ นใบสีเขยี วอมแดง ขอบใบสีนำตำลแดง มคี รีบกำ้ นใบสเี ขยี ว ก้ำนชอ่ ดอกไมม่ ขี นอ่อน ๆ ลกั ษณะของใบ
ประดบั ค่อนข้ำงยำว ดำ้ นนอกสีมว่ งแดงอมเทำ มไี ข ดำ้ นในสแี ดงเข้มสมำเสมอ ปลำยใบประดบั แหลม สีม่วง
แดง ม้วนงอขนึ กำรเรยี งของใบประดบั ไมซ่ อ้ นกนั ลกึ
ดอก ดอกมกี ้ำนดอกค่อนข้ำงยำว
ผล ผลขนำดค่อนข้ำงใหญ่ ทรงกระบอกแต่อว้ นและสนั กวำ่ กล้วยนำวำ้ พนั ธ์ุอืน มีเหลยี มผล ปลำยผลมีจกุ กำร
เรยี งของผลเปน็ ระเบยี บ จำนวนหวีตอ่ เครือประมำณ 9-10 หวี หวหี นงึ มีประมำณ 17-18 ผล ขนำดผลยำว
14-15 ซ.ม. เส้นรอบวงผล 12-14 ซ.ม. ผลดิบมสี ีเขยี ว ผลเมือสุกมีสเี หลือง เนอื ผลสีขำว รสชำติหวำน
เล็กนอ้ ย เนือแน่น มกี ลินหอมออ่ น ๆ มีเมล็ดบำงแตไ่ มม่ ำก
การขยายพนั ธ์ุ กล้วยสำมำรถขยำยพนั ธไุ์ ด้โดยกำรใชเ้ มล็ด กลว้ ยสำมำรถขยำยพันธไ์ุ ดโ้ ดยกำรใช้หนอ่ กลว้ ย
สำมำรถขยำยพนั ธ์ไุ ด้โดยกำรเพำะเลียงเนือเยือ (Tissue culture)
การใชป้ ระโยชน์ ประโยชนข์ องกล้วยนำว้ำ
1. กลว้ ยนำว้ำสุก
– กล้วยนำวำ้ สกุ นำมำรับประทำนเปน็ ผลไม้
– นำมำใช้สำหรับกำรประกอบพิธกี รรมทำงศำสนำ เชน่ ทำบุญบำ้ น พธิ ีเขำ้ พำขวญั /ส่ขู วัญ เปน็ ต้น
– กล้วยดิบหรอื กล้วยห่ำม นำมำปอกเปลอื ก และนำผลไปตำกแหง้ แลว้ บดเป็นผงกล้วยสำหรับใช้
ประกอบอำหำรหรอื ทำขนมหวำน
2. กลว้ ยนำว้ำดิบ
– นำมำแปรรูปเปน็ กลว้ ยฉำบ ทอด และโรยนำตำลหรอื นำเชือม
– ผลกล้วยนำวำ้ ดิบนำมำปอกเปลอื ก หันผลบำง ๆ แล้วนำมำตำรวมกบั มะยม
3. ลำตน้ หรอื หยวกกลว้ ยออ่ น
– นำมำปรงุ อำกำร เช่น หมกหยวกกลว้ ย แกงหยวกกล้วย เปน็ ต้น
– นำมำใช้เลยี งสัตว์ ทีส่วนมำกนยิ มใช้เลยี งสุกร
4. ปลกี ล้วย
– ปลกี ล้วย นำมำประกอบอำหำร เช่น ยำหวั ปลี แกงหัวปลีใสป่ ลำ หอ่ หมกหัวปลีใสไ่ ก่ เปน็ ต้น
– ผลออ่ นทีไดจ้ ำกกำรตัดปลกี ลว้ ย ใช้จิมนำพริกหรอื รับประทำนสดเป้นเครืองเคยี ง
5. ใบกลว้ ยหรอื ใบตอง
– นำมำหอ่ อำหำรหรือห่อปรุงอำหำร เชน่ ห่อหมกตำ่ งๆ
– ใบกล้วยทเี หลือจำกกำรตัดเครือหรอื ไมไ่ ด้ใช้ประโยชน์ นำมำเป็นอำหำรสตั ว์ เชน่ ใช้เลยี งสกุ ร และ
โค เป็นต้น
– ใบกล้วยใช้ทำเครอื งเลน่ เด็ก
– ใบกลว้ ยใช้ทำเครืองพธิ ีกรรมทำงศำสนำ เช่น ใช้ทำพำนบำยศรีสขู่ วญั หรอื ใชห้ อ่ กระทง เป็นต้น
– ใบกล้วยทแี หง้ คำต้น คนโบรำณหรอื คนในชนบทนยิ มในปัจจบุ นั นำมำใช้มวนยำสูบ
6. กำบกลว้ ย
– กำบกล้วยสด นำมำฉีกแบง่ เปน็ เสน้ เล็ก ๆ สำหรับใชแ้ ทนเชอื กรดั ของ
7. ก้ำนกล้วย
– ใชท้ ำเครืองเลน่ ใหแ้ ก่เดก็ เชน่ ม้ำก้ำนกล้วย
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ข้อมูลจำก kaset.today
ตน้ สัก
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Tectona grandis
ชอ่ื วงศ์ LAMIACEAE
ช่ือทอ้ งถิ่น ปฮี ี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรยี่ ง-แมฮ่ อ่ งสอน), ปายี้ (กะเหร่ียง-
กาญจนบรุ )ี , เสบ่ ายี้ (กะเหรยี่ ง-กาแพงเพชร), เคาะเยยี โอ (ละวา้ -เชียงใหม่)
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาต้น ไม้ตน้ ขนาดใหญ่ สงู ไดถ้ ึง 30 เมตร ผลดั ใบ เรอื นยอดรูปกลมหรอื ไข่ ลาต้นเปลาตรง โคนต้นมักเปน็
พูพอนตา่ เปลือกสนี า้ ตาลออ่ นเรยี บหรอื ลอ่ นออกเปน็ แถบช้ืนตามยาว ก่ิงอ่อนเปน็ รปู สี่เหล่ียม กง่ิ อ่อนและยอด
อ่อนมขี นสีเหลืองรปู ดาว
ใบ ใบเปน็ ใบเด่ียว แตกออกจากกิ่งเปน็ คู่ ๆ ตรงขา้ มกนั ในแตล่ ะคจู่ ะตั้งฉากสลบั กนั ไปตามความยาวของกง่ิ
ลักษณะของใบเปน็ รปู รีกว้าง หรือรปู ไข่กลับ ปลายใบมีหางสนั้ ๆ โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมขี นาด
กวา้ งประมาณ 12-35 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-60 เซนติเมตร พ้นื ใบดา้ นบนและดา้ นล่างสากมอื
ท้องใบเป็นสีเขียวและมีขนปกคลุม มกี ้านใบยาวประมาณ 1-5 เซนตเิ มตร ทีท่ อ้ งใบของใบออ่ น เมอ่ื นามาขยี้
แล้วจะมีสแี ดงคลา้ ยเลอื ด โดยจะผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง (ประมาณเดือนพฤศจกิ ายนถึงเดอื นมกราคม) และจะ
แตกใบใหม่ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถนุ ายน
ดอก ออกดอกเป็นชอ่ ขนาดใหญ่ โดยจะออกตามซอกใบและปลายยอด ดอกเปน็ ดอกแบบสมบรู ณเ์ พศทีม่ ที ง้ั
เกสรเพศผ้แู ละเพศเมยี อยู่ในดอกเดียวกัน ดอกยอ่ ยมขี นาดเลก็ กลีบดอกเป็นสเี ขยี วนวล มีกลีบดอก 6 กลบี
โคนกลีบดอกเชอื่ มติดกันเป็นหลอดและมขี นท้ังดา้ นนอกและด้านใน ดอกมเี กสรเพศผู้ 5-6 อัน ยนื่ ยาวพ้นออก
จาดอก ส่วนเกสรเพศเมียจะยาวเทา่ กับเกสรเพศผู้และมี 1 อนั ทีร่ งั ไขม่ ีขนอยู่หนาแน่น ตน้ สักจะออกดอกชอ่
ดอกชอ่ แรกท่ปี ลายยอดสุดของแกนลาตน้ ก่อนก่งิ อ่นื ๆ แลว้ จึงจะเกดิ ดอกทปี่ ลายยอดของกง่ิ และดอกจะบาน
เพียง 1 วนั หลังจากนัน้ ดอกท่ีไดร้ บั การผสมจะเปลย่ี นแปลงไปเป็นผลตอ่ ไปในช่วงเดอื นกรกฎาคมถึงเดือน
ตลุ าคม
ผล ผลสกั ลกั ษณะของผลเป็นรปู ทรงกลมแปน้ มขี นาดเส้นผา่ นศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผลจะมี
ช้นั ของกลีบเล้ียงหมุ้ อยู่ มลี ักษณะพองลมและบาง เป็นสเี ขยี ว ในผลหน่งึ ผลจะมเี มล็ดอยู่ประมาณ 1-4 เมลด็
(โดยท่วั ไปเรยี กผลสักวา่ "เมล็ดสกั ") และเมือ่ ผลแกจ่ ดั จะเปลีย่ นเป็นสนี ้าตาล (ผลจะเริม่ แกใ่ นช่วงเดือน
พฤศจิกายนถงึ เดอื นมกราคม) เมล็ดจะอยู่ในช่อง ชอ่ งละ 1 เมลด็ ลกั ษณะของเมลด็ เปน็ รปู ทรงไข่ มขี นาด
กว้างประมาณ 0.4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.6 เซนตเิ มตร ซง่ึ เมลด็ จะเรยี งไปตามแนวตัง้ ของผลสกั ใน
แต่ละเมลด็ จะถกู หอ่ หุ้มไปด้วยเปลือกห้มุ เมล็ดท่มี ีลกั ษณะบาง ๆ
การขยายพนั ธุ์ เพาะเมลด็
การใชป้ ระโยชน์ เมล็ด ใช้รกั ษาโรคตา, เปลอื กไม้ บรรเทาอาการบวม ปวดศีรษะ, ใบอ่อนหัน่ ฝอย ตากหรือ
คว่ั ให้แหง้ ชงน้าด่มื ชว่ ยลดนา้ หนกั , แก่นช่วยขบั ปัสสาวะ แก้บวมน้า แก้ไข้, ไม้สกั เปน็ ไม้ทม่ี คี ุณค่ามาก เนอ้ื ไม้
มีสีเหลอื งทอง ใช้กอ่ สรา้ งบ้านเรือน ทาเครอื่ งแกะสลกั ทาเครอื่ งมือทางการเกษตร, เปลอื กรากและใบอ่อนให้สี
ยอ้ มสนี า้ ตาลเหลือง, หลายส่วนของพืชใชร้ กั ษาระบบปสั สาวะ ถา่ ยพยาธิ โรคเบาหวาน เจบ็ คอ ประจาเดือน
มาไม่ปกติ, แกน่ และใบขับลมในลาไส้ รักษาเบาหวาน
………………………………………………………………….
ขอบคุณ : ขอ้ มูลจาก medthai.com
ต้นมะเดือ่ ฝร่ัง
ชอ่ื วงศ์ Moraceae
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Ficus carica L.
ช่ือสามัญ Fig
ชอ่ื ท้องถิ่น มะเด่ือฝร่งั , มะเด่อื เทศ
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ลาตน้ มะเด่อื ฝร่ัง เปน็ ไมผ้ ลยนื ต้นขนาดกลาง ลาตน้ แตกกิง่ มาก
เป็นทรงพมุ่ แผ่กวา้ ง ลาตน้ สูงประมาณ 3-10 เมตร เปลอื กลาต้น
เปน็ สเี ทาอมนา้ ตาล และมียางสขี าว สว่ นแก่นไมเ้ ปน็ ไม้เนอื้ อ่อน
ไมน่ ิยมใช้ในการกอ่ สร้างหรอื แปรรปู เปน็ เฟอร์นเิ จอร์
ใบ มะเดอื่ ฝรัง่ เปน็ พชื ใบเล้ียงคู่ แตกใบออกเดย่ี ว เรยี งสลบั กนั
ตามปลายก่งิ มะเด่อื ออกเป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบเปน็ ใบเดยี่ วมี
ความกวา้ ง 20-25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 25-30 เซนตเิ มตร แผ่นใบค่อนข้างหนา และค่อนข้างแข็ง
แผ่นใบขรุขระสากมือ แผน่ ใบด้านลา่ งมีขนปกคลุม สว่ นขอบใบหยกั ลึก 3-7 หยกั
ดอก มะเด่ือฝรง่ั มดี อกคลา้ ยผล ทีท่ าใหม้ องเห็นเป็นดอกเดยี่ ว แต่
แทจ้ รงิ คือดอกรวมท่เี จรญิ จากสว่ นของก้านช่อดอกบริเวณฐานรอง
ดอกพฒั นามาหุม้ ดอกไว้ ดา้ นบนดอกมีช่องเปิด ภายในดอกมดี อก
ย่อยจานวนมาก
ผลและเมลด็ ผลมะเด่ือ ออกเปน็ ผลเด่ียว มีลกั ษณะเกอื บทรงกลม
ขั้วผลสอบแคบ ซึ่งไมใ่ ช่ผลจรงิ เพราะเปน็ ผลทไี่ ม่ได้เกดิ จากการผสม
เกสร แต่เปน็ ผลที่พัฒนามาจากฐานรองดอกที่เป็นกา้ นช่อดอกโค้ง
เขา้ หากัน แต่ก็มมี ะเด่ือฝรงั่ ชนิดผลจรงิ ที่เกดิ จากการผสมเกสร
ดังน้นั ผลท่ีเราเห็นกค็ อื ส่วนของกา้ นช่อดอกที่มลี ักษณะพองใหญ่
หอ่ หุ้มผลด้านในไว้ เพราะผลจริงคือเมล็ดทมี่ ีขนาดเล็กอยู่ด้านใน โดยในแตล่ ะผลจะมเี มลด็ ประมาณ 1000-
1,500 เมลด็ ต่อผล
ผลด้านนอกหรือผลเทียมมีลกั ษณะเป็นเปลอื กห้มุ หนาหรือบางขึ้นอยกู่ บั สายพนั ธุ์ เปลือกผลมลี กั ษณะอ่อนนุ่ม
ด้านในผลกลวง ซงึ่ มีเมล็ดขนาดเล็กแทรกอยู่จานวนมาก เนือ้ ผลมรี สหวานอมเปรยี้ ว ซ่ึงเปน็ ท่ีนยิ มรบั ประทาน
การขยายพนั ธ์ุ การตอนกง่ิ การเพาะเมลด็
การใช้ประโยชน์
1. ผลมะเด่อื ฝรง่ั มีขนาดใหญ่ เนือ้ ผลมีรสหวานอมเปรย้ี ว นยิ มใชร้ ับประทานเป็นผลไมส้ ด สว่ นมะเดื่อชนดิ อืน่
ท่ีนยิ มรับประทานเช่นกนั อาทิ มะเดือ่ ปล้องหิน มะเดื่ออุทุมพร และมะเดือ่ ขน เปน็ ต้น
2. ผลมะเด่อื นามาปนั่ เป็นนา้ ผลไม้ด่ืม
3. ผลมะเดอ่ื ใช้แปรรปู เปน็ ผลิตภัณฑ์ตา่ ง ๆ อาทิ มะเดื่ออบแห้ง มะเด่อื บรรจกุ ระปอ๋ ง ไวน์ และแยม เปน็ ต้น
4. ยางจากลาต้นใชท้ าผลิตภัณฑย์ าง อาทิ ต้นยางอินเดยี แต่มคี ุณภาพน้อยกวา่ ต้นยางพารา
5. นา้ ยางจากมะเด่ือบางชนิด (ตน้ ผูก) ใช้สาหรบั ย้อมผา้ และทาเทียน
6. เปลือกมะเดือ่ ใชส้ าหรบั ทากระดาษ อาทิ ในเม็กซิโกใช้เปลือกมะเดือ่ Ficus สาหรับทากระดาษอะเมาท์
(amalt)
7. เปลอื กมะเดือ่ บางชนดิ ใช้ทาผลติ ภัณฑ์เครอื่ งนุ่งหม่ หรือของใช้ อาทิ เปลอื กมะเด่อื Ficus nekbuda ใชท้ า
โสรง่ และถุงทะเล
8. น้ายางจากเปลือกมะเดื่อถกู นามาใช้ในทางการแพทย์ เพราะมสี าร figcin ทส่ี ามารถช่วยยอ่ ยโปรตีนได้
9. มะเดื่อบางชนดิ หรือตน้ มะเดอื่ ฝร่ังท่ไี ด้จากการตอนกง่ิ จะมีลาต้นไม่สูงมาก กิง่ สามารถดัดใหโ้ คง้ งอได้ จงึ
นิยมปลกู เปน็ ไมป้ ระดับหรอื เป็นไม้แคระเช่นกัน
10. ต้นมะเดอ่ื ท่ปี ลูกดว้ ยเมล็ดจะมลี าตน้ สงู ลาต้นแตกกิง่ เป็นทรงพ่มุ ใหญ่ จึงใช้ปลูกเพื่อใหร้ ม่ เงาตาม
สวนสาธารณะหรือตามสวนหลงั บ้าน
11. มะเดื่อหลายชนิดตามธรรมชาติถือไดว้ ่าเปน็ แหล่งอาหารสาคญั ของสัตวป์ ่า
12. ไมใ้ นสกุลมะเดอื่ ทเ่ี ก่ียวข้องกบั ความเชือ่ และศาสนา คือ ต้นโพธ์ิ ซึง่ เปน็ ต้นไมท้ ่พี ระพทุ ธองค์ใชน้ งั่ บาเพญ็
เพียรจนนามาส่กู ารตรัสรู้ จงึ จัดเป็นตน้ ไม้ท่ีมคี วามสาคญั และเปน็ ท่ีเคารพของชาวพุทธ
………………………………………………………………….
ขอบคณุ : ขอ้ มลู จาก puechkaset.com