ประวตั ิและประโยชนเทเบลิ เทนนสิ
ประวัตเิ ทเบิลเทนนิส
เทเบิลเทนนิสหรือทค่ี นทัว่ ๆ ไปเรยี กวา “ ปงปอง ” นัน้ เองซงึ่ มีรากฐานมาจากกีฬาเทนนิส แตไ ม
มหี ลักฐานแนช ดั วา ประเทศใดในส่ปี ระเทศคือ อังกฤษ อเมริกา อนิ เดยี และ อฟั ริกาใต เปน ประเทศตน กําเนดิ กฬี า
เทเบิลเทนนสิ จากหนงั สือประวตั กิ ีฬา Frank Menke ไดสันนษิ ฐานวาเก่ียวกบั กาํ เนดิ ของเทเบลิ เทนนิสไว 2
ประการ คือ
1. กีฬาในรม ของเทนนิส เร่ิมเลน คร้ังแรกในรัฐแมสซาชูเซตส
2. สันนษิ ฐานวานายทหารชาวองั กฤษซงึ่ ไปประจําอยทู อ่ี นิ เดยี ไดเคยเลนกีฬาเทเบิลเทนนิสเปนกีฬา
กลางแจงมากอน
ดังน้ันพอสรุปไดว า ชาวอังกฤษไดเลนกฬี าเทเบิลเทนนสิ เปน กฬี าในรมแทนเทนนสิ ต้ังแตป ค.ศ.
1850
ป ค.ศ. 1890 ในประเทศอังกฤษมกี ารโฆษณาเกย่ี วกบั อุปกรณก ารเลนเทเบิลเทนนิสมาแลวการเลน
ในสมยั นน้ั ใชไ มธ รรมดาตกี ับลกู ซงึ่ ทาํ ดวยไมก อกหรอื ยางแข็ง และมกั จะหมุ ดว ยผาเพอ่ื ไมใหเ กดิ อันตราย แลว ใชไม
กระดานเปน เน็ต
ป ค.ศ. 1900 เจมส กบิ บ ( Mr. James Gibb ) ชาวอเมรกิ นั ไดม กี ารพฒั นาการเลนเทเบลิ เทนนสิ
ไดน าํ ลูกเทเบลิ เทนนิสท่ที ําจากเซลลลู อยดม าใชใ นประเทศองั กฤษแทนลูกไมกอ กหรือยางแข็ง จากการใชล ูกเซลลู
ลอยด ซึ่งภายในมีลักษณะกลวง เมื่อลูกเซลลลู อยดม ากระทบไมต จี ะเกดิ เสยี ง “ ปง ” และเมือ่ ลกู เซลลูลอยดไ ป
กระทบกบั พืน้ โตะ เกิดเสียง “ ปอง ” เพราะเหตุนี้เองจึงไดต ั้งชื่อกีฬาชนิดนว้ี า “ ปง ปอง ”
ป ค.ศ. 1902 อ.ี ซ.ี กูด ( Mr. E.C. Good ) ชาวอังกฤษไดประดษิ ฐไมเ ทเบิลเทนนิสท่หี มุ ดวย
ยาง ซ่งึ ทําใหก ารตีมีประสทิ ธิภาพกวา ไมธ รรมดา สามารถบังคบั ลกู ไดดกี วา กฬี าประเภทนจ้ี ึงเปน ท่ีนยิ มของบุคคล
ทัว่ ไปในหลายประเทศเนื่องจากเลน งาย อปุ กรณห างายราคาถูก และเกิดความสนกุ สนานนา ดู ประเทศท่สี ง เสริม
กีฬาน้ีไดพ ยายามปรับปรงุ แกไ ขใหด ีขึ้น เชน อเมรกิ า ซง่ึ เปน ผูค ิดคน ลกู เซลลลู อยดข้นึ มา ฮังการี คดิ คน การ
เสริ ฟ ลูกแบบกระดอน อังกฤษ ผูซ่งึ คิดคน ไมห มุ ยางออกมาใช เยอรมนั นี เปนทส่ี งเสรมิ การจัดการแขง ขนั และ
ปรับปรุงกฎกตกิ าการเลนตา งๆ ญีป่ นุ และจีนไดพฒั นาการจบั ไมแบบธรรมดา มาเปนการจับไมแบบจับปากกาหรือ
ท่ีเรยี กวา “ไมจนี ”
ป ค.ศ.1921 สมาคมปง ปองไดตง้ั ข้ึนในองั กฤษ แตต อมาไดม กี ารเปลยี่ นชอ่ื เปน สมาคมเทเบลิ
เทนนสิ แหงประเทศองั กฤษ ตอ มาประเทศตาง ๆ กเ็ รมิ่ มกี ารกอ ต้ังสมาคมของประเทศตนขน้ึ ตามลําดบั และไดมี
การจดั การแขง ขันเทเบลเทนนสิ โดย ไอเวอร มอนทาเจอร ( Iver Monthagor ) บุตรชายของคณุ หญิง สเวยธ ลงิ
( Sweyling ) ขณะท่ีศกึ ษาอยูที่มหาวิทยาลยั ออ กฟอรด ไดเกดิ ความสนใจเทเบลิ เทนนิส โดยมีเพื่อนๆ นิสติ สนใจเขา
รว มแขง ขนั กนั ในไมช าการแขง ขนั ระหวางมหาวิทยาลยั ครงั้ แรก ระหวางมหาวทิ ยาลัยออกฟอรดและมหาวิทยาลยั
เคมบรดิ จก ็เรม่ิ มขี น้ึ และเปน ความคดิ ริเริ่มของ ไอเวอร มอนทาเจอร ( Iver Monthagor ) ในการน้ีไดใชชอ่ื วา
"สเวยล่ิง คัพ" โดยตง้ั ตามชือ่ ของมารดา ซึ่งไดก ลายเปน รางวัลนานาชาติทนี่ กั ปง ปองใฝฝนท่ีสุด
ป ค.ศ.1926 ไดจ ดั ตง้ั สภากรรมการเทเบิลเทนนิสของโลกกอ ตง้ั ขึ้น โดยมสี ํานกั งานตัง้ อยใู น
ประเทศอังกฤษ ภายหลงั ไดเ ปลย่ี นช่อื เปน สหพนั ธเ ทเบลิ เทนนสิ นานาชาติ ( International Table Tennis
Federation ) โดยมอี ักษรยอ วา I.T.T.F. ซึง่ กอตั้งอยา งเปน ทางการเมอ่ื ค.ศ.1939 ประกอบดว ยชาติตา งๆ มากกวา
30 ชาติ
ประวตั ิกีฬาเทเบลิ เทนนสิ ในประเทศไทย
สําหรบั ในประเทศไทย คนไทยรจู กั คุน เคยและเลนกีฬาเทเบิลเทนนสิ กันมานานแลว แตโ ดยท่ัวไป
มกั รูจกั กนั ในชอื่ วา “ ปง ปอง ” มากกวา ชื่อเทเบลิ เทนนิส อยางไรกต็ ามไมป รากฏหลกั ฐานแนชัดวาใครเปน ผนู ําเขา
มาและเรม่ิ เลน กนั ครัง้ แรกเมือ่ ใด แตสนั นิษฐานวาคงมกี ารเลนแขง ขันตลอดจนมกี ารเรยี นการสอนเทเบิลเทนนสิ กัน
ในประเทศ
ไทยมาไมน อ ยกวา 30 ปแ ลว ในป พ.ศ. 2500 ไดมกี ารจดั ตง้ั สมาคมเทเบลิ เทนนิสสมคั รเลนแหง ประเทศไทยขนึ้
และไดจัดใหม กี ารแขงขนั เทเบิลเทนนสิ กนั อยา งกวางขวางแพรหลายมากขนึ้ ทงั้ ภายในประเทศและระหวางประเทศ
แมวากฬี าเทเบลิ เทนนิสจะเปน กฬี าเลก็ ๆ แตบ ทบาทและความสําคญั ของกีฬาเทเบิลเทนนิสมิไดดอ ยไปกวากีฬาใหญ
ๆ เลย ดังจะเหน็ ไดวา ในระยะปลายป พ.ศ. 2515 ประเทศไทยไดส ง นกั กีฬาเทเบลิ เทนนสิ ไปทาํ การแขงขัน เพอื่
สรางความสมั พันธท างการคากับนักกฬี าของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจนี เปนตน มา ทําใหป ระเทศไทยและ
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจนี มีการติดตอ กันเชนดังเดิมไดอกี นับวากีฬาเทเบลิ เทนนิสมีบทบาทสําคัญตอ
ประเทศไทยมาก
ประโยชนแ ละคณุ คา ของกีฬาเทเบลิ เทนนสิ
การเลน เทเบลิ เทนนสิ กอ ใหเ กดิ ประโยชนแ ละคณุ คา แกผ เู ลน มากมายหลายประการดว ยกนั ซงึ่ พอจะ
จาํ แนกประโยชนแ ละคณุ คาท่ีไดรับจากการเลนเทเบิลเทนนิสออกไดเ ปน 4 ดาน คือ
1. ประโยชนแ ละคณุ คาทางดานรา งกาย ไดแ ก
1.1 ทําใหร างกายแข็งแรงพอเหมาะ เพราะเปน กฬี าทเ่ี ลน งา ย เลนก็ไมหนกั และไมเบา
เกนิ ไปมีการเคลอ่ื นไหวอยางเหมาะสมในการสรา งความแขง็ แรงขน้ั พืน้ ฐาน
1.2 ทําใหรา งกายมคี วามวองไว ปราดเปรียว เพราะเปนกีฬาทีม่ ีการเลนท่รี วดเร็ววองไว
1.3 ชวยฝกหดั ใชส ายตาใหว องไวมองเห็นการเคล่อื นไหวไดร วดเร็ว
1.4 ชวยฝก หัดการใชแขน ขา ลําตวั และสวนอน่ื ๆ ของรางกายใหสมั พนั ธก ันไดด ีย่ิงขน้ึ
1.5 ทําใหร างกายมรี ปู รา งไดสัดสวนพอเหมาะ เพราะเปนกีฬาที่มกี ารเคลอ่ื นไหวรา งกาย
ทกุ สว น และไมห กั โหม
2. ประโยชนแ ละคณุ คาทางดา นจิตใจ และอารมณ ไดแก
2.1 ทําใหมีความสนกุ สนานรา เริง เพราะการเลน เทเบิลเทนนิส เปนการเลน ที่เรา ใจตลอด
2.2 ทาํ จิตใจแจม ใส สดช่นื กระปรก้ี ระเปรา เพราะเปนกฬี าท่ีเคล่อื นไหวและกระตอื รือรน
2.3 ชว ยใหเ กดิ สมาธใิ นการปฏิบัตงิ าน เพราะการเลน ตองมคี วามมั่นคงของอารมณ และ
จติ ใจไมวอกแวก เชน การเสริ ฟลูก
2.4 กอใหเ กดิ ความรูสกึ ที่ดตี อบคุ คลอน่ื มีจติ ใจหนักแนนและไมเกดิ อารมณเ สียไดงาย
3. ประโยชนแ ละคณุ คา ทางดา นสงั คม ไดแก
3.1 ทําใหรูจกั เพื่อนมากขึ้น โดยใชเทเบลิ เทนนสิ เปน สือ่
3.2 ทําใหเ กดิ ความสามัคคีในหมคู ณะ
3.3 ทําใหเ กดิ ความเขา ใจซ่ึงกันและกนั ระหวางวัย เพราะเปนกฬี าที่เลน ไดท ุกเพศและวยั
3.4 ชว ยสรา งชื่อเสียงใหแ กตนเอง สถาบนั และสังคม
4. ประโยชนและคุณคา ทางดานสังคม ไดแ ก
4.1 ชว ยลดคาใชจ า ย เปน การประหยดั เพราะเปนกฬี าท่เี ลนไดงา ย อปุ กรณก ารเลนราคาถกู
4.2 สะดวกในการเลน และจดั การแขงขัน ทําใหไ ดตอ งเสียคา ใชจ า ยเกี่ยวกบั สถานที่เลน
และการจดั แขง ขนั มากมายเชนกีฬาประเภทอ่ืน
ลกั ษณะของกฬี าเทเบลิ เทนนิส
การเลนเทเบิลเทนนิสจดั เปน กฬี าประเภทบคุ คล และไมใ ชกีฬาประเภทปะทะกนั นอกจากนยี้ งั
เลนไดงาย เปน การเลน ท่ปี ระกอบดว ยผูเลน 2 ฝา ย แตละฝา ยจะยืนทางดานหวั โตะ รูปส่เี หล่ยี มผืนผา ในมือของผู
เลน ทั้งสองฝา ยจะตอ งถือไมตซี ึ่งมีลักษณะกลมแบน สว นทเ่ี ปน ดามจับจะสั้น เรมิ่ ดาํ เนินการเลน โดยผลัดกนั สง ลกู
ดวยการตใี หตกลงพน้ื โตะ ในแดนของตวั เองกอ นทจ่ี ะขามตาขา ยซงึ่ ขึงแบง คร่ึงโตะ ตามยาวไปตกลงในแดนของฝา ย
ตรงขาม แลวฝายตรงขามจงึ ตลี ูกขามตาขา ยยอ นกดลบั ใหไ ปตกในแดนของอกี ฝา ยหน่ึง สลบั กนั ตลี ูกขามตาขา ยกัน
ไปมาเชน นี้ จนกวา จะมีฝายหนึง่ ฝา ยใดทาํ ใหลกู เสยี คือ ไมส ามารถตีลกู ใหเ ปนไปตามกตกิ ากาํ หนดได เชน ทํา
ใหลกู ตดิ ตาขา ยหรอื ลกู ตกนอกพื้นโตะ หรือลกู ตกพนื้ โตะดา นใดดานหน่ึงเกนิ กวาหนึ่งครง้ั เปน ตน ฝายที่ไมไดทาํ
ใหล กู เสยี จะไดค ะแนน 1 คะแนน กตกิ าใหม ฝา ยใดไดคะแนนถงึ 11 คะแนน ( เกา 21 คะแนน ) กอ นจะเปน
ฝา ยชนะ และถามีคะแนนเทา กนั ที่ 10 คะแนน ( เกา 20 คะแนน ) จนกวา ฝายใดจะทาํ คะแนนชนะอกี ฝายหนึ่ง
อยางนอ ย 2 คะแนน จึงจะเปนฝายชนะ การทผ่ี เู ลน ทาํ คะแนนเทากันที่ 10 คะแนน ( เกา 20 คะแนน ) เราเรียกวา
“ การดิวส ” โดยท่ัวไปนยิ มเลนกนั 3 ใน 5 เกม หรือ 4 ใน 7 เกม ฝายใดชนะ 2 ใน 3 เกม หรอื 3 ใน 5 เกม หรือ 4
ใน 7 เกม ในการเลนตองมกี ารผลัดกนั สง ลกู ฝายละ 2 คร้ัง ( เกา 5 คร้ัง ) สลบั กนั จนกวาฝา ยใดจะชนะ
อุปกรณการเลน
1. โตะ เปน โตะรูปสี่เหล่ยี มผนื ผา พ้ืนผิวโตะ เรียบเสมอกนั ทาดว ยสีเขม และเปนสีดานไม
สะทอ นแสงมีขนาดกวา ง 5 ฟตุ ( 1.52 เมตร ) ยาว 9 ฟุต ( 2.74 เมตร ) สูงจากพ้ืนดิน 2 ฟุต 6 นิ้ว ( 76
เซนติเมตร )
2. ตาขายและเสา ตอ งมีตาขายดา ยหรอื ไนลอนขงึ ตงึ กับหลกั เสา ขวางโตะตามความกวา งของโตะ
และแบงคร่ึงโตะ ตามความยาวออกเปนสองสว นเทา ๆ กนั ตาขายตองสงู จากพื้นโตะ 6 นว้ิ ( 15.25 เซนตเิ มตร )
และยื่นออกนอกโตะ ทางดา นขางดานละ 6 นวิ้ ( 15.25 เซนติเมตร )
3. ลูกเทเบลิ เทนนิส เปน รูปทรงกลมภายในกลวง ทําดวยเซลลลู อยด หรอื พลาสตกิ มสี ีขาวหรอื สี
เหลืองผิวลูกเรียบ มีเสนผา ศนู ยก ลางไมน อ ยกวา 1.46 นิ้ว ( 3.71 เซนตเิ มตร ) และไมเกิน 1.5 น้วิ ( 3.81
เซนติเมตร) นาํ้ หนกั ระหวาง 2.40 – 2.53 กรัม และเสนรอบวงระหวาง 4.5 – 4.75 นว้ิ ( 11.43 – 12.01 เซนตเิ มตร )
4. ไมเทเบลิ เทนนสิ สวนตวั ไมตอ งทาํ ดว ยไมแ บนแข็ง และมีความหนาเทากนั ตลอด สวนดา ม
ไมก็ทําดวยไมเ ชนเดยี วกนั ทั้งตัวไมแ ละดามไมจ าํ กดั ขนาดและนาํ้ หนัก อยา งนอ ยทีส่ ดุ 85 % ของความหนาของ
ไมจะตองทําดวยไมธ รรมชาติ ตวั ไมอ าจใชแ ผน ยางเม็ดธรรมดาหนาไมเ กนิ 0.08 นิว้ ( 2 มลิ ลิเมตร ) หรอื แผน
ยางเม็ดแบบมีฟองนา้ํ รองรับ หนาไมเกิน 0.16 นิว้ ( 4 มลิ ลิเมตร ) ทาบตดิ หนา ไมได ไมเทเบลิ เทนนสิ ดา นหนง่ึ ตอ ง
เปนสแี ดง สวาง อีกดา นหน่ึงตอ งเปนสดี าํ และตอ งไมเปน สสี ะทอ นแสง
5. เคร่อื งแตง กายในการเลน ควรใชเสอ้ื แขนสน้ั กางเกงขาส้นั ถงุ เทาและรองเทา ผา ใบ จะทําให
สะดวกและเกิดความคลอ งแคลว ในการเลน ไมควรใชผาสอี อนในการเลนเทเบลิ เทนนสิ เพราะจะทาํ ใหมองเหน็ ลูก
ไดไมชดั เจน ปกตจิ ะใชเ สอื้ ผา สเี ขมหรอื สีหมน ๆ
****************************
การดูแลรกั ษาอุปกรณเทเบลิ เทนนสิ
ผเู ลนกีฬาทุกคนจาํ เปนจะตอ งรูจกั เกบ็ และดูแลรักษาอุปกรณเทเบิลเทนนิสอยา งถูกตอ งและระมดั ระวังไม
ใหชาํ รดุ สูญหายโดยงา ย เพ่ือประสิทธิภาพในการเลน และยังเปนการปลกู ฝงนิสยั ความมรี ะเบยี บใหก บั ผูเลน ซ่ึงมี
หลักปฏบิ ตั ิดังนี้
1. ควรมหี อ ง หรือตูเก็บอุปกรณแยกออกจากกนั เปน สัดสว นอยา งเพียงพอ
2. ควรมกี ารตรวจสภาพของอปุ กรณเทเบิลเทนนิสท้ังหมด ทงั้ กอ นเลน และหลังเลน ถาหากมี
อปุ กรณช ํารดุ ควรดําเนินการซอมแซมเสยี กอ นทีจ่ ะนําไปใช
3. ควรเกบ็ ไมเ ทเบิลเทนนิสไวในถุงหรือกลอ งใสไ มเทเบิลเทนนสิ ใหม ิดชดิ เพ่ือปองกนั ความชื้น
4. หนา ไมเ ทเบลิ เทนนสิ นิยมใชแ ผน ยางปด ทาบไวทงั้ สองดา น จงึ ไมค วรใหไ มเทเบิลเทนนสิ ตาก
แดดหรือเก็บไวใ นที่รอน เพราะจะใหใ หแ ผนยางทตี่ ดิ กบั หนา ไมเ สือ่ มคณุ ภาพได
5. ถา แผนยางทต่ี ดิ ไมเทเบลิ เทนนสิ แยกหรอื หลดุ จากไม ตองใชก าวทาไมท าติดทนั ที
6. กอ นและหลังการเลนทุกครั้ง ควรทําความสะอาดไมเ ทเบิลเทนนสิ ดวยแอลกอฮอล
7. เมอื่ ยางท่ีติดหนา ไมเสื่อมคณุ ภาพควรรบี เปล่ียนใหมท ันที
8. ไมค วรใหผอู น่ื นาํ ไมเทเบลิ เทนนสิ ไปใช หรือใชไมเ ทเบลิ เทนนิสรวมกบั ผอู น่ื
9. ไมว างส่งิ ของหรือวัตถหุ นัก ๆ ทบั บนไมเ ทเบิลเทนนสิ
10. อยาใชไ มเทเบิลเทนนสิ เคาะหรอื กระแทรกกบั โตะ เพราะนอกจากจะทาํ ใหไ มเ สียแลว ยงั เปน การ
11. เสยี มารยาทในการเลนอีกดว ย
12. เสา ขาโตะ ทีเ่ ปน โลหะควรทาดว ยสีกนั สนิม
13. ตาขา ย และลกู ปงปอง ควรใชผาสะอาดเชด็ ใหแ หง
14. พ้ืนโตะ ควรเช็ดดวยผา ชุบนํา้ แลว บดิ ใหห มาด ๆ เชด็ แลว เชด็ ดว ยผา แหงอกี ครง้ั แลว ทิง้ ไวใ ห
แหงกอ นเก็บ และควรเกบ็ โตะ เทเบิลเทนนิสไวใ นรมอยาใหโดนแดดและฝน
15. การวางโตะ เทเบิลเทนนสิ ซอนกันควรหนั หนาโตะเขาหากนั
16. ไมค วรใชโตะเทเบลิ เทนนิสวางสิง่ ของอนื่ ๆ หรอื นาํ ไปใชง านอื่น
การดูแลรกั ษาอุปกรณกอใหเ กิดประโยชนต อผเู ลน คอื
1. ประหยดั คา ใชจา ย ไมต อ งเสยี เงนิ ซอ มแซม หรือซื้อใหมอยเู สมอ
2. ทําใหอปุ กรณมีอายกุ ารใชงานไดนาน ทนทานกวา ปกติ
3. ทาํ ใหอ ปุ กรณอ ยใู นสภาพทใ่ี ชง านไดดี และมีประสิทธภิ าพเทา เทยี มของใหม
4. ทาํ ใหเลน ไดด ว ยความปลอดภยั ไมเ กดิ การแตกหกั หรือเกดิ อบุ ตั ิเหตไุ ด
***********************************
ความปลอดภัยในการเลน เทเบิลเทนนสิ
การเลน เทเบลิ เทนนิส ดเู ผิน ๆ แลวไมนา จะมีอันตรายใด ๆ แตถาผูเลน ขาดความระมดั ระวังในการเลนขาด
ความรูเกย่ี วกบั เรื่องความปลอดภยั ในการเลน ก็อาจจะเกดิ อันตรายจากการเลนได ลกั ษณะของอันตรายจากการ
เลน เทเบิลเทนนสิ มีสาเหตุทเี่ กดิ ขึน้ มีดังน้ี
สาเหตุทเ่ี กดิ ความไมป ลอดภยั
1. เกดิ ขน้ึ จากสถานทีบ่ รเิ วณขอบโตะเทเบลิ เทนนิสมีสิง่ กดี ขวางตา ง ๆ เชน โตะ เกา อว้ี างเกะกะ
ท่นี ่งั ของคนดู มมี ุมหรอื สว นท่ยี ่นื ออกมาเกะกะ เปน ตน
2. ผเู ลนเคล่ือนไหวไลล กู ชนกับมุมโตะ
3. การวงิ่ ชนกนั เองระหวางผูเลนฝายเดยี วกนั ในการเลนประเภทคู
4. ไมพ ลดั หลดุ จากมอื ผเู ลน ไปโดนตวั เองหรือผูอืน่
5. รองเทาหลวม คบั หรือพื้นแข็งจนเกินไป ทาํ ใหเ คลอ่ื นไหวไมสะดวกและเจบ็ เทา
6. เคร่ืองแตง กายรมุ รา ม หลวมจนเกินไป อาจไปเกี่ยวกับมมุ โตะ ดึงรงั้ ใหเสียหลกั ลมได
หลกั ความปลอดภยั ในการเลน เทเบิลเทนนสิ
1. สวมเครอ่ื งแตง กายที่เหมาะสมรัดกุม เชน เส้อื ยืด กางเกงขาส้นั
2. เลือกใชร องเทาผา ใบหรือรองเทาพนื้ ยาง ไมคบั จนเกนิ ไป
3. อบอุนรา งกายใหเ พียงพอและทุกสว นของรา งกาย เพือ่ ชว ยใหก ลามเนือ้ เตรียมพรอมทจ่ี ะทาํ งาน
4. ฝก หดั ทกั ษะขนั้ พ้นื ฐานของการเลนเทเบิลเทนนสิ ใหเ กดิ ความชาํ นาญ และหมน่ั ฝกซอมอยเู สมอ
5. ควรเชด็ เหงอ่ื ท่ีเปยกอยูเสมอ เพ่อื ชว ยใหจับไมไดก ระชับมอื ย่ิงขน้ึ
6. การเลนประเภทคู ควรทําความเขาใจ และฝก ซอมทิศทางการเคลอ่ื นไหวของกนั และกัน
7. ระมัดระวงั ในการถอื ไมตี และเลือกไมตีทแ่ี ขง็ แรงสมบูรณไมชาํ รุด ดามไมห กั งา ย
8. ควรจดั บรเิ วณสนามรอบ ๆ โตะเทเบิลเทนนสิ ใหปราศจากสิ่งกดี ขวางใหห า งจากโตะ ไมน อ ย
กวา 5 เมตร
9. พ้ืนสนามแขง ขนั ตอ งทาํ ความสะอาดอยูเสมอ ไมมนั ล่ืนหรอื เปย กนํ้า ควรเชด็ ใหแ หง อยเู สมอ
10. ควรตรวจอุปกรณก ารเลน ไมวาจะเปนไม เสาตาขาย หรอื โตะใหอ ยใู นสภาพทใ่ี ชเ ลน ได
11. จดั ใหผ ดู ูอยใู หห า งจากโตะ แขงขนั ใหม ากท่สี ุด
******************************************
มารยาทของผูเลนและผดู ทู ีด่ ี
การเลนกีฬาทกุ ประเภท ทง้ั ผเู ลนและผูดจู ําเปนตองมมี ารยาทในการเลนและการแขง ขัน เพอื่ ใหก ารเลน
และการแขง ขนั สําเรจ็ ลลุ วงไปดวยดไี ดร ับประโยชนต รงตามวัตถปุ ระสงค กอใหเกดิ ความสนกุ สนานทั้งผูเลน และ
ผูดูทดี่ ี
มารยาททดี่ ขี องผเู ลน เทเบิลเทนนสิ
1. กอ นการแขง ขนั หรอื แขงขนั เสร็จส้ินแลว ควรแสดงออกซึ่งมติ รภาพดว ยการจบั มือและทกั ทาย
ปราศรัยกนั อยา งสุภาพ
2. แตงกายใหเ หมาะสมรัดกุม สภุ าพเรยี บรอย และสะอาด
3. ผูเลนไมควรยบิ ยืมไมต ีหรืออุปกรณต าง ๆ ของผอู ืน่ มาเลน โดยไมจ ําเปน
4. ในระหวางการแขง ขนั ตองพยายามควบคุมอารมณใหสขุ ุมเยือกเย็น ไมหวัน่ ไหวงา ย ๆ
5. ผูเ ลน จะตอ งมคี วามรู ความเขา ใจ และปฏบิ ัติตามกฎระเบยี บ และกตกิ าการแขง ขันอยาง
เครงครดั
6. ควรแสดงความยินดีหรือชมเชยดวยการปรบมอื เมือคแู ขง ขนั เลนไดดกี วา
7. ควรใหเ กียรติผตู ดั สินดว ยการยอมรับ และเชอ่ื ฟง คําตดั สนิ หากสงสัยใหปฏบิ ัติตามกติกาท่ี
วางไว
8. ไมว า จะเปนแพหรอื ผูชนะ ไมค วรแสดงอาการดใี จหรือเสียใจจนเกนิ ไป
9. หากเลนผิดพลาดเกดิ ขนึ้ ควรกลาวคาํ ขอโทษดวยการยกมอื หรอื ย้ิมแยมแจมใสอยา งบริสทุ ธใิ์ จ
10. ขณะทําการแขง ขนั ควรตง้ั ใหม ่นั ไมค วรฟง คาํ ย่วั ยุจากผูดหู รือกองเชียร หรอื อ่ืน ๆ
11. มคี วามตัง้ ใจในการฝกซอ มอยางสม่าํ เสมอ และมีระเบียบวินัย เชื่อฟงผฝู กสอน
12. ผูเลนท่ีดตี อ งมนี ้าํ ใจเปน นักกีฬา รแู พ รูชนะ รอู ภยั มกี ริ ิยาวาจาทสี่ ภุ าพตอคูแขงขนั
มารยาทที่ดขี องผูด เู ทเบลิ เทนนสิ
1. ผูดูควรมคี วามรคู วามเขาใจในกฎ ระเบยี บ กตกิ าการแขง ขันเปน อยา งดี
2. ควรใหเกยี รตแิ กนกั กฬี าแลชะผูตัดสิน ดว ยปรบมอื ตอนรบั เมอ่ื ผเู ลน และผูตัดสนิ ลงสนาม
3. ผดู ตู อ งใหเ กียรติ และยอรับคาํ ตดั สินของผูตดั สิน
4. ผูดจู ะตอ งไมแ สดงทาทาง สงเสียงยว่ั ยุ ใหผ เู ลนเสียสมาธิ หรอื เกดิ การทะเลาะวิวาทกัน
5. ผดู ตู องไมแ สดงกริ ยิ าท่ีไมส ภุ าพ ใชวตั ถสุ ่ิงขวางปานกั กฬี า กรรมการผูตดั สิน และผูช มดว ยกนั
6. ไมสง เสียงโหรอง หรือแสดงกริ ิยาทา ทางเยย หยนั เมอื่ ผูเลนเลน ผิดพลาดและผูตดั สินผิดพลาด
7. ควรนั่งชมการแขงขันดว ยความเรียบรอ ย ไมส ง เสียงเอะอะหรือกลาวคําหยาบ
8. ใหค วามรว มมอื กบั เจา หนา ที่ เม่อื เกดิ เหตกุ ารณว นุ วายขน้ึ ในสนามแขงขนั
********************************
การจับไมเ ทเบิลเทนนสิ
การจะเลนเทเบิลเทนนสิ ใหไดด ี ควรจะเรม่ิ ตนดว ยการจับไมท่ีถกู ตอง ผูเลน จาํ เปนตอ งศกึ ษา
และเรียนรวู ิธีการจบั ไมต ใี หถกู วธิ ี มีความถนดั มีความชาํ นาญ สามารถตี และบงั คบั ทิศทางของลกู ไดแ มน ยาํ
แนนอนในทกุ ทกั ษะทัง้ ลูกหยอด ลูกตบ และลกู เสิรฟ ทาํ ใหการเลน มีประสทิ ธภิ าพดีขนึ้ การจบั ไมท ่ถี กู ตองมี
ลกั ษณะทีส่ ําคญั คอื เมือ่ วางมือจับไมแ ลวจะรูส กึ สะดวกสบาย งา ยในการขยบั ไมใ หเคลอ่ื นไหวไปในทิศทางท่ี
ตองการ และทําใหเ กดิ ความม่ันใจในการเลน ผเู ลนทเบลิ เทนนสิ จะตอ งศกึ ษาวิธกี ารจับไมใ หถูกตอ ง การจบั ไม
เทเบิลเทนนสิ ทน่ี ยิ มมี 2 แบบ
1. การจับไมแ บบธรรมดา ( Shakehand Grip ) หรอื บางทีเรยี กวา การจับไมแบบขวางหรอื
แบบจบั มอื ลกั ษณะการจบั ไมแบบนคี้ อื
จับไมแ บบธรรมดา จบั ไมแ บบธรรมดา จบั ไมแบบธรรมดา อกี ลกั ษณะหนง่ึ คอื นิ้วช้ี
1.1 นว้ิ หัวแมม ือควรอยูตรงกลางของไม ชีไ้ ปทางหัวไม งอหัวแมมอื เลก็ นอ ย เพอื่
สะดวกตอ การตีลกู หลักมือ
1.2 น้ิวชีป้ ลอ ยตามสบายติดกบั ไมอกี ดา นหน่ึง นว้ิ ตอ งผอ นคลายอยตู ลอดเวลาอาจ
ปลอยน้ิวใหอ ยูท่ขี อบไม แตไ มค วรใหงอหรือโคง ตามรปู ไม ถานิ้วชย้ี าวกวา ปกตใิ หเลอ่ื นนว้ิ ช้สี ูงขึน้ อกี เล็กนอ ย
1.3 นว้ิ ทเี่ หลือทั้งสามนิ้วควรติดแนน กบั ดา มจบั
2. การจบั ไมแ บบจบั ปากกา ( Penholder Grip ) หรือบางทเี รยี กวา การจับแบบไมจ ีน
การจบั ไมแ บบจบั ปากกา ดานหนา มือ การจบั ไมแ บบจบั ปากกา ดา นหลังมอื
ลกั ษณะการจบั ไมแ บบจบั ปากกาน้ี คือ ใชม ือจบั ดามไมใ หอยูระหวางงามมือของน้ิวชแ้ี ละนวิ้
หวั แมม อื โดยนว้ิ ทง้ั สองนี้จะทาบอยบู นไมด านท่ีใชตลี ูก ปลายนิ้วทัง้ สองอาจชดิ หรือแยกจากกัน
เล็กนอ ยกไ็ ด สวนน้ิวทเี่ หลอื ใชเ ปน นว้ิ รบั ไมอ ยอู กี ดา นหนึ่ง
ขอ ดแี ละขอ เสยี ของการจับไมแบบธรรมดาและแบบจบั ปากกา
ขอดขี องการจบั ไมแ บบธรรมดา
1. ผเู ลน ไมต อ งเคล่ือนทีม่ ากก็สามารถเหวย่ี งแขนตีลูกไดท ้ังหนา มอื และหลังมือ
2. ผเู ลน สามารถใชไ มตลี ูกไดสองดาน ท้ังหนา มือ และหลังมอื
3. ผูเ ลนสามารถตีลูกไดใ นวงกวาง มมี มุ ในการควบคมุ ลกู ไดก วา ง
ขอ เสยี ของการจับไมแ บบธรรมดา
1. ผูเลนจะเปลี่ยนหนา ไมจ ากหนามอื เปน หลงั มือไดชา
2. ผเู ลนจะเลนลูกหรอื ตีลกู ไดช า เพราะตองเสียเวลายกไม และเง้อื ไมเปนวงกวาง
ขอดขี องการจบั ไมแบบจับปากกา
1. ผเู ลนสามารถจะตีลูกไดเร็วกวา
2. ผูเลนสามารถจะใชหนา ไมดานเดียวตลี กู ไดท ้งั หนา มือ และหลังมอื อยา งรวดเรว็
3. ผเู ลนไมต อ งเสยี เวลาพลิกขอ มอื และแขนเพ่ือเปล่ียนหนา ไมตีลูก
ขอเสยี ของการจับไมแ บบจับปากกา
1. ผเู ลนจะตอ งเคล่ือนทตี่ ลี กู มากขึ้น
2. ผูเลนจะสามารถตีลกู ไดในวงแคบเทานัน้
******************************
ฝกการสรางความคนุ เคยกบั ลกู ปงปอง
ฝก การสรางความคนุ เคยกบั ลกู ปง ปอง
- ใหเดก็ หดั โยนลกู ปง ปองเลน ไมวา จะทัง้ โยนไปมา , โยนให
ลกู ปงปองกระเดงแลว ใหเดก็ ๆ พยายามจบั ลกู ปงปองใหได หรอื โยน
ลกู กระทบขา งฝา ฯลฯ ซงึ่ แบบฝก นต้ี องการใหเด็ก ๆ ไดค นุ เคยกบั
จงั หวะการกระดอนของลูกปง ปอง รวมถึงไดสังเกตทิศทางของลกู
ปง ปองเมือ่ กระทบกับสง่ิ ตา งๆ โดยการฝก จะใหเด็กๆ ยนื เลนหรือน่งั
เลน กบั ลกู ปง ปองกไ็ ด
ฝก การตลี ูกดา นแบค แฮนด
- ฝกใหเดก็ ๆ หดั ตลี กู ปง ปองดว ยดานแบคแฮนด ใหเดก็ ๆ
น่งั ลงกบั พน้ื (ดังรูป) โดยใหอีกฝายหนง่ึ กลงิ้ ลูกไปกบั พน้ื และใหอ ีกฝา ย
หนึ่งหดั ตีลกู ปง ปองใหโดนโดยใชด านแบคแฮนดใ นการตลี ูก
ฝกการตลี กู ดา นโฟรแ ฮนด
- ทํานองเดียวกนั เราสามารถฝกใหเด็กๆ หัดตลี กู ดว ยดานโฟร
แฮนดเชน เดียวกนั กบั การฝก ตดี า นแบค แฮนดขา งตน ซึ่งการฝกลักษณะ
เชนนี้จะชว ยใหเ ดก็ เริ่มเรียนรกู ารใชไมปงปองตีลูกดว ยดานแบค แฮนด
และโฟรแ ฮนด เดก็ ๆ จะรูสกึ วา การเรมิ่ เลน ปง ปองนั้นไมใ ชส ิง่ ที่ยากเลย
ฝก การเดาะลกู ปง ปองแบบตา งๆ
- จากน้ัน..เราสามารถฝกใหเดก็ ๆ หดั เดาะลกู ปง ปองในลกั ษณะ
ตา งๆ ไมวา จะเปนการใชด านแบค แฮนดเดาะลกู , ใชโฟรแฮนดเ ดาะลกู
หรอื อาจจะเลย้ี งลูกใหอยบู นหนา ไมโดยไมใ หลกู ตกลงพื้นกไ็ ด ซ่งึ แบบ
ฝกนี้มวี ตั ถปุ ระสงคเพ่อื ฝก ใหเดก็ ๆ
ฝก การควบคมุ ลกู ปงปองใหได โดยผคู วบคมุ การฝก สามารถประยกุ ษรูปแบบการฝกตา งๆ ไดอ ยาง
มากมาย แตขอ สาํ คญั สําหรบั ผสู อนก็คอื การทจี่ ะตอ งไมเครง ครดั กับการฝก เดก็ ๆ ในวัยนจ้ี นเกนิ ไป ควรจะสอนให
เดก็ ๆ ไดม ีความสนกุ สนานกับการฝก ปง ปองมากกวา จะใหเ ดก็ การความรูสกึ ทีซ่ ีเรยี สกับกฬี าชนดิ น้ี เพราะหาก
เด็กๆ เกดิ ความรสู กึ เชน นี้ จะทาํ ใหเกดิ ความเบอ่ื หนายและจะเลิกเลน ไปในท่สี ุด
ฝก ใหรูจ ักการตีลกู ดว ยโฟรแฮนดแ ละแบค แฮนด
- หลังจากที่เดก็ ๆ ชํานาญการเดาะลกู แลว ผูฝก สอนสามารถ
เปลี่ยนแบบฝกมาเปน ใหเ ดก็ ๆ หัดตีลกู ดวยโฟรแฮนด โดยใหเด็กๆ อกี
คนหน่งึ โยนลกู ปง ปองใหอ กี คนหนึ่งตีลูกโดยใชด า นโฟรแฮนดและ
ดา นแบค แฮนดส ลบั กนั ไปมา
ฝกการตลี กู ปง ปองกับผนังดว ยดานแบคแฮนด
- จากนน้ั ลองใหเดก็ ๆ หดั ตลี กู ปง ปองกับผนงั โดยการนั่ง
เริม่ ตนจากการใชด านแบค แฮนดกอน(ดังรูป) พยายามใหเดก็ ๆ ตโี ตไ ด
หลายๆ ลูกข้นึ
ฝกการตลี ูกปง ปองกับผนงั ดว ยดา นโฟรแฮนด
- และตามดว ยการฝก ตนี ่ังตโี ตก บั ผนังดว ยดานโฟรแฮนด และ
เมือ่ เดก็ ๆ เกิดความคลอ งและชํานาญขนึ้ แลว ผคู วบคมุ การฝกสามารถ
ประยกุ ษใหเ ดก็ ๆ น่ังตีโตก ับผนงั โดยสลับการตีดว ยแบคแฮนดและโฟร
แฮนดสลับกันไป
ฝกการตโี ตก บั ผนงั ดว ยการยนื
- จากนัน้ ใหเด็กๆ เปลย่ี นจากการน่ังเปนการยืนตีโตก บั กําแพง
โดยใชฝ ก ตีโตโ ดยใชท้ังดานแบค แฮนดและโฟรแฮนดสลบั กันไป
ฝก ตลี กู ไปขา งหนา
- ฝกใหเดก็ ๆ ตลี กู ไปขา งหนา โดยการปลอ ยลูกปงปองตกพืน้
กอ นและคอ ยต(ี ดงั รูป) โดยสามารถฝกใหตไี ดทง้ั ดา นแบคแฮนดแ ละ
โฟรแ ฮนด
ฝก ตีโตไ ปมากลางอากาศ
- เมื่อเด็กๆ เกิดความชาํ นาญมากย่ิงขึ้นแลว ควรหัดใหเ ดก็ ๆ
ตลี กู โตไป-มากลางอากาศโดยไมใ หลกู ปง ปองตกลงพน้ื ดนิ ซงึ่ สามารถ
ฝก ตโี ตไ ดท ้งั ดานโฟรแฮนดและแบค แฮนดส ลบั ไปมา
เพ่ิมเกมสใ หเ ดก็ ๆ เพอ่ื ความสนกุ สนานในการฝก
- เมือ่ เด็กๆ เกดิ ความชํานาญมากขนึ้ ควรหาเกมสตางๆ มาให
เดก็ ๆ ฝกกนั ทัง้ นว้ี ตั ถปุ ระสงคใ นการฝกเด็กในวยั นี้เพอ่ื ใหเ ด็กเกิดความ
สนกุ สนานมากกวา จะฝก แบบเอาเปน เอาตาย แบบฝกในวยั นจี้ งึ ควรเนน
ไปท่เี บสกิ ตางๆ เพ่อื ใหเดก็ ๆ เกิดทกั ษะในการควบคุมลูกปง ปอง รวม
ถึงไดเรยี นรจู ังหวะและคุยเคยกบั เกมสปง ปองมากขนึ้
เกมสเกา อด้ี นตรี
- หาเกมสตา งๆ มาใหเ ดก็ ๆ ไดฝ ก เพื่อความสนุกสนานเพลดิ
เพลนิ ซึง่ อาจเปด เสยี งเพลงประกอบการฝกไปดว ยกไ็ มผดิ อะไร
เกมสปง ปอง-วอลเลย
- ลองแบง ขางใหเดก็ ๆ ไดต ีลกู ปง ปองขา มตาขายกนั อาจจะใช
แผงก้ันแบงออกเปน 2 ฝา ย และใหเด็กๆ ตีโตข ามไปมา ลองฝกแบบนี้
เดก็ ๆ ไมส นกุ และยงั เบือ่ อกี กไ็ มร ูจะวาอยางไรแลว ครับ
ปงปอง-บอลลนู
- หาลูกโปงมาใหเดก็ ๆ ตีบา ง กค็ งไมเ หน็ เปน ไรนะครับ
ฝกตีแบบมเี ปา หมายและกาํ หนดจุดใหล กู โดน
- ลองหาขวดหรือสง่ิ ของตางๆ มาใหเ ดก็ ตลี ูกปงปองไปใหโ ดน
(เหมือนกบั การยิงปน ลมในงานวดั ) บางก็ดีนะครับ แบบฝก น้จี ะฝก ให
เด็กไดม ีเปาหมายในการตีลูกปง ปองไปซงึ่ เดก็ ๆ จะเกดิ ความสนกุ สนาน
และเกิดความชาํ นาญโดยไมร ูตวั
ฝก กําหนดจุดกระทบบนผนัง
- เราสามารถกําหนดจดุ ใหเดก็ ๆ ตีโตบนผนังได( ดังรูป)โดยให
เดก็ ตีโตก ับกําแพงสลับดา นแบค แฮนด- โฟรแฮนดไ ปมา หรือจะให
เด็กๆ ผลดั กันตีคนละทกี ็ประยกุ ษใชไ ดเชน กนั ครับ
หาเกมสม าเลน กันอกี ดกี วา
- เกมสตางๆ เหลา นล้ี วนมปี ระโยชนตอ การฝก ปงปองในวนั
เดก็ ๆ ทัง้ นน้ั เดก็ ๆ จะเกดิ ความชํานาญข้นึ โดยไมรูตวั และเมือ่ เราฝก
เดก็ เหลาน้ีในเบสิกตา งๆ ทีส่ ูงขนึ้ คณุ จะรสู กึ วาไดว า เดก็ ๆ จะเกดิ การ
พัฒนาไดเ รว็ กวาเด็กที่ไมเคยผา นการฝก แบบนม้ี ากอนเลย
เลน เกมสตอ กนั ดกี วา
- แบง พื้นออกเปนส่ีสว นเทา ๆ กัน จากน้ันใหเด็กๆ ตลี ูกปงปอง
ไปตามชอ งตางๆ โดยจะตไี ปชอ งไหนกไ็ ด ทดลองเลนดนู ะครบั เดก็ ๆ
ท่ีไดเ ลน เกมสน้ีจะเกิดสมาธใิ นการเตรียมพรอ มที่จะตลี กู ปง ปองตลอด
เวลา รวมถึงจะไดเ กดิ ความคิดในการตีลูกไปอยางไรเพอ่ื ใหเ พอ่ื นๆ รับ
ไปไดอกี ดว ย
ฝก ตปี ง ปองบนพืน้ กอ นฝก บนโตะ
- การฝก แบบนีจ้ ะชว ยใหเดก็ ๆ ไดเกดิ การเรียนรเู กย่ี วกับกีฬา
ปงปองไดเรว็ ขึ้นกวานําเด็กไปฝกตีปงปองบนโตะ ปงปองจรงิ ทันที
โตะ อาหารก็นาํ มาทาํ เปนโตะ ปง ปองไดน ะ
- โตะ เรยี นหนงั สอื โตะ อาหาร ก็สามารถนํามาทําเปน โตะ
ปงปองสําหรบั เด็กๆ หดั เลนกอ นได ทั้งนโี้ ตะ เหลานี้จะไมม ขี นาดที่
ใหญเกนิ ไปนนั่ เอง ซ่ึงจะทําใหเดก็ ๆ หดั ตีปงปองไดงา ยขนึ้
ฝกตีปง ปองโดยมคี รฝู กปอ นหรอื ใชเ ครือ่ งยิงปอ น
- เม่อื เด็กๆ พรอ มทีจ่ ะเลนกบั โตะปงปองจริงๆ ควรจะมคี รฝู ก
เปน ผูทค่ี อยปอ นลูกจะดกี วา เพราะหากปลอ ยใหเดก็ ๆ เลนกันเอง จะทาํ
ใหเกดิ ความชํานาญไดช า และไมม ีผทู ่คี อยบอกขอ บกพรองของเดก็ ๆ
แตละคน
********************************************
การยืนเตรยี มพรอ มและการเคลื่อนไหว
ทาทางการยืนเตรียมพรอมในการเลนเทเบลิ เทนนสิ นับวา มสี ว นสําคัญตอ การเลนมาก เพราะ
การเลนเทเบิลเทนนสิ นนั้ จําเปนตอ งมีการเคลอื่ นไหวไปทวั่ ทุกสวนของรา งกาย การอยใู นทายนื ทถี่ กู ตองจะทําให
ตลี ูกไดถ นัดไมต อ งเคลอ่ื นไหวมาก กลับตัวเอ้ยี วตวั ไดเ ร็ว และถา เปนการเลนประเภทคู ก็จะทําใหผ เู ลน ฝายเดียว
กันเลนไดค ลองตวั ผูเลน ทั้งสองสามารถเลนประสานกนั ไดด ี และไมชนกนั เองซึง่ มีหลกั ปฏิบัตใิ นทายืนเตรยี ม
พรอ มทีถ่ กู ตอ งดังน้ี
1. ทายนื เตรยี มพรอม การเลน ประเภทเดยี ว มดี ังน้ี
ทายนื เตรยี ม การจบั ไมแ บบ ทา ยนื เตรยี ม การจับไมแ บบจับ
ผูเลนควรยืนตรงกลางโตะใหหางจากโตะ ประมาณ 1- 2 ฟตุ การยนื ใหเ ทา ใดเทา หนึ่งอยูห นา
เล็กนอ ย แยกเทา ใหห างออกจากกันกวา งประมาณ 1 ชวงไหล เขาท้งั สองขางงอเลก็ นอย ลําตวั โนม ไปขางหนา
นํ้าหนกั ตวั อยูบนเทาทง้ั สองขา ง ไหลอยูในทาทสี่ บายลดต่ําลงไปขา งหนา ไหลตอ งไมยกข้ึนหรอื เกร็ง มอื ขางที่
ถือไมอยขู างหนาระดับเอวและหางจากตวั พอสมควร มอื ขา งทไี่ มถือไมกางออกยกขนึ้ สูงกวา ขอ ศอกเล็กนอ ย เพ่ือ
ชว ยในการทรงตัว การยืนควรยนื ดว ยปลายเทา หรอื เทาเปน พรอมท่จี ะเคลื่อนท่ไี ปขางหนา ขา งหลัง และดา น
ขางไดต ลอดเวลา สายตามองท่ลี ูกเทเบิลเทนนิสตลอดเวลา
2. ทายนื เตรยี มพรอ ม การเลน ประเภทคู มีดงั น้ี
ทา ยนื เตรยี มพรอ มเมือ่ เลนประเภทคู
เหมอื นกับ ทา ยนื เตรยี มพรอ มเม่ือเลน ประเภท
เดียวทกุ ประการ จะมขี อ แตกตางกนั ทก่ี ารเลน
ประเภทคนู น้ั ผเู ลนจะตองผลัดกันเลนคนละ
ครั้ง และการเลน ประเภทคูน นั้ ลูกแรกจะรบั
ทีแ่ ดนขวาเสมอ ดังนน้ั ผเู ลน คนแรกจะยนื
เตรียมพรอ มอยูที่โตะดา นแดนขวา และผเู ลน
คนทส่ี องจะยืนเย้ืองไปขา งหลังทางซายมือเล็กนอย เมือ่ ผเู ลนคนแรกรับลกู แลว ลกู ตอมาผูเ ลน คนที่สองจะตอง
เปน ผูเ ลน สลบั กนั ไปดงั นี้เสมอ ปญหาของการเลนประเภทคจู งึ อยทู ก่ี ารเขา และการออก เพอื่ รับลกู จากฝา ยตรง
ขา ม การฝก เพือ่ ใหเกดิ ความชํานาญและมคี วามสมั พนั ธก นั จึงเปน สิง่ สําคัญมาก
การเคลอื่ นทขี่ องเทา
การเคลอื่ นท่ตี ลี กู คอื การเคล่อื นยายรางกายไปยงั ตาํ แหนง ที่เหมาะสมที่จะทําใหส ามารถตลี ูกได
อยางมีประสิทธิภาพ การเคลอ่ื นยายรางกายไดดีจาํ เปนจะตอ งมกี ารเคลื่อนยา ยเทา ไดด ดี ว ย การทจี่ ะตลี กู ไดอ ยา ง
ถูกตองนนั้ จะทําไดกต็ อเมื่อเทา พาตัวใหเ คล่อื นทีไ่ ปอยใู นตาํ แหนงทีส่ มั พนั ธกับลกู ทุกครัง้
ทา การเคลอ่ื นท่ีตลี กู ท่นี ยิ มใชใ นปจจุบนั มี 4 แบบ คอื
1. แบบกาวเทาเดียว หรือเทาใดเทา หนงึ่ เปน หลัก
ในขณะทตี่ ีลกู ใหใ ชเ ทาใดเทาหนึ่งเปน หลกั อีกเทา
หนึ่งกาวไปขา งหนา ขางหลัง ขา งซาย ขา งขวา เพยี ง
กาวเดยี ว เพอื่ กาวไปยงั ตําแหนงทเ่ี หมาะสม การกาว
เทา เดียวเหมาะสําหรบั ใชกับการรบั ลกู ท่ีอยูใ กลตวั
2. แบบยา ยกา ว หรือกาวเทา นาํ ลากเทา ตาม
ใชเทา ขา งทล่ี กู จะมาทิศทางทางดานนั้น กา ว
ไปขางซา ย ขา งขวา ขางหนา ขา งหลัง ตามทิศทางท่ี
ลูกมาหน่ึงกาวแลวใชเ ทาอีกขางหนึ่งลากตามไป โดยท่วั
ไปใชรับลกู ที่หา งตวั ไมม ากนัก
3. แบบไขวเ ทา
ใชเ ทา หนึง่ กาวไขวผานไปขางหนาของอีก
เทาหนึ่งแลว จึงกา วอกี เทา หน่ึงตาม โดยท่วั ไปใชรบั ลกู ที่
พงุ มาดา นขางโตะ หรอื เปนมมุ กวางมาก ๆ
4. แบบกระโดด
ใหใชเทา ออกแรงยนั พน้ื แลวกระโดดขน้ึ สอง
เทาลอยจากพื้น ซ่ึงอาจเคลื่อนทไี่ ปทางดา นซายหรอื
ทางดา นขวา ดานหนา หรอื ดา นหลงั พรอ ม ๆ กันตาม
ทิศทางท่ีลูกมาโดยทว่ั ไปใชรับลกู ที่ท่ีพุง มาเร็วและคอ น
ขางหา งจากตัวผูร ับ
*********************************
ทักษะการตีลูกเทเบลิ เทนนสิ
ทักษะการตลี ูก
การตลี กู คอื การใชแรงจากแขนทอนลาง และขอ มือบงั คบั ใหไมตไี ปกระทบลกู ปง ปองตรง
กง่ึ กลางไมพอดี ว่งิ ไปตามทศิ ทางทีต่ องการไดอ ยางถูกตอง และแมน ยํา การตีลูกในการเลนเทเบลิ เทนนสิ จะตอ ง
ปฏบิ ตั ใิ หถ ูกตอง โดยใหลูกลอยขา มตาขายจากฝง ตรงขามมาตกลงพื้นโตะ ของฝายเรากอ น จงึ จะใชไมต ีลกู นน้ั ให
ขา มตาขา ยไปยงั ฝงตรงขามได
การตลี กู มคี วามสมั พันธก ับการจับไมต ี การจับไมต ที ถี่ กู ตอ งจะชวยใหก ารตมี คี วามถนดั คลอ งตวั
สามารถจะตีและบงั คบั ทิศทางของลูกใหไปตามท่ีตอ งการได
การตลี กู ดว ยการจับไมแ บบธรรมดา
1. การตลี กู หนามือ เมอื่ ลกู มาไมต รงตัว
การจับไมแ บบธรรมดาเพอ่ื ตีลกู ทม่ี าไมตรงตวั ดว ยลกู หนามือ คอื การใชห นา ไมด า นน้วิ หวั
แมมอื เขาตีกระทบลกู ทมี่ าทางดานทีไ่ มถ นดั
วธิ ีปฏบิ ตั ิ จังหวะท่ี 1 ยนื อยูใ นทาเตรยี มพรอ ม สายตาจองจับอยูท ล่ี ูกตลอดเวลา
จงั หวะที่ 2 เมือ่ ลกู ลอยขามตาขา ยมา ใหบดิ ลาํ ตวั เฉพาะทอ นบนเหว่ียงแขนท่ีถือไมไ ปทาง
ดานทไ่ี มถนดั ขอ ศอกกางเลก็ นอ ย สว นแขนอกี ขางหนึ่งยกขนึ้ เพื่อการทรงตวั
จงั หวะที่ 3 เมอื่ ลูกกระดอนข้นึ มา ใหเหวีย่ งไมขนานกับพ้ืน กลับไปขา งหนาเพ่ือตีลกู ให
ไมปะทะกบั ลกู ในลกั ษณะหนาไมต้งั ฉากกับพื้น โดยใชแ รงสง จากแขนทอนลา ง
และขอมอื
จังหวะที่ 4 เม่อื ไดต ีลกู ไปแลวใหเ หว่ียงแขนตามไปเล็กนอย แลว กลับสูทาเตรียมพรอม
2. การตีลูกหลังมอื เมอ่ื ลกู มาไมต รงตัว
การจับไมแ บบธรรมดาเพื่อตีลกู ทีม่ าไมต รงตวั ดว ยลกู หลงั มือ คอื การใชห นาไมด า นนิว้ ชเี้ ขา ตี
กระทบลูกทีม่ าทางดา นทีไ่ มถ นดั
วธิ ปี ฏิบตั ิ จงั หวะท่ี 1 ยืนอยูในทา เตรยี มพรอ ม สายตาจองจับอยทู ่ลี ูกตลอดเวลา
จังหวะท่ี 2 เมื่อลกู ลอยขา มตาขา ยมา ใหบิดลาํ ตวั เฉพาะทอ นบนเหว่ยี งแขนทถี่ ือไมไ ปทาง
ดานท่ไี มถนดั สว นแขนอกี ขางหน่ึงยกขน้ึ เพ่ือการทรงตวั
จงั หวะที่ 3 เมอ่ื ลูกกระดอนขึ้นมา ใหเ หว่ียงไมข นานกบั พ้ืน กลับไปขา งหนาเพื่อตีลูกใหไม
ปะทะกบั ลกู ในลักษณะหนาไมตงั้ ฉากกับพื้น โดยใชแรงสงจากแขนทอนลาง
และขอ มือ
จังหวะที่ 4 เมอ่ื ไดตลี ูกไปแลว ใหเ หวีย่ งแขนตามไปเลก็ นอ ย แลวกลบั สูทาเตรียมพรอ ม
3. การตีลูกหลงั มอื เมอื่ ลกู มาตรงตัว
วิธปี ฏิบตั ิ จังหวะที่ 1 ยืนอยใู นทาเตรยี มพรอ ม สายตาจองจับอยทู ี่ลกู ตลอดเวลา
จงั หวะท่ี 2 เมื่อลกู ลอยขา มตาขา ยมา ใหเหว่ียงแขนทอ นลาง ดงึ ไมเขา หาลําตวั ใหห นา ไม
ดา นหลังมอื เตรยี มปะทะลกู ใหหนา ไมต ้ังฉากกบั พน้ื กางขอ ศอกออกเล็กนอย
สว นแขนอีกขางหน่ึงยกขน้ึ เพือ่ การทรงตัว
จงั หวะท่ี 3 เมื่อลกู กระดอนขน้ึ มา ใชข อมือดันไมอ อกไปขางหนา เพอื่ ตีลกู ขนานกับพน้ื โตะ
จงั หวะท่ี 4 เมอ่ื ไดต ลี ูกไปแลวใหเ หวี่ยงแขนตามไปเล็กนอ ย แลว กลบั สทู าเตรยี มพรอ ม
การตีลกู ดว ยการจับไมแ บบปากกาหรอื ไมจ ีน
1. การตีลูกหนามอื เมือ่ ลูกมาไมต รงตวั
การจบั ไมแบบปากกาเพือ่ ตลี ูกท่ีมาไมตรงตวั ดวยลกู หนามอื คอื การใชหนาไมตลี ูกทีม่ าทาง
มอื ท่จี บั ไมอ ยู
วิธปี ฏบิ ตั ิ จังหวะท่ี 1 ยืนอยใู นทา เตรยี มพรอม สายตาจองจับอยูที่ลูกตลอดเวลา
จังหวะที่ 2 เม่ือลูกลอยขามตาขายมา ใหบ ิดลําตัวเฉพาะทอ นบนพรอมกับเหวยี่ งแขนที่ถอื
ไมไปทางดา นท่ถี นดั ใหหวั ไมหนั ออกดานขาง หนาไมต ัง้ ฉากกบั พนื้ สว น
แขนอกี ขางหนึ่งยกขนึ้ เพือ่ การทรงตวั
จังหวะท่ี 3 เมอื่ ลูกกระดอนขนึ้ มา ใหเ หวย่ี งไมขนานกับพื้น กลับไปขา งหนา เพือ่ ตีลูกให
ไมปะทะกับลูกในลกั ษณะหนาไมตง้ั ฉากกับพ้ืน โดยใชแ รงสงจากแขนทอน
ลางและขอ มอื
จังหวะที่ 4 เม่ือไดตีลกู ไปแลว ใหเหวีย่ งแขนตามไปเลก็ นอย แลว กลับสูท า เตรยี มพรอ ม
2. การตลี ูกหลังมอื เมอื่ ลกู มาไมต รงตวั
การจบั ไมแบบปากกาเพอ่ื ตีลูกท่ีมาไมต รงตวั ดว ยลูกหลงั มือ คอื การใชห นาไมตีลกู ท่ีมาทางดา น
มอื ทไ่ี มไ ดจ ับไมอยู
วธิ ปี ฏิบตั ิ จงั หวะท่ี 1 ยืนอยูในทาเตรยี มพรอ ม สายตาจอ งจับอยูท่ีลูกตลอดเวลา
จงั หวะที่ 2 เมื่อลูกลอยขามตาขา ยมา ใหบ ดิ ลาํ ตวั เฉพาะทอ นบนพรอ มกบั เหว่ยี งแขนทถี่ อื
ไมไ ปทางดานทีไ่ มถนัด ตัง้ หนาไมหันหนา เขา หาลูก สว นแขนอกี ขา งหน่งึ
ยกขนึ้ เพื่อการทรงตวั
จงั หวะท่ี 3 เมอ่ื ลูกกระดอนขึน้ มา ใหเหว่ียงไมขนานกับพน้ื กลบั ไปขางหนา เพอื่ ตีลกู ให
หนา ไมป ะทะกับลูกในลกั ษณะหนาไมต ้งั ฉากกบั พื้นโดยใชแ รงสง จากแขนทอ น
ลางและขอมือ
จังหวะท่ี 4 เมอื่ ไดตีลูกไปแลว ใหเ หว่ียงแขนตามไปเลก็ นอ ย แลว กลับสูท า เตรยี มพรอ ม
3. การตีลูกหลังมอื เมอื่ ลกู มาตรงตัวผตู ี
วิธปี ฏบิ ตั ิ จงั หวะที่ 1 ยืนอยใู นทา เตรยี มพรอ ม สายตาจอ งจับอยูท่ีลกู ตลอดเวลา
จังหวะท่ี 2 เมอื่ ลกู ลอยขา มตาขายมา ใหเหวีย่ งแขนทอ นลาง ดงึ ไมเ ขา หาลาํ ตวั ใหห วั ไม
หนั ออกทางดา นขางทไี่ มถ นดั กางขอศอกออกเล็กนอย สว นแขนอกี ขา งหน่งึ
ยกขนึ้ เพ่อื การทรงตวั
จงั หวะท่ี 3 เมื่อลูกกระดอนขน้ึ มา ใหใ ชข อ มือและแขนทอ นลา งดันไมอ อกไปขา งหนาเพ่อื
ตีลูกใหขนานกบั พืน้ โตะใหห นาไมป ะทะกบั ลกู ในลักษณะหนา ไมต้งั ฉากกับพน้ื
จังหวะที่ 4 เมื่อไดตีลกู ไปแลวใหเ หวย่ี งแขนตามไปเลก็ นอย แลวกลบั สูทา เตรียมพรอ ม
****************************************
ทักษะการตีโตล กู ตามทศิ ทางท่ีลูกมา
ทักษะการตโี ตลกู
การตโี ตลกู ตามทิศทางที่ลกู มาไดถ กู ตองแมนยํา มปี ระสทิ ธิภาพไดด นี นั้ ตอ งอาศัยปจ จยั ตาง ๆ
หลายประการท่ีจะชว ยใหก ารตโี ตล กู ใหเ ปนไปดว ยดดี ังน้ี
1. การยืนเตรยี มพรอ มทีถ่ ูกตอ ง ซ่งึ จะชว ยใหผูเลน สามารถเคลื่อนที่เขา -ออก เพื่อตโี ตลูกได
อยา งถกู แคลว คลอ งวองไว ครอบคลมุ พื้นท่ีไดท ้ังหมด และตีโตลูกไดทนั ตอเหตุการณทกุ ดาน ไมว า ลกู จะมาใน
ทิศทางใดก็ตาม
2. การจับไมท ถ่ี ูกตอ งถูกวธิ ี ไมว าจะเปนการจบั ไมแ บบธรรมดาหรอื การจบั ไมแ บบปากกา ถา
สามารถตี และบงั คับทศิ ทางของลูกไดอ ยา งแมน ยาํ ในทกุ ลกั ษณะ ท้ังลกู หยอด ลกู ตบ ลกู เฉอื น และปฏบิ ัติได
อยางแคลว คลอ งวอ งไว
3. การคาดการณลวงหนา ของทศิ ทางทลี่ ูกว่งิ มา ผเู ลนตองสามารถคาดการณลวงหนา วา เม่ือ
ฝายตรงขามตีลกู หนา มือ แลว ลูกจะขา มตาขา ยมาตกยงั แดนท่อี ยทู างดา นหนา มอื ของเราเชนกนั ทิศทางของลกู ที่
จะว่ิงมานนั้ จะเปน แนวเฉียงหรอื เปน แนวทแยงมุมของโตะ
4. การใชส ายตามองตามลกู ผเู ลนจะตอ งใชสายตามองตามลูกตลอดเวลาทัง้ กอนตลี กู และ
ภายหลังตีลกู ไปแลว อวยั วะตา ง ๆ ทาํ งานประสานสัมพนั ธก ันไดด ี ต้ังแตก ารเคลื่อนที่ การใชมอื ตลี กู การใช
สายตากะระยะในการตลี กู ไดจงั หวะถกู ตอ งและแมนยาํ
5. การสังเกตทศิ ทางและตาํ แหนง ของลกู ผูเ ลนที่สามารถสงั เกตทศิ ทาง และตําแหนงของลกู
ไดถกู ตอ ง จะชว ยใหสามารถเตรียมพรอ มทจี่ ะตลี ูกนนั้ ไดใ นจงั หวะทพ่ี อดี การสงั เกตทิศทางของลกู ใหปฏบิ ตั ิ
ตามขอ 3 สว นการสงั เกตตาํ แหนง ของลูกที่จะลงสพู ้นื โตะนนั้ สามารถพจิ ารณาจากลักษณะของหนาไมใ นการ
ตลี กู ของฝายตรงขา ม เชน ถา ฝา ยตรงขามหงายหนา ไมขน้ึ ขณะตลี กู ลูกจะลอยขา มมาเปน วถิ ีโคง มาตกบรเิ วณ
หลงั โตะ แตถ าฝายตรงขามควา่ํ หนา ไมข ณะตลี กู ลกู จะพงุ เลยี ดตาขา ย และตกในบริเวณกลางโตะ ผเู ลน ท่ี
สามารถจะกะตาํ แหนงท่ลี ูกตกไดด จี ะชว ยใหสามารถเคลือ่ นท่ีเพือ่ จะตลี ูกไดใ นจังหวะทพ่ี อดี
6. การเคลอ่ื นทเี่ ขา ตลี ูก ผูเ ลน ทสี่ ามารถสงั เกตทศิ ทาง และตาํ แหนง ของลกู ตกไดด แี ละถกู ตอ ง
จะชวยใหส ามารถเคล่ือนท่ไี ปยงั ตาํ แหนง นัน้ ๆ เพ่ือทจี่ ะตลี ูกไดในจงั หวะที่พอดี
7. การเงอื้ ไม ผเู ลนสามารถจะสงั เกตทศิ ทาง และตาํ แหนงของลูกทจ่ี ะมาไดแ นนอนแมน ยํา
ก็จะชว ยใหสามารถเง้ือไมไ ปในทิศทางทล่ี กู จะมา และตีลกู ไดใ นจังหวะทพ่ี อดี ตามปกตกิ ารตลี ูกปงปอง ควร
เง้ือไมเ ปนวงแคบ ๆ เพ่อื ใหต ีลกู ที่วงิ่ มาอยางรวดเรว็ ไดท นั ถาเง้อื ไมเปนวงกวา งเกินไปอาจจะตีลกู ไมท นั
8. การจดั หนาไม ผูเลน ที่สามารถจัดหนา ไมห รอื ปรับหนา ไมไ ดถกู ตอ งจะชวยบงั คับทศิ ทาง
ของลกู ใหว ิง่ ไปตามทศิ ทางทตี่ องการไดอยา งแมนยํา ผูเลน ทย่ี งั ไมช ํานาญพอควรต้งั หนา ไมใ หตรง เพอื่ ตีลกู
ใหข า มตาขายไปตกในแดนตรงขา มไดก อน
การตีโตล กู ตามทิศทางทม่ี าดวยการจบั ไมแ บบธรรมดา
1. ลูกตกใกลต าขาย
1.1 ลกู ตกใกลตาขา ยทางดา นหนา มอื ของผรู บั
วธิ ปี ฏิบตั ิ 1.1.1 จากทา เตรียมพรอ ม สายตาจับอยูท ่ีลกู
1.1.2 ใหเหยียดแขนเหว่ยี งไมไ ปขา งหลังดานขวา หนั หนามือเขา หาลูก พรอมกบั กา ว
เทา ขวาไปขา งหนาเฉยี งออกดา นนอกเลก็ นอย
1.1.3 เม่อื ลูกกระดอนข้ึนมาใหเหวยี่ งแขนมาขา งหนา ตีลกู หนา มอื โดยอาศัยแรงสง
จากไหลข อ ศอก ขอมือ เหวี่ยงไมก ระทบลกู ขา มตาขายไป
1.2 ลูกตกใกลต าขายทางดานหลงั มอื ของผรู ับ
วธิ ีปฏบิ ตั ิ 1.2.1 จากทา เตรียมพรอม สายตาจบั อยทู ีล่ ูก
1.2.2 ใหเ หวีย่ งแขนขวาไปขา งหนา ทางดา นซายของลาํ ตวั หนั หลังมือเขา หาลูก
พรอมกบั กาวเทา ซา ยไปขางหนา เฉยี งออกดา นนอกเล็กนอ ย
1.2.3 เมื่อลกู กระดอนขึ้นมาใหเ หวยี่ งแขนมาขางหนาตลี กู หนา มอื โดยอาศยั แรงสง
จากแขนทอนลา ง ขอ มือ เหว่ียงไมก ระทบลูกขามตาขายไปฝง ตรงขา ม
2. ลกู ตกหลงั โตะ ในแนวเสน หลงั
2.1 ลูกตกหลงั โตะพงุ ออกทางดานหนา มือของผรู บั ปฏบิ ัตเิ ชนเดียวกบั การตีลูกหนา
มอื ดว ยการจับไมแ บบธรรมดา ดงั ไดก ลา วมาแลว แตเพ่มิ การถา ยนํา้ หนกั ตวั ไปทางทจี่ ะตี ขณะเหวยี่ งไมต ลี กู จะ
ชวยทาํ ใหมีแรงเหวยี่ งดีข้นึ ในการตี
2.2 ลกู ตกหลงั โตะพุงออกทางดานหลังมอื ของผรู บั ปฏิบตั ิเชนเก่ยี วกับการตลี กู หลัง
มอื ดว ยการจับไมแบบธรรมดา ดงั ไดก ลาวมาแลว แตเ พิ่มการถา ยน้าํ หนกั ตวั ไปทางที่จะตี ขณะเหวย่ี งไมตลี ูกจะ
ชว ยทาํ ใหมแี รงเหวยี่ งดีขึ้นในการตี
3. ลกู ตกกลางโตะในแนวเสนขาง
3.1 ลกู ตกกลางโตะ พงุ ออกแนวเสน ขา งดานหนา มือของผูรับ
วิธีปฏบิ ตั ิ 3.1.1 จากทา เตรียม สายตาจบั อยทู ี่ลกู
3.1.2 ใหเหวี่ยงไมไ ปขา งหลังดานขวามือ หนั ดา นหนา ไมเขาหาลกู พรอ มกบั กวา เทา
ซายผานหนาเทาขวาเฉียงไปขา งหนา ถา ยนา้ํ หนักตวั ไปฝง ตรงขาม
3.13 ใหเหว่ยี งไมก ระทบลกู สง ลูกขา มตาขายไปฝง ตรงขา ม
3.2 ลูกตกกลางโตะพงุ ออกแนวเสน ขา งทางดา นหลงั มอื ของผูรบั
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ 3.2.1 จากทา เตรยี ม สายตาจับอยูทีล่ ูก
3.2.2 ใหเ หว่ียงไมไปทางดา นซายมือ หนั ดา นหลังมอื เขาหาลูก พรอ มกบั กวาเทาขวา
ผา นหนาเทาขวาเฉยี งไปขา งหนา ถายนํา้ หนกั ตวั ไปทเี่ ทา หนา
3.2.3 ใหเหวีย่ งไมก ระทบลูก สง ลกู ขามตาขายไปฝงตรงขาม
การตีโตลกู ตามทิศทางทีม่ าดวยการจบั ไมแ บบปากกา
1. ลูกตกใกลต าขาย
1.1 ลกู ตกใกลตาขายทางดานหนามอื ของผรู บั
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ 1.1.1 จากทา เตรียมพรอ ม สายตาจบั อยูท ี่ลูก
1.1.2 ใหเหวีย่ งไมไปขา งหลงั ดา นขวา หนั หนา มอื เขา หาลูก หวั ไมหันลงพน้ื เฉยี ง
ออกดา นนอกเลก็ นอย พรอ มกับกาวเทาขวาไปขางหนา เฉยี งออกดานนอก
เล็กนอ ย
1.1.3 ใหเหว่ยี งไมกระทบลกู ใหล อยขา มตาขา ยไปฝง ตรงขาม
1.2 ลกู ตกใกลตาขา ยทางดานหลงั มือของผูรับ
วิธีปฏิบตั ิ 1.2.1 จากทาเตรยี มพรอม สายตาจับอยูท่ีลูก
1.2.2 ใหเหว่ียงไมไ ปทางดานซา ยมือ หนั หนาไมม ือเขา หาลูก หัวไมหนั ลงพื้นเฉียง
ออกดานนอกเลก็ นอ ย พรอมกับกวาเทา ซายไปขา งหนาเฉยี งออกดา นนอก
เลก็ นอย
1.2.3 ใหเ หวี่ยงไมก ระทบลกู สงลกู ขา มตาขายไปฝง ตรงขา ม
2. ลกู ตกหลงั โตะ ในแนวเสนหลัง
2.1 ลูกตกหลงั โตะพุงออกทางดา นหนา มอื ของผูรับ ปฏบิ ัติเชน เดยี วกับการตลี กู หนา
มือดว ยการจับไมแบบปากกา ดังไดกลาวมาแลว แตเพม่ิ การถา ยนา้ํ หนกั ตัวไปทางดานทจี่ ะตี เพื่อชว ยใหมีแรง
เหวีย่ งดขี น้ึ ในการตี
2.2 ลูกตกหลงั โตะพงุ ออกทางดา นหลังมอื ของผรู บั ปฏิบัตเิ ชน เดยี วกบั การตลี ูกหลงั
มอื ดว ยการจบั ไมแ บบปากกา ดังไดก ลาวมาแลว แตเ พิ่มการถายน้ําหนกั ตวั ไปทางดา นทจี่ ะตีขน้ึ อกี เพอ่ื ชว ยให
มีแรงเหวี่ยงดขี ึ้นในการตี
3. ลูกตกกลางโตะพงุ ออกแนวเสน ขา ง
3.1 ลูกตกกลางโตะ พงุ ออกแนวเสน ขางทางดา นหนามอื ของผรู บั
วิธปี ฏบิ ตั ิ 3.1.1 จากทาเตรียม สายตาจบั อยูท่ลี กู
3.1.2 ใหเหว่ียงไมไปขางหลังดา นขวามอื หนั ดา นหนา ไมเขา หาลูก พรอ มกบั กวา เทา
ซา ยผานหนา เทา ขวาเฉยี งไปขา งหนา นํา้ หนกั ตัวอยทู ี่เทาหนา
3.13 ใหเ หวย่ี งไมก ระทบลกู ใหลกู ลอยขา มตาขา ยไปฝง ตรงขาม
3.2 ลูกตกกลางโตะ พงุ ออกแนวเสนขางทางดานหลงั มอื ของผูรบั
วิธปี ฏิบตั ิ 3.2.1 จากทาเตรยี ม สายตาจับอยทู ล่ี กู
3.2.3 ใหเ หวี่ยงไมไ ปทางดานซายมอื เฉยี งไปขา งหนา หันหนาไมเขาหาลกู พรอม
กา วเทา ขวาผา นหนา เทา ซา ยเฉยี งไปขา งหนา ถา ยนา้ํ หนกั ตวั ไปที่เทาหนา
3.2.3 ใหเ หว่ียงไมก ระทบลกู ใหล ูกลอยขามตาขายไปฝง ตรงขาม
*********************************************
ทักษะการสงลกู เทเบลิ เทนนสิ
ทักษะการสง ลกู
การสงลกู หรอื การเสิรฟ ลกู เปน เทคนคิ ขัน้ แรกของการเลน เทเบลิ เทนนสิ การสงลกู ที่ดีจะชว ยให
ไดคะแนนอยา งงายดาย ในทางตรงกนั ขา มการสง ท่ีไมดจี ะเปนการเพ่มิ คะแนนใหกบั ฝายตรงขา ม ฉะนนั้ ผูเ ลน
ทกุ คนควรฝก การสงลูกใหชาํ นาญจากทางาย ๆ ไปหาทายาก ๆ ตามข้ันตอน
ลักษณะของการสงลกู ทถ่ี กู ตอ ง
การสงลูกท่ถี ูกตองจะตอ งประกอบดวยลักษณะตาง ๆ ดงั น้ี คอื
1. การถอื ลกู ตองวางลูกอยบู นกลางฝามือขา งทีไ่ มไดถ อื ไม แบมือออกใหนิ้วท้ังสเ่ี รยี งชดิ ตดิ
กันนวิ้ หวั แมม ือแยกออกเปน อสิ ระ ยกขน้ึ เหนือระดับแนวพน้ื โตะ และอยูนอกเสนสกดั ทีต่ อ ออกไปทง้ั สองขาง
และอยูใ นลักษณะนง่ิ
2. โยนลกู ขนึ้ ผสู ง ตอ งโยนลกู ขน้ึ จากกลางฝามือ ใหลกู ลอยตรงขน้ึ ไปในอากาศใหผูตดั สนิ
เหน็ อยางชัดเจน
3. การตลี ูก เม่อื ผสู งโยนลกู ขนึ้ ไปในอากาศแลว จะตองใชไ มตลี กู ใหตกลงในแดนของตนเอง
กอนทีจ่ ะขา มขายไปตกลงในแดนของฝายตรงขา ม ในขณะท่ไี มส มั ผัสลูก ลูกจะตองอยูนอกแนวเสนสกัด
การสง ลกู ดวยการจับไมแ บบธรรมดาดว ยมอื ขวา
1. การสงลกู หนา มอื ดว ยการจับไมแ บบธรรมดา
วธิ ีปฏิบตั ิ จงั หวะที่ 1 ทายนื เตรียมพรอม ใหเ ทา ซา ยอยูขางหนาเอยี งไหลซา ยเขาหาโตะ พรอมกับยนื่
มือซา ยไปขา งหนา ขอศอกชิดลําตวั ลกู ปงปองอยูกลางฝา มือ แขนทอ นลา งขนานกับพน้ื มือขวาท่ีถอื ไมช ไี้ ป
ทางเดียวกับมอื ซาย ใหหวั ไมช้อี อกไปดา นขา ง หนั หนาไมเ ขา หาลกู แขนทอนลา งและไมข นานกบั พนื้ ตามองที่
ลูกตลอดเวลา
จังหวะที่ 2 โยนลูกขึ้นตรง ๆ พรอมกบั เหวีย่ งแขนขวาท่ถี อื ไม และบิดลําตวั ไปขางหลงั
จังหวะที่ 3 เหวย่ี งแขนขวามาตีลกู ใหถูกตรงกลางหนาไม ควํ่าหรอื หงายหนา ไมเ ลก็ นอ ย
ในขณะทีไ่ มส ัมผัสลกู ลูกจะตอ งอยูน อกแนวเสนสกัด ตลี ูกใหตกในแดนของ
ตนกอ น เมอ่ื ตีลกู ไปแลว ควรผอ นมือตามไปดวยเลก็ นอ ย
2. การสงลกู หลงั มือดว ยการจับไมแ บบธรรมดา
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ จังหวะที่ 1 ทายืนเตรยี มพรอม ใหเ ทา ขวาอยูขางหนาเอียงไหลขวาเขาหาตาขา ยพรอ มกับ
ยื่นมือซายข้ึนขา งหนาเขาหาโตะ แขนทอ นลา งขนานกับพน้ื ลูกปง ปองอยูกลางฝามอื ยกขนึ้ เหนือแนวระดบั พืน้
โตะ มอื ขวาทถ่ี อื ไมเ หวย่ี งไปทางไหลซา ย หันหนาไมดา นหลงั มอื เขา หาตาขา ย ใหหวั ไมชี้ออกไปดา นขาง ตามอง
ที่ลูกตลอดเวลา
จงั หวะท่ี 2 โยนลกู ขึ้นตรง ๆ พรอ มกับเหว่ียงแขนขวาทีถ่ อื ไม และบิดลําตวั ไปทางซา ย
จงั หวะท่ี 3 เหวยี่ งแขนขวามาตลี กู ใหถ กู ตรงกลางหนา ไม คว่าํ หรือหงายหนา ไมเลก็ นอ ย
ในขณะทไ่ี มสัมผัสลกู ลกู จะตองอยนู อกแนวเสน สกดั ตลี ูกใหต กในแดนของ
ตนกอ น เมือ่ ตลี ูกไปแลวควรผอ นมือตามไปดวยเลก็ นอย
การสงลกู ดว ยการจับไมแ บบปากกาหรือไมจีนดว ยมอื ขวา
1. การสง ลกู หนา มอื ดว ยการจบั ไมแ บบถอื แบบปากกา
วิธปี ฏบิ ตั ิ จงั หวะที่ 1 ทา ยนื เตรยี มพรอ ม ใหปฏบิ ัตเิ ชน เดียวกบั การสง ลกู หนามือดว ยการจับไมแ บบ
ธรรมดา แตเ ปลยี่ นเปน การจบั ไมแบบปากกา
จงั หวะที่ 2 โยนลูกขนึ้ ตรง ๆ พรอ มกับเหว่ยี งแขนขวาทถี่ ือไม และบดิ ลาํ ตวั ไปขางหลงั
จงั หวะท่ี 3 เหวีย่ งแขนขวามาตีลกู ใหถ กู ตรงกลางหนา ไม ควา่ํ หรอื หงายหนาไมเ ล็กนอย
ในขณะทไ่ี มสมั ผสั ลูก ลูกจะตองอยูนอกแนวเสน สกัด ตลี กู ใหต กในแดนของ
ตนกอ น เมื่อตลี กู ไปแลวควรผอ นมือตามไปดว ยเลก็ นอ ย
2. การสงลกู หลงั มอื ดว ยการจบั ไมแ บบปากกา
วิธีปฏิบตั ิ จงั หวะที่ 1 ทา ยืนเตรยี มพรอ ม ใหป ฏบิ ัติเชนเดียวกบั การสงลกู หลงั มอื ดวยการจับไมแ บบ
ธรรมดา แตเปลยี่ นเปนการจบั ไมแ บบปากกา
จงั หวะที่ 2 โยนลกู ขนึ้ ตรง ๆ พรอมกบั เหว่ยี งแขนขวาท่ถี อื ไม และบดิ ลําตวั ไปทางซาย
จงั หวะท่ี 3 เหวยี่ งแขนขวามาตีลกู ใหถ ูกตรงกลางหนาไม คว่ําหรือหงายหนาไมเลก็ นอย
ในขณะทไี่ มส ัมผสั ลูก ลกู จะตอ งอยูนอกแนวเสน สกัด ตลี กู ใหตกในแดนของ
ตนกอน เม่ือตลี กู ไปแลวควรผอ นมอื ตามไปดวยเลก็ นอ ย
*********************************
ทกั ษะการตบลูก
ทักษะการตบลกู
การตบลกู คอื การใชไมตลี ูกใหขามตาขายพุงลงโตะ ของฝา ยตรงขา มอยางรุนแรง และรวดเรว็
ยากตอการตโี ตลกู กลบั การตบลูกจะใชหลกั ของการตีลกู หมุนขน้ึ ใหร ุนแรง และรวดเรว็ กวาการตลี กู หมุนขนึ้
การตบลกู ทด่ี ีควรใหม กี ารเคลอื่ นไหวของทานทางนอยทส่ี ดุ
ประโยชนของการตบลูก
1. ผเู ลน ทีส่ ามารถตบลูกไดรนุ แรงและรวดเร็ว จะทําใหฝ า ยตรงขามรบั ลกู ไมไ ด มโี อกาสได
คะแนนไดงา ย
2. ผเู ลน ทส่ี ามารถตบลกู ไดแมน ยํา รุนแรง และรวดเร็ว จะทําใหฝา ยตรงขา มเสียหลกั ใน
การรบั ลกู เกิดการผดิ พลาดไดง า ย
3. การตบลูกเปน เทคนคิ ของการเลนของฝา ยรกุ ทีจ่ ะบกุ ใหฝ า ยตรงขามต้งั ตวั ไมตดิ ไม
สามารถจะตีลกู โตก ลบั ไปได
4. การตบลกู ที่เดด็ เดี่ยวรวดเรว็ และสามารถตบลกู ไดทกุ กรณจี ะเปน การทาํ ลายขวญั ของฝาย
ตรงขา มไปในตวั
การตบลกู ดว ยการจบั ไมแ บบธรรมดาดว ยมอื ขวา
1. การตบลกู หนา มือดว ยการจบั ไมแบบธรรมดา
วธิ ีปฏิบตั ิ
จงั หวะที่ 1 ทายืนเตรียมพรอ ม จบั ไมด ว ยมอื ขวาแบบธรรมดา ใหเ หว่ียงไมพ รอมกับหมุน
ตวั ไปขางหลงั ทางดา นหนามอื เพอ่ื ตลี ูก ใหไ หลซา ยหันเขาหาตาขา ย หวั ไมช อ้ี อก
ขนานกบั พน้ื ตามองอยทู ่ลี กู ตลอดเวลา
จังหวะที่ 2 เมอื่ ลูกกระดอนขึน้ สงู สุด ใหเหวยี่ งไมพ รอ มกับบิดลําตัวไปขางหนา คว่ําหนา ไม
ลงเลก็ นอย การเหวย่ี งไมใ หเหว่ียงจากขางลา งขน้ึ ขา งบนกระทบลกู ดา นหลังตรง
สวนบน ลูกจะพงุ ไปแรงและหมนุ ขึ้น
จงั หวะที่ 3 เม่อื ตีลูกไปแลว ใหเ หวยี่ งไมตามไปเลก็ นอย แลว กลับสูท า เตรยี มพรอม
2. การตบลกู หลังมือดวยการจับไมแ บบธรรมดา
วธิ ีปฏิบตั ิ
จังหวะท่ี 1 ทา ยนื เตรยี มพรอ ม จบั ไมดว ยมอื ขวาแบบธรรมดา ใหเหว่ยี งไมพรอมกบั หมุนตวั
ไปขา งหลังทางดานหลงั มือเพอ่ื ตลี ูก ใหไ หลขวาหันเขาหาตาขาย หวั ไมชี้ออกดาน
นอกขนานกบั พ้ืน ตามองอยทู ่ลี ูกตลอดเวลา
จงั หวะท่ี 2 เม่อื ลกู กระดอนข้นึ สูงสุด ใหเหวย่ี งไมพรอ มกบั บิดลาํ ตัวไปขา งหนา คว่ําหนา ไมล ง
เลก็ นอย การเหว่ยี งไมใ หเหวีย่ งจากลางขนึ้ บนกระทบลกู ดานหลังตรงสว นบน ลกู
จะพงุ ไปแรงและหมุนข้นึ
จงั หวะที่ 3 เม่ือตีลูกไปแลว ใหเหวีย่ งไมต ามไปเล็กนอ ย แลวกลบั สทู า เตรียมพรอ ม
การตบลกู ดว ยการจับไมแ บบปากกาดว ยมือขวา
1. การตบลกู หนา มอื ดว ยการจับไมแ บบปากกา
วธิ ีปฏิบตั ิ
จังหวะที่ 1 ทายืนเตรียมพรอม จบั ไมด วยมือขวาแบบปากกา ใหเหว่ยี งไมพ รอ มกับหมุนตวั ไป
ขางหลงั ทางดา นหนามือเพอื่ ตีลูก ใหไ หลซายหนั เขา หาตาขาย หวั ไมช ต้ี ่ําลง ตามอง
อยูท ลี่ กู ตลอดเวลา
จงั หวะที่ 2 เมอ่ื ลกู กระดอนข้นึ สูงสุด ใหเ หวย่ี งไมพรอมกับบดิ ลําตัวไปขางหนา ควา่ํ หนา ไมล ง
เลก็ นอ ย การเหวีย่ งไมใ หเหวยี่ งจากขางลางขน้ึ บน กระทบลกู ดานหลังตรงสว นบน
ลกู จะพงุ ไปแรงและหมนุ ขนึ้
จังหวะที่ 3 เมือ่ ตลี ูกไปแลว ใหเ หวย่ี งไมต ามไปเลก็ นอย แลวกลับสูทา เตรียมพรอ ม
2. การตบลกู หลังมือดว ยการจบั ไมแ บบปากกา
วธิ ปี ฏิบตั ิ
จงั หวะท่ี 1 ทายืนเตรียมพรอ ม จับไมด วยมือขวาแบบปากกา ใหเหวีย่ งไมพ รอ มกับหมนุ ตวั ไป
ขางหลงั ทางดานหลงั มือเพือ่ ตีลกู ใหไ หลข วาหันเขา หาตาขาย หวั ไมช ตี้ ํ่าลง ตามอง
อยทู ่ีลกู ตลอดเวลา
จังหวะที่ 2 เมอื่ ลกู กระดอนขน้ึ สูงสดุ ใหเ หวยี่ งไมพ รอ มกบั บิดลาํ ตัวไปขางหนา คว่ําหนา ไมล ง
เลก็ นอย การเหวยี่ งไมใ หเ หว่ยี งจากลา งขนึ้ บนกระทบลูกดา นหลงั ตรงสว นบน ลกู จะ
พุงไปแรงและหมนุ ขึ้น
จงั หวะที่ 3 เมอ่ื ตลี กู ไปแลว ใหเหวี่ยงไมตามไปเลก็ นอย แลวกลบั สูทา เตรยี มพรอม
ทกั ษะการตบลกู ไกลโตะ
การตบไกลโตะ คอื การตบลูกท่ีตกไกลตาขา ยไปจนเกอื บถงึ ขอบโตะ ดา นหลงั ผตู บตอ งยืนอยู
หางจุดทลี่ กู กระดอนขึน้ มาอยา งนอ ย 2 ฟตุ แลว เหวี่ยงไมต บลูก
การตบลกู ไกลโตะดวยการจบั ไมแ บบปากกาดวยมอื ขวา
1. การตบลกู หนา มอื ดวยการจบั ไมแ บบปากกา
วิธปี ฏิบตั ิ
จังหวะท่ี 1 ทา ยืนเตรียมพรอม จบั ไมดว ยมอื ขวาแบบปากกา กาวเทา ขวาเฉียงไปทางดา น
หลงั ใหเ หวีย่ งไมพ รอมกบั หมุนตวั ไปขา งหลังทางดานหนามือเพ่ือตีลูก ใหไหลซาย
หนั เขาหาตาขาย กะระยะใหล าํ ตวั อยูหางจากจดุ กระดอนประมาณ 2 ฟตุ ตามอง
อยทู ่ลี กู ตลอดเวลา
จงั หวะท่ี 2 เมื่อลกู กระดอนขึ้นสูงสุด ใหเหวยี่ งไมพรอ มกบั บิดลําตวั ไปขางหนา ควาํ่ หนา ไมล ง
เลก็ นอย การเหวี่ยงไมใ หเหวี่ยงจากขางลา งขนึ้ บนเฉยี งไปทางซาย กระทบลูกดาน
หลังตรงสว นบนลกู จะพงุ เปนแนวโคง และหมุนขน้ึ
จังหวะท่ี 3 เมอื่ ตีลูกไปแลว ใหเ หว่ียงไมตามลกู เฉยี งไปทางซา ยมือแลวกลับสทู าเตรยี มพรอม
2. การตบลูกหลังมอื ดว ยการจับไมแบบปากกา
วิธีปฏบิ ตั ิ
จังหวะท่ี 1 ทายืนเตรียมพรอม จับไมด ว ยมอื ขวาแบบปากกา กา วเทาซายเฉียงไปทางดานหลัง
ใหเหว่ียงไมพ รอมกับหมนุ ตวั ไปขา งหลังทางดา นหลงั มอื เพ่อื ตีลกู ใหไหลข วาหัน
เขา หาตาขาย กะระยะใหลําตวั อยหู า งจากจดุ กระดอนประมาณ 2 ฟุต ตามองอยู
ทลี่ ูกตลอดเวลา
จงั หวะที่ 2 เมือ่ ลกู กระดอนข้นึ สูงสุด ใหเหวย่ี งไมพ รอมกับบดิ ลําตวั ไปขางหนา คว่ําหนาไม
ลงเล็กนอ ย การเหวีย่ งไมใ หเ หวย่ี งจากขางลางขนึ้ บนเฉยี งไปทางขวา กระทบลูก
ดานหลงั ตรงสว นบนลกู จะพุงเปนแนวโคง และหมนุ ขนึ้
จงั หวะที่ 3 เมอ่ื ตลี กู ไปแลว ใหเ หว่ียงไมต ามลกู เฉยี งไปทางขวามือแลว กลบั สทู า เตรียมพรอ ม
ทกั ษะการตบลกู ใกลโ ตะ
การตบใกลโ ตะ คือ การตบลกู ที่ตกใกลต าขา ย แตอยูหา งไกลผตู บ ผตู บจะตอ งกาวเทาเขา ไป
ชิดโตะแลวจึงตบลูก
การตบลกู ใกลโ ตะ ดวยการจับไมแ บบปากกาดว ยมอื ขวา
1. การตบลกู หนา มอื ดวยการจับไมแบบปากกา
วธิ ีปฏิบตั ิ
จงั หวะท่ี 1 ทายืนเตรียมพรอม จับไมดวยมือขวาแบบปากกา กา วเทาซายไปขาหนาใหลาํ ตัวอยู
ชิดโตะ เหวี่ยงไมพ รอมกับหมุนตวั ไปขา งหลงั ทางดานหนา มือเพ่อื ตีลูก ใหไหลซ าย
หันเขาหาตาขา ย ตามองอยูท ล่ี กู ตลอดเวลา
จงั หวะท่ี 2 เมอ่ื ลูกกระดอนขน้ึ สงู สุด ใหเ หวยี่ งไมพรอมกับบิดลาํ ตัวไปขา งหนา ตวัดขอ มอื ตลี ูก
ใหห นา ไมกระทบลูกดา นหลัง ควา่ํ หนาไมเ ล็กนอย ลกู จะพุง เปน แนวโคง และ
หมนุ ขนึ้
จงั หวะท่ี 3 เมื่อตลี กู ไปแลวใหเ หวีย่ งไมต ามลกู เฉยี งไปทางซา ยมอื แลวกลบั สทู าเตรียมพรอม
2. การตบลกู หลังมือดว ยการจับไมแ บบปากกา
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
จงั หวะที่ 1 ทายืนเตรียมพรอม จับไมดวยมือขวาแบบปากกา กา วเทาขวาไปขา งหนาใหล าํ ตวั
อยชู ดิ โตะ เหว่ียงไมพรอมกบั หมนุ ตวั ไปขางหลังทางดา นหลังมือเพอื่ ตลี กู ใหไหล
ขวาหนั เขาหาตาขาย ตามองอยทู ี่ลูกตลอดเวลา
จังหวะที่ 2 เมือ่ ลูกกระดอนข้ึนสูงสุด ใหเ หวย่ี งไมพ รอ มกับบดิ ลาํ ตวั ไปขา งหนา ตวัดขอมอื
ตลี ูก ใหห นาไมก ระทบลกู ดานหลงั คว่าํ หนาไมล งเล็กนอย ลูกจะพุงเปน แนว
โคงและหมนุ ขน้ึ
จังหวะที่ 3 เมื่อตีลกู ไปแลว ใหเหว่ียงไมต ามลกู เฉียงไปทางขวามือแลว กลับสูทาเตรยี มพรอ ม
**********************************
ใบความรู
กติกาเทเบิลเทนนสิ
1. โตะ เทเบลิ เทนนิส
1.1 พ้ืนหนา ดานบนของโตะเรยี กวา “พ้นื ผิวโตะ ” จะเปน รปู สี่เหลยี่ มผนื ผามคี วามยาว 2.74 เมตร
( 9 ฟุต) ความกวาง 1.525 เมตร ( 5 ฟตุ ) และจะตอ งสูงไดร ะดับ โดยวัดจากพนื้ ท่ีตัง้ ขน้ึ มาถงึ พืน้ ผิวโตะสูง 76
เซนติเมตร ( 2 ฟุต 6 นวิ้ )
1.2 พนื้ ผวิ โตะใหรวมถงึ ขอบบนสดุ ของโตะ แตไ มรวมถงึ ดา นขางของโตะทอี่ ยตู ํ่ากวาขอบบนสุด
ของโตะ ลงมา
1.3 พนื้ ผวิ โตะอาจทําดวยวสั ดใุ ดๆ กไ็ ด แตจ ะตองมคี วามกระดอนสม่ําเสมอ เมอื่ เอาลูกเทเบลิ เทน
นิสมาตรฐานทง้ิ ลงในระยะสงู 30 เซนตเิ มตร ลูกจะกระดอนข้ึนมาประมาณ 23 เซนติเมตร
1.4 พน้ื ผิวโตะ จะตองเปน สีเขมสมํา่ เสมอและเปนสีดานไมสะทอนแสง ขอบดา นบนของพ้ืนผวิ
โตะ ทง้ั 4 ดา นจะทางดว ยสขี าว มคี วามกวาง 2 เซนตเิ มตร เสนของพนื้ ผิวโตะ ดานยาว 2.74 เมตรทง้ั สองขา งเรียกวา
“เสน ขาง” เสน ของพนื้ ผิวโตะ ดา นกวาง 1.525 เมตร ทงั้ สองขางเรยี กวา “เสน สกดั ”
1.5 พ้ืนผวิ โตะจะถูกแบง ออกเปน สองแดนเทาๆ กนั กน้ั ดว ยเน็ตซ่ึงขงึ ต้งั ฉากกับพ้นื ผวิ โตะ และ
ขนานกับเสน สกดั โดยตลอด
1.6 สาํ หรับประเภทคู ในแตละแดนจะถูกแบง ออกเปนสองสวนเทา ๆ กันดว ยเสน สีขาวขนาดกวาง
3 มลิ ลิเมตร โดยขีดขนานกับเสนขางเรยี กวา “เสน กลาง” และใหถอื วา เสน กลางนี้เปนสว นหนงึ่ ของคอรต ดานขวา
ของโตะดว ย
1.7 ในการแขง ขันระดบั มาตรฐานสากลโตะเทเบิลเทนนสิ ทใี่ ชสาํ หรับแขง ขันจะตอ งเปน ย่ีหอ และ
ชนดิ ทไี่ ดร บั การรบั รองจากสหพนั ธเทเบลิ เทนนสิ นานาชาติเทาน้ัน และในการจัดการแขงขันจะตอ งระบุสีของโตะ ท่ี
จะใชแ ขงขันลงในระเบียบการแขงขันดว ยทกุ ครงั้
2. สวนประกอบของเนต็
2.1 สว นประกอบของเน็ตจะประกอบไปดว ย ตาขา ย ทีแ่ ขวนและเสาตัง้ รวมไปถึงท่ีจบั ยดึ กับโตะ
เทเบลิ เทนนิส
2.2 ตาขายจะตองขงึ ตึงและยึดดวยเชอื กซ่ึงผกู ติดปลายยอดเสา ซึ่งตั้งตรงสงู จากพื้นผวิ โตะ15.25
เซนติเมตร ( 6 นว้ิ ) และยื่นออกไปจากเสน ขางของโตะ ถงึ ตัวเสาตานละ 15.25 เซนตเิ มตร( 6 นว้ิ )
2.3 สว นบนสุดของตาขายตลอดแนวยาว จะตอ งสงู จากพนื้ ผิวโตะ 15.25 เซนติเมตร
2.4 สว นลางสดุ ของตาขา ยตลอดแนวยาวจะตอ งอยชู ดิ กบั พื้นผวิ โตะ และสวนปลายสุดของตาขาย
ทงั้ สองดานจะตอ งอยชู ดิ กบั เสาใหม ากทส่ี ดุ เทา ที่เปน ไปได
2.5 ในการแขง ขนั ระดับมาตรฐานสากล เน็ตที่ใชสาํ หรบั แขง ขนั จะตองเปนยหี่ อ และชนิดที่ไดร บั
การรบั รองจากสหพนั ธเ ทเบิลเทนนสิ นานาชาตเิ ทานน้ั และจะตอ งเปน สีเดยี วกันกับโตะทใี่ ชแ ขงขนั
3. ลูกเทเบลิ เทนนสิ
3.1 ลูกเทเบิลเทนนสิ จะตองกลมและมเี สนผา ศนู ยก ลาง 40 มิลลิเมตร
3.2 ลูกเทเบิลเทนนสิ จะตอ งมนี าํ้ หนัก………..กรมั
3.3 ลกู เทเบลิ เทนนสิ จะตองทําดวยเซลลลู อยดหรือวสั ดุพลาสตกิ อน่ื ใดทค่ี ลายคลึงกนั มสี ีขาว
สเี หลอื ง หรือสีสม และเปนสีดาน
3.4 ลกู เทเบิลเทนนิสที่ใชส ําหรับแขง ขันจะตองเปน ยหี่ อ และชนดิ ทไ่ี ดร บั การรบั รองจากสหพนั ธ
เทเบลิ เทนนสิ นานาชาตเิ ทานน้ั และจะตอ งระบสุ ขี องลูกทจี่ ะใชแ ขง ขนั ลงในระเบียบการแขง ขันทกุ ครั้ง
4. ไมเทเบลิ เทนนสิ
4.1 ไมเ ทเบิลเทนนิสจะมรี ูปรา ง ขนาด หรือน้ําหนกั อยา งไรกไ็ ด แตห นาไมจ ะตองแบนเรียบและ
แขง็
4.2 อยางนอ ยทีส่ ดุ 85% ของความหนาของไม จะตองทาํ ดว ยไมธรรมชาติ ชนั้ ท่อี ดั อยตู ิดภายใน
หนา ไม ซ่ึงทาํ ดวยวัสดอุ ่ืนใด เชน คารบอนไฟเบอร , กลาสไฟเบอร หรือกระดาษอัดจะตองมคี วามหนาไมเ กิน 7.5 %
ของความหนาทั้งหนาไมหรือไมเกิน 0.35 มิลลิเมตร สดุ แทแ ตกรณใี ดจะมคี านอ ยกวา
4.3 หนาไมเ ทเบิลเทนนิสดา นท่ีใชใ นการตีลกู จะตอ งมีวัสดุปดทับ วัสดุนนั้ จะเปน ยางเมด็ ธรรมดา
แผนเดียวกนั โดยหนั เอาเม็ดออกมาดา นนอกและไมมีฟองน้าํ รองรับ แผนยางชนิดน้เี มือ่ ปดทับหนา ไมแ ละรวมกับ
กาวแลว จะตอ งมีความหนาท้ังสน้ิ ไมเกิน 2 มลิ ลเิ มตร หรอื แผนยางแผน เดยี วกันชนดิ มฟี องนาํ้ รองรับโดยจะหนั เอา
เมด็ อยูด า นในหรือเอาเมด็ อยูดานนอกก็ได ยางชนิดน้ีเม่อื ปดทบั หนาไมแ ละรวมกบั กาวแลวจะตอ งมีความหนาท้งั สิน้
ไมเ กิน 4 มลิ ลิเมตร
4.3.1) แผน ยางเม็ดธรรมดา จะตองเปนชน้ิ เดียวและไมมีฟองน้ํารองรบั จะทําดว ยยางหรอื
ยางสังเคราะห มเี มด็ กระจายอยูอยา งสมํ่าเสมอไมนอ ยกวา 10 เม็ดตอ 1 ตารางเซนติเมตร และไมมากกวา 50 เม็ดตอ 1
ตารางเซนติเมตร
4.3.2) แผนยางชนดิ มีฟองน้าํ ประกอบดวยฟองนา้ํ ชน้ิ เดียวปดคลมุ ดว ยแผนยางเม็ดธรรม
ดาช้นิ เดยี ว ซง่ึ ความหนาของแผนยางธรรมดานจ้ี ะตอ งมคี วามหนาไมเ กิน 4 มิลลเิ มตร
4.4 วัสดปุ ดทับหนาไมจ ะตองปดทบั คลมุ หนาไมด า นนน้ั ๆ และจะตองไมเ กินขอบของหนาไมออก
ไป ยกเวน สวนทใี่ กลกบั ดา มจบั ท่ีสุดและท่วี างนว้ิ อาจจะหมุ หรอื ไมหุมดวยวัสดใุ ด ๆ ก็ได ซง่ึ อาจจะถูกพจิ ารณาวา
เปน สว นหน่ึงของดามจับ
4.5 หนา ไมเ ทเบลิ เทนนสิ ชนั้ ภายในหนาไมและชั้นของวสั ดปุ ดทับตางๆ หรือ
กาวจะตอ งสมาํ่ เสมอและมคี วามหนาเทากนั ตลอด
4.6 หนาไมเ ทเบลิ เทนนิสดา นหน่งึ จะตอ งเปนสีแดงสวา ง และอีกดานหนง่ึ จะตองเปน สีดํา โดยไม
คาํ นงึ วาหนาไมน น้ั จะใชต ลี ูกเทเบิลเทนนิสหรอื ไม และจะตอ งมสี กี ลมกลนื อยางสมาํ่ เสมอไมส ะทอนแสง ตามขอบ
ของไมเทเบลิ เทนนิสจะตอ งไมเปนสีสะทอนแสงหรอื มสี ว นหนงึ่ สว นใดเปนสขี าว
4.7 วสั ดทุ ี่ปดทับหนาไมสําหรบั ตีลูกเทเบลิ เทนนสิ จะตองมเี ครอ่ื งหมายการคาของบรษิ ทั ฯ ผผู ลติ
ย่ีหอ รุน และเคร่อื งหมาย ITTF แสดงไวอ ยางชัดเจนใกลกบั ขอบของหนา ไม โดยจะตอ งเปนช่อื ยห่ี อ และชนิด ทไ่ี ด
รบั การรับรองจากสหพนั ธเ ทเบิลเทนนสิ นานาชาติ ครัง้ หลังสุดเทานั้น
4.8 สาํ หรับกาวทมี่ สี ว นประกอบของสารพษิ จะไมอ นญุ าตใหใชทาลงบนหนาไมเ ทเบิลเทนนสิ
ผเู ลน จะตองใชก าวแผนสําเร็จรูป หรอื กาวทไ่ี ดร ับการรบั รองจากสหพันธเ ทเบลิ เทนนสิ นานาชาติเทา น้นั
4.9 การเปลย่ี นแปลงเล็กนอยของความสม่าํ เสมอของผวิ หนาไมหรอื วสั ดุปด ทบั หรือความไมสม่ํา
เสมอของสีหรือขนาด เนอื่ งจากการเสียหายจากอุบัตเิ หตุ การใชง านหรือสีจาง อาจจะอนญุ าตใหใ ชไ ด โดยมีเงื่อนไข
วา เหตเุ หลานั้นไมไดเ ปล่ียนแปลงอยา งสาํ คญั ตอ คณุ ลกั ษณะของผิวหนาไมห รอื ผิววสั ดปุ ด ทบั
4.10 เมือ่ เร่ิมการแขง ขนั และเมอ่ื ใดกต็ ามท่ผี เู ลนเปล่ียนไมเ ทเบิลเทนนิสระหวางการแขง ขัน ผเู ลน
จะตอ งแสดงไมเ ทเบลิ เทนนิสท่ีเขาเปลี่ยนใหกับคแู ขง ขนั และกรรมการผตู ัดสนิ ตรวจสอบกอ นทกุ ครง้ั
4.11 เปน ความรบั ผดิ ชอบของผเู ลนท่จี ะตองม่นั ใจวาไมเ ทเบิลเทนนสิ น้ันถกู ตอ งตามระเบียบและ
กตกิ า
4.12 ในกรณีทม่ี ปี ญหาเกี่ยวกบั อปุ กรณการเลน ใหอ ยูในดลุ ยพนิ ิจของผชู ีข้ าด
5. คําจาํ กดั ความ
5.1 การตีโต หมายถงึ ระยะเวลาทลี่ ูกอยใู นการเลน
5.2 ลูกอยใู นการเลน หมายถึง เมื่อลกู เทเบลิ เทนนิสไดหยดุ นง่ิ บนฝามอื อสิ ระกอนการสงลกู ใน
จงั หวะสดุ ทา ย จนกระท่งั ลกู นนั้ ถกู ส่งั ใหเปนเล็ทหรอื ไดคะแนน
5.3 การสง ใหม ( LET ) หมายถึง การตโี ตท่ไี มมีผลไดค ะแนน
5.4 การไดค ะแนน หมายถงึ การตโี ตที่มีผลไดค ะแนน
5.5 มือทถ่ี อื ไม หมายถงึ มือในขณะทถ่ี ือไมเทเบลิ เทนนิส
5.6 มอื อิสระ หมายถึง มือในขณะทีไ่ มไ ดถ ือไมเ ทเบิลเทนนิส
5.7 การตลี กู หมายถงึ การท่ีผูเลน สมั ผัสลกู ดวยไมเ ทเบิลเทนนิสขณะทถ่ี อื อยูหรือสมั ผสั ลกู ตัง้ แต
ขอมือของมือในขณะทถ่ี ือไมลงไป
5.8 การขวางลกู หมายถงึ ขณะท่ีลกู กําลังอยใู นการเลน และฝายตรงขามตลี กู มาโดยลกู นั้นยังไมไ ด
กระทบแดนของอกี ฝา ยหนึ่ง ปรากฏวาผเู ลนหรือสง่ิ ใด ๆ ท่ีเขาสวมใสหรือถึออยขู องผเู ลน ฝายน้นั ไดส ัมผสั ถกู ลูก
ขณะทล่ี ูกนน้ั ยังไมผา นพน้ื ผิวโตะและยังไมพนเสน สกดั หรือผา นพ้ืนผิวโตะ แลว แตลกู นน้ั ยังอยูในพืน้ ทีบ่ นโตะ
5.9 ผสู ง หมายถึง ผทู ี่ตลี กู เทเบิลเทนนสิ เปนครง้ั แรกในการตีโต
5.10 ผรู บั หมายถึง ผทู ี่ตีลกู เทเบลิ เทนนสิ เปนคร้งั ทีส่ องในการตโี ต
5.11 ผูตดั สิน หมายถงึ ผทู ่ีถูกแตงต้ังขน้ึ เพ่ือควบคุมการแขงขนั
5.12 ผชู ว ยผูตัดสนิ หมายถึง ผูท่ีถูกแตงตัง้ ข้นึ เพอ่ื ชวยผตู ดั สนิ ในการตดั สิน
5.13 สง่ิ ใดๆ ทผ่ี ูเลน สวมใสห รอื ถอื อยู หมายถึง ส่งิ ใดๆ ก็ตามท่ีผเู ลนสวมใสห รอื ถอื อยูต้งั แตเ รมิ่
การตีโต
5.14 ลูกเทเบิลเทนนสิ จะถกู พจิ ารณาวาผานขา มหรือออมหรอื ลอดสว นประกอบของเนต็ ถา ลูกนน้ั
ไดขา มผานเนต็ ไปแลวและกระดอนกลับดว ยแรงหมุนของมันเอง หรอื ผา นดานขางหรอื ดานใตของสว นประกอบ
ของเนต็ ดานนอกโตะ
5.15 เสน สกัด หมายรวมถึง เสนสมมุตทิ ล่ี ากตอ ออกไปจากเสนสกดั ทั้งสองดานดว ย
6. การสง ลกู ที่ถกู ตอง
6.1 เม่ือเรมิ่ สง ลกู ลกู เทเบลิ เทนนิสตอ งวางเปน อิสระอยูบนฝา มือของมอื อสิ ระ โดยแบบฝา มือออก
และลูกตอ งหยุดนง่ิ โดยลกู นั้นตอ งอยหู ลังเสนสกดั และอยูเ หนือระดบั พนื้ ผิวโตะ
6.2 ในการสงลูก ผสู งจะตองโยนลูกขน้ึ ขางบนดวยมือใหใ กลเคยี งกับเสน ตง้ั ฉากและใหสูงจากจดุ
ที่ลูกออกจากฝามือไมน อยกวา 16 เซนตเิ มตร โดยลกู ที่โยนข้ึนไปนนั้ จะตองไมเ ปนลกู ที่ถูกทาํ ใหหมุนดว ยความต้งั ใจ
6.3 ผสู งจะตีลูกไดข ณะท่ลี ูกเทเบลิ เทนนสิ ไดล ดระดบั ลงจากจดุ สูงสดุ แลว เพอ่ื ใหลูกกระทบแดน
ของผสู งกอนแลว ขา มหรอื ออ มตาขายไปกระทบแดนของฝา ยรบั สาํ หรับประเภทคู ลูกเทเบลิ เทนนสิ จะตองกระทบ
ครง่ึ แดนขวาของผสู งกอนแลวขามตาขา ยไปกระทบคร่ึงแดนขวาของฝา ยรบั
6.4 ทง้ั ลกู เทเบลิ เทนนิสและไมเ ทเบิลเทนนิสจะตอ งอยเู หรือพน้ื ผิวโตะตลอดเวลาทีเ่ รม่ิ ทําการสง
ลูกจนกระท่งั ไมไ ดก ระทบลกู แลว
6.5 ในการสงลูก ขณะทลี่ กู กระทบหนา ไมจ ะตองอยนู อกเสนสกดั ทางดา นผสู ง หรือนอกอาณาเขต
เสน สมมตุ ิทตี่ อออกไปจากเสนสกัด และตองไมเ ลยสว นทไี่ กลทส่ี ดุ ของลําตวั ออกไปทางดา นหลงั โดยวดั จากเสน
สกดั ยกเวน แขน ศรีษะ หรือขา
6.6 เปนความรับผดิ ชอบของเลนที่จะตองสงลกู ใหผ ตู ดั สินหรอื ผชู ว ยผตู ัดสนิ เห็น และตรวจสอบ
ถึงการสง ลูกนน้ั วา ถูกตอ งตามกตกิ าหรือไม
6.6.1) ถา ผูตดั สนิ สงสัยในลักษณะการสงลูก แตท ั้งเขาและผูชวยผูตัดสนิ ไมมนั่ ใจวา ผสู ง
ไดส ง ลกู ถกู ตามกตกิ า ในโอกาสแรกของแมทซน้นั จะเตือนผูส ง โดยยังไมไดต ดั คะแนน
6.6.2) สาํ หรบั ในคร้งั ตอ ไปในแมทซเดียวกนั นน้ั หากผสู ง คนเดมิ ยงั คงสงลกู ท่เี ปน ขอ
สงสยั ในทํานองเดยี วกัน หรือลกั ษณะนา สงสัยอ่ืนๆ อกี ผูสง จะเสียคะแนนทนั ทโี ดยไมม กี ารเตอื น
6.6.3) หากผสู งไดสงลูกผดิ กตกิ าอยางชัดเจน ผูสงจะเสยี คะแนนทนั ทโี ดยไมมกี ารเตอื น
6.7 ผูส ง ลูกอาจไดร บั การอนโุ ลมไดบา ง หากผูสงคนนัน้ แจง ใหผ ตู ัดสินทราบถงึ การหยอ น
สมรรถภาพทางรา งกาย จนเปนเหตใุ หไมสามารถสงลูกไดถ ูกตองตามกตกิ า ท้ังนตี้ องแจง ใหผตู ดั สนิ ทราบกอนการ
แขงขนั ทกุ ครงั้
7. การรับท่ีถกู ตอง
7.1 เม่อื ลกู เทเบิลเทนนิสไดถูกสงหรือตีโตไ ปตกลงในแดนฝา ยครงขามถกู ตองแลว ฝา ยรบั ตีลกู
ขามหรือออ มตาขา ยกลบั ไปเพื่อใหล กู กระทบอกี แดนหนงึ่ โดยตรง หรือสัมผัสสวนใดสวนหนง่ึ ของเน็ตแลว ตกลงใน
แดนฝายตรงขา ม
8. ลําดบั การเลน
8.1 ประเภทเด่ยี ว ฝา ยสง ไดส งลูกอยา งถกู ตอ ง ฝายรับจะตโี ตก ลบั ไป หลงั จากนั้นฝา ยสง และฝา ยรับ
จะผลัดกันตโี ต
8.2 ประเภทคู ผูสง ลูกของฝายสง จะสงลกู ไปยงั ฝายรับ ผรู บั ของฝายรับจะตอ งตีลกู กลับแลว คขู อง
ฝา ยสง จะตีลกู กลบั ไป จากนน้ั คขู องฝา ยรบั กจ็ ะตีลกู กลับไปเชน นสี้ ลับกันในการโตล ูก
9. ลกู ทใี่ หส งใหม LET
9.1 การตโี ตซึ่งถอื ใหเปน การสงใหม จะตองมีลกั ษณะดังนี้
9.1.1) ถาลูกท่ีฝา ยสงไดสงไปกระทบสว นตางๆ ของเน็ต แลวขา มไปในแดนของฝา ยรับ
โดยถูกตอง หรือสง ไปกระทบสว นตา งๆ ของเนต็ แลว ผรู บั หรอื คฝู ายรับขวางลกู หรอื ตลี กู กอ นท่ลี กู จะตกกระทบแดน
ของเขาในเสน สกัด
9.1.2) ในความเห็นของผตู ดั สิน ถา ลูกทส่ี งออกไปแลว ฝา ยรับหรือคูของฝา ยรบั ยงั ไม
พรอมที่จะรบั โดยมขี อ แมวา ฝายรับหรือคขู องฝายรบั ไมพยายามตีลูก
9.1.3) ในความเหน็ ของผตู ัดสนิ หากมีเหตรุ บกวนนอกเหนือการควบคุมของผูเลน จนทํา
ใหก ารสง การรบั หรอื การเลน นั้นเสยี ไป
9.1.4) ถา การเลน ถกู ยุตโิ ดยผตู ดั สินหรือผชู วยผูตัดสิน
9.1.5) ในประเภทคู ถาผเู ลนสง ลูกหรอื รบั ลูกสงผดิ ลาํ ดับ
9.2 การเลน อาจถูกยตุ ิลงในกรณตี อ ไปน้ี
9.2.1) เพอื่ แกไ ขขอผิดพลาดในลําดับการสง ลูก การรบั ลกู หรอื การเปลีย่ นแดน
9.2.2) เมือ่ การแขงขันไดถ กู กําหนดใหใ ชร ะบบการแขงขนั แบบเรง เวลา
9.2.3) เพอื่ เตือนหรือลงโทษผเู ลน
9.2.4) ในความเหน็ ของผตู ัดสิน หากเห็นวา สภาพการเลน ถูกรบกวนอนั จะเปน
ผลตอ การเลน
10. ไดค ะแนน
10.1 นอกเหนอื จากการตโี ตจะถกู สั่งใหเปนเลท็ LET ผเู ลนจะไดค ะแนนจากกรณดี ังตอไปนี้
10.1.1) ถา ผเู ลน ฝา ยตรงขา มไมส ามารถสงลกู ไดอยางถกู ตอง
10.1.2) ถาผูเลน ฝา ยตรงขามไมสามารถรบั ลกู ไดอ ยา งถกู ตอ ง
10.1.3) ถาผเู ลน ฝา ยตรงขา มตีลูก สมั ผสั ถกู ส่งิ ใดๆ นอกเหนือจากสวนประกอบของเนต็
10.1.4) ถาผูเลน ฝายตรงขา มตีลกู ขา มผานเสนสกดั ของเขาโดยไมไดส มั ผสั กับพนื้ ผวิ โตะ
10.1.5) ถาผเู ลน ฝา ยตรงขามขวางลูก
10.1.6) ถาผเู ลน ฝายตรงขามตีลกู ติดตอกนั สองครง้ั
10.1.7) ถาผเู ลน ฝา ยตรงขามตลี กู ดว ยหนาไมท ไ่ี มถ กู ตอ งตามกตกิ า
10.1.8) ถาผูเลน ฝา ยตรงขามหรือสงิ่ ใดๆ ท่ีผูเลนฝา ยตรงขา มสวมใสห รอื ถอื อยทู าํ ใหพน้ื
ผิวโตะ เคลอื่ นที่
10.1.9) ถา ผเู ลน ฝา ยตรงขา มหรอื สง่ิ ใดๆ ท่ีผเู ลน ฝา ยตรงขามสวมใสห รอื ถืออยสู ัมผัสถูก
สว นตางๆ ของเนต็
10.1.10) ถา มืออสิ ระของผเู ลนฝา ยตรงขา มสัมผสั ถูกพน้ื ผิวโตะ
10.1.11) ในประเภทคู ถา ผเู ลน ฝายตรงขามตลี กู ผดิ ลําดับ
10.1.12) ในระบบการแขง ขนั แบบเรงเวลา ถาเขาหรอื คขู องเขาสามารถตโี ตก ลับไปได
อยา งถกู ตองครบ 13 ครงั้
11. เกมการแขงขัน
11.1 ผเู ลน หรือคูเลนทท่ี าํ คะแนนได 11 คะแนนกอ น จะเปน ฝายชนะ ยกเวน ถาผูเลน ทั้งสองฝา ยทํา
คะแนนได 10 คะแนนเทากนั จะตองเลน ตอไปโดยฝา ยใดทาํ คะแนนไดม ากกวาอกี ฝา ยหนึง่ 2 คะแนน จะเปน ฝายชนะ
12. แมทซก ารแขงขัน
12.1 ในหนึ่งแมทซป ระกอบดว ยผชู นะ 3 ใน 5 เกม หรือ 4 ใน 7 เกม
12.2 การแขง ขนั จะตองดาํ เนินไปอยางตอ เนอ่ื ง ยกเวน ผเู ลน ฝายหนง่ึ ฝา ยใดหรือทง้ั สองฝายขอ
สิทธิในการหยดุ พกั ระหวา งจบเกม ซึ่งการพกั ระหวา งจบเกมจะพกั ไดไมเ กนิ 1 นาที
13. ลาํ ดบั การสง การรับ และแดน
13.1 สทิ ธใิ นการเลอื กเสริฟ เลอื กรับ และเลือกแดน จะใชว ิธีการเสย่ี งทาย โดยผชู นะในการเส่ียง
ตองเลอื กเสรฟิ หรือ เลือกรับกอ น หรือเลอื กแดน
13.2 เมื่อผูเลน หรอื คขู องผเู ลน ไดเลอื กอยางหนึ่งอยา งใดแลว ผูเ ลน หรือคูเลน อกี ฝายหนงึ่ จะเปน
ฝายเลอื กในหัวขอทเ่ี หลอื อยู
13.3 เม่ือผูสง ไดสงลกู ครบ 2 คร้งั ฝายรบั จะกลายเปนผสู ง บาง จากนนั้ ทง้ั สองฝายจะผลัดกนั สง ลูก
ฝา ยละ 2 คร้ัง จนกระทงั่ จบเกมการแขงขัน หรือจนกระท่งั ทัง้ สองฝา ยทําคะแนนได 10 คะแนนเทากนั หรอื เมื่อนาํ
ระบบการแขงขันแบบเรงเวลามาใช การสง จะผลัดกนั สง ฝายละ 1 ครั้ง
13.4 ในเกมแรกของประเภทคู ฝา ยซึ่งมสี ิทธิ์ในการสงลกู กอนจะตองเลือกวา ใครจะเปน ผสู ง กอ น
จากนนั้ ฝายรบั จะเลือกผทู ี่จะเปน ผรู บั สาํ หรับในเกมถดั ไปของแมทซน ั้นฝายสงในเกมสนัน้ จะเปน ผูเลอื กสง กอ นบา ง
โดยสง ใหกบั ผทู สี่ งใหเขาในเกมกอนหนานนั้ เอง
13.5 ในประเภทคู ลาํ ดับการเปลี่ยนสงคือ เมอ่ื ผสู ง ไดสงลกู ครบ 5 ครั้งแลว ผรู ับจะกลายเปนผสู ง
บาง โดยสงใหก บั คูข องผูท่สี ง ลกู ใหเขา
13.6 ผูเลนหรือคูเลน ท่ีเปน ฝายสงลกู กอนในเกมแรกจะเปน ฝายรับลกู กอ นในเกมตอ ไป สลับกัน
จนจบแมทซ และในเกมสุดทา ยของประเภทคู ฝา ยรบั จะตอ งเปลี่ยนเปน ผูร บั ทนั ทเี มอ่ื ฝายใดฝายหนึ่งทําคะแนนได
6 คะแนน
13.7 ผเู ลน หรอื คูเ ลน จะตองเปล่ียนแดนทันที เมื่อการแขง ขันในแตล ะเกมสน้ิ สุดลง สลบั กันจน
จบแมทซและในการแขง ขนั เกมสุดทายผูเ ลน จะตอ งเปล่ยี นแดนทนั ทเี มื่อฝายใดฝายหน่งึ ทําคะแนนได 6 คะแนน
14. การผดิ ลาํ ดบั ในการสง การรับ และแดน
14.1 ถา ผูเลนสง หรือรบั ลูกผดิ ลาํ ดับ กรรมการผูต ดั สนิ จะยุติการเลนทันทีทไ่ี ดคน พบขอ ผดิ พลาด
และทําการเรมิ่ เลนใหม โดยผูเลน และผรู ับทค่ี วรจะเปน ผูสง และผูรับตามลําดับทีไ่ ดจ ัดไวตั้งแตเรมิ่ การแขงขนั ของ
แมทซน ัน้ ตอ จากคะแนนที่ทําได สําหรับในประเภทคหู ากไมสามารถทราบถึงผูสงและผูร ับทถ่ี ูกตอง ลาํ ดับในการสง
จะถูกจัดใหถกู ตอ ง โดยคูท ่ีมสี ิทธส์ิ งในครัง้ แรกของเกมทคี่ น พบขอผดิ พลาดนนั้
14.2 ถา ผูเลน ไมไดเปลยี่ นแดนกนั เม่อื ถึงคราวตอ งเปลยี่ นแดน กรรมการผตู ดั สินจะยุติการเลนทัน
ทที ี่ทราบ และจะเร่ิมเลนใหมโดยเปลยี่ นแดนกนั ใหถ กู ตอ งตามลําดับท่ีจดั ไวต ้ังแตเร่มิ การแขงขันของแมทซน ้นั ตอ
จากคะแนนทไี่ ด
14.3 กรณใี ดๆ กต็ าม คะแนนท้ังหมดซ่ึงท่ีทําไวก อนท่ีจะคน พบขอผดิ พลาดใหถือวา ใชไ ด
15. ระบบการแขง ขันเรง เวลา
15.1 ระบบการแขง เรง เวลาจะถกู นาํ มาใชถาเกมการแขง ขนั ในเกมนั้นไมเ สรจ็ ส้นิ ภายในเวลา 15
นาที ยกเวน ในกรณที ีผ่ เู ลน หรือคูเ ลนทั้งสองฝายมคี ะแนนไมน อ ยกวา 19 คะแนน จะแขงขนั ตามระบบเดมิ หรอื จะใช
ระบบการแขง ขนั เรงเวลากอนครบกําหนดเวลากไ็ ด ถาผูเลน หรือคเู ลนท้งั สองฝายตองการ
15.1.1) ถา ลูกอยูในระหวางการเลน และครบกําหนดเวลาแขงขนั พอดี การเลน นน้ั จะถูก
ยุตลิ งโดยกรรมการผูต ัดสนิ และจะเร่มิ เลนใหมด ว ยการสงลกู โดยผเู ลนซึ่งเปนผูสงลกู อยกู อ นทก่ี ารตโี ตน ัน้ ถกู ยตุ ิลง
15.1.2) ถาลกู ไมไดอ ยูในระหวา งการเลน และครบกําหนดเวลาแขงขันพอดี การเลน นนั้
จะเร่ิมเลนใหมดว ยการสงลกู โดยผูเลนท่ีเปนฝายรับลกู อยกู อ นท่ีเวลานั้นจะสิน้ สดุ ลง
15.2 หลังจากน้ัน ผเู ลนแตละคนจะเปลี่ยนกันสงลกู คนละคร้งั จนกระทง่ั จบเกมการแขง ขันและใน
การตโี ตหากผรู บั หรือคูเลนฝา ยรับสามารถตีโตกลับมาอยางถกู ตอ งครบ 13 คร้งั ฝา ยสงจะเสีย 1 คะแนน
15.3 เมอ่ื ระบบการแขงขนั เรง เวลานํามาใชใ นเกมใดแลว ในเกมที่เหลอื ของแมทซน ั้นๆ ใหใ ช
ปฎบิ ตั ติ อไปจนกระทง่ั จบแมทซน น้ั
16. เครอื่ งแตง กาย
16.1 เสอื้ ผา ที่ใชแ ขงขัน ปกตจิ ะประกอบไปดว ยเสอ้ื แขนสนั้ กางเกงขาสั้นหรอื กระโปรง ถงุ เทา
และรองเทา แขง ขนั สวนเส้ือผาชนิดอ่ืนๆ เชน บางสวนหรอื ท้ังหมดของชุดวอรม จะไมอนญุ าตใหใสใ นระหวาง
แขง ขนั ยกเวนไดร บั อนญุ าตจาผชู ข้ี าด สาํ หรบั ในการแขงขันระดบั ภายในประเทศใหผ ูเขาแขงขนั สอดชายเสือ้ ไวใ น
กางเกงหรอื กระโปรงทกุ ครั้ง และเส้อื แขง ขนั จะตอ งมปี กเทา นน้ั
16.2 นอกจากแขนเส้อื และปกของเสอื้ แขงขนั แลว สีสว นใหญข องเสื้อแขงขัน กางเกง หรือ
กระโปรง จะตองเปน สที แี่ ตกตางกนั กบั ลกู เทเบิลเทนนสิ ทใ่ี ชในการแขง ขนั อยา งชัดเจน
16.3 บนเสอื้ แขง ขันอาจมีเครอื่ งหมายใดๆ ไดดงั นี้
16.3.1) เครอ่ื งหมายหรือตัวอักษรท่ีแสดงสังกดั สโมสรทม่ี ิใชเ ปน การโฆษณาบนดานหนา
หรือดา นขา งของเส้ือแขงขนั บรรจใุ นพน้ื ทไี่ ดไ มเกนิ 64 ตารางเซ็นตเิ มตร
16.3.2) ดา นหลงั ของเสอ้ื แขง ขัน อาจมีหมายเลขหรอื ตวั อกั ษรแสดงสงั กดั หรอื แสดง
ถงึ แมทซก ารแขงขัน
16.3.3) เสอื้ ผาอาจสามารถโฆษณาในขนาดทกี่ ําหนพดไวต ามขอ 18.6
16.4) หมายเลขประจาํ ตวั ของผูเลน ทตี่ ิดบนหลงั เสอ้ื จะตอ งอยูตรงกลางของหลังเสือ้ โดยมขี นาด
ใหญไดไมเกิน 600 ตา-รางเซ็นติเมตร และมีความเดน ชดั เหนือโฆษณา
16.5 การทาํ เครือ่ งหมายหรอื การเดนิ เสนใดๆ บนดานหนา หรอื ดานขางของเสอื้ ผาหรอื วัสดใุ ดๆ
เชน เคร่ืองประดบั ทสี่ วมใสจ ะตองไมจับตาหรอื สะทอนแสงไปยังสายตาของฝายตรงขาม
16.6 รูปแบบของเสอื้ ผา ชดุ แขง ขนั ตวั อักษรหรือการออกแบบใดๆ จะตองเปน รปู แบบทเี่ รียบรอ ย
ไมท าํ ใหเ กมนนั้ เส่อื มเสยี
16.7 สําหรับปญ หาใดๆ ท่เี กย่ี วกบั ระเบียบขอบังคบั ของชดุ แขงขนั ใหอยใู นดลุ ยพนิ จิ ของ
ผูช้ีขาด
16.8 ในการแขงขันประเภททีมและในการแขงขนั ประเภทคู นักกฬี าท่ีมาจากสังกัดเดยี วกันจะตอง
แตง กายใหมสี แี ละรปู แบบทีเ่ หมอื นกนั เทาทจ่ี ะเปน ไปได ยกเวน ถุงเทา และรองเทา
16.9 ในการแขงขนั ระดบั นานาชาติ นกั กฬี าทงั้ 2 ฝา ยจะตอ งแตงกายดว ยสีที่แตกตางกนั เพอ่ื งา ยตอ
การสงั เกตของผชู ม
16.10 หากผเู ลนหรือทมี ไมส ามารถตกลงกนั ไดใ นกรณีชดุ แขง ขันทเ่ี หมอื นกัน จะใชว ธิ กี ารจบั
ฉลาก
17. สภาพของสนามแขงขนั
17.1 มาตรฐานของพ้นื ทแ่ี ขง ขนั จะตอ งมคี วามยาวไมน อ ยกวา 14 เมตร กวางไมน อ ยกวา 7 เมตร
และสูงไมนอ ยกวา 4 เมตร
17.2 พน้ื ท่กี ารแขง ขนั จะถูกลอมไวโดยรอบ ซง่ึ ท่ีปดลอมหรือแผงกน้ั จะมขี นาดสงู ประมาณ 75
เซนติเมตร แยกพืน้ ทกี่ ารแขงขนั ออกจากผชู ม โดยแผงกนั้ ทั้งหมดจะตอ งมีสพี ้นื เดยี วกนั และมสี ีเขม
17.3 ในกาแขงขนั ระดบั โลกหรอื โอลิมปค ควาสวางอขงแสงเม่อื วัดจากพืน้ ผิดโตะแลว จะตองมี
ความเขม ของแสงโดยสมา่ํ เสมอไมน อยกวา 1000 ลักซ และแสงสวา งในสว นอื่นๆ ของพนื้ ที่สนามแขงขนั จะตอ งมี
ความเขม ของแสงไมนอยกวา 500 ลกั ซ สาํ หรับการแขง ขันระดับอืน่ ๆ ความสวางบนพน้ื ผิดโตะจะตองไมน อ ยกวา
600 ลกั ซ และพ้นื ท่ีสนามแขง ขันไมน อยกวา 400 ลกั ซ
17.4 แหลงกาํ เนิดแสงสวา งจะตองอยูสงู กวา พนื้ สนามไมน อ ยกวา 4 เมตร
17.5 ฉากหลังโดยทว่ั ๆ ไป จะตอ งมืด ไมม ีแสงสวางจากแหลง กําเนิดไฟอืน่ หรือแสงจากธรรมชาติ
ผานเขามาตราชอ งหรือหนา ตาง
17.6 พื้นสนามแขงขนั จะตอ งไมเปน สสี วางหรอื สะทอ นแสง และจะตอ งไมเปน อิฐ คอนกรตี หรอื
หิน สําหรบั การแขงขันระดบั โลกหรือระดบั โอลมิ ปค พน้ื สนามแขงขนั จะตองเปน ไมหรือวัสดุยางสังเคราะหท ไี่ ดร บั
การรับรองจากสหพันธเทเบลิ เทนนสิ นานาชาติ ITTF เทา นัน้
18. การโฆษณา
18.1 การโฆษณาภายในพน้ื ทก่ี ารแขงขนั สามารถทําไดเ ฉพาะบนอปุ กรณการแขงขนั โดยไมม กี าร
ตอ เติมออกมาเปน พเิ ศษ
18.2 การโฆษณาภายในพน้ื ทีแ่ ขง ขันตองไมใ ชห ลอดนีออนหรือแสงสวางสตี างๆ
18.3 ตัวอกั ษรหรอื สญั ลักษณภ ายในที่ปด ลอ มหรอื แผงก้นั ลกู จะตอ งไมเ ปนสขี าวหรอื สีเหลอื ง
และจะตองมีสีไมม ากกวา 2 สี โดยมคี วามสูงไมเกนิ 40 เซนตเิ มตร
18.4 การโฆษณาบนโตะแขง ขนั อนุญาตใหเฉพาะดานขา งและดานหลังตรงขอบโตะ เทานนั้ ซง่ึ
แตล ะโฆษณาจะมขี นาดใหญไ ดไ มเกิน 200 ตารางเซ็นตเิ มตร สาํ หรบั การโฆษณาทต่ี ดิ เปน การถาวรจะตดิ ไดเ ฉพาะ
เครื่องหมายการคา สญั ลกั ษณ หรือชื่อของชนิด และรุน เทา น้นั คณะกรรมการจัดการแขงขนั อาจจะตดิ โฆษณาชว่ั
คราวไดบนขอบโตะ ดานหลังและขอบโตะดานขางแตล ะดา นๆ ละ 1 ชิน้
18.5 การโฆษณาบนเกาอีห้ รอื โตะผูต ดั สนิ หรือบนเครื่องใชอ่นื ๆ ภายในพน้ื ทก่ี ารแขง ขนั จะตอ งมี
ขนาดใหญไ มเ กนิ 750 ตารางเซ็นติเมตร
18.6 การโฆษณาบนเส้ือผา ของผเู ลน มขี อ จาํ กดั ดังนี้
18.6.1) สัญลักษณห รือช่อื เคร่อื งหมายการคา จะมขี นาดใหญไดไ มเกิน 24 ตารางเซนติ
เมตร
18.6.2) บนเสื้อแขงขันสามารถมกี ารโฆษณาไดไ มเกนิ 3 ชน้ิ โดยจะตองแยกจากกันอยา ง
ชดั เจนบนดา นหนา หรือดา นขางของเสอ้ื แขงขัน ซึ่งการโฆษณาจะมพี ้นื ที่รวมกันแลวไมเ กิน 160 ตารางเซนตเิ มตร
18.6.3) บนกางเกงหรอื กระโปรงแขงขนั สามารถมีโฆษณาไดไ มเกนิ 2 ช้นิ โดยจะตอง
แยกออกจากกนั อยางชัดเจน ซึ่งการโฆษณาจะมพี นื้ ทรี่ วมกันไมเ กนิ 80 ตารางเซนตเิ มตร
18.6.4) ดานหลงั ของเสอ้ื แขงขัน สามารถมีโฆษณาไดไ มเกนิ 1 ชิ้น และมขี นาดใหญไ ด
ไมเกิน 200 ตารางเซนติเมตร
18.7 การโฆษณาบนหมายเลขทต่ี ดิ บนดานหลงั ของผเู ลน จะมีขนาดใหญไดไมเกนิ 100 ตาราง
เซนตเิ มตร
18.8 การโฆษณาบนเสอื้ ผาของกรรมการผตู ัดสิน จะมขี นาดใหญไ ดไ มเ กิน 40 ตารางเซนตเิ มตร
18.9 ในการแขงขนั ระดบั นานาชาติ บนผเู ลน จะตองไมม กี ารโฆษณาผลติ ภัณฑบ ุหร่ี เคร่อื งด่ืมทีม่ ี
แอลกอฮอล หรือยาที่ เปนอนั ตราย
19. เจา หนา ท่ีทเี่ กี่ยวกบั การตดั สนิ
19.1 ผชู ข้ี าด
19.1.1) ผูชีข้ าดจะตอ งถกู แตง ตงั้ ข้ึนในการแขงขันแตละครัง้ เพอ่ื ควบคมุ การแขงขัน โดย
ช่อื และท่ีตดิ ตอจะตองเปน ทีท่ ราบแกผ เู ขา รวมการแขงขันหรอื หัวหนา ทมี ตา งๆ พอสมควร
19.1.2) ผชู ้ขี าดมีหนาทร่ี บั ผิดชอบดงั น้ี
19.1.2.1 มหี นาทเี่ กย่ี วกับการจับฉลากแบง สาย
19.1.2.2 จัดทําตารางและกาํ หนดโตะแขงขนั
19.1.2.3 แตง ตัง้ เจาหนา ทใี่ นการแขงขนั เชน ผตู ัดสนิ ผูชว ยผตู ดั สนิ ฯลฯ
19.1.2.4 ตัดสนิ ปญหาในเรอ่ื งของการตคี วามตามกติกาหรอื ขอบังคับตางๆ รวม
ไปถึงขอ บังคับเกยี่ วกบั เสอื้ ผา อปุ กรณก ารแขง ขันและสภาพของสนามแขง ขัน
19.1.2.5 ตดั สินวาผูเ ลน จะสวมชดุ วอรมลงแขง ขนั ไดหรอื ไม
19.1.2.6 ตัดสินวาจะยตุ กิ ารเลน เปนการฉกุ เฉนิ ไดหรือไม
19.1.2.7 ตัดสินวาผเู ลนจะออกนอกพื้นทก่ี ารแขง ขันในระหวา งการแขงขันได
หรือไม
19.1.2.8 ตดั สินวา ผูเ ลน จะฝก ซอมไดเ กินตามเวลาตามที่กาํ หนดไว ไดห รือไม
19.1.2.9 มีหนา ทท่ี จี่ ะใชมาตรการลงโทษสําหรับผูท่ีประพฤตผิ ดิ มารยาทหรือ
ละเมดิ ขอบังคบั อน่ื ๆ
19.1.2.10 มหี นา ทตี่ รวจสอนคุณสมบัตขิ องผูเลนใหเ ปน ไปตามระเบยี บการแขง ขนั
19.1.2.11 ตดั สินวา จะใหผ ูเ ลนฝกซอ มทีใ่ ดขณะยตุ กิ ารเลนฉุกเฉนิ
19.1.2.12 มีหนา ท่ีในการอบรมเจา หนา ที่ผตู ดั สนิ ฯลฯ
19.1.3) หากหนาทต่ี างๆ ทกี่ ลา วมา คณะกรรมการจัดการแขงขันไดมอบหมายใหบคุ คล
ใดบคุ คลหน่ึงทาํ หนา ท่แี ทน หนาที่ ช่อื และทีต่ ดิ ตอของบคุ คลน้ันจะตองเปน ทราบแกผ ูเ ขารวมการแขง ขันหรอื หัว
หนาทีมตา งๆ ตามสมควร
19.1.4) ผชู ี้ขาดหรอื ผูทีม่ ีหนา ที่รบั ผดิ ชอบรองลงไป จะตอ งอยู ณ ท่แี ขง ขันตลอดเวลาการ
แขง ขัน
19.1.5) ผชู ี้ขาดสามารถท่ีจะลงทําหนา ทแี่ ทนผตู ดั สนิ ผูช ว ยผูตัดสนิ หรอื เจา หนา ทน่ี บั ครง้ั
ไดท กุ โอกาส แตจ ะไมส ามารถเปลี่ยนแปลงคําตดั สนิ ของผูตดั สนิ หรอื ผูชว ยผูตัดสนิ ทไ่ี ดตดั สนิ ไปแลวในปญ หาที่
เกิดขนึ้ เกย่ี วกบั ขอเทจ็ จริง
19.2 ผตู ดั สนิ
19.2.1) ผตู ดั สินจะถกู แตง ตัง้ ขึน้ ในแตละแมทซ โดยจะนั่งหรือยนื ตรงดานขา ง
ของโตะ ในแนวเดียวกนั กบั เนต็ และหา งจากโตะประมาณ 2-3 เมตร
19.2.2) ผูตดั สนิ มีหนา ท่รี บั ผดิ ชอบ ดงั นี้
19.2.2.1 ตรวจอุปกรณแ ละดแู ลสภาพความเรียบรอ ยของสนามแขงขนั และราย
งานตอผชู ขี้ าดทันทีทส่ี ภาพสนามบกพรอง
19.2.2.2 ทําหนา ทใี่ นการสุม เพื่อเลอื กลูกเทเบลิ เทนนสิ ในกรณีท่ผี ูเลน ไมส ามารถ
ตกลงกันได
19.2.2.3 ทาํ หนาที่ในการเสย่ี ง เพ่อื ใหผเู ลนเลือกสง เลือกรับ หรอื เลือกแดน
19.2.2.4 ตัดสินใจผอ นผนั ในการสง ลกู ของผเู ลน ทห่ี ยอนสมรรถภาพทางรางกาย
19.2.2.5 ควบคุมลาํ ดับการสง การรับ การเปลย่ี นแดน และแกไ ขในกรณีท่ผี ดิ
พลาด
19.2.2.6 ตดั สินผลของการตีโตวา ไดคะแนนหรอื เล็ท
19.2.2.7 ทาํ หนา ท่ใี นการขานคะแนนและใชส ัญญาณมอื ตามขอ 19.2.3
19.2.2.8 เปนผูแนะนาํ ระบบการแขง ขันแบบเรง เวลา
19.2.2.9 ควบคมุ การแขง ขันใหเปนไปอยา งตอเนือ่ ง
19.2.2.10 ควบคุมการแนะนาํ หรอื การสอนของผเู ลน และมารยาทความประพฤติ
ของผูเลน ใหเปน ไปตามกติกา
19.2.3) ผูต ัดสินจะใชสญั ญาณมือเพอ่ื ชวยในการตดั สินควบคูไปกบั การขานคะแนนดงั นี้
19.2.3.1 เม่อื ไดค ะแนน ผูต ดั สนิ จะกาํ มอื โดยหนั หนา มือออก ยกกาํ ปน ขน้ึ มา
ระดบั หัวไหลด านของฝายที่ไดค ะแนน
19.2.3.2 ในตอนเร่ิมเกมหรือในการเปลย่ี นสง ผูตัดสนิ จะผายมอื ไปยังแดนหรือ
ฝายน้ันๆ
19.2.3.3 เม่อื การแขงขนั เปนเลท็ ผูตดั สนิ จะยกมือไปขา งหนา เหนอื ศรษี ะ เพือ่
แสดงวาการตนี ั้นหยดุ ลง
19.2.3.4 เม่ือลกู ถูกขอบดานบนโตะ ผูต ดั สนิ จะช้ีมอื ไปยงั จุดทีล่ ูกสมั ผัสถูกขอบโตะ
19.2.3.5 ขณะเปล่ยี นแดนในครึง่ เกมสุดทา ย ผูตัดสนิ จะไขวมือทัง้ 2 ขางในระดับ
อก เพื่อใหผเู ลน เปลย่ี นแดน
19.3 ผชู วยผตู ดั สนิ
19.3.1) ผชู ว ยผูต ดั สนิ จะถูกแตง ตั้งขึน้ ในแตละแมทซ จาํ นวน 1-2 คน โดยนั่ง
ตรงขา มกับผตู ดั สนิ ในกรณีท่มี ผี ูชว ยผตู ดั สิน 1 คน จะนัง่ แนวเดยี วกนั กบั เน็ต หากมผี ูช ว ยผตู ดั สนิ 2 คน แตล ะคนจะ
น่งั แนวเดียวกนั กบั เสนสกดั แตละดาน
19.3.2) ผูชว ยผตู ัดสินมหี นา ท่ตี ัดสนิ วา ลูกเทเบิลเทนนิสสัมผสั ถุกขอบโตะ หรือไม ในดาน
ท่ีใกลท ี่สุดกับตนเอง
19.3.3) ท้งั ผูตัดสนิ และผูชวยผตู ดั สินอาจจะตดั สนิ ใจดงั น้ี
19.3.3.1 พิจารณาลักษณะการสง ลกู ของผูเ ลนวา ถกู ตอ งตามกติกาหรอื ไม
19.3.3.2 ในการสงลูก ลูกนน้ั สัมผสั ถูกเนต็ หรือไม
19.3.3.3 พิจารณาวา ผเู ลนขวางลกู หรือไม
19.3.3.4 ในขณะแขงขนั มีสงท่เี ขา มารบกวนอนั จะมีผลตอ การแขงขนั หรือไม
19.3.3.5 รักษาเวลาในการฝก ซอ ม ในการเลน หรือในขณะหยดุ พัก
19.3.4) การตดั สินใดๆ ของผูตดั สินและผชู วยผตู ัดสนิ ตามขอ 19.3.3) จะตองไมกา วกายตอ
หนาทข่ี องเจาหนาที่อ่ืนๆ ทีแ่ ตงตั้งขน้ึ อยา งเปนทางการ
19.3.5) ถา แตง ตั้งผูชวยผูตัดสนิ 2 คน ผชู วยผตู ดั สนิ ทจ่ี ะทาํ หนา ทต่ี ามขอ 19.3.2 , 19.3.3.1
และ 19.3.3.3 และในการขานอนื่ ๆ ทอ่ี ยูใ กลกับโตะ และผูเลนในดานของเขา
19.3.6) ในการแขงขันระบบเรงเวลา หากมีผูช วยผตู ัดสิน1 คน จะตอ งแตงต้ังเจาหนาทนี่ บั
จํานวนครง้ั ข้นึ มาตา งหาก ถา มีผูชวยผตู ดั สิน 2 คน ผูชว ยผตู ัดสินจะเปน ผนู ับจาํ นวนครั้ง โดยผนู บั คอื ผชู ว ยผตู ดั สินท่ี
อยูใกลก ับผเู ลน ที่เปน ฝา ยรับ
20. การประทว ง
20.1 จะไมมกี ารตกลงกนั เองของผเู ลนหรอื หัวหนาทมี ท่ีจะเปล่ียนแปลงคําตัดสนิ ของผูต ดั สนิ หรอื
เจา หนา ท่ี ในกรณีท่เี กมการแขงขันเกดิ ปญหาขนึ้ ตามขอ เทจ็ จริง หรือเปลีย่ นแปลงการตคี วามตามกตกิ าหรอื กฎ
ขอบงั คับของผชู ข้ี าด หรือเปลยี่ นแปลงการดําเนนิ การจัดซงึ่ อยใู นความรบั ผิดชอบของคณะกรรมการจดั การแขงขนั
20.2 การประทว งจะตอ งไมค ัดคานตอการตดั สนิ ของผตู ดั สนิ หรือเจา หนาทใี่ นกรณีปญ หาท่ีเกิดขนึ้
ตามขอเท็จจริง หรอื ประทว งในการตดั สินของผชู ข้ี าดในกรณีที่เกยี่ วกับการตคี วามตามกตกิ าหรอื กฎขอบังคบั
20.3 การประทว งเก่ยี วกับการตดั สินของผตู ดั สินในกรณเี กย่ี วกับการตีความในปญ หาของกตกิ า
หรอื กฎขอ บงั คับ ใหทําการประทวงตอ ผูชขี้ าด และการตดั สนิ ของผูช้ีขาดถือวา ส้นิ สุด
20.4 การประทว งเก่ียวกบั การตดั สินของผชู ีข้ าดในกรณีเก่ยี วกับปญหาของการจดั การแขง ขนั
นอกเหนือจากกตกิ าหรอื กฎขอบังคบั ใหท าํ การประทวงตอ คณะกรรมการจัดการแขง ขนั และการตัดสินของ
คณะกรรมการจดั การแขงขันถอื วาส้นิ สดุ
20.5 การแขงขันประเภทบุคคล การประทว งจะทาํ ไดเ ฉพาะผเู ลนซงึ่ เปน คูก รณใี นแมทซทปี่ ญ หา
ไดเ กิดขนึ้ และในการแขง ขนั ประเภททีม การประทว งจะทาํ ไดเ ฉพาะหวั หนา ทมี ซึ่งเปน คูกรณใี นแมทซทีป่ ญ หาเกิด
ขึ้นเทา นั้น
20.6 ปญหาการตคี วามตามกตกิ าหรอื กฎขอบังคบั ท่ีเกดิ จากการตัดสนิ ของผูช ี้ขาดหรือปญหาของ
การจัดการแขงขันหรอื ดําเนินการแขงขนั ที่เกดิ ขน้ึ จากการตดั สนิ ของคณะกรรมการจดั การแขง ขัน ผเู ลน หรอื หวั หนา
ทมี อาจจะประทวงผานตน สังกดั หรอื สโมสรของตนไปยงั สมาคมกไ็ ด สําหรับการพิจารณาของสมาคมจะพิจารณาหา
ขอปฏบิ ัติสาํ หรับการตัดสนิ ตอไปในอนาคต แตท ้งั น้จี ะไมม ผี ลตอ คําตดั สินในคร้งั ทผ่ี านมาใดๆ ซงึ่ ไดด าํ เนินการไป
แลวโดยผชู ้ขี าดหรือคณะกรรมการจดั การแขง ขนั ท่รี บั ผดิ ชอบ
21. การดําเนินการแขง ขัน
21.1 ผเู ลน จะไดร บั อนุญาตใหฝกซอมบนโตะแขง ขนั เปนเวลาไมเ กนิ 2 นาที กอ นการแขง ขนั
สําหรบั ในชวงเวลาระหวา งการแขงขนั จะไมส ามารถทาํ การฝกซอมได ซึ่งการฝก ซอ มนอกเหนือจากทก่ี ลาวมาอาจจะ
ขยายออกไปไดโ ดยการอนุญาตของผชู ข้ี าด
21.2 ถา แมทซการแขงขนั ไมสามารถเร่ิมไดเน่อื งจากผเู ลน ไมส ามารถตกลงกนั ไดใ นการเลอื กลกู
แขง ขนั ผูตดั สินจะเปน ผเู ลอื กใหโ ดยวิธกี ารสุม และถาผเู ลนยงั ปฏิเสธอยูอาจจะถูกปรับเปนแพโดยผูช้ขี าด
21.3 ในระหวางการแขงขนั ผูตัดสินอาจจะอนญุ าตใหหยดุ เพือ่ ทําการเช็ดเหงื่อไดในชว งเวลาอนั
สั้นที่สุดเทาที่จําเปนซึง่ จะสามารถทําไดเ มอื่ ครบทกุ ๆ 5 คะแนนเทานน้ั และเมือ่ ขณะเปล่ียนแดนกนั ในเกมสุดทาย
21.4 ถาไมเทเบิลเทนนิสของผเู ลนหักในระหวางการแขงขัน ผเู ลนจะตองเปล่ยี นไมอ ันใหมทันที
ดว ยไมของผูเลนทน่ี าํ ติดตวั เขา มาในพ้นื ทกี่ ารแขง ขันหรือไมทถ่ี กู สง ใหกับผูเลนในพน้ื ทกี่ ารแขง ขนั กไ็ ด
21.5 ผูเลนจะไดร ับอนญุ าตอยา งมเี หตุผลทจ่ี ะตรวจสอบอุปกรณทีเ่ ปล่ยี นใหมอนั เกิดจากการชํารดุ
เชน ไมเทเบลิ เทนนสิ หรอื ลกู เทเบลิ เทนนิสทชี่ ํารุด แตก็จะไมมากไปกวาการฝกตโี ต 2-3 ครัง้ กอนการเลน ใหม
21.6 ผูเลน จะตอ งวางไมเ ทเบลิ เทนนสิ ของเขาบนโตะ แขงขัน ระหวา งชว งหยดุ พกั ระหวางเกม
21.7 ผูเลนจะตองอยใู นพืน้ ทก่ี ารแขง ขันหรือใกลพ นื้ ทีก่ ารแขงขนั ตลอดเวลาการแขงขันนน้ั โดย
ในการหยุดพกั ระหวา งเกมผเู ลน จะตองอยใู นระยะไมเกิน 3 เมตร ของพืน้ ทกี่ ารแขงขัน ภายใตการควบคมุ ของ
ผตู ดั สิน การออกนอกระยะดังกลาวสามารถทําไดโ ดยตอ งไดรบั อนุญาตจากผูชข้ี าด
22. การยตุ ิการเลนฉกุ เฉนิ
22.1 ผชู ขี้ าดอาจจะอนญุ าตใหย ุติการเลน ชว่ั คราวในชวงเวลาอันสั้นที่สุด ซงึ่ จะไมเ กิน 10 นาที ถา
ผเู ลนไมส ามารถเลน ไดเนื่องจากอุบัติเหตุ โดยมีเง่อื นไขวา ในความเห็นของผชู ้ีขาดการยตุ กิ ารเลนชวั่ คราวนน้ั ไมนา
จะทาํ ใหผูเลนหรอื คเู ลน ฝา ยตรงขามเสยี เปรียบเกนิ ควร
22.2 การยุตกิ ารเลนช่ัวคราวจะไมอ นญุ าตสาํ หรบั ความไมพ รอ มของรา งกายทเ่ี กดิ ขน้ึ ในขณะแขง
ขนั หรอื คาดวา จะเกิดขึน้ กอ นการแขง ขนั จะเริม่ ขนึ้ เชน ความออนเพลยี ตะคริว หรอื ความไมส มบูรณข องผเู ลน เหลา
นจ้ี ะไมอนุญาตใหเปน การยตุ กิ ารเลนฉกุ เฉนิ การยุติการเลนฉกุ เฉินจะยุตใิ นกรณที เี่ กดิ ขน้ึ จากอบุ ตั ิเหตุเทาน้ัน เชน
การบาดเจ็บเนือ่ งจากหกลม
22.3 ระหวางการยตุ ิการเลนฉกุ เฉิน ผูชข้ี าดอาจจะอนญุ าตใหผเู ลนทาํ การฝก ซอมบนโตะ แขงขนั
น้ันรวมไปถงึ โตะ แขงขนั อนื่ ๆ ได
23. การแนะนําผเู ลน หรือการสอนผเู ลน
23.1 ในการแขง ขันประเภททีม ผเู ลน จะไดร บั คําแนะนําหรอื การสอนจากใครกไ็ ด แตใ นการแขง
ขันประเภทบคุ คลผูเ ลน หรือคเู ลน จะไดร ับการสอนจากบคุ คลใดบคุ คลหนง่ึ เทานั้น ซ่งึ จะตองแจง ใหผตู ดั สินทราบ
กอ นการแขง ขนั ถา บุคคลท่ีไมม หี นาทีท่ ี่ไดร บั การแตง ต้งั มาทาํ การสอน ผตู ัดสนิ จะใชใ บแดงไลบุคคลนัน้ ออกจาก
บรเิ วณพน้ื ท่ีแขงขัน
23.2 ผูเลนจะไดรบั การสอนในระหวา งหยุดพกั ระหวางจบเกม หรอื ระหวางชวงหยดุ พกั การเลน
ชัว่ คราวทไี่ ดรับอนญุ าตเทานนั้ หากมบี คุ คลสอนผูเลนในขณะแขง ขนั ผตู ัดสินจะใชใ บเหลอื งและเตอื นบคุ คลน้ันไม
ใหกระทาํ เชน นัน้ อกี และแจง ใหทราบวา ในคร้ังตอ ไปจะใหออกจากบริเวณพืน้ ทีแ่ ขง ขนั
23.3 หลงั จากผตู ัดสินไดเ ตือนแลว หากมบี คุ คลในทีมหรอื บุคคลอื่นท่ที าํ การสอนอยางผดิ กตกิ าอีก
ผูตัดสนิ จะใชใบแดงไลออกจากพนื้ ทีก่ ารแขง ขนั ไมวา เขาจะเปน ผถู กู เตือนมากอ นหนานนั้ หรอื ไมก ็ตาม
23.4 ในการแขงขนั ประเภททมี ผูสอนทถี่ ูกไลอ อกจากพนื้ ทีแ่ ขงขันจะไมส ามารถกลับเขา มาไดอ ีก
จนกระทง่ั จบการแขง ขันประเภททมี ยกเวน เขาผูนน้ั ตอ งลงทาํ การแขง ขัน สําหรับประเภทบคุ คลผสู อนไมส ามารถ
กลบั เขามาไดอ ีกจนกระทง่ั จบการแขง ขนั แมทซนัน้
23.5 ถา ผสู อนปฏิเสธทีจ่ ะออกจากพน้ื ทกี่ ารแขงขัน หรือกลับเขา มาในพนื้ ทก่ี ารแขง ขนั กอ นท่กี าร
แขงขันจะเสร็จสิน้ ผูตัดสินจะยุตกิ ารเลนและรายงานตอ ผชู ้ขี าดทันที
24. ความประพฤติ
24.1 ผูเลนและผูฝกสอน จะตอ งไมทาํ กตกิ าหรอื ความประพฤติทไ่ี มด ีอนั จะมผี ลตอ ฝา ยตรงขาม
หรอื ผูชม หรือทําใหเกมการแขงขันเกดิ ความเสียหาย ความประพฤติดังกลา ว เชน จงใจทําใหลกู แตก,เคาะโตะ ดว ย
ไมเทเบิลเทนนสิ ,พดู คาํ หยาบ หรือจงใจตะโกนดว ยเสยี งดงั อนั ควร, แกลง ตลี กู เทเบิลเทนนิสใหอ อกจากพนื้ ท่ีแขงขนั
หรอื การไมเ คารพเช่อื ฟงผตู ดั สนิ และเจาหนา ที่ ตลอดจนละเมดิ ขอ บังคับในการสอนผูเลนระหวางการแขงขนั
24.2 เมอื่ ผูตัดสินไดพิจารณาแลวเห็นวาผูเ ลนหรือผูฝก สอนทําความประพฤติไมด ดี ัง
กลา ว ผูต ัดสนิ จะใหใ บเหลืองและเตือนถึงการลงโทษหากยังกระทาํ อยูอกี สาํ หรบั ในประเภทคู การเตอื นผเู ลน คน
หนึง่ หมายถงึ มผี ลตอทง้ั 2 คนดว ย
24.3 หลงั จากท่ไี ดรบั การเตือนแลว ถาผเู ลน ยงั กระทําลกั ษณะดังกลาวอกี หรอื ลกั ษณะอ่ืน ๆ อีก
ผตู ดั สนิ จะให 1 คะแนนแกฝ ายตรงขา ม หลงั จากนน้ั หากยงั กระทาํ อยูอ ีกผตู ดั สินจะใหคะแนน 2 คะแนนแกฝาย
ตรงขาม ซงึ่ ในการใหคะแนนแตละคร้งั ผูตดั สนิ จะใชใ บเหลอื งและใบแดงชูขึน้ พรอ มกนั ท้ังนีย้ กเวนกรณี 24.5
24.4 หลังจากผูแ นะนาํ หรือผูสอนไดรบั การเตอื นแลว แตย ังกระทาํ อยอู ีก ผตู ัดสินจะไลเขาออกจาก
พ้ืนท่ีโดยใชใ บแดง ซึง่ เขาจะกลบั มาไมไ ดจนกวาการแขง ขนั ในประเภททมี นนั้ ไดเสร็จสิน้ ลงหรือจบการแขง ขนั ใน
คูน น้ั สาํ หรบั ประเภทบคุ คล ท้ังนยี้ กเวน กรณีขอ 24.5
24.5 ถาผูเลนไดถูกลงโทษในเรื่องเกี่ยวกับความประพฤตโิ ดยใหค ะแนนแกฝ ายตรงขาม 2 ครัง้ แลว
แตยังกระทาํ อยอู ีก หรือเม่ือใดกต็ ามทีผ่ ูเลน หรือผูสอนทําการละเมดิ อยางรายแรง ผูตดั สนิ จะยุตกิ ารเลน และรายงาน
ตอ ผชู ้ีขาดทันที
24.6 ผูช ีข้ าดอาจจะใชมาตรการทางวินัยแกผ ูเลน ภายใตด ลุ ยพนิ ิจของเขาสําหรับความประพฤติท่ี
ไมสมควร กา วรา ว ฯลฯ โดยอาจจะไลผ เู ลนออกจากแมทซก ารแขง ขนั ในประเภทนั้นๆ หรือการแขง ขนั ท้ังหมดโดย
การใชใ บแดง แมว าผตู ัดสินจะรายงานใหทราบหรือไมก ต็ าม
24.7 ถาผเู ลน ถกู ไลอ อก 2 ครง้ั ในประเภททีม หรือ 2 ครงั้ ในประเภทบคุ คลในแมทซน้นั ผเู ลน จะ
ถกู ออกจากการแขง ขันในประเภททมี หรอื ประเภทบคุ คลในแมทซนนั้ โดยอัตโนมตั ิ
24.8 ถา พบวา ผเู ลน ไดเปลย่ี นไมเทเบิลเทนนิสของเขาในระหวา งการเลนโดยไมแ จงใหผ ตู ัดสนิ
และฝายตรงขา มทราบ ผตู ดั สนิ จะยุตกิ ารเลน และรายงานตอ ผชู ข้ี าดทันที ในโอกาสแรกผชู ้ขี าดจะเตอื นผูเ ลน หากยัง
กระทําอีกจะถกู ปรบั เปนแพโ ดยผชู ข้ี าด
25. การแขงขนั ประเภททมี
25.1 ในการแขงขนั ประเภททมี จะทาํ การแขงขนั แบบ SWAYTHLING CUP หรอื CORBILLON
CUP หรอื ระบบอื่นๆ ซ่งึ จะตองระบลุ งในระเบยี บการแขงขันนัน้ ๆ
25.2 การแขงขนั แบบ SWAYTHLING CUP จะตอ งประกอบดวยผเู ลน 3 คน โดยกอ นการแขงขัน
หัวหนาทีมจะตอ งมาจบั ฉลากเสย่ี งวาทีมใดจะไดท มี A,B,C หรอื X,Y,Z
25.2.1) ลาํ ดับการแขงขันแบบ SWAYTHLING CUP มดี งั น้ี
คทู ี่ 1 A - X
คทู ี่ 2 B – Y
คูท ี่ 3 C – Z
คูท ่ี 4 A – Y
คทู ี่ 5 B – X
25.2.2) การแขง ขนั แตละคจู ะแขง ขนั รผู ลแพชนะ 2 ใน 3 เกม และทีมแมทซจ ะถือผลแพ
ชนะ 3 ใน 5 คู
25.3 การแขง ขันแบบ CORBILLION CUP จะประกอบดว ยผเู ลน 2 , 3 หรอื 4 คน โดยกอนการ
แขง ขนั หัวหนา ทีมจะตอ งมาจับฉลากเสยี่ งวา ทมี ใดจะไดท มี A,B,C หรอื X,Y,Z
25.3.1) ลาํ ดับการแขง ขันแบบ CORBILLION CUP มดี ังน้ี
คทู ่ี 1 A – X
คทู ี่ 2 B – Y
คทู ่ี 3 ประเภทคู
คทู ่ี 4 A – Y
คทู ่ี 5 B – X
25.3.2) การแขงขันแตล ะคูจ ะเปนการแขง ขันประเภทเด่ยี ว ยกเวน ในคูที่ 3 เปน การแขง ขัน
ประเภทคู ซึง่ ประเภทคูนี้จะสง รายชอื่ หลังจากการแขง ขนั ประเภทเด่ยี วคูท่ี 2 เสร็จสนิ้ ลงแลว กไ็ ด โดยจะตองเปน
ผเู ลน ทีม่ ชี อ่ื อยใู นทมี
25.3.3) การแขง ขันแตล ะคูจ ะแขง ขนั รูผ ลแพชนะ 2 ใน 3 เกม และทีมแมทซจะถือผลแพ
ชนะ 3 ใน 5 คู
25.3.4) เมื่อจบการแขง ขนั ในแตละคู ผูเลน จะสามารถหยุดพักไดไ มเ กนิ 5 นาที
26. การแขง ขนั แบบแพค ดั ออก
26.1 จาํ นวนตําแหนง ของระบบการแขง ขันแพค ดั ออกจะตอ งมีจาํ นวนเปน 2 เทา เชน 2 , 4 , 8 ,
16 , 32 เปนตน
26.2 ถา จาํ นวนผูเลนมีนอยกวา ตาํ แหนง ใหใ ส ชนะผาน (BYE) เพิม่ เขาไปในรอบแรก
26.3 ถาจํานวนผเู ลนมีมากกวา ตาํ แหนง ใหใ สร อบคดั เลอื ก (QUALIFIERS)
26.4 การชนะผา น (BYE) หรือการคดั เลือก (QUALIFIERS) จะตอ งกระจายอยูอยางสม่าํ เสมอ
โดยการชนะผา น (BYE) จะตอ งอยกู ับมอื วางอนั ดับแรก
26.5 การวางมอื อันดบั
26.5.1) ผูเลนท่ีมฝี มอื ดตี ามอนั ดบั จะตอ งถูกวางตวั เพือ่ ไมใหพ บกนั กอ นทจ่ี ะถงึ รอบ
สดุ ทา ยของการแขง ขัน
26.5.2) ผูเ ลน ทีม่ จี ากสโมสรเดยี วกันจะถูกจบั แยกกนั ใหแ ยกกนั ใหห างท่ีสุดเทาท่จี ะเปน
ไปได เพ่อื ไมไ หพบกนั กอ นทจี่ ะถงึ รอบสดุ ทา ยของการแขง ขนั
26.5.3) ผูเ ลน มือวางอันดบั 1 จะถูกจดั ใหอ ยบู นสุด ผเู ลน มืออนั ดบั 2 ถกู จดั ใหอยลู างสดุ
ผูเลนมอื วางอนั ดับ 3 - 4 จะจับฉลากระหวางผูเลนมือ 1 - 2
26.5.4) ผูเ ลนมอื วางอนั ดบั 5 – 8 จะจับฉลากอยรู ะหวางผเู ลน ตามขอ 26.5.3
26.5.5) ผูเลน มอื วางอนั ดบั 9 – 16 จะจับฉลากอยรู ะหวา ง ผูเลนตามขอ 26.5.4 ตามลําดับ
27. กาํ หนดการแขง ขนั
27.1 ในการแขง ขนั ระดับภายในประเทศ ผเู ลน จะตองทําการแขง ขนั ตามทก่ี ําหนด หากเลยเวลา
แขงขนั ใหปรบั เปน แพโดยผูช ้ขี าด ดงั น้ี
27.1.1) ประเภทบุคคล ใหเ วลา 5 นาที นบั จากกาํ หนดเวลาแขงขนั หรือหากเลยกาํ หนด
เวลาแขงขันแลว ใหน บั จากเวลาที่เรียกลงทําการแขง ขัน
27.1.2) ประเภททมี ใหเวลา 15 นาที นบั จากกําหนดเวลาแขงขันหรือหากเลยกาํ หนดเวลา
แขง ขนั แลว นบั จากเวลาทีเ่ รยี กมาจบั ฉลาก คือโดยจะตองมผี เู ลนอยางนอย 2 คนในการแขง ขนั ระบบ CORBILLION
CUP และจะตอ งมีผูเลน อยางนอ ย 3 คน ในการแขงขันระบบ SWAYTHLING CUP
27.2 เวลาทีร่ ะบุไวตามขอ 27.1.1 , 27.1.2 นี้ อาจอนญุ าตขยายออกไปไดโดยการอนญุ าตของ
ผูช้ขี าด
28. การคิดคะแนนในการแขง ขนั แบบวนพบกนั หมด
28.1 ในการแขง ขนั แบบวนพบกนั หมด ผเู ลนหรือทีมภายในกลมุ นน้ั ตอ งแขงขนั พบกนั ทกุ ทีมโดย
ผูชนะ จะได 2 คะแนน ผแู พจ ะได 1 คะแนน และผทู ่ไี มแ ขง ขนั หรอื แขงขนั ไมเสร็จสิน้ จะได 0 คะแนน และการจัด
อนั ดับจะดูผลจากคะแนนแมทซนี้เปน อนั ดบั แรก
28.2 ถา ผเู ลน / ทีมท่ีมีคะแนนแมทซเ ทากนั ตั้งแต 2 คน / ทีมขึ้นไป การจดั อันดบั ใหด ผู ลการ
แขง ขันเฉพาะคน / ทมี ทีม่ คี ะแนนเทา กันเทานน้ั โดยใชผลแพชนะของบคุ คล (สําหรับประเภททมี ) เกม หรือ คะแนน
ตามลําดับจนกวา จะไดขอยุติ ซ่งึ วธิ กี ารคดิ คะแนนในแตล ะขนั้ ตอนใหใชค ะแนนได หารดว ยคะแนนเสยี
28.3 ในการคดิ คะแนนตามขน้ั ตอนหากมีหน่ึงหรือมมี ากกวาหนง่ึ ในกลุม น้นั แสดงผลตางขณะท่ี
สว นอน่ื ๆ ยงั มคี ะแนนเทากันอยู ผลการแขง ขนั ของผทู ี่เทา กนั นนั้ จะถกู คํานวณยอ ยตอ ไปตามลําดับ คือ ผลบุคคล
(สาํ หรบั ประเภททีม)จาํ นวนเกม คะแนนในเกม
28.4 หากคดิ คะแนนตามขอ 28.1 , 28.2 และ 28.3 แลว ยังมีคะแนนเทา กันอีกใหใ ชว ธิ ีการจับฉลาก
***********************************