The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Model บ้านพอเพียง 30 ตารางวา ศพช.สระบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by CDDTree.S, 2023-06-01 23:52:32

Model บ้านพอเพียง 30 ตารางวา ศพช.สระบุรี

Model บ้านพอเพียง 30 ตารางวา ศพช.สระบุรี

Keywords: Model บ้านพอเพียง 30 ตารางวา,ศพช.สระบุรี

การดําเนินงานการพัฒนาศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสู่การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่เป�าหมายความยั่งยืนโลก ตามหลักเกษตรธรรมชาติ(MOA) โมเดล 30 ตารางวา ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุร � --------------------------------------------------------------------------------------------------------------- วัตถุประสงค์ 1.เพื่อต่อยอดกิจกรรมศูนย์เร �ยนรู้โคกหนองนา โมเดล เป�นแหล่งเร �ยนรู้ทุกด้าน ทุกรูปแบบไม่เน้นการ เร �ยนการสอนในห้องเร �ยน 2. เพื่อส่งเสร �มการปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงทางอาหาร 3. เพื่อขยายผลต่อยอดองค์ความรู้ในการปลูกผักไร้สารพิษ โมเดล 30 ตารางวาโดยว�ธีเกษตร ธรรมชาติ แนวทาง MOA สู่ชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือในการพัฒนาตนเองและชุมชน 4. เพื่อเชื่อมความสามัคคี และแลกเปลี่ยนเร �ยนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป�นแปลงสาธิตและฝ�กปฏิบัติ สําหรับการเร �ยนรู้ เพิ่ มทักษะด้านอาชีพ และการสร้างรายได้ให้กับบุคลากรและผู้สนใจทั่วไปต่อไป หลักการและเหตุผล กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยนายสุทธิพงษ์ จุลเจร �ญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ มูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI FOUNDATION) โดยนายสัตยา ณ ระนอง รองประธานมูลนิธิเอ็มโอเอไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจทางว�ชาการ เพื่อการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป�า หมายความยั่งยืนโลก (Sufficiency Economy Philosophy to Sustainable Development Goals : SEP to SDGs) เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2564 การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป�าหมายความ ยั่งยืนโลก เพื่อให้มีการบร �หารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันเป�นสมบัติของชาติ รวมทั้งดําเนินการอื่นใดที่ จําเป�น และเกี่ยวข้องในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ที่เกี่ยวข้องและเป�น ประโยชน์ของชาติต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน เป�นการสร้างความมั่นคงทางด้านน�า อาหาร และพลังงาน ตาม เป�าหมายความยั่งยืนโลก ตลอดจนสร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และยกระดับ คุณภาพชีว�ตบุคคล พร้อมทั้งพัฒนาชุมชนน่าอยู่ทั้งจิตและกาย ด้วยการขยายชุมชนอาหารสุขภาวะและศูนย์ เร �ยนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรมการพัฒนาชุมชน และมูลนิธิเอ็มโอเอไทย มีอุดมการณ์และมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน คือการทําให้ประชาชนมีความสุขและมีความมั่นคงแบบยั่งยืน โดยการ ยึดหลักพึ่งพาตนเองและหลักการของการเคารพธรรมชาติให้ดํารงชีว�ตโดยการไม่เบียดเบียนธรรมชาติในการ เสร �มสร้างความมั่นคงทางอาหาร สิ่ งที่สําคัญที่สุดมูลนิธิเอ็มโอเอไทย ได้ช่วยเหลือในการขับเคลื่อนงานสร้าง ความมั่นคงด้านอาหารและพัฒนาคุณภาพชีว�ตให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยมีกรมการพัฒนาชุมชนร่วม บูรณาการกับมูลนิธิเอ็มโอเอไทย ไปสู่พี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด อําเภอ ตําบล และครัวเร �อนต่อไป


ภารกิจ - จัดให้มีกิจกรรมการเร �ยนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนการสืบทอด ภูมิป�ญญาท้องถิ่ น และการเร �ยนรู้ด้านต่าง ๆ ของประชาชนในชุมชน - เป�นศูนย์รวมของข้อมูล เช่น ข้อมูล จปฐ. กชช. 2ค. แหล่งน�า กลุ่มอาชีพ ฯลฯ รวมทั้งข่าวสาร สาระความรู้ที่เอื้อต่อการเร �ยนรู้เท่าทันสถานการณ์โลก - รวบรวมภูมิป�ญญาท้องถิ่ น องค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน องค์ความรู้ที่มีอยู่กระจัดกระจายใน ชุมชน และจัดการให้เป�นหมวดหมู่ มีความชัดเจนเป�นรูปธรรมที่ประชาชน สามารถเข้าไปสืบค้น ศึกษา และเร �ยนรู้ได้ทุกเวลา - เป�นศูนย์กลางในการจัดการความรู้ที่ดําเนินการโดยประชาชนและเพื่อประชาชน - เป�นศูนย์ประสานและบูรณาการการทํางานของทุกภาคส่วน ภาคประชาชน ได้แก่ ผู้นํากลุ่ม/ องค์กร เคร �อข่าย ภาคเอกชน ภาคีพัฒนาภาครัฐ - เป�นแหล่งเร �ยนรู้ทุกด้าน ทุกรูปแบบ ไม่เน้นการเร �ยนการสอนในห้องเร �ยน - เป�นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน


ประโยชน์ 1. ทําให้ชุมชนเห็นศักยภาพของชุมชน รักชุมชน รักท้องถิ่ น รู้จักตัวตนของตนเอง และภาคภูมิใจใน วัฒนธรรม ประเพณีว�ถีชีว�ต และความเป�นชุมชนของตนเอง 2. กระตุ้นประชาชนให้ตื่นตัวในตัวในการพัฒนาตนเอง ครอบครั่ว ชุมชน และมีส่วนร่วมในการพัฒนา อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 3. ได้พบปะ เร �ยนรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน 4. มีแหล่งเร �ยนรู้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมและภูมิป�ญญาท้องถิ่ น 5. ได้แนวทาง ว�ธีคิด นําไปปรับใช้ในการดํารงชีว�ตและการประกอบอาชีพ 6. เกิดเคร �อข่ายการทํางานภายในชุมชนกับภาคีการพัฒนาภาครัฐ และเอกชน 7. มีแหล่งเร �ยนรู้ที่เป�นประโยชน์สําหรับประชาชนที่สนใจ สามารถสืบคันข้อมูลได้ทุกเวลา ความสําคัญ เกษตรธรรมชาติ MOA (Mokichi Okada Association ) คือ การทําเกษตรกรรมที่กระบวนการ ผลิตมีความปลอดภัยต่อชีว�ตมนุษย์ ไม่ใช้สารเคมี เพื่อรักษาสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บร �โภค ได้ผลผลิตที่ยั่งยืน เหมาะกับทุกท้องถิ่ น โดยมี โมกิจิ โอกาดะ (พ.ศ. 2425 - 2498) ชาวญี่ปุ�นเป�นผู้ร �เร �มเกษตรธรรมชาติ ่MOA ได้ศึกษาการเพาะปลูกแบบธรรมชาติ ไม่พึ่งพาวัสดุสังเคราะห์ที่มนุษย์สร้างขึ้น หลักการของ เกษตรธรรมชาติ MOA มีแนวคิดพื้นฐาน คือ ให้ความสําคัญกับดินเป�นหลัก ทําให้ดินมีศักยภาพสูงสุด สร้าง สภาพแวดล้อมให้ เหมือนธรรมชาติ โดยใช้การปรับปรุงดิน การปลูกพืชหมุนเว�ยน และการอนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์ เกษตรธรรมชาติ MOA หมายถึง การทําเกษตรกรรมที่กระบวนการผลิตมีความปลอดภัยต่อชีว�ต มนุษย์ ไม่ใช้สารเคมี เพื่อรักษาสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บร �โภคและมุ่งที่จะผลิตผลผลิตเกษตรที่ยั่งยืนเหมาะ กับทุกท้องถิ่ น ผลผลิตที่มีความปลอดภัย เป�นผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่ น ตามฤดูกาล โดยให้ความสําคัญกับดิน เพราะพืชที่ปลูกอยู่บนดินที่ดีจะเติบโตแข็งแรงสามารถต้านทานการทําลายของโรคและแมลงศัตรูพืชได้และ ส่งผลให้ได้ผลผลิตดี การทําการเกษตรที่จะทําให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย คือ 1. การทําให้ดินมีศักยภาพสูงโดยไม่ต้องพึ่งพาวัสดุสังเคราะห์ที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงควรจะรู้จัก สภาพ ของพื้นที่เพาะปลูก ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อมของพื้นที่เพาะปลูกและบร �เวณรอบ ๆ ก่อนจึง จะทําการเพาะปลูก 2. การทําพื้นที่เพาะปลูกให้เหมือนกับธรรมชาติ คือ เร �ยนรู้โครงสร้างของธรรมชาติ มีการสังเกต ธรรมชาติ และสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมือนธรรมชาติ เช่น ดินในป�า ลําธาร ท่ ุงหญ้า 3. นําว�ธีการทําการเกษตรที่ทํากันมาแต่ในอดีตของแต่ละท้องถิ่ น เข้ามาใช้ คํานึงถึงการปลูกพืชที่ เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และนําวัสดุในท้องถิ่ นนํากลับมาใช้ใหม่ 4. ส่งเสร �มแนวทางเกษตรธรรมชาติ MOA ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ได้เข้าใจในหลักการ โดยผู้นํา ชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อให้มีแนวคิดและและว�ธีการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน 5. ผลที่ได้จาการส่งเสร �มแนวทางเกษตรธรรมชาติ MOA คือ มีผลผลิตปลอดภัย เชื่อถือได้ และเป�น การอนุรักษ์สิ่ งแวดล้อม รักษาระบบนิเวศทําให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีผลทําให้คุณภาพชีว�ตของ ประชาชนในท้องถิ่ นดีขึ้น รวมทั้งเกิดความสามัคคีขึ้นในชุมชน ซึ่งเกิดจาก การมีแนวคิดและว�ธีการปฏิบัติไปใน ทิศทางเดียวกัน


หลักการของเกษตรธรรมชาติ MOA 1. เร �่องดิน ในพื้นที่ป�า จะเห็นว่า ในป�ามีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปะปนกันอยู่เต็มไปหมดผิวดินถูกปกคลุมไปด้วย ใบไม้ที่หล่นทับถมกันสัตว์ป�าถ่ายมูลไว้ที่ผิวหน้าดินคลุกเคล้าผสมกับใบไม้ซากพืชซากสัตว์โดยมีสัตว์เล็ก ๆ เช่นไส้เดือนกิ้ งกือจิ้ งหร �ดฯลฯกัดแทะเป�นชิ้ นเล็ก ๆ และมีจุลินทร �ย์ที่อยู่ในดินช่วยย่อยสลายจนกลายเป�น ฮิวมัสซึ่งเป�นแหล่งธาตุอาหารพืชและใช้ในการเจร �ญเติบโตของต้นไม้ในป�านั้นเองไม่จําเป�นต้องเอาปุ�ยเคมีไป ใส่ให้ต้นไม้ในป�าก็สามารถเจร �ญเติบโตได้ เกษตรธรรมชาติ ก็เช่นเดียวกัน เกษตรกรสามารถเลียนแบบป�าได้ โดยการใช้ปุ�ยอินทร �ย์เช่นปุ�ยหมักปุ�ยพืชสดเป�นต้นทดแทนการใช้ปุ�ยเคมีนอกจากนี้ใบไม้และเศษพืชที่ปกคลุม ผิวดินก็เป�นการคลุมผิวหน้าดินไว้ป�องกันการสูญเสียความชื้นภายในดินทําให้หน้าดินอ่อนนุ่มสะดวกต่อการ ไชชอนของรากพืชและจะเห็นได้ว่าต้นไม้ในป�ามีการเจร �ญเติบโตแข็งแรงต้านทานโรคและแมลงได้ ไม่


จําเป�นต้องใช้สารเคมีในการกําจัดโรคและแมลง นอกจากนี้ พืชในป�าก็ไม่ได้เป�นพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด แต่ เป�นพืชหลากหลายชนิด ทําให้มีความหลากหลายทางชีวภาพมีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลงและแมลง บาง ชนิดก็เป�นแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชจึงเกิดสมดุลตามธรรมชาติ โอกาสที่แมลงศัตรูพืชจะ ระบาดจนเกิดความเสียหายจึงมีน้อยเกษตรกรจึงสามารถนําสภาพในป�า ไปจําลองไว้ในพื้นที่สวน ไร่-นาได้ซึ่ง เป�นว�ธีการเกษตรธรรมชาตินั่นเอง หลักการของเกษตรธรรมชาติ MOA เป�นหลักการที่เลียนแบบผืนป�าในธรรมชาติสร้างสภาพแวดล้อม ให้เหมือนธรรมชาติให้ความสําคัญกับดินเป�นหลัก เร �ยนรู้โครงสร้างจากธรรมชาติ โดยคํานึงถึงดิน พืช และ แมลง ไปพร้อม ๆ กัน


2. เร �่องพืช การปลูกพืชหลายชนิด เป�นการจัดสภาพแวดล้อมในสวนผลไม้ พืชผัก ไร่นาเนื่องจากพืชแต่ละชนิด ต้องการธาตุอาหารแตกต่างกันทั้งชนิดและปร �มาณอีกทั้งระบบรากยังมีความแตกต่างกันทั้งในด้านการแผ่ กว้างและหยั่งลึกถ้ามีการจัดระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสมแล้วจะทําให้การใช้ธาตุอาหารมีทั้งที่ถูกใช้และ สะสมสลับกันไปทําให้ดินไม่ขาดธาตุอาหารธาตุใดธาตุหนึ่งจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ การปลูกพืชหลายชนิดจะทําให้มีความหลากหลายทางชีวภาพมีแหล่งอาหารที่หลากหลายของแมลงจึงมีแมลง หลากหลายชนิดมาอาศัยอยู่ร่วมกันในจํานวนแมลงเหล่านี้จะมีทั้งแมลงที่เป�นศัตรูพืชและแมลงที่เป�นศัตรู ธรรมชาติที่จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติในป�าที่อุดมสมบูรณ์นั่นเองการปลูกพืช หลายชนิดสามารถทําได้หลายรูปแบบได้แก่ 1. การปลูกหมุนเว�ยน คือ ไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันหร �อตระกูลเดียวกัน ติดต่อกันบนพื้นที่เดียวกันการ ปลูกพืชหมุนเว�ยนจะช่วยหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลงและช่วยประโยชน์ในทางด้านการปรับปรุงดิน โดยมีหลักในการเลือกพืชชนิดต่าง ๆ มาไว้ในระบบการปลูกพืชหมุนเว�ยนดังนี้ 1. ไม่ปลูกพืชชนิดเดียวกันหร �อตระกูลเดียวกันติดต่อกัน 2. ควรปลูกพืชกินใบ กินดอก/ผล และกินหัว สลับกัน เนื่องจากพืชทั้งสามชนิดนี้จะมีความ ต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน 3. ควรปลูกพืชที่มีระบบรากสั้นและรากยาวสลับกันเพื่อให้รากแผ่กระจายไปหาอาหารในดิน ที่ต่างระดับกันสับเปลี่ยนหมุนเว�ยนกันไป 4. ควรปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วต่าง ๆ พืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่ มธาตุไนโตรเจนและ อินทร �ยวัตถุ เป�นการช่วยปรับปรุงบํารุงดิน 5. ควรปลูกพืชตระกูลหญ้าเช่นข้าวข้าวโพดอย่างน้อยป�ละ 1 ครั้งพืชตระกูลหญ้าช่วยเพิ่ ม อินทร �ย์วัตถุและแมลงศัตรูพืชของพืชตระกูลหญ้าก็แตกต่างจากผักตระกูลต่าง ๆ เป�นการตัดวงจรอาหารของ แมลงจะช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ 6. ควรปลูกพืชที่มีเศษเหลือทิ้ งเช่นส่วนของใบและลาต้นหลังการเก็บเกี่ยวมากสลับกับพืชที่ มีเศษเหลือทิ้ งหลังการเก็บเกี่ยวน้อย 7. ในการป�องกันโรคและแมลงศัตรูพืชควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วยเช่นเลือกปลูกถั่ว ลิสง และดาวเร �องเพื่อป�องกันไส้เดือนฝอยรากปม


2.การปลูกพืชแซม การเลือกพืชมาปลูกร่วมกัน หร �อแซมกันนั้น พืชที่เลือกมาต้องเกื้อกูลกัน เช่น ช่วยป�องกัน แมลงศัตรูพืช ช่วยเพิ่ มธาตุอาหารให้อีกชนิดหนึ่ง ช่วยคลุมดิน ช่วยเพิ่ มรายได้ก่อนเก็บ เกี่ยวพืชหลัก เป�นต้น ตัวอย่างของการปลูกพืชแซมมีดังต่อไปนี้ 1. การปลูกดอกไม้สีสดๆเช่นบานชื่นบานไม่รู้โรยดาวเร �องดาวกระจายทานตะวันรอบ ๆ แปลงผัก/สวน ไม้ผลหร �อปลูกแซมไปกับผัก/ไม้ผลอย่างประปรายก็ได้สีของดอกไม้จะช่วยดึงดูดให้แมลงศัตรูธรรมชาติหร �อ แมลงตัวห�าและตัวเบียนเข้ามาอยู่ในแปลงและน�าหวานจากเกสรดอกไม้ก็จะเป�นอาหารของแมลงเหล่านี้ด้วย แมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช


2. การปลูกตะไคร้หอมรอบ ๆ แปลงช่วยป�องกันแมลงศัตรูพืชเมื่อตัดใบตะไคร้หอมจะมีกลิ่ นไล่แมลง ใบตะไคร้หอมเพื่อป�องกันแมลงก็ได้นอกจากนี้ใบตะไคร้หอมยังนามาทาน้ายาสมุนไพรฉีดพ่นไล่แมลงได้อีก ด้วย 3. การปลูกพืชบางชนิดซึ่งมีกลิ่ นหร �อสารไล่แมลงศัตรูพืชเช่น ผักกาดหอม กระเทียม ดาวเร �อง ผักชี กระเพรามะเขือเทศ ฯลฯ แซมลงไปในแปลงปลูกพืชหลักเพื่อลดแมลงศัตรูพืชเช่นปลูกผักชีร่วมกับคะน้าเป�น ต้น 4. การปลูกดาวเร �องร่วมกับพืชอื่นเช่นมันฝรั่งมะเขือเทศกล้วยหักมุกสับปะรดจะช่วยลดความ เสียหายจากการทําลายของไส้เดือนฝอยรากปมได้หร �ออาจปลูกดาวเร �องหมุนเว�ยนเพื่อลดไส้เดือนฝอยดังที่ กล่าวมาแล้ว 5. การปลูกหอมร่วมกับพืชตระกูลแตงเช่นแตงกวาแตงโมแคนตาลูปเป�นต้นหร �อการปลูกกุยช่าย ร่วมกับพืชตระกูลพร �ก-มะเขือจะช่วยป�องกันโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อฟ�วซาเร �ยมได้เนื่องจากบร �เวณรอบๆราก หอมและรากกุยช่ายมีแบคทีเร �ยต่อต้านเชื้อราสาเหตุของโรคได้ 6. การปลูกถั่วลิสงแซมระหว่างแถวของข้าวโพดจะช่วยทําให้แมลงศัตรูธรรมชาติมา อาศัยอยู่ใน แปลงเช่นมีแมงมุมตัวห�า ช่วยควบคุมหนอนเจาะลําต้นข้าวโพดเป�นต้น


3. เร �่องแมลง การอนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์ซึ่งสามารถทําได้โดย 1. ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เช่น การใช้ป� ุยเคมี และสารพิษทางการเกษตร การใช้สารเคมีจะ ทําลายทั้งแมลงศัตรูพืชและแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ถ้าไม่ใช้สารเคมี จะทําให้แมลงศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ตัวห�า (predators insects) คือ สิ่ งมีชีว�ตที่ดํารงชีว�ตโดยการกินแมลงศัตรูพืชเป�นอาหารเพื่อการ เจร �ญเติบโตจนครบวงจรชีว�ต) และตัวเบียน (parasites insects) คือ แมลงที่อาศัยแมลงศัตรูพืชเพื่อการ ดํารงชีว�ตและการสืบพันธุ์) มีมากขึ้นในพื้นที่บร �เวณนั้นซึ่งแมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยควบคุมแมลง ศัตรูพืชได้ 2. ปลูกดอกไม้สีสดๆเช่นดอกบานชื่นดอกทานตะวันดอกบานไม่รู้โรยดอกดาวเร �องและดอก ดาวกระจายเป�นต้นโดยปลูกไว้รอบแปลงปลูกเพาะหร �อปลูกแซมลงในแปลงเพาะปลูกสีของดอกไม้ช่วยดึงดูด แมลงนานาชนิดรวมทั้งแมลงศัตรูธรรมชาติด้วยซึ่งจะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช ทําให้พืชผักถูกทําลายน้อยลง


การเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและโครงสร้างของดิน การปลูกพืชแต่ละชนิด ต้องคํานึงถึง สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ลักษณะของดิน ที่เหมาะสมกับการ เพาะปลูก เกษตรธรรมชาติได้ยึดหลักการเพาะปลูกพืชภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด เพื่อดึงเอาพลัง ของพืชออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งในการเพาะปลูกพืช ถึงแม้จะอย่ ูในสภาพดินที่เหมาะสม ป�จจัยทางภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และป�จจัยด้านสิ่งมีชีว�ต ก็มีความสําคัญเช่นกัน ซึ่งต้องดูว่าแต่ละป�จจัยส่งผลกระทบต่อพืช อย่างไร ดังนั้น การเพาะปลูกจึงต้องคํานึงถึงความกลมกลืนของป�จจัยเหล่านี้ นอกจากนี้ การเพาะปลูกที่ เหมาะสม ต้องมีการคัดเลือกพันธ์ ุ การเตร �ยมพันธ์ ุเมล็ดพันธ์และท่อนพันธ์ ุ ให้เหมาะสมกับสภาพดินฟ�า อากาศ และการเจร �ญเติบโตในพื้นที่นั้น ไม่ใช้พันธ์ ุที่มีการตัดต่อพันธุกรรม ว�ธีการเพาะปลูกควรมีการ จัดลําดับก่อนหลังของพืชที่ปลูก ควรใช้ว�ธีการเกษตรที่เคยทํากันมาในอดีต และต้องรักษาสมดุลของระบบ นิเวศ โดยปรับสภาพให้คืนสู่ธรรมชาติตามเดิม การเตร �ยมดินในการปลูกพืช ต้องคํานึงถึงลักษณะของสภาพ พื้นที่เพาะปลูกเดิม ไม่ควรปรับปรุงพื้นที่ในการเพาะปลูกโดยฝ�นสภาพพื้นที่เดิม ของธรรมชาติ


องค์ประกอบของดิน และดินที่เหมาะสมสําหรับการเพาะปลูก ดิน ประกอบด้วยส่วนสําคัญ 4 ส่วน คือ 1. อนินทร �ยวัตถุ หร �อ แร่ธาตุ เป�นส่วนประกอบที่มีปร �มาณมากที่สุดในดินทั่วไป ได้มาจากการผุพัง สลายตัวของหินและแร่ อนินทร �ยวัตถุ อยู่ในดินในลักษณะของชินส่วนที่เร �ยกว่า อนุภาคดิน ซึ่งมีหลายรูปทรง ้ และมีขนาดแตกต่างกันไป แบ่งได้เป�น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอนุภาคขนาดทราย (เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.00-0.05 ม.ม.) 2. กลุ่มอนุภาคขนาดทรายแป�ง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.05-0.002 ม.ม.) 3.กลุ่มอนุภาคขนาดดินเหนียว (เส้นผ่าศูนย์กลาง < 0.002 ม.ม) อนินทร �ยวัตถุ หร �อ แร่ธาตุในดินนี้ เป�นส่วนที่สําคัญในการควบคุมลักษณะของเนื้อดิน เป�น แหล่งกําเนิดของธาตุอาหารพืช และเป�นแหล่งอาหารของจุลินทร �ย์ดิน นอกจากนี้อนุภาคที่อยู่ในกลุ่มขนาดดิน เหนียวยังเป�นส่วนที่สําคัญที่สุดในการเกิดกระบวนการทางเคมีต่าง ๆ ในดินด้วย 2. อินทร �ยวัตถุ มีความหมายครอบคลุมตั้งแต่ส่วนของซากพืชซากสัตว์ที่กําลังสลายตัว เซลล์ จุลินทร �ย์ ทั้งที่มีชีว�ตอยู่และในส่วนที่ตายแล้ว ตลอดจนสารอินทร �ย์ที่ได้จากการย่อยสลาย หร �อส่วนที่ถูก สังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ แต่ไม่รวมถึงรากพืช หร �อเศษซากพืช หร �อสัตว์ที่ยังไม่มีการย่อยสลาย อินทร �ยวัตถุในดิน นี้ เป�นแหล่งสําคัญของธาตุอาหารพืช และเป�นแหล่งอาหารและพลังงานของจุลินทร �ย์ดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และกํามะถัน อีกทั้งยังเป�นส่วนที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อสมบัติต่าง ๆ ของดินทั้งทาง กายภาพ เคมี และชีวภาพ เช่น โครงสร้างดิน ความร่วนซุย การระบายน�า การถ่ายเทอากาศ การดูดซับน�าและ ธาตุอาหารของดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความสามารถในการ ให้ผลผลิตของดินอีกด้วย 3. น�าในดิน หมายถึง ส่วนของน�าที่พบอยู่ในช่องว่างระหว่างอนุภาคดินหร �อเม็ดดิน มีความสําคัญมาก ต่อการปลูก และการเจร �ญเติบโตของพืช เนื่องจากเป�นตัวช่วยในการละลายธาตุอาหารต่าง ๆ ในดิน และเป�น ส่วนสําคัญในการเคลื่อนย้ายอาหารพืชจากรากไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช 4. อากาศในดิน หมายถึง ส่วนของก๊าซต่าง ๆ ที่แทรกอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินในส่วนที่ไม่มีน�าอยู่ ก๊าซที่พบโดยทั่วไปในดิน คือ ก๊าซไนโตรเจน (N2) ออกซิเจน (O2) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งรากพืช และจุลินทร �ย์ดินใช้ในการหายใจ และสร้างพลังงานในการดํารงชีว�ต จากองค์ประกอบของดินซึ่งมีอย่ ู4 ส่วน ดินที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ต้องมีส่วนประอบทั้ง 4 ส่วน อย่าง เหมาะสมจึงจะปลูกพืชผักได้ดี


ชนิดของหน้าดินที่เหมาะสมสําหรับการเพาะปลูกพืชผัก ดินชั้นบน หร �อ ชั้นไถพรวน มีความสําคัญต่อการเพาะปลูกพืชมาก เนื่องจากรากของพืชส่วนมากจะ ชอนไชหาอาหาร ณ ดินชั้นนี้ ดินชั้นบนเป�นชั้นที่มีอินทร �ยวัตถุสูงกว่าชั้นอื่น ปกติดินชั้นบนจะมีสีเข้ม หร �อคล�า กว่าชั้นอื่น ๆ ใช้สําหรับการทําการเพาะปลูกพืชทั่ว ๆ ไป จะต้องมีความหนาตั้งแต่ 0 – 15 ซม. ส่วนดินชั้นล่าง รากพืชของต้นไม้ยืนต้น จะมีรากชอนไชลงไปถึงชั้นนี้ได้ และมีอินทร �ยวัตถุน้อยกว่าชั้น บน ดินซึ่งมีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกควรต้องมีหน้าดิน รวมดินชั้นบนและดินชั้นล่าง มีความลึกไม่น้อย กว่า 1 เมตร


คุณสมบัติของดินซึ่งมีผลต่อการเจร �ญเติบโตของพืช มี 3 ชนิด ได้แก่ ดินเหนียว เป�นดินมีความละเอียดมากที่สุด ยืดหยุ่นได้ดีเมื่อเป�ยกน�า เหนียวติดมือ สามารถป�้ นเป�น ก้อนได้ จากความเหนียวจึงทําให้พังได้ยาก อุ้มน�าดี รวมทั้งการจับยึดและดูดธาตุอาหารของพืช ทําได้ค่อนข้าง สูง จึงมีแร่ธาตุอาหารของพืชอยู่มาก เหมาะสําหรับใช้ปลูกข้าวเนื่องจากกักเก็บน�าได้นาน ดินทราย เป�นดินร่วน เกาะตัวกันไม่แน่น จึงทําให้ระบายทั้งน�าและอากาศได้อย่างดีเยี่ยม แต่อุ้มน�าได้ น้อย พังทลายได้ง่าย มีความอุดมสมบูรณ์ต�า เนื่องจากความสามารถในการจับธาตุอาหารมีน้อย ทําให้พืชที่ ขึ้นอยู่ในบร �เวณดินทรายขาดน�าและธาตุอาหารได้ง่าย ดินร่วน เป�นดินค่อนข้างละเอียด จับแล้วนุ่ม มีความยืดหยุ่นพอสมควร ระบายน�าได้ดีปานกลาง มีแร่ ธาตุอาหารของพืชมากกว่าดินทราย เหมาะสําหรับใช้เพาะปลูกเป�นอย่างมาก แต่ดินร่วนแบบของแท้มักไม่ ค่อยพบในธรรมชาติ แต่ก็จะพบดินซึ่งมีเนื้อดินใกล้เคียงกันเสียมากกว่า เกษตรธรรมชาติเป�นการทําการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ�ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่จะให้ ความสําคัญของดินเป�นอันดับแรก ด้วยการปรับปรุงดินให้มีพลังการในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป�าที่มี ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยการนําทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจํากัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


รูปแบบการเพาะปลูก การเพาะปลูกบางประเภทถึงแม้จะเติมสารอาหารหร �อสารอินทร �ย์อย่างเพียงพอ แต่การจัดลําดับการ เพาะปลูกพืช ก่อนหลัง กลับมีผลต่อปร �มาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มาก น้อยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหมายถึง ใน ธรรมชาตินั้นระบบนิเวศต้องรักษาสมดุลไว้เสมอและมีพลังที่ดึงกลับไปสู่สภาพธรรมชาติตามเดิม หร �อกล่าว นัยหนึ่ง คือ การปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เป�นการจัดสภาพแวดล้อมในไร่ – นา ช่วยลดการ ระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ เนื่องจากการปลูกพืชหลายชนิดทําให ้มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทํา ให้แมลงจะมีแหล่งอาหารที่หลากหลาย จึงมีแมลงหลายชนิดมาอาศัยอยู่ร่วมกัน รวมทั้งแมลงที่เป�นศัตรูพืช และแมลงที่เป�นศัตรูธรรมชาติ ซึ่งแมลงเหล่านี้่ จะช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชด้วย การปลูกพืชหลายชนิด สามารถทํา ได้หลายรูปแบบ ได้แก่ 1. การปลูกพืชหมุนเว�ยน การปลูกพืชหมุนเว�ยน มีสิ่ งที่สําคัญที่สุด คือการหมุนเว�ยนสสารในไร่ให้ครบวงจร เพื่อเพิ่ มปร �มาณผลผลิตของพื้นที่การเกษตร ในไร่นาที่เพาะปลูกแบบหมุนเว�ยนนั้น นอกจากพื้นที่ที่เหลือจาก การเพาะปลูกพืชที่เป�นรายได้หลักแล้ว ประมาณร้อยละ 25-30 ของพื้นที่ทั้งหมดจะทําการปลูกพืชที่กลายเป�น ปุ�ยได้ ซึ่งต้องไม่แข่งขันกับการเจร �ญเติบโตของพืชหลักด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ผักและพืชผลจากไร่จะมี การเจร �ญเติบโตและปร �มาณการเก็บเกี่ยวที่คงที่ เนื่องจากการปลูกพืชหมุนเว�ยนทําให้เกิดการปรับสารอาหาร และจุลินทร �ย์ในดิน โรคและแมลงศัตรูพืชถูกควบคุม เมื่อเป�นเช่นนี้การปลูกพืชหมุนเว�ยนจึงเป�นว�ธีที่สําคัญว�ธี หนึ่งในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการกําจัดวัชพืชและโรคและแมลงศัตรูพืช การจัดกลุ่มพืช หมุนเว�ยน ต้องพิจารณาลักษณะพิเศษต่าง ๆ เช่น ความยาวของราก การแผ่กระจายของราก มีความสามารถ การตึงไนโตรเจนหร �อไม่ ความสามารถในการดูดสารอาหารของพืชแต่ละชนิด ยิ่ งไปกว่านั้นจําเป�นต้อง วางแผนโดยคํานึงถึงสภาพภูมิอากาศ คุณสมบัติของดินและความอุดม ตลาดของผลผลิต และสภาวะทาง เศรษฐกิจด้วยในความเป�นจร �งหลังจากการปลูกพืชที่หยั่งรากลึกเช่นผักที่มีหัวต่าง ๆ หร �อตระกูลมันต่าง ๆ ถ้า ปลูกพืชที่มีลักษณะการเจร �ญเติบโตแตกต่างกันออกไปจะให้ผลในการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพ การ


ปลูกพืชหมุนเว�ยนที่ทําการเก็บเกี่ยวระหว่างการเจร �ญเติบโตหร �อพืชที่ต้องการสารอาหารที่ต่างกันออกไปจะ ช่วยปรับความสมดุลของสารอาหารในดินให้คืนสู่สภาวะเดิม โดยเฉพาะผักกินผลที่มีการเก็บเกี่ยวระหว่างการ เจร �ญเติบโต หลังการเพาะปลูกในดินจะมีสารอาหารสะสมอยู่มาก ดังนั้นหากปลูกผักกินใบซึ่งมีพลังในการดูด สารอาหารมากเป�นพืชชนิดหลังแล้วจะให้ผลในการปรับปรุงสารอาหารในดิน


2. การปลูกพืชต่อเนื่อง การปลูกพืชต่อเนื่อง คือ การเพาะปลูกพืชชนิดเดิมในไร่อย่างต่อเนื่อง และ เมื่อมีการปลูกต่อเนื่องทุกป�ก็จะมีอุปสรรคป�ญหาเกิดขึ้น (ป�ญหาจากการปลูกต่อเนื่อง) ทําให้ปลูกพืชได้ยาก ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามพืชบางชนิดก็ปลูกต่อเนื่องได้ง่าย บางชนิดก็ยาก เมื่อมองจากภาพรวมของพื้นที่การ เพาะปลูกให้เลือกชนิดที่ปลูกได้ง่าย อีกด้านหนึ่ง เมื่อมองดูธรรมชาติแล้วจะพบว่าการที่พืชชนิดเดิมขึ้นอยู่บน พื้นที่เดิม นั้นมีให้เห็นมากมาย จึงอาจกล่าวได้ว่าพืชปรับปรุงการดํารงชีว�ตให้เหมาะสมกับผืนดินนั้น หร �อ ในทางกลับกันจะกล่าวว่าดินปรับตัวให้เข้ากับพืชก็ย่อมได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือการปลูกพืชแบบต่อเนื่องทํา ให้ดินปรับสภาพให้เหมาะสมกับพืชและพืชก็ปรับให้เหมาะสมกับดิน และในความเป�นจร �งก็มีผู้ผลิตบางรายที่ ตัดสินว่าการปลูกมันเทศ หัวผักกาดขาว และหอมหัวใหญ่อย่างต่อเนื่องจะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพและรสชาติด ส่วนในแง่ของโรคและแมลงศัตรูพืช พบว่า ในการปลูกข้าวสาลีแบบต่อเนื่อง ในป�ที่ 4-5 เกิดโรคแห้งเหี่ยว อย่างรุนแรง แต่หลังจากนั้นก็มีการปลูกต่อเนื่องต่อไปกลับกลายเป�นว่าเกิดโรคน้อยลง หร �อที่เร �ยกกันว่า ปรากฏการณ์สาเหตุของโรคเสื่อมถอยป�จจุบันที่ฟาร์มโอฮิโตะเองก็มีการทดลองเพาะปลูกแบบต่อเนื่องและ พบว่ามีปรากฏการณ์เช่นเดียวกันเกิดขึ้น สําหรับการเกษตรธรรมชาติ การนําว�ธีการปลูกพืชแบบต่อเนื่องเพื่อ เตร �ยมดินให้มีคุณสมบัติที่ง่ายต่อการเจร �ญเติบโตของพืช ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชได้อย่างยั่งยืนเป�นสิ่ ง ที่สําคัญ และการรักษาสมดุลระหว่างจุลินทร �ย์ที่ก่อให้เกิดโรคและจุลินทร �ย์ที่ต้านทานโรคโดยว�ธีการต่าง ๆ เช่น การไถกลบหลังการเก็บเกี่ยว การควบคุมหน้าดิน โดยเฉพาะการใช้สารอินทร �ย์เป�นสิ่งที่มีความสําคัญ เช่นกัน


ศักยภาพของดิน ดินไม่ได้เกิดจากการแตกสลายของก้อนหินเพียงอย่างเดียว บนพื้นผิวดินของโลกจะมีอินทร �ย์วัตถุมี จุลินทร �ย์ และสัตว์เล็ก ๆ อาศัย อยู่ มีมอส และหญ้าเจร �ญเติบโต แล้วก็แห้งเหี่ยวสลับกันไป อย่างต่อเนื่อง เมื่อติดตามดูกระบวนการดังกล่าวตามวันเวลาที่ผ่านไป จะเห็นว่าดินมี่ความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ตั้งแต่มีต้นหญ้า เล็ก ๆ ขึ้นจนกระทั่งต้นไม้ขนาดใหญ่เจร �ญเติบโตได้ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น ดินไม่เพียงแต่มีพลังใน การเลี้ยงดูพืชให้เจร �ญเติบโตเท่านั้น แต่ดินได้รับการปฏิบัติจากพืช และทําให้ตัวมันเองเกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วย ดินและพืชจึงมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งสิ่ งนี้คือ กฎของธรรมชาติ เกษตรธรรมชาติ ถือว่าดิน คือ หน่วยชีว�ต และจะทําให้ดินมีศักยภาพสูงสุดโดยไม่พึ่งพาวัสดุที่มนุษย์ สร้างขึ้น ดังนั้นจึงควรรู้จักสภาพพื้นที่เพาะปลูก ลักษณะพื้นที่ ลักษณะของดิน สภาพแวดล้อมของพื้นที่ เพาะปลูก และบร �เวณรอบ ๆ ก่อนแล้วจึงทําการเพาะปลูก โดยให้ความสําคัญกับดินเป�นหลัก


หลักการปรับปรุงดินตามหลักเกษตรธรรมชาติ MOA ตามหลักเกษตรธรรมชาติ ศักยภาพที่แท้จร �งของดินเป�นเร �่องที่สําคัญที่สุด ดังนั้นจึงจําเป�นที่จะต้อง คํานึงถึงการปรับปรุงดิน โดยการสังเกตธรรมชาติ คือ ให้สังเกตว�ถีธรรมชาติ เช่น ถ้าเป�นนาให้สังเกตจากลํา ธารหร �อหนองน�า ถ้าเป�นไร่พืช สวนผักให้สังเกตจากทุ่งหญ้าหร �อต้นไม้เตี้ย ๆ ในป�า ถ้าเป�นสวนไม้ผลให้ สังเกตจากป�าไม้ โดยมีเป�าหมายที่จะทําให้พื้นที่ทําการเกษตรกลับมาอยู่ในสภาพดังกล่าวอีกแต่ว่าการ เจร �ญเติบโตของพืชผลในไร่สวนกับพืชในป�านั้นจะมีความแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป�นระยะเวลาการดูดซึม และการสูญเสียธาตุอาหาร รวมทั้งการนําผลผลิตไปใช้ ด้วยเหตุนี้จึงเป�นเร �่องยากที่จะปรับสภาพพื้นที่ทํา การเกษตรให้เหมือนกับธรรมชาติเลย ดังนั้นจึง ไม่ใช่การเลียนแบบธรรมชาติทั้งหมด แต่ให้เข้าใจโครงสร้างที่


จะทําให้ดินสมบูรณ์ และพยายามทําให้กลับมาเป�นจร �งอีกครั้งในธรรมชาตินั้นดินเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร สารประกอบส่วนใหญ่ของดิน เกิดจากการสึกกร่อนของก้อนหินด้วยลมจนกลายเป�นดิน สิ่ งสําคัญที่ทําให้ เกิดปฏิกิร �ยาดังกล่าวก็คือ น�า อากาศ อุณหภูมิ ลักษณะพื้นที่ พืช สัตว์ และจุลินทร �ย์ เป�นต้น สําหรับเกษตรธรรมชาติ ดินที่ให้ผลผลิตสูงคือ ดินในป�า การรู้จักคุณสมบัติของดิน คือ การดูจากหน้า ตัดของดิน ในบรรดารากของพืชในป�านั้น ส่วนที่ดูดซึมธาตุอาหารได้มากที่สุดคือบร �เวณรากฝอยซึ่งจะกระจาย อยู่ทั่วบร �เวณชั้น A0 (ชั้นหน้าดิน มีใบไม้เน่าย่อยสลายเพียงบางส่วน) โดยเฉพาะในชั้น H (ชั้นที่มีฮิวมัส ผสมอย่ ู) ที่เป�นเช่นนี้เพราะว่าบร �เวณนี้มีธาตุอาหารอยู่มากนั่นเอง ทําให้เข้าใจได้ว่าในป�านั้น ธาตุอาหารที่ช่วย บํารุง ต้นไม้ใหญ่ จะอยู่บร �เวณไม่ลึกจากใต้ผิวดิน วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงดิน การปรับปรุงดินคือการเร �ยนรู้โครงสร้างที่จะทําให้ดินธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ และเร �ยนรู้การ สร้างสภาพแวดล้อมของดินให้เหมาะสมกับการเจร �ญเติบโตของพืช วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงดินมีดังนี้ • สร้างโครงสร้างกลุ่มเม็ดดิน • ทําให้เป�นดินที่ไถพรวนได้ง่าย • ปรับให้อุ้มน�าและถ่ายเทอากาศได้ดี • ปรับค่า pH ของดินให้เหมาะสมและเพิ่ มประสิทธิภาพการเป�นสารผ่อนความเป�นกรดด่างหร �อความ เป�นด่างให้ดีขึ้น • กระตุ้นจุลินทร �ย์ในดินให้ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ • เติมธาตุอาหารที่จําเป�นสําหรับพืชผล คือ พัฒนาศักยภาพของดินในพื้นที่นั้นเพื่อเลี้ยงดูพืชให้ เจร �ญเติบโต โดยใช้ว�ธีการต่าง ๆ เช่น ใส่ปุ�ยหมักให้เหมาะกับพื้นที่นั้น อาศัยประโยชน์จากการทํางานของพืช และดูแลหน้าดิน เป�นต้น ว�ธีการปรับปรุงหน้าดิน ให้มีความสมบูรณ์ 1. การดูแลหน้าดิน หน้าดินนั้นหากไม่มีสิ่ งปกคลุม ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากฝนและแสงแดด ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นอย่างรวดเร็วได้ง่าย ซึ่งเป�นสาเหตุของการเกิดป�ญหาราก เน่าของพืช นอกจากนี้ยังเป�นป�จจัยหลักที่ทําให้ศักยภาพของดินเสื่อมอันเนื่องมาจากการที่ธาตุอาหารถูกชะ ล้างไปและการลดน้อยลงของจุลินทร �ย์ หน้าดินในป�านั้นเต็มไปด้วยพืชและซากพืช เช่น ใบไม้ร่วง และกิ่ งไม้ แห้ง ที่ทับถมกัน ถ้าหยิบใบไม้ร่วงเหล่านั้นขึ้นมาก็จะเห็นสัตว์เล็ก ๆ และเชื้อราประเภทเห็ด ส่วนในดินก็จะมี ความชื้น ทําให้รู้สึกว่าอุ่นในฤดูหนาวและเย็นในฤดูร้อนด้วยว�ถีเช่นนี้ระบบนิเวศที่เหมาะสมกับผืนดินนั้นจึงถูก รักษาให้คงอยูได้ ในการทําเกษตรธรรมชาติการปกป�องดิน เป�นเทคโนโลยีที่่ สําคัญ จึงทําให้การควบคุมหน้า ดินเป�นสิ่ งที่ขาดไม่ได้ แตอ่ย่างไรก็ตามการควบคุมมากเกินไปกลับก่อให้เกิดผลร้ายต่อรากของพืชได้จึงต้องมี ความระมัดระวัง 2. การคลุมหน้าดิน การคลุมหน้าดินทําได้โดยการคลุมผิวหน้าดินด้วยฟางข้าว ฟางธัญพืช หญ้าที่ตัด ปุ�ยหมัก เป�นต้น ซึ่งเป�นการปกป�องสิ่ งมีชีว�ตที่อาศัยอยู่ในดินและบร �เวณใกล้หน้าดิน ป�องกันความแห้งแล้ง และยังทําหน้าที่ในการปกป�องดินจากความหนาวเย็นและลมฝนที่รุนแรง ในกรณีที่จะใช้หญ้าจากการตัดหร �อ วัชพืชในการหอหุ้ม ต้องตัดก่อนที่จะมีเมล็ดเพื่อป�องกันไม่ให้นําเมล็ดเข้ามาในที่เพาะปลูก การคลุมหน้าดิน


ยังให้ผลในการควบคุมการเพิ่ มอุณหภูมิของดินในระยะเร �มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่อุณหภูมิของดินยังต่างกันอยู่ ่ การเติบโตของพืชจึงถูกควบคุมไว้ดังนั้นเพื่อไม่ให้อุณหภูมิของดินลดลงจนกว่าจะถึงฤดูฝนจึงตองคลุ้มดินโดย คลุมผิวดินไว้เพียงบาง ๆ เพื่อให้แสงแดดส่องถึงหน้าดิน และหลังจากฤดูฝนอุณหภูมิของดินจะเพิ่ มขึ้นดังนั้น เพื่อป�องกันไม่ให้ดินแห้งจึงต้องคลุมดินให้หนาขึ้น ประโยชน์ของการคลุมหน้าดิน ให้ผลดังต่อไปนี้ • ป�องกันการชล้างหน้าดินเนื่องจากฝนหร �อลม • อุ้มน�าในดิน ทําให้การเปลี่ยนแปลงความชื้นในดินเกิดได้น้อยลง • ส่งเสร �มการเกิดกลุ่มเม็ดดิน ทําให้ดินพองและอ่อนลง และพืชแตกรากได้ดีขึ้น • กระตุ้นการดํารงชีว�ตของสิ่ งมีชีว�ตในดิน ทําให้ระบบนิเวศมีความมั่นคง • ช่วยป�องกันวัชพืชและช่วยกระตุ้นให้จุลินทร �ย์ที่มีประโยชน์เพิ่ มขึ้นทั้งชนิดและปร �มาณ • ลดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในดิน •วัสดุคลุมดินจะค่อยๆ ย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใช้เศษพืชคลุมดิน


3. การไถพรวนดิน การทํางานของรากเป�นสิ่ ง ที่สําคัญมากสําหรับการเติบโตของพืช โดยทั่วไปแล้ว การไถพรวนดินจะทําให้อากาศเข้าสู่ดินทํา ให้สัดสวนของก๊าซเพิ่ มขึ้นดินจะอ่อนลงทําให้รากงอกได้ดีขึ้น แต่ใน ขณะเดียวกันก็ทําลาย โครงสร้างของดินทําให้ปร �มาณของสิ่ งมีชีว�ตที่อาศัยอยู่ในดินและหน้าดินลดลงดินที่อยู่ ตามธรรมชาติ เช่นดินในป�าไม่เคยได้รับการไถพรวนเลย ดังนั้นถ้าเราทําให้สภาวะการไม่ไถพรวนนั้นเกิดขึ้นใน ทุ่งของเราก็ จะทําให้ท้องทุ่งเกิดชั้นของสิ่ ง มีชีว�ตที่หลากหลายและการอุ้มน�าดีขึ้นเช่นเดียวกับดินในป�าแต่การ ไม่ไถพรวนเลยเป�นการปรับปรุงดินที่ใช้เวลานาน ตรงกันข้ามกับการไถพรวนดินที่เป�นการปรับปรุงดินโดยใช้ กําลังของเคร �่องจักรจึงใช้เวลาสั้น ทําให้ชั้นของสิ่ งมีชีว�ตลดลงแต่ดินที่ให้ผลผลิตหนาขึ้น สารอาหารในดิน กระจายอยู่ อย่างสม�าเสมอ และการถ่ายเทของอากาศยังสูงขึ้นอีกด้วย เกษตรธรรมชาติใช้ประโยชน์จากข้อดี ของแต่ละว�ธี และการเลือกว�ธีที่เหมาะสมกับพื้นที่การเกษตรและพืชผลที่เพาะปลูกเป�นเร �่องที่มีความสําคัญ


1. การปรับปรุงบํารุงดิน 1.1 การปรับปรุงบํารุงดิน การเพิ่ มผลผลิตพืชมีหลายว�ธี แต่สิ่ งที่เกษตรกรคุ้นเคยมากที่สุด คือ การใส่ปุ�ยเคมี อย่างเดียว โดยไม่มีการเพิ่ มอินทร �ยวัตถุให้แก่ดิน การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่าง รวดเร็ว ดิน จะแข็งไม่ร่วนซุย ดูดซับน�าและแร่ธาตุอาหารพืชได้น้อยลง ทําให้การปลูกพืชไม่ได้ผลหร �อได้ผลไม่ ดี เท่าที่ควร การปรับปรุงบํารุงดิน โดยการเพิ่ มอินทร �ยวัตถุให้แก่ดิน ทําได้โดยการใส่ปุ�ยอินทร �ย์ ซึ่ง มีหลาย ชนิดด้วยกัน เช่น การใส่ปุ�ยคอก ปุ�ยหมัก เป�นต้น แต่มีข้อจํากัด คือ ต้องใช้ปร �มาณมากต่อไร่ ไม่สะดวกต่อ การขนย้ายปุ�ย และหาได้ไม่เพียงพอ ดังนั้นว�ธีการเพิ่ มอินทร �ยวัตถุให้แก่ดิน อีกว�ธีหนึ่งที่ เกษตรกรสามารถ ปฏิบัติได้ง่ายคือ การใส่ปุ�ยพืชสด 1.2 ปุ�ยพืชสดได้มาจากส่วนไหนของพืช ปุ�ยพืชสด คือ ปุ�ยอินทร �ย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถ กลบต้น ใบ และส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วในระยะช่วงออกดอก ซึ่งเป�นช่วงที่มีธาตุอาหาร สูงสุด แล้วปล่อยทิ้ งไว้ให้เน่า เป�่อยผุผังย่อยสลายเป�นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชที่เหมาะสมเป�นปุ�ยพืช สด ได้แก่ ปอเทือง โสนอัฟร �กัน โสนอินเดีย ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ เป�นต้น 1.3 ประโยชน์ของปุ�ยพืชสด - เพิ่ มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป�นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช เพิ่ มปร �มาณอินทร �ยวัตถุให้แก่ดิน - กรดที่เกิดจากการผุผังของพืชปุ�ยสดช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่ งขึ้น ทํา ให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตร �ยมดินและไถพรวน -บํารุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน – รักษาความชุ่มชื้นในดินและให้ดินอุ้มน�าได้ดี - ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป�นอย่างดี - ลดปร �มาณการใช้ปุ�ยเคมีลงได้บางส่วน - ลดอัตราการสูญเสียดินอันเกิดจากการชะล้าง - เพิ่ มผลผลิตของพืชสูงขึ้น


กระบวนการปลูกพืชผักตามหลักเกษตรธรรมชาติ MOA ป�จจุบันกระแสการบร �โภคผักปลอดสารพิษได้แพร่หลายและเป�นที่นิยมสูงในหมู่ผู้บร �โภคเพราะ ผู้บร �โภคหันมาให้ความสําคัญกับสุขภาพ พิษภัยของสารเคมี และป�ญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศมาก ยิ่ งขึ้น ดังนั้นการผลิตผักปลอดสารพิษ จึงเป�นอีกทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรสามารถนามาปรับใช้เพื่อการผลิต ผักจําหน่ายภายในประเทศจนกลายเป�นสินค้าที่สามารถส่งออกและสร้างรายได้เพิ่ มมากขึ้น เกษตรธรรมชาติ MOA เป�นการทําการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ�ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่ จะให้ความสําคัญของดินเป�นอันดับแรก ด้วยการปรับปรุงดินให้มีพลังการในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป�า ที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยการนํา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจํา กัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เป�นว�ธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมไม่เป�นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บร �โภค สามารถ ให้ผลผลิตที่มีทั้งปร �มาณและคุณภาพ เป�นระบบเกษตรที่มีความยั่งยืน ถาวร เป�นอาชีพที่มั่นคง ดังนั้นกระบวนการปลูกพืชผักให้ปลอดภัยจากสารเคมี เกษตรธรรมชาติ MOA จึงเป�นกระบวนการ ในการทําให้ผลผลิตดีมีคุณค่า และมีความปลอดภัย ต่อผ้ ูบร �โภค และผ้ ูผลิต ผักเกษตรธรรมชาติ จึงเป�นผักที่ ผลิตโดยว�ธีเกษตรธรรมชาติ คือไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ป� ุยเคมี รวมทั้งไม่ใช้สิ่ งขับถ่ายจากมนุษย์และสัตว์ ในการ ปรับปรุงดิน จึงปลอดภัยต่อผ้ ูบร �โภคที่สุด


การวางแผนการปลูกพืชผัก พืชผักแต่ละชนิดมีลักษณะรูปร่าง ว�ธีการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ระยะเวลาของการปลูก จนถึงการเก็บเกี่ยว มีความแตกต่างกัน ตามการจําแนกพืชผัก ตามชนิดและประเภทของพืชผักจะมีคุณภาพ ตามความต้องการนําไปใช้ประโยชน์ด้านใด ขึ้นอย่ ูกับการปฎิบัติดูแลรักษาระหว่างการเจร �ญเติบโต ดังนั้นการ วางแผนการปลูก จึงต้องทราบว่า ผลผลิตต่อรอบปลูกมากน้อยเพียงใด ต้องการป�อนผลผลิตออกสู่ตลาดใน แต่ละรอบเป�นระยะเวลาห่างกันเท่าใด และต้องการปลูกผักชนิดใดบ้าง ซึ่งการวางแผนการปลูก สามารถ กําหนดได้ล่วงหน้าเป�นสัปดาห์ เป�นเดือนหร �อเป�นป�ก็ได้เพราะการที่เอาชนะข้อจํากัดทางธรรมชาติหลายๆ ประการได้ จึงทําให้มีความแม่นยํา แน่นอนในการป�อนผลผลิตออกสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่องสม�าเสมอ การทํา ปฏิทินการปลูกผัก จะทําให้สามารถปลูกผักได้เหมาะสมตามฤดูกาล


การจําแนกประเภทของพืชผัก การจําแนกประเภทของพืชผัก เพื่อให้รู้จักลักษณะรูปร่าง ตระกูลของพืชผักแต่ละชนิด ปกติการแยก ประเภทของพืชผักออกเป�นประเภทต่าง ๆนั้น มีเกณฑ์อยู่หลายอย่าง ที่สามารถใช้ในการจําแนก ประเภทของ ผักได้ แต่ที่นิยมกันหลักๆแล้ว ใช้เกณฑ์จําแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์, จําแนกส่วนที่ใช้ในการบร �โภค และจําแนกตามฤดูปลูกที่เหมาะสม รายละเอียดของ เกณฑ์การจําแนกดังกล่าว 1. การจําแนกผักตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การจําแนกประเภทนี้ เป�นที่นิยมใช้ในแวดวง การศึกษา การว�จัยต่าง ๆ และค่อนข้างจะเป�นเกณฑ์การจําแนกที่เป�นสากล โดยอาศัยความเกี่ยวข้อง ใกล้เคียงกันของผัก มีการเจร �ญเติบโต ในสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศคล้าย คลึงกัน นอกจากนี้ผัก ประเภทเดียวกัน มักมีระบบการเจร �ญเติบโต ทางราก ลําต้น และใบ ระบบการสืบพันธุ์ ได้แก่ ดอก ผล และ เมล็ด ที่คล้ายคลึงกัน และส่วนมาก นิยมจําแนกผัก ตามลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์นี้ ถึงแค่ระดับตระกูล (Family) ยกตัวอย่าง เช่น - ตระกูลกะหล�า ได้แก่ กะหล�าดาว กะหล�าดอก กะหล�าปลี กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาวปลี ผักกาด เขียวปลี ผักกาดหัว บรอคคอลี - ตระกูลแตง ได้แก่ แตงกวา แตงเทศ แตงโม ตําลึง บวบเหลี่ยม บวบหอม น�าเต้า ฟ�กทอง มะระ - ตระกูลถั่ว ได้แก่ กระถิน แค ชะอม ถั่วแขก ถั่วฝ�กยาว ถั่วลันเตา มันแกว โสน - ตระกูลมะเขือ ได้แก่ พร �ก พร �กยักษ์ พร �กหวาน มะเขือ มะเขือเทศ มะแว้ง - ตระะกูลพลับพลึง ได้แก่ กระเทียม หอมแดง หอมแบ่ง หอมหัวใหญ่ - ตระกูล อื่น ๆ ได้แก่ ข้าวโพดหวาน คื่นฉ่าย เคร �่องเทศ ผักกาดหอม ผักชี ผักบุ้งจีน สมุนไพร 2. การจําแนกผักตามส่วนที่ใช้บร �โภค (ตามการใช้ประโยชน์) ส่วนของผักที่ใช้บร �โภค ได้แก่ ใบ ลําต้น ราก ดอก ผล และเมล็ด การผลิตผัก เพื่อต้องการ ส่วนของใบ และลําต้น จึงจําเป�นต้องเพิ่ ม ปร �มาณปุ�ยที่ธาตุ ไนโตรเจน ส่วนการผลิตผัก เพื่อบร �โภคส่วนของดอก ผล เมล็ด และระบบราก ที่แข็งแรงต้องเพิ่ มปร �มาณ ปุ�ย ที่ให้ธาตุฟอสฟอรัส ส่วนความแข็งแรง และรสชาติหวานของผล ได้รับจากปุ�ยที่ให้ธาตุโปแตสเซียมเป�นส่วน ใหญ่ นอกจากนี้ การปลูกผัก ที่ต้องการส่วนต่าง ๆ ในการบร �โภค ยังเกี่ยวกับ การเขตกรรม เช่น ผักที่บร �โภค ส่วนของระบบราก จะไม่เพาะกล้าเพื่อทําการย้ายปลูก ส่วนที่ใช้บร �โภคของผักจําแนกได้ดังนี้ ราก – รากแก้ว ได้แก่ แครอท เทอร์นิพ ผักกาดหัว – รากแขนง ได้แก่ มันเทศ ลําต้น – ลําต้นเหนือดิน ได้แก่ กะหล�าปม หน่อไม้ฝรั่ง – ลําต้นใต้ดิน ได้แก่ ขิง ข่า เผือก มันฝรั่ง มันมือเสือ หน่อไม้ ใบ – ตระกูลหอม ได้แก่ กระเทียม กระเทียมต้น หอมแดง หอมแบ่ง หอมหัวใหญ่ – กลุ่มใบกว้าง ได้แก่ กะหล�าปลี คะน้า ปวยเล้ง ผักกาดขาวปลี ผักกาดหอม


ดอก – ตาดอกอ่อน ได้แก่ กะหล�าดอก บรอคอลี – ดอกแก ได้แก่ แค โสน ผล – ผลอ่อน ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดฝ�กอ่อน แตงกวา ถั่วฝ�กยาว ถั่วลันเตา บวบเหลี่ยม มะเขือ มะระ – ผลแก่ ได้แก่ ตระกูลแตง เช่น แตงเทศ แตงโม ฟ�กทอง ตระมะเขือ ได้แก่ พร �ก มะเขือเทศ 3. จําแนกตามฤดูปลูกที่เหมาะสม การใช้เกณฑ์ฤดูปลูกที่เหมาะสมในการจําแนกผักนั้น จะขึ้นอยู่กับ ฤดูกาล อันมีผลเกี่ยวเนื่องจากลักษณะทางสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของพื้นที่นั้น ๆ สําหรับประเทศ ประเทศไทยนั้น อยู่ในเขนร้อนชื้น ตลอดป� มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูฝน เดือน มิถุนายน-กันยายน ฤดูหนาว เดือน ตุลาคม-มกราคม ฤดูร้อน เดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคม โดยทั่วไปพืชผัก สามารถปลูกได้ตลอดป� แต่ในป�จจุบัน มีการปรับปรุงพันธุ์ผัก ให้สามารถปลูกในแต่ ละฤดู ได้อย่างเหมาะสม สามารถจําแนกผักที่เจร �ญเติบโต ได้อย่างปกติในสภาพอุณหภูมิ ต่าง ๆ ดังนี้ ผักฤดูหนาว สามารถเจร �ญเติบโต ได้ดีระหว่างอุณหภูมิ 18-28 องศาเซลเซียส ผักกลุ่มนี้ สามารถ เจร �ญเติบโต และให้ผลผลิตสูง ในฤดูหนาว หากต้องการปลูกในฤดูร้อน และฝนควร ควรเลือกปลูกพันธุ์ที่ทน ร้อน และฝน หร �อพันธุ์เบา สามารถเจร �ญเติบโต และให้ผลผลิตสูงเช่นกัน หากเลือกใช้พันธุ์ที่ไม่เหมาะสม อาจทําให้ผลผลิตต�า หร �อเสียหาย ได้แก่ กระหล�าดอก กะหล�าปลี กระเทียม แครอท บรอคอลี ผักกาดเขียา ปลี ผักกาดหัว ผักกาดหอม มันฝรั่ง และหอมหัวใหญ่ ผักฤดูร้อน สามารถเจร �ญเติบโต ได้ดีในสภาพอุณหภูมิระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส การปลูกใน ประเทศไทย สามารถเจร �ญเติบโต ให้ผลผลิตสูงตลอดป� ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดหวาน ผักตระกูลแตง ทุกชนิด ผักตระกูลมะเขือทั้งหมด ยกเว้น พร �กยักษ์ พร �กหวาน สําหรับผักตระกูลถั่ว ยกเว้น ถั่วลันเตา ผักฤดูฝน สามารถเจร �ญเติบโต ได้ดีในสภาพอุณหภูมิระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส และทนฝน ได้แก่ ผักตระกูลแตงทั้งหมด ยกเว้น แตงเทศ ผักตระกูลมะเขือ และถั่วฝ�กยาว ผักกลุ่มนี้เจร �ญเติบโตได้ผลดี ในทุกฤดู เมื่อทราบว่าผักชนิดใดปลูกในฤดูกาลใดจึงจะเหมาะสม และพืชผักสามารถเจรฺิญเติบโตได้ดีใน ช่วงเวลาไหนก็จัดทําปฏิทินการปลูกพืชผัก เพื่อนําไปวางแผนการปลูกพืชผักให้มีผลผลิตตลอดทั้งป�


การเตร �ยมดินเพื่อปลูกผัก การเตร �ยมดินสําหรับเพาะปลูกพืชแต่ละชนิด ในพื้นที่แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การปรับปรุงดิน ต้องเร �ยนรู้ธรรมชาติของพื้นที่นั้น ๆ การเตร �ยมดินที่เร �ยนรู้จากธรรมชาติ เช่น ในนาข้าว เร �ยนรู้จากพืชที่ขึ้นอยู่ ร �มน�าที่เน่าเป�่อยตามว�ถีธรรมชาติ ว�ธีการที่จะทําให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์คือ การนําฟางข้าวมาคลุมในแปลง นา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว จะช่วยให้ดินมีความชุ่มชื้นและฟางข้าวจะเป�นปุ�ยหมักที่ดี แต่ต้องหมักให้เป�่อยยุ่ย การ เตร �ยมดินสําหรับไร่พืช เร �ยนรู้จากระบบนิเวศน์ของทุ่งหญ้าที่หญ้าแห้งจะทับถมและย่อยสลาย เป�น สารอาหารป�อนให้พืช ดังนั้นในไร่พืชต้องมีการใส่ปุ�ยหมัก หร �อปุ�ยอินทร �ย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ สารอาหารเข้าไปในดินโดยการคลุมหน้าดินด้วยปุ�ยที่หมักไม่เต็มที่ และใช้หญ้าปูทับอีกครั้ง ทําให้มีปร �มาณน�า ในดินคงที่และหญ้าที่คลุมเน่าเป�่อยเป�นปุ�ยได้ การเตร �ยมดินสวนผลไม้ เร �ยนรู้จากป�า พยายามทําให้หน้าดิน คล้ายกับหน้าดินในป�า ต้องเพิ่ มสารอินทร �ย์เข้าไปและส่งเสร �มการดํารงชีว�ตของแบคทีเร �ยที่อาศัยอยู่ร่วมกัน แบบเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพื่อค�าจุนให้ต้นไม้เติบโตเองได้ การเตร �ยมดินตามสภาพอากาศแบบเขตกึ่ง ร้อน จุลินทร �ย์จะย่อยสลายอินทร �ยวัตถุอย่างรวดเร็ว ควรรักษาหน้าดินด้วยการปลูกพืช หร �อคลุมดินด้วยฟาง


หร �อหญ้าแห้ง ความสําคัญของการเตร �ยมดินปลูกผักการเตร �ยมแปลงปลูกนับเป�นขั้นตอนที่มีความสําคัญ มากเพราะจะช่วยให้ผักที่ปลูกเจร �ญเติบโตสมบรูณ์แข็งแรงดีแล้ว ยังเป�นการช่วยลดป�ญหาจากการทําลาย ศัตรูพืชและที่สําคัญในการเตร �ยมดินที่ดีเป�นการป�องกันการงอกของวัชพืชที่อาจเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการ ปลูกผักได้เป�นอย่างดีเมื่อพืชผักเจร �ญเติบโต แข็งแรงและสมบูรณ์เราก็ไม่จําเป�นจะต้องใช้สารเคมีในการดูแล รักษา ดังนั้น การเตร �ยมแปลงในการปลูกพืชผัก ถือว่าเป�นขั้นตอนที่สําคัญอีกข้อหนึ่งที่จะขาดไม่ได้


สรุปผลการดําเนินงาน “บ้านพอเพียง 30 ตารางวา” ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุร � เป�นพื้นที่ต้นแบบแหล่งเร �ยนรู้ โดยใช้พื้นที่ 30 ตารางวา 1. แปลงผักสมรม จัดการพื้นที่ให้สามารถปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสานสามารถกินได้ตลอดทั้ง ป� อาทิ มะละกอ มะรุม ชะพลู หูเสือ กะเพรา พร �ก โหระพา มะเขือ ต้นหอม ฟ�กทอง ฯ จํานวน 24 ชนิด 2. แปลงผักตามฤดูกาล จํานวน 5 แถว ซึ่งมีการปลูกผักหมุนเว�ยนตามฤดูกาล เช่น กวางตุ้ง คะน้า กะหล�าปลี ฯ ป�จจุบันมีการปลูกกะหล�าปลีทั้ง 5 แถว เพื่อใช้ในการบร �โภค และเพื่อศึกษาเร �ยนรู้ 3. แหล่งอาหารโปรตีน ยังมีการเลี้ยงไก่ไข่ จํานวน 20 ตัว เลี้ยงไก่พื้นเมืองไก่ดําภูพาน จํานวน 50 ตัว เลี้ยงกบ 1 บ่อ ขนาดกว้าง 2*2 เมตรสามารถเลี้ยงกบได้จํานวน 150 ตัว เลี้ยงปลาดุก 4 บ่อ จํานวน 400 ตัว และเลี้ยงหอยเชอร �่สีทอง 1 บ่อ จํานวน 100 ตัว ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนกับมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI FOUNDATION) ได้ร่วมลงนามบันทึก ความเข้าใจทางว�ชาการเพื่อการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป�าหมายความยั่งยืนโลก โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อบร �หารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันเป�นสมบัติของชาติ รวมทั้งการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และเป�นประโยชน์ของชาติต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน สร้าง ความมั่นคงทางด้านน�า อาหาร และพลังงานตามเป�าหมายความยั่งยืนโลก สร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศและยกระดับคุณภาพชีว�ตบุคคล พร้อมทั้งพัฒนาชุมชนน่าอยู่ทั้งจิตและกาย ด้วยการ ขยายชุมชนอาหารสุขภาวะและศูนย์เร �ยนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทางศูนย์ ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุร �ได้น้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมไปถึงการน้อมนําพระราชดําร � ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร � มาขับเคลื่อนงานให้ เป�นที่ประจักษ์ โดยได้จัดทําแปลงสาธิต “บ้านพอเพียงโมเดล 30 ตารางวา” ให้ประชาชนและผู้ที่สนใจได้เข้า มาเร �ยนรู้และเยี่ยมชมได้


--------------------------------------


Click to View FlipBook Version