น า ง ส า ว ไ ป ร ย า เ ต ช ะ พิ ญ ช ย ะ เ ล ข ที่ ๑ ๒
ม.๕/๙
บ้ า น ลุ ม พุ ก
ส า ร ค ดี
ภู มิ ปั ญ ญ า จ า ก ม า ตุ ภู มิ
คำ ข วั ญ อำ เ ภ อ
คำ เ ขื่ อ น แ ก้ ว
“ เ มื อ ง โ บ ร า ณ
ธารสองสาย
ไ ก่ ร ส เ ด็ ด
เ ม ล็ ด ข้ า ว ห อ ม ”
ประวัติความเป็นมา
บ้านลุมพุกบรรพบุรุษได้มาตั้งรกรากอยู่ตรงเขตพื้นที่ใกล้เคียง
ของหนองลุมพุก หนองน้ำอ้อม และโนนหนองบัว เป็นต้น จึงขยายและพัฒนาเป็น
บ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งอยู่ในระหว่างลุ่มน้ำชี หรือชีหลง (แม่น้ำกุดกุง )
และลำน้ำโพง (เซบาย) เส้นเลือดใหญ่ของบ้านคือ น้ำคำ(ห้วยเขมร) ที่พาดผ่าน
ตัวเมืองในอดีตตั้งแต่บ้านตาดทองมาจนถึงบ้านนาหลู่ชุมชนในอดีตจึงดำรงชีวิตที่
มีความผูกพันกับกระแสน้ำ ได้แก่ การจับปลา ทำนา ทำไร่ การตั้งบ้านเรือน
และวัด / โบราณสถาน ตลอดจนการติดต่อค้าขายกับชนต่างพื้นที
ตำนานเล่าขาน
ตำนานและความชื่อของบรรพบุรุษ เมื่อครั้งมาตั้งรกราก ณ ที่นี่ใหม่ ๆนั้น เช่น
การสร้างศาลปู่ตาขึ้น ณ หนองลุมพุก และบ้านดง / โนนหนองบัว (โรงเรียน
คำเขื่อนแก้ว) เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีต่างๆได้แก่ พิธีขอฝน โกนจุก กิน
ดอง พิธีฝังศพ(แขวงการทางหรือโรงพยาบาล)และการสร้างวัด ฯลฯ ร่องรอย
และหลักฐานที่สืบค้นได้ ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา และพิธีฝังหม้ออิฐของคนตาย
ยังสะท้อนให้เห็นว่าชุมชนแถบนี้มีความสัมพันธ์กันกับชุมชนอื่นในลุ่มน้ำมูล และ
ลุ่มน้ำชีทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการเมืองด้วย
หนึ่ง เมืองคำเขื่อนแก้ว ลือนาม
สอง อุทัยยโสธรตาม ชื่อนั้น
สาม คำเขื่อนแก้วคาม มาต่อ
สี่ ลุมพุกปลุกปั้น คำเขื่อนแก้ว-คำห้า
พงษ์เทพ : ประพันธ์ ๑๒ เม.ย. ๔๗
พื้นที่
สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูงและทุ่งนาสลับป่าโปร่ง ดินร่วนปนทราย ไม่อุ้มน้ำ มี
ลำห้วยเขมรไหลผ่าน มีพื้นที่ทั้งหมด ๘๖ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ
๕๓,๗๕๐ ไร่
เขตพื้นที่
ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลทุ่งมน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
ทิศใต้ ติดกับ ตำบลแคนน้อย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลกู่จาน และ ตำบลเหล่าไฮ
อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลกุดกุง และ ตำบลโพนทัน
อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
อาชีพ
อาชีพหลัก ทำนาทำไร่ เลี้ยงสัตว์
อาชีพเสริม เลี้ยงโค-กระบือ , รับจ้างทั่วไป
สาธาณูปโภค
จำนวนครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้ในเขต อบต. ๑,๘๐๖ ครัว
เรือน คิดเป็นร้อยละ ๙๙.๐๐ จำนวนบ้านที่มีโทรศัพท์
๗๑๔ หลังคาเรือน คิดเป็นร้อยละ ๓๙.๐๐ ของ
จำนวนหลังคาเรือน
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๓ ถนน
แจ้งสนิทเชื่อมระหว่างจังหวัดร้อยเอ็ด-ยโสธร-
อุบลราชธานี
ผลิตภัณฑ์
หมวกคาวบอย, ผ้าคลุมไหล่, ไข่เค็ม, กระเป๋าลายขิด,
ข้าวเกรียบฟักทอง, ปุ๋ยชีวภาพ
วัฒนธรรม
วัฒธรรมด้านศาสนา
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่นับถือศาสนา
พุทธ วิถีชีวิตส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ
การทำบัญใส่บาตรตอนเช้า
เข้าวัดทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
วัฒธรรมด้านการกิน
สภาพภูมิศาสตร์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานมีผล
ต่ออาหารการกินของคนท้องถิ่นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่บางแห่งแห้งแล้ง
วัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารซึ่งหาได้ตามธรรมชาติส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลา
แมลงบางชนิด พืชผักต่าง ๆ การนำวิธีการถนอมอาหารมาใช้เพื่อรักษาอาหาร
ไว้กินนาน ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีพของคนอีสานชาวอีสานจะมีข้าว
เหนียวนึ่งเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับภาคเหนือ เนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงอาหาร
ได้แก่ สัตว์ที่หามาได้ เช่น กบ เขียด แย้ แมลงต่าง ๆ ที่มาของรสชาติอาหาร
อีสาน เช่น รสเค็มได้จากปลาร้า รสเผ็ดได้จากพริกสดและพริกแห้ง รส
เปรี้ยวได้จากมะกอก ส้มมะขาม และมดแดง ในอดีตคนอีสานนิยมหมักปลาร้า
ไว้กินเองเพราะมีปลาอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับเป็นแหล่ง เกลือสินเธาว์ ทำให้
การทำปลาร้าเป็นที่แพร่หลายมาก จากปลาร้าพื้นบ้านอีสานได้มีการพัฒนา
ทั้งวิธีการทำและรสชาติ จนกลายเป็นตำรับปลาร้าที่ส่งขายต่างประเทศใน
ปัจจุบัน
วัฒนธรรมด้านการอยู่อาศัย
- ไม่นิยมทำหน้าต่างทางด้านหลังตัวเรือน ถ้าจะทำจะเจาะเป็น
ช่องเล็กๆ พอให้ยี่นศีรษะออกไปได้เท่า นั้น
- ไม่นิยมต่อยอดป้านลมให้สูงขึ้นไป เหมือนเรือนของชาวไทย
ล้านนาที่เรียกว่า 'กาแล'
- ไม่นิยมตั้งเสาเรือนบนตอม่อ เหมือนเรือนของชาวไทยมุสลิม
ทางภาคใต้ ด้วยเหตุที่ชาวไทยภาค อีสานปลูกเรือนด้วยการ
ฝังเสา จึงไม่มีการตั้งบนตอม่อ
วิถีชีวิต
การใช้ชีวิตของคนในหมู่บ้าน คือใช้ชีวิตเรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อ
แผ่ช่วยเหลือกันและกัน ชาวบ้านยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใน
การใช้ชีวิตประจำวัน อาชีพหลักของคนในหมู่บ้านคือการทำอาชีพ
เกษตรกร ปลูกข้าว ปลูกผัดสวนครัว เลี้ยงสัตว์ และปลาตามแหล่งน้ำ
ธรรมชาติ รายได้ส่วนใหญ่ได้มาจากการขายข้าวและขายปลาที่หามา
ได้
ความเชื่อ
คนในหมู่บ้านนับถือพระพุทธศาสนา และเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ
โดยแต่ละปีจะมีประเพณีที่เรียกว่าบุญข้าวสาก และบุญข้าวประดับดิน
เชื่อกันว่าประเพณีเหล่านี้เป็นการหาข้าวหาน้ำให้ญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไป
แล้ว
ประเพณี
ประเพณีขึ้นบ้านใหม่
พิธีขึ้นบ้านใหม่ หรือพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ คือ
ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ เป็นการทำบุญสำหรับการย้ายบ้าน
หรือที่อยู่ใหม่จัดขึ้นเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย
เชื่อกันว่าจะช่วยให้อยู่เย็น เป็นสุข เจริญรุ่งเรือง รักใคร่
ปรองดอง ไม่ทะเลาะวิวาท ป้องกัน สิ่งอันตราย ขับไล่สิ่งชั่ว
ร้าย และปราศจากโรคภัยไข้
ประเพณีลอยกระทง
เมื่อถึงวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงในเดือน ๑๒ ชาวบ้านจะจัด
เตรียมทำกระทงจากวัสดุที่หาง่ายตามธรรมชาติ เช่น หยวกกล้วย
และดอกบัว นำมาประดิษฐ์เป็นกระทงสวยงาม ปักธูปเทียนและ
ดอกไม้ เครื่องสักการบูชา ก่อนทำการลอยในแม่น้ำก็จะอธิษฐานใน
สิ่งที่มุ่งหวังพร้อมขอขมาต่อพระแม่คงคา ตามคุ้มวัดหรือสถานที่
จัดงานหลายแห่งมี่การประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศและมี
มหรสพสมโภชในตอนกลางคืน มีการจุดดอกไม้ไฟ พลุ
ประเพณีวันสงกรานต์
เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยทางหมู่บ้านจะมีการ
ทำบุญตักบาตรที่วัด การสรงน้ำพระ การบังสุกุลอัฐิ การรดน้ำ
ดำหัว การขอพรจากญาติผู้ใหญ่ การขนทรายเข้าวัด เชื่อกันว่าขน
ทราย เข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาภให้พบแต่ความสุข ความเจริญ
เงินทองไหล มาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด แต่ก็มีบางพื้นที่มีความ
เชื่อว่า การนำทรายที่ติดเท้าออกจากวัดเป็นการบาป จึงต้องขน
ทรายเข้าวัดเพื่อไม่ให้เกิดบาป
ประเพณีบุญบั้งไฟ
เป็นประเพณีที่ชาวอีสานจัดขึ้นในเดือน ๖ เรียกกันว่า "บุญเดือนหก"
มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เป็นงานรื่นเริงครั้งใหญ่ก่อนการเริ่มทำนา และเป็นการสร้าง
กำลังใจว่าการทำนาในปีนั้นจะได้ผลดี โดยมี ความเชื่อว่าเทวดาคือ "พระยา
แถน" สามารถบัลดาลให้พืชผลในท้องนาอุดมสมบูรณ์ หากบูชาเซ่นสรวงให้
พระยาแถนพอใจก็จะช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล การทำนาได้ผลธัญญาหาร
บริบูรณ์ โดยเฉพาะถ้าหมู่บ้านใคร ทำบุญบั้งไฟติดต่อกันทุก ๓ ปี
ประเพณีบุญบั้งไฟตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิด
เป็นพญาคางคกได้อาศัยอยู่ใต้ ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี ด้วยเหตุใดไม่
แจ้ง พญาแถนเทพเจ้าแห่งฝนโกรธเคืองโลกมนุษย์มากจึง แกล้งไม่ให้ฝนตก
นานถึง ๗ เดือน ทำให้เกิดความลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มวล
มนุษย์ สัตว์และ พืช จนกระทั่งพากันล้มตายเป็นจำนวนมากพวกที่แข็งแรงก็รอด
ตายและได้พากันมารวมกลุ่มใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ กับพญาคางคก สรรพสัตว์ทั้ง
หลายจึงได้หารือกันเพื่อจะหาวิธีการปราบพญาแถนที่ประชุมได้ตกลงกันให้
พญานาคยกทัพไปรบกับพญาแถน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้จากนั้นจึงให้
พญาต่อแตนยกทัพไปปราบแต่ก็ต้องพ่าย แพ้อีกเช่นกัน ทำให้พวกสรรพ
สัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอย หมดกำลังใจและสิ้นหวัง ได้แต่รอวันตาย
ในที่สุด พญาคางคกจึงขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน จึงได้วางแผนใน
การรบโดยปลวกทั้งหลายก่อ จอมปลวกขึ้นไปจนถึงเมืองพญาแถน เพื่อเป็น
เส้นทางให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เดินทางไปสู่เมือง พญาแถน ซึ่งมี
มอด แมลงป่อง ตะขาบ สำหรับมอดได้รับหน้าที่ให้ทำการกัดเจาะ ด้าม
อาวุธที่ทำด้วยไม้ทุก ชนิด ส่วนแมลงป่องและตะขาบให้ซ่อนตัวอยู่ตามกอง
ฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร และอยู่ตามเสื้อผ้าของไพร่พล พญาแถนทำหน้าที่กัด
ต่อย หลังจากวางแผนเรียบร้อย กองทัพพญาคางคกก็เดินทางเพื่อปฏิบัติ
หน้าที่การ รบ มอดทำหน้าที่กัดเจาะด้ามอาวุธ แมลงป่องและตะขาบกัดต่อย
ไพร่พลของพญาแถนจนเจ็บปวด ร้องระงม
จนกองทัพระส่ำระสาย ในที่สุดพญาแถนจึงได้ยอมแพ้และตกลงทำสัญญา
สงบศึกกับพญาคางคก ดังนี้
ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์ ถ้า
ได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้วถ้าได้ยินเสียงสนู (เสียงธนู
หวายของว่าว) หรือเสียงโหวด ให้ฝนหยุดตก เพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ข้าว หลัง
จากที่ได้สัญญากันแล้ว พญาแถนจึงได้ถูกปล่อยตัวไปและได้ปฏิบัติตามสัญญามา
จนบัดนี้
ในการทำบั้งไฟนั้นชาวบ้านทั้งในหมู่บ้านเดียวกันและหมู่บ้านใกล้เคียง จะมารวม
กันแล้วแบ่งเป็นกลุ่มๆ ละ ๕-๑๐ ครัวเรือน ทำบั้งไฟ ๑ กระบอก บั้งไฟ คือกระบอก
ไม้ไผ่บรรจุดินปืน สำหรับจุดให้ติดไฟพุ่งขึ้นไป บนท้องฟ้า ชาวบ้านจะตกแต่งบั้งไฟให้
สวยงามด้วยการแกะรูปลายเป็นรูปลายไทย หรือสุพรรณหงส์ หรือนำ ผ้าไหมมาทอ
ลายต่างๆ มาประดับในงานบุญบั้งไฟ ในพิธีต่างๆ เช่น วันแรกของงานแรกว่า "วัน
โฮม" หรือวัน รวมชาวบ้านจะมาทำบุญที่วัด มีการแห่และประกวดบั้งไฟ วันที่สอง
แรกวันจุดหรือวันจุดบั้งไฟ โดยแห่บั้งไฟ ออกไปกลางทุ่งนา วางบั้งไฟไว้บนกิ่งไม้ที่
ใหญ่และแข็งแรง จากนั้นก็จุดบั้งไฟ ถ้าบั้งไฟของใครจุดติดและ พุ่งขึ้นสูง นายช่างผู้
ทำบั้งไฟจะได้รับการรดน้ำจากชาวบ้านเป็นการแสดงความยินดี ถ้าบั้งไฟใครจุดไม่ติด
หรือพุ่งไม่สูง นายช่างก็จะถูกจับโยนลงในน้ำขุ่นที่มีโคลนเลน หลังจากเทศกาลบุญ
บั้งไฟผ่านไปแล้วชาว บ้านก็จะเริ่มลงมือทำนา ประเพณีบุญบั้งไฟที่มีชื่อเสียงมาก คือ
ที่จังหวัดยโสธร
การละเล่น
หมากเก็บ
เด็กผู้หญิงวัยไม่เกิน ๑๐ ขวบหรือมากกว่านั้นก็ยังได้ จำนวน ๓-๔ คน
หรือมากกว่านั้นยังได้ ช่วยกันฝนก้อนหินให้หมดเหลี่ยมขนาดเท่าหัวแม่มือ ๕ ก้อน
เพื่อใช้เล่นหมากเก็บ โดยวิธีการเล่น คือ นั่งล้อมกเป็นวงกลม จากนั้นโยนก้อนหินขึ้น
ไปบนอากาศ กะระยะสูง – ต่ำตามความต้องการ แล้วเก็บมามาทีละลูก โดยไม่ให้
กระทบกับลูกอื่น
เฮือนน้อย
การเล่นเฮือนน้อย หรือ เล่นขายของ จะเล่นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเล่นที่ลาน
บ้าน ป่าละเมาะ ทุ่งนา ใต้ร่มไม้ เล่นได้ทั้งชายและหญิง ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น แต่
เด็กผู้หญิงจะนิยมเล่นมากกว่า
อุปกรณ์ในการเล่น จะมีหม้อข้าว หม้อแกง กะลามะพร้าว ถ้วย ชาม
ช้อนเก่าๆ ตุ่ม ไห เศษวัสดุเหลือใช้ที่สามารถหาได้สามารถเป็นอุปกรณ์การเล่นได้
วิธีการเล่น จะสมมติตนเองเป็นครอบครัว หรือครัวเรือนโดยมีหลาย
ครอบครัว ในแต่ละครอบครัวจะแบ่งหน้าที่กันว่าใครเป็นพ่อ แม่ ลูก ในแต่ละ
ครอบครัวจะสร้างกระท่อมที่พักและจัดหาหม้อข้าวหม้อแกง ถ้วยชาม ช้อน ซึ่งเป็น
ของเล่น หรือ ของจริงขนาดเล็ก แล้วช่วยกันหาเศษใบไม้ใบหญ้า หรือพืชผักตลอด
จนวัสดุอื่นๆ สมมติว่าใช้ปรุงอาหารหรือทำขนม เพื่อขายให้คนอื่นหรือไว้สำหรับกิน
ร่วมกัน โดยจะใช้เศษกระดาษหรือใบไม้แทนเงินในการซื้อขาย การเล่นเฮือนน้อยจะ
เลียนแบบสภาพจริงทุกอย่าง
การเล่นเฮือนน้อยทำให้เกดการริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างจินตนาการ
สร้างสัมพันธภาพ ความรักความสามัคคี ฝึกการใช้ภาษา การซื้อขาย การแลกเงิน
และการทอน
อ้างอิง
http://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/rarebook/rarebo
ok_data/191.pdf
https://sites.google.com/site/wathnthrrmthiy123/wat
hnthrrm-phakh-xisan
ภูมิปัญญาจากมาตุภูมิ
บ้านลุมพุก
จัดทำโดย
นางสาวไปรยา เตชะพิญชยะ
เลขที่ ๑๒ ม.๕/๙
เสนอ
คุณครูอนุชัย หัวดอน
วิชาภาษาไทย (ท๓๒๑๐๒)